Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ท่องเที่ยวขอนแก่นเร่งเกม MICE ผสาน Wellness ดึงนักธุรกิจโลก

    ท่องเที่ยวขอนแก่นเร่งเกม MICE ผสาน Wellness ดึงนักธุรกิจโลก

    ขอนแก่น: เมื่อ “ไมซ์” ขับเคลื่อนเมือง และ “เวลเนส” เติมมูลค่าใหม่

    บนแผนที่การท่องเที่ยวไทย “ขอนแก่น” อาจไม่ใช่เมืองปลายทางเชิงธรรมชาติแบบทะเลหรือภูเขา แต่ในอีกมิติหนึ่ง เมืองหลวงแห่งอีสานกำลังวางตำแหน่งตัวเองใหม่อย่างชัดเจนในฐานะ “เมืองเศรษฐกิจการประชุม” ที่เติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
     

    ดร.ณัฏฐิญา ตันทสุข นายกสมาคมท่องเที่ยวและไมซ์ จังหวัดขอนแก่น สะท้อนภาพการเติบโตว่า ตลอดช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ขอนแก่นได้พัฒนาโครงสร้างการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเลือกใช้ “วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ชุมชน” เป็นจุดขายหลัก ทดแทนข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ

    จากเมืองทางผ่าน ขอนแก่นจึงถูกยกระดับสู่ “MICE City” ที่สามารถดึงดูดทั้งองค์กรธุรกิจ บริษัทมหาชน และอีเวนต์ระดับประเทศให้เข้ามาจัดงานได้อย่างต่อเนื่อง

    ดร.ณัฏฐิญา ตันทสุข นายกสมาคมท่องเที่ยวและไมซ์ จังหวัดขอนแก่น

    จากห้องประชุม สู่การพักผ่อนเชิงสุขภาพ

    หัวใจสำคัญของการเติบโตอยู่ที่อุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conventions, Exhibitions) ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้โดยตรงจากการจัดงาน แต่ยังต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวในมิติอื่น

    ปีนี้ ขอนแก่นยกระดับกลยุทธ์ไปอีกขั้น ด้วยการผสาน “Wellness Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เข้ามาเป็นแกนเสริม

    แนวคิดนี้ตอบโจทย์พฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ไม่ได้มองแค่การเดินทางเพื่อทำงาน แต่ต้องการ “คุณภาพชีวิต” ระหว่างการเดินทาง ทั้งการพักผ่อน ฟื้นฟูสุขภาพ และประสบการณ์ที่มีความหมาย

    การผสาน MICE เข้ากับ Wellness จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกิจกรรม แต่เป็นการ “ยืดระยะเวลาการใช้จ่าย” และ “เพิ่มมูลค่าต่อหัว” ของนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ
     

    ความเชื่อมั่นในวันที่โลกผันผวน

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากภาวะสงคราม ราคาพลังงาน และกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่ขอนแก่นยังคงแสดงศักยภาพผ่านตัวเลขจริง

    รายได้จากการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่แตะระดับประมาณ 1,500 ล้านบาท กลายเป็นตัวสะท้อนความแข็งแกร่งของดีมานด์ภายในประเทศ และความสามารถในการดึงดูดนักเดินทาง

    ดร.ณัฏฐิญา มองว่า “นิสัยมักม่วน” หรือความรักความสนุกของคนไทย รวมถึงความร่วมมือที่เหนียวแน่นของภาคเอกชน คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวยังเดินหน้าต่อได้

    ขณะเดียวกัน การลงทุนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ การจัดอีเวนต์ระดับประเทศนอกกรุงเทพฯ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต เช่น รถไฟความเร็วสูง และตลาดนักท่องเที่ยวเฉพาะทางอย่างนักกอล์ฟจากเกาหลีและญี่ปุ่น ล้วนเป็น “แรงหนุนระยะยาว” ที่สำคัญ

    เมืองไร้ทะเล แต่ไม่ไร้โอกาส

    ขอนแก่นกำลังพิสูจน์ว่า “ข้อจำกัด” ไม่ใช่อุปสรรค หากสามารถแปลงเป็น “จุดยืน” ที่ชัดเจน

