Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สัญญายุคดิจิทัล บีบผู้บริโภคติดกับดัก เร่งปฏิรูปกฎหมาย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สัญญายุคดิจิทัล บีบผู้บริโภคติดกับดัก เร่งปฏิรูปกฎหมาย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปิดปัญหาสัญญาไม่เป็นธรรม ผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรอง ชงข้อเสนอปฏิรูปกฎหมายให้รองรับสัญญาดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว   

    ในยุคออนไลน์ที่ทำให้การทำสัญญาต่าง ๆ ของผู้บริโภค ต้องเปลี่ยนจากการทำสัญญาบนกระดาษไปสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ ที่มักจะมีเนื้อหาจำนวนมาก หรือมีไฮเปอร์ลิงก์เชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาในส่วนอื่น ๆ ของสัญญา ทำให้ผู้บริโภคอาจไม่ได้อ่านรายละเอียดอย่างรอบคอบ และไม่สามารถเจรจาต่อรองได้หากไม่เห็นชอบบางเงื่อนไข ขณะที่พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ได้ออกมาเป็นระยะเวลาเกือบ 30 ปี และมุ่งคุ้มครองสัญญาแบบกระดาษ จึงมีช่องว่างที่ไม่ได้คุ้มครองสัญญาดิจิทัลอย่างเต็มที่ ผู้เชี่ยวชาญเสนอเร่งปฏิรูปกฎหมายให้ครอบคุมสัญญาดิจิทัล ที่มีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ปราศจากการควบคุมด้านกฎหมาย

    ดร. กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เป็นกฎหมายที่ใช้มานานเกือบ 30 ปี และออกแบบมาในยุคที่ใช้ “สัญญากระดาษ” แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนไปเป็น “สัญญาดิจิทัล” ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะสัญญาทางการเงินที่ทำผ่านแอพพลิเคชั่น ทำให้ผู้บริโภคมีความเสียเปรียบหลายด้าน โดยเมื่อผู้บริโภคสมัครใช้บริการและทำสัญญาผ่านโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ จะไม่ได้รับสัญญาในรูปแบบกระดาษ แต่ได้รับในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น ซึ่งค่อนข้างยากต่อการตรวจสอบเนื้อหา และค่าธรรมเนียมต่างๆ อย่างละเอียด รวมถึงส่วนใหญ่ใช้ภาษาที่เข้าใจได้ยาก

    อีกทั้งสัญญารูปแบบใหม่มักมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เป็นระยะ โดยใช้วิธีแจ้งเตือนบนแอปพลิเคชัน และสัญญามักมีการเปลี่ยนบ่อยครั้ง ทำให้ผู้บริโภคต้องผูกพันตามสัญญาฉบับใหม่ที่ส่งมาแทนสัญญาฉบับเดิม รวมถึงการแจ้งเปลี่ยนแปลงสัญญามักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคกำลังใช้แอพพลิเคชั่นดำเนินการทำธุรกรรม ทำให้เกิดความเสียเปรียบที่ไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดของเนื้อหา อีกทั้งบางครั้งธนาคารได้มีการส่งรายละเอียดของสัญญาฉบับใหม่มาทางอีเมล หลังจากผู้บริโภคได้กดยอมรับเงื่อนสัญญาใหม่ไปแล้ว ทำให้ไม่มีโอกาสในการอ่านข้อสัญญาก่อน และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อให้ความยินยอมไปแล้ว  

    “การทำสัญญาในรูปแบบดิจิทัลผู้บริโภคจะไม่มีอำนาจในการต่อรองได้เลย เนื่องจากเมื่อทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์และถึงขั้นตอนกดยอมรับเงื่อนไขในการให้บริการ (Terms of Service) ต่างๆ จะไม่มีช่องทางในการเจรจาหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเพิ่มได้ ซึ่งหากอ่านข้อสัญญาแล้วพอใจก็จะกดยินยอม แต่หากไม่พอใจจะต้องยกเลิกทำธุรกรรมนั้นไปทันที แตกต่างจากสัญญารูปแบบกระดาษที่ยังมีช่องทางในการเจรจาเงื่อนไขต่างๆ ได้ ขณะเดียวกันสัญญาดิจิทัลส่วนใหญ่จะมีรายละเอียดของสัญญาหลายหน้า ทำให้ในบางครั้งผู้บริโภคอาจไม่ได้มีเวลาอ่านรายละเอียดของสัญญาอย่างรอบคอบ” ดร. กฤษฎา กล่าว

