Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อุ๊ย ! อี๊ด โปงลาง โพสต์คลิปรวมศิษย์ RS แต่ทำหลุดโฟกัสชอตใกล้ชิด ใบเตย – ฟิล์ม – ผู้หญิง

    อุ๊ย ! อี๊ด โปงลาง โพสต์คลิปรวมศิษย์ RS แต่ทำหลุดโฟกัสชอตใกล้ชิด ใบเตย – ฟิล์ม – ผู้หญิง

    เล่นเอาหลายคนจับตามอง เมื่อล่าสุด (21 เมษายน 2569) อี๊ด โปงลางสะออน ได้ออกมาโพสต์คลิปโมเมนต์รวมตัวพี่น้องร่วมค่าย RS ในตำนาน ทั้ง ฟิล์ม รัฐภูมิ, ใบเตย อาร์สยาม, ลาล่า – ลูลู่ มารวม …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://women.kapook.com/view300479.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BK_OFr8jTahrXoCrlLqto

  • ‘ใบเตย’ โต้ข่าว ‘ฟิล์ม’ จ่ายค่าเทอมลูกให้ ยัน แค่โทรหา ปรึกษาเรื่องขายรถ เอาเงินมาจ่ายค่าเรียน

    ‘ใบเตย’ โต้ข่าว ‘ฟิล์ม’ จ่ายค่าเทอมลูกให้ ยัน แค่โทรหา ปรึกษาเรื่องขายรถ เอาเงินมาจ่ายค่าเรียน

    ‘ใบเตย’ โต้ข่าว ‘ฟิล์ม‘ จ่ายค่าเทอมลูกให้ ยัน แค่โทรหา ปรึกษาเรื่องขายรถ เอาเงินมาจ่ายค่าเรียน. 21 เม.ย. 2569 20:02 น. News Update. แชร์ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/news-update/1182924&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pIH8asT0DcKph115q5GU3

  • อนุทิน ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทำงบฯ70 ยืนกรอบงบฯเดิม 3.788 ล้านล้าน

    อนุทิน ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทำงบฯ70 ยืนกรอบงบฯเดิม 3.788 ล้านล้าน

    วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมพิจารณาพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง (กค.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมการพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 เพื่อเป็นการกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี ประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย และวิธีการเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โครงสร้างงบประมาณ รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย ประมาณการรายรับ และฐานะการคลังรัฐบาล เป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามปี

    การพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเศรษฐกิจทั่วโลก ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในทรัพยากรที่น้อยลง

    ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณฯ มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ดังนั้น เพื่อให้การเปิดประชุมจัดทำงบประมาณรายจ่าย ยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จะต้องมีการตัดลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด รวมถึงแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

    โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ไว้ตามกรอบวงเงินเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยมีประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ จำนวน 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 79,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.7 และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4 ซึ่งสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง  (ปีงบประมาณ 2570 -2573) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 และมีสัดส่วนทางการคลังต่าง ๆ เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ

    ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ที่ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อความมั่นคงทางพลังงานและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลก โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาดำเนินภารกิจของหน่วยรับงบประมาณเป็นลำดับแรก และพิจารณาแหล่งเงินอื่นเพื่อดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ เช่น เงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย เพื่อลดภาระงบประมาณในภาพรวมของประเทศ 

    สำนักงบประมาณ จะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569

    ย้ำว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” ยึดหลักความคุ้มค่า และZero-based Budgeting พิจารณาความจำเป็น เร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน รวมทั้งให้พิจารณาถึงความครอบคลุมของทุกแหล่งเงิน  

    “โดยมีหลักปฏิบัติว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น” นายกรัฐมนตรีย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OdThqdeOhZjYHAVu86HMS

