Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 82 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 82 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 82

    วันที่นำเข้าข้อมูล 21 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 21 เม.ย. 2569

    | 24 view

    เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมคณะของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกล่าวปาฐกถาพิเศษในช่วงพิธีเปิดการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 82 ภายใต้หัวข้อหลัก “Leaving no one behind: advancing a society for all ages in Asia and the Pacific” ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยนายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญของการสร้างสังคมที่ให้คุณค่ากับทุกช่วงวัยและแนวทางการพัฒนาของไทยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต การส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ การสนับสนุนงานที่มีคุณค่า และการเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ทั่วถึง

    รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยในการอภิปรายทั่วไปภายใต้หัวข้อ “Opportunities and solutions for a sustainable future” โดยเน้นว่า ความไม่แน่นอนและความท้าทายจากวิกฤตต่าง ๆ ของโลกยังเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งเสริมสร้างความต้านทานและการลงทุนเพื่ออนาคต ไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสีเขียวอย่างครอบคลุม การส่งเสริมการเงินที่ยั่งยืน การพัฒนาตลาดคาร์บอน และการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ทั้งนี้ การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกระดับรวมถึงความร่วมมือใต้-ใต้ และไตรภาคี

    นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้แทนพิเศษของรองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Resilience and Cooperation in Asia and the Pacific” ในช่วงการหารือระหว่างอาหารกลางวัน ที่มีเลขาธิการบริหารเอสแคปเป็นเจ้าภาพ โดยย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างความต้านทานของภาคส่วนต่าง ๆ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเอสแคป และการเสริมสร้างความร่วมมือใต้-ใต้และไตรภาคี โดยไทยพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีกับประเทศต่าง ๆ ขณะที่นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ผู้แทนพิเศษของรองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวต้อนรับผู้แทนระดับสูงและผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ในนามรัฐบาลไทย ในการหารือระหว่างอาหารค่ำ ที่ร่วมจัดโดยรัฐบาลไทย รัฐบาลอาเซอร์ไบจาน และเอสแคป ภายในงาน มีการจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม และกิจกรรม AI Photo สร้างภาพจำลองการสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยม


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/dpm-fm-escap-82-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Dzi6VIv6lshF1MvfQ1EP5

  • เศรษฐกิจไทยไปต่อ Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองไทยมีเสถียรภาพ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อนโยบายรัฐ

    เศรษฐกิจไทยไปต่อ Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองไทยมีเสถียรภาพ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อนโยบายรัฐ

    วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.34 น.

    21 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ดร.รัชดา ธนาดิเรก – Rachada Dhnadirek ถึงกรณีสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก Moody’s ปรับสถานะความน่าเชื่อถือของประเทศไทยล่าสุด ระบุว่า

    Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับ “เชิงลบ” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับ

    ความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นนโยบายเศรษฐกิจ

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/959840&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fjL__2tQOmsA1E2bcO1EW

  • ประเทศไหนบ้างที่ไม่มี KFC? แม้แต่สาขาเดียว เจาะลึกเหตุผลเบื้องหลัง

    ประเทศไหนบ้างที่ไม่มี KFC? แม้แต่สาขาเดียว เจาะลึกเหตุผลเบื้องหลัง

    ส่องรายชื่อประเทศที่ไม่มี KFC ทั่วโลก เผยเหตุผลเบื้องหลังที่แบรนด์ไก่ทอดดังระดับโลกยังเจาะไม่เข้า

    แม้ว่า KFC จะเป็นเครือข่ายร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีสาขาแพร่หลายไปมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก แต่ในความเป็นจริงยังมีอีกหลายประเทศที่ยังไม่มีสาขาของ KFC ตั้งอยู่ โดยสาเหตุมีตั้งแต่ปัจจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ ไปจนถึงการขาดผู้ร่วมลงทุนในท้องถิ่นที่เหมาะสม

    ประเทศที่ไม่มีสาขาของ KFC ในปัจจุบัน

    จากการรวบรวมข้อมูลรายชื่อประเทศและเขตการปกครองต่างๆ ทั่วโลก พบว่าประเทศที่ไม่มีร้าน KFC ให้บริการ สามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้:

