Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อุทยานฯ เอราวัณ ปิดการท่องเที่ยวชั่วคราว จากผลกระทบไฟป่า-หมอกควัน

    อุทยานฯ เอราวัณ ปิดการท่องเที่ยวชั่วคราว จากผลกระทบไฟป่า-หมอกควัน

    อุทยานฯ เอราวัณ ปิดการท่องเที่ยวชั่วคราว จากผลกระทบไฟป่า-หมอกควัน

    อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ประกาศปิดการท่องเที่ยวชั่วคราว จากผลกระทบไฟป่า-หมอกควัน เริ่มปิด 21 เม.ย. เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

    อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ เป็นการชั่วคราว เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ข้อความว่า เนื่องด้วยสถานการณ์ไฟป่า และสภาพอากาศปัจจุบันที่มีฝุ่นละอองสะสมจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทำให้ค่าฝุ่นละออง (PM 2.5) ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 92.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

    เกินเกณฑ์มาตรฐานอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งประชาชน นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน อีกทั้งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาไฟป่าในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

    อุทยานแห่งชาติเอราวัณ
    ประกาศอุทยานแห่งชาติเอราวัณ เรื่อง ปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ เป็นการชั่วคราว เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน

    อุทยานแห่งชาติเอราวัณ พิจารณาแล้ว เพื่อความปลอดภัย และสุขภาพของนักท่องเที่ยว ทำให้มีความจำเป็นต้องปิดแหล่งท่องเที่ยว ประกอบกับแหล่งท่องเที่ยวได้รับความเสียหายจากไฟป่า

    จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 และ มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ เป็นการชั่วคราว เนื่องจากผลกระทบจากไฟป่าและหมอกควันฝุ่นละออง (PM 2.5)

    โดยกำหนดปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ไฟป่าจะคลี่คลาย

    ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ยังคงปฏิบัติงานตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นปกติ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 034-574-222 หรือ Facebook อุทยานแห่งชาติเอราวัณ

    จึงประกาศให้ทราบและถือปฏิบัติโดยทั่วกัน ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/273766&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k2ngR5ZQfDl29PgYiVrpn

  • “เพชรบุรี” ฮอตแรง แซงขึ้นแท่นจังหวัดคนอยากซื้อ-เช่าบ้านอันดับ 1

    “เพชรบุรี” ฮอตแรง แซงขึ้นแท่นจังหวัดคนอยากซื้อ-เช่าบ้านอันดับ 1

    ผลสำรวจ 5 จังหวัดยอดนิยมของคนหาบ้าน ช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 “เพชรบุรี” มาแรง ครองตลาดซื้อ-เช่า สูงที่สุด ปัจจัยอะไรดันดีมานด์พุ่ง

    ตอนนี้ความต้องการหาบ้าน-ที่อยู่อาศัย ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ อีกแล้ว เพราะตอนนี้คนเริ่มขยับขยายออกไปหาทำเลใหม่ ๆ ตามเมืองท่องเที่ยวหลัก หรือรอบกรุงเทพมากขึ้น ที่น่าสนใจคือในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 เพชรบุรี ติดอันดับ 1 จังหวัดที่ดีมานด์เช่า-ซื้อ สูงที่สุด ตามข้อมูลของ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ของไทย

    ทำไมเพชรบุรีมาแรง? 

    จากข้อมูลพบว่าหัวเมืองท่องเที่ยวกลับมาได้รับความนิยมอย่างเห็นได้ชัด โดย “เพชรบุรี” ครองความนิยมเป็นจังหวัดที่ได้รับความสนใจซื้อ/เช่าทั่วประเทศมากที่สุดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ด้วยอานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยว 

    ประกอบกับผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ส่งผลให้เพชรบุรีกลายเป็นจังหวัดที่ได้รับความสนใจทั้งจากผู้ซื้อเพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศ และนักลงทุน โดยมีจุดเด่นที่ราคาอสังหาฯ ย่อมเยากว่าหัวเมืองท่องเที่ยวอื่น และเดินทางไม่ไกลจากเมืองหลวง

    “เพชรบุรี” ฮอตแรง แซงขึ้นแท่นจังหวัดคนอยากซื้อ-เช่าบ้านอันดับ 1

    5 จังหวัดยอดนิยมของคนหาบ้าน “เพชรบุรี” มาแรงครองตลาดซื้อ-เช่า 

    โดย 5 จังหวัดที่มีความต้องการซื้อเติบโตมากที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ 

    • อันดับ 1 เพชรบุรี เพิ่มขึ้น 61% QoQ
    • อันดับ 2 ระยอง เพิ่มขึ้น 34% QoQ
    • อันดับ 3 ภูเก็ต เพิ่มขึ้น 32% QoQ
    • อันดับ 4 ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มขึ้น 29% QoQ
    • อันดับ 5 พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้น 9% QoQ