  • นายกฯ สั่ง 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทบทวน งบปี 70 เข้มข้น รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    นายกฯ สั่ง 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทบทวน งบปี 70 เข้มข้น รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    วันนี้ (22 เมษายน) เวลา 10.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดงบประมาณประจำปี การประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย วิธีชดเชยการขาดดุลงบประมาณ รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย ประมาณการรายรับ และฐานะการคลังของรัฐบาลล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยการทบทวนวงเงินงบประมาณในครั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย

    ดังนั้น ภาครัฐมีความจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก และเพื่อให้การจัดทำงบประมาณยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และเสริมความเข้มแข็งด้านการคลัง จึงจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง โดยก่อนหน้านี้ได้มอบนโยบายให้ส่วนราชการต่าง ๆ รับทราบแนวทางการจัดทำงบประมาณปี 2570 แล้ว

    “ขอให้ทุกหน่วยงานพิจารณาทบทวนวงเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับแนวทางที่รัฐบาลได้แจ้งไว้ และให้การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนด เพื่อให้สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และผ่านกฎหมายเพื่อนำมาใช้ได้ภายในวันแรกของปีงบประมาณ 2570” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-economy-budget-2027-review/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fNm0epwaTRqMdYADqCVD3

  • “

    “Moody’s มั่นใจเศรษฐกิจไทย ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ Baa1”


    22/04/2569 | 67 |

    “Moody’s มั่นใจเศรษฐกิจไทย ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ Baa1”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (วันที่ 21 เมษายน 2569) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง Moody’s ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป

    2. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)

    3. การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย

    4. หนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 และ 62 ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้ ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 6 ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน

    5. นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือนมีนาคม 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 45 ถึง 50 ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    6. ปัจจัยสำคัญที่ Moody’s จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล

    จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า “การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือในครั้งนี้สะท้อนว่า พื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้นมาถูกทาง โดยเรามุ่งดูแลเศรษฐกิจและประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้าควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่องและทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

    #กรมประชาสัมพันธ์


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07SKOUk-0gG6uwJR-eh9_0

  • จับตาประชุม ครม. เศรษฐกิจ 27 เม.ย. นี้ ชี้ชะตาแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาท

    จับตาประชุม ครม. เศรษฐกิจ 27 เม.ย. นี้ ชี้ชะตาแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาท

    เส้นทางจัดสรรงบประมาณและการกู้เงิน

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจในวันที่ 27 เมษายน 2569 ถือเป็น “จุดตัดสำคัญ” ของรัฐบาลอนุทิน2 ในการวางรากฐานการคลัง โดยมีวาระสำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญของแหล่งเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งพิจารณาตัดลดงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ในส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงาน การเดินทาง และการก่อสร้างอาคารใหม่ เพื่อนำเม็ดเงินมาหมุนเวียนช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ประเมินวงเงินจากการโอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 เพื่อสรุปตัวเลขที่ชัดเจนก่อนพิจารณาทางเลือกอื่น

    ส่วนของกระแสข่าวการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ชี้แจงข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าสามารถทำได้หากมีกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธว่ายังไม่มีมติดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเพียงการอธิบายในเชิงหลักการกฎหมายเท่านั้น ซึ่งที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจครั้งนี้ จะเป็นเวทีตัดสินใจว่ารัฐบาลจะเลือกใช้ช่องทางใดในการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังน้อยที่สุด

    มุมมองและข้อกังวลต่อเพดานหนี้

    ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องวินัยการเงินการคลัง หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าหากมีการกู้เงินเพิ่ม 5 แสนล้านบาท อาจส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งชนเพดานเดิมที่ 70% ของ GDP ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายเพดานหนี้เป็น 75% หรือ 80% ในอนาคต ฝ่ายคัดค้านมองว่าการออก พ.ร.ก. เป็นการเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร ต่างจากกระบวนการของ พ.ร.บ. งบประมาณปกติ

    ขณะที่ ดร.รุ่งเรือง ทิพยศิริ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ให้ความเห็นว่า “การขยายเพดานหนี้อาจเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่รัฐบาลควรเน้นการสนับสนุนภาคการผลิตและการสร้างงาน มากกว่าการใช้จ่ายผ่านนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว”

