Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ

    • เผยแพร่ : 23/04/2026 21:13

    ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้ระยะยาวของประเทศ

    #topnewstv #งบปี70 #เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1555746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lYnNkPHVAzpu5PlVO-jzQ

  • อ.ต.ก. เดินหน้าตลาดการนำการผลิต ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ยกระดับผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา”ระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2569 ณ มีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

    อ.ต.ก. เดินหน้าตลาดการนำการผลิต ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ยกระดับผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา”ระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2569 ณ มีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

    วันที่ 23 เมษายน 2569 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมตลาดผู้บริโภคผลไม้ไทยกลุ่มภาคเหนือ ภายใต้ชื่องาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา” ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ มีโชคพลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ดร.พรเทพ ศรีธนาธร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยนายต่อกุล คำถาเครือ รองผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (ด้านธุรกิจ) ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันเกษตรกร และประชาชน เข้าร่วมงาน

    การจัดงานในครั้งนี้ อ.ต.ก. มุ่งเน้นในการขับเคลื่อนนโยบายหลักด้าน “ตลาดนำการผลิต” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องดำเนินการวางแผนด้านการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อเข้าสู่กระบวนการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในช่วงที่มีผลผลิตจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของผลไม้เศรษฐกิจของประเทศ และเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อ.ต.ก. ยังคงขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้แนวคิด “อ.ต.ก.แฟร์ 4 ภาค” อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายผลผลิตตามฤดูกาลไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยการจัดงานในจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของภาคเหนือ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบตลาดภายในประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถต่อยอดโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อ.ต.ก. คัดสรรผลไม้สดจากแหล่งผลิตและสินค้าเกษตรแปรรูปคุณภาพ จากผู้ประกอบการกว่า 60 ร้านค้า เข้าร่วมจำหน่ายผลไม้คุณภาพทั้งสดและแปรรูป ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญใน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบตลาดสินค้าเกษตร และก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ออกแบบให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค อาทิ กิจกรรมนาทีทอง การแสดงดนตรีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง และกิจกรรมบนเวทีตลอดทั้งวัน อ.ต.ก.ขอเชิญทุกท่านสนับสนุนสินค้าเกษตรไทย ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ มีโชคพลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1014249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CswEu2_-f1XyY3HGsG3gZ

  • ‘ป่าเสื่อมโทรม’ สู่ ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ อัปเกรดปั้น ‘แลนด์มาร์กสุขภาพโลก’

    ‘ป่าเสื่อมโทรม’ สู่ ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ อัปเกรดปั้น ‘แลนด์มาร์กสุขภาพโลก’

    คณะอนุกรรมการบริหารจัดการกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อ.แม่ออน ตามพระราชดำริ จ.เชียงใหม่  ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาโครงการน้ำพุร้อนสันกำแพง จ.เชียงใหม่ เพื่อผลักดันให้เป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล และมีความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    ป่าเสื่อมโทรม-ที่อยู่ที่ทำกิน-น้ำพุร้อนสันกำแพง

    “น้ำพุร้อนสันกำแพง” มีรากฐานสำคัญมาจากน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของราษฎรภาคเหนือ ซึ่งเผชิญกับปัญหาความยากจนในอดีต จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “โครงการหมู่บ้านสหกรณ์” ขึ้นในปี พ.ศ.2520 เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    ในขณะนั้น ได้มีการคัดสรรพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมใน อ.สันกำแพง กว่า 22,000 ไร่ มาจัดสรรให้ครอบครัวราษฎรประมาณ 385 ครอบครัว โดยแบ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยรายละ 200 ตารางวา และที่ดินทำกินอีกประมาณ 5-7 ไร่ ซึ่งปัจจุบันโครงการได้ขยายครอบคลุมพื้นที่รวม 8 หมู่บ้าน

    ระหว่างการพัฒนาพื้นที่ในช่วงปี พ.ศ.2520 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศเผชิญกับวิกฤตการณ์พลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เข้ามาสำรวจแหล่งพลังงานใต้ดิน และขุดเจาะพบน้ำพุร้อนที่มีความร้อนสูงถึง 105 องศาเซลเซียส ถือเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ และสามารถพุ่งขึ้นไปในอากาศได้สูงถึง 15 เมตร

    อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สูงเกินไปในขณะนั้น คณะกรรมการหมู่บ้านสหกรณ์จึงได้ปรับเปลี่ยนแนวทางจากการผลิตพลังงานมาเป็นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแทน เริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2527 บนพื้นที่ 75 ไร่ เพื่อนำรายได้มาช่วยเหลือ และขับเคลื่อนการดำเนินงานของหมู่บ้านสหกรณ์

     กระทั่ง ปัจจุบันที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีความสำคัญมากขึ้น จึงมีการหารือ และนำมาสู่ “โครงการยกระดับกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อ.แม่ออน ตามพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ ให้เป็นต้นแบบเวลเนสน้ำพุร้อนแห่งชาติ” มีเป้าหมายให้เกิดความยั่งยืนเพื่อสุขภาพ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ เป็นแลนด์มาร์กด้านสุขภาพที่สำคัญ  และสร้างความอยู่ดีมีสุขให้ประชาชน

    ‘ป่าเสื่อมโทรม’ สู่ ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ อัปเกรดปั้น ‘แลนด์มาร์กสุขภาพโลก’

    ลงนามยกระดับน้ำพุร้อนสันกำแพง

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อ.แม่ออน ตามพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ยกระดับกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อ.แม่ออน ตามพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ ให้เป็นต้นแบบเวลเนสน้ำพุร้อนแห่งชาติ และสร้างอาชีพรายได้ให้แก่ชุมชน จำนวน 2 ฉบับ

