Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แฉพฤติกรรมแย่ ๆ พนักงานเทขยะลงแม่น้ำ แหล่งท่องเที่ยวดัง

    แฉพฤติกรรมแย่ ๆ พนักงานเทขยะลงแม่น้ำ แหล่งท่องเที่ยวดัง

    แฉพฤติกรรมแย่ ๆ พนักงานเทขยะลงแม่น้ำ แหล่งท่องเที่ยวดัง

    access_time21 เม.ย. 2569 เวลา 16:07:00

    358 Views

                  ผู้ใช้ TikTok @poolom_nawiang แฉพฤติกรรมแย่ ๆ ของพนักงานสถานประกอบการท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ที่น้ำตก จ.นครนายก ได้เอาขยะมาเททิ้งลงแม่น้ำแบบไม่แคร์สายตาใคร แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามแทนที่จะช่วยกันรักษาดูแลแต่กลับทำลายแบบนี้ บันทึกเหตุการณ์วันที่ 20 เม.ย. 69

    บทความที่เกี่ยวข้องกับวิดีโอ

    เรื่องที่คุณอาจสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/video/48533&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n7McgRjKPlyD-RpBLuB9R

  • อนุทิน‘ ปลื้ม ’Moody’s’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยมีเสถีรภาพ ขยับไทยเข้า Top25 ประเทศน่าลงทุน

    อนุทิน‘ ปลื้ม ’Moody’s’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยมีเสถีรภาพ ขยับไทยเข้า Top25 ประเทศน่าลงทุน

    อนุทิน‘ ปลื้ม ’Moody’s’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยเป็น ’มีเสถียรภาพ‘ พร้อมคงอันดับเรตติ้ง Baa1 เผยไทยกลับเข้าสู่ Top 25 ประเทศน่าลงทุน (Top25 FDICI) อีกครั้งในรอบ 2 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยเพิ่มขึ้น

    วันนี้ (วันพุธที่ 22 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความยินดีต่อกรณีที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับมุมมองดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายช่วยลดความไม่แน่นอน และเอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

    นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล อาทิ Thailand Fast Pass ซึ่งช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตในอนาคต แม้ระดับหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม อีกทั้งประเทศไทยยังมีฐานะการเงินระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง และมีเงินสำรองเพียงพอรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก

    ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประจำปี 2569 (The 2026 Kearney FDI Confidence Index: FDICI) ระบุว่า ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกได้อีกครั้ง หลังจากไม่ติดอันดับต่อเนื่อง 2 ปี (2567–2568) นับจากปี 2566 สะท้อนว่าประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ

    ทั้งนี้ เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจน ผ่านการขยายสิทธิประโยชน์ของ BOI ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    การที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” ควบคู่กับการที่ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) สะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของเสถียรภาพเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนใหม่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

    นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดในระยะปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเร่งวางรากฐานเพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ มุ่งสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230636&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BMJN78AfbL0UUS7S1RpSq

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : หวั่นเศรษฐกิจไทยเดินเข้าสู่ภาวะ

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : หวั่นเศรษฐกิจไทยเดินเข้าสู่ภาวะ

    ** สงครามระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อเกินคาดกำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง KKP Research ประเมินว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือภาวะ “Stagflation” หรือสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อที่พุ่งสูง คล้ายกับวิกฤตการณ์ในช่วงทศวรรษ 1970 ในฐานะที่ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และพึ่งพารายได้จากภาคท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าหลายประเทศ KKP Research จึงปรับลดประมาณการ GDP ปี 2569 ในกรณีฐานลงเหลือ 1.3% จากเดิม 1.8% และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปเป็น 3.0% จากเดิม 0.2% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยที่ 92.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    KKP Research ประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบจากสงคราม ดังนี้ 1.กรณีฐาน (Base Case): คาดสงครามคลี่คลายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 92.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนจะปรับลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์/บาร์เรลภายในสิ้นปี 2570  2.กรณีคลี่คลายเร็ว (โอกาสเกิดน้อย): ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยที่ 77.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะมีไม่มากและใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้  3.กรณีรุนแรง : ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 130 ดอลลาร์/บาร์เรล และพุ่งทะลุจุดสูงสุดเกิน 150 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ ภาวะถดถอย (Recession)

