Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนน้ำมันในช่วงภาวะสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Winston Peters ยืนยันการเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยร่วมกันประเทศพันธมิตรอื่นๆรวมกว่า 34 ประเทศ (ยกเว้นสหรัฐอเมริกา) โดยมีอังกฤษเป็นผู้นำการประชุมในการทำงานร่วมกันทั้งทางการทูตและความเป็นไปได้ทางการเมืองเพื่อฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

    – นิวซีแลนด์กำหนดมาตรการเงินช่วยเหลือมูลค่า 373 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงวิกฤตน้ำมันภายใต้โครงการ Working for Families scheme เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ-ปานกลางประมาณ 150,000 ครัวเรือน เริ่มมีผลตั้งแต่ 7 เมษายน 2569 สำหรับครัวเรือนที่ได้รับรายได้ต่อสัปดาห์ และ 14 เมษายน 2569 สำหรับครัวเรือนที่ได้รับรายได้ทุก 2 สัปดาห์ โดยต้องมีบุตรอย่างน้อย 1 คนและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการอื่นใดจะได้รับเงิน 50 เหรียญนิวซีแลนด์ต่อสัปดาห์เป็นเวลา 1 ปี หรือจนกว่าราคาน้ำมันจะลดลงที่ 3 เหรียญนิวซีแลนด์ต่อลิตร 4 สัปดาห์ขึ้นไป

    2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของนิวซีแลนด์ [1]

    ปี 2569 มกราคม-กุมภาพันธ์ สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 7,484 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 5.52) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 35.05) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 17.48) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 5.30) ทองคำยังไม่ขึ้นรูป (ร้อยละ 3.74) และ อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก (ร้อยละ 3.56) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือเยื่อไม้ซัลเฟต เคซีอินและไม้ที่ยังไม่แปรรูป)

    ปี 2569 มกราคม-กุมภาพันธ์ การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 7,598 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 11.90) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 14.31) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 12.77) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.31) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 9.98) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ร้อยละ 3.61) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ขาดดุลการค้า 114 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ มีมูลค่า 268.31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 9.80(รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับ เปลี่ยน และการส่งหรือการสร้างเสียง ภาพ รวมถึงอุปกรณ์ตัดต่อสัญญาณและจัดเส้นทาง โพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม และทูน่ากระป๋อง) โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 127.19  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,070 ล้านบาท) 

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 3,585.45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 6.13) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 38.01) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 17.91) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 4.21) ทองคำยังไม่ขึ้นรูป (ร้อยละ 4.14) อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก (ร้อยละ 3.40) โดยประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13  (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือซัลเฟต ทองคำยังไม่ขึ้นรูป เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค และเคซีอิน)

    การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 5.75โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 15.68)  ปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 13.11) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.41) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 9.93) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ร้อยละ 3.86) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและญี่ปุ่น ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นิวซีแลนด์ขาดดุลการค้า 114.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ไทย เป็นคู่ค้าอันดับ 8 (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับ เปลี่ยน และการส่งหรือการสร้างเสียง ภาพ รวมถึงอุปกรณ์ตัดต่อสัญญาณและจัดเส้นทาง ทูน่ากระป๋องและโพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม)   

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-นิวซีแลนด์ [2] 

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2025

    (%)

    ปี 2026

    (%)

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ม.ค.– ธ.ค.

    ม.ค.– ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค.– ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค.– ก.พ. 

    +/- (%)

    0.0

    (-0.88)

    1.0

    2,504.7 

    (1.23)

    453.45

    15.27

    1,577.23

    -0.88

    296.07

    45.76

    927.47 

    (5.04)

    157.38

    -17.28


    [1] Source: Global Trade Atlas

    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    4. การค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569[2]

    • การส่งออกสินค้าไทยไปนิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 169.16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (5,413 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 58.52 เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ เหล็กเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิวและเม็ดพลาสติก แต่การส่งออกผลิตภัณฑ์ยางและอาหารทะเลกระป๋องลดลง      

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากนิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 78.16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (2,501 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 10.62 เป็นการลดลงของสินค้าเยื่อกระดาษ ผัก ผลไม้และเคมีภัณฑ์ แต่การนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ไม้ซุงและไม้แปรรูป สินแร่โลหะอื่นๆ ด้ายและเส้นใย สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์และสัตว์น้ำสด แช่เย็นแช่แข็งเพิ่มขึ้น    

      ……………………………………………………………………………..

      สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/k50ewtfoyaxcznh0bf4bqezc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X_gJxSDKkYWO0QScceZ2z

  • เปลี่ยนขวดเป็นรอยยิ้ม! ซีพี ออลล์ ผนึกกำลัง น้ำแร่ธรรมชาติมิเนเร่ ยกระดับจุดรับคืนขวด PET ผ่าน “ตู้ Drop Point” รับวันคุ้มครองโลก 2569 สร้างสุขอนามัยที่ดีแก่เยาวชน – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เปลี่ยนขวดเป็นรอยยิ้ม! ซีพี ออลล์ ผนึกกำลัง น้ำแร่ธรรมชาติมิเนเร่ ยกระดับจุดรับคืนขวด PET ผ่าน “ตู้ Drop Point” รับวันคุ้มครองโลก 2569 สร้างสุขอนามัยที่ดีแก่เยาวชน – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ผนึกกำลังกับ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำแร่ธรรมชาติมิเนเร่ และน้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ด้านความยั่งยืนระดับโลก เดินหน้ายกระดับความร่วมมือโครงการ “ตู้ Drop Point 7-Eleven x Mineré” เนื่องในวันคุ้มครองโลก ปี 2569 นำร่องขยายจุดรับคืนขวดพลาสติก PET ผ่านตู้ Drop Point ที่หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่นกว่า 300 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องง่าย ใกล้ตัว และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน พร้อมเปลี่ยนขวดพลาสติกเป็น “แต้มบุญ” สมทบโครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง”

    นายทัพพ์เทพ จีระอดิศวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซีพี ออลล์ขับเคลื่อนการดูแลสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับแนวทาง “7 Go Green” เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมง โดยมีนโยบาย “2 ลด” คือ ลดการใช้พลาสติก และลดการใช้พลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว

    “ความร่วมมือกับเนสท์เล่ครั้งนี้ จึงเป็นการต่อยอดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของซีพี ออลล์ ผ่านการนำร่องติดตั้งตู้ Drop Point บริเวณหน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จำนวน 300 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งร้านเซเว่นฯ อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนและสังคม จึงเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแยกพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิลได้อย่างสะดวก และช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน เพียงนำขวดพลาสติกใช้แล้วมาหย่อนที่ตู้ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้อง พร้อมร่วมสร้างพฤติกรรมการคัดแยกขยะอย่างยั่งยืน”

    โดยขวดพลาสติกที่รวบรวมได้จากตู้ Drop Point จะนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และแปลงเป็น “แต้มบุญ” สมทบทุนโครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” ภายใต้บุญนิธิแสตมป์เซเว่นฯ นำไปต่อยอดเป็นโอกาสทางการศึกษาและสุขอนามัยที่ดีให้กับเด็กไทย ผ่านการปรับปรุงห้องน้ำที่ชำรุดทรุดโทรมให้ถูกสุขลักษณะในโรงเรียนที่ขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ สอดคล้องกับปณิธานองค์กร Giving and Sharing

    ด้าน นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจน้ำดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “มิเนเร่มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับเซเว่น อีเลฟเว่น ในการส่งเสริมการคัดแยกขยะพลาสติกเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทความเป็นผู้นำของมิเนเร่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และตอกย้ำการเป็นผู้ริเริ่มนำขวดพลาสติก rPET มาใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำแร่ธรรมชาติในประเทศไทย ทั้งนี้ เนสท์เล่มีเป้าหมายระดับโลกในการลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่หนึ่งในสาม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 และเรารู้ดีว่า บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เราจึงมุ่งสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการจัดการขยะพลาสติกเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลก ด้วยการเชิญชวนผู้บริโภคให้นำขวดน้ำดื่มมาทิ้ง ณ ตู้ Drop Point หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น พร้อมกับบิดขวดน้ำดื่มก่อนทิ้ง เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บและจำนวนขวดให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากขึ้น เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน นำมาผลิตเป็นขวดน้ำ rPETใหม่ได้อย่างไม่จำกัด”