    ระหว่าง พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ประธานอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำพุร้อนสันกำแพง กับ ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ(พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะผู้บริหาร ร่วมเป็นสักขีพยาน

    พลอากาศเอก ชลิต กล่าวว่า การดำเนินงานตามบันทึกความเข้าใจทั้ง 2 ฉบับ ถือเป็นการน้อมนำพระราชดำริมาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยการบูรณาการระหว่างโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง คณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำพุร้อนสันกำแพง ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก และองค์การเภสัชกรรม ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างอาชีพ และรายได้ที่มั่นคงแก่ชุมชน

    ผ่านอัตลักษณ์ “นวดไทยโพธิ์-ล้านนา” และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ “SANN by GPO” ทั้งนี้ ขอชื่นชมในความตั้งใจของทุกหน่วยงานที่ร่วมกันผลักดันให้ทรัพยากรท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล ซึ่งจะส่งผลให้เป็นพื้นที่จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่ยั่งยืน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศต่อไป

    แผนพัฒนา 3 ระยะ

    พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า น้ำพุร้อนสันกำแพง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินโครงการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นมาตรฐาน และเป็นต้นแบบความยั่งยืน เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดี และความอยู่ดีมีสุขของราษฎรในพื้นที่ โดยคณะทำงานได้กำหนดกรอบการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย

    •  ระยะที่ 1 (ปี พ.ศ.2569 – 2570) มุ่งเน้นการรื้อถอน ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบสาธารณูปโภคภายในพื้นที่ พร้อมทั้งเริ่มสร้างอาชีพให้กับประชาชนในหมู่บ้านสหกรณ์ควบคู่กันไป,
    • ระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570 – 2571 เป็นต้นไป จะเป็นการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เช่น อาคารสถาปัตยกรรม และบ่อน้ำพุร้อนที่ทันสมัย
    •  และระยะที่ 3 จะเน้นการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนทั้ง 8 หมู่บ้าน รวมถึงพื้นที่รอบนอก

    ‘ป่าเสื่อมโทรม’ สู่ ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ อัปเกรดปั้น ‘แลนด์มาร์กสุขภาพโลก’

     ขอบเขตความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจทั้ง 2 ฉบับ คณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำพุร้อนสันกำแพง จะอำนวยความสะดวกในการใช้พื้นที่ดำเนินกิจกรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ร่วมวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อน และชุมชนรอบข้างให้มีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ สนับสนุนข้อมูล การบริหารจัดการ และการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการฝึกอบรม และนำองค์ความรู้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ

    “โครงการนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดี ยิ่งจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกที่เข้ามาเติมเต็มด้านองค์ความรู้เชิงสุขภาพ ซึ่งผลสำเร็จของโครงการน้ำพุร้อนสันกำแพงนี้ จะถูกใช้เป็นโมเดลต้นแบบให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำไปขยายผล และประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป” พลเอกเฉลิมชัย กล่าว 

     ฟันเฟืองสู่ “World Herbal & Wellness Hub”

    นายพัฒนา กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เป็นการน้อมนำพระราชดำริมาปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหัวใจหลัก ถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปเศรษฐกิจสุขภาพไทยโดยความร่วมมือของส่วนกลาง และท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “World Herbal & Wellness Hub” ตามนโยบายรัฐบาล พร้อมส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาและทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนต่อไป

    “ตั้งเป้าพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นสถาบันการเรียนรู้ และต้นแบบเวลเนสน้ำพุร้อนแห่งชาติ ที่มีจุดเด่นในการดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทยอัตลักษณ์ล้านนาผสมผสานคุณสมบัติทางธาราบำบัด เป็น Soft Power ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของ จ.เชียงใหม่ และภาคเหนือ”นายพัฒนา กล่าว   

    ชูซอฟต์พาวเวอร์ “นวดไทยโพธิ์–ล้านนา”

    สำหรับบันทึกความเข้าใจ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เป็นความร่วมมือระหว่างคณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำพุร้อนสันกำแพง กับกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ในการพัฒนาหลักสูตร “นวดไทยโพธิ์–ล้านนา” และกำหนดเกณฑ์มาตรฐานแหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพ (Thermal Wellness Standard) ให้ทัดเทียมระดับโลก ซึ่งปัจจุบันได้อบรมหลักสูตรนวดไทยโพธิ์-ล้านนา 450 ชั่วโมง ให้กับบุคลากรในพื้นที่แล้ว เพื่อให้มีทักษะอาชีพขั้นสูง สามารถสร้างรายได้จากทรัพยากรในท้องถิ่นตนเอง

    ปั้นแบรนด์ “SANN by GPO”  น้ำแร่ และสมุนไพรท้องถิ่น

     ส่วนฉบับที่ 2 เป็นความร่วมมือระหว่างคณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำพุร้อนสันกำแพง กับองค์การเภสัชกรรม ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ และนวัตกรรม มุ่งเน้นการวิจัยน้ำแร่ และสมุนไพรท้องถิ่น พัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “SANN by GPO” (Natural Mineral Therapy) และน้ำแร่ดื่มเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี ‘ป่าเสื่อมโทรม’ สู่ ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ อัปเกรดปั้น ‘แลนด์มาร์กสุขภาพโลก’

    ขยายผลสู่แหล่งน้ำพุร้อนทั่วประเทศ

    นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า  โครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ยั่งยืนในระดับนานาชาติ ซึ่งน้ำพุร้อนของไทย ไม่ได้มีเฉพาะเชียงใหม่เท่านั้น ยังมีหลายแห่งจากเหนือจรดภาคใต้ โดยแต่ละแห่งจะโดดเด่นแตกต่างกัน แร่ธาตุที่อยู่ในน้ำ อุณหภูมิก็แตกต่างกัน ซึ่งกรมการแพทย์แผนไทย มีแนวทางจะไปต่อยอดเพื่อให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ยั่งยืน เหมือนประเทศญี่ปุ่นมีออนเซ็น ประเทศไทยก็มีน้ำพุร้อนเช่นกัน

    ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้เข้าไปสำรวจแหล่งน้ำพุร้อนหลายๆ จุด เช่น สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ที่พุเตย จ.เพชรบูรณ์ เพื่อเข้าไปดูสารสำคัญต่างๆในน้ำพุ และได้ประสานกับญี่ปุ่น เพื่อเก็บตัวอย่างว่า มีสารอะไรอยู่ในน้ำ ซึ่งอาจมีการเทียบเคียงดูว่า เรื่องผิวพรรณ การดูแลสุขภาพ สามารถนำมาใช้ให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติสู่การผลักดันการท่องเที่ยวต่อไป

    “น้ำพุร้อน ถือเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมาตลอด หากไทยขยับเรื่องนี้ดีๆ จะสามารถนำมาเป็นจุดขายเรื่องแหล่งท่องเที่ยว และยังสร้างรายได้ให้ชุมชนด้วย”นายพัฒนา กล่าว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1230875&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LBlobLniBwsfpGIHMu9ep

  • ททท. เดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวมูลค่าสูงตามนโยบายรัฐบาล

    ททท. เดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวมูลค่าสูงตามนโยบายรัฐบาล

    ททท. เดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวมูลค่าสูงตามนโยบายรัฐบาล

    วันที่ 23 เมษายน 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าผลักดันประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Health & Wellness ระดับโลก จัดงาน “Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026” รวบรวมผู้ประกอบการไทยด้านสุขภาพในฐานะผู้ขาย 69 ราย และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในฐานะผู้ซื้อจากต่างประเทศทั่วโลก 74 ราย เปิดเวทีเจรจาธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสและขยายเครือข่ายสู่ตลาดนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury”

    ภายในงานยังนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมและสินค้า Health & Wellness พร้อมต่อยอดประสบการณ์ผ่านกิจกรรม Site Visit พาผู้ซื้อสัมผัสบริการจริงที่สถานประกอบการชั้นนำในกรุงเทพฯ และ Amazing Thailand Health & Wellness Fam Trip 2026 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เพื่อผลักดันสู่โอกาสทางการขาย และมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ คาดการณ์การเจรจาธุรกิจกว่า 1,632 นัดหมาย และสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 929.62 ล้านบาท

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.tatnewsthai.org/index.php/article-infos/6283

    #AmazingThailand #สุขทันทีที่เที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1014176&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U6Cnee0y-iEMqxOAfUv-8

  • สนามบินฮาเนดะป่วนซ้ำ เครื่องเช็กอินต่างประเทศขัดข้อง กระทบเที่ยวบินล่าช้า : อินโฟเควสท์

    สนามบินฮาเนดะป่วนซ้ำ เครื่องเช็กอินต่างประเทศขัดข้อง กระทบเที่ยวบินล่าช้า : อินโฟเควสท์

    บริษัท เจแปน แอร์พอร์ต เทอร์มินอล (JAT) ผู้ดำเนินงานสนามบินฮาเนดะเปิดเผยวันนี้ (23 เม.ย.) ว่า สนามบินฮาเนดะเผชิญเหตุขัดข้องซ้ำ หลังเครื่องเช็กอินเที่ยวบินระหว่างประเทศเกิดขัดข้อง ส่งผลให้บางเที่ยวบินล่าช้า ซึ่งเหตุการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นขึ้นเพียง 2 วันหลังจากสนามบินแห่งนี้ประสบปัญหาระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ

    บริษัท JAT ระบุว่า เครื่องเช็กอินเริ่มมีปัญหาตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 น. ก่อนได้รับการแก้ไขในเวลา 11.00 น.

    ทั้งนี้ เหตุขัดข้องดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากเกิดเหตุเที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 เม.ย.) อันเนื่องมาปัญหาระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ ซึ่งกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ระบุว่า มีสาเหตุมาจากความขัดข้องที่ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศฟุกุโอกะ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/587263&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WJOkTEdpN974Aj8vqgIGA

  • พาณิชย์ชู 5 นโยบาย รับมือวิกฤตซ้อน ดันเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    พาณิชย์ชู 5 นโยบาย รับมือวิกฤตซ้อน ดันเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    พาณิชย์ชู 5 นโยบาย รับมือ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เร่งแก้ระยะสั้น–ปฏิรูปเศรษฐกิจไทยระยะยาว

    ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน วิกฤตพลังงาน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “โจทย์ยากหลายมิติ” พร้อมกัน กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งวางทิศทางใหม่ เพื่อพาประเทศฝ่าคลื่นความไม่แน่นอน และสร้างฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในระยะยาว

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนด 5 นโยบายหลัก เพื่อรับมือสถานการณ์ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ที่เกิดขึ้นทั้งจากเศรษฐกิจโลก พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ โดยมุ่งเป้าหมายสำคัญในการ “ประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาส” ให้ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะปรับรูปแบบการทำงานสู่การบูรณาการเชิงระบบ ผ่านแนวคิดคลัสเตอร์ (Cluster) และการแก้ปัญหาแบบยึดประเด็นเป็นศูนย์กลาง (Issue-based) พร้อมเปิดให้ภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบนโยบาย (Co-Creation) เพื่อให้มาตรการตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    ศุภจี ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากความตึงเครียดในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีของจีน ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานยังดันต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถแข่งขันของไทย