    ทั้งนี้ ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซ LNG เพราะเส้นทางขนส่งตะวันออกกลางยังมีผลต่อ การขาดแคลนปุ๋ย (กระทบผลผลิตการเกษตร), วัตถุดิบปิโตรเคมี (กระทบภาคอุตสาหกรรมพลาสติกและสิ่งทอ) และ ฮีเลียม (จำเป็นต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลก)

    เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงหลังโควิดปี 2565 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปี 2565 ยังมีอุปสงค์คงค้าง (Pent-up demand) เป็นตัวรองรับ วันนี้พื้นฐานทางการเงินของครัวเรือนอ่อนแอลงมาก และต้องรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงผ่าน 4 ช่องทางพร้อมกัน: 1.ภาคการท่องเที่ยวซบเซา: ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นที่ลดลง ทำให้ KKP Research ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ลงเหลือ 31.2 ล้านคน (จากเดิม 35.1 ล้านคน) ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และการขนส่ง

    2.  การส่งออกเผชิญแรงกดดัน: จากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น, อุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอลงในตลาดคู่ค้าหลัก (สหรัฐฯ จีน ยุโรป ญี่ปุ่น) และความเสี่ยงจากการสอบสวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ  3 กำลังซื้อครัวเรือนหดตัว: ราคาพลังงาน (คิดเป็น 14% ของตะกร้าการบริโภค) ที่พุ่งสูงขึ้นจากการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล จะกดดันกำลังซื้ออย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย 4.หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน: รัฐบาลมีพื้นที่ทางนโยบายการคลังจำกัด การเติบโตของ GDP ที่ต่ำลงและการอุดหนุนเพื่อลดภาระประชาชน อาจดันให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ทะลุเพดาน 70% เร็วขึ้น

    แม้ในภาวะ Stagflation ธนาคารกลางทั่วโลกมักตัดสินใจลำบาก แต่ KKP Research ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายไปในทางผ่อนคลายมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากบริบทเงินเฟ้อของไทยเพิ่งพ้นจากภาวะติดลบ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อพุ่งสูงต่อเนื่องมีน้อยกว่าในปี 2565  คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และมีโอกาส ปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมลงสู่ระดับ 0.75% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2569 เพื่อพยุงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ก่อนจะปรับขึ้นกลับสู่ 1.0% ในปี 2570

    ** KKP Research **

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/66152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w2t_njyBlqtj1cyBrAKSU

  • ‘เอกนิติ’ แจ้งข่าวดี ‘มูดี้ส์’ ขยับOutlookไทย ชี้การเมืองนิ่ง-ปลดล็อกภาษีสหรัฐฯหนุน!

    ‘เอกนิติ’ แจ้งข่าวดี ‘มูดี้ส์’ ขยับOutlookไทย ชี้การเมืองนิ่ง-ปลดล็อกภาษีสหรัฐฯหนุน!

    ไทยคืนฟอร์ม! ‘เอกนิติ’ แจ้งข่าวดีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ‘มูดี้ส์’ ขยับ Outlook ไทยเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ จากระดับเดิมที่ ‘เชิงลบ’ ชี้รัฐบาลมีเสถียรภาพช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง การันตีความต่อเนื่องของนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ชมเปาะไทยปลดล็อกเจรจาภาษีสหรัฐฯ ฉลุยหนุน พร้อมมองวิกฤติพลังงานโลกกดดันเศรษฐกิจแต่ยังอยู่ในกรอบ

    21 เม.ย. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ‘มูดี้ส์ (Moody’s)’ ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ ‘เชิงลบ (Negative Outlook)’ เป็นระดับ ‘มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)’ และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    โดย มูดี้ส์ มองว่า เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป

    ทั้งนี้ การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)

    ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย 

    สำหรับหนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในปีงบประมาณ 2569 และ 62% ในปีงบประมาณ 2571 อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้ ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ 6% ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือน มี.ค. 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 45% ถึง 50% ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่ มูดี้ส์จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล

    “จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว และในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต” นายเอกนิติ ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/983496/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PwSQW7V72FOKoMzSusQTY

  • ‘ภราดร’เผยคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้า ครม. เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

    ‘ภราดร’เผยคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้า ครม. เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

    “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้า ครม. สัปดาห์นี้ เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องติดงานต่างประเทศ ยืนยันมีงบนำมาใช้แน่นอน มั่นใจรัฐบาลบริหารจัดการได้

    วันที่ 21 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานสะอาด คาดว่าจะเข้าที่ประชุม ครม. วันนี้หรือไม่ว่า ยังไม่มี เนื่องจากกระทรวงการคลังกำลังดูรายละเอียดในเรื่องนี้อยู่

    ส่วนการดูแลค่าไฟ ให้กับกลุ่มเปราะบาง จะมีการพิจารณาหรือไม่ไม่นั้น นายภราดร เผยว่า ความจริงในเรื่องนี้จะมีการจัดทำเป็นขั้นบันได ซึ่งผู้ที่ใช้ไฟน้อยปกติจ่ายอยู่ที่ราว 2 บาทกว่าต่อหน่วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะมีการปรับเกณฑ์บันไดค่าไฟใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดือนมิถุนายนนี้ เพราะมาตรการเดิมจะสิ้นสุดในเดือนพฤษภา 

    พร้อมกันนี้ นายภราดร ยังชี้แจงกรณีโครงการ คนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันนี้ เนื่องจากยังไม่ได้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ จึงมีการขยับการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ออกไป

    ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวว่างบประมาณมีไม่มี รัฐบริหารจัดการได้ เพราะมีหลายช่องทางที่สามารถทำได้ ทั้งการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ซึ่งจะดำเนินการอย่างแน่นอน รวมถึงงบกลางฉุกเฉินบางส่วน ก็ยังนำไปใช้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1230464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x6mIPaeTfOHF-HH9Enf5h

  • ขยายระยะเวลารับสมัคร ตำแหน่ง นักวิจัยการตลาดและอุตสาหกรรมสื่ออาวุโส – ไทยพีบีเอส

    ขยายระยะเวลารับสมัคร ตำแหน่ง นักวิจัยการตลาดและอุตสาหกรรมสื่ออาวุโส – ไทยพีบีเอส

    ขยายระยะเวลารับสมัคร ตำแหน่ง นักวิจัยการตลาดและอุตสาหกรรมสื่ออาวุโส

    ลงประกาศวันที่ 22 เม.ย. 69

    ระยะเวลารับสมัคร

    22 เมษายน – 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

    วุฒิการศึกษา

    • จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือ ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ/การตลาด นิเทศศาสตร์/วารสารศาสตร์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจผู้บริโภคเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน หรือสาขาอื่นๆ ที่ ส.ส.ท. พิจารณาว่าเหมาะสม

    ประสบการณ์ทำงาน

    1. มีประสบการณ์ทำงานด้านวิจัยการตลาดและอุตสาหกรรมสื่อ หรืองานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป
    2. มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค (Marketing Research)
    3. มีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป

    คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง

    1. มีความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถด้านการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค (Marketing Research)
    2. มีความยืดหยุ่น เปิดกว้างกับโจทย์เชิงทดลองและโจทย์การทำงานสื่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Resilience)
    3. มีความสามารถในการวิเคราะห์ วิพากษ์ข้อมูล (Critical Thinking)
    4. มีความรับผิดชอบ สามารถในการบริหารจัดการตนเอง อย่างมีวุฒิภาวะ (Independence & Maturity)
    5. มีความรู้ ความเข้าใจ และใช้งานสถิติขั้นพื้นฐาน เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย เป็นต้น
    6. รู้จักและติดตามผลงาน เนื้อหาของไทยพีบีเอส และแบรนด์ในเครือ รวมถึงมีความสนใจเปิดรับเนื้อหาในสื่ออย่างหลากหลาย โดยเฉพาะเนื้อหาและรูปแบบที่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ (Media Habits)