    ยกตัวอย่าง เฟซบุ๊ก (Facebook) หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่ผู้ใช้บริการ ต้องกดยอมรับเงื่อนไขในการให้บริการ (Terms of Service) ต่างๆ ที่มีรายละเอียดของเนื้อหาจำนวนมาก และบางส่วนก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งยากต่อผู้บริโภคในการอ่านทำความเข้าใจ

    ยกระดับการดูแลไปสู่สัญญาดิจิทัล

    ดร. กฤษฎา กล่าวต่อว่า เมื่อผู้บริโภคเผชิญปัญหาในเรื่องสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จะมีการเข้าไปร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งมีหน้าที่กำกับและออกประกาศในเรื่องสัญญาและการคุ้มครองผู้บริโภคตามสัญญาของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 แต่ก็จะมีข้อจำกัดอยู่ว่า จะต้องเป็นสัญญาที่มีกฎหมายกำหนดให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือโดยปกติประเพณีต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น จึงอาจไม่ครอบคลุมถึงสัญญาดิจิทัลบางลักษณะ

    นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องสัญญา เช่น “กระทรวงยุติธรรม” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภค ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540  หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เข้ามาดูแลเรื่องแพลตฟอร์ม ดังนั้น จึงอาจเกิดปัญหาความไม่ชัดเจนในเรื่องอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลขึ้นได้ หากว่าข้อสัญญาที่มีความไม่เป็นธรรมนั้นเป็นสัญญาดิจิทัล  

    สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปสัญญาให้เป็นธรรมนั้น ดร. กฤษฎา มีความเห็นว่า กระทรวงยุติธรรม สคบ. และ ETDA ควรมาหารือร่วมกันอย่างจริงจังในการดูแลสัญญาโดยเฉพาะสัญญาดิจิทัล ซึ่ง สคบ. สามารถเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องนี้ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ดูแลเรื่องสัญญากับผู้บริโภคโดยตรงอยู่แล้ว รวมถึงควรมีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ให้ครอบคลุมถึงสัญญาดิจิทัล พร้อมปรับกฎหมายให้ สคบ. สามารถทำงานเชิงรุกเพิ่มขึ้น และขยายขอบเขตอำนาจให้ครอบคลุมสัญญาที่ไม่ใช่แค่รูปแบบหนังสือ อีกทั้งควรหาแนวทางกำกับดูแลสัญญาให้ใช้ถ้อยคำที่ผู้บริโภคทุกคนเข้าใจได้ง่าย

    นอกจากนี้การทำสัญญากับสถาบันการเงินและแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีเนื้อหาจำนวนมาก ผู้ประกอบการควรสรุปสาระสำคัญของสัญญา พร้อมไฮไลท์จุดที่ผู้บริโภคอาจเสียประโยชน์ เช่น ดอกเบี้ยหรือค่าปรับ และต้องส่งให้ผู้บริโภคอ่านก่อน ที่จะกดยอมรับในการให้บริการ (Terms of Service) ต่างๆ ไม่ใช่ส่งให้ภายหลัง อีกทั้งควรมีระบบสืบค้นสัญญาย้อนหลัง หรือ ควรมีช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถย้อนกลับไปดูสัญญาฉบับก่อนหน้า หรือฉบับแรกสุดที่เคยทำไว้ได้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต ทั้งหมดหากมีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และกฎหมายต่างๆ ก็น่าจะช่วยทำให้กลไกการคุ้มครองผู้บริโภคมีความก้าวหน้ามากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/unfair-digital-contracts-exposed/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NgG8pKfPwXVdI5t409NY3

  • เมียนมาจำกัดการเข้าถึงผ้าอนามัย อ้างกองกำลังติดอาวุธใช้ปฐมพยาบาล พบผู้หญิงเสี่ยงโรคติดเชื้อเพิ่มขึ้น

