Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • GDP เกาหลีใต้ขยายตัว 1.7% ใน Q1/69 โตเร็วสุดในรอบกว่า 5 ปี อานิสงส์ส่งออกแกร่ง : อินโฟเควสท์

    GDP เกาหลีใต้ขยายตัว 1.7% ใน Q1/69 โตเร็วสุดในรอบกว่า 5 ปี อานิสงส์ส่งออกแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยรายงานเบื้องต้นในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของเกาหลีใต้ ขยายตัว 1.7% ในไตรมาส 1/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการขยายตัวรายไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3/2563 และสูงกว่าที่ BOK คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 0.9%

    BOK ระบุว่า แม้วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้ แต่เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในไตรมาสแรกยังสามารถเติบโตได้รวดเร็วที่สุดในรอบ 5 ปีครึ่ง โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่มีความยืดหยุ่น

    เศรษฐกิจเกาหลีใต้ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชียหดตัวลง 0.2% ในไตรมาส 1/2568 ก่อนจะกลับมาขยายตัวที่ระดับ 0.7% ในไตรมาส 2 และขยายตัว 1.3% ในไตรมาส 3 แต่เศรษฐกิจกลับอ่อนแรงลงอีกในไตรมาส 4 โดยปรับตัวลง 0.2% ท่ามกลางการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกที่อ่อนแอและการชะลอตัวในภาคการก่อสร้าง

    ส่วนตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัว 1%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/587152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mkjOudhWG3Eri_PUeumaG

  • ‘ซีอีโอแบงก์’ เตือนแรงกระแทกสงคราม ตั้งสำรองเชิงรุก-ปรับพอร์ตรับศึกรอบด้าน

    ‘ซีอีโอแบงก์’ เตือนแรงกระแทกสงคราม ตั้งสำรองเชิงรุก-ปรับพอร์ตรับศึกรอบด้าน

    ‘ซีอีโอแบงก์’ เตือนแรงกระแทกสงคราม ตั้งสำรองเชิงรุก-ปรับพอร์ตรับศึกรอบด้าน

    ท่ามกลาง “เศรษฐกิจ” ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เหล่า “ธนาคารพาณิชย์ไทย” (แบงก์) เริ่มออกมาส่งสัญญาณเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่กระจายวงกว้าง ยืดเยื้อ ล้วนมีผลกระทบอย่างมากต่อ “เศรษฐกิจไทย ธุรกิจไทย และลูกหนี้” ที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ต่อเนื่องในระยะข้างหน้า 

    ดังนั้น การตั้งรับประเมินความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ควบคู่กับการทบทวนพอร์ตสินเชื่อ รวมถึงการตั้งสำรองเชิงรุกเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเข้ามากระแทกในระยะข้างหน้า

    • ประเมินผลกระทบ-ปรับตัวรับแรงกระแทก

    นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า ไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมมหภาคที่ผันผวน

    โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ “เศรษฐกิจโลกและไทย”
    ท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนดังกล่าว

    เอสซีบี เอกซ์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลลูกค้า และผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ต่อเนื่อง โดยเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการประเมินผลกระทบ เสนอแนะแนวทางการปรับตัว และสนับสนุนการฟื้นตัวแต่ละกิจการอย่างตรงจุด เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพฟื้นตัวได้ระยะยาว

    ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้ดำเนินการทบทวนพอร์ตสินเชื่อธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทในเครืออย่างรอบด้าน เพื่อประเมินความสามารถชำระหนี้และความเพียงพอของการตั้งสำรอง โดยยังคงรักษาสมดุลระหว่างการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัยและการเติบโตของสินเชื่อคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

    • เกาะติด-ประเมินสถานการณ์สงครามใกล้ชิด

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ทั้งปีคาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 0.8% – 1.2% 

    ภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงาน และโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อให้มีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น และส่งผ่านผลกระทบมายังค่าครองชีพและกำลังซื้อของครัวเรือน ภาคธุรกิจระมัดระวังการลงทุนและการวางแผนการผลิตมากกว่าเดิม

    และหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ตลอดจนการชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป  

    โดยในส่วนธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง ผ่านการเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการยกระดับกลยุทธ์ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ด้วยการเข้าใจความต้องการลูกค้ารอบด้าน

    อีกทั้งธนาคารมีการติดตาม ประเมินสถานการณ์ใกล้ชิดภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง เพื่อประคับประคองลูกค้าให้ผ่านสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้

    • ดำเนินธุรกิจบนหลักความระมัดระวัง

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง และการชะลอตัวเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นและการลงทุนภาคเอกชน สร้างแรงกดดันรอบใหม่ต่อภาคธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขัน

    ธนาคารกรุงเทพ ตระหนักถึงความท้าทายจากความเสี่ยงที่กระจายตัวกว้าง และยากต่อการประเมิน ในสถานการณ์เช่นนี้ธนาคารให้ความสำคัญการดูแล และให้คำปรึกษาลูกค้า พร้อมยืนเคียงข้างฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” เน้นเสริมสร้างสภาพคล่องให้เหมาะสมกับแต่ละกิจการให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวน

    ขณะเดียวกันธนาคารดำเนินธุรกิจตามหลักความระมัดระวังรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

    • เร่งบริหารความเสี่ยง-เสริมความยืดหยุ่น

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจาก “สงครามในตะวันออกกลาง” ที่ยืดเยื้อ ความเสี่ยงสำคัญ คือ ขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ฯลฯ 

    ดังนั้น ภายใต้บริบทดังกล่าว ธนาคารยังคงเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนต่อเนื่อง ผ่านมาตรการแก้หนี้ ฟื้นฟูศักยภาพ และสนับสนุนเข้าถึงแหล่งเงินทุน อาทิ โครงการ “SMEs Credit Boost” ควบคู่การสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน และผลักดันเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง “Reinvent Thailand” 

    ทั้งนี้ ธนาคารจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงและเสริมความยืดหยุ่นในระยะยาว

    • ตั้งสำรองเพิ่มขึ้นรองรับความเสี่ยง

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 ถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งในแง่ของการรักษาระดับผลกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ และในแง่ของการยกระดับใน 3 เรื่องสำคัญ ซึ่งได้แก่ การป้องกันความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงถัดไป 

    อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1 ได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสร้างแรงกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์ของภาคธนาคารในช่วงถัดไป

    ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ ธนาคารจึงยกระดับการป้องกันความเสี่ยง โดยได้ตั้งสำรองฯ Management Overlay เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ รวมเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154%

    สะท้อนความสามารถในการรองรับความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานและมูลค่าของผู้ถือหุ้นที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

    • เร่งบริหารสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ

    นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

    ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงขาลงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ ในปี 2569 ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ในช่วง 1.5-1.7%

    “ภายใต้ฉากทัศน์ของความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล่าสุดในตะวันออกกลาง พร้อมด้วยนโยบายบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง กรุงศรีได้ดำเนินการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ชิงรุกในไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งครอบคลุมการกันสำรองเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของฝ่ายจัดการ (Management Overlays)”

    • รับสินเชื่อเผชิญแรงกดดัน

    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า กลุ่มทิสโก้ยังคงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพของการเติบโตเป็นหลัก

    ทั้งการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบ การลดสัดส่วนสินเชื่อในกลุ่มเสี่ยง และการพัฒนาระบบติดตามดูแลลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ แม้บริษัทสามารถจัดการ NPL ได้ลดลง แต่การตั้งสำรองในงวดนี้เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ระดับค่าเผื่อสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 191%

    ทั้งนี้บริษัทประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2-1.5% และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ โดยเฉพาะหากสงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง และวิกฤติพลังงานยังคงยืดเยื้อ ซึ่งเป็นการปรับลดจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.8%

    ภายใต้บริบทดังกล่าว กลุ่มทิสโก้ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในการเติบโตอย่างยั่งยืนที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม การตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม การควบคุมคุณภาพสินเชื่อ และการดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประคองการดำเนินธุรกิจและรักษาเสถียรภาพขององค์กรในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1230799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jtFm6iZaZhUs0QRweWaPF

  • ‘นักวิชาการ’ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับวิกฤตพลังงาน เป็นเครื่องมือจำเป็นประคองเศรษฐกิจ ฟื้นประเทศระยะสั้น สร้างรากฐานระยะยาว ขอใช้งบคุ้มค่า ยึดวินัยการคลัง

    ‘นักวิชาการ’ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับวิกฤตพลังงาน เป็นเครื่องมือจำเป็นประคองเศรษฐกิจ ฟื้นประเทศระยะสั้น สร้างรากฐานระยะยาว ขอใช้งบคุ้มค่า ยึดวินัยการคลัง

    วันที่ 22 เมษายน 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีแนวคิดการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากผลกระทบวิกฤตพลังงานโลก ว่า เป็นนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์และเป็นเครื่องมือทางการคลังที่จำเป็นในการรับมือแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก

    รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันต้นทุนพลังงานสูงขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก เนื่องจากงบประมาณปกติไม่เพียงพอรองรับภาระฉุกเฉิน การออก พ.ร.ก.กู้เงินจึงเป็นกลไกสำคัญในการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยสามารถตั้งหลักได้

    ทั้งนี้ เงินกู้ดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องไปยังประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและ SMEs ซึ่งมีแนวโน้มใช้จ่ายสูง ทำให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจ ช่วยพยุงการบริโภคและลดความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว

    ในระยะยาว หากรัฐบาลออกแบบการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ยังสามารถต่อยอดไปสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และลดความเปราะบางต่อวิกฤตในอนาคต

    นอกจากนี้ การกู้เงินยังสะท้อนบทบาทของรัฐในการดูแลความเป็นธรรมทางสังคม โดยสามารถนำทรัพยากรไปช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ลดความเหลื่อมล้ำ และรักษาเสถียรภาพทางสังคมในช่วงเวลาที่ประชาชนเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพ

    รศ.ดร.โอฬาร ยังมองว่า หากดำเนินการภายใต้กรอบวินัยการคลังที่เหมาะสม การกู้เงินจะไม่กระทบเสถียรภาพระยะยาว แต่กลับช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และลดความเสี่ยงของเศรษฐกิจโดยรวม

    “ในภาวะวิกฤติ การไม่ทำอะไรเลยอาจแย่กว่าการตัดสินใจเชิงรุก การออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้จึงเป็นการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เพื่อประคองเศรษฐกิจและวางรากฐานการฟื้นตัวในระยะต่อไป” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/984528/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L705s-HbGXSkJayHkAHRp

  • ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

    ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

    ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

    ศิริกัญญา ดักคอรัฐบาลเตรียมกู้ 5 แสนล้าน จะปากแข็งปฏิเสธขยายเพดานหนี้ทำไม ในเมื่อตัวเลขชี้ชัดทะลุ 70% แน่ เตือนภาระดอกเบี้ยพุ่งกัดกินงบประมาณ ต้องหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม แต่ต้องเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ

    เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ถึงแม้คนในรัฐบาลจะยังสลับกันออกมาพูดคนละทิศคนละทาง แต่ล่าสุดรองนายกฯ เอกนิติ ก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อยอมรับแล้วว่าจะมีการกู้เงินจริง ขณะที่ประเด็นการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ที่รัฐบาลพยายามปฏิเสธว่ายังไม่มีการขยายนั้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจริงกลับพบว่ารัฐบาลเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขยายเพดานหนี้ในที่สุด

    น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ถึงแม้ปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ เดือน ก.พ. 2569 จะอยู่ที่ 66% แต่รัฐบาลยังมีแผนกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 อีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งไปที่ 67% และหากมีการออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ทันที ดังนั้น ก่อนที่ ครม. จะมีมติเงินกู้ รัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้อย่างแน่นอน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลถึงยังปากแข็งปฏิเสธเรื่องนี้ต่อประชาชน 

    น.ส.ศิริกัญญา แสดงความกังวลว่า “ราคาที่ต้องจ่าย” ของการก่อหนี้ครั้งนี้สูงมาก โดยเฉพาะภาระดอกเบี้ยที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันงบชำระดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 9% ของรายได้รัฐ และมีแนวโน้มจะพุ่งเป็น 12% ในปี 2570 ในขณะที่หนึ่งในเกณฑ์สำหรับการเป็นพันธบัตรระดับ Investment Grade  (ระดับน่าลงทุน) ระบุว่าสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ไม่ควรเกิน 10% หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ทั้งต้นและดอกรวมกว่า 5.2 แสนล้านบาท และจะเพิ่มสูงถึง 6.4 แสนล้านบาทในปี 2573 ยิ่งกัดกินงบประมาณแผ่นดินให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จนอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ 

    “เราต้องมั่นใจว่ากู้มาแล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ ทั้งทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ และขยายศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้โตได้ดีกว่าเดิมด้วย เพราะนี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นจนดอกเบี้ยไม่มาฉุดรั้งงบประมาณแผ่นดิน แต่หากล้มเหลวเหมือนช่วงโควิดอีกครั้ง เราอาจจะต้องอยู่กับภาวะหนี้สูง-โตต่ำไปอีกนาน” ศิริกัญญากล่าว 

    นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการจากเพียงแค่การเยียวยาเฉพาะหน้า (Reactive) เป็นโครงการที่สร้างอนาคต (Visionary) โดยย้ำว่าหากจะแจกเงินแบบสุ่มอย่างโครงการคนละครึ่งก็อาจไม่ตรงจุด แต่ควรนำเงินไปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง เช่น แทนที่จะอุดหนุนโซลาร์ฟาร์มแบบเดิม ควรนำเงินไปพัฒนาสายส่งเป็น Smart Grid เพื่อรองรับการเปิดเสรีไฟฟ้าพลังงานสะอาด หรือหากจะทำโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ก็ต้องมีเงื่อนไขสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ที่เน้นมูลค่าเพิ่มในประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง ไม่ใช่แค่การนำเข้ามาประกอบ

    น.ส.ศิริกัญญา ปิดท้ายว่า นี่อาจจะเป็นการกู้นอกงบประมาณครั้งสุดท้ายที่ฐานะการคลังของประเทศจะเปิดโอกาสให้ทำได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าที่สุด และต้องมองให้ไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อไม่ให้งบประมาณในอนาคตถูกใช้ไปกับการใช้หนี้จนไม่เหลือเงินไว้พัฒนาศักยภาพของประเทศต่อไป
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/960211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw347N4xoA-SU1ANKHACGUmN

  • สู้พิษเศรษฐกิจ! พลิกวิกฤติอัดฟางข้าวส่งโรงไฟฟ้าชีวมวล แทนเผาทำลายลดPM2.5 | เดลินิวส์

