Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘เอกชน’ จี้รัฐเคลียร์ ‘แพ็กเกจกระตุ้น 5 แสนล้าน’ ฝ่าทางตันต้นทุนพลังงาน

    ‘เอกชน’ จี้รัฐเคลียร์ ‘แพ็กเกจกระตุ้น 5 แสนล้าน’ ฝ่าทางตันต้นทุนพลังงาน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะหนึ่งในประธานคณะกรรมการเอกชนร่วม 3 สถาบัน ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยและข้อเสนอของภาคเอกชนก่อนการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) นัดพิเศษร่วมกับกกร. ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 พ.ค.นี้

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางเพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

    ชำแหละงบกระตุ้น 5 แสนล้าน “ตรงเป้า-ตอบโจทย์”

    ประเด็นสำคัญที่คาดว่ารัฐบาลจะนำมาหารือคือความชัดเจนของมาตรการออก พ.ร.ก. กระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งภาคเอกชนต้องการฟังรายละเอียดว่าเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไร มีมาตรการอะไรที่คล้ายคลึงกับช่วง “Quick Win” หรือไม่ เช่น โครงการคนละครึ่งในเฟสใหม่

    “เราต้องการดูว่าจำนวนเงินนี้ตรงเป้าหมายหรือไม่ ตอบโจทย์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริงไหม อะไรควรทำก่อนหรือหลัง” นายเกรียงไกร กล่าว 

    นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นและลดความสับสนเรื่องกระแสข่าวการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ต่อจีดีพี รวมถึงข่าวลือเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งสร้างความกังวลให้ภาคธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลจากฝั่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และรัฐบาลขัดแย้งกัน จึงต้องการคำยืนยันที่ชัดเจนจากขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาล

    จี้แก้โจทย์เก่า “ต้นทุนพลังงาน-SME” ที่ยังไร้ทางออก

    ในส่วนของข้อเสนอจากภาคเอกชน ขอย้ำว่า ราคาพลังงานยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในทุกอุตสาหกรรม แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย แต่คำถามคือเพียงพอแล้วหรือไม่เมื่อเทียบกับภาระที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ยังคงเป็นโจทย์เก่าที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศเริ่มหดตัวและโรงงานหลายแห่งมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ

    “วันนี้เราต้องคิดนอกกรอบว่าจะช่วยอย่างไร เพราะฐานะการเงินของประเทศในปัจจุบันค่อนข้างอ่อนแอ เราเก็บภาษีได้ต่ำและมีการใช้นโยบายประชานิยมเยอะ ทำให้ขาดดุลการคลังเฉลี่ยถึง 4% ต่อปี หนี้สาธารณะจาก 60% พุ่งสู่ 65-66% ในเวลาอันรวดเร็ว”

    วิกฤติ Supply Chain โลก-สัญญาณเตือนจาก IMF

    นายเกรียงไกร ยังแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบต้นทาง เช่น ปุ๋ย และเม็ดพลาสติก แม้จะเริ่มมีการเจรจานำเข้าแอมโมเนียหรือยูเรียจากรัสเซียเพื่อทดแทน แต่ประเด็นสำคัญคือจะเข้ามาทันเวลาหรือไม่ 

    กรณีศึกษาที่น่ากังวลคือการขนส่ง Naphtha ของกลุ่ม SCG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความผันผวนสูงจากการเปิด-ปิดช่องแคบเป็นรายวัน แม้จะมีเรือหลุดรอดเข้ามาได้บ้าง แต่หาก Supply Chain ไม่ต่อเนื่อง ภาคการผลิตก็ยังไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้เต็มที่ ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบยังคงอยู่ในระดับสูง

    ความเสี่ยงเหล่านี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ IMF ที่ระบุว่าจีดีพีของไทยจะเติบโตเพียง 1.5% ซึ่งต่ำที่สุดในภูมิภาค โดยมีเหตุผลสำคัญจากการที่ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงมากถึง 5-6% ของจีดีพี ทำให้ได้รับผลกระทบหนักกว่าประเทศอื่น

    ปลุกความเชื่อมั่น ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง

    อย่างไรก็ตาม ฝากถึงรัฐบาลว่าสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการสร้างความเชื่อมั่น ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ดูสับสนและมีข้อพิพาทหลายด้าน ซึ่งบั่นทอนความมั่นใจของนักลงทุนและประชาชน

    “รัฐบาลต้องรีบเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดความฮึกเหิม หากทุกคนถอดใจหรือพยายามหนี เศรษฐกิจจะยิ่งเหนื่อย เราต้องช่วยกันเชียร์ให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อให้ทั้งธุรกิจและแรงงานอยู่รอดไปด้วยกัน” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PoBBQJLxDIq12XNsZyvZl

  • SCB EIC แนะรัฐลุย 4T Plus ชูธรรมาภิบาล มีลุ้น Fitch เพิ่มมุมมองไทยครึ่งหลังปี 69

    SCB EIC แนะรัฐลุย 4T Plus ชูธรรมาภิบาล มีลุ้น Fitch เพิ่มมุมมองไทยครึ่งหลังปี 69

    สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้มีการปรับเพิ่มมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เป็น Stable จากเดิม Negative และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ Baa1

    โดย Moody’s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ (Stable)” จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่  