    “การกำหนดนโยบายในวันนี้ ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเข้าใจบริบทประเทศคู่ค้า เพื่อให้ไทยยืนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมั่นคง” ศุภจี กล่าว

    6 เดือนโกยผล Quick Big Win กว่า 7.3 หมื่นล้าน

    ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค. 2568 – มี.ค. 2569) กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนนโยบาย ‘Quick Big Win’ ผ่าน 7 นโยบายหลัก 19 โครงการ และกว่า 80 กิจกรรม สร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวมกว่า 73,000 ล้านบาท

    โดยเกษตรกรได้รับประโยชน์มากกว่า 6 ล้านครัวเรือน และผู้ประกอบการกว่า 193,000 ราย ขณะที่มาตรการลดค่าครองชีพ เช่น โครงการร้านยาสุขกายสบายกระเป๋า ช่วยลดภาระประชาชนกว่า 5,600 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 16,650 ล้านบาท

    นอกจากนี้ การเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มกว่า 34,000 ล้านบาท และช่วยผลักดันการส่งออกไทยให้เติบโตต่อเนื่อง

    เดินหน้า 5 นโยบายหลัก ปรับสมดุลเศรษฐกิจทั้งระบบ

    สำหรับทิศทางระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้า 5 นโยบายหลัก ได้แก่

    1. ดูแลค่าครองชีพ-สร้างรายได้ ผ่านโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดราคาสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการ สูงสุด 58% พร้อมเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วย SMEs ขยายตลาด และสนับสนุนคูปอง–ค่าขนส่ง

    2. ยกระดับสินค้าเกษตร ทั้งระบบห่วงโซ่ เน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่า ลดความเสี่ยงราคาผันผวน พร้อมผลักดัน ‘ล้งชุมชน’ และสินค้า GI สู่ตลาดโลก

    3. เสริมแกร่ง SMEs และชุมชน ผ่าน 7 มาตรการ ทั้ง Upskill, Franchise, ทรัพย์สินทางปัญญา และการเข้าถึงแหล่งทุน

    4. สร้างสมดุลการส่งออก กระจายตลาดใหม่ ลดพึ่งพาตลาดเดิม เร่ง FTA ไทย–EU และไทย–เกาหลีใต้ พร้อมต่อยอดภาคบริการ เช่น Wellness และเศรษฐกิจผู้สูงวัย

    5. ยกระดับเทคโนโลยี-ปลดล็อกกฎระเบียบ เดินหน้าพาณิชย์ดิจิทัล “MOC Plus” ใช้ AI และ Big Data บริหารข้อมูล พร้อมเตรียมยกเลิกเอกสารราชการแบบกระดาษในปี 2569

    ศุภจี ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์จะใช้ ‘วิกฤต’ เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการ การใช้ข้อมูลเป็นฐาน และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

    “เป้าหมายคือทำให้ประชาชนประหยัดรายจ่าย มีรายได้เพิ่ม และเข้าถึงโอกาสอย่างทั่วถึง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามวิกฤตและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”

    moc-5policy-thai-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-5policy-thai-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oZNEiKlyNgpvLRFS6yNbP

  • สู้พิษเศรษฐกิจ! ชาวนาอัดฟางข้าวตุนเสบียงสัตว์เลี้ยง พร้อมรวมสต๊อกส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลลดจ่ายสร้างรายได้

    สู้พิษเศรษฐกิจ! ชาวนาอัดฟางข้าวตุนเสบียงสัตว์เลี้ยง พร้อมรวมสต๊อกส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลลดจ่ายสร้างรายได้

    ภูมิภาค

    สู้พิษเศรษฐกิจ! ชาวนาอัดฟางข้าวตุนเสบียงสัตว์เลี้ยง พร้อมรวมสต๊อกส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลลดจ่ายสร้างรายได้

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 23 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ เขตพื้นที่ใช้น้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวหรือเขื่อนลำปาว ในโซนที่เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรัง  ต.นาเชือก ต.บัวบาน อ.ยางตลาด, ต.ลำคลอง ต.บึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำ พบว่าหลังจากที่ชาวนาว่าจ้างรถเก็บเกี่ยวข้าวและนำข้าวเปลือกไปขายแล้ว ยังได้จ้างรถอัดฟางก้อน ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร  ทดแทนการปล่อยทิ้งหรือใช้ไฟเผาทำลายเหมือนหลายปีที่ผ่านมา

    นายหนู ญาณประเสริฐ อายุ 64 ปี ชาวนาบ้านบึงวิชัย หมู่ 6 ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เดิมหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง โดยจ้างรถเกี่ยวข้าว ก็จะเหลือตอซังและฟางข้าวละเอียด สัตว์เลี้ยงไม่ค่อยชอบกิน และย่อยสลายยาก จึงเหลือตกค้างในแปลงนา เวลาจ้างรถไถก็จะไถยาก เพราะฟางข้าวที่หนาแน่นจะปกคลุมผิวดิน หลายปีที่ผ่านมาแก้ไขปัญหาโดยเผาทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเกิดมลภาวะ ต่อมาทางรัฐบาลมีกฎหมายออกมา “ห้ามทำการเผา” เพื่อลดปัญหาดังกล่าว ตนและชาวนาทั่วไปจึงหันมาจ้างรถอัดฟางก้อนแทน  เพื่อกักตุนเป็นอาหารสัตว์

    นายหนู กล่าวอีกว่า อุปกรณ์ในการอัดฟางก้อน ทีแรกเกิดจากภูมิปัญญาของช่างท้องถิ่น  ก่อนที่จะพัฒนารูปแบบและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งาน ได้รับความนิยมขึ้นตามลำดับ และฟางก้อนก็มีการนำไปใช้ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งตกแต่งสถานที่สไตล์ลูกทุ่ง ตามร้านอาหาร จุดเช็คอินแหล่งท่องเที่ยว บูธจัดงาน สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ ทดแทนการเผาทำลาย เกิดมลพิษดังกล่าว