    เมียนมาจำกัดการเข้าถึงผ้าอนามัย อ้างกองกำลังติดอาวุธใช้ปฐมพยาบาล พบผู้หญิงเสี่ยงโรคติดเชื้อเพิ่มขึ้น

    รัฐบาลทหารเมียนมาเพิ่มมาตรการจำกัดการจำหน่ายผ้าอนามัย โดยอ้างว่า กองกำลังต่อต้านรัฐบาลนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาใช้เพื่อรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ

    ตีนซา ชุนเล ยี (Thinzar Shunlei Yi) ผู้อำนวยการ Sisters2Sisters องค์กรสตรีที่สนับสนุนทหารของกองกำลังต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาเปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวเริ่มต้นใช้อย่างจริงจังในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะขยายออกไปอีกในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

    โดยรัฐบาลเมียนมาเชื่อว่า กองกำลังป้องกันประชาชน (People’s Defence Force: PDF) ของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (National Unity Government: NUG) นำผ้าอนามัยมาใช้เพื่อดูดซับเลือดและเหงื่อ พร้อมทั้งช่วยพยุงส้นเท้าให้กับเหล่าทหาร

    เมเรดิธ บันน์ (Meredith Bunn) ผู้ก่อตั้งองค์กรการกุศลเพื่อความช่วยเหลือทางการแพทย์ (Skills for Humanity: SFH) ระบุว่า การห้ามนำเข้าผ้าอนามัยเป็นความคิดของ ‘พวกโง่เขลา’ และ ‘ไร้การศึกษา’ รวมถึงเป็นแนวคิดเกลียดชังเพศหญิงภายในกองทัพ

    แม้จะยังไม่มีแถลงการณ์ประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเมียนมา อย่างไรก็ตาม การขนส่งผ้าอนามัยในบางพื้นที่ เช่น จากเมืองสะกายไปยังเมืองมัณฑะเลย์เป็นสิ่งต้องห้าม และไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่กองทัพเมียนมาทำการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2021

    ปัน กา เล (Pan Ka Lay) องค์กรสตรีเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ที่ขาดแคลนผ้าอนามัย ผู้หญิงจำนวนมากจำต้องใช้วัสดุอื่น เช่น ใบไม้ หนังสือพิมพ์ หรือผ้าขี้ริ้ว แทนผ้าอนามัย ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว

    นักกิจกรรมด้านสตรีรายดังกล่าวชี้ว่า กลยุทธ์ดังกล่าว เป็นเจตนาของรัฐบาลทหารเมียนมาที่ต้องการจำกัดกิจกรรมทางการเมืองของพลเรือนสตรีในเมียนมา พร้อมทั้งสร้างความทรมานทั้งทางกายและจิตใจให้กับสตรีที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่น ซึ่งมีคนอาศัยอยู่รวมกันมากกว่า 3.5 ล้านคน

    นอกจากนี้ ข้อมูลจากองค์กร Sisters2Sisters ยังระบุว่า การขาดแคลนผ้าอนามัยยังนำไปสู่การซื้อขายผ้าอนามัยในตลาดมืด ราคาสูงถึง 9,000 จ๊าด (ประมาณ 137.55 บาท) จากเดิม 3,000 จ๊าด (ประมาณ 45.85 บาท) ซึ่งราคาเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำของประชาชนชาวเมียนมาอยู่ที่ 7,800 จ๊าด (ประมาณ 119.21 บาท)

    ทั้งนี้ องค์กร Sisters2Sisters ได้เรียกร้องไปยังองค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) สำหรับประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้นในเมียนมา โดยระบุว่า การจำกัดการซื้อขายสินค้าดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

    ที่มา:

    https://www.theguardian.com/global-development/2026/apr/20/myanmar-military-regime-widens-sanitary-towel-ban-claiming-rebels-use-them-for-first-aid 

    Tags: , , , , , ,

    Author

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-myanmar-military-ban-sanitary-pad/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZPyQNSTrebmaXtmP0iWOS

  • สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ จัดประชุมนานาชาติ ประเทศไทยกับเอเชียกลาง

    สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ จัดประชุมนานาชาติ ประเทศไทยกับเอเชียกลาง