    จากเมืองที่ไม่มีทะเล วันนี้ขอนแก่นเลือกใช้

    • วัฒนธรรม เป็นเสน่ห์
    • MICE เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ
    • Wellness เป็นตัวเพิ่มมูลค่า

    ทั้งหมดหลอมรวมเป็นโมเดลการท่องเที่ยวที่แตกต่าง

    ด้วยรากฐานนี้ จังหวัดตั้งเป้าเติบโต 5–10% ในปีนี้ โดยมุ่งสร้าง “ประสบการณ์ที่มีคุณภาพ” มากกว่าปริมาณ และวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางการประชุมและการท่องเที่ยวแห่งภาคอีสานอย่างเต็มตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/741387&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jyXyH0UAunVhHVt_Nkf0i

  • ไทยดวลจีนรอบ 8 ทีม เทนนิส ยู 14 หญิงชิงแชมป์โลกคัดเอเชีย

    ไทยดวลจีนรอบ 8 ทีม เทนนิส ยู 14 หญิงชิงแชมป์โลกคัดเอเชีย

    บริษัท สยามสปอร์ต ซินติเคท จำกัด (มหาชน)
    เลขที่ 66/26 – 29 ซอยรามอินทรา 40
    ถนนรามอินทรา แขวงนวลจันทร์
    เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230

    โทร : 02-5088-000
    อีเมล์ : [email protected]
    เว็บไซต์ : www.siamsport.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/102811/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tvprD7jnIZYZtGZhkwf3N

  • หยุดยาว พ.ค. นี้ “ทริปสั้น” มาแรง! คนไทยเน้นเที่ยวใกล้-วางแผนง่าย-ประหยัดงบ

    หยุดยาว พ.ค. นี้ “ทริปสั้น” มาแรง! คนไทยเน้นเที่ยวใกล้-วางแผนง่าย-ประหยัดงบ

    หยุดยาว พ.ค. นี้

    อโกด้า เผยเทรนด์ “ทริประยะสั้น” มาแรงรับหยุดยาว พ.ค. นี้ “ระยอง-โฮจิมินห์” ครองแชมป์ยอดค้นหาพุ่ง สะท้อนพฤติกรรมเน้นเที่ยวใกล้-วางแผนง่าย-ประหยัดงบ

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว ระบุว่า นักเดินทางชาวไทยหันมาให้ความนิยมกับทริประยะใกล้ที่วางแผนได้ง่ายมากขึ้น สะท้อนถึงความต้องการเดินทางที่ใช้เวลาน้อยลงและมองหาความสะดวกในการเดินทาง

    ทั้งนี้ การค้นหาที่พักสำหรับจุดหมายปลายทางระยะใกล้เพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดยาววันแรงงานและวันฉัตรมงคล ระหว่างวันที่ 30 เม.ย.-4 พ.ค. 69 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยความสนใจที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นทั้งกับการท่องเที่ยวภายในประเทศและต่างประเทศ โดยระยองเป็นจุดหมายปลายทางในประเทศที่ได้รับการค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุด และโฮจิมินห์เป็นจุดหมายยอดนิยมที่ได้รับการค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุด สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ

    หยุดยาว พ.ค. นี้

    โดยจุดหมายปลายทางที่สามารถขับรถได้จากกรุงเทพฯ ในระยะใกล้ ๆ ได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยเป็นอย่างมาก โดยระยองมีการค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุด (44%) รองลงมาคือพัทยา (40%) ชลบุรี (29%) เกาะเสม็ด (22%) และหัวหิน/ชะอำ (19%) ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของการท่องเที่ยวระยะใกล้ ๆ และวางแผนง่าย ๆ

    สำหรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของนักเดินทาง อาจได้รับอิทธิพลจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของการท่องเที่ยวแบบประหยัดและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการเดินทางระยะสั้นสามารถช่วยลดทั้งเวลาในการวางแผนและค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของระยอง ยังได้รับแรงสนับสนุนจากความพยายามในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยสวนผลไม้ตามฤดูกาลและกิจกรรมในฟาร์มช่วยเพิ่มมิติใหม่ให้กับแหล่งท่องเที่ยว และกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

    ในส่วนของจุดหมายปลายทางที่ไกลจากกรุงเทพฯ พบว่า กระบี่ มีการค้นหาเพิ่มมากขึ้น 13% และเชียงใหม่ 28% สะท้อนให้เห็นว่าแม้การท่องเที่ยวระยะใกล้จะเป็นเทรนด์หลักในช่วงวันหยุดนี้ แต่นักเดินทางชาวไทยยังคงให้ความสนใจในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางระยะไกล เพื่อหาประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน เทรนด์การเดินทางระยะใกล้ ยังสามารถเห็นได้จากการเดินทางไปต่างประเทศอีกด้วย โดยเมืองที่ใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินไม่นานจากกรุงเทพฯ ได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยอย่างมาก ซึ่งโฮจิมินห์มีอัตราการค้นหาเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 134% รองลงมาคือดานัง 58% และฮ่องกง 2% โดยโซลเป็นเพียงจุดหมายปลายทางเดียวในอันดับต้น ๆ ที่ไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางระยะสั้น โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 49% ความนิยมของเมืองนี้น่าจะเป็นผลมาจากนักเดินทางอยากไปสัมผัสกับฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากฤดูนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดช่วงหนึ่งในการเดินทางไปเยือนโซล

    น.ส.อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีน ของอโกด้า เผยว่า นักเดินทางชาวไทยยังคงมีความต้องการการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี แม้จะเป็นช่วงหลังวันหยุดยาวสำคัญอย่างเทศกาลสงกรานต์ก็ตาม ขณะเดียวกัน ยังเห็นเทรนด์ที่ชัดเจนของการตัดสินใจเดินทางที่คำนึงถึงงบประมาณมากขึ้น โดยนักเดินทางให้ความสำคัญกับทริปที่เรียบง่ายและสะดวกสบายมากกว่า ส่งผลให้จุดหมายปลายทางระยะใกล้และวางแผนได้ง่ายได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทั้งภายในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12808725&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pDB-FCraBvmX5VmesErnC

  • รัฐบาลเตรียมยกเลิก “ฟรีวีซ่า” 60 วัน สกัดนักท่องเที่ยวไม่พึงประสงค์ ดันไทยเที่ยวไทย

    รัฐบาลเตรียมยกเลิก “ฟรีวีซ่า” 60 วัน สกัดนักท่องเที่ยวไม่พึงประสงค์ ดันไทยเที่ยวไทย

    รัฐบาลเตรียมยกเลิก

    วันนี้ (วันที่ 23 เมษายน 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาล กำลังอยู่ระหว่างการทบทวน และมีแนวโน้มที่จะ ยกเลิกมาตรการผ่อนผันการตรวจลงตรา หรือ ฟรีวีซ่า 60 วัน หรือการยกเลิกวีซ่า ประเภท ผ. 60 วัน ที่เคยทดลองใช้กับทุกประเทศ เพื่อใช้เป็นกลไกคัดกรองนักท่องเที่ยวกลุ่มไม่พึงประสงค์ และมุ่งเน้นการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจและสังคม

    จากการรวบรวมข้อมูลหลังการทดลองใช้มาตรการฟรีวีซ่า 60 วันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายความมั่นคง และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ข้อสรุปว่าจำเป็นต้องมีการทบทวนความเหมาะสมของมาตรการดังกล่าว
     

    โดยมีแนวทางที่จะ ยกเลิกมาตรการฟรีซ่า 60 วันในทุกประเทศ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพื่อกลับไปใช้เกณฑ์เดิมของแต่ละประเทศที่เคยได้รับ กับวีซ่าใหม่ๆในแต่ละประเทศที่เหมาะสมต่อไป โดยมีแนวคิดในการขยายระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว (Long Stay) เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

    สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการปรับปรุงเรื่องวีซ่าในครั้ง คือเพื่อใช้เป็น กลไกในการคัดกรองนักท่องเที่ยวเบื้องต้น รัฐบาลต้องการลดปัญหาที่เกิดจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไม่พึงประสงค์ และมุ่งเน้นไปที่การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีคุณภาพและต้องการพำนักในระยะยาว (Long Stay) แทน

    ขั้นตอนในขณะนี้ ปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศได้มีการประชุมหารือในเรื่องนี้แล้ว และเตรียมที่จะ นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากต้องมีการแก้ไขมติ ครม. เดิมที่มีการอนุมัติมาตรการผ่อนผันไว้
     

    รมว.สุรศักดิ์ กล่าวต่อถึงประเด็นกระแสข่าวในโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับกรณีชาวต่างชาติถือ วีซ่าประเภท LTR (Long-Term Resident) พำนักในไทย และมีประเด็นเรื่องการไม่เสียภาษีนั้น รัฐบาลยืนยันว่ากระบวนการออกวีซ่าแต่ละประเภทมีการพิจารณาอย่างรอบคอบจากกระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องเอกสารประกอบการพิจารณา ทั้งวงเงินลงทุนและหลักทรัพย์ ซึ่งต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด 

    หากมีการกระทำผิดกฎหมายหรือเลี่ยงภาษีจริง จะต้องมีการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยปัจจุบันหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้  

    นอกจากนี้เป้าหมายหลักของนโยบายรัฐบาลในขณะนี้คือการส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน โดยเน้นแนวคิด “กรีน” (Green) และการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยเน้นความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในทุกมิติ เพื่อให้การท่องเที่ยวสร้างประโยชน์แก่ชุมชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง 

    นอกจากการปฏิรูปเรื่องวีซ่าแล้ว รัฐบาลเตรียมเสนอมาตรการ “ควิกวิน” (Quick Win) เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยนำมาตรการที่เคยใช้ในช่วงโควิดกลับมาประยุกต์ใช้ใหม่ พร้อมพิจารณามาตรการยกเว้นภาษี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

    การแยกส่วนงานด้านกีฬากับท่องเที่ยวออกจากกัน เพื่อความคล่องตัว รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการ และเน้นการอัพสกิล/รีสกิลบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657282&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c_7dtLwyZKGm-d9R0W33N

  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกาหลีใต้ต่ำสุดรอบ 1 ปี เหตุสถานการณ์ตอ.กลางกดดันเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกาหลีใต้ต่ำสุดรอบ 1 ปี เหตุสถานการณ์ตอ.กลางกดดันเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยในวันนี้ (23 เม.ย.) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCSI) ของเกาหลีใต้ อยู่ที่ระดับ 99.2 ในเดือนเม.ย. ลดลง 7.8 จุดจากเดือนมี.ค. โดยลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และกลับมาต่ำกว่าระดับ 100 เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2568 ซึ่งขณะนั้นดัชนีอยู่ที่ 93.6

    ทั้งนี้ ดัชนีที่สูงกว่า 100 บ่งชี้ว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจมีจำนวนมากกว่าผู้บริโภคที่มุมมองลบ

    ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกาหลีใต้ปรับตัวลงมากที่สุดในรอบ 1 ปี ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อเงินเฟ้อและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    เจ้าหน้าที่ BOK ระบุว่า แม้ภาคการส่งออกยังคงแข็งแกร่ง แต่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จากอุปทานพลังงานหยุดชะงักและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

    นอกจากนี้ เงินเฟ้อในช่วง 1 ปีข้างหน้า น่าจะเพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับ 2.9% จากผลกระทบของอุปทานน้ำมันดิบและวัตถุดิบที่ตึงตัว

