… อากาศร้อนจัด. นักวิจัยนาโนเทคได้ต่อยอดนวัตกรรม สีและสารเคลือบภายนอกเพื่อลดความร้อนสำหรับอาคาร และน้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่น รวมถึงเซลล์แสงอาทิตย์ฟิล์ม …
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techhub.in.th/nstda-nanocoating-technology-for-solar-energy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iCIwJy9XaasWy-5pufYHC
Author: ข่าวกรุงเทพฯ
-

ลดค่าไฟ พัฒนาสารเคลือบภายนอก ช่วยลดความร้อนในอาคาร – Techhub
-

วิจัยเผย การออกกำลังกายที่ “สโตรก” กลัวที่สุด! แค่วันละ 10 นาที ลดเสียงอัมพาตได้เยอะ!
อย่ารอให้สาย! วิจัยเผย “วิ่งวันละ 10 นาที” สยบความเสี่ยงสโตรก-อัมพาต หายห่วงเรื่องความดันสูง
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรืออัมพฤกษ์-อัมพาต เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกในลำดับต้นๆ แต่รู้หรือไม่ว่า หนึ่งในวิธีป้องกันที่ผู้เชี่ยวชาญยกให้เป็น “ไม้ตาย” นั้นง่ายแสนง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ และใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาทีต่อวันเท่านั้น นั่นคือ “การวิ่ง” ครับ
ทำไมการวิ่งถึงช่วยป้องกันสโตรก?
อ้างอิงข้อมูลจาก WebMD และผลการศึกษาขนาดใหญ่ที่ติดตามชีวิตคนวัยผู้ใหญกว่า 55,000 คน นานถึง 15 ปี พบความจริงที่น่าทึ่งว่า:
-
ลดโอกาสเสียชีวิต: คนที่วิ่งเป็นประจำมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือสโตรก ต่ำกว่าคนไม่วิ่งถึง 45%
-
วิ่งน้อยก็ได้ประโยชน์: แม้แต่คนที่วิ่งไม่ถึง 10 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ ก็ยังมีความเสี่ยงต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่วิ่งเลยอย่างเห็นได้ชัด
-
คุมความดันโลหิต: การวิ่งในระดับปานกลางช่วยลดความดันโลหิตในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันสูงเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของสโตรก
ไม่ใช่แค่ป้องกันสโตรก แต่ “การวิ่ง” ยังให้มากกว่าที่คุณคิด1. ปอดและหัวใจแข็งแรงขึ้น
เมื่อคุณวิ่ง หัวใจและปอดต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อส่งออกซิเจนไปยังเลือดและกล้ามเนื้อ การทำแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การเดินขึ้นบันไดหรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องสบายๆ
2. ปรับอารมณ์ให้แฮปปี้ (Runner’s High)
การวิ่งเพียง 15 นาทีด้วยความเร็วต่ำ ช่วยให้ร่างกายหลั่งสาร Endocannabinoids ซึ่งเป็นสารลดความเจ็บปวดตามธรรมชาติ ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และเติมพลังงานให้ชีวิตได้ดีกว่าการนั่งพักเฉยๆ เสียอีก
3. บำรุงกระดูกให้หนาแน่น
การศึกษาพบว่ากลุ่มคนอายุ 40-85 ปีที่วิ่งสม่ำเสมอ สามารถรักษาหรือเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้ดีกว่าคนทั่วไป ช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนเมื่ออายุมากขึ้น
4. ห่างไกลโรคเรื้อรังและเบาหวาน
การวิ่งช่วยคุมน้ำหนักและลดความเสี่ยงการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ถึง 28% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่วิ่ง
5. อายุยืนขึ้นอีก 3 ปี!
สถิติระบุว่านักวิ่งมีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรต่ำกว่าคนทั่วไป 25-40% และมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3 ปี
คำแนะนำสำหรับมือใหม่:
-
อย่าหักโหม: ควรเริ่มจากเดินสลับวิ่งแล้วค่อยๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ
-
ปรึกษาหมอ: หากคุณมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมการวิ่งเสมอ
การวิ่งเป็นยาที่ราคาถูกที่สุดจริงๆ แค่สวมรองเท้าแล้วก้าวออกไปวันละ 10 นาที สุขภาพเปลี่ยนแน่นอน ลองเริ่มดูเย็นนี้เลยไหม?
- วิจัยสหรัฐฯ ชี้ “โรคหลอดเลือดสมอง” แพ้ทางเครื่องดื่มบ้านๆ ชนิดนี้ คนไทยก็ดื่มกันเยอะ!!
- ยอมหัวเหนียวดีกว่า! แพทย์สหรัฐฯ ย้ำ 5 เวลา “ห้ามสระผม” เคสจริงหามส่ง รพ.น่ากลัวมาก