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ จัดประชุมนานาชาติ “ประเทศไทยกับเอเชียกลาง” เปิดเวทีสร้างความร่วมมือใหม่ในยูเรเชีย

             สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมนานาชาติหัวข้อ “ประเทศไทยกับเอเชียกลาง: การสร้างความเชื่อมโยงที่ยั่งยืนและหุ้นส่วนใหม่ในยูเรเชียที่เปลี่ยนแปลง” (International Symposium on “Thailand and Central Asia: Forging Sustainable Connectivity and New Partnerships in a Dynamic Eurasia) ระหว่างวันที่ 29–30 เมษายน 2569 ณ Social Innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

             ท่ามกลางบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชียกลางในฐานะจุดเชื่อมโยงสำคัญด้านการค้า พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก เวทีดังกล่าวจะรวบรวมนักการทูต ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และภาคธุรกิจจากหลากหลายประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและสำรวจโอกาสความร่วมมือใหม่ระหว่างประเทศไทยกับภูมิภาคยูเรเชีย

             ภายในงานประกอบด้วยการเสวนาระดับสูงและเวทีวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้จะมีพิธีเปิดตัว “ศูนย์เอเชียกลางศึกษา (CASC)” อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ การกำหนดนโยบาย และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติในอนาคต นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ และร่วมกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับเอเชียกลางในระยะยาว

             ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://forms.gle/m2PNZVVbH6o7NTzo8

    สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
    Website : http://www.ias.chula.ac.th/
    Facebook : https://www.facebook.com/ias.chula/

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/299701/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ch-qKhYuANUa5gD0OR6c3

  • รองผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เปิดเวทีวางอนาคต “ลุ่มน้ำบางปะกง” เร่งแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน รับมือภัยแล้ง น้ำท่วม น้ำเค็มรุก | TOPNEWS

    รองผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เปิดเวทีวางอนาคต “ลุ่มน้ำบางปะกง” เร่งแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน รับมือภัยแล้ง น้ำท่วม น้ำเค็มรุก | TOPNEWS

    วันที่ 21 เมษายน 2569 นายประสิทธิ์ อินทโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดการประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำบางปะกง ปรับปรุงช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2566 – 2580) โดยมีนางสาวสถาพร ศิลป์ผล ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานลุ่มน้ำบางปะกง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 2 พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมรอยัลอิน โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

    การดำเนินโครงการครั้งนี้ สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 35 (1) ที่กำหนดให้คณะกรรมการลุ่มน้ำจัดทำแผนแม่บทด้านการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เพื่อเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติพิจารณา โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดทำแผนแม่บทครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำ และได้รับความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    สำหรับ “ลุ่มน้ำบางปะกง” ถือเป็นลุ่มน้ำยุทธศาสตร์ของภาคตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 20,303 ตารางกิโลเมตร ใน 11 จังหวัด แต่ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งปัญหาการขาดแคลนแหล่งกักเก็บน้ำในฤดูฝน ภัยแล้ง อุทกภัย และการรุกล้ำของน้ำเค็มจากอ่าวไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและระบบผลิตน้ำประปาอย่างต่อเนื่อง

    สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 2 จึงเดินหน้าปรับปรุงแผนแม่บท โดยนำ “การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA)” มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์เชิงลึก ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน

    ทั้งนี้ ผลการศึกษาจะนำไปสู่การกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด กลยุทธ์ และแผนงานที่สอดคล้องกับศักยภาพและบริบทของพื้นที่ เพื่อใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    การประชุมครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตการบริหารจัดการน้ำของลุ่มน้ำบางปะกง ให้สามารถรับมือกับทุกความท้าทาย และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับประชาชนในระยะยาว

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1553001&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HftkWYf1Zr0h9TXLqMLIs

  • เผยผลสำรวจ Gen Z ไทยแห่เที่ยวสั้น ‘ชาร์จพลัง’ เมินทริปยาว เน้นบ่อย-คุ้มค่า-ไม่บานปลาย!

    เผยผลสำรวจ Gen Z ไทยแห่เที่ยวสั้น ‘ชาร์จพลัง’ เมินทริปยาว เน้นบ่อย-คุ้มค่า-ไม่บานปลาย!