    สู้พิษเศรษฐกิจ! พลิกวิกฤติอัดฟางข้าวส่งโรงไฟฟ้าชีวมวล แทนเผาทำลายลดPM2.5 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ เขตพื้นที่ใช้น้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวหรือเขื่อนลำปาว ในโซนที่เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรัง ต.นาเชือก ต.บัวบาน อ.ยางตลาด, ต.ลำคลอง ต.บึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำ พบว่าหลังจากที่ชาวนาว่าจ้างรถเก็บเกี่ยวข้าวและนำข้าวเปลือกไปขายแล้ว ยังได้จ้างรถอัดฟางก้อน ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทดแทนการปล่อยทิ้งหรือใช้ไฟเผาทำลายเหมือนหลายปีที่ผ่านมา

    นายหนู ญาณประเสริฐ อายุ 64 ปี ชาวนาบ้านบึงวิชัย หมู่ 6 ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เดิมหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง โดยจ้างรถเกี่ยวข้าว ก็จะเหลือตอซังและฟางข้าวละเอียด สัตว์เลี้ยงไม่ค่อยชอบกิน และย่อยสลายยาก จึงเหลือตกค้างในแปลงนา เวลาจ้างรถไถก็จะไถยาก เพราะฟางข้าวที่หนาแน่นจะปกคลุมผิวดิน หลายปีที่ผ่านมาแก้ไขปัญหาโดยเผาทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเกิดมลภาวะ ต่อมาทางรัฐบาลมีกฎหมายออกมา “ห้ามทำการเผา” เพื่อลดปัญหาดังกล่าว ตนและชาวนาทั่วไปจึงหันมาจ้างรถอัดฟางก้อนแทน เพื่อกักตุนเป็นอาหารสัตว์

    นายหนู กล่าวอีกว่า อุปกรณ์ในการอัดฟางก้อน ทีแรกเกิดจากภูมิปัญญาของช่างท้องถิ่น ก่อนที่จะพัฒนารูปแบบและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งาน ได้รับความนิยมขึ้นตามลำดับ และฟางก้อนก็มีการนำไปใช้ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งตกแต่งสถานที่สไตล์ลูกทุ่ง ตามร้านอาหาร จุดเช็คอินแหล่งท่องเที่ยว บูธจัดงาน สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ ทดแทนการเผาทำลาย เกิดมลพิษดังกล่าว

    สำหรับตนเริ่มจากอัดฟางก้อนให้ตัวเองและในหมู่ญาติพี่น้อง ต่อมาฟางอัดก้อนได้รับความนิยมมากขึ้น มีการต่อยอดประโยชน์การใช้สอย ก็รับจ้างอัดฟางก้อนให้เพื่อนชาวนาทั่วไป รวมทั้งอัดขายให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ หลายปีก่อนคิดราคาก้อนละ 10 บาท ต่อมาเพิ่มเป็น 12-15 บาท ปัจจุบันหลังน้ำมันขึ้นราคาเพิ่มเป็นก้อนละ 18 บาท

    “กรณีวิกฤติพลังงานเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้น เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบถึงทุกวันนี้ที่ราคาค่าสินค้าต่างๆเพิ่มราคาสูงขึ้น และยังไม่มีแนวโน้มจะปรับลดลง ถึงแม้ราคาน้ำมันจะมีการปรับลดตามลำดับก็ตาม รวมทั้งค่าไฟในครัวเรือนที่สูงขึ้นกว่าเดือนที่ผ่านมา มีผลจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด มีการใช้พัดลม แอร์ และพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น จึงเกิดความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านหลายครัวเรือน ที่รายได้น้อย แทบไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าไฟ เพราะต้องอดออมไปใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็นต่อการครองชีพ”

    นายหนู กล่าวเพิ่มเติมว่า ในภาวะวิกฤติพลังงานอย่างนี้ เรายังมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความเป็นห่วง เอาใจใส่ต่อปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาพลังงาน ที่จะต้องเร่งแก้ไขทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ยิ่งมีนโยบายส่งเสริมประหยัดเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการใช้พลังงานทดแทน รวมถึงสนับสนุนโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยนำวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นและจากภาคเกษตรกรรม อย่าง ขยะ พลาสติก ฟางข้าว แกลบ ซังข้าวโพด ใบอ้อย ซึ่งต้นทุนต่ำเป็นวัตถุดิบ และนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและให้พลังงานที่สูง ตนจึงขอสนับสนุนให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาและฝ่าวิกฤติพลังงาน โดยไฟฟ้าชีวมวล เพื่อทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง และชาวบ้านได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง

    “ทั้งนี้ จากนโยบายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าชีวมวลของรัฐบาลที่มีอยู่เดิม โดยมีฟางข้าวเป็นหนึ่งในวัตถุดิบส่งเข้าโรงงานดังกล่าว ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและมีความเป็นไปได้สูง มีทิศทางที่จะดำเนินการไปได้อย่างยั่งยืน เพราะมีวัสดุในท้องถิ่นและจากภาคการเกษตรเป็นจำนวนมาก เมื่อรัฐมีกระแสไฟฟ้าชีวมวลเข้ามาเสริมพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ค่าไฟฟ้าทั่วไปก็ย่อมจะถูกลง ตนรู้สึกตื่นตัวมากในเรื่องนี้มาก ซึ่งจะได้บอกกล่าวกับเพื่อนชาวนา เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ทำการอัดฟางก้อนเก็บไว้ ที่นอกจากจะกักตุนให้สัตว์เลี้ยงกินในฤดูแล้งแล้ว ยังสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการส่งขายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลที่อยู่ใกล้บ้าน เป็นการสร้างรายได้เข้าครัวเรือน และได้ใช้พลังงานไฟฟ้าราคาถูกอีกด้วย เหมือนได้กำไรถึง 2 ต่อทีเดียว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5804792/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1id4DEwGqnhxlBpSz_98NA