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885318/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PDHke8UQMM5eegFfv4-2w -
-

สพฐ. จับมือ ไมโครซอฟท์ ปฏิวัติการศึกษาไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ 29,000 โรงเรียน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ร่วมกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการยกระดับระบบการศึกษาไทยผ่านทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยใช้แพลตฟอร์มการศึกษาระดับชาติ National Digital Learning Platform (NDLP) เป็นกลไกหลัก พร้อมประกาศเป้าหมายขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีไปยังโรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศจำนวน 29,000 แห่ง ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แก่เยาวชนไทย
กิจกรรมนำร่องภายใต้ความร่วมมือนี้คือการจัดการแข่งขัน AI Hackathon ในหัวข้อ ‘My Future Community – ชุมชนแห่งอนาคต’ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนนำร่อง 1,018 แห่งที่ใช้งานแพลตฟอร์ม NDLP ได้นำทักษะด้าน AI มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาจริงในท้องถิ่นของตนเอง
โดยมีการคัดเลือกทีมผู้สมัครจนเหลือ 8 ทีมสุดท้ายเพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้ได้ผ่านกระบวนการ Hackathon Workshop เพื่อเรียนรู้การสร้างแนวคิดการแก้ปัญหา การพัฒนาข้อเสนอโครงการ และการสร้างชุมชนอัจฉริยะ (Smart Community) ภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนการนำเสนอผลงานจริง
พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระบุว่าการแข่งขันครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมทักษะดิจิทัลและ AI บนแพลตฟอร์ม NDLP ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และการนำความรู้ไปแก้ปัญหาในโลกจริง ซึ่งเยาวชนที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพแบบครบวงจรสามารถสร้างรูปแบบการนำเสนอผ่านเครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปต่อยอดปฏิบัติได้จริง
ทั้งนี้ สพฐ. มีแผนยุทธศาสตร์ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนการศึกษาใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อย่างยั่งยืน การยกระดับสมรรถนะผู้เรียนรอบด้าน และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงรุก เพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล โดยปัจจุบันแพลตฟอร์ม NDLP มีสื่อการเรียนรู้พร้อมใช้งานกว่า 1,300 เรื่อง ครอบคลุมทักษะสำคัญ 16 ด้านตามกรอบของ World Economic Forum
สุภารัตน์ จูระมงคล ผู้อำนวยการด้านทักษะเอไอ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยแนวคิดของหัวข้อการแข่งขันว่ามีพื้นฐานจากการเชื่อมั่นในศักยภาพของเยาวชนไทยที่จะเป็นผู้สร้างอนาคตของชุมชนผ่านการใช้เครื่องมือ AI เป็นทักษะใหม่ในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข หรือความปลอดภัย