    เผยผลสำรวจ Gen Z ไทยแห่เที่ยวสั้น 'ชาร์จพลัง' เมินทริปยาว เน้นบ่อย-คุ้มค่า-ไม่บานปลาย!

    เผยผลสำรวจ Gen Z ไทยแห่เที่ยวสั้น ‘ชาร์จพลัง’ เมินทริปยาว เน้นบ่อย-คุ้มค่า-ไม่บานปลาย!

    Agoda Travel Outlook 2026 เปิดเผยสถิติที่น่าสนใจของนักเดินทางกลุ่ม Gen Z ชาวไทย ในปีพ.ศ. 2569 ที่กำลังกลายเป็นผู้นำเทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ โดยเปลี่ยนจากการ “เที่ยวตามเทศกาล” มาเป็นการ “เที่ยวเพื่อรีชาร์จ” ในระยะเวลาสั้นๆ แต่ทำบ่อยขึ้น เพื่อรักษาสมดุลสุขภาพจิตและหลีกหนีความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลระบุว่า 62% ของ Gen Z ไทย วางแผนเดินทางอย่างน้อย 1-3 ทริปในปีนี้ โดยกว่า 65% เจาะจงเลือกทริประยะสั้นเพียง 1–3 วันต่อทริปเท่านั้น เพื่อให้สอดรับกับตารางเรียนและตารางงานที่รัดตัว สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวถูกย่อยให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ปกติ ไม่ต้องรอวันหยุดนักขัตฤกษ์ก็ออกเดินทางได้ทันที

    เผยผลสำรวจ Gen Z ไทยแห่เที่ยวสั้น 'ชาร์จพลัง' เมินทริปยาว เน้นบ่อย-คุ้มค่า-ไม่บานปลาย!

    “สุขภาพจิต” นำ “งบประมาณ” ตามเหตุผลหลักที่ทำให้อยากแพ็กกระเป๋ามาจากความต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง

    • 77% เที่ยวเพื่อ “พักผ่อนเพียงอย่างเดียว” หวังรีชาร์จพลังงานที่เหนื่อยล้า
    • 72% ยอมรับว่า “งบประมาณ” คือปัจจัยชี้ขาดในการเลือกจุดหมายปลายทาง
    • 44% นิยมควง “คนรักหรือคู่สมรส” ไปร่วมแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน

    เผยผลสำรวจ Gen Z ไทยแห่เที่ยวสั้น 'ชาร์จพลัง' เมินทริปยาว เน้นบ่อย-คุ้มค่า-ไม่บานปลาย!

    เทรนด์ใหม่: ยอมไป Unseen เพื่อเซฟเงิน

    ที่น่าสนใจคือ กลุ่ม Gen Z เริ่มมองข้ามเมืองท่องเที่ยวหลักหากมีราคาสูง โดย 34% เลือกที่จะไปสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ (Unseen) หรือจุดหมายที่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก หากสถานที่นั้นช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ นอกจากนี้ 57% ยังให้ความสำคัญกับ “ราคาที่พัก” เป็นอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือที่พักเช่ารายวัน ต้องคุ้มค่าและไม่เกินงบที่ตั้งไว้ ทางด้านอโกด้า ระบุว่าพฤติกรรมนี้สะท้อนถึงการเป็นนักท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายชัดเจน (Purposeful Travel) คือต้องได้ทั้งความสบายใจและความสบายกระเป๋า ซึ่งแพลตฟอร์มพร้อมขยายตัวเลือกทั้งเที่ยวบินและที่พักให้ครอบคลุมทุกระดับราคา เพื่อตอบโจทย์กลุ่ม Gen Z ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวในขณะนี้

    เผยผลสำรวจ Gen Z ไทยแห่เที่ยวสั้น 'ชาร์จพลัง' เมินทริปยาว เน้นบ่อย-คุ้มค่า-ไม่บานปลาย!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/616135&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20y0tsj0-UFrobCzAuackP

  • อุทยานฯ เอราวัณ ประกาศปิดท่องเที่ยว-พักแรมชั่วคราว เหตุไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

    อุทยานฯ เอราวัณ ประกาศปิดท่องเที่ยว-พักแรมชั่วคราว เหตุไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