    1.ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลลบจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง (Severe and persistent) ลดลง ซึ่งเคยเป็นปัจจัยหลักข้อหนึ่งที่ Moody’s ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปีก่อน ในเวลาต่อมาพบว่า 

    (1) สหรัฐฯ ได้ประกาศลดอัตราภาษีตอบโต้สินค้าไทยลงมาใกล้เคียงคู่แข่ง (Regional peers) 

    (2) ตัวเลขส่งออกไทยปี 2025 ออกมาเติบโตดีเช่นเดียวกับคู่แข่งในภูมิภาค สะท้อนว่าไทยได้ประโยชน์ทั้งจาก Front-loading การผลิตและส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ก่อนกำแพงภาษีเริ่มใช้จริง และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สูงขึ้นทั่วโลก สำหรับแนวโน้มส่งออกปี 2026 Moody’s ประเมินว่า ประเด็น Transshipment Tariffs ของสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างพิจารณาประกาศใช้จะกระทบไทยจำกัด เพราะมองว่าสินค้าส่งออกไทยที่จะลดลงจากภาษีตัวนี้มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศค่อนข้างต่ำ

    นอกจากนี้ Moody’s ยังประเมินว่า เศรษฐกิจและภาระการคลังไทยมีความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันโลกสูงและความขัดแย้งในตะวันออกกลางในระดับใกล้เคียงประเทศ (Peers) ที่อันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน

    2.แนวโน้มการลงทุนไทยปรับดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเติบโตต่ำมาก ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยเริ่มได้แรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุน โดยมีปัจจัยหนุนจากมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนในระดับสูงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2024 และโครงการ Thailand Fast Pass ที่ลดกระบวนการอนุมัติต่างๆ ให้คล่องตัว ช่วยเร่งให้การลงทุนที่เกิดขึ้นจริงปรับดีขึ้นได้  

    3.ความผันผวนทางการเมืองลดลงหลังการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากเพิ่มโอกาสเดินหน้านโยบายปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะส่งผลช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและฟื้นฟูฐานะการคลังในระยะยาว โดยระบุเพิ่มเติมว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลชุดใหม่เน้นแนวทางปฏิรูประยะยาวหลายด้าน รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้คล่องตัวเอื้อต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และการเปิดตลาดพลังงานให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมและแข่งขันมากยิ่งขึ้น 

    โดย Moody’s ประเมินว่า แม้ไทยจะยังมีความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายเหล่านี้ แต่คาดว่าจะมีความคืบหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายที่ประกาศไว้ได้สำเร็จ ก็จะช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะปานกลาง

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) มองว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในครั้งนี้ 

    1.กลยุทธ์สื่อสารเชิงรุก นำโดยรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจและความมั่นใจต่อสถาบันจัดอันดับ 3 แห่งในช่วงระหว่างการร่วมประชุม World Bank – IMF Spring Meeting April 2026 ผ่านการหารือด้วยตนเอง

    2.ชุดนโยบาย 4T ของรัฐบาล ซึ่งจะใช้เป็นกรอบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของไทยในระยะปานกลาง โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐ ลดความสำคัญของการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และเพิ่มความสำคัญการลงทุนระยะยาว โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในประเทศจาก 23% เป็น 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี และตั้งเป้า GDP เติบโตเกิน 3% โดยชุดนโยบาย 4T ประกอบด้วย

    • Target (มุ่งเป้า) เน้นใช้งบประมาณเจาะจงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง (เช่น มาตรการพลังงาน) แทนการอุดหนุนแบบหว่านแห ควบคู่กับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (FDI) เข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต 
    • Transition (เปลี่ยนผ่าน) เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว (Green transition) เช่น การสนับสนุนพลังงานสะอาด ผ่านนโยบาย Direct PPA การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า และการติดโซลาร์เซลล์ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital government) ที่โปร่งใสและคล่องตัว
    • Transform (พลิกโฉม) ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนระดับฐานราก ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น พัฒนาทักษะแรงงาน พร้อมปฏิรูประบบภาษี
    • Together (รวมพลัง) บูรณาการความร่วมมือ “สามประสาน” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการร่วมกันออกแบบนโยบาย (Co-creation) และเปิดพื้นที่สำหรับการทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในโครงการภาครัฐ (ผ่านการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชนหรือ PPP / Thailand Future Fund)

    SCB EIC มองว่าแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือในระยะข้างหน้าขึ้นกับความคืบหน้าของการผลักดันชุดนโยบาย 4T และรัฐบาลอาจพิจารณาเพิ่ม “ความโปร่งใสและต่อต้านการทุจริต (Transparency and Anti-corruption)” เป็น “ชุดนโยบาย 4T Plus” เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันเป็นต้นทุนแฝงขนาดใหญ่ บั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยมานาน และลดทอนประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ได้ใช้ “ปัจจัยธรรมาภิบาลภาครัฐ และการป้องกันการทุจริต” ประกอบการประเมินเมตริกความน่าเชื่อถือของประเทศอีกด้วย 

    • ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index : CPI) จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) พบว่าคะแนนของไทยแย่ลงต่อเนื่อง จากสูงสุดในปี 2015 ที่ 38 เหลือเพียง 33 ในปี 2025 จากคะแนนเต็ม 100 อยู่ในอันดับ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก 
    • ดัชนีการควบคุมการทุจริต (Control of Corruption) ในดัชนีวัดธรรมาภิบาลภาครัฐโลก (Worldwide Governance Indicators) จัดทำโดยธนาคารโลก (World Bank) ลดลงจากจุดสูงสุด 45.44 ในปี 2000 เหลือ 37.18 ในปี 2025 จากคะแนนเต็ม 100 
    • ผู้บริหารในธุรกิจอุตสาหกรรมไทย 86% ตอบแบบสำรวจ FTI CEO Poll (มี.ค. 2026) ว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชันไทยในปัจจุบันรุนแรงกว่าอดีต และ 61% ระบุว่า เคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันด้วยตนเอง

    3.แผนการคลังระยะปานกลาง ณ พ.ย. 2025 สะท้อนความพยายามปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนของรัฐบาลนี้ โดยวางแผนลดขาดดุลการคลังจาก 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2026 ลงเหลือเพียง 2.1% ในปีงบประมาณ 2030 (ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติของไทยช่วงก่อนวิกฤติโควิดที่มักจะขาดดุลงบประมาณไม่ถึง 3% ของ GDP) ผ่านแนวทางการปฏิรูปรายได้ การปฏิรูปรายจ่าย และการเพิ่มวินัยการเงินการคลัง ซึ่งมีรายละเอียดการดำเนินการเป็นรูปธรรมมากกว่าแผนการคลังฯ ในอดีต ซึ่งมีส่วนช่วยให้ S&P Ratings ประกาศคงมุมมอง Stable ให้ไทย ณ 13 พ.ย. 2025 ต่างจาก Moody’s และ Fitch

    SCB EIC แนะรัฐลุย 4T Plus ชูธรรมาภิบาล มีลุ้น Fitch เพิ่มมุมมองไทยครึ่งหลังปี 69

    แม้เสถียรภาพการคลังไทยอาจมีแนวโน้มแย่ลงในระยะสั้น เพื่อรองรับผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง SCB EIC ประเมินว่า ยังอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลจะดำเนินการตามแผนปฏิรูปการคลังระยะปานกลางได้ ล่าสุดหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66.1% ของ GDP ณ เดือน ก.พ. 2026 มีแนวโน้มชนเพดาน 70% สะท้อนว่ารัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะภายใน 1-2 ปีอยู่ก่อนแล้ว สงครามในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบยาวนานยืดเยื้อต่อเศรษฐกิจไทยจะยิ่งทำให้เสถียรภาพการคลังไทยปรับแย่ลงมากขึ้น

    • SCB EIC ประเมินว่า หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม หรือขยายเพดานหนี้สาธารณะเพื่อพยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง อาจทำได้บน 3 เงื่อนไขสร้างความมั่นใจทางวินัยการคลัง

    1) ใช้จ่ายอย่างมีกลยุทธ์ โดยช่วงระยะสั้นใช้จ่ายอย่างมุ่งเป้า ขณะที่ลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉม เพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจระยะยาว วัตถุประสงค์กู้ชัดเจนตามความจำเป็น หลังจัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายงบประมาณปกติแล้ว และเน้นประสิทธิภาพการใช้จ่ายสูงสุด  

    2) ปฏิรูปการคลังอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขยายฐานภาษี ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายหรือมาตรการภาครัฐ

    3) สื่อสารโปร่งใส ต่อสาธารณะและองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างเป็นประจำต่อเนื่อง พร้อมแผนการดำเนินการที่ชัดเจนและตัวชี้วัด (KPI)

    มองไปข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายปฏิรูปให้เห็นความคืบหน้า ควบคู่กับนโยบายพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น อาจมีโอกาสเห็น Fitch ปรับเพิ่มมุมมองไทยเป็น Stable ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative outlook ในปีก่อน ทั้งนี้หากไทยสามารถดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศได้เห็นผลต่อเนื่อง จะทำให้สถานะทางการคลังในระยะปานกลางมีความเข้มแข็งสามารถรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าได้ดีขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28o–QesNYaMum32Km_838

  • ทรัมป์ ‘เปิดศึกเศรษฐกิจ’ กับสี ‘คว่ำบาตรโรงกลั่นจีน’

    ทรัมป์ ‘เปิดศึกเศรษฐกิจ’ กับสี ‘คว่ำบาตรโรงกลั่นจีน’

    รัฐบาลทรัมป์เดินหน้า ‘คว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันจีน’ ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน หวังตัดเส้นเลือดทางการเงินของเตหะราน ขณะปักกิ่งโต้กลับทันทีว่า วอชิงตันกำลังใช้คว่ำบาตรเป็น ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’ และแทรกแซงการค้าปกติอย่างไม่เป็นธรรม

    รัฐบาลทรัมป์ประกาศ “คว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันจีน” แห่งหนึ่ง ฐานซื้อน้ำมันอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐพุ่งเป้าไปที่ “โรงกลั่น Hengli Petrochemical (Dalian) Refinery” โดยระบุว่า เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านสำหรับน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 

    ขณะที่สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ของกระทรวงฯ ยังได้คว่ำบาตรบริษัทขนส่งทางเรือและเรืออีกประมาณ 40 ราย ที่เป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” ของอิหร่าน

    ด้านจีนย้ำมาโดยตลอดว่า คัดค้านมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ “ผิดกฎหมาย”