    หน้าที่ความรับผิดชอบ

    1.ศึกษาและวิเคราะห์การนำเสนอเนื้อหาและการแข่งขันของแบรนด์สื่อ (เน้นสื่อทีวี)

    • วิเคราะห์การนำเสนอเนื้อหา และรูปแบบรายการ
    • สรุปข้อค้นพบจากการวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับสถิติการรับชมที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และตรวจสอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง

    2.ประเมินคุณภาพและคุณค่าของรายการ

    • ออกแบบแนวทางการประเมิน รวมถึงพัฒนาตัวชี้วัด ให้สอดคล้องกับรายการ
    • ดำเนินกระบวนการประเมิน ด้วยการคัดเลือกรายการ และนำส่งลิ้งก์ออนไลน์ให้กับกรรมการผู้เชี่ยวชาญ
    • สรุปผลการประเมินประสานและสนับสนุนงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์องค์การ

    3.ศึกษาและวิเคราะห์ผู้ชม ผู้ใช้งานสื่อที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ด้วยกระบวนการเชิงคุณภาพ

    • สนับสนุนการจัดกระบวนการศึกษาและวิเคราะห์ผู้ชม ผู้ใช้งานสื่อที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ด้วยกระบวนการเชิงคุณภาพ
    • สรุปประเด็นสำคัญจากการศึกษา เพื่อนำไปสื่อสาร หรือเผยแพร่ได้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร

    4.บริหารจัดการโครงการวิจัย

    • บริหารจัดการโครงการวิจัย ให้คำแนะนำ และประสานความร่วมมือกับทีมวิจัย ให้สามารถดำเนินการวิจัย ผลิตเอกสารวิชาการ และเผยแพร่ทั้งภายในและนอกองค์กร

    สมัครทางออนไลน์

    ผู้ที่สนใจสามารถนำส่งประวัติส่วนตัว พร้อมหลักฐานการสมัครงาน ได้ที่ : www.thaipbs.or.th/Career 

    ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือก

    www.thaipbs.or.th/JOB

    ………………………………………………………………..
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    ฝ่ายความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ สำนักทรัพยากรมนุษย์
    โทรศัพท์ : 0-2790-2206
    ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 18.00 น. เว้นวันหยุดราชการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/careers/opening/50141-2/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O3xCNRPdDYcqbt1bvl0Rr

  • ‘

    ‘เสมา1’ เคาะ 5 นโยบาย ย้ำเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทกรรม “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” เตรียมเวิร์คช็อปทีมการศึกษาไทยเข้มข้น

    วันที่ 20 เมษายน 2569  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้เป็นการให้นโยบายกับข้าราชการและผู้บริหารในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเมื่อช่วงเช้านายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูลได้ให้นโยบายการจัดทำงบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยให้แต่ละกระทรวงนำไปเป็นแผนงานในการปฎิบัติ และนำมาเปลี่ยนแปลงเป็นกรอบนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ 5 ภารกิจหลัก ดังนี้

    1. “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” 
    ที่ผ่านมาครูมีภารกิจทั้งงานเอกสาร ภารกิจที่เกี่ยวกับการจัดอาหารกลางวันของเด็ก และภารกิจที่ครูทำเพิ่มเติมหลายโครงการ ทำให้เวลาที่เหลือในการเรียนการสอนมีน้อย จึงได้ให้แนวทางการสั่งยุบรวมโครงการที่ซ้ำซ้อนให้ลดลง และนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล AI เข้ามาใช้แบ่งเบาภาระด้านเอกสารงานธุรการ รวมถึงการปรับเกณฑ์ประเมินผู้บริหารที่ต้องนำผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นหลักแทนการสะสมรางวัล สิ่งที่ให้ความสำคัญคือผู้เรียนและความเหลื่อมล้ำของช่องว่างระหว่างในเมืองกับชนบท และเรื่องของบัณฑิตที่จบมาแล้วขาดทักษะแรงงานที่ยุคใหม่ต้องการ