    สำหรับตนเริ่มจากอัดฟางก้อนให้ตัวเองและในหมู่ญาติพี่น้อง ต่อมาฟางอัดก้อนได้รับความนิยมมากขึ้น มีการต่อยอดประโยชน์การใช้สอย ก็รับจ้างอัดฟางก้อนให้เพื่อนชาวนาทั่วไป รวมทั้งอัดขายให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ หลายปีก่อนคิดราคาก้อนละ 10 บาท ต่อมาเพิ่มเป็น 12-15 บาท ปัจจุบันหลังน้ำมันขึ้นราคาเพิ่มเป็นก้อนละ 18 บาท

    “กรณีวิกฤติพลังงานเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้น เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบถึงทุกวันนี้ที่ราคาค่าสินค้าต่างๆเพิ่มราคาสูงขึ้น และยังไม่มีแนวโน้มจะปรับลดลง ถึงแม้ราคาน้ำมันจะมีการปรับลดตามลำดับก็ตาม  รวมทั้งค่าไฟในครัวเรือนที่สูงขึ้นกว่าเดือนที่ผ่านมา มีผลจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด มีการใช้พัดลม แอร์ และพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น จึงเกิดความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านหลายครัวเรือน ที่รายได้น้อย แทบไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าไฟ เพราะต้องอดออมไปใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็นต่อการครองชีพ”

    นายหนู กล่าวเพิ่มเติมว่า ในภาวะวิกฤติพลังงานอย่างนี้ เรายังมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความเป็นห่วง เอาใจใส่ต่อปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาพลังงาน  ที่จะต้องเร่งแก้ไขทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ยิ่งมีนโยบายส่งเสริมประหยัดเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการใช้พลังงานทดแทน รวมถึงสนับสนุนโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยนำวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นและจากภาคเกษตรกรรม อย่าง ขยะ พลาสติก ฟางข้าว แกลบ ซังข้าวโพด ใบอ้อย ซึ่งต้นทุนต่ำเป็นวัตถุดิบ และนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและให้พลังงานที่สูง  ตนจึงขอสนับสนุนให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างจริงจัง  เพื่อแก้ไขปัญหาและฝ่าวิกฤติพลังงาน โดยไฟฟ้าชีวมวล เพื่อทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง และชาวบ้านได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง

    “ทั้งนี้ จากนโยบายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าชีวมวลของรัฐบาลที่มีอยู่เดิม โดยมีฟางข้าวเป็นหนึ่งในวัตถุดิบส่งเข้าโรงงานดังกล่าว ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและมีความเป็นไปได้สูง มีทิศทางที่จะดำเนินการไปได้อย่างยั่งยืน เพราะมีวัสดุในท้องถิ่นและจากภาคการเกษตรเป็นจำนวนมาก เมื่อรัฐมีกระแสไฟฟ้าชีวมวลเข้ามาเสริมพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ค่าไฟฟ้าทั่วไปก็ย่อมจะถูกลง ตนรู้สึกตื่นตัวมากในเรื่องนี้มาก ซึ่งจะได้บอกกล่าวกับเพื่อนชาวนา  เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ทำการอัดฟางก้อนเก็บไว้ ที่นอกจากจะกักตุนให้สัตว์เลี้ยงกินในฤดูแล้งแล้ว ยังสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการส่งขายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลที่อยู่ใกล้บ้าน  เป็นการสร้างรายได้เข้าครัวเรือน และได้ใช้พลังงานไฟฟ้าราคาถูกอีกด้วย  เหมือนได้กำไรถึง 2 ต่อทีเดียว”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07RCRt-q6ldV0z4yNQ0R7p

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ เตรียมทบทวนฟรีวีซา 90 ประเทศ เล็งลดเวลาเหลือ 30 วัน

    รมว.ท่องเที่ยวฯ เตรียมทบทวนฟรีวีซา 90 ประเทศ เล็งลดเวลาเหลือ 30 วัน

    วันนี้ (23 เม.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา แถลงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาถึงแนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2569 โดยมีประเด็นสำคัญคือ

    การพิจารณาทบทวนมาตรการ “ฟรีวีซา” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อปรับลดระยะเวลาอนุญาตพำนักจากเดิม 60 วัน ให้เหลือเพียง 30 วัน

    เหตุผลสำคัญในการปรับลดระยะเวลาพำนัก นายสุรศักดิ์ ระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่านักท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 90 มักใช้เวลาพำนักอยู่ในประเทศไทย เฉลี่ยไม่เกิน 30 วันอยู่แล้ว การปรับลดครั้งนี้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป

    แต่จะมีส่วนสำคัญในการช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และป้องกันปัญหาที่แฝงมากับการท่องเที่ยว เช่น การลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย หรือการจัดตั้งนอมินีเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือผู้ทำงานทางไกลที่ต้องการอยู่ยาว รัฐบาลยังคงส่งเสริมให้ใช้ระบบ Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งอนุญาตให้พำนักได้นานถึง 180 วันเป็นทางเลือกหลัก

    ในส่วนของนโยบายการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวหรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” (Travel Fee) รมว.ท่องเที่ยวฯ ยืนยันว่า จะดำเนินการต่อไปตามแผนงาน โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมนี้

    เนื่องจากหลายประเทศชั้นนำทั่วโลกก็เรียกเก็บเพื่อนำเงินเข้ากองทุน สำหรับดูแลความปลอดภัย ประกันชีวิต และประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยวโดยตรง นอกจากนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ให้มีความยั่งยืน และส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