    วันนี้ (21 เม.ย.2569) นายพิพัฒน์ ฉิมพลี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ลงนามในประกาศเรื่องปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานฯ เอราวัณ จ.กาญจนบุรี เป็นการชั่วคราว เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน โดยระบุว่า

    ขณะนี้ในพื้นที่กำลังเผชิญกับวิกฤตไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 เฉลี่ยรอบ 24 ชั่วโมง สูง 42.9 มคก.ต่อ ลบ.ม. ซึ่งอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน อีกทั้งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาไฟป่าในพื้นที่

    อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 20 และมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ออกประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติเอราวัณเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานดับไฟป่าและเฝ้าระวังสถานการณ์ รวมถึงเพื่อเร่งฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้กลับมาสมบูรณ์และปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยวอีกครั้ง

    อ่านข่าว :

    “อรรษิษฐ์” กำชับผู้ว่าฯ 4 จังหวัดชายแดน เฝ้าระวังสถานการณ์การสู้รบเมียนมา

    เลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคมชุดใหม่” อาจเลื่อนไป ส.ค.นี้

    อิหร่านประกาศ พร้อมตอบโต้ภัยคุกคามทุกแบบจากสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504913&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bDv9zvZ_iFPJfv8H_O_K_

  • ภาคธุรกิจหนุนประเพณีลับแล เสริมศักยภาพท่องเที่ยวอุตรดิตถ์ สืบสานประเพณีสงกรานต์เมืองลับแลงไชย เมืองลับแล ในงานคัดสรรเทพบุตรอุตรดิตถ์ 2569

    ภาคธุรกิจหนุนประเพณีลับแล เสริมศักยภาพท่องเที่ยวอุตรดิตถ์ สืบสานประเพณีสงกรานต์เมืองลับแลงไชย เมืองลับแล ในงานคัดสรรเทพบุตรอุตรดิตถ์ 2569

    วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

    จังหวัดอุตรดิตถ์ เดินหน้าสืบสานประเพณีท้องถิ่นอันทรงคุณค่า ผ่านการจัดกิจกรรม “คัดเลือกมังคละมานพ (เทพบุตร) เมืองลับแล” ประจำปี 2569 เพื่อเฟ้นหาตัวแทนของจังหวัดในการประกอบพิธีตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงทายน้ำมะพร้าว ซึ่งเป็นพิธีกรรมโบราณที่สะท้อนถึงความเชื่อและอัตลักษณ์ของชาวลับแล ควบคู่กับการมีบทบาทสำคัญในพิธีสรงน้ำ “พระเจ้าลับแลง” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์
    การจัดงานในปีนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการอนุรักษ์และต่อยอดวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่มิติทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดย Dr.J Clinic ร่วมสนับสนุนรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้เข้าประกวด และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานประเพณี อันเป็นการต่อยอด “ทุนทางวัฒนธรรม” สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับพื้นที่

    นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน อาทิ ร้านอาหารบลูอิเลฟเฟ่น ร่วมสนับสนุนรางวัล , องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ ธนาคารออมสิน ร้านอาหารโรงเหล้าแสงจันทร์ เอกมัย-รามอินทรา และ ซึ่งสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนกิจกรรมวัฒนธรรมสู่ความยั่งยืน

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก ธนพล ศิริเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจพี วันคอนซัลแทนท์ จำกัด และ นายสันต์ชัย มานิมนต์ รองอันดับ 1 Mr. Rainbow Sky 2025 ร่วมมอบรางวัลให้แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกทั้ง 6 คน ซึ่งเป็นตัวแทนมังคละมานพ (เทพบุตร) เมืองลับแล ประจำปี 2569 ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ นายตั้งปณิธาร นาก้อนทอง รองชนะเลิศอันดับ 1 นายนราวิชญ์ บุญเกิด รองชนะเลิศอันดับ 2 นายฐิติวัฒน์ ออนตะไคร้ รองชนะเลิศอันดับ 3 นายพุฒิพงศ์ หลิน รองชนะเลิศอันดับ 4 นายเซดดริก สันดำ