    สำหรับ 5 จังหวัดที่มีความต้องการเช่าเติบโตมากที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ 

    • อันดับ 1 เพชรบุรี เพิ่มขึ้น 113% QoQ
    • อันดับ 2 ระยอง เพิ่มขึ้น 82% QoQ
    • อันดับ 3 ปทุมธานี เพิ่มขึ้น 75% QoQ
    • อันดับ 4 นนทบุรี เพิ่มขึ้น 16% QoQ
    • อันดับ 5 นครราชสีมา เพิ่มขึ้น 11% QoQ

    “เพชรบุรี” ฮอตแรง แซงขึ้นแท่นจังหวัดคนอยากซื้อ-เช่าบ้านอันดับ 1

    ภาพรวมตลาดอสังหาฯ คอนโดโต แต่บ้านยังไม่ฟื้น

    ทั้งนี้ เมื่อดูภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคทั่วประเทศในไตรมาสที่ผ่านมาชะลอตัว 6% มีเพียงคอนโดมิเนียมที่ยังเติบโตท่ามกลางที่อยู่อาศัยแนวราบที่ยังไม่ฟื้นตัว สวนทางความต้องการเช่าที่เติบโตอย่างน่าสนใจ เพิ่มขึ้น 4% ทั่วประเทศ และเพิ่มขึ้นถึง 9% ในกรุงเทพฯ 

    สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคต้องปรับตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ เทรนด์การเช่าจึงมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คนหาบ้านที่เผชิญความท้าทายทางการเงินในเวลานี้ 

    ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.DDproperty.com ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 เผยภาพรวมความต้องการซื้อที่อาศัยทั่วประเทศยังคงมีทิศทางชะลอตัว โดยลดลง 6% จากไตรมาสก่อน (QoQ) มีเพียงคอนโดฯ เท่านั้นที่ความต้องการซื้อเติบโต 4% QoQ 

    สวนทางกับที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ที่ความต้องการซื้อลดลง 17% QoQ และ 16% QoQ ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการเติบโตของที่อยู่อาศัยแนวดิ่งที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ด้วยจุดเด่นที่มีราคาไม่สูงมาก เหมาะกับผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองหรือเริ่มต้นสร้างครอบครัวภายใต้งบประมาณที่ควบคุมได้ 

    เมื่อพิจารณาตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่า ความต้องการซื้อคอนโดฯ ยังครองตลาดซื้อเช่นกัน โดยมีสัดส่วนมากที่สุดถึง 57% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมดทั่วประเทศ รองลงมาคือบ้านเดี่ยว 25% และทาวน์เฮ้าส์ 18%

    “เพชรบุรี” ฮอตแรง แซงขึ้นแท่นจังหวัดคนอยากซื้อ-เช่าบ้านอันดับ 1

    ขณะที่ระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ผู้ซื้อให้ความสนใจมากที่สุดในไตรมาสที่ผ่านมา ได้แก่ ระดับราคา 1-3 ล้านบาท ซึ่งเหมาะกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 44% 

    ของที่อยู่อาศัยทั้งหมดทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าผู้พัฒนาอสังหาฯ หันมาให้ความสนใจตลาดนี้มากขึ้น แต่ความท้าทายทางการเงินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคระดับกลาง-ล่างไม่สามารถดูดซับอุปทานเหล่านี้ได้ รองลงมาคือ ระดับราคา 3-5 ล้านบาท และ 5-10 ล้านบาท ในสัดส่วนไล่เลี่ยกันที่ 19% และ 17% ตามลำดับ  

    ตลาดเช่าคอนโดฯ – ทาวน์เฮ้าส์มาแรง ค่าเช่าต่ำหมื่นครองใจผู้เช่า

    ภาพรวมความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังคงมีทิศทางเติบโตอย่างน่าสนใจ เพิ่มขึ้น 4% QoQ โดยคอนโดฯ มีความสนใจเช่าเพิ่มขึ้นมากที่สุด 5% QoQ ตามมาด้วยทาวน์เฮ้าส์ 3% QoQ สะท้อนให้เห็นการเติบโตของเทรนด์ Generation Rent ที่ตอบโจทย์คนหาบ้านทั้งในเรื่องความยืดหยุ่นในการโยกย้ายและช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ทั้งนี้ มีเพียงบ้านเดี่ยวเท่านั้นที่ความต้องการเช่ายังคงทรงตัวในไตรมาสที่ผ่านมา 

    เมื่อพิจารณาตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่า คอนโดฯ ยังคงครองตลาดเช่ามากที่สุดด้วยสัดส่วนถึง 85% ของที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าทั้งหมดทั่วประเทศ ด้วยจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มองหาความสะดวกสบายในการเดินทางและเน้นความคล่องตัว จึงเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการยังคงให้ความสนใจ รองลงมาคือบ้านเดี่ยว 9% และทาวน์เฮ้าส์ 6% 