    1. ประเทศในทวีปแอฟริกา

    แม้แอฟริกาใต้จะเป็นตลาดใหญ่ของ KFC แต่ในหลายประเทศของทวีปนี้ยังไม่มีแบรนด์ดังกล่าวเข้าไปทำตลาด เช่น:

    • แอลจีเรีย
    • เอริเทรีย
    • เอธิโอเปีย
    • มาลี
    • ไนเจอร์
    • โซมาเลีย
    • ซูดาน และ ซูดานใต้

    2. ประเทศในทวีปเอเชีย

    ในภูมิภาคเอเชีย ยังมีบางประเทศที่ KFC ไม่ได้เข้าไปดำเนินกิจการ หรือเคยเข้าไปแล้วแต่ต้องถอนตัวออกไป เช่น:

    • เกาหลีเหนือ: เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและนโยบายภายในประเทศ
    • อัฟกานิสถาน: ด้วยเหตุผลด้านความไม่สงบและความปลอดภัย
    • ลาว: เป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยเพียงประเทศเดียวในอาเซียนที่ยังไม่มี KFC (แม้จะมีแบรนด์ท้องถิ่นหรือแบรนด์อื่นที่คล้ายคลึงกัน)
    • ภูฏาน: มีนโยบายที่เข้มงวดในการรักษาวัฒนธรรมและจำกัดการเข้ามาของแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดต่างชาติ
    • ตุรกีเมนิสถาน: หนึ่งในประเทศที่เข้าถึงได้ยากที่สุดในโลก

    3. ประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา

    ในฝั่งตะวันตก มีบางประเทศที่ไม่มีสาขาด้วยเหตุผลที่น่าสนใจ เช่น:

    • นครรัฐวาติกัน: เนื่องจากพื้นที่ที่จำกัดและนโยบายด้านผังเมือง
    • นอร์เวย์: แม้จะเป็นประเทศที่มั่งคั่ง แต่ด้วยมาตรการควบคุมด้านโภชนาการที่เข้มงวดและต้นทุนแรงงานที่สูง ทำให้ KFC ยังไม่สามารถเจาะตลาดได้สำเร็จ
    • ไอซ์แลนด์: เคยมีสาขาให้บริการแต่ปัจจุบันไม่มีสาขาของ KFC ตั้งอยู่

    iStockphoto

    ทำไมบางประเทศถึงไม่มี KFC?

    ปัจจัยหลักที่ทำให้แบรนด์ระดับโลกอย่าง KFC ไม่สามารถเปิดสาขาในบางพื้นที่ได้ ประกอบด้วย:

    • เสถียรภาพทางการเมือง: ประเทศที่มีสงครามกลางเมืองหรือมีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศมักจะไม่อยู่ในแผนการลงทุน
    • กฎระเบียบของรัฐบาล: บางประเทศมีนโยบายสนับสนุนอาหารท้องถิ่นและต่อต้านวัฒนธรรมอาหารตะวันตก
    • ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: ในบางประเทศที่มีกำลังซื้อต่ำ หรือมีปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง การนำเข้าวัตถุดิบตามมาตรฐานของ KFC อาจทำให้ราคาไก่ทอดสูงเกินกว่าที่คนท้องถิ่นจะจ่ายไหว
    • ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain): มาตรฐานของ KFC กำหนดว่าไก่ต้องสดและมีคุณภาพ หากประเทศนั้นไม่มีฟาร์มไก่ที่ได้มาตรฐานหรือระบบขนส่งที่เย็นเพียงพอ แบรนด์จะไม่ยินยอมให้เปิดสาขา

    แหล่งอ้างอิง

    1. Wikipedia
    2. The Street Food Guy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9884846/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vd4xMSPH5JabM7AnvejNM

  • Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook)

    Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook)

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (วันที่ 21 เมษายน 2569) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1

    โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย

    กระทรวงการคลัง
    ายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง Moody’s ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป

    2. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค

    นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)

    3. การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา

    โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย 

    4. หนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 และ 62 ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี

    โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้ ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 6 ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน

    5. นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือนมีนาคม 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน

    ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 45 ถึง 50 ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    6. ปัจจัยสำคัญที่ Moody’s จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล

    จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือในครั้งนี้สะท้อนว่า พื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้นมาถูกทาง โดยเรามุ่งดูแลเศรษฐกิจและประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้าควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่องและทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/273767&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EjN4TsqNCR9bn3GgB9v0j

  • BBL กำไรหด 12.9% NIM หดตามดอกเบี้ย ตั้งสำรองสูง รับเศรษฐกิจโลกผันผวน

    BBL กำไรหด 12.9% NIM หดตามดอกเบี้ย ตั้งสำรองสูง รับเศรษฐกิจโลกผันผวน

    BBL กำไรหด 12.9% NIM หดตามดอกเบี้ย ตั้งสำรองสูง รับเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ธนาคารกรุงเทพ(มหาชน) หรือ BBL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง

    รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.3% ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.49% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 6.6% จากกำไรเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมสินเชื่อที่ชะลอตัว

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี โดยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 12.0% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 44.7% สะท้อนการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

    ในด้านการบริหารความเสี่ยง ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) สูงถึง 9,003 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยยังคงยึดแนวทางระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง

    คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 3.1% ขณะที่ Coverage ratio อยู่ในระดับสูงถึง 318.1% สะท้อนความแข็งแกร่งของกันชนความเสี่ยง

    ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

    ขณะที่สินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปีก่อน จากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ ขณะที่เงินรับฝากอยู่ที่ 3.22 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9%

    ฐานะเงินกองทุนยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม 20.9% สูงกว่าเกณฑ์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญ

    ธนาคารระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านการคลัง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะตลาดจีน

    ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารยังคงเน้นบทบาท “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพคล่องลูกค้า และสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถดำเนินต่อได้ท่ามกลางความผันผวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/657163&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tjParf4ORhrmy6NFypVIK

  • การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 21 เมษายน 2569 | เดลินิวส์

    การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 21 เมษายน 2569 | เดลินิวส์

    อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5795394/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QUrPRjnC_Ps7jBOWesu2h

  • เปิดศึกชิงเก้าอี้ ประธานกรรมาธิการ ทำไมตำแหน่งนี้จึงสำคัญต่อทิศทางสภาฯ ปี 2569

    เปิดศึกชิงเก้าอี้ ประธานกรรมาธิการ ทำไมตำแหน่งนี้จึงสำคัญต่อทิศทางสภาฯ ปี 2569

    เก้าอี้รัฐมนตรีถูกจัดสรรให้ฝ่ายบริหารอย่างลงตัวแล้ว แต่การชิงเก้าอี้ ‘คณะกรรมาธิการ’ ในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่งจะเริ่ม เป็นอีกเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตามอง เพราะโฉมหน้าของประธานกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญทั้ง 35 คณะ จะเป็นตัวบ่งชี้ดุลอำนาจและทิศทางการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไปตลอดวาระ

    คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ คือกลไกในการให้ สส. จากทุกพรรคการเมืองรวมกลุ่มกันตั้งเป็นคณะทำงานเพื่อศึกษา หรือสอบหาข้อเท็จจริงเรื่องใดๆ และรายงานให้สภาทราบภายในเวลาที่กำหนด ตลอดจนทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลรวมถึงหน่วยงานต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกมิติของการบริหารประเทศ ตามมาตรา 129 แห่งรัฐธรรมนูญ ปี 2560

    โดยทั่วไปแล้วการจัดสรรเก้าอี้กรรมาธิการในสภาฯ จะเริ่มขึ้นหลังมีการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นรูปเป็นร่าง และเริ่มทำงานแล้วระยะหนึ่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะดำเนินการให้แต่ละพรรคการเมืองในสภาฯ จัดสรรเก้าอี้กรรมาธิการเพื่อเข้ามาถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาลทันที

    ขณะที่สภาฯ ชุดปัจจุบัน โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้เชิญหัวหน้าพรรคการเมืองหรือตัวแทนเข้าหารือจำนวนและสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมืองในกรรมาธิการสามัญ ในวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะแบ่งจำนวนกันลงตัว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องคณะกรรมาธิการที่แต่ละพรรคต้องการได้เป็นประธาน จึงต้องมีการนัดหารือกันอีกครั้งในวันพุธที่ 22 เมษายน