  • “เรวัช” ชี้ ถึงจุดอวสาน “ตระกูลฮุน” การเมืองตึงเครียด เศรษฐกิจพังพินาศ ใกล้ถึงจุดจบแล | TOPNEWS

    “เรวัช” ชี้ ถึงจุดอวสาน “ตระกูลฮุน” การเมืองตึงเครียด เศรษฐกิจพังพินาศ ใกล้ถึงจุดจบแล | TOPNEWS

    “เรวัช” ชี้ ถึงจุดอวสาน “ตระกูลฮุน” การเมืองตึงเครียด เศรษฐกิจพังพินาศ ใกล้ถึงจุดจบแล

    • เผยแพร่ : 23/04/2026 13:19

    “เรวัช” ชี้ ถึงจุดอวสาน “ตระกูลฮุน” เผย การเมืองตึงเครียด เขมรแบ่งออก 4 ฝ่าย เศรษฐกิจพังพินาศ “เตียบัญ” ส่งสัญญาณไม่ปลื้มกับการบริหารแบบเบ็ดเสร็จของตระกูลฮุน

    #topupdate #topnews
    #เรวัชกลิ่นเกษร #ฮุนเซน #กัมพูชา #เขมร #ฮันมาเนต #เตียบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1555225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nyemog_0V8oVvgxY_oUk1

  • กรมการพัฒนาชุมชน หารือขานรับนโยบาย

    กรมการพัฒนาชุมชน หารือขานรับนโยบาย

    กรมการพัฒนาชุมชน หารือขานรับนโยบาย “ไทยช่วยไทย” เร่งวางมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนสู้ภัยเศรษฐกิจ


    23/04/2569 | 32 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน หารือขานรับนโยบาย “ไทยช่วยไทย” เร่งวางมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนสู้ภัยเศรษฐกิจ

    วันนี้ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น. ณ กรมการพัฒนาชุมชน นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒาชุมชน เปิดประชุมด่วนเพื่อกำหนดทิศทางหนุนนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ของรัฐบาล เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย โดยมีนายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนร่วมวางแผนรับมาตรการนี้

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน สั่งการด่วนในที่ประชุม ขานรับนโยบายของนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วงว่าการกระทรวงมหาดไทย ครั้งหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับการวางมาตรการด้านเศรษฐกิจช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ภายใต้โครงการไทยช่วยไทย

    ในที่ประชุมอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน สั่งการให้พัฒนาการจังหวัดหารือกับพาณิชย์จังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ ดันผลิตภัณฑ์ OTOP และผลิตภัณฑ์โคก หนอง นา ทั่วประเทศที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพ ราคาจับต้องได้ เข้าร่วมโครงการนี้ โดยพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่จะเข้าร่วมจะเน้นเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค และจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

    นายสยาม ศิริมงคล ยังกล่าวต่ออีกว่า จะเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการจะได้นำผลิตภัณฑ์ในชุมชน ขยายสู่ตลาดให้ถึงมือคนไทยทั่วประเทศในราคาที่ประชาชนจับต้องได้ ด้วยโครงการของรัฐบาล

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    รูปภาพ

    ” id=”lightGallery”>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/354018&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DgwTxS1KYtpfrKMawMN8l

  • 5 ตระกูลใหญ่บูม

    5 ตระกูลใหญ่บูม

    The Mall Group ระบุว่า โครงการย่านบางนาเตรียมพัฒนาเป็น “เมืองของเมือง” บนพื้นที่กว่า 1 ล้านตร.ม. มุ่งสู่แลนด์มาร์กระดับโลกและเกตเวย์ภาคตะวันออก ผสานศูนย์การค้า อารีน่า และความบันเทิงครบวงจร รองรับการเติบโตเศรษฐกิจในอนาคต

       จากทำเลชายขอบของกรุงเทพฯ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า “บางนา” จะขึ้นแท่นเป็น “เมืองเศรษฐกิจ” แห่งใหม่ เป็นด้านหน้าของโซนตะวันออกและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

       หลังมีบิ๊กโปรเจ็กต์จากบิ๊กทุน-ตระกูลดัง เข้าปักหมุด ไม่ว่าตระกูล “จิราธิวัฒน์-อัมพุช-โสภณพนิช-เจียรวนนท์-กาญจนพาสน์” ซึ่งกำลังนับถอยหลังอวดโฉม เดินหน้าก่อสร้าง