สำหรับเกณฑ์การตัดสินประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก คือ ความชัดเจนและความสมบูรณ์ของกระบวนการตั้งแต่ปัญหาจนถึงผลกระทบ การวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกที่แม่นยำ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของไมโครซอฟท์ เช่น Azure AI หรือ GitHub Copilot ความเป็นไปได้ในการขยายผล และทักษะการนำเสนอและการตอบคำถาม โดยความร่วมมือระยะยาวนี้ ไมโครซอฟท์ได้ส่งมอบหลักสูตรการเรียนรู้ด้าน AI ไว้บนแพลตฟอร์มเพื่อให้เยาวชนเข้าถึงความรู้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา
ผลการแข่งขัน AI Hackathon ในครั้งนี้ ทีมชนะเลิศได้แก่ ทีมตาสระอิสระโอ จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี กับผลงาน “RubberGuard AI” ซึ่งเป็นการใช้ AI ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดความเสียหายจากโรคในสวนยางพาราเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง ได้รับเงินรางวัลเป็นทุนการศึกษา 50,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม KKS re NPK จากโรงเรียนขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ กับผลงาน Smart Fertilizer Management ที่ใช้ระบบตรวจสภาพดินเพื่อแนะนำสูตรปุ๋ย ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 30,000 บาท
และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Bergamot จากโรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพมหานคร กับผลงาน MindMirror ซึ่งเป็นระบบ AI สำหรับตรวจจับช่องว่างความเข้าใจระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท
นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชยอีก 5 รางวัลที่ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท และประกาศนียบัตร
สำหรับการพัฒนาทักษะผ่านแพลตฟอร์ม NDLP
สำหรับเยาวชนที่สนใจคอร์สเรียนบนแพลตฟอร์ม NDLP ไมโครซอฟท์ได้จัดทำและนำขึ้นแพลตฟอร์ม
อย่างครบถ้วนแล้ว โดยมีคอร์สเรียนครอบคลุมดังนี้
- หลักสูตร AI Basics
- หลักสูตร AI Skills for Everyone
- หลักสูตร AI Skills for Business Professionals
- หลักสูตร Microsoft 365 Copilot with Use Cases
- หลักสูตร Power BI for Beginners
- Azure AI: Zero to Hero
- หลักสูตร Prompt Engineering with GitHub Copilot
- หลักสูตร Cloud-native with Azure Container Apps
- หลักสูตร Enhanced Pipeline Security with Azure DevOps
- Machine Learning, Deep Learning, NLP ชื่อคุ้นหู…แต่ไม่รู้คืออะไร
- สำรวจโลก Generative AI: จากทฤษฎีสู่การสร้างสรรค์จริง
- เริ่มต้นการผจญภัยกับ AI จากไอเดียสู่การสร้างจริง
โดย สพฐ. และไมโครซอฟท์จะดำเนินการขยายผลการเข้าถึงแพลตฟอร์มนี้ให้ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดทั้งหมดภายในปี 2569 ตามแผนที่วางไว้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/obec-microsoft-digital-education-schools/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yoGqcDHZtoTJv3K6XWcz4 -