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 10% ที่ตกเป็นที่สนใจ โดยข้อเท็จจริงระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงผลการศึกษาของกรรมาธิการวุฒิสภาเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเสนอของรัฐบาลแต่อย่างใด ความหลากหลายของมุมมองนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับภาระหนี้สาธารณะที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ จะเป็นกุญแจสำคัญที่บ่งชี้ว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน หากรัฐบาลตัดสินใจใช้การกู้เงิน จะต้องเผชิญกับโจทย์หินเรื่องความเชื่อมั่นต่อวินัยการคลัง และการตีความความจำเป็นเร่งด่วนตามเงื่อนไขกฎหมาย ในทางกลับกัน หากเน้นการบริหารจัดการงบประมาณปกติ ก็อาจต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเม็ดเงินลงทุน

    แนวโน้มในอนาคตจึงขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณปี 2569 และ 2570 ที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ หากรัฐบาลสามารถนำเสนอแผนการใช้เงินที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transition) เช่น การลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลได้สำเร็จ ย่อมจะลดแรงต้านจากภาคสังคมและสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวได้มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/741279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DzEHWMaCR3ocP8D7herCN

  • สกุณาซ่อนรัก ฟิล์ม-เทศน์-เพิร์ธ พลิกบทบาทสุดแซ่บ เริ่ม 27 เม.ย. นี้ – Dodeden.com

    สกุณาซ่อนรัก ฟิล์ม-เทศน์-เพิร์ธ พลิกบทบาทสุดแซ่บ เริ่ม 27 เม.ย. นี้ – Dodeden.com

    ช่องวัน31 ส่งซีรีส์โรแมนซ์แห่งปี “สกุณาซ่อนรัก” ดึง 2 พระเอก ฟิล์ม ธนภัทร และ เทศน์ ไมรอน ประชันฝีมือเดือด แย่งชิงหัวใจ เพิร์ธ วีริณฐ์ศรา.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://dodeden.com/sakuna-son-rak-one31-film-tate-perth/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xHfesoUAnhI2k4vicrel-

  • ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ งัดยุทธการประหยัดต้นทุน ปรับเป้ายอดขาย ‘ไม่ขึ้นราคาสินค้า’ – กรุงเทพธุรกิจ

    ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ งัดยุทธการประหยัดต้นทุน ปรับเป้ายอดขาย ‘ไม่ขึ้นราคาสินค้า’ – กรุงเทพธุรกิจ

    กว่า 1 เดือนของการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อ “ต้นทุนการผลิตสินค้า” ถ้วนหน้า; “ฟาร์มเฮ้าส์” เผยทันทีที่น้ำมันในตลาดโลกพุ่ง ราคาฟิล์มปรับเพิ่มทันควัน บ้างขึ้นราคา 30% …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1230616&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SjBMiNnJJD804dA7NS9mY

  • สงครามสาดพิษน้ำมันแพง ‘แอตต้า’ ชี้เที่ยวบินจีนเข้าไทยลดลง 30% คาดหยุดยาว ‘วันแรงงาน’ ไม่คึกคัก

    สงครามสาดพิษน้ำมันแพง ‘แอตต้า’ ชี้เที่ยวบินจีนเข้าไทยลดลง 30% คาดหยุดยาว ‘วันแรงงาน’ ไม่คึกคัก

    ‘แอตต้า’ (ATTA) ประเมิน ‘เที่ยวบินจีน’ เข้าไทยลดลง 30% หลังสงครามตะวันออกกลางสาดพิษน้ำมันแพง ทุบสายการบินกระอักต้นทุนพุ่ง สะเทือนตลาด ‘นักท่องเที่ยวจีน’ ซึ่งกำลังฟื้นตัวดี เดิมเป็นความหวังชดเชยการหายไปของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยุโรปในช่วงโลว์ซีซัน คาดช่วงหยุดยาว ‘วันแรงงาน’ การเดินทางทรงตัว ไม่คึกคักอย่างที่หวังไว้

