Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จำปาสักตั้งเป้า GDP เติบโต 7% ภายในปี 2035 เร่งดึงดูดการลงทุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว

    จำปาสักตั้งเป้า GDP เติบโต 7% ภายในปี 2035 เร่งดึงดูดการลงทุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ลงเมื่อ

    24 เมษายน 2569 10:45