    คณิตศาสตร์การเมือง: ยิ่ง สส. มาก ยิ่งมี กมธ. มาก

    คณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ ประกอบด้วยกรรมาธิการจำนวน 15 คน รวมทั้งหมดเป็น 525 เก้าอี้ โดย สส. 1 คน จะดำรงตำแหน่งกรรมาธิการได้ไม่เกิน 2 คณะ ยกเว้นประธานกรรมาธิการที่จะดำรงตำแหน่งได้ในคณะเดียว

    ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 และตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว จำนวนกรรมาธิการจะถูกจัดสรรตาม ‘สัดส่วนของ สส. ที่แต่ละพรรคการเมืองมีอยู่ในสภาฯ’ กล่าวคือหากพรรคใดมีจำนวน สส. มาก ก็จะได้เก้าอี้ในกรรมาธิการ รวมถึงโควตาตำแหน่ง ‘ประธานกรรมาธิการ’ มากตามไปด้วยเช่นกัน

    อย่างเช่นในสภาฯ ชุดที่ 27 ซึ่งเป็นชุดปัจจุบัน อัตราส่วนของประธานกรรมาธิการแบ่งได้เป็น:

    • พรรคภูมิใจไทย ได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญ จำนวน 14 คณะ
    • พรรคประชาชน ได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญ จำนวน 9 คณะ
    • พรรคเพื่อไทย ได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญ จำนวน 5 คณะ
    • พรรคกล้าธรรม ได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญ จำนวน 4 คณะ
    • พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญ จำนวน 2 คณะ
    • พรรคไทรวมพลัง ได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญ จำนวน 1 คณะ

    ทำไมเก้าอี้ ‘ประธาน กมธ.’ จึงสำคัญจนต้องแย่งชิงกัน?

    การช่วงชิงว่าพรรคใดจะได้เป็นประธานกรรมาธิการสามัญคณะใด ถือว่ามีความดุเดือดไม่แพ้การชิงตำแหน่งรัฐมนตรี มีเหตุผลหลักๆ หลายประการว่าเหตุใดเก้าอี้ประธานกรรมาธิการจึงสำคัญ

    1.เป็นผู้กำหนดวาระในสภาฯ: ประธานกรรมาธิการเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในห้องประชุมกรรมาธิการ มีอำนาจชี้ขาดว่าจะนำเรื่องใดเข้ามาตรวจสอบ หรือแสวงหาข้อเท็จจริง

    2. อำนาจการเรียกชี้แจง: หากประธานกรรมาธิการมาจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็สามารถใช้อำนาจกรรมาธิการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้เต็มที่ ตลอดจนเรียกเอกสาร ข้อมูล หรือเชิญบุคคลต่างๆ มาชี้แจงได้ ตั้งแต่ข้าราชการจนถึงตำแหน่งระดับสูงอย่างบรรดารัฐมนตรี พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงมักต้องการคณะกรรมาธิการที่มีอำนาจหน้าที่ตรงกับ ‘กระทรวงเกรดเอ’ ต่างๆ

    3. งบประมาณและเครือข่าย: กรรมาธิการแต่ละคณะจะได้รับการจัดสรรงบประมาณ ทั้งเบี้ยประชุม หรืองบฯ ในการศึกษาดูงาน รวมถึงมีโควตาในการแต่งตั้งบุคคลภายนอกเป็นที่ปรึกษาหรืออนุกรรมาธิการได้ ในแง่การเมืองบางฝ่ายก็มองว่า โควตาเหล่านี้เป็นการ ‘ปูนบำเหน็จ’ ให้กันและกันได้ด้วย

    ย้อนมองประวัติศาสตร์ สภาฯ เดือดเพราะเกมชิงเก้าอี้

    การจัดสรรเก้าอี้ประธานกรรมาธิการของสภาฯ แต่ละยุค มักจะปรากฏข่าวการแย่งชิงที่นั่งกันอย่างดุเดือดและเป็นสีสันเสมอ เช่น เมื่อปี 2562 ในสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้นได้เก้าอี้ประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กรรมาธิการ ป.ป.ช.) โดยมี พล.ต.อ. เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน

    พล.ต.อ. เสรีพิศุทธิ์ได้ใช้กลไกนี้ตรวจสอบรัฐบาลอย่างหนักหน่วง จนฝ่ายรัฐบาลได้ส่ง สิระ เจนจาคะ และ ปารีณา ไกรคุปต์ สส. พรรคพลังประชารัฐ เข้ามานั่งเป็นกรรมาธิการประกบ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธิ์ จนทำให้เกิดการปะทะคารมรุนแรงจนเป็นข่าวฮือฮาในการประชุมแทบทุกนัด

    ต่อมาในปี 2566 หลังการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ได้เกิดรอยร้าวกับพรรคก้าวไกล ที่เจรจาขอตำแหน่งประธานกรรมาธิการคณะที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยมองว่า การจัดสรรเก้าอี้ประธานกรรมาธิการไม่ควรเจาะจงว่าเป็นของฝ่ายค้าน แต่ทุกพรรคมีโอกาสเท่าเทียมกัน

    ความขัดแย้งยืดเยื้อจนการเจรจาประธานกรรมาธิการลากยาวนับเดือน ถึงขั้นที่ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ในขณะนั้น เตือนว่าหากยังตกลงกันไม่ได้ ก็จะให้ใช้วิธีการจับสลากเพื่อหาข้อสรุป จนท้ายที่สุดทุกพรรคก็หารือจนตกลงร่วมกันได้เมื่อเดือนกันยายน 2566

    สำหรับการจัดสรรเก้าอี้กรรมาธิการในสภาฯ ชุดปัจจุบันยังคงต้องติดตามต่อไปในวันที่ 22 เมษายนนี้ เพราะยังไม่ได้มีการตกลงกันว่าพรรคใดจะได้เป็นประธานกรรมาธิการคณะใด และมีบางคณะที่พรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ต้องการได้ตรงกัน เช่น คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งเบื้องต้นแต่ละพรรคจะไปพูดคุยกันก่อน

    กมธ. สามัญ 35 คณะ ในปัจจุบัน มีอะไรบ้าง

    ปัจจุบัน คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ประกอบด้วย

    1. คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
    2. คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร
    3. คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน
    4. คณะกรรมาธิการการกีฬา
    5. คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ
    6. คณะกรรมาธิการแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ
    7. คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์
    8. คณะกรรมาธิการการคมนาคม
    9. คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ
    10. คณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค
    11. คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน
    12. คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ
    13. คณะกรรมาธิการการตำรวจ
    14. คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ
    15. คณะกรรมาธิการการทหาร
    16. คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว
    17. คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    18. คณะกรรมาธิการการปกครอง
    19. คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ
    20. คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ. ป.ป.ง.)
    21. คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ. ป.ป.ช.)
    22. คณะกรรมาธิการการพลังงาน
    23. คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน
    24. คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ
    25. คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา
    26. คณะกรรมาธิการการแรงงาน
    27. คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
    28. คณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
    29. คณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม
    30. คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
    31. คณะกรรมาธิการการศึกษา
    32. คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม
    33. คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข
    34. คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
    35. คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม
    ABOUT THE AUTHOR

    ชยพล มาลานิยม

    Content Creator กองบรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว THE STANDARD

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-parliament-committee-chairman-importance/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NdEaGVP7ZP0DFPeOUj69r

  • อาลัย นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของธุรกิจเครือ รพ.กรุงเทพ ถึงแก่อนิจกรรม อายุ 93 ปี

    อาลัย นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของธุรกิจเครือ รพ.กรุงเทพ ถึงแก่อนิจกรรม อายุ 93 ปี

    วันนี้ (21 เม.ย.2569) นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้ก่อตั้งสายการบินบางกอก แอร์เวย์ เจ้าของธุรกิจเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ผู้ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ PPTV และธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว สิริอายุ 93 ปี

    ทั้งนี้ นพ.ปราเสริฐ เป็นบิดาของ นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร สายการบินบางกอกแอร์เวย์ กับ นางอาริญา ปราสาททองโอสถ และเป็น อาของ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) และอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)

    การศึกษา

    นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ สำเร็จการศึกษา แพทยศาสตรบัณฑิต ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