    2. รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 
    “นโยบายเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทะกรรม ทรัพยากรต้องพุ่งตรงไปสนับสนุนเด็กที่ขาดแคลนและโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุด” จึงต้องการรื้อสูตรงบประมาณรายหัวเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จัดสรรตามความต้องการอย่างแท้จริงตามความจำเป็นของบริบทพื้นที่ รวมถึง Thailand Zero Dropout ทำให้เด็กหลุดระบบการศึกษาไทยเป็น 0 ให้ได้ ยกระดับทุน ODOS รูปแบบใหม่เพื่อรับประกันว่าเด็กเก่งเด็กเรียนดีทุกอำเภอได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน ส่วนการลดภาระครูเรื่องอาหารกลางวันจะนำร่องระบบครัวกลางหรือ “Cloud Kครitchen” เพื่อให้ครูไม่ต้องเหนื่อยหรือกลายเป็นครูแม่ครัวไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้างในเรื่องนี้อีกต่อไป ตามเป้าหมายคือที่โรงเรียนนวัตกรรมที่จะเป็น Sandbox พื้นที่นำร่อง ให้ครูได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนการสอนโดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง

    3. “ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง” 
    เปลี่ยนจากท่องจำหลักสูตรฐานสมรรถนะ นำหลักคิดวิเคราะห์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยเตรียมความพร้อมเปลี่ยนเป็นการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณในฐานะเครื่องมือสร้างสรรค์ เพื่อนำเป็นแนวทางในการสอบ PISA ที่ ORCD ใช้เป็นเกณฑ์วัดในปี 2029 โดยจะตั้งคณะกรรมการ Human Capital Superboard เป็นบอร์ดใหญ่พัฒนาทุนมนุษย์ ดึงเครดิตแบงค์ ระบบ E-Portfolio ให้การเรียนไร้รอยต่อ ร่วมงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้ององค์กรระดับโลกเพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นพลเมืองโลก

    4. “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง” 
    ทั้งมิติของร่างกายและจิตใจ นำศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ จากโมเดล “AOC” ที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง จัดทีมขึ้นมาเพื่อปกป้องเด็กและบุคลากรทางการศึกษาจากภัยทุกรูปแบบ รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่อันตรายจากระบบน้ำ ไฟ อาคารสถานที่ ให้ปลอดภัย โรงเรียน

    5. “สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่” 
    ผลักดันให้เป็นธรรมนูญการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ ปลดล็อกหลักสูตรที่ไม่ทันโลกพัฒนาสนับสนุนวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อคุ้มครองผู้เรียนที่หลากหลาย 
    “นี่คือ 5 เรื่องหลัก ที่อยากให้แปลงนโยบายไปสู่การปฎิบัติ ทุกอย่างต้องใช้เวลาและใช้พลังจากพวกเราทุกคนในกระทรวงที่จะต้องทำงานร่วมกัน “การศึกษาแยกจากการเมืองเด็ดขาด” ไม่ให้เรื่องการเมืองมาทำลายระบบการศึกษาใช้การตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่แน่นอนสู่ความถูกต้อง สวมหมวกทีมการศึกษาไทยทีมที่ไม่มีใครคิดร้ายต่อการศึกษาและสร้างเด็กขึ้นมาให้เป็นอนาคตของชาติ ถ้าเราต้องการ Education for All ต้องเริ่มจาก All for Education และในสัปดาห์หน้าเราจะจัดเวิร์คช็อปทำงานเชิงรุก สร้าง Blueprint ขึ้นมาใหม่โดยนำผู้ที่มีประสบการณ์เข้ามามีส่วนร่วมวางกรอบการทำงาน เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนด้านการศึกษา การศึกษาที่ประสบความสำเร็จประเทศเจริญ เริ่มต้นจากการสร้างระบบการศึกษาที่เด็กทุกคนได้รับความคุณภาพเท่าเทียม สร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองของโลกนี่คือเป้าหมาย ทีมกระทรวงศึกษาธิการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ยกระดับพลมนุษย์ให้เป็นภารกิจเร่งด่วนและสำคัญที่สุดของประเทศนี้” รมว.ศธ.กล่าว

    รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องการที่จะดูแลนักเรียน คุณครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเข้มข้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือเราจะดูแลผู้เรียน พร้อมลดขั้นตอนการตรวจราชการแนวปฏิบัติใหม่ แก้ปัญหาหาให้ได้จริงในพื้นที่ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดตั้งศูนย์ขึ้น เพื่อในอนาคตจะสามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกหน่วยงาน

    พบพร ผดุงพล / ข่าว


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70516&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y6zDvaL5KOG6fOX44Qnec

  • สปน. เดินหน้า “HR ดิจิทัล” ควบคู่เสริมอุปกรณ์ไอที รองรับงานยุคใหม่ ทำงานได้ทุกที่ ข้อมูลแม่นยำ ปลอดภัย

    สปน. เดินหน้า “HR ดิจิทัล” ควบคู่เสริมอุปกรณ์ไอที รองรับงานยุคใหม่ ทำงานได้ทุกที่ ข้อมูลแม่นยำ ปลอดภัย

    สปน. เดินหน้า “HR ดิจิทัล” ควบคู่เสริมอุปกรณ์ไอที รองรับงานยุคใหม่ ทำงานได้ทุกที่ ข้อมูลแม่นยำ ปลอดภัย


    22/04/2569 | 46 |

    (๒๑ เม.ย. ๖๙) นางชื่นชีวัน ลิมป์ธีระกุล รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารและจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ สำนักนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๓/๒๕๖๙ ณ ศูนย์ปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ดิจิทัล ชั้น ๒ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผ่านระบบการประชุม Microsoft Teams

    รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบโครงการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน ๒ โครงการสำคัญ ซึ่งมุ่งยกระดับการทำงานภายในองค์กรให้ทันสมัย เชื่อมโยงข้อมูลเป็นระบบ และรองรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

    ๑. โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพื่อพัฒนาระบบงานบุคคลให้ทำงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเดียว บูรณาการงาน HRM และ HRD เชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ DPIS ทำให้ข้อมูลบุคลากรมีความถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และปลอดภัย พร้อมมีระบบวิเคราะห์ข้อมูล (HR Analytics) และ Dashboard สำหรับผู้บริหาร ใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย อีกทั้งสามารถรองรับการเรียนรู้และการปฏิบัติงานได้ทุกที่ ทุกเวลา

    ๒. โครงการจัดหาครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์เพิ่มเติม โดยจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เพื่อรองรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Anywhere) ให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง คล่องตัว และไม่กระทบต่อภารกิจการให้บริการประชาชน

    รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการทั้งสองช่วยแก้ข้อจำกัดเดิมที่ระบบงานบุคคลแยกส่วน ข้อมูลกระจัดกระจาย และอุปกรณ์ไม่เพียงพอสำหรับการทำงานนอกสถานที่ นำไปสู่การทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล เสริมความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ และเพิ่มศักยภาพบุคลากรให้สอดรับกับการขับเคลื่อนองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496518&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TP-L_E5KS7yoxCTWDnzIN

  • สรรพสามิตชง “เอกนิติ” เคาะ “รถเก่าแลกรถใหม่” พ.ค.นี้

    สรรพสามิตชง “เอกนิติ” เคาะ “รถเก่าแลกรถใหม่” พ.ค.นี้

    เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวถึงโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย เพื่อลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่า ศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ทบทวนผลการศึกษาโครงการในอดีต โดยจะรวบรวมข้อมูลปริมาณการผลิตและความต้องการซื้อรถยนต์ประเภท รถอีวี และรถไฮบริด ที่ผลิตในประเทศ