    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง หลังเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการโจมตีกรุงเตหะรานและเมืองอื่น ๆ อีกหลายแห่งในอิหร่าน ส่งผลให้ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านในขณะนั้นเสียชีวิต พร้อมด้วยผู้บัญชาการทหารระดับสูงและพลเรือน จากนั้นอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล รวมถึงฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งใช้มาตรการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด

    ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นประมาณ 20% ของการใช้น้ำมันทั่วโลก โดยการหยุดชะงักของการขนส่งทางเรือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/587271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C89CMFQQ-Q-VgYsokCYTt

  • อว. ผนึกกำลังกระทรวงพาณิชย์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ระดมแพลตฟอร์ม เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร – SMEs | เดลินิวส์

    อว. ผนึกกำลังกระทรวงพาณิชย์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ระดมแพลตฟอร์ม เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร – SMEs | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ร่วมประชุมบูรณาการระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวง พณ. โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายวุฒิไกร ลีวีระพันธ์ุ” ปลัดกระทรวง พณ. และผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วม เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งด้านงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง อว. เข้ากับศักยภาพด้านการตลาดของกระทรวง พณ. มุ่งเป้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้องประชุมบูรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

    หลังการประชุม ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ทิศทางการทำงานร่วมกันในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยในระยะเร่งด่วนกระทรวง อว. จะระดมสรรพกำลังจากแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพ ทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) ทั่วประเทศ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยี เสริมทักษะอาชีพ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ SMEs นอกจากนี้ ในระยะยาวกระทรวง อว. ได้เตรียมวางรากฐานประเทศสู่การเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy) โดยพร้อมเป็นทัพหน้าในการยกระดับคุณภาพทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ร่วมกับสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อสร้างสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการบูรณาการร่วมกับกระทรวง พณ. เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบและผลักดันกระบวนการจดสิทธิบัตรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มต่อยอดจากระบบ Fast Track ในกลุ่มสินค้าการแพทย์และอาหารแล้ว

    “เป้าหมายสำคัญคือการลดเวลาการจดสิทธิบัตร หากกระทรวง อว. สามารถเข้ามาช่วยเตรียมความพร้อมในส่วนหน้า และทำงานบูรณาการร่วมกับกระทรวง พณ. อย่างใกล้ชิด เราอาจจะสามารถผลักดันให้การจดสิทธิบัตรของทุกผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นและพร้อมนำไปใช้ประโยชน์ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

    ด้าน นางศุภจี กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการประชุมในครั้งนี้ คือการนำจุดแข็งของกระทรวง อว. และกระทรวง พณ. มาเชื่อมโยงกัน โดยนำงานวิจัย ความรู้ ความสามารถของทางกระทรวง อว. มาช่วยเสริมความสามารถในการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะแบ่งการทำงานเป็น 4 ประเด็น คือ 1. ยกระดับสินค้าเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยใช้องค์ความรู้ไปช่วยเพิ่มมูลค่า 2. สร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรและนวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน โดยนำไปต่อยอดใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจให้ SMEs 3. ผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์และการส่งออก เปลี่ยนงานวิจัยบนหิ้งให้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่จับต้องได้ และ 4. พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและเทคโนโลยี ติดอาวุธทางข้อมูลให้ SMEs ไทย โดยขับเคลื่อนการทำงานของรัฐด้วยข้อมูล (Data) และนวัตกรรม

    รองนายกฯ และ รมว.พณ. กล่าวต่อว่า กระทรวง พณ. พร้อมนำกลไกการตลาดมาเชื่อมต่อกับงานวิจัยของกระทรวง อว. เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถนำไปใช้จริงและเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ โดยในเบื้องต้นจะมีการนำเครือข่ายของ อว. เข้ามาช่วยเพิ่มทักษะ ทั้ง Upskill และ Reskill ให้กับกลุ่มสินค้าชุมชนและ SMEs ในโครงการไทยช่วยไทยทันที ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกระทรวงยังเตรียมผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ (IP Finance) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ของกระทรวง อว. และเตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสร้างกลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินได้ ซึ่งจะถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการนำงานวิจัยจากหิ้งมาต่อยอดสร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5806537/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SdS5og6cK1VfoKHv2WEVt

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 เมษายน 2569 – InterGold

    วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.46 น.