    การร่วมมือกันระหว่าง ซีพี ออลล์ และ เนสท์เล่ ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องง่ายในชีวิตประจำวันของผู้คน และตอกย้ำบทบาทของภาคธุรกิจในการร่วมขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/pet-drop-point/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HtftnOBY_dfyB7_Wdi2jP

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – รัฐบาลออสเตรเลียเร่งกำหนดมาตรการควบคุมการใช้น้ำมันในประเทศ หลายประการ เช่น การปล่อยน้ำมันสำรองร้อยละ 20 เพื่อนำมาใช้ในช่วงขาดแคลน การผ่อนปรนมาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราวเป็นเวลา 60 วันเพื่อนำน้ำมันที่มีกำมะถันสูงที่ต้องส่งออกกลับมาใช้ในประเทศชดเชยการขาดแคลนน้ำมันในภูมิภาค (โดยเฉพาะดีเซล) การลดหย่อนบิลค่าไฟฟ้าร้อยละ 10 เริ่ม 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อช่วยบรรเทาความกดดันด้านค่าครองชีพ (Energy rebate bill สิ้นสุดลง) และประกาศลดภาษีน้ำมันเพื่อให้ราคาน้ำมันทั่วประเทศลดลง 26.3 เซ็นต์ต่อลิตร ยกเลิกค่าธรรมเนียมการใช้ถนนสำหรับรถบรรทุก 32.4 เซ็นต์ต่อลิตรและคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (GST) แก่ผู้ขับขี่ยานยนต์เป็นเวลา 3 เดือน อีกทั้ง นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเดินทางเยือนประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ สิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงซื้อขายน้ำมันและก๊าซ LNG ระหว่างกันพร้อมยืนยันการส่งมอบน้ำมัน 100 ล้านลิตรจากบรูไนและเกาหลีใต้

    ธนาคารกลางประกาศยกเลิกการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิตเป็นเวลา 6 เดือนเพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแก่ภาคครัวเรือนประมาณ 1.6 ล้านต่อปี เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการร้านค้าปลีก คาเฟ่และร้านอาหารมีแผนจะผลักภาระค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตไปยังผู้บริโภคโดยการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการแทน ซึ่งจะทำให้เป็นกลไกกระตุ้นภาวะเงินเฟ้อในตลาดเพิ่มมากขึ้น

    2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของออสเตรเลีย [1] 

     ปี 2569 เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 57,659 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 14.76) เป็นการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 26.83) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ 25.04) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 17.35) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 4.78) และข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 3.50) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 12 (ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป ทองแดงบริสุทธิ์ ข้าวสาลีและเมสลิน และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ)

    ปี 2569 เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ การนำเข้าสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 54,230 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 21.29) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 13.58) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 11.14) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.75) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 10.28) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 8.59) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา ไทย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ปี 2569 เดือนมกราคมกุมภาพันธ์ ออสเตรเลียได้ดุลการค้า 3,429 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 มีมูลค่า 2,929 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 81.08(สินค้านำเข้าหลักจากไทย 5 อันดับแรกได้แก่ รถยนต์ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป เครื่องปรับอากาศ เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ และยางรถยนต์ใหม่) และ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 7,807 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (242,017 ล้านบาท) 

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลียในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 29,471 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 21.68) โดยเป็นผลมาจากการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 23.96) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ23.04) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 19.52) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 5.80) ข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 3.40) และ ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 (ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป ทองแดงบริสุทธิ์ เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ)

    สำหรับการนำเข้าสินค้าของออสเตรเลียในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 25,777 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 19.93) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 12.88) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือสำหรับเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 11.74) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 11.60) น้ำมันปิโตรเลียมที่ได้จากแร่ บิทูมินัส (ดีเซล) (ร้อยละ 10.16) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 8.08) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ออสเตรเลียได้ดุลการค้าที่ 3,694 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 6 (รถยนต์ เครื่องจักรสำหรับการรับการเปลี่ยนและการส่ง หรือการสร้างเสียง ภาพหรือข้อมูลอื่นๆ เครื่องปรับอากาศ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป และยางรถยนต์ใหม่) 

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-ออสเตรเลีย [2] 

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2025 

    (%)

    ปี 2026

    (%)

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ม.ค-ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค-ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค-ก.พ.