เปิด 5 “ชุดสวัสดิการพื้นฐาน” ช่วยเด็กวิกฤตการศึกษาทั่วประเทศ
กสศ. เดินหน้า 5 ชุดโอกาสช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแบบรายคน ทันที ทันการณ์ ตรงจุด พร้อมบูรณาการวิจัยและปฏิบัติการ สร้างระบบคุ้มครองเด็กอย่างยั่งยืน ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus
ที่ประชุมคณะทำงานพัฒนานวัตกรรมการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมี ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ในฐานะประธานคณะทำงานดังกล่าว มีมติเห็นชอบ “ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา” เพื่อรับมือช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2569 ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคของประเทศไทย โดยผลกระทบดังกล่าวได้กระทบถึงครัวเรือนยากจนที่เปราะบางที่สุด สอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาที่ชี้ชัดว่า ช่วงเปิดภาคเรียนคือจุดวิกฤตทางการเงินของครัวเรือน เพราะรายจ่ายหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาอันสั้น ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบ และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ ทางการศึกษา “แรงกดดันทางการเงินที่สะสมขึ้นในช่วงเปิดเทอม จึงกลายเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่ง เสี่ยงหยุดเรียนหรือหลุดจากระบบการศึกษาไป”
ดังนั้น เพื่อเสริมพลังมาตรการของหน่วยงานหลัก คณะทำงานฯ จึงมีมติเห็นชอบจัด “ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กวิกฤตการศึกษา” ตาข่ายสุดท้ายเพื่อปกป้องไม่ให้เด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา 3 ระดับ ได้แก่
(1) อุปสรรคทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้า
(2) การขาดโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น
(3) การขาดกลไกรองรับในระยะยาว
“มาตรการดังกล่าวจะดำเนินการผ่าน “ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตการศึกษา กสศ.” โดยมุ่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปีทั่วประเทศ ที่อยู่ในภาวะ “วิกฤตสูงสุด” หรือ “กลุ่มสีแดง” เป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เผชิญข้อจำกัดรุนแรงจนไม่สามารถเรียนต่อได้ ต้องออกไปทำงานเพื่อประคองครอบครัว หรือมีเงื่อนไขชีวิตที่ทำให้เส้นทางการเรียนสะดุดลงอย่างฉับพลัน กสศ. ยืนยันว่า การช่วยเหลือเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ต้องเป็นแบบ “รายคน ทันที ทันการณ์ และตรงจุด” เพราะวิกฤตระยะสั้นในชีวิตเด็กเพียงคนเดียว หากไม่ได้รับการแก้ไขทันเวลา อาจนำไปสู่การหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างถาวร” ศ.ดร.สมพงษ์ ระบุ
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา ประกอบด้วย “5 โอกาส” ได้แก่
โอกาสที่ 1 คูปองการเรียนรู้ Learning Plus
สวัสดิการสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาแบบบูรณาการ 3 มิติ ทั้งคอร์สทักษะออนไลน์ฟรี ครอบคลุมทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล และทักษะอาชีพยุคใหม่ รวมถึงการสนับสนุนค่าเดินทางและค่าอาหารเช้า
โอกาสที่ 2 เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่าน Mobile School
แพลตฟอร์มการเรียนรู้ยืดหยุ่นแบบออนไลน์ (Flexible Learning Platform) ที่เชื่อมการเรียนรู้จากชุมชน พื้นที่ทำงาน และชีวิตประจำวัน เข้ากับผู้เรียน ครู โค้ช และพื้นที่การเรียนรู้ในระบบเดียว มุ่งทลายข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ และเปิดโอกาสให้เรียนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
โอกาสที่ 3 SIM พร้อมเรียน
การสนับสนุนอินเทอร์เน็ตฟรีเพื่อการเรียนรู้ ภายใต้หลักคิดว่า “การเชื่อมต่อดิจิทัล” คือโครงสร้างพื้นฐานทางโอกาสที่สำคัญไม่ต่างจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการเรียนรู้
โอกาสที่ 4 Learn to Earn
กลไกการเรียนรู้ควบคู่การทำงาน (Work-Integrated Learning) ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยมีระบบเทียบโอนทักษะจากการทำงานเป็น “หน่วยกิตการศึกษา” เปิดทางให้ผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียน และได้รับวุฒิการศึกษาที่ได้รับการรับรองเมื่อสำเร็จการศึกษา เพื่อลดเงื่อนไขที่ทำให้เด็กต้องเลือกระหว่าง “ปากท้อง” กับ “อนาคต”
โอกาสที่ 5 ธนาคารโอกาส
ระบบกลางจัดสรรทรัพยากรและสวัสดิการด้านอุปกรณ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และสื่อการเรียนรู้ บนหลักการของความโปร่งใสและการมุ่งเป้าอย่างแม่นยำ เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปถึงเด็กที่ต้องการจริง เพราะการขาดอุปกรณ์จำเป็นเพียงชิ้นเดียว อาจทำให้เด็กคนหนึ่งหลุดออกจากการเรียนรู้ได้
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้มาตรการครั้งนี้แตกต่างจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้า คือการออกแบบให้มี การวิจัยนโยบายควบคู่กับการปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบ “วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม” เพื่อสะสมหลักฐานเชิงประจักษ์จากพื้นที่จริงในทุกมาตรการ และต่อยอดไปสู่การสร้างระบบคุ้มครองเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษาที่ยั่งยืน สามารถใช้ขยายผลระดับนโยบายได้ในอนาคต
ทั้งนี้ กสศ. พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากจังหวัดทั่วประเทศ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือเด็กวิกฤต โดยสามารถติดต่อ ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เบอร์สายด่วนโทร 092-596-6155 และ 02-079-5475
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/Ngy3D9XeS&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CLSk4xT38GuLu5JQEVMoY -