    เมื่อวันศุกร์ สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันกล่าวว่า การค้าตามปกติไม่ควรถูกกระทบ และเรียกร้องให้สหรัฐ “หยุดใช้อำนาจในทางที่ผิด” ผ่านมาตรการคว่ำบาตรเพื่อเล่นงานบริษัทจีน

    “เราขอเรียกร้องให้สหรัฐหยุดทำให้ประเด็นการค้าและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี กลายเป็นเรื่องการเมือง และหยุดใช้สิ่งเหล่านี้เป็นอาวุธและเครื่องมือ รวมถึงหยุดใช้มาตรการคว่ำบาตรหลากหลายรูปแบบเพื่อโจมตีบริษัทจีน” โฆษกสถานทูตจีนกล่าวในแถลงการณ์

    ก่อนหน้านี้ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้คว่ำบาตรโรงกลั่นจีนหลายแห่ง ได้แก่ Hebei Xinhai Chemical Group, Shandong Shouguang Luqing Petrochemical และ Shandong Shengxing Chemical

    มาตรการดังกล่าว สร้างอุปสรรคให้โรงกลั่นเหล่านี้ เช่น ความยากลำบากในการรับน้ำมันดิบ และต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปภายใต้ชื่ออื่น

    ข้อมูลปี 2025 จากบริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุว่า จีนซื้อน้ำมันส่งออกทางเรือของอิหร่านมากกว่า 80%

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐกำลังใช้ “การบีบรัดทางการเงิน” ต่อรัฐบาลอิหร่าน โดยกระทรวงการคลังจะยังคงเดินหน้าจำกัดเครือข่ายเรือ คนกลาง และผู้ซื้อที่อิหร่านพึ่งพาในการส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1231194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0InA171j2DpT0ChgIqNXBT

  • ห่างชั้นแค่ไหน? เทียบชัดๆ รายได้ต่อหัวคนไทย Vs ชาติอาเซียน เมื่อประเทศไทยยังติดกับดักรายได้ปานกลาง

    ห่างชั้นแค่ไหน? เทียบชัดๆ รายได้ต่อหัวคนไทย Vs ชาติอาเซียน เมื่อประเทศไทยยังติดกับดักรายได้ปานกลาง

    แม้รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศใช้นโยบาย “Thailand 10 Plus” เพื่อหวังพลิกฟื้น กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ลดภาระหนี้ครัวเรือน และเพิ่มรายได้ ให้ประชาชนคนไทย  

    แต่อย่างไรก็ตาม รายงานจาก IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ )และ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ชี้ชัดว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการที่ไกลกว่าการกระตุ้นการบริโภคทั่วไป  

    เนื่องจากกำลังเผชิญกับสภาวะการเสื่อมถอยเชิงโครงสร้าง (Structural Fatigue) และการติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) อย่างเข้มข้น ท่ามกลางมรสุมของหนี้ครัวเรือนและวิกฤติประชากรศาสตร์ที่ถาโถมเข้ามาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ทั้งนี้ Thairath Money ตรวจสอบข้อมูลรายได้ต่อหัว (GDP per Capita) ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในปี 2025 ผ่าน IMF Data Mappe โดยพบว่า สิงคโปร์ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำทางเศรษฐกิจที่ทิ้งห่างจากค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและค่าเฉลี่ยของโลกอย่างไม่เห็นฝุ่น 

    โดยตัวเลขรายได้ต่อหัวของสิงคโปร์/ปี อยู่ที่ระดับ 99,370 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 3,205,484 บาท) ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความมั่งคั่ง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและบริการทางการเงินระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ

    ความมั่งคั่งของสิงคโปร์ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกซึ่งอยู่ที่ 14,710 ดอลลาร์สหรัฐ พบว่าสิงคโปร์มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานโลกถึง 6.75 เท่า และหากนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำสุดในภูมิภาคอย่างติมอร์-เลสเต (1,460 ดอลลาร์สหรัฐ) จะพบช่องว่างที่ห่างกันถึง 68.06 เท่า 

    ตัวเลขนี้เป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญว่าอาเซียนไม่ใช่ตลาดเดียวที่มีความเป็นเอกภาพทางเศรษฐกิจ แต่เป็นกลุ่มประเทศที่มีความแตกต่างเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง

    ในการเปรียบเทียบกลุ่มชาติอาเซียนด้วยกัน ยังพบว่ามีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่มีระดับรายได้สูงกว่าหรือใกล้เคียงกับมาตรฐานโลก ได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย 

    ขณะที่ประเทศไทยและประเทศที่เหลือมีรายได้ต่อหัวไม่ถึงครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยสากล ซึ่งสถานการณ์นี้บ่งบอกถึงความเหลื่อมล้ำที่หยั่งรากลึกและการกระจุกตัวของความมั่งคั่งในกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมด้านนโยบายและนวัตกรรม

    กับดักรายได้ปานกลาง ที่ไทยยังไม่สามารถ “หลุดพ้น” ได้ 

    จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าในขณะที่สิงคโปร์ทะยานไปข้างหน้า ประเทศไทยกลับติดอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle-Income Trap) อย่างมีนัยสำคัญ  รายได้ต่อหัวของคนไทยในปี 2025 อยู่ที่ 8,060 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 260,000 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับ 7,240 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 