    +/- (%)

    0.0

    (-2.5)

    1.0

    17,364.37

     (-2.59)

    4,321.49

    58.92

    12,041.35  

    (-2.5)

    2,815.96

    51.32

    5,323.02

     (-2.79)

    1,505.52

    75.39


    [1] Source: Global Trade Atlas

    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    4. การค้าระหว่างไทยและออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569[2]

    • การส่งออกสินค้าไทยไปออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 1,054.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (33,747 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.52 เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋อง เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป และสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับแต่การส่งออกเครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบและเครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิวลดลง

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 917.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (29,363 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 113.79 เป็นการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเครื่องเพชรพลอย อัญมณี สินแร่โลหะอื่นๆ ถ่านหิน เนื้อสัตว์สำหรับการ
       


    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vvjcjdk32ifwrlk7fzr0vwy5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a7uAdu56fbaUCSATaKQMX

  • มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล

    มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล

    มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล


    20/04/2569 | 41 | |

    มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล

    วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและสร้างชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการทำงานที่ต้องเห็นผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ในโอกาสนี้มีนายสยาม ศิริมงคล คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน ให้การต้อนรับและรับมอบนโยบายอย่างพร้อมเพรียง ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 5,204 คน

    การขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 นโยบายหลักที่สำคัญ ดังนี้:

    1. ขับเคลื่อนภารกิจด้วยงบประมาณที่เน้นผลสัมฤทธิ์ มุ่งเน้นการบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล 10 พลัส โดยทุกโครงการต้องสามารถวัดผลสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมและตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

    2. พัฒนาเครือข่ายและใช้ข้อมูลพัฒนางาน พัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยในการทำงานได้อย่างรวดเร็ว และบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการกองทุน ลดหนี้ค้างชำระอย่างเป็นระบบ และพัฒนาเครื่องมือช่วยลดภาระในการติดตามหนี้

    3. ยกระดับ OTOP ครบวงจรสู่สากล มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ใน 4 มิติให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ การผลิต การตลาด การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี และการบริหารการเงิน โดยเร่งส่งเสริมการเติบโตของตลาดออนไลน์และโมเดิร์นเทรด ปรับภาพลักษณ์ (Rebranding)ให้ทันสมัย และบูรณาการความร่วมมือ: ประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และขอให้มีผลิตภัณฑ์ OTOP เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย

    4. เพิ่มสมรรถนะและขวัญกำลังใจบุคลากร กำลังใจของผู้ทำงานเป็นสิ่งสำคัญ พัฒนาบุคลากรและเครือข่ายการพัฒนาชุมชน การ Reskill Upskill เนื้อหาการอบรมให้เป็นมิติที่หลากหลาย

    นายพลพีร์ระบุทิ้งท้ายว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เข้าร่วมการประชุมในวันนี้ ที่พร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้กรมการพัฒนาชุมชนสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและสร้างความมั่นคงมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้อย่างยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/352159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yo7CnzeTuUisg4E4-9Kjp

  • TTB-KKP โชว์กำไร Q1/69 แกร่ง ตั้งสำรองรับมือความเสี่ยงตะวันออกกลาง

    TTB-KKP โชว์กำไร Q1/69 แกร่ง ตั้งสำรองรับมือความเสี่ยงตะวันออกกลาง

    การประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ของธนาคารพาณิชย์ไทย สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและการวางกลยุทธ์ที่รอบคอบ โดยเฉพาะ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ที่ต่างโชว์ศักยภาพในการทำกำไรและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างโดดเด่น แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ

    TTB เน้นเสถียรภาพ คุณภาพสินทรัพย์ และการคืนกำไรแก่ผู้ถือหุ้น

    TTB รายงานกำไรสุทธิที่ 5,170 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) แม้จะลดลงเล็กน้อย 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) หัวใจสำคัญของความสำเร็จในไตรมาสนี้คือการใช้ กลยุทธ์การเติบโตสินเชื่อกลุ่มรายย่อยที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง และการยกระดับด้านดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

    • คุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง: TTB สามารถควบคุมหนี้เสีย (NPL) ให้อยู่ที่ 2.9% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่เกิน 3.2% โดยตัวเลขหนี้เสียทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 39,000 ล้านบาท ต่อเนื่องมาถึง 6 ไตรมาส
    • การปรับพอร์ตสินเชื่อและเงินฝาก: แม้สินเชื่อรวมจะลดลง 2.2% QoQ จากการชำระคืนหนี้ แต่กลุ่มเป้าหมายอย่าง สินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังคงเติบโตได้ดี ขณะที่เงินฝากมีการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อเน้นสภาพคล่องและคุมต้นทุนทางการเงิน
    • การเพิ่มมูลค่าผู้ถือหุ้น: สิ่งที่เป็นไฮไลต์สำคัญคือการเตรียมขออนุมัติขยายโครงการซื้อหุ้นคืนเป็น 35,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 ปี (2568-2571) เพื่อเพิ่ม EPS และ ROE รวมถึงลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดหุ้น
    • พันธกิจ Social Banking: TTB ยังคงเดินหน้าโครงการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่น “รวบหนี้” และ “ผ่อนดี ได้ดี” ซึ่งเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่นำ Risk-based Pricing มาใช้คิดดอกเบี้ยตามวินัยทางการเงินของลูกค้า

    KKP กำไรพุ่งทะยาน 84.2% จากแรงหนุนธุรกิจที่มิใช่ดอกเบี้ย

    ด้าน KKP โชว์ผลงานด้วยกำไรสุทธิ 1,955 ล้านบาท พุ่งขึ้นถึง 84.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการกระจายรายได้ที่มีประสิทธิภาพและการฟื้นตัวของภาคส่วนสำคัญ

    • รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเป็นหัวหอก: รายได้ส่วนนี้เติบโตถึง 64.7% YoY โดยมีแรงขับเคลื่อนจาก ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management), ธุรกิจดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน Dime! และรายได้ค่านายหน้าขายประกัน นอกจากนี้ บล.เกียรตินาคินภัทร ยังครองตำแหน่งอันดับ 1 ในตลาดนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง
    • สถานการณ์รถยึดดีขึ้น: KKP รายงานผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น, แม้ว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณราคาเขยื้อนเล็กน้อยในช่วงปลายไตรมาสจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ตาม
    • คุณภาพสินเชื่อปรับตัวดี: อัตราส่วน NPL ลดลงมาอยู่ที่ 4.1% โดยธนาคารยังคงเน้นการปล่อยสินเชื่อคุณภาพสูงที่มีผลตอบแทนเหมาะสม ส่งผลให้สินเชื่อโดยรวมขยายตัว 1.5% จากสิ้นปี 2568

    “Management Overlay” รับมือความเสี่ยงตะวันออกกลาง

    ทั้ง TTB และ KKP ต่างมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1/2569, เนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และคุณภาพสินทรัพย์ในระยะถัดไป

    • TTB ได้ตั้งสำรองฯ พิเศษ (Management Overlay) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสำรองฯ เพิ่มขึ้น 10% QoQ อยู่ที่ 3,994 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) สูงถึง 154%
    • KKP ดำเนินการในทิศทางเดียวกันโดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตรวม 961 ล้านบาท ซึ่งรวม Management Overlay เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศและราคาน้ำมันที่อาจกระทบต่อราคารถยนต์ใช้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/741170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CQsylpoP4dnkEZImu4cAH