    ขณะที่ระดับค่าเช่าไม่เกิน 10,000 บาท/เดือน มีการเติบโตมากที่สุด 11% QoQ สะท้อนให้เห็นว่าที่อยู่อาศัยให้เช่าที่มีราคาย่อมเยาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในเวลานี้

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมระดับค่าเช่าพบว่า ความต้องการเช่าในระดับค่าเช่า 10,000-20,000 บาท/เดือน มีสัดส่วนมากที่สุด 36% รองลงมาคือระดับค่าเช่ามากกว่า 30,000 บาท/เดือน อยู่ที่ 29% และ 20,000-30,000 บาท/เดือน อยู่ที่ 21% 

    สะท้อนให้เห็นว่าผู้เช่าบางส่วนยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการอยู่อาศัยในโครงการที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกอย่างแนวรถไฟฟ้าหรือย่านธุรกิจ 

    นายวิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการทั่วไป Think of Living และ ตลาดมาร์เก็ตเพลสประเทศไทย (ฝั่งดีเวลลอปเปอร์) ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าจับตามอง ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมีนาคม 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์กำลังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยตรง

    แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคไม่ได้หยุดฝันถึงบ้าน แต่กำลังคิดใหม่ว่า ‘เส้นทางสู่บ้าน’ ควรเป็นอย่างไรในยุคที่ความยืดหยุ่นทางการเงินมีคุณค่าไม่แพ้การเป็นเจ้าของ เทรนด์ Generation Rent จึงไม่ใช่สัญญาณของความพ่ายแพ้ แต่คือการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดบนพื้นฐานของความเป็นจริง

    “สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือโอกาสในการทบทวนและออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ ทั้งในแง่ของราคา รูปแบบสินค้า และประสบการณ์ของลูกค้า เพื่อเปลี่ยนดีมานด์ให้กลายเป็นยอดขายจริง ส่วนผู้บริโภคเองก็ควรวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ และเลือกระดับราคาที่สอดคล้องกับศักยภาพในการผ่อนชำระจริง ขณะเดียวกัน มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยเปิดประตูให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) เข้าถึงการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น เพราะตลาดที่แข็งแกร่งในระยะยาวต้องสร้างบนฐานของความยั่งยืน ไม่ใช่แค่แรงกระตุ้นระยะสั้น” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/741255&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ECpQ01VCxx99Eql_vYz0o

  • ตำรวจท่องเที่ยวลุยกระบี่ ยกระดับความปลอดภัย ฟื้นความเชื่อมั่น

    ตำรวจท่องเที่ยวลุยกระบี่ ยกระดับความปลอดภัย ฟื้นความเชื่อมั่น

    ตำรวจท่องเที่ยวลุยกระบี่ ยกระดับความปลอดภัย ฟื้นความเชื่อมั่น

    ตำรวจท่องเที่ยวลุยกระบี่ ยกระดับความปลอดภัย ฟื้นความเชื่อมั่น

    วันที่ 21 เมษายน 2569 พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อเร่งขับเคลื่อนมาตรการยกระดับความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

                               พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

    การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการ “รับฟังปัญหาจริงจากพื้นที่” โดยเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการสะท้อนสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ หลังได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เที่ยวบินจากกลุ่มประเทศดังกล่าว เดิมเฉลี่ย 8-14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ถูกยกเลิกจำนวนมาก กระทบโดยตรงต่อจำนวนนักท่องเที่ยว รายได้ และ สภาพคล่องของธุรกิจในพื้นที่ 

    ในที่ประชุมมีตัวแทนผู้ประกอบการเข้าร่วมอย่างครบถ้วน ทั้งธุรกิจนำเที่ยว เรือสปีดโบ๊ต เรือหางยาว รถเช่า โรงแรม ร้านอาหาร และ สถานบันเทิง โดยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก ทั้งด้านความปลอดภัย การบริการนักท่องเที่ยว และปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ

                          ตำรวจท่องเที่ยวลุยกระบี่ ยกระดับความปลอดภัย ฟื้นความเชื่อมั่น

    ด้านตำรวจท่องเที่ยวได้เสนอแนวทางยกระดับการดูแลนักท่องเที่ยวในหลายมิติ อาทิ การเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ การเร่งรัดระบบช่วยเหลือฉุกเฉินให้ตอบสนองรวดเร็ว รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ความปลอดภัย เพื่อเสริมความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

    บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่แสดงความเชื่อมั่นต่อบทบาทของตำรวจท่องเที่ยว ในฐานะ “กลไกหลัก” ที่จะช่วยประสานและยกระดับมาตรฐานการดูแลนักท่องเที่ยวในพื้นที่