    ภาคเอกชน

    นพ.ปราเสริฐ ยังดำรงตำแหน่งกรรมการในหลายบริษัท ดังนี้

    กรรมการ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด

    กรรมการ บริษัท สินสหกล จำกัด

    กรรมการ บริษัท สหแพทย์เภสัช จำกัด

    กรรมการ บริษัท ปราสาททองโอสถ จำกัด

    กรรมการ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด

    กรรมการ บริษัท กรุงเทพบริหารสนามบิน จำกัด

    กำหนดการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ

    กำหนดการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และ สวดอภิธรรมนพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ณ ศาลากวีนิรมิตร (ศาลากลางน้ำ) วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

    วันที่ 22 เม.ย.2569

    เวลา 15.00 น.พิธีรดน้ำศพ

    เวลา 17.00 น.พิธีรับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ

    เวลา 18.00 น. สวดพระอภิธรรม

    วันที่ 23 – 28 เม.ย.2569

    เวลา 18.30 น. สวดพระอภิธรรม

    อ่านข่าว

    “ไพโรจน์ สังวริบุตร” อดีตพระเอกดัง ถึงแก่กรรมอายุ 72 ปี

    อาลัย “แดนนี่ ศรีภิญโญ” นักแสดงชื่อดัง เสียชีวิต อายุ 57 ปี

    อาลัย “4 นักฟุตบอลเยาวชน” เสียชีวิตเหตุกระบะพุ่งชนรถจักรยานยนต์

    อาลัย “คุณยายเฉลา ประสพศาสตร์” ศิลปินอาวุโส สิริอายุ 98 ปี

    อาลัย “อดิศัย โพธารามิก” อดีต รมว.พาณิชย์ เสียชีวิต อายุ 85 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504906&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f2dwLjL2Eu8sIzX4qqsBk

  • ททท.ชู อัตลักษณ์ไทย ต้อนรับ 500 ผู้นำท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วโลก ร่วมประชุม GSTC 2026

    ททท.ชู อัตลักษณ์ไทย ต้อนรับ 500 ผู้นำท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วโลก ร่วมประชุม GSTC 2026

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม Global Sustainable Tourism Conference 2026 (GSTC 2026) กว่า 500 คน จาก 55 ประเทศ ณ ร้านอาหารบลู เอเลเฟนท์ จังหวัดภูเก็ต เมื่อคืนวานนี้  เพื่อสร้างความประทับใจในฐานะเจ้าภาพ พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในทุกมิติ  

    การจัดงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุม GSTC 2026 โดยเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นสถานที่จัดงานหลัก เพื่อแสดงถึงศักยภาพและความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน

    นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า  ภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีความงดงามทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง 

    การเป็นเจ้าภาพ GSTC 2026 ในครั้งนี้จึงถือเป็นเวทีสำคัญในการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Destination Management) ทั้งในด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและการจัดการสิ่งแวดล้อม 

    นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

    โดยตั้งเป้าหมายให้ภูเก็ตก้าวสู่การเป็น “ต้นแบบแห่งอนาคตที่ยั่งยืน” (Model for a Sustainable Future) และนำผลลัพธ์จากการประชุมไปขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าททท. กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยความสำเร็จจะไม่วัดจากจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องพิจารณาถึง “คุณค่า” ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชนในพื้นที่

    พร้อมทั้งชูแนวคิด “Meaningful Travel” หรือการท่องเที่ยวอย่างมีความหมาย ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกในทุกมิติ และย้ำว่าประเทศไทยพร้อมเป็นผู้นำด้วยการลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    Mr. Luigi Cabrini ประธานบริหาร Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ได้กล่าวว่า งาน  Global Sustainable Tourism Conference 2026 มีผู้เข้าร่วมถึง 580 คน จาก 55 ประเทศทั่วโลก ซึ่งนั่นตอกย้ำชื่อของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกว่าเราสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายได้กว้างขวางขนาดไหน 

    การที่งานนี้มาจัดที่ภูเก็ตนั้นเหมาะสมมาก เพราะภูเก็ตเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ผู้คนรู้จักและมาเยือนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีภาคการท่องเที่ยวเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างรายได้และกระตุ้นการพัฒนาในภาคส่วนอื่น ๆ 