    นายสุรศักดิ์ กล่าวถึงแผนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยมีแนวคิดที่จะแยกภารกิจด้าน “กีฬา” ออกจากการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน และจะนำงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นรูปธรรม

    รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวอีกว่า ในด้านกีฬา รัฐบาลเตรียมปรับโครงสร้างเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ และมุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาพัฒนาศักยภาพนักกีฬาสู่ระดับอาชีพอย่างแท้จริง โดยการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์กีฬาระดับโลกในอนาคต จะถูกพิจารณาโดยเน้นเรื่อง “ความคุ้มค่า” และรายได้ที่จะกลับคืนสู่ประเทศเป็นหลัก เพื่อให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    อ่านข่าวอื่น :

    คลังอินโดฯ อ้างโมเดลอิหร่าน เล็งเก็บเงินเรือสินค้าผ่าน “ช่องแคบมะละกา”

    DSI สอบแล้ว 5 บริษัทเรือขนน้ำมัน พบ 20 เที่ยวผิดปกติ

    เช็ก 56 จังหวัด รับมือพายุฝนฟ้าคะนอง 23-25 เม.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504989&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gqLuWXAxS87GL_B4MYS6q

  • แมริออท บอนวอย ส่งกลยุทธ์ ‘Flexi 24 Hours’ รุกตลาดท่องเที่ยวไทย | เดลินิวส์

    แมริออท บอนวอย ส่งกลยุทธ์ ‘Flexi 24 Hours’ รุกตลาดท่องเที่ยวไทย | เดลินิวส์

    รายงานข่าวจาก แมริออท บอนวอยภายใต้เครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า บริษัทได้ยกระดับประสบการณ์การเดินทางในประเทศไทย ผ่านการเปิดตัวแคมเปญใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่นและคุ้มค่า หวังเจาะกลุ่มลูกค้านักธุรกิจและนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวด้วยโปรโมชั่น “Flexi 24 Hours Stay” และ “Stay, Spend, Savor” ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโรงแรมที่มีแบรนด์ครอบคลุมทุกเซกเมนต์

    สำหรับโปรโมชั่น “Flexi 24 Hours Stay” จะมอบประสบการณ์การเข้าพักเต็ม 24 ชั่วโมงในกรุงเทพฯ โดยไม่จำกัดเวลาเช็กอิน ไม่ว่าผู้เข้าพักจะเดินทางมาถึงโรงแรมที่เลือกในเวลาใดก็ตามภายใต้ข้อเสนอสุดยืดหยุ่นนี้ ผู้เข้าพักสามารถเช็กอินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อเป็นทางเลือกที่สะดวกสบาย ไร้ความกังวล เหมาะสำหรับการเดินทางเพื่อประชุมทางธุรกิจ การเดินทางเพื่อช้อปปิง หรือการแวะพักระยะสั้นในเมือง 

    ขณะเดียวกันยังจัดโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในโรงแรม ด้วยประสบการณ์ “Stay, Spend, Savor” ผ่านการมอบเครดิตเงินคืน เพื่อตอบโจทย์การเดินทางของคู่รักและครอบครัวที่ต้องการใช้เวลาวันหยุดอย่างคุ้มค่าในโรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำของประเทศ ยกระดับการพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยเครดิตโรงแรม เพื่อจูงใจให้ผู้เข้าพักใช้บริการร้านอาหาร เครื่องดื่ม ค็อกเทลยามพระอาทิตย์ตกดิน หรือทรีตเมนต์สปาชวนผ่อนคลาย 

    นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วย อาหารเช้าทุกวันสำหรับ 2ท่าน รวมอยู่ในอัตราค่าห้องพักที่ร่วมรายการ โดยโปรโมชั่นนี้ให้บริการสำหรับโรงแรมและรีสอร์ทในแหล่งท่องเที่ยวกลุ่มลักชูรี่ (Luxury Tier) รวมถึงโรงแรมภายใต้แบรนด์ พรีเมียม (Premium Brands) เหมาะสำหรับการเดินทางสุดโรแมนติกของคู่รัก การเดินทางท่องเที่ยวของครอบครัว การพักผ่อนเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ และการเดินทางเพื่อการพักผ่อนอย่างมีระดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5804850/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q4dZpEjIax-NRrXJv1-at

  • “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์ที่ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ทำเงินทั้งหมู่บ้าน

    “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์ที่ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ทำเงินทั้งหมู่บ้าน

    เขาเห็นรากไม้และเศษไม้ที่เหลือทิ้งจากการทำไม้ในอดีตถูกทิ้งไว้ตามเรือกสวนไร่นา จึงเริ่มนำมาสร้างสรรค์เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เฉพาะตัวภายใต้แบรนด์ Flow Phrae Furniture ซึ่งเป็นสินค้า OTOP วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเฟอร์นิเจอร์จากรากไม้และตอไม้

    ในขณะนั้น จังหวัดแพร่มีนโยบายจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต้องการผลักดันให้เมืองแพร่เป็น “Furniture City” สินชัยจึงใช้โอกาสนี้รวบรวมช่างฝีมือในชุมชนที่มีทักษะการทำไม้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ มาจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนในปี 2550

    “เราเป็นคนหมู่บ้านปางงุ้นที่เกิดมาก็เห็นไม้สักแล้ว เรามี DNA การทำเฟอร์นิเจอร์ที่ถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ช่างไม้ของเราบางคนไปทำงานต่างพื้นถิ่น แล้วเขาก็กลับมาพัฒนาบ้านเกิด สิ่งนี้คือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกเรา” 

    “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์ที่ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ทำเงินทั้งหมู่บ้าน