                         ตำรวจท่องเที่ยวลุยกระบี่ ยกระดับความปลอดภัย ฟื้นความเชื่อมั่น

    ก่อนหน้านี้ รอง ผบช.ทท. ได้เข้าหารือร่วมกับผู้บริหาร ท่าอากาศยานกระบี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในสนามบิน รวมถึงเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่พบปะนักท่องเที่ยวภายในสนามบิน พร้อมประชาสัมพันธ์การใช้งานแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police ซึ่งเป็นช่องทางให้ความช่วยเหลือ แจ้งเหตุ และติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวใน จังหวัดกระบี่ ที่มุ่งเน้นทั้ง “ความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และคุณภาพการท่องเที่ยว” เพื่อผลักดันให้พื้นที่กลับมาเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างยั่งยืนต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/657159&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iRfRGRo4pgJ1NEy6mxOFM

  • รีวิว เที่ยวสุพรรณบุรี 1 วัน พิกัดสุดเพลิน ที่เที่ยวลับๆ2026

    รีวิว เที่ยวสุพรรณบุรี 1 วัน พิกัดสุดเพลิน ที่เที่ยวลับๆ2026

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/bvGxrl5mP4xO&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iDxtbn-Nij6fUCO6fb4er

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจเช็กแบบคาดไม่ถึง

    ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจเช็กแบบคาดไม่ถึง

    เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2026 รัฐบาลได้มีการอภิปรายร่างกฎหมายฉุกเฉินเกี่ยวกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากความผันผวนอย่างต่อเนื่องของตลาดที่เชื่อมโยงกับความไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง ร่างกฎหมายดังกล่าวจะอนุญาตให้รัฐเข้าแทรกแซงราคาน้ำมันโดยตรงมากขึ้นหากความผันผวนยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้กำลังส่งผลกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นอย่างมาก ตามผลสำรวจของหอการค้าเช็ก ซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2026 ถึง 6 เมษายน 2026 ในกลุ่มบริษัท 388 แห่งจากหลากหลายภาคส่วนและภูมิภาค พบว่าร้อยละ 93 ของบริษัทได้รับผลกระทบในเชิงลบจากสถานการณ์ดังกล่าว แรงกดดันที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงภาคการผลิต การขนส่งและโลจิสติกส์ การก่อสร้าง การค้าปลีก และบริการ ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ บริษัทต่างๆ รายงานถึงความท้าทายหลักสองประการ ได้แก่ ต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ร้อยละ 73 และราคาวัสดุและส่วนประกอบที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 54 ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานทางธุรกิจในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขนส่งและการจัดส่งสูงขึ้น และผลักดันต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมในห่วงโซ่อุปทานให้สูงขึ้น หากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยทั่วไปแล้วจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าของผู้บริโภคในภายหลัง เนื่องจากธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับแรงกดดันที่ยืดเยื้อ ดังนั้น ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ในตะวันออกกลาง แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงเศรษฐกิจในยุโรปกลางอย่างสาธารณรัฐเช็กในด้านต่างๆ ดังนี้

    1. ราคาน้ำมันและต้นทุนการขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อการเดินทางของประชาชนโดยตรง ซึ่งการเดินทางไปทำงานในแต่ละวันกำลังกลายเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นทั่วประเทศ ผู้ขับขี่ในสาธารณรัฐเช็กตอบสนองด้วยความระมัดระวังในทันที โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในวงกว้างมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และกำลังสร้างความตึงเครียดให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศที่กำลังรองรับปริมาณผู้โดยสารที่ล้นเกิน โดยเฉพาะเส้นทางชานเมืองที่ความจุในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยต่อการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญ

    2. อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.18 ในเดือนเมษายน 2026 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2022 ตามข้อมูลของ Swiss Life Hypoindex โดยสถาบันการเงินต่าง ๆ เริ่มนำความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์มาพิจารณาในแบบจำลองความเสี่ยงระยะยาวมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหมายความว่าความขัดแย้งในต่างประเทศกำลังส่งผลต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยภายในประเทศในตลาดที่ตึงตัวอยู่แล้ว

    3. ผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินเพิ่มขึ้นร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อาทิ เส้นทางปรากไปบาร์เซโลนา ค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น จาก 13 ยูโร เป็น 26 ยูโรต่อตั๋ว ตามข้อมูลจาก Smartwings สำหรับเที่ยวบินระยะไกล ค่าธรรมเนียมจะสูงกว่านี้มาก ตั๋วเครื่องบินไปกลับชั้นประหยัดมีราคาแพงขึ้นประมาณ 2,000 – 3,000 เช็กคราวน์ ตามข้อมูลจาก Letuška.cz นอกจากนี้ การปิดน่านฟ้าเหนือตะวันออกกลางยังบังคับให้สายการบินในเส้นทางเอเชียต้องบินในเส้นทางที่ยาวขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงราคาแพ็กเกจทัวร์คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 – 8  สำหรับการจองใหม่