    กลยุทธ์ : รอช้อนที่แนวรับ $4,700
    แนวรับ : $4,700 หรือ 71800
    แนวต้าน : $4,850 หรือ 73,300

    .
    1. ไฟสงครามยังคุโรม! Geopolitical Risk พุ่ง ดันทองคำเป็นหลุมหลบภัยชั้นดี
    แม้จะมีการขยายเวลาหยุดยิง แต่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังเดือดจัด หลังอิหร่านยึดเรือและมีการปะทะเกิดขึ้น ความไม่แน่นอนนี้เป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกวิ่งเข้าหาทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) ตราบใดที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่จบ ทองคำก็ยังมีแรงหนุนให้ไปต่อได้ไกล

    2. พลังงานพุ่งปรี๊ด! สัญญาณเตือนเงินเฟ้อรอบใหม่เริ่มทำงาน
    ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent และ WTI ทะยานขึ้นกว่า 3% จากวิกฤตการเดินเรือและสต็อกน้ำมันที่ลดลงเกินคาด ซึ่งราคาพลังงานที่สูงขึ้นนี้เป็น “ตัวเร่งเงินเฟ้อ” โดยตรง เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งแรง ทองคำจึงทำหน้าที่เป็น “เกราะป้องกันมูลค่าเงิน” ที่นักลงทุนเลือกใช้เพื่อสู้กับภาวะของแพง ทำให้ทองคำยังคงมีความต้องการสูงในตลาดโลก

    3. ตลาดหุ้น All-Time High! ศึกแย่งชิงเม็ดเงินระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงและทองคำ
    ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ (ATH) สะท้อนภาวะ Risk-on ที่เม็ดเงินไหลเข้าหาตลาดหุ้นอย่างบ้าคลั่ง แม้จะมีข่าวร้ายจากสงครามมาบ้าง แต่ความร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่คอยดึงสภาพคล่องออกไปจากตลาดทองคำ ทำให้การขยับขึ้นของราคาทองคำอาจถูกสกัดเป็นระยะๆ จากแรงดึงดูดของกำไรในตลาดหุ้น

    4. Stagflation มาเยือน? ยุโรป-อังกฤษ กระอักภาวะเศรษฐกิจชะลอแต่เงินเฟ้อสูง
    ตัวเลขเงินเฟ้ออังกฤษ (CPI) ที่พุ่งแตะ 3.3% และแนวโน้มดัชนี PMI ภาคการผลิตของยุโรปที่ส่งสัญญาณหดตัวลง (คาดการณ์ต่ำกว่า 50 จุด) กำลังสร้างความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวสวนทางกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ภาวะความผิดปกติทางเศรษฐกิจเช่นนี้มักจะเป็นช่วงเวลาที่ “ทองคำ” ฉายแสงได้ดีที่สุด เพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ประเภทอื่น

    5. ดักรอที่แนวรับ! ทองเริ่มตึงตัว
    แม้ราคาทองคำจะยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แต่ในเชิงเทคนิคเริ่มเห็นสัญญาณการตึงตัวของราคา (Overextended) ทำให้การวิ่งเข้าหา แนวต้านสำคัญที่ $4,850 (73,300 บาท) อาจไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความเสี่ยงที่จะโดนแรงขายทำกำไรตบกลับลงมาได้ทุกเมื่อ สำหรับใครที่ยังไม่มีของ “ไม่แนะนำให้ไล่ราคา” ในจังหวะนี้ แต่ควรรอให้ราคาย่อตัวลงมาทดสอบ แนวรับแข็งแกร่งที่บริเวณ $4,700 (71,800 บาท) เพื่อดูแรงรับว่าเหนียวแน่นพอหรือไม่ หากหลุดแนวรับนี้อาจต้องถอยมาตั้งหลักใหม่

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-23-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L5RVnSANYksNCNnTCxvPl

  • “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต  ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ดูแลค่าครองชีพ