    การประกวดมังคละมานพ (เทพบุตร) เมืองลับแล เทพบุตรอุตรดิตถ์ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดประเพณีท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างการรับรู้และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของ “เมืองลับแล” อย่างใกล้ชิด

    งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ วัดท้องลับแล ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนถึงศักยภาพของวัฒนธรรมท้องถิ่นในการเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และสร้างคุณค่าให้กับชุมชนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/959700&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K_0qBqiQnvjr_2l45tjmr

  • “เพชรบูรณ์เตรียมโชว์ศักยภาพ 11 ชาติพันธุ์!” แถลงความพร้อมมหกรรมวัฒนธรรมกลางขุนเขา ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวเต็มสูบ | TOPNEWS

    “เพชรบูรณ์เตรียมโชว์ศักยภาพ 11 ชาติพันธุ์!” แถลงความพร้อมมหกรรมวัฒนธรรมกลางขุนเขา ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวเต็มสูบ | TOPNEWS

    เพชรบูรณ์ประกาศความพร้อมจัดงาน “สืบสานวิถีถิ่นชาติพันธุ์ อากาศ ขุนเขา และเรื่องเล่าเพชบุระ” รวบรวมกลุ่มชาติพันธุ์มากถึง 11 กลุ่ม มาไว้กลางขุนเขาเขาค้อ หวังโชว์ศักยภาพ “ทุนทางวัฒนธรรม” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569ที่ จอลลี่แลนด์ เขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “สืบสานวิถีถิ่นชาติพันธุ์ อากาศ ขุนเขา และเรื่องเล่าเพชบุระ” พร้อมด้วย พัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมแถลงข่าว โดยมีสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคึกคัก

    งาน “สืบสานวิถีถิ่นชาติพันธุ์ อากาศ ขุนเขา และเรื่องเล่าเพชบุระ”จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 เมษายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ จอลลี่แลนด์ เขาค้อ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเพชรบูรณ์อย่างใกล้ชิด

    นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า งานนี้เป็นการนำ “อัตลักษณ์ชาติพันธุ์” มาผสานกับ “ประสบการณ์ท่องเที่ยว”ที่ไม่ใช่เพียงการจัดแสดง แต่เป็นการมีส่วนร่วมจริงของผู้เข้าชม ผ่านกิจกรรมวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ พร้อมผลักดัน “ทุนทางวัฒนธรรม” ของเพชรบูรณ์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว

    ด้าน ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ์” มีความหลากหลาย ทั้งนี้ เพราะพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ตั้งอยู่ศูนย์กลางของประเทศและเป็นรอยต่อของภาคเหนือ กับภาคอีสาน และภาคกลาง จึงมีกลุ่มผู้คนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ผสมผสานกันหลากหลายได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มคนดั้งเดิม ได้แก่ ไทหล่ม คนเพชรบูรณ์ คนไทยเบิ้งวิเชียรบุรีศรีเทพ กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้โยกย้ายอพยพเข้ามาอยู่ ได้แก่ คนจีน คนอีสาน คนเหนือ คนภาคกลาง กลุ่มที่ 3 กลุ่มชนเผ่า ม้ง เย้า ลีซู ถิ่น ไตดำ ชาวบน กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้เปรียบเสมือนดอกไม้หลากสีสันที่ประดับเมืองเพชรบูรณ์ให้สวยงาม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งภายในงานได้รวบรวมกลุ่มชาติพันธุ์ในเพชรบูรณ์มากถึง 11 กลุ่ม มานำเสนอผ่านขบวนพาเหรด การแสดง และนิทรรศการ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างครบถ้วน

    ขณะที่ นางพัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์กล่าวเสริมว่า ภายในงานมีการจัดนิทรรศการชาติพันธุ์อย่างครบวงจร ทั้งในรูปแบบสื่อวิดีโอและการจำลองหมู่บ้าน 5 ชาติพันธุ์ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศจริง พร้อมจัดโซนถ่ายภาพกว่า 3 จุด และกิจกรรมเรียนรู้วิถีชีวิตแบบใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีโซนตลาดวัฒนธรรม “ของดีบ้านฉัน 11 ชาติพันธุ์” กว่า 80 ร้านค้า การแสดงศิลปวัฒนธรรมการจัดนิทรรศการและมอบรางวัลการประกวดภาพนิ่ง และการประกวดคลิปวิดีโอ ภายใต้กิจกรรมสืบสานวิถีถิ่นชาติพันธุ์ “อากาศ ขุนเขา และเรื่องเล่าเพชบุระ” และกิจกรรมพิเศษในแต่ละวัน