    รวมทั้งการกำหนดอายุรถเก่าและเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ ตลอดจนงบประมาณดำเนินโครงการ คาดว่าผลการศึกษาจะเเล้วเสร็จและเสนอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ภายในกลางเดือน พ.ค.นี้ พร้อมย้ำว่าให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการรถเก่าไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม

    ก่อนหน้านี้ มีรายงานจากกระทรวงการคลัง ระบุถึงแนวทางดำเนินโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ อาจจำกัดสิทธิเพียง 10,000 – 20,000 คัน โดยจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคารถ ผ่านค่ายรถในรูปแบบคูปอง หรือส่วนลดภาษี สำหรับแลกรถใหม่ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น ส่วนรถเก่าที่รับเข้าโครงการ เบื้องต้นอาจหาตลาดจำหน่ายออกนอกประเทศ

    ขณะที่นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอรั กำหนดราคารถในโครงการ ควรอยู่ที่ระดับ 800,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มราคาที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 40 เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและรักษาการจ้างงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ หลังยอดขายในประเทศลดลง 3 ปีต่อเนื่อง

    ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารพร้อมปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟท์โลน เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงิน หรือนอนแบงก์ กล้าปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อีวี ไฮบริดและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 5-10 ต่อปี พร้อมย้ำว่าประชาชนสามารถขอสินเชื่อโครงการนี้ได้ถึงปี 2570 แต่ต้องเป็นการซื้อรถใหม่ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น ไม่สามารถกู้ซื้อรถมือสองตามนโยบายรัฐ

    อ่านข่าว

    เช็กเงื่อนไข โครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่2569” นำร่อง 10,000-20,000 คันในปีนี้

    2 สมาคมเอทานอลฯ หนุนโครงการ “รถเก่าแลกใหม่” ยกระดับยานยนต์มลพิษต่ำ

    หากเพดาน “หนี้สาธารณะ” แตะ 75% ภาระผูกมัดอะไรบ้างที่คนไทยต้องแบกรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504918&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o47hD8KPjvOjPS6d62yKK

  • อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัวโครงการของสหภาพยุโรปเพื่อสนับสนุนผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมา – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัวโครงการของสหภาพยุโรปเพื่อสนับสนุนผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมา – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัวโครงการของสหภาพยุโรปเพื่อสนับสนุนผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมา

    อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัวโครงการของสหภาพยุโรปเพื่อสนับสนุนผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมา

    วันที่นำเข้าข้อมูล 21 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 21 เม.ย. 2569

    | 18 view

    เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นางสาวพินทุ์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัวโครงการสนับสนุนผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมา (ผภร.) จัดโดยสหภาพยุโรป ภายใต้หัวข้อ “Supporting Thailand’s Transition to Self-Reliance & Inclusion: Preparing Myanmar Displaced Persons for Inclusive Future” ณ โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ เพลินจิต โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม รวมถึงผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่มีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือ ผภร. ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับ ผภร.

    อธิบดีฯ ร่วมกล่าวเปิดงานกับนาง Luisa Ragher เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และผู้แทน ผภร. โดยได้แสดงความขอบคุณสหภาพยุโรปที่ให้ความช่วยเหลือแก่ ผภร. มาเป็นระยะเวลานาน และการเพิ่มความช่วยเหลือจาก 12 ล้านยูโรเป็น 15 ล้านยูโรสำหรับห้วงปี 2569 – 2571 ซึ่งได้ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตของ ผภร. โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและสาธารณสุข ให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

    อธิบดีฯ เสริมว่า ปัจจุบัน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติอยู่ระหว่างจัดทำแผนงาน (Roadmap) เพื่อแก้ไขปัญหา ผภร. อย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองตามนโยบายการอนุญาตให้ ผภร. ออกมาทำงานนอกพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ โดยรัฐบาลไทยยินดีร่วมมือกับสหภาพยุโรปและประเทศต่างๆ ในการขับเคลื่อนแผนงานนี้ต่อไป


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/supporting-th-transition-selfreliance-inclusion-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3d815e39c306002aac5&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nNmUvGFCb6JLqPkpC77kL