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ดูแลค่าครองชีพ

    วันนี้ ( 23 เม.ย.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์วันนี้มีความซับซ้อนกันหลายมิติ ขณะที่ประเทศจีนก็เริ่มทำแผนพัฒนาประเทศ 5 ปี ซึ่งไทยจะสามารถปรับตัวให้สามารถอยู่ได้ โดยรักษาดุลการค้าของประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาไปพร้อมกัน

    ยอมรับว่า วิกฤตพลังงานกดดันราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ รวมถึงค่าขนส่ง และการส่งออกในด้านการดูแลค่าครองชีพประชาชน กระทรวงพาณิชย์จะให้ความสำคัญมากที่สุด ยอมรับว่า หากสถานการณ์ ยังไม่คลี่คลายอาจจะต้องยอมขยับราคาสินค้าบางประเภท ตามโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์

    ส่วนในระยะถัดไปกระทรวงพาณิชย์ จะผลักดันโครงการ “ไทยช่วยไทย” อย่างเต็มรูปแบบ โดยยกระดับโครงการธงฟ้าเดิม, สินค้า HOUSE BRAND, สินค้าเกษตร โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกองทุนหมู่บ้าน เปิดจุดให้ขายสินค้าโครงการไทยช่วยไทย ผ่าน 800 ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ จำหน่ายสินค้าลดค่าครองชีพทุกวันศุกร์ ขณะนี้มีที่ว่าการอำเภอพร้อมเข้าร่วมแล้ว 660 แห่ง เริ่มโครงการวันที่ 1 พ.ค.นี้ หากยังไม่เพียงพอ ในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงยาก จะใช้โครงการ “ธงฟ้าเคลื่อนที่” และเปิดรับ “รถพุ่มพวง” ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 2,000 คัน และเปิดรับเพิ่มเป็น 5,000 คัน

    คาดว่าจะเปิดรับสมัครภายในสัปดาห์หน้า ภาครัฐจะช่วยเรื่องบัตรเติมน้ำมันแบ่งเป็นรถมอเตอร์ไซต์พ่วงข้างช่วยค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเดือน รถยนต์ 3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินโครงการได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพ.ค.นี้

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต  ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มสินค้า SMEs กระทรวงฯ ร่วมกับ 6 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Thailand Postmart, Nexgen, Shopee, LAZADA, TikTok และ LINE MAN ซึ่งจะไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) ขณะที่กระทรวงฯ จะช่วยสนับสนุนค่าขนส่ง รวมถึงจัดทำคูปองส่วนลดใบละ 100 บาท ให้กับผู้ซื้อ โดยจะคัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิตจริง มีมาตรฐาน และมีความพร้อมในการจำหน่ายออนไลน์ จำนวน 2,000 ราย เข้าสู่แพลตฟอร์มดังกล่าว โดยมีเป้าหมายขยายไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย

    ที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้ดำเนินนโยบาย Quick Big Win 7 นโยบาย 19 โครงการสำคัญ 80 กิจกรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 73,000 ล้านบาทเกษตรกรได้ประโยชน์ 6,000,000 ครัวเรือนผู้ประกอบการได้ประโยชน์มากกว่า 193,000 ราย

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต  ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    เป้าหมาย คือ ทำให้ประชาชนสามารถประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างโอกาสให้กระจายได้อย่างทั่วถึง ทั้งในระดับชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตซ้อนวิกฤต และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    สำหรับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ จะเน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น และการปรับโครงสร้างรองรับในระยะยาว 5 ประกอบด้วย 1.การดูแลค่าของชีพสร้างรายได้ยกระดับชุม 2.รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร 3. สร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอีและชุมชน 4.สร้างสมดุลย์การส่งออก 5.ยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อคกฎหมาย

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต  ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    กระทรวงพาณิชย์จะใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวง การใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

    โชว์ผลงาน 6 เดือน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 73,000 ล้านบาท

    รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568-มีนาคม 2569) กระทรวงพาณิชย์ได้ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวคิด Quick Big Win โดยเน้นมาตรการเร่งด่วนที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว ดำเนินงานผ่าน 7 นโยบายหลัก 19 โครงการสำคัญ และกว่า 80 กิจกรรม ครอบคลุมการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การดูแลค่าครองชีพ การเสริมสร้างศักยภาพ SMEs การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย–กัมพูชา การรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การเจรจา FTA และการพัฒนาเทคโนโลยีและกฎระเบียบสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 73,000 ล้านบาท โดยเกษตรกรได้รับประโยชน์มากกว่า 6 ล้านครัวเรือน และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์มากกว่า 193,000 ราย

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต  ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    ในด้านการลดค่าครองชีพ โครงการร้านยาสุขกายสบายกระเป๋า ช่วยลดภาระประชาชนกว่า 5,600 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 16,650 ล้านบาท ขณะที่การส่งเสริมแฟรนไชส์และสินเชื่อ SMEs สามารถสร้างมูลค่าธุรกิจรวมกว่า 1,500 ล้านบาท และขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ

    นอกจากนี้ การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด สามารถหมุนเวียนเศรษฐกิจได้กว่า 325 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การบุกตลาดใหม่และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 34,000 ล้านบาท และผลักดันให้มูลค่าส่งออกรวมเติบโตต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังได้แต่งตั้ง 2 โฆษกกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ คือ นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และนายประคัลร์ กอดำรง เอกอัครราชทูต(ฝ่ายการพาณิชย์) เพื่อประชาสัมพันธ์งานกระทรวงพาณิชย์ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    อ่านข่าว:

    “ศุภจี” เล็งปรับทัพพาณิชย์ครั้งใหญ่ สู้วิกฤตค่าครองชีพสูง เร่งแก้ราคาสินค้าเกษตรพุ่ง

    “ศุภจี” สั่งเพิ่มช่องทาง “ไทยช่วยไทย” ดึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เข้าร่วมเริ่ม 16 เม.ย.นี้

    ราคาพลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง ฉุดเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงในรอบ 6 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p0fx-VYx2HjMPePlPqSdW

  • ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ล่าสุด ขุนคลังคาดเริ่มเดือนพฤษภาคม 2569

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ล่าสุด ขุนคลังคาดเริ่มเดือนพฤษภาคม 2569

    เลื่อนลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสแล้ว! ล่าสุด ขุนคลังประกาศเปิดสมัครชิงสิทธิ์เดือนพฤษภาคม เริ่มใช้จ่ายเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมเผย จ่อออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน เดือน พ.ค. นี้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดว่าจะเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม และเริ่มใช้จ่ายสิทธิได้ในเดือนมิถุนายน 2569 โดยจำนวนเงิน และผู้ที่จะได้รับสิทธินั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และรูปแบบการใช้เงิน เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในระยะยาว

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงก่อนงบประมาณปี 2570 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาด โดยจะนำมาเสริมกับเงินที่มาจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายปี 2569 วงเงินราว 80,000-100,000 ล้านบาท และเงินจากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท

    นายเอกนิติ ระบุว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของ GDP ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 66% ของ GDP เหลือช่องว่างอีก 4% คิดเป็นเงินที่กู้ได้ 8 แสนล้านบาท จึงไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949896/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09k4XENKguYAx4sLHN78hw

  • ลดค่าไฟ พัฒนาสารเคลือบภายนอก ช่วยลดความร้อนในอาคาร – Techhub

    ลดค่าไฟ พัฒนาสารเคลือบภายนอก ช่วยลดความร้อนในอาคาร – Techhub

    … อากาศร้อนจัด. นักวิจัยนาโนเทคได้ต่อยอดนวัตกรรม สีและสารเคลือบภายนอกเพื่อลดความร้อนสำหรับอาคาร และน้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่น รวมถึงเซลล์แสงอาทิตย์ฟิล์ม …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techhub.in.th/nstda-nanocoating-technology-for-solar-energy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iCIwJy9XaasWy-5pufYHC