    โดยวันที่ 25 เมษายน พบขบวนพาเหรด “เพชรบูรณ์บ้านฉัน” และพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ วันที่ 26 เมษายน ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีท้องถิ่น และวันที่ 27 เมษายน ปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตจาก ครูเต้ย อภิวัฒน์ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ตั้งแต่เวลา 15.00–21.00 น. ตลอดทั้ง 3 วัน ณ จอลลี่แลนด์ เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบูรณ์คาดหวังว่า การจัดงานครั้งนี้จะช่วยสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ สร้างรายได้ให้ชุมชน และอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่สืบไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1553597&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0genbtUpGKK5otyrut1xnT

  • ศุลกากรสกัดจับรถบรรทุกปริศนา ขนน้ำมัน 1.6 หมื่นลิตรมุ่งหน้าชายแดน | เดลินิวส์

    ศุลกากรสกัดจับรถบรรทุกปริศนา ขนน้ำมัน 1.6 หมื่นลิตรมุ่งหน้าชายแดน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 21 เม.ย. มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สอด และส่วนสืบสวนปราบปราม 3 กองสืบสวนและปราบปราม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นรถบรรทุกขนาด 22 ล้อ หมายเลขทะเบียน 81-2079 ตาก ได้ที่บริเวณท่าข้ามช่องทางธรรมชาติ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

    จากการตรวจสอบพบว่า ภายในรถบรรทุกมีการลักลอบขนน้ำมันดีเซลปริมาณประมาณ 16,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่ากว่า 700,000 บาท โดยไม่ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรอย่างถูกต้อง

    ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะมีการขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5798525/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cvIL2XkQVx9T4P3fDm3IG

  • “อนุทิน” เผย “หวัง อี้” เยือนไทยเตรียมขอให้ซื้อของเพิ่ม

    “อนุทิน” เผย “หวัง อี้” เยือนไทยเตรียมขอให้ซื้อของเพิ่ม

    “อนุทิน” เผย “หวัง อี้” เยือนไทยเตรียมขอให้ซื้อของเพิ่ม เตรียมประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก จันทร์ที่ 27 เมษายนนี้ โยน “เอกนิติ” ตอบปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

    เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน จะเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการช่วงปลายเดือน เมษายนนี้ว่า การเดินทางมาครั้งนี้ถือว่ามี 2 ภารกิจ ซึ่งเป็นภารกิจส่วนตัว และจะเข้ามาหารือเพราะเราคุ้นเคยกันดี ประเด็นระหว่างไทยกับจีนมีแต่เรื่องความร่วมมือกัน เราอาจขอให้พิจารณาซื้อสินค้าเกษตรจากเราเพิ่ม ทั้งข้าวและผลไม้ รวมถึงมาลงทุนเพิ่ม และสนับสนุนทางเทคโนโลยีเพิ่ม โดยเป็นการหารือแบบเปิด

    ประชุมครม.เศรษฐกิจจันทร์นี้

    นายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ในวันจันทร์ที่ 27 เมษายนนี้จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ จะประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะเชิญตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การประชุมนัดแรกจะหารือถึงทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เมื่อถามว่าโดยเฉพาะเรื่องไทยช่วยไทยพลัสใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ใช่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัส เมื่อถามความชัดเจนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม นายอนุทิน ฟังคำถามแต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

    เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ความชัดเจนเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวหารือกัน เรื่องแบบนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจงเพราะมีข้อมูลทั้งหมด” ในหลักการอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์และสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจและประชาชนใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้ รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่ทำให้อยู่แล้ว

    ไม่ได้รับรายงาน ธงชาติ หาย

    ส่วนกรณีธงชาติไทย สูญหายจากเสาธงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงสั้นๆว่า  ยังไม่ได้รับรายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2927915&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HuhPXUe4rUEAj28adVPdD