       “แบงค็อกมอลล์”ลงทุนเพิ่ม

       กำลังเดินหน้าก่อสร้าง “แบงค็อกมอลล์” อภิโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส มูลค่ามากกว่า 5 หมื่นล้านบาท ที่ “กลุ่มเดอะมอลล์” ผนึก “โสภณพนิช” ทุ่มลงทุน พัฒนาเป็นศูนย์การค้า พาณิชย์ สถานศึกษา ภัตตาคาร โรงมหรสพ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ หอประชุม สวนสนุก ศูนย์แสดงสินค้า และที่จอดรถ ตั้งเป้าเป็นโครงการใหญ่สุดในอเชียตะวันออกเฉียงใต้

       จากเดิมเปิดเฟสแรกปลายปี 2570 ในส่วนของศูนย์การค้า ล่าสุดนำที่ดินด้านหน้าก่อสร้างเฟสที่ 2 เป็นมิกซ์ยูสของศูนย์การค้า แบงค็อกมอลล์ เพิ่มในส่วนของทาวเวอร์สร้างบนศูนย์การค้า สูง 41 ชั้น ชั้นลอย 1 ชั้น ประกอบด้วยสำนักงาน โรงแรม 512 ห้อง ภัตตาคาร ส่วนการเปิดบริการยังไม่สรุปจะทยอยเปิดหรือรอให้เสร็จทั้งโครงการ

      ย้อนฟัง “ศุภลักษณ์ อัมพุช” แม่ทัพเดอะมอล์กรุ๊ป เล่าถึงโปรเจ็กต์นี้ว่า เป็นการสร้างเมืองย่านบางนา บนที่ดิน 100 ไร่ ตั้งเป้าให้ที่นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเศรษฐกิจประเทศไทย เป็นเกตเวย์ภาคตะวันออก มีทุกอย่าง มีรถไฟฟ้าสายสีเงินอยู่ด้านหน้า มีอารีน่าขนาดใหญ่ มีไอแม็กซ์ มีเวอร์จิ้น มีสวนสนุก “ที่นี่เป็น window of the world”

      “ที่นี่จะเป็นการสร้างเมืองของเมือง ด้วยพื้นที่กว่า 1 ล้านตร.ม. มีที่จอดรถ 300,000 ตร.ม. จอดได้ 40,000 คัน นี่คือแบงค็อกมอลล์ที่ครบวงจรมากๆ ใหญ่เลิศแน่นอน ถ้าไม่เลิศไม่ใหญ่เราไม่ทำ เพราะถ้าเราจะออกรบในสนามก็คือสนามฟอร์มูล่าวัน และต้องเป็นระดับโลก”

       ไบเทค-เซ็นทรัลทุ่มรีโนเวตใหญ่

       ขณะที่พื้นที่โดยรอบ “ไบเทค บางนา” เนื้อที่กว่า 169 ไร่ ของกลุ่มภิรัชบุรีที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หลังธุรกิจไมซ์ถึงจุดเปลี่ยนผ่านและรับมือคู่แข่งใหม่ ๆ ที่ผ่านมาทุ่มพลิกโฉม “ไบเทค บางนา” เป็น “ไบเทค บุรี” คอมมิวนิตี้สเปซที่รวบรวมสถานที่จัดงานนิทรรศการ แสดงสินค้า ศูนย์ประชุมนานาชาติ คอนเสิร์ตฮอลล์ ลานกิจกรรม ยังลงทุน 2,000 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่ 11,000 ตร.ม. เป็นพื้นที่สีเขียว “สมาการ์เด้น”

       ด้าน “ตระกูลจิราธิวัฒน์” ลุกขึ้นมาปรับโฉมครั้งใหญ่ “เซ็นทรัล บางนา” สู่มิกซ์ยูสขนาด 55 ไร่ แล้วเสร็จไตรมาส 4/2569 ไม่ใช่แค่การปรุงโฉมให้ไฉไล ยังนำที่ดินกว่า 2 ไร่ หลังศูนย์การค้าพัฒนาเป็นโครงการคอนโดฯ “เอสเซ็นท์บางนา” มูลค่า 650 ล้านบาท

       จากฟอเรสเทียส์สู่คลับหรู

       “เดอะ ฟอเรสเทียส์” พัฒนาโดยบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ของลูกสาวเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ โครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ World class ใหญ่สุด มูลค่า 125,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 398 ไร่ ติดถนนบางนา-ตราด กม.7 ประกอบไปด้วยที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น ศูนย์การแพทย์และสุขภาพขนาดใหญ่ พื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับสำนักงาน สปอร์ตคอมเพล็กซ์

       รวมถึง “เดอะแฮปปี้แทท” ศูนย์การค้าเนื้อที่ 60 ไร่ พื้นที่กว่า 200,000 ตร.ม. มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ภายในมีร้านค้า ศูนย์การเรียนรู้ ความบันเทิง สถานที่ทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมและสังคม พิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ พื้นที่สำนักงาน เพื่อเป็นแลนด์มาร์กใหม่และจุดหมายแห่งใหม่ เปิดบริการปีนี้