    การเติบโตที่เชื่องช้านี้สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ “ต่ำกว่าคาด” หลังจากวิกฤติโรคระบาด และบ่งชี้ว่าโมเดลเศรษฐกิจเดิมที่เน้นการรับจ้างผลิตและการท่องเที่ยวเริ่มถึงจุดอิ่มตัว

    ความแตกต่างระหว่างรายได้ต่อหัวของไทยและค่าเฉลี่ยโลกชี้ให้เห็นว่า คนไทยมีรายได้ต่อปีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของมาตรฐานสากล (ประมาณ 55%) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจซื้อและคุณภาพชีวิตในระยะยาว 

    นอกจากนี้ IMF ยังประเมินว่าอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง (Real GDP Growth) ของไทยในปี 2026 จะอยู่ที่เพียง 1.5% เท่านั้น  (จาก 1.6%) ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในกลุ่ม ASEAN-5 และแสดงให้เห็นถึง “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” (Structural Fatigue) ที่ชัดเจน

    ปัจจัยเหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทยประกอบหลายมิติ เช่น…

    • ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดต่อเสถียรภาพทางการเงิน ข้อมูลระบุว่าหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 86.72% ของ GDP ในช่วงปี 2023-2025 และหากรวมหนี้ของบริษัทที่มิใช่สถาบันการเงินซึ่งสูงถึง 91.3% จะเห็นภาพของสังคมที่กำลังถูกกดทับด้วยภาระดอกเบี้ย
    • สภาวะสภาพคล่องตึงตัว โดยรายงานจากธนาคารกรุงศรีระบุว่า ครอบครัวไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน (ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากร) มีเงินออมและทรัพย์สินที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ทันกับค่าครองชีพ 
    • ข้อจำกัดของภาคธุรกิจ พบหนี้เสีย (NPL) ในภาค SME เริ่มส่งสัญญาณเตือนภัย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ขาดสภาพคล่องและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ได้ ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง 
    • การเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วที่สุดในโลก 
    • การลดลงของกำลังแรงงาน และขีดความสามารถในการผลิต (Productivity) 
    • ภาระสวัสดิการของรัฐ ที่มาจากค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและบำนาญที่เพิ่มสูงขึ้นจะกลายเป็นภาระหนักต่อระบบงบประมาณของรัฐในอีก 10 ปีข้างหน้า ในขณะที่ฐานภาษีจากการทำงานลดน้อยลง 
    • ความไม่พร้อมด้าน AI และเทคโนโลยี ทำให้เกิด ช่องว่างทักษะแรงงาน

    ท้ายที่สุด ข้อมูลรายได้ต่อหัวในปี 2025 ไม่ใช่เพียงการจัดอันดับความรวย – ความจน ของคนแต่ละชาติ แต่ยังสะท้อนถึง “บาดแผล” และเป็นสัญญาณให้กับชาตินั้นๆ ได้เร่งแก้ปัญหา พัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางรายได้ให้กับประชาชน และเหวี่ยงกลับมาในรูปแบบ “กำลังซื้อ” ซึ่งมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้านั่นเอง 

    ที่มา : IMF 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2928609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21q6b67g_mymeS2Ndi3FVR

  • “นายกฯ” ชี้ “แลนด์บริดจ์” เป็นประโยชน์สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

    “นายกฯ” ชี้ “แลนด์บริดจ์” เป็นประโยชน์สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

    วันนี้ (25 เม.ย.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เตรียมเสนอโครงการแลนด์บริดจ์เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยตั้งใจที่จะผลักดัน

    นายอนุทิน กล่าวว่า มีการศึกษารายละเอียด และปรับสภาพให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีและต้นทุนการก่อสร้าง และรูปแบบที่จะทำให้เกิดขึ้น ซึ่งวันนี้ก็มีเหตุผลที่จะต้องนำขึ้นมาพิจารณา อย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการพูดถึงว่าใครจะเป็นผู้ครอบครอง ช่องทางการขนส่งคมนาคม หรือมีไอเดียที่จะเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ถ้าหากมีโครงการที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และเกิดประโยชน์เกิดรายได้ เกิดความมั่งคั่งกับเศรษฐกิจ เราก็ต้องเร่งพิจารณา

    ส่วนจะต้องทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่อย่างไรนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของส่วนรวม

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ที่มีหลายฝ่ายยังไม่เข้าใจและคัดค้านตัวโครงการแลนด์บริดจ์อยู่ โดยเพียงแค่หัวเราะ แต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนขึ้นรถกลับทันที

    “อนุทิน” ประชุมพรรคภูมิใจไทย พร้อมดัน “คนละครึ่งพลัส” เข้า ครม.เดือนหน้า

    “ราชทัณฑ์” รับบกพร่องจริง ปมเจ้าหน้าที่ลืมส่งเอกสารแจ้งสิทธิยื่นอุทธรณ์ฎีกาสู้คดีให้ “แป้ง นาโหนด”

    “นาโต” ปฏิเสธเรื่องขับชาติสมาชิก หลังมีรายงานสหรัฐฯ กดดันให้ไล่สเปนออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n5KSHyZm3_CB3f9c_Zbka

  • นายกฯ ย้ำ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ หวังแบ่งเบาภาระประชาชน-กระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายกฯ ย้ำ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ หวังแบ่งเบาภาระประชาชน-กระตุ้นเศรษฐกิจ