การศึกษากดดันเกินไป? จีนเร่งออกมาตรการลดเครียด งดจัดอันดับ-จำกัดการสอบในโรงเรียน หวังดึงคนตัดสินใจมีลูก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กจีนเผชิญแรงกดดันสูงมาก โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่มีการแข่งขันดุเดือด ล่าสุดรัฐบาลจีนเร่งผลักดันมาตรการลดความเครียดในโรงเรียน เพื่อบรรเทาภาระทั้งของนักเรียนและผู้ปกครอง ท่ามกลางความกังวลว่าแรงกดดันดังกล่าวกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ลังเลที่จะมีลูก
ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ออกแนวทางถึงหน่วยงานท้องถิ่น เน้นย้ำแนวคิด สุขภาพต้องมาก่อน พร้อมกำชับให้โรงเรียนให้ความสำคัญกับการดูแลอารมณ์และลดความเครียดของนักเรียนอย่างจริงจัง ควบคู่กับมาตรการจำกัดการสอบในระดับประถมและมัธยมต้น เพื่อลดการแข่งขันที่รุนแรงเกินไป โดยห้ามสอบข้อเขียนในช่วง 2 ปีแรกของประถมศึกษา ส่วนระดับชั้นอื่นสามารถจัดสอบได้เพียงภาคเรียนละ 1 ครั้ง และห้ามจัดอันดับหรือเปิดเผยคะแนนต่อสาธารณะ โดยให้แจ้งผลเฉพาะนักเรียนและผู้ปกครองเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังสั่งห้ามโรงเรียนในพื้นที่เดียวกันจัดสอบร่วมกัน ยกเว้นระดับชั้นสุดท้าย หลังพบว่าบางแห่งลดเวลาเรียนปกติเพื่อให้นักเรียนฝึกทำข้อสอบซ้ำๆ เพื่อแข่งขันกัน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังออก 10 มาตรการยกระดับสุขภาพจิตนักเรียน มุ่งลดภาระการเรียนที่หนักเกินไปและหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ไร้ระเบียบ ซึ่งกระทบต่อเวลาพักผ่อนของเด็ก หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการขยายเวลาพักระหว่างคาบจาก 10 นาทีเป็น 15 นาที และส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อลดปัญหาสุขภาพ เช่น ภาวะสายตาสั้น หลังพบว่านักเรียนมัธยมในเมืองต้าเหลียนราว 95% ต้องสวมแว่นสายตาในห้องเรียน
ความเคลื่อนไหวนี้ สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการคลายความตึงเครียดในระบบการศึกษา ท่ามกลางความกังวลว่าแรงกดดันให้บุตรหลานประสบความสำเร็จกำลังซ้ำเติมวิกฤตอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง
โดยผลสำรวจของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเหรินหมิน ซึ่งเก็บข้อมูลจากประชาชนกว่า 8,000 คนในช่วงปี 2023-2024 พบว่า นอกจากภาระค่าที่อยู่อาศัยแล้ว ความกังวลด้านการศึกษาเป็นอีกปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจมีบุตร เนื่องจากผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาพื้นฐานสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา
เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนก็สอดคล้องกัน อวี๋ หญิงอายุ 30 กว่าปีจากเมืองต้าเหลียน ซึ่งมีบุตรชายเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กล่าวสังคมจีนยังให้ความสำคัญกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างมาก ใครทำได้ดีก็มีโอกาสในชีวิตมากกว่า ส่งผลให้การแข่งขันทางการศึกษาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังสร้างความตึงเครียดต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัว
ทั้งนี้ จีนเคยออกนโยบาย ลดภาระสองด้าน เมื่อปี 2021 เพื่อลดการบ้านและการเรียนกวดวิชาหลังเลิกเรียน รวมถึงควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา แต่ผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจน ทำให้รัฐบาลต้องกลับมาเร่งแก้ปัญหาอีกครั้ง ท่ามกลางข้อกังขาว่านโยบายเดิมเพียงพอหรือไม่
ทั้งหมดสอดคล้องข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน รายงานว่า อัตราการเกิดของประเทศลดลงจากมากกว่า 10 ล้านคนในปี 2021 เหลือต่ำกว่า 8 ล้านคนในปี 2025 สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างในระยะยาว แม้ภาครัฐจะออกมาตรการต่อเนื่อง แต่การแข่งขันทางการศึกษายังคงฝังรากลึกในสังคมจีน โดยเฉพาะการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกาเข่า ซึ่งยังคงเป็นด่านสำคัญที่กำหนดโอกาสในชีวิตของนักเรียนจำนวนมาก
ภาพ: hxdbzxy/shutterstock
อ้างอิง:
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/china-education-stress-reduce-birthrate/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hUN55j_00KoFpEn08G_4E -