       ใกล้ ๆ กันเป็นโครงการคันทรีคลับของ “ธัญทิพ เจียรวนนท์” พัฒนาโดย บจ.อีเดน เอสเตท คอร์ปอเรชั่น นำที่ดินครอบครัว 24 ไร่ อยู่ในซอยราชวินิต ติดโรงเรียนนานาชาติ พัฒนา “Eden Country Club” ไพรเวตคลับลักเซอรี่รูปแบบใหม่แห่งแรกของประเทศไทย เริ่มสร้างในไตรมาส 3/2569 จะใช้เวลาสร้าง2 ปี คาดเปิดเต็มรูปแบบไตรมาส 2/2571

       บีทีเอสจ่อปัดฝุ่นที่ดิน 200 ไร่

       อีกกลุ่มที่ขยับลงทุนโซนนี้มาอย่างต่อเนื่อง คือ บีทีเอส กรุ๊ป ของคีรี กาญจนพาสน์ หลังพลิกที่ดิน 1,500 ไร่ บางนา-ตราด กม.14 สร้างเมืองใหม่ “ธนาซิตี้”

       ยังนำที่ดิน 168 ไร่ ร่วมทุนกับพันธมิตร พัฒนาเป็น “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ” มูลค่า 5,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนานาชาติวิคอมบ์ แอบบีย์ กรุงเทพ รองรับดีมานด์ในย่านนี้ ล่าสุดยังมีแผนนำที่ดินที่เหลือกว่า 200 ไร่พัฒนาโครงการบ้านชาวไทย ทั้งยังเคยสนใจจะลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเงิน บางนา-สุวรรณภูมิ อีกด้วย

       รถไฟฟ้าจุดเปลี่ยนทำเล

       “สุรเชษฐ กองชีพ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ (ประเทศไทย) ฉายภาพพัฒนาการพื้นที่ตามแนวถนนบางนา-ตราดตั้งแต่สี่แยกบางนาถึงพื้นที่โดยรอบ นับเป็น 1 ในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา

       ก่อนหน้านี้เห็นชัดพื้นที่รอบ ๆ สี่แยกบางนาและพื้นที่โดยรอบศูนย์การค้าขนาดใหญ่ “เซ็นทรัล บางนา” และมหาวิทยาลัยรามคำแหง 2 ซึ่งเห็นโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบในพื้นที่ แต่ช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาด้วยปัจจัยบวก “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” ที่ขยายจากอ่อนนุชไปถึงแบริ่งเมื่อปี 2554 มีโครงการคอนโดฯ เปิดขายมาก โดยเฉพาะ “ซอยแบริ่งและลาซาล” รวมถึงซอยอื่น ๆ และพื้นที่ในแนวถนนสุขุมวิท ยังมีบ้านจัดสรรในพื้นที่โดยรอบ และขยายพื้นที่ “ไบเทค บางนา” เฟส 2 และอาคารสำนักงานตามมา

       ปัจจัยสนับสนุนอีกแรงคือ นิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ไม่ไกลมาก เช่น บางปู บางนา กม.21-23 ซึ่งมีชาวต่างชาติจำนวนมากที่เลือกอยู่อาศัยทำเลนี้ ทั้งในโรงแรม บ้าน คอนโดฯ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์โดยรอบ ทำให้พื้นที่รอบ “สี่แยกบางนา” มีความพร้อมทั้งการอยู่อาศัย และพาณิชยกรรม ส่วนแนวถนนบางนา-ตราดมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง แต่อาจจะเห็นได้ไม่มาก เพราะส่วนใหญ่เป็นบ้านจัดสรรที่อยู่ในซอยระดับราคาตั้งแต่กว่า 2 ล้านบาทถึงหลาย 10 ล้านบาท และได้รับความนิยมมาก

       บิ๊กโปรเจ็กต์-รร.อินเตอร์แม่เหล็ก

       ที่น่าสนใจในช่วงสายสีเขียวขยายมาถึงแบริ่งและมีโครงการ “เมกา บางนา” เพิ่มศักยภาพของพื้นที่และกระตุ้นความน่าสนใจมากขึ้น สะท้อนจากมีคอนโดฯ เปิดขายคึกคัก และได้รับการตอบรับที่ดี

       ยกเว้นโครงการเปิดขายใหม่ไม่เกิน 10 ปี ที่ยูนิตเหลือขายยังมีอยู่ไม่น้อย

       “โรงเรียนนานาชาติ” เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนทำเล ซึ่งตั้งแต่สี่แยกบางนาถึงสี่แยกตัดถนนกาญจนาภิเษก มีโรงเรียนนานาชาติอยู่ไม่ต่ำกว่า 8-9 แห่ง ยังมีที่กำลังสร้างและเปิดปี 2569 อีก 1 แห่ง กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

       ในอนาคตไม่เกิน 5 ปีทำเล “บางนา-ตราด” อาจจะมีอะไรเกิดขึ้นในพื้นที่ และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เนื่องจากจะมีรถไฟฟ้ารางเบาสายสีเงิน บางนา-สุวรรณภูมิ ระยะทาง 19.7 กม. 14 สถานี ที่คาดว่าไม่เกิน 3 ปีจะเริ่มก่อสร้างและเปิดบริการปี 2575-2576