    25 เมษายน 2569 – ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส) จะนำเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อใด ว่า เขาวางไทม์ไลน์ว่าจะเดินหน้าเดือนมิ.ย. ก็ต้องเข้าคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ช่วงนี้ถึงช่วงเดือนพ.ค. เมื่อถามว่าโครงการนี้จะถือเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โอ้ย โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่เราใช้ตั้งแต่หาเสียง ตอนแรกต้องการให้โครงการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วง 4 เดือน ควิก บิ๊ก วิน แต่เห็นว่าเมื่อดำเนินการไปแล้วมันเกิดประโยชน์มากมายเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน และตอนนั้นเรากำลังจะมีเฟส 2 แต่ยุบสภาฯไปก่อน ไม่ใช่เรื่องใหม่ และช่วงนี้มีเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจมีผลกระทบต่อประชาชนเราก็มาพลัส โดยไม่ใช่คนละครึ่งแล้วแต่ใช่คำว่าไทยช่วยไทยพลัส รูปแบบไม่ใช่ 50-50 พยายามจัดสรรเพื่อมาแบ่งเบาภาระประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยเหลือประชาชนทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในระบบ จากเดิมโครงการ 2 เดือน ก็เพิ่มเป็นเดือนละ 1,000 จำนวน4 เดือน รวมเป็น 4,000 บาท ตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง บอกไว้ 

    เมื่อถามว่าวางกรอบคนลงทะเบียนไว้เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ต้องถามนายเอกนิติ ขอทำความเข้าใจ จะมาถามรายละเอียดกับตัวผม  ผมว่าไปถามผู้ปฏิบัติและผู้รับผิดชอบจะดีกว่า เพราะพอผมพูดไป คนอื่นเลยไม่กล้าพูดต่อ ตัวผมยินดีให้การสนับสนุนโครงการหรือการดำเนินการต่างๆของรัฐมนตรีทุกกระทรวงทุกพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว ถ้าจะถามผมให้ถามว่าโอเค ผมเห็นชอบในหลักการหรือยังคุยกับเราหรือยังพร้อมสนับสนุนไหม แต่รายละเอียดขอความกรุณา ถ้าผมตอบไปคนอื่นไม่กล้าทำงานพอดี“ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/985678/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F_tSlgsFSxTLvm6wNi9JE

  • ปัดฝุ่นแลนด์บริดจ์! อนุทินชูธงเศรษฐกิจยุคใหม่ ชี้ไทยต้องมีเส้นทางขนส่งของตัวเอง

    ปัดฝุ่นแลนด์บริดจ์! อนุทินชูธงเศรษฐกิจยุคใหม่ ชี้ไทยต้องมีเส้นทางขนส่งของตัวเอง

    25 เมษายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึง กรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เตรียมที่จะเสนอโครงการแลนด์บริดจ์ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทย ตั้งใจที่จะผลักดัน เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทย โดยมีการศึกษารายละเอียด และปรับสภาพให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี และต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงรูปแบบที่จะทำให้เกิดขึ้น 

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย

    วันนี้ก็มีเหตุผลที่จะต้องนำขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการพูดถึงว่า ใครจะเป็นผู้ครอบครองช่องทางการขนส่งคมนาคม หรือมีไอเดียที่จะเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ถ้าหากมีโครงการที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และเกิดประโยชน์เกิดรายได้ เกิดความมั่งคั่งกับเศรษฐกิจ เราก็ต้องเร่งพิจารณา

    ส่วนจะต้องทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่อย่างไรนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของส่วนรวม

    …ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะตอบคำถามที่มีหลายฝ่ายยังไม่เข้าใจ และคัดค้านตัวโครงการแลนด์บริดจ์อยู่ โดยเพียงแค่หัวเราะแต่ไม่ได้ตอบคำถามก่อนขึ้นรถกลับทันที นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976564&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I6PyO5ED7gLSZxEfV2w5-

  • เร่งเครื่องเศรษฐกิจ  ดันแลนด์บริดจ์สร้างความมั่งคั่ง  พร้อมเคาะ “ไทยช่วยไทยพลัส” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    เร่งเครื่องเศรษฐกิจ ดันแลนด์บริดจ์สร้างความมั่งคั่ง พร้อมเคาะ “ไทยช่วยไทยพลัส” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/114949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15GsQM2irV-y6W33LP7HOL

  • นายกฯ หนุน “แลนด์บริดจ์” เชื่อสร้างรายได้เศรษฐกิจ มั่นใจเดินหน้าได้จริง

    นายกฯ หนุน “แลนด์บริดจ์” เชื่อสร้างรายได้เศรษฐกิจ มั่นใจเดินหน้าได้จริง


    นายกฯ ชี้โครงการแลนด์บริดจ์เป็นนโยบายสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันต่อเนื่อง มองเป็นโอกาสเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย ย้ำอยู่ระหว่างปรับรายละเอียดให้สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งต้นทุน เทคโนโลยี และการลงทุน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการ “แลนด์บริดจ์” หลังมีกระแสว่ารัฐบาลเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยตั้งใจผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง

    นายอนุทินกล่าวว่า ได้มีการศึกษารายละเอียดของโครงการและปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการก่อสร้าง และรูปแบบการลงทุน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและสามารถดำเนินการได้จริงในทางปฏิบัติ

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีความจำเป็นต้องนำกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจากมีการพูดถึงประเด็นด้านการแข่งขันในระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ รวมถึงแนวคิดเรื่องการจัดเก็บค่าผ่านทางหรือการบริหารช่องทางการขนส่ง ซึ่งไทยจำเป็นต้องประเมินโอกาสในการสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

    “หากประเทศไทยมีโครงการที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และก่อให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ก็ต้องเร่งพิจารณา” นายอนุทินกล่าว

    เมื่อถูกถามถึงแนวทางการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ นายกรัฐมนตรีระบุสั้น ๆ ว่า “เป็นเรื่องของส่วนรวม”

    อย่างไรก็ตาม นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถามกรณีที่ยังมีหลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วยหรือยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเพียงแต่หัวเราะก่อนขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/42233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P7o7ueJrcziuyCnv6XyTe

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดโผ GI ในกลุ่มเครื่องปั้น – จักสาน – ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ สร้างเม็ดเงินทะลุ 440 ล้านบาท ในปี 2568 ส่งต่ออัตลักษณ์ชุมชนระดับพรีเมียม ครองใจตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดโผ GI ในกลุ่มเครื่องปั้น – จักสาน – ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ สร้างเม็ดเงินทะลุ 440 ล้านบาท ในปี 2568 ส่งต่ออัตลักษณ์ชุมชนระดับพรีเมียม ครองใจตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เผยปัจจุบันสินค้าในกลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ (ที่ไม่รวมสินค้าเกษตรและสิ่งทอ) ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ทั้งสิ้น 27 รายการ จาก 39 จังหวัดทั่วไทย สามารถสร้างมูลค่าตลาดรวม 440 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งสถิติดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาของผู้คนในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่า มาตรฐาน คุณภาพ และความมีชื่อเสียงของสินค้า GI ไทย ที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับ
    ประเทศและระดับนานาชาติ

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านการขึ้นทะเบียนและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย 10 Plus ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ในมิติ SMEs Plus ที่มุ่งสร้างความสามารถการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย และนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI โดยสินค้า GI นั้นมีจุดเด่นที่คุณภาพและอัตลักษณ์เฉพาะซึ่งมีความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ทั้งภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สินค้า GI มีความโดดเด่นแตกต่าง ประกอบกับการควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างเข้มข้น จึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและสร้างการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ทั้งสิ้น 256 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มเกษตรและการแปรรูปจากสินค้าเกษตรรวมกว่า 210 รายการ สินค้าในกลุ่มที่เหลือมีหลากหลายประเภท เช่น สิ่งทอ เครื่องปั้น เครื่องจักสาน ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งล้วนมีความน่าสนใจและเป็น Soft Power ของไทยที่นานาชาติให้การยอมรับ ทั้งนี้ สินค้า GI ในกลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ (ที่ไม่รวมสินค้าเกษตรและสิ่งทอ) ที่สร้างมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2568 มีดังนี้

    อันดับที่ 1 กระจูดพัทลุง ครองแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด 150 ล้านบาท ในปี 2568 โดยปัจจุบันกระจูดพัทลุงมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาท/ชิ้น เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 200 บาท/ชิ้น กระจูดพัทลุงผลิตในพื้นที่จังหวัดพัทลุงซึ่งเป็นพื้นที่ป่าพรุและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีสภาพน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์แบบลากูนและภูมิอากาศที่มีฤดูฝนถึง 2 ช่วง ช่วงเดือนตุลาคม – มกราคม และช่วงเดือนพฤษภาคม – กันยายน ทำให้มีความชุ่มชื้นตลอดปี เหมาะต่อการเจริญเติบโตของต้นกระจูด เมื่อนำมาผลิตเป็นเส้นตอกกระจูด จึงมีความเหนียว ไม่เปราะ ไม่แตก และมีขนาดสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ดินเหนียวขาวในพื้นที่ยังช่วยให้กระจูดมีความมันวาว และยืดหยุ่นได้ดี ทำให้กระจูดมีคุณภาพสูง สามารถทำผลิตภัณฑ์จักสานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งของใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารของตกแต่ง และของที่ระลึก ที่ผ่านกระบวนการออกแบบจักสานและตกแต่งให้ออกมาเป็นสินค้าที่สวยงามหลากหลายตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชาวพัทลุง

    อันดับที่ 2 นิลเมืองกาญจน์ สร้างมูลค่าตลาดกว่า 90 ล้านบาท ในปี 2568 โดยปัจจุบันมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 500 – 50,000 บาท นิลเมืองกาญจน์เป็นแร่อัญมณีสีดำสนิท ทึบแสง เนื้อแน่นเนียนมีน้ำหนัก และทนทานต่อการขูดขีดได้มาก ขุดพบได้ในอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศที่เป็นที่ราบเชิงเขา สลับเนินเขาเตี้ย และมีปล่องภูเขาไฟซึ่งเป็นพื้นที่แอ่งกระทะที่มีแนวภูเขาอยู่รอบนอก จึงมีการขุดพบแร่รัตนชาติต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะนิลที่มีคุณภาพสูงอันเป็นเอกลักษณ์ นำมา
    ผ่านกระบวนการเจียระไน การเจียเงา และการผลิตออกมาเป็นรูปทรงต่างๆ ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีสินค้าออกสู่ตลาดทั้งในรูปแบบของเครื่องประดับและของใช้ เช่น แหวน สร้อยคอ กระเป๋า และงานประติมากรรม เช่น วัตถุมงคล และองค์เทพเจ้าต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม

    อันดับที่ 3 เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 43 ล้านบาท ในปี 2568 มีราคาจำหน่ายปลีกได้ถึง 2,500 บาท/กิโลกรัม โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 1,000 บาท/กิโลกรัม เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานเป็นเส้นไหมดิบคุณภาพดีที่ผ่านการสาวด้วยมือ ผลิตจากตัวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านที่เลี้ยงโดยใบหม่อนที่ปลูกขึ้นเองในพื้นที่ 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี มีเอกลักษณ์เฉพาะคือ มีสีเหลืองทอง ความนุ่มนวล ความเหนียว และความสม่ำเสมอ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานสะท้อนถึงวัฒนธรรมการนุ่งห่มผ้าไหมของชาวอีสาน ทำให้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม รวมถึงกรรมวิธีการผลิตผ้าไหมจากรุ่นสู่รุ่น ผ้าที่ทอจากเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานจึงมีความสวยงาม สวมใส่เย็นสบาย และทิ้งตัวอย่างมีน้ำหนัก

    อันดับที่ 4 ดินสอพองลพบุรี สร้างมูลค่าตลาดกว่า 25 ล้านบาท ในปี 2568 โดยปัจจุบันมีราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 10 บาท เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาก่อนเป็น GI ที่กิโลกรัมละ 6 บาท ดินสอพองลพบุรี ใช้วัตถุดิบจากแหล่งดินมาร์ลในเขตพื้นที่ตำบลท่าแค ตำบลกกโก และตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก โดยชุดดินที่พบมากที่สุดในพื้นที่ คือ ชุดดินลพบุรี และชุดดินตาคลี ซึ่งเป็นชุดดินที่มีค่าความเป็นด่างปานกลางถึงด่างจัด เมื่อขุดลงไปในระดับที่เหมาะสม จะพบดินมาร์ลที่มีเนื้อสีขาวละเอียด ประกอบกับการมีที่ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสัก ทำให้มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการผลิตดินสอพอง จังหวัดลพบุรีจึงเป็นแหล่งที่พบดินมาร์ลคุณภาพดี มีลักษณะค่อนข้างร่วนและเปราะ มีค่าแคลเซียมคาร์บอเนตอยู่ในระดับสูง เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีการผลิตตามภูมิปัญญาของชาวลพบุรีที่เริ่มจากการร่อน ผสมน้ำ กรองให้ละเอียด แล้วทำให้แห้ง เกิดเป็นสินค้าดินสอพองลพบุรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีการจัดจำหน่ายทั้งแบบก้อนและแบบผง และสามารถผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี

    อันดับที่ 5 หินอ่อนพรานกระต่าย สร้างมูลค่ารวมกว่า 23 ล้านบาท ในปี 2568 มีราคาจำหน่ายแตกต่างตามประเภท ได้แก่ แบบก้อน 10,000 – 12,000 บาท/ลูกบาศก์เมตร แบบแปรรูปจากโรงงาน 600 – 3,000 บาท/ตารางเมตร และสินค้าหัตถกรรม 100 – 450,000 บาท/ชิ้น โดยผลิตจากหินอ่อนคุณภาพดีจากจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีพื้นที่ทางทิศตะวันตกเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนลาดลงมาทางทิศตะวันออก พื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางเป็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับที่ราบ และมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่ประกอบด้วยหินหลายชนิด ตั้งแต่หินตะกอน หินแปร หินอัคนี และตะกอนร่วน โดยแหล่งหินอ่อนอำเภอพรานกระต่ายจะเป็นแนวเขาพาดอยู่ในทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือ – ตะวันตกเฉียงใต้ และพื้นที่เขาสว่างอารมณ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขายอดแหลมและมีความลาดชันมาก ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้หินอ่อนพรานกระต่ายที่ผลิตในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรมีเมล็ดผลึกแร่ละเอียด คงทนแข็งแรง นำมาขัดเงาและแกะสลักได้ดี และมีสีสันหลากหลาย โดยเฉพาะหินอ่อนพรานกระต่ายสีชมพูที่พบเพียงแหล่งเดียวในประเทศไทย นิยมนำมาใช้ก่อสร้างและทำถนน รวมถึงพัฒนาและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หรือชุดโต๊ะหมู่บูชา เป็นต้น

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า มูลค่าการตลาดของสินค้าเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า สินค้า GI ไม่เพียงเป็นสินค้าคุณภาพสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมฯ จะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพสินค้า ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่างๆ ทั้งการสร้างแบรนด์และการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ GI ไทยให้เข้าถึงง่าย โดนใจผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อขยายโอกาสในตลาดสากล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน กรมฯ จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคสนับสนุนสินค้า GI ของไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับของดีมีคุณภาพจากแหล่งผลิตที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังช่วยอนุรักษ์ต่อยอดอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของคนไทย สร้างรายได้สู่ชุมชนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1014625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M3ZUe34jdvC_c1287tRmp