    การก้าวเข้าสู่สนาม OTOP ในปี 2551 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อสินค้าของเขาได้รับการคัดเลือกให้เป็น OTOP 5 ดาว และได้ไปโชว์ตัวที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีเป็นครั้งแรก การได้ไปเจอโลกกว้าง ทำให้สินชัยเริ่มเข้าใจว่า สินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมี “ช่องทาง” และ “เรื่องราว” ที่น่าสนใจ

    สร้าง ‘อาณาจักรธุรกิจครบวงจร’ เติบโตไปพร้อมกับ ‘วิถีชุมชน’ 

    ต่อมา สินชัยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนที่ดินมรดก 4 ไร่ จากการทำนาแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็น “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์ ที่มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ฟาร์มผัก ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการทำที่พัก แต่คือการวางโครงสร้างธุรกิจที่เกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ 

    เขาเปลี่ยนจากการขายแค่ “ผลิตภัณฑ์” มาเป็นการขาย “ประสบการณ์” ที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ โดยใช้โฮมสเตย์ คาเฟ่ และร้านอาหาร ทำหน้าที่เป็น ‘Living Showroom’ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสอัตลักษณ์ของงานไม้สักทองท่ามกลางบรรยากาศการพักผ่อน

    เมื่อลูกค้าได้ลองใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ประณีตหรือชิมอาหารในชุดภาชนะไม้สักทอง ความประทับใจเหล่านั้นจะเปลี่ยนสถานะจาก ‘ผู้มาเยือน’ ให้กลายเป็น ‘ผู้ซื้อ’ โดยอัตโนมัติผ่านประสบการณ์ตรงที่หาจากไหนไม่ได้

    “ผมมองว่าเราต้องสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า เมื่อเขามาพักโฮมสเตย์ เขาได้เห็นเฟอร์นิเจอร์ของเรา ได้ลองนั่งโต๊ะ เก้าอี้ ได้ชิมอาหารพื้นถิ่น นี่คือการขายความสุขที่จับต้องได้ และช่วยเปลี่ยนสินค้าพื้นเมืองให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ลูกค้าเต็มใจจะจ่ายเพื่อแลกกับคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้”

    “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์ที่ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ทำเงินทั้งหมู่บ้าน

    ความเหนือชั้นของอีโคซิสเต็มนี้ คือการเชื่อมโยงโลกออฟไลน์เข้าสู่โลกออนไลน์ TikTok Shop ทำหน้าที่เป็นช่องทางบอกเล่าเรื่องราว DNA ของหมู่บ้านปางงุ้นสู่คนทั่วประเทศ 

    โดยมีฟันเฟืองสำคัญคือชุมชน 120 ครัวเรือน รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ตัดสินใจย้ายกลับมาพัฒนาบ้านเกิด วงจรนี้จึงไม่ใช่แค่การเติบโตของแบรนด์เพียงลำพัง แต่คือการสร้างความยั่งยืนที่มีรากฐานจากคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    “อีโคซิสเต็มของหมอนไม้ไออุ่นคือการนำ DNA ของคนวังชิ้นมาทำให้เกิดมูลค่าสูงสุด เพื่อให้โลกเห็นภาพความตั้งใจจริงของเรา”

    สินชัยเปลี่ยน ‘อุปสรรค’ ให้กลายเป็น ‘แรงขับเคลื่อน’ โดยใช้ TikTok Shop เป็นสะพานเชื่อมจากป่าเขาสู่หน้าจอสมาร์ทโฟนของคนทั้งประเทศ การเดินทางของหมอนไม้ Shop ถูกถอดรหัสออกมาเป็น 3 กลยุทธ์สำคัญ ที่เปลี่ยนสินค้าชุมชนให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้  

    กลยุทธ์ ‘Downsizing’ ย่อส่วนงานคราฟต์ไม้สักทอง 

    สินชัยแก้โจทย์ใหญ่ของสินค้า OTOP ยุคเก่าที่ “ชิ้นใหญ่และขนส่งยาก” ด้วยการตัดสินใจทรานสฟอร์มผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “ย่อส่วนเพื่อเปิดใจ” 

    โดยนำไม้สักทองที่เป็นมรดกของครอบครัวมาแปรรูปเป็นสินค้าขนาดเล็ก เช่น เก้าอี้ โต๊ะกระชับพื้นที่ อุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร และของตกแต่งบ้านดีไซน์มินิมอล เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจซื้อ 

    นอกจากนี้ยังพัฒนานวัตกรรมอย่าง “สบู่ถ่านไม้สักทอง” ผลิตภัณฑ์สบู่ธรรมชาติที่นำผงถ่านจากไม้สักทองมาเป็นส่วนผสมหลัก เพื่อใช้ประโยชน์ในการดีท็อกซ์ผิว ดูดซับสิ่งสกปรก และช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ให้กลายเป็นสินค้า Hero ที่ขายง่ายบน TikTok Shop ก่อนจะต่อยอดไปสู่การรับออเดอร์เฟอร์นิเจอร์แบบ custom-made สำหรับลูกค้าที่ต้องการความเอ็กซ์คลูซีฟ

    “เราเน้นงานไม้ที่แข็งแรง แต่ถ้าลูกค้ามีรีเควสพิเศษ เราก็พร้อมจะ customize ให้ตามโจทย์ เรามีทีมงานที่เคยทำงานที่เกาหลี ไต้หวัน กลับมาช่วยงานที่หมู่บ้าน ทำให้การสร้างสรรค์งานง่ายขึ้น ผมเชื่อว่างานฝีมือช่างไม้บ้านเราคืองานปราณีตที่มีมูลค่ามหาศาล”

    “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์ที่ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ทำเงินทั้งหมู่บ้าน