    Mr. Luigi Cabrini ประธานบริหาร GSTC

    ภูเก็ตมีชายหาดที่สวยงาม กิจกรรมทางทะเลที่โดดเด่น และมรดกทางวัฒนธรรมที่รุ่มรวยที่ดึงดูดผู้คนนับล้าน  แต่เช่นเดียวกับแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งอื่น ๆ ภูเก็ตกำลังเผชิญกับความท้าทายจาก จำนวนนักท่องเที่ยวที่มหาศาล (Large tourist flows) และผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

    ททท.ชู อัตลักษณ์ไทย ต้อนรับ 500 ผู้นำท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วโลก ร่วมประชุม GSTC 2026

    การจัดงานครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยต่อการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่ทางจังหวัดขอให้ GSTC เข้ามาประเมินแหล่งท่องเที่ยว (Destination Assessment) เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์ทั้งแนวปฏิบัติที่ดีและพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 

    Global Sustainable Tourism Conference 2026

    “ไม่มีสูตรสำเร็จ  สำหรับความยั่งยืน แต่มันคือแนวทางแบบก้าวไปทีละขั้น  เพื่อสร้างการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เรามองว่าหัวข้อการอภิปรายและเครือข่ายระดับโลกในงานนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทยสามารถบูรณาการแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนเข้าสู่ธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม”

    GSTC 2026 ภูเก็ต

    เราขอชื่นชมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานในภูเก็ตที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเป็นลำดับต้น ๆ และเราหวังว่าจะได้ร่วมงานกันต่อไปหลังจบงานนี้ 

    ผมอยากขอบคุณผู้เข้าร่วมทุกคน หลายท่านเดินทางมาไกลมาก และบางท่านอาจต้องเจอกับความยุ่งยากในการเดินทางเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่สุดท้ายเราก็ได้มารวมตัวกันที่นี่  ผมหวังว่าทุกคนจะใช้พลังและความมุ่งมั่นร่วมกันในการประชุม

    นอกจากงานนี้แล้ว ผมอยากแนะนำให้ทุกคนได้ใช้เวลา ออกไปสำรวจความงดงามของภูเก็ต และหากมีเวลา ก็ควรลองไปเที่ยวชมภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทยด้วย

    ททท.ชู อัตลักษณ์ไทย ต้อนรับ 500 ผู้นำท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วโลก ร่วมประชุม GSTC 2026

    ทั้งนี้บรรยากาศในการจัดงานเชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวจากทั่วโลกร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของคฤหาสน์เก่าแก่กลางเมืองภูเก็ต ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นและคุณค่าทางวัฒนธรรมได้อย่างโดดเด่น  

    ททท.ชู อัตลักษณ์ไทย ต้อนรับ 500 ผู้นำท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วโลก ร่วมประชุม GSTC 2026

    ททท. นำเสนอประสบการณ์ต้อนรับภายใต้แนวคิด “New Generation Symphony: Young Voices, Shaping Tomorrow” ถ่ายทอดพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสืบสานและต่อยอดทุนวัฒนธรรมไทยสู่อนาคต ผ่านการแสดงที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ อาทิ  

    • การแสดงดนตรีไทยประยุกต์จากโรงเรียนสตรีภูเก็ต  
    • การแสดงโขนน้อยจากโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ  
    •  การแสดงมโนราห์  
    • การบรรเลงดนตรีออร์เคสตรา  

    ทั้งหมดร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานจากนานาชาติ  

    ไฮไลต์สำคัญ คือ การนำเสนออาหารพื้นเมืองภูเก็ตและอาหารทะเลที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน สะท้อนรากวัฒนธรรม รสชาติท้องถิ่น และภูมิปัญญาด้านอาหารของไทย ผสานมาตรฐานการบริการระดับสากล แสดงศักยภาพของประเทศไทยในการยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีทั้งคุณภาพและความหมาย  

    อีกทั้งภายในงานยังมีการจัดแสดง Showcase ภายใต้แนวคิด “Monsoon Garbage” นำเสนอการสร้างมูลค่าใหม่จากทรัพยากรเหลือใช้ ผ่านผลิตภัณฑ์ Upcycling จากขยะทะเลและเศษอวน โดยกลุ่ม Live Like a Local และ Raksamut Studio รวมถึงผลิตภัณฑ์ Eco Print จากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต 