    4. ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกทำให้ชาวเช็กเริ่มประหยัดเงินและชะลอการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจากกังวลเรื่องค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้นในอนาคต โดยการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะค่อยๆ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเริ่มจากต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ จากนั้นจะส่งผลต่อราคาสินค้าบนชั้นวาง โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ขนมปังและน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นสินค้ากลุ่มแรกๆ ที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีปริมาณการขายสูงและต้องพึ่งพาการขนส่ง นอกจากนี้ ต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่สูงขึ้นเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหาร นอกเหนือจากต้นทุนโลจิสติกส์เพียงอย่างเดียว ร้านค้าปลีกต่างๆ เช่น Lidl, Penny Market และ Tesco กล่าวว่าพวกเขากำลังติดตามสถานการณ์ แต่ยังไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนแปลงราคาในทันที

    5. ค่าเงินเช็กคราวน์ (CZK) อ่อนค่าลง ในช่วงวิกฤตความขัดแย้ง นักลงทุนมักจะเทขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่หรือสกุลเงินที่มีความเสี่ยง แล้วย้ายไปถือเงินสกุลหลักเช่น ดอลลาร์สหรัฐ หรือทองคำ ทำให้ค่าเงินเช็กอ่อนค่าลง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้นและซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อ

    6. ตามการวิเคราะห์ของสมาคมผู้นำด้านบริการทางธุรกิจ (The Association of Business Service Leaders: ABSL) กล่าวว่าแม้ว่าความขัดแย้งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ก็อาจกำลังส่งเสริมสาธารณรัฐเช็กในฐานะศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับบริการทางธุรกิจ สมาคมดังกล่าวประเมินว่าสาธารณรัฐเช็กซึ่งปัจจุบันมีศูนย์บริการทางธุรกิจเกือบ 500 แห่งและพนักงานประมาณ 200,000 คน อาจไต่ขึ้นอันดับความน่าดึงดูดในการลงทุนจากทั่วโลก เนื่องจากบริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่าต้นทุน นอกจากนี้ สมาคม ABSL ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกากำลังมีความน่าดึงดูดน้อยลงสำหรับศูนย์กลางบริการระหว่างประเทศและการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี เนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    จากสถานการณ์ที่กล่าวข้างต้นแม้ว่าผู้บริโภคเช็กจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มอาหารและสินค้าพื้นฐานยังคงเป็นที่ต้องการ จึงเป็นโอกาสสำหรับกลุ่มสินค้าดังกล่าว อาทิ สินค้าอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง หรือวัตถุดิบอาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน โดยเน้นจุดขายเรื่อง “ความคุ้มค่า” (Value for Money) นอกจากนี้ เช็กกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาก๊าซหรือน้ำมันจากภูมิภาคที่มีความขัดแย้ง จึงเป็นโอกาสสำหรับสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ส่วนประกอบแบตเตอรี่ หรือผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานอื่นๆ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fuuek1wsfxwt9ra92h78erw2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3svMXDD-RBKNYOWTKc4jhT

  • กกร.หนุนรัฐใช้’นโยบายมุ่งเป้า’พร้อมเร่งลงทุนเศรษฐกิจใหม่

    กกร.หนุนรัฐใช้’นโยบายมุ่งเป้า’พร้อมเร่งลงทุนเศรษฐกิจใหม่

    กกร. ชี้ต่างชาติยังเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย สนับสนุนรัฐใช้นโยบายแบบ ‘Targeted Policy’ เพิ่มประสิทธิภาพการคลัง พร้อมเร่งลงทุนเศรษฐกิจใหม่

    21 เม.ย. 2569 -คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าจากที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ”  และคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ Baa1 ภายหลังได้หารือร่วมกับ นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และได้รับฟังแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ในช่วงการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับ วัตถุประสงค์และประสิทธิภาพในการใช้เงิน” ในการขับเคลื่อนและรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านการคลังยังคงมีอยู่สูงมาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเพิ่มภาระงบประมาณและกดดันรายได้ภาครัฐในอนาคต ดังนั้น กกร. เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการดำเนินนโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้น “ประสิทธิภาพสูงสุด” ผ่านนโยบายแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Policy) ที่สามารถวัดผลได้ และตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แทนการอุดหนุนในวงกว้าง เห็นได้จากแผนที่จะเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งจะลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน สร้างความยืดหยุ่น ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะ สร้างงานใหม่ เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก โดยใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลาง มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมีเสถียรภาพและความมั่นคงสูง ผ่านการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หน่วยงาน Think Tank และเครือข่ายพันธมิตรต่างๆ ทั้งนี้ สอดคล้องกับมุมมองของ IMF ที่ล่าสุดเผยว่าประเทศต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงมาตรการอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด และควรหันมาใช้มาตรการแบบเฉพาะกลุ่มและชั่วคราวแทน

    ภาคเอกชนไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินนโยบายของภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง พร้อมกับสร้างเครื่องยนต์เพื่อยกระดับการเติบโต (New growth engine) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวทางของ “Reinvent Thailand” ที่มุ่งเน้นการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ผ่านการเชื่อมโยงนโยบาย การลงทุน และข้อมูล (Connect the Dots) เพื่อสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง มีคุณภาพ และเตรียมพร้อมสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/983498/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O-sKd6PqrWOK8fTE0X6as

  • สนง.สลากฯ เปิดโครงการ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ปี 8” เดินหน้าพัฒนา 14 ชุมชนทั่วประเทศ หนุนยกระดับเศรษฐกิจรากฐาน สู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    สนง.สลากฯ เปิดโครงการ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ปี 8” เดินหน้าพัฒนา 14 ชุมชนทั่วประเทศ หนุนยกระดับเศรษฐกิจรากฐาน สู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดโครงการ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ปี 8” เดินหน้าพัฒนา 14 ชุมชนทั่วประเทศ ชูแนวคิด “ต้นไม้แห่งคุณค่า” ใช้ AI หนุนการตลาด-สร้างแบรนด์ มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

    พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ดำเนินโครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชนมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เป็นการต่อยอดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ในการส่งเสริม ยกระดับ สร้างคุณค่า พัฒนาอาชีพ และเชื่อมต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น ให้กับชุมชน สู่การสร้างรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจ ของประเทศ โดยชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10–20% ต่อปี และหลายชุมชนสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบความเข้มแข็งที่ได้รับการยอมรับจากสังคม

    สำหรับ ปีนี้ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘ต้นไม้แห่งคุณค่า’ มุ่งเน้นการวางรากฐานที่แข็งแรงให้กับชุมชน ควบคู่กับการต่อยอดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ชุมชนสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว โดยสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG (Environment, Social, Governance) ตลอดจนการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทั้งในด้านการตลาด การสื่อสาร การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการบริหารจัดการ เพื่อให้ชุมชนสามารถก้าวข้ามข้อจำกัด และเพิ่มขีดความสามารถได้อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ สำนักงานฯ ได้ เตรียมเดินหน้าพัฒนาชุมชนผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

    1. การยกระดับและสร้างแบรนด์ให้ชุมชน ทั้งด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการพัฒนาอาหารและโภชนาการให้ได้มาตรฐาน ถูกสุขลักษณะ พร้อมสนับสนุนช่องทางตลาด โดยจะมีวิทยากร ที่ปรึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิลงพื้นที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

    2. การสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทั่วประเทศรู้จักชุมชนมากขึ้น ผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยสนับสนุน รวมถึงการใช้สื่อดิจิทัล อินฟลูเอนเซอร์ และบุคคลมีชื่อเสียงร่วมแนะนำชุมชน

    3. การเพิ่มช่องทางการตลาดให้ชุมชนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวกขึ้น ทั้งผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ของสำนักงานสลากฯ และการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามาจำหน่ายและนำเสนอสินค้า รวมถึงอัตลักษณ์ของชุมชนภายในสำนักงานสลากฯ ด้วย

    ทั้งนี้ โครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชนปี 8 มีชุมชนเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 14 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนใหม่ จำนวน 10 ชุมชน อาทิ 1) ชุมชนไทกวนบ้านนาถ่อน จ.นครพนม, 2) กลุ่มโฮมสเตย์บ้านสีกาย จ.หนองคาย, 3) ชุมชนสะพานหิน จ.เพชรบุรี, 4) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ จ.นครศรีธรรมราช, 5) ชุมชนบ้านช่องฟืน จ.พัทลุง และชุมชนต้นแบบจากปีที่ 1–7 จำนวน 4 ชุมชน ที่จะได้รับการพัฒนาต่อยอด อาทิ 1) วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะเกร็ด ศิลปะ วัฒนธรรม เกษตร และนวัตกรรม จ.นนทบุรี, 2) วิสาหกิจชุมชนฮักเกษตรคลองลานบ้านเฮา จ.กำแพงเพชร

    พันโทหนุน กล่าวอีกว่า ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาจากทีมที่ปรึกษาของโครงการฯ ทั้ง 4 ด้านประกอบด้วย ด้านการพัฒนาชุมชนด้านกลยุทธ์การตลาด ด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน การจัดทำ E-Catalog นำเสนอผลิตภัณฑ์/บริการเด่นของชุมชนที่เข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่ปี 1-8 และการพัฒนาป้ายสำคัญในชุมชนและเอกสารแนะนำชุมชน รวมถึงการประชาสัมพันธ์ชุมชนให้เป็นที่รู้จักเพื่อเพิ่มรายได้ ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 1-8 มีจำนวนชุมชนที่ได้รับการพัฒนาแล้วทั้งหมด 77 ชุมชน

    อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบ พร้อมสร้างคุณค่าร่วมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนไทย ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1553295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K7D8Xt-xMDOJXSZHUpllm

  • มูดี้ส์ ปรับเพิ่ม Outlook ไทย สะท้อนเสถียรภาพรัฐบาล-พื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    มูดี้ส์ ปรับเพิ่ม Outlook ไทย สะท้อนเสถียรภาพรัฐบาล-พื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้ สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

    “การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ สะท้อนว่าพื้นฐานเศรษฐกิจ และเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้นมาถูกทาง โดยเรามุ่งดูแลเศรษฐกิจ และประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้า ควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้ คือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายเอกนิติ ระบุ

    โดย Moody’s ได้ชี้แจงเหตุผล และปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้

    1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่น และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขัน และส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป

    2. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย เกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค

    นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทย และอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าว ยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)

    3. การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมา ถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย

    4. หนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% และ 62% ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้

    ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ 6% ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน

    5. นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือนมีนาคม 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 45-50% ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    6. ปัจจัยสำคัญที่ Moody’s จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล

    ทั้งนี้ จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ จะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z9jTxqEhs7E0AQInU9ITV

  • “BDE”หวั่นสงคราม “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ยืดเยื้อถึงสิ้นปี 69 หั่นเศรษฐกิจดิจิทัลวูบ 1.44 แสนล้านบาท | เดลินิวส์

    “BDE”หวั่นสงคราม “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ยืดเยื้อถึงสิ้นปี 69 หั่นเศรษฐกิจดิจิทัลวูบ 1.44 แสนล้านบาท | เดลินิวส์

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  หรือ BDE (บีดีอี)  เปิดเผยว่า บีดีอี  ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจดิจิทัล  โดยกรณีที่ 1 สงครามจบเร็วภายในเดือน มิ.ย. 69 และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 85 – 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว จะส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 20,000 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 0.3 % ของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 69  ส่วนกรณีที่ 2  กรณีสงครามยืดเยื้อถึงเดือน ก.ย. 69 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัล 87,000 ล้านบาท  และ กรณีที่ 3 กรณีเลวร้ายยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้างถึงสิ้นปี 69  จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัล 144,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ประเมินว่าผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเป็นตัวเร่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้ง AI มากยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและใช้ชีวิต เช่นเดียวกับช่วงวิกฤต Covid 19  ซึ่งส่งผลให้เหตุการณ์สงครามนี้ กระทบกับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจำกัด

    นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า ในส่วนช่องทางการส่งผ่านต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยที่สำคัญคือ  1.ผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อาทิ การผลิตฮาร์ดแวร์ สินค้าดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิต และผ่านต้นทุนค่าขนส่งที่จะมีผลทำให้ราคาสินค้าที่จำหน่ายในประเทศและเพื่อการส่งออก มีต้นทุนสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนด้านดิจิทัล เช่น Data Center ที่เป็นการตัดสินใจระยะปานกลางถึงระยะยาวจะยังได้รับผลกระทบไม่มาก 2. ผ่านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    สำหรับปี 69 ประเมินว่า กรณีสงครามจบเร็ว เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital GDP (ราคาที่แท้จริง หรือ CVM) จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 จากเดิมคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ  4.2 หรือลดลงร้อยละ 0.3 จากผลกระทบของสงคราม ในขณะที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินกรณีสงครามจบเร็วในเดือนมิถุนายน 2569 เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะได้รับผลกระทบลดลงร้อยละ 0.6 หรือเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ ร้อยละ 1.4 จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ร้อยละ 2.0 

    สำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แบ่งเป็น 3 กรณี คือ 

    1.กรณีสงครามจบเร็วในเดือน มิ.ย. 2569 โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไม่เสียหายเพิ่มเติม การขนส่ง ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบระยะสั้น 

    2.กรณีสงครามยืดเยื้อถึงเดือน ก.ย. 2569 สงครามขยายวง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายเพิ่มเติม การขนส่งผ่ายช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อ

    3. กรณีเลวร้ายยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้างถึงสิ้นปี 2569 สงครามขยายวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายหนัก การขนส่งผ่ายช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อ การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติตลอดจนวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อื่นไม่สามารถฟื้นตัวหลังสงคราม โดยผลการวิเคราะห์สรุปได้ดังนี้

    ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินหลายมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง อาทิ การตรึงราคาสินค้า การตรึงราคาน้ำมัน การป้องกันปราบปรามการกักตุนน้ำมัน รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงาน ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ดำเนินหลายมาตรการ เช่น ไทยช่วยไทยส่งสินค้าราคาถูกถึงมือคนไทย การให้หน่วยงานรัฐใช้ e-office และ บริการ cloud และ Saas (Software as a service) หลายบริการ ใช้งานฟรีผ่านระบบคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC  เป็นต้น     