รวยสิบล้านแต่สันดาน “นักส่อง”! รวบเสี่ยคฤหาสน์หรูแอบฝังกล้องห้องน้ำหญิง อ้างวิชาจากยูทูบ | เดลินิวส์
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 เม.ย. 69 พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าขอหมายค้นจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเข้าตรวจค้นคฤหาสน์หรูราคาหลังละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ภายในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
จากการตรวจค้นภายในบ้านพบ นายคริส (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นนักธุรกิจหนุ่ม พร้อมของกลาง ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ iPhone 16 Pro สีขาว จำนวน 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Vivo Y29 สีขาว จำนวน 1 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กยี่ห้อ HP สีเทา จำนวน 1 เครื่อง, กล้องวงจรปิดขนาดเล็กชนิดส่งสัญญาณภาพระยะไกล จำนวน 11 ตัว พร้อมอุปกรณ์ควบคุม รวมถึงคลิปและภาพผู้หญิงขณะเข้าห้องน้ำจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศของตนเองหรือผู้อื่น”
พล.ต.ต.ธวัชชัย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากพนักงานร้านค้าแห่งหนึ่งในพื้นที่ สภ.แม่ปิง ว่าพบกล้องวงจรปิดแบบซ่อน ถูกติดตั้งบริเวณใต้อ่างล้างมือภายในห้องน้ำหญิง โดยหันกล้องไปทางชักโครก จึงเชื่อว่ามีผู้ไม่หวังดีแอบติดตั้งกล้องเพื่อบันทึกภาพหญิงที่เข้าห้องน้ำในลักษณะอนาจาร
ภายหลัง เจ้าหน้าที่ได้เร่งสืบสวนทางเทคนิคจนสามารถระบุตัวผู้กระทำความผิด และเข้าจับกุมได้ที่บ้านพัก พร้อมตรวจยึดของกลาง โดยจากการตรวจสอบพบว่าภายในห้องน้ำหญิงมีการติดตั้งกล้องแบบควบคุมระยะไกลรวม 4 จุด