    ตลอดจนงานหัตถกรรมจากชุมชน อาทิ ชุมชนบ้านเคียน ชุมชนย่านซื่อ และกลุ่มสตรีบ้านป่าคลอก ซึ่งสะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ การกระจายรายได้สู่ชุมชน และการเพิ่มคุณค่าทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม  

    การจัดงาน Welcome Dinner ครั้งนี้นอกจากเป็นการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก ยังเป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวด้วย คุณค่า ความหมาย และความยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงทุนวัฒนธรรม คนรุ่นใหม่ และพลังของชุมชนท้องถิ่น สู่การสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่น่าจดจำและยั่งยืนในระยะยาว  

    สำหรับในวันนี้ (22 เมษายน 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม Global Sustainable Tourism Conference 2026 (GSTC 2026) อย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657175&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wVeldX_8AqKHvOaOcSEVa

  • กรมทางหลวงชนบท เดินหน้าสร้างถนนสายแยก ชม.3029 – แยก ทล.1006 จังหวัดเชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 2571 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่ง – ท่องเที่ยว รองรับการขยายตัวของประชากรแถบภาคเหนือตอนบน

    กรมทางหลวงชนบท เดินหน้าสร้างถนนสายแยก ชม.3029 – แยก ทล.1006 จังหวัดเชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 2571 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่ง – ท่องเที่ยว รองรับการขยายตัวของประชากรแถบภาคเหนือตอนบน

    กรมทางหลวงชนบท เดินหน้าสร้างถนนสายแยก ชม.3029 – แยก ทล.1006 จังหวัดเชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 2571 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่ง – ท่องเที่ยว รองรับการขยายตัวของประชากรแถบภาคเหนือตอนบน


    21/04/2569 | 133 |

    กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าโครงการก่อสร้างถนนสายแยก ชม.3029 – แยก ทล.1006 อำเภอเมืองเชียงใหม่ – สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ (ตอนที่ 1) ระยะทาง 3.365 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินงานเสาเข็มเจาะ งานถางป่า ขุดตอ งานปรับเกลี่ย และบดอัดดินเดิม คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2571 เนื่องจากการเจริญเติบโตของเมืองในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ถนนสายหลัก ทล.1006 ทล.121 และ ชม.4039 มีปริมาณการจราจรที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เพื่อเป็นการรองรับการเจริญเติบโตของเมืองและการเพิ่มขึ้นของประชากรในจังหวัด ซึ่งนำไปสู่การขยายตัวในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ และอำเภอสันกำแพง ประกอบกับช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ช่วยแบ่งเบาการจราจรบนถนนสายหลักให้ผู้ใช้ทางสามารถสัญจรได้อย่างสะดวกรวดเร็วปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทช. จึงได้ดำเนินโครงการฯ ใช้งบประมาณ 768.497 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย การก่อสร้างถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ขนาด 6 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีทางเท้า/ทางจักรยาน กว้าง 4.9 เมตร พร้อมระบบระบายน้ำ ไฟฟ้าแสงสว่าง รวมถึงการจัดภูมิทัศน์บริเวณโครงการฯ และก่อสร้างทางลอด (อุโมงค์) ขนาด 4 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร ไหล่ทางกว้าง 1.8 เมตร ความสูงช่องลอดสุทธิไม่น้อยกว่า 5.5 เมตร พร้อมระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ ความยาวทางลอด 660.435 เมตร นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง ทช. จะทำการรดน้ำบริเวณพื้นที่โครงการฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และผู้ใช้ทาง

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานของโครงการฯ สอดคล้องกับความต้องการและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่มากที่สุด ก่อนดำเนินการก่อสร้าง ทช. ได้จัดประชุมการมีส่วนร่วมภาคประชาชนและลงนามบันทึกความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่าง ทช. ผู้รับจ้าง และผู้แทนประชาชนแล้ว ซึ่งได้มีการนำเสนอความเป็นมา ลักษณะของโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงาน พร้อมทั้งได้มีการรับฟังข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นจากผู้นำชุมชน ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163226


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496215&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GPBPJEKyoX-fDfmcAmxlo