    นายเวทางค์  กล่าวอีกว่า BDE มีความเห็นเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นสงครามจบเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม BDE ก็ได้เตรียมตัวรองรับกรณีเลวร้ายไว้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5800430/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00Z-YxwfhUGsVmw_tvQ2uD

  • สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจดิจิทัลร้ายแรงสุดวูบแสนล้าน

    สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจดิจิทัลร้ายแรงสุดวูบแสนล้าน

    สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจดิจิทัลร้ายแรงสุดวูบแสนล้าน

    BDE ประเมิน สงครามตะวันออกกลางกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัล กรณีสงครามจบใน มิ.ย.เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 20,000 ล้านบาท หากยืดเยื้อถึงสิ้นปี ลดลง 1.44 แสนล้านบาท

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE หรือ National Board of Digital Economy and Society) เปิดเผยว่า BDE ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจดิจิทัล เป็น 3 กรณี คือ

    กรณีที่ 1 : สงครามจบเร็วในเดือน มิ.ย. 2569 กรณีที่ 2 : กรณีสงครามยืดเยื้อถึงเดือน ก.ย. 2569 และกรณีที่ 3 : กรณีเลวร้ายยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้างถึงสิ้นปี 2569

    กรณีที่ 1 สงครามจบเร็วภายในเดือน มิ.ย. 2569 และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 85 – 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว รวมถึงส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 20,000 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 0.3 % ของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2569

    กรณีที่ 2 สงครามจบในเดือน ก.ย. 2569 และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 105-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว รวมถึงส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 87,000 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 1.2 % ของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2569

    กรณีที่ 3 สงครามจบสิ้นปี 2569 และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 135-145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว รวมถึงส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 144,000 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 2.1 % ของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2569

    ทั้งนี้ ประเมินว่าผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเป็นตัวเร่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้ง AI มากยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและใช้ชีวิต เช่นเดียวกับช่วงวิกฤต Covid 19 ซึ่งส่งผลให้เหตุการณ์สงครามนี้ กระทบกับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจำกัด

    ในส่วนช่องทางการส่งผ่านต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยที่สำคัญคือ 

    1) ผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อาทิ การผลิตฮาร์ดแวร์ สินค้าดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิต และผ่านต้นทุนค่าขนส่งที่จะมีผลทำให้ราคาสินค้าที่จำหน่ายในประเทศและเพื่อการส่งออก มีต้นทุนสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนด้านดิจิทัล เช่น Data Center ที่เป็นการตัดสินใจระยะปานกลางถึงระยะยาวจะยังได้รับผลกระทบไม่มาก 

    2) ผ่านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    สำหรับปี 2569 ประเมินว่า กรณีสงครามจบเร็ว เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital GDP (ราคาที่แท้จริง หรือ CVM) จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 จากเดิมคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ  4.2 หรือลดลงร้อยละ 0.3 จากผลกระทบของสงคราม

    ในขณะที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินกรณีสงครามจบเร็วในเดือนมิ.ย. 2569 เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะได้รับผลกระทบลดลงร้อยละ 0.6 หรือเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ ร้อยละ 1.4 จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ร้อยละ 2.0 

    สำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แบ่งเป็น 3 กรณี คือ 

    1) กรณีสงครามจบเร็วในเดือน มิ.ย. 2569 โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไม่เสียหายเพิ่มเติม การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบระยะสั้น 

    2) กรณีสงครามยืดเยื้อถึงเดือน ก.ย. 2569 สงครามขยายวง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายเพิ่มเติม การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อ

    3) กรณีเลวร้ายยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้างถึงสิ้นปี 2569 สงครามขยายวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายหนัก การขนส่งผ่ายช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อ การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติตลอดจนวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อื่นไม่สามารถฟื้นตัวหลังสงคราม โดยผลการวิเคราะห์สรุปได้ดังนี้

    สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจดิจิทัลร้ายแรงสุดวูบแสนล้าน

    ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินหลายมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง อาทิ การตรึงราคาสินค้า การตรึงราคาน้ำมัน การป้องกันปราบปรามการกักตุนน้ำมัน รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงาน ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ดำเนินหลายมาตรการ เช่น ไทยช่วยไทยส่งสินค้าราคาถูกถึงมือคนไทย การให้หน่วยงานรัฐใช้ e-office และ บริการ cloud และ Saas (Software as a service) หลายบริการ ใช้งานฟรีผ่านระบบคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC  เป็นต้น     

    นายเวทางค์ กล่าวในตอนท้ายว่า BDE มีความเห็นเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นสงครามจบเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม BDE ก็ได้เตรียมตัวรองรับกรณีเลวร้ายไว้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y37KN5S7li5HYy3WvchhL