       แต่ไฮไลต์อยู่ที่ “แบงค็อก มอลล์” ของกลุ่มเดอะมอลล์ อีก 1 ปัจจัยสนับสนุนในอนาคต เพราะเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ยังมีส่วนที่เป็นพื้นที่จัดงานคอนเสิร์ตหรือฮอลล์ขนาดใหญ่รองรับคนได้ 18,000 ที่นั่ง และสวนน้ำ สวนสนุก สำนักงาน และโรงแรม ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดเปิดบริการบางส่วนปี 2571 และทั้งโครงการในปี 2574

       ยังมี “โรงพยาบาล IMH แบริ่ง” ของ บมจ.โรงพยาบาลอินเตอร์เมดิคัล แคร์แอนด์ แล็บ อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง พัฒนาเป็นโรงพยาบาล เวลเนสเซ็นเตอร์ และพื้นที่ค้าปลีก

       บูมพื้นที่นิคม-ที่ดินแพงขึ้นเท่าตัว

       อีกการเปลี่ยนแปลงของถนนบางนา-ตราด กม.21-23 ซึ่งเป็นพื้นที่สามารถพัฒนาอาคารหรือโครงการเชิงอุตสาหกรรมได้ตามข้อกำหนดในผังเมืองรวมจังหวัดสมุทรปราการ และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยและต่างชาติ

       มีโครงการในภาคอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ทั้งขนาดเล็กไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะคลังสินค้าโลจิสติกส์เซ็นเตอร์ มีผลต่อพื้นที่โดยรอบที่อยู่นอกพื้นที่อุตสาหกรรม เพราะมีคนเข้าไปในพื้นที่มากขึ้น ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมเดิมก็ได้รับความสนใจซื้อหรือเช่าพื้นที่มากขึ้นมีหลายนิคมขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

       ส่วนความเคลื่อนไหวของราคาที่ดินในปัจจุบัน ใกล้กับสี่แยกบางนาอยู่ที่ 130,000-300,000 บาทต่อตร.ว. หากเป็นที่ดินในซอยอาจจะลดลงไปต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตร.ว. แต่ก็เปลี่ยนแปลงจากช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้เป็นเท่าตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AUUjZJnVGqfSjUhNUNK7G

  • คลังเล็งออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    คลังเล็งออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง เตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติเศรษฐกิจจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจลากยาว ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ และการเติบโตของจีดีพี โดยได้จัดเตรียมหน้าตักทางการเงินไว้หลายส่วน ประกอบด้วย งบกลางวงเงิน 25,000 ล้านบาท การจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะเห็นตัวเลขที่ชัดเจนหลังวันที่ 30 เม.ย.69 นี้ โดยเบื้องต้นประเมินไว้ที่ 80,000 ถึง 100,000 ล้านบาท รวมไปถึงการเตรียมทางเลือกในการดึงทุนสำรองเบิกจ่ายฉุกเฉินอีก 50,000 ล้านบาท มาใช้หากเกิดกรณีจำเป็นเร่งด่วน

    นอกจากนี้ รัฐบาลจะพิจารณาความเหมาะสมในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ในช่วงเดือน เม.ย. ถึง ก.ย. นี้ ภายใต้กรอบวงเงินสูงสุดไม่เกิน 500,000 ล้านบาท โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะถูกแบ่งการใช้จ่ายออกเป็นสองส่วนหลักคือ การดูแลลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน และการนำไปใช้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งในด้านพลังงาน และภาคแรงงาน เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย 

    นายเอกนิติ ย้ำว่า การเตรียมความพร้อมเรื่องการกู้เงินไว้ล่วงหน้าถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และเหมาะสม เพราะหากไม่ดำเนินการกู้เงินแล้วปล่อยให้จีดีพีของประเทศหดตัว ย่อมจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจรุนแรงกว่าอย่างแน่นอน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976453&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N8xL7k0GFmqEtqh4ZOiyW

  • ‘ยศชนัน’ ขออุบไต๋แต่โวมีแนวทางเรื่อง รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว!

    ‘ยศชนัน’ ขออุบไต๋แต่โวมีแนวทางเรื่อง รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว!

    ‘ยศชนัน’ เผยเตรียมแนวทางการพูดคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกา เรียบร้อยแล้ว แต่ขออุบรายละเอียด

    23 เม.ย.2569 – นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์ถึงการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว โดยยอมรับว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประเด็นอยู่ 2-3 ประเด็น เรื่องการศึกษา เรื่องความปลอดภัย และเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญ เราพยายามส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมในทุกมิติ รวมถึงความรุนแรง ความเดือดร้อน และเรื่องรายได้ที่เป็นเรื่องที่สำคัญ หากมองเป็นเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว เศรษฐกิจปากท้องก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ในฐานะบทบาทที่กำกับดูแลอยู่ และรวมอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะสะท้อนปัญหาตรงนี้และแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด

    เมื่อถามถึงแนวทางการพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา ได้มีการพูดคุยกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในเบื้องต้นแล้วหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ซึ่งไม่ขอพูดในรายละเอียด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/984338/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BeAPKTSVlKVLyVLWRrfsk