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ติดตั้งกล้องเพื่อแอบดูและบันทึกภาพ จากนั้นนำไฟล์มาเก็บไว้ดูเอง เจ้าหน้าที่ตรวจพบภาพและคลิปจำนวนมากจากผู้เสียหายหลายราย โดยผู้ต้องหาได้ก่อเหตุมานานกว่า 1 เดือน
ผู้ต้องหารับสารภาพว่า กระทำไปด้วยความคึกคะนอง โดยศึกษาวิธีการจาก YouTube ก่อนสั่งซื้ออุปกรณ์มาลองทำเอง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5805299/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05N6G5sUWXdRFU8q18VQWZ -

‘วุฒิสภา’ คิกออฟ 27 เม.ย.ให้สมาชิกควักจ่ายเงินค่าข้าวเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมี มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้มีการรับทราบมติคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ภราดร ปริศนานันทกุล เป็นกรรมาธิการวิปวุฒิสภาในสัดส่วนผู้แทนคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะได้มีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภาต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา วันจันทร์ที่ 27 เม.ย. และวันอังคารที่ 28 เม.ย. 69 ที่จะมีการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการพัฒนาบัณฑิตให้มีความรู้ สมรรถนะ และคุณธรรมตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน” ของคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “การสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (E – COMMERCE)” ของคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังได้พิจารณาเตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 ราย รวมถึงการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เมื่อสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแห่งร่างฯ ดังกล่าวแล้ว
ทั้งนี้ ในการจัดทำคำของบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้มีการตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและเยือนต่างประเทศของคณะกรรมาธิการ และค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในสมัยประชุมด้วย
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มีการทบทวนแนวทางการจัดอาหารกลางวันให้แก่ สว. ในวันที่มีการประชุมวุฒิสภาในสมัยประชุมปัจจุบัน โดยมีมติให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดหาร้านอาหารมาให้บริการที่ห้องอาหารสมาชิกวุฒิสภา ชั้น 2 เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 เม.ย. เป็นต้นไป โดย สว. จะต้องรับผิดชอบค่าอาหารด้วยตนเอง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senate-requires-members-to-pay-for-meals-and-cuts-overseas-trip-and-entertainment-budget&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pVQg5p0HUQZUV2uL1IlMi -

เสวนาออนไลน์ “การเลี้ยงลูกเชิงบวก” เสริมทักษะรับมือพฤติกรรมเด็ก
เสวนาออนไลน์ “การเลี้ยงลูกเชิงบวก” เสริมทักษะรับมือพฤติกรรมเด็กปฐมวัย

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็ก สาขาวิชาพัฒนาการและการเจริญเติบโต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (กทปส.) ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการเสวนาออนไลน์ “การเลี้ยงลูกเชิงบวก (Positive Parenting) The Series: EP.2” ในหัวข้อ “รับมือพฤติกรรมเด็กปฐมวัย ด้วยการปรับพฤติกรรมเชิงบวก” ในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 11.30 น. ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
พบกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ถ่ายทอดมุมมองทางการแพทย์ หลักการทางวิชาการ และเทคนิคการนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งในบ้านและโรงเรียน ให้หัวข้อต่าง ๆ ดังนี้
- เข้าใจพฤติกรรมเด็กปฐมวัย: มุมมองจากหมอพัฒนาการเด็ก
ผศ.พญ.พร ไตรรัตน์วรกุล “หมอพร” กุมารแพทย์ สาขาพัฒนาการและพฤติกรรม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ - หลักการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกในเด็กปฐมวัย
ผศ.ดร.วาทินี อมรไพศาลเลิศ “อาจารย์เป้” อาจารย์ประจำสาขาการศึกษาพิเศษและการเรียนรวม ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ - เทคนิคการปรับพฤติกรรมเชิงบวกที่ใช้ได้จริงทั้งที่บ้านและโรงเรียน
อ.ประภานิช ประภานนท์ “ครูอุ๋ม” ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาศักยภาพเด็กเล็ก CAD Center, นักวิเคราะห์พฤติกรรมที่ได้การรับรองจากสหรัฐอเมริกา (BCBA) และนักจิตวิทยาพัฒนาการ ระดับ 6 - ดำเนินรายการโดยดร.ประภาศรี นันท์นฤมิต “ครูต่าย” นักจิตวิทยาพัฒนาการ สาขาวิชาพัฒนาการและการเจริญเติบโต ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาฯ สภากาชาดไทย
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ https://webcast.takeevent.com/pedcu2026/ หรือสแกน QR Code จากโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์

จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้
ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/300133/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw079X02AYeXaE96BFgvW9uR - เข้าใจพฤติกรรมเด็กปฐมวัย: มุมมองจากหมอพัฒนาการเด็ก
-

‘กรมอุตุฯ’ ประกาศเตือน ‘พายุฤดูร้อน’ ฉบับที่ 3 เช็กรายชื่อจังหวัดเสี่ยงสูง-ปานกลาง | เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 23 เม.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 23-25 เมษายน 2569) ฉบับที่ 3 (35/2569) โดยระบุว่า ในช่วงวันที่ 23-25 เม.ย. 69 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยจะเริ่มจากภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป
ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

สำหรับจังหวัดที่มีความเสี่ยงจะเกิดพายุมีดังต่อไปนี้
ความเสี่ยงสูง
ภาคเหนือ จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์
ภาาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร ขอนแก่น มุกดาหารความเสี่ยงปานกลาง
ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย พะเยา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดหนองบัวลำภู นครพนม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5804348/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AC5qGXlvYPopSx9Oltqtu -

“ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แง้มประชุมเพื่อไทยปรับคนให้เหมาะกับงาน
“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เผย เตรียมแนวทางพูดคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกา แล้ว แต่ขออุบรายละเอียด บ่ายนี้ประชุมร่วม “ศุภจี” ถกประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา แง้มประชุมพรรคเพื่อไทย 24 เม.ย. ปรับคนให้เหมาะกับงาน
เมื่อเวลา 07.50 น. วันที่ 23 เมษายน 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว โดยยอมรับว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีประเด็นอยู่ 2-3 ประเด็น เรื่องการศึกษา เรื่องความปลอดภัย และเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญ เราพยายามส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมในทุกมิติ รวมถึงความรุนแรง ความเดือดร้อน และเรื่องรายได้ที่เป็นเรื่องที่สำคัญ หากมองเป็นเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว เศรษฐกิจปากท้องก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ในฐานะบทบาทที่กำกับดูแลอยู่ และรวมอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะสะท้อนปัญหาตรงนี้และแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวทางการพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา ได้มีการพูดคุยกับ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในเบื้องต้นแล้วหรือไม่ นายยศชนัน ระบุว่า มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ซึ่งตนไม่ขอพูดในรายละเอียด
ขณะเดียวกัน นายยศชนัน ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ยังให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 24 เมษายน ว่า เป็นการอัปเดตและรายงานถึงการลงพื้นที่ของแต่ละคน ทั้งแผนระยะยาวและระยะสั้นที่ต้องช่วยในแต่ละเรื่อง รวมถึงการบูรณาการ โดยในช่วงบ่ายวันนี้ (23 เมษายน) ตนจะไปกระทรวงพาณิชย์เพื่อประชุมหารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นการหารือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เราจะสามารถขับเคลื่อนสินค้ามูลค่าสูง โดยอาจจะมีการแถลง
เมื่อถามย้ำว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยในวันพรุ่งนี้จะเห็นอะไรต่างไปจากเดิมหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เป็นการปรับคนให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ เพราะหลายคนมีหลายบทบาท เพื่อที่จะให้เหมาะสมและทำงานได้สะดวกที่สุด ในหลักการคงไม่ได้เปลี่ยนในลักษณะที่ใหญ่ขนาดนั้น แต่เพื่อความคล่องตัว เพราะมีบางคนที่ร่วมรัฐบาล และมีบางคนที่เหมาะสมกับการทำงานในสถานการณ์เร่งด่วนปัจจุบัน ถือเป็นธรรมดาของพรรคการเมือง ไม่ได้มีอะไรพิเศษ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2928318&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04lO6Rut2rOq0pcGf9ubI-