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ “สายการบินจีน” บางสายทยอยปรับลดเที่ยวบินระหว่างประเทศในช่วงตารางบินฤดูร้อนของปี 2569 จากปัจจัยราคาน้ำมันแพงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนโดยตรง ทำให้ประเทศไทยซึ่งมีฐานลูกค้านักท่องเที่ยวจีนเป็นหลักได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

    “เดิมคาดการณ์ว่าเที่ยวบินจากจีนเข้าไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามดีมานด์การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันคาดว่าปริมาณเที่ยวบินเส้นทางไทย-จีน น่าจะปรับลดลง 30% เทียบกับช่วงปกติ”

    ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลางนับเป็นสถานการณ์ที่ภาคเอกชนท่องเที่ยวต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมอุตสาหกรรมการบิน และการท่องเที่ยวในตอนนี้ ทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) ต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนพุ่งสูงขึ้นจนไม่กล้าแบกรับความเสี่ยงในการวางแผนธุรกิจระยะยาว 

    “ตอนนี้ผู้ประกอบการที่ทำชาร์เตอร์ไฟลต์มองภาพได้แค่ 1 เดือนล่วงหน้าเท่านั้น เพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีความแน่นอนเลย วางแผนระยะยาวได้ยากมาก เนื่องจากต้นทุนต่างๆ อาจดีดตัวขึ้นเป็นเท่าตัวได้ทุกเมื่อ หากสถานการณ์ยังไม่นิ่ง อาจเห็นการชะลอตัวของการขับรถเที่ยวจากกลุ่มตลาดอาเซียนด้วย เพราะนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องจำกัดค่าน้ำมัน ส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวมากขึ้น”

    สำหรับเทศกาลหยุดยาววันแรงงานของประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 1-5 พ.ค.2569 ตามปกติควรจะมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 30% แต่ในปีนี้กลับพบว่ายอดการเดินทางยังคงอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างที่คาดการณ์ไว้ 

    “พฤติกรรมการเดินทางส่วนใหญ่ของนักท่องเที่ยวจีนในตอนนี้เปลี่ยนเป็นเดินทางด้วยตัวเอง (F.I.T.) มากกว่ามาเป็นกรุ๊ปทัวร์ (G.I.T.) ขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น คาดว่าหลังผ่านพ้นช่วงหยุดยาววันแรงงานไปแล้ว ภาพรวมของตลาดนักท่องเที่ยวจีจะมีความชัดเจนมากขึ้นว่าจะเป็นไปในทิศทางใด โดยเฉพาะในช่วงหลังเดือนมิ.ย. เป็นต้นไป” นายธนพล กล่าว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1230617&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lXXA-BKfhxvhQFIFC_NWJ

  • แฉพฤติกรรมแย่ ๆ พนักงานเทขยะลงแม่น้ำ แหล่งท่องเที่ยวดัง

    แฉพฤติกรรมแย่ ๆ พนักงานเทขยะลงแม่น้ำ แหล่งท่องเที่ยวดัง

    แฉพฤติกรรมแย่ ๆ พนักงานเทขยะลงแม่น้ำ แหล่งท่องเที่ยวดัง

    access_time21 เม.ย. 2569 เวลา 16:07:00

    358 Views

                  ผู้ใช้ TikTok @poolom_nawiang แฉพฤติกรรมแย่ ๆ ของพนักงานสถานประกอบการท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ที่น้ำตก จ.นครนายก ได้เอาขยะมาเททิ้งลงแม่น้ำแบบไม่แคร์สายตาใคร แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามแทนที่จะช่วยกันรักษาดูแลแต่กลับทำลายแบบนี้ บันทึกเหตุการณ์วันที่ 20 เม.ย. 69

    บทความที่เกี่ยวข้องกับวิดีโอ

    เรื่องที่คุณอาจสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/video/48533&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n7McgRjKPlyD-RpBLuB9R