    กลยุทธ์ ‘Emotional Marketing’: ขายความรู้สึกนำหน้าสินค้า

    เพื่อทลายข้อจำกัดด้านระยะทางที่ห่างไกลกว่า 100 กิโลเมตร เขาใช้ TikTok Shop เป็นเครื่องมือเชิงรุกที่ไม่เน้นการขายแบบยัดเยียด แต่ใช้การ “ขายความรู้สึก” ผ่านคอนเทนต์ที่ถ่ายทอดบรรยากาศยามเช้าและวิถีชีวิตจริงของบ้านปางงุ้น 

    สินค้าชิ้นเล็กอย่างสบู่หรือเครื่องครัวไม้สักมินิมอลจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ ทำให้ลูกค้ากล้าตัดสินใจซื้อออนไลน์ครั้งแรก ก่อนจะพัฒนาความเชื่อใจจนกลายมาเป็นลูกค้าประจำ และเป็นลูกค้าโฮมสเตย์ด้วย

    “ผมไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่มหรือที่พัก แต่ผมขาย ‘ความรู้สึก’ TikTok ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่คนอาจสัมผัสยากทางออนไลน์ ให้เป็นประสบการณ์ที่ชวนให้อยากมาสัมผัสด้วยตัวเอง ทำให้เราไม่ต้องนั่งรอความหวัง แต่สามารถส่งความสุขจากบ้านเราไปถึงมือทุกคนได้ทันที”

    กลยุทธ์ ‘Authenticity’: ความจริงใจคืออาวุธลับ

    อาวุธลับที่ทรงพลังที่สุดของสินชัยคือ “ความจริงใจ (Authenticity)” เขาบอกว่า พิสูจน์ให้เห็นว่าความสวยงามของโปรดักชั่นไม่สำคัญเท่ากับความจริงของเรื่องราว โดยเฉพาะภาพรอยยิ้มของคนในชุมชนที่มารวมตัวช่วยกันทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าบน TikTok Shop มองหามากกว่าการโฆษณาที่สวยหรู และนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้นักธุรกิจรุ่นใหญ่สามารถพาชุมชนก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่ความยั่งยืน

    “เมื่อก่อนผมเป็นคนพูดไม่เก่ง TikTok Shop ทำให้ผมมีโอกาสได้ไลฟ์ ทำให้พูดเก่งขึ้น สามารถโปรโมททั้งการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ไปด้วยกัน ผมมีรายได้จาก TikTok Shop ประมาณ 5 หลักต่อเดือน จากการไลฟ์และวิดิโอสั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ความจริงใจ ความสม่ำเสมอ และความไม่ท้อ”

    หมอนไม้ไออุ่น: รากเหง้าคือ ‘จุดแข็ง’ 

    ในวันที่โลกหมุนเร็วด้วยเทคโนโลยี หลายคนอาจมองว่าความเก่าแก่ของภูมิปัญญาเป็นเรื่องล้าหลัง แต่สำหรับ คุณสินชัย เขากลับมองต่างออกไป เขาเชื่อมั่นว่า “รากเหง้าคือจุดแข็ง และเทคโนโลยีทำให้ถึงจุดหมาย” ที่จะพาความภาคภูมิใจของชาววังชิ้นไปได้ไกลกว่าเดิม 

    โดยเฉพาะทักษะช่างไม้ที่เขานิยามว่ามันคือ “DNA ในสายเลือด” ที่แยกแยะไม้สักทองได้ด้วยตาเปล่า ผสานกับฝีมือของคนรุ่นใหม่ในชุมชนที่เคยไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ช่างไม้ไกลถึงเกาหลี ไต้หวัน และเซี่ยงไฮ้ แล้วตัดสินใจกลับมาเพื่อทำให้บ้านเกิดแข็งแรง 

    เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำสำหรับเพื่อนผู้ประกอบการ OTOP ที่ยังลังเล สินชัยยืนยันหนักแน่นว่า “อย่ารอให้พร้อม แล้วค่อยเริ่ม” เพราะบน TikTok Shop ‘ความจริงใจ’ ทรงพลังกว่าความสมบูรณ์แบบ

    “หลายคนกลัวเทคโนโลยี แต่ผมอยากบอกว่า TikTok Shop คือพื้นที่ที่ให้ ‘ความเป็นมนุษย์’ มากที่สุด ลูกค้าอยากเห็นวิถีชีวิตจริงๆ ของผู้คน อยากเห็นรอยยิ้มของลุงทำเก้าอี้ ป้าที่มาช่วยแพ็กของ เด็กๆ ที่มาช่วยเสิร์ฟน้ำ ถ้าพวกเค้าไม่ได้อยู่ในจอ เค้าก็จะหายไปจากความทรงจำของผู้คน”

    ก้าวต่อไปของ ‘หมอนไม้ไออุ่น’ 

    สิ่งที่ทำให้ก้าวต่อไปของหมอนไม้ไออุ่นน่าสนใจ คือโมเดลการเติบโตแบบ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อตอบแทนชุมชน

    “ถ้าผมวิ่งคนเดียว ผมอาจจะไปได้เร็ว แต่ถ้าจะไปให้ไกล เราต้องไปด้วยกัน การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมจะทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน เมื่อชาวบ้านมีรายได้ ชุมชนก็เข้มแข็ง และความเข้มแข็งนั้นแหละคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ทำให้ธุรกิจยั่งยืน”

    ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า สินชัยตั้งเป้าให้แบรนด์ Flow Phrae Furniture และ หมอนไม้ไออุ่น เป็นหมุดหมายสำคัญของจังหวัดแพร่ ผ่านการขับเคลื่อนพื้นที่ให้เป็น Creative Industry Village (CIV) ที่สมบูรณ์แบบ ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสประสบการณ์ กิน-เที่ยว-ช้อป ได้ครบวงจร 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/741339&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vlEQGwh79R8J7Btfp3pdH