  • B

    B

    BC ประกาศก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงการโรงแรมยั่งยืนภายใต้มาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสากล หลังได้รับการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวจากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) โดยเป็น 1 ใน 7 กลุ่มผู้ประกอบการ และ 1 ใน 9 โครงการโรงแรมทั่วประเทศที่ได้รับอนุมัติวงเงินในครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพของ BC ในการพัฒนาโครงการคุณภาพ และการยกระดับพอร์ตโฟลิโอโรงแรมสู่มาตรฐานระดับโลก รองรับเมกะเทรนด์โรงแรมที่ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน (ESG) รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    BC เดินหน้าวางเป้าต้นแบบโรงแรมยั่งยืน (Green Hotel) ระดับลักชัวรี่ โดยได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อสีเขียวจากไทยพาณิชย์

    นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC เปิดเผยว่า ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการโรงแรมภายใต้โมเดล Build-Operate-Sale (BOS) ยังคงเดินหน้าต่อยอดธุรกิจโรงแรมตามแนวโน้มด้านความยั่งยืน หลังได้รับการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว จากธนาคารไทยพาณิชย์ โดย BC เป็น 1 ใน 7 กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม และเป็น 1 ใน 9 โครงการโรงแรมทั่วประเทศที่ได้รับการคัดเลือกและอนุมัติวงเงินกรีนไฟแนนซ์ (Green Finance) มูลค่ารวม 17,575 ล้านบาท เพื่อใช้พัฒนาโครงการ Luxury Hotel ภายใต้มาตรฐานอาคารเขียวระดับสากล การได้รับกรีนไฟแนนซ์ (Green Finance) สะท้อนถึงความพร้อมและความเชี่ยวชาญของบริษัทในการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคม ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยว นักลงทุน อีกทั้งยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนา การบริหารจัดการ ไปจนถึงการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและจัดการต้นทุน รวมถึงบริหารช่วงเวลาในการขายสินทรัพย์เมื่อโครงการสร้างผลตอบแทนได้ดีและเหมาะสม ส่งผลให้บริษัทสามารถหมุนเวียนเงินลงทุนและต่อยอดโครงการใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบัน BC มีพอร์ตธุรกิจโรงแรมที่ครอบคลุมทุกระดับ บนทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ โดยบริษัทมีจุดแข็งด้านการคัดเลือกทำเล การออกแบบโครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ ตลอดจนการบริหารสินทรัพย์ให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขยายสู่ธุรกิจ Third-Party Operator (TPO) เพื่อต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการโรงแรม การพัฒนาแบรนด์ และการเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ในระยะยาว

    “การได้รับการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวจากธนาคารไทยพาณิชย์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของ BC และตอกย้ำศักยภาพของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาโรงแรมคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เราเชื่อว่า Green Hotel จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต ที่จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พันธมิตรธุรกิจ และนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดย BC พร้อมเดินหน้ายกระดับสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และทุกภาคส่วนในระยะยาว” นายปรับชะรันซิงห์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieobc6pjjmyr2ynhbhtlldb67punvo42&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lIAymZQP9WzxZyANjJGtQ

  • นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายงบประมาณรายจ่าย ปี 70 สั่งรัดเข็มขัด งดดูงาน พร้อมป้องอธิปไตย ชู 5 ยุทธศาสตร์พาไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ส่งถึงมือประชาชน

    นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายงบประมาณรายจ่าย ปี 70 สั่งรัดเข็มขัด งดดูงาน พร้อมป้องอธิปไตย ชู 5 ยุทธศาสตร์พาไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ส่งถึงมือประชาชน

    วันที่ (20 เมษายน 2569) เ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

    1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม

    2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

    3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส

    4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

    5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส

    ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด “กฎเหล็ก” ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น

    รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว

    อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ทั้งนี้ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70412&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tWaiZGmE8VazPvX-fIBe5

  • การศึกษาไทย ใจแคบ (20/04/69) #news1 #คมคุยคมคิด  #การศึกษาไทย  #อาเซียน

    การศึกษาไทย ใจแคบ (20/04/69) #news1 #คมคุยคมคิด #การศึกษาไทย #อาเซียน

    การศึกษาไทย ใจแคบ (20/04/69) #news1 #คมคุยคมคิด #การศึกษาไทย #อาเซียน

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/JEkX4CUtYbQ&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DulU6sMT4IaeEVtXU9Jwk

  • นายกสภาจุฬาฯ เปิดนิทรรศการ “พระผู้ให้”

    นายกสภาจุฬาฯ เปิดนิทรรศการ “พระผู้ให้”

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    นายกสภาจุฬาฯ เปิดนิทรรศการ “พระผู้ให้” เฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรมจุฬาฯ จัดนิทรรศการพระผู้ให้” ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทย โดยมี ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569

    พิธีเปิดนิทรรศการ ณ ลานพิพิธศิลป์ รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดี กล่าวรายงานการจัดนิทรรศการ ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และวางพวงมาลัยบนพานหน้าพระรูปสมเด็จพระพันปีหลวง วงจุฬาฯ เชมเบอร์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัย และผู้บริหารมหาวิทยาลัยถ่ายภาพร่วมกัน จากนั้นนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตัดริบบิ้นเปิดนิทรรศการ และเข้าชมนิทรรศการ ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ

    นิทรรศการครั้งนี้ได้อัญเชิญบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระผู้ให้” ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระราชทานเพื่อใช้เป็นบทขับร้องในการแสดงดนตรีไทยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงบทพระราชนิพนธ์บางบทจากหนังสือ “สมเด็จแม่กับการศึกษา” มาถ่ายทอดในรูปแบบนิทรรศการที่ออกแบบอย่างงดงาม และเข้าใจง่าย

    เนื้อหานิทรรศการนำเสนอพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข การรักษาพยาบาล การส่งเสริมอาชีพ ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าและน้ำ

    ผู้เข้าชมนิทรรศการจะได้สัมผัสถึงพระราชจริยวัตรแห่ง “การให้” ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน โดยไม่ทรงเลือกที่รักมักที่ชัง สะท้อนพระราชปณิธานอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย สมดังชื่อของนิทรรศการ “พระผู้ให้” อย่างแท้จริง

    นิทรรศการ “พระผู้ให้” เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.00 – 17.00 น. ปิดทำการวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ โทร. 0-2218-3645–6, 0-2218-3624 Facebook: Chulamuseum

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/299245/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R_AR32I9zR2SKPdDz_pYf

  • เดินหน้าสร้างความเข้าใจ ประเสริฐ เชิญผู้บริหารปอเนาะ ตาดีกา นัดถก เคลียร์ปมแม่ทัพภาค 4

    เดินหน้าสร้างความเข้าใจ ประเสริฐ เชิญผู้บริหารปอเนาะ ตาดีกา นัดถก เคลียร์ปมแม่ทัพภาค 4

    วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

    วันที่ 20 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่เมืองทองธานี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจ ระหว่างแม่ทัพภาคที่ 4 และสถาบันการศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา ว่า ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ จะเชิญผู้บริหารสถาบันการศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา มาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งจริง ๆ แล้ว มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กำกับดูแลอยู่ โดยต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องของการสร้างความรู้ความเข้าใจ คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาก เป็นเรื่องของการทำงานร่วมกันในอนาคต 

    เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจอย่างไร เพราะที่ผ่านมาคนมักจะมองโรงเรียนลักษณะนี้ไปในทางลบ นายประเสริฐ กล่าวว่า จริง ๆ ไม่มีอะไรเลย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกำกับดูแลอยู่ ที่ผ่านมาก็ทำงานบูรณาร่วมกันมาโดยตลอด ก็ไม่มีปัญหาอะไร และการมาพูดคุยกันครั้งนี้ ก็พูดถึงแนวทางในอนาคตที่จะต้องทำงานร่วมกัน รวมถึงประเด็นทั่วไปอีกหลายเรื่อง ที่โรงเรียนเอกชนต้องการเป็นการแลกเปลี่ยนกัน

    ประเสริฐ จันทรรวงทอง

    ประเสริฐ จันทรรวงทอง

    ประเสริฐ จันทรรวงทอง

    ประเสริฐ จันทรรวงทอง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/959358&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36HG83WTxz1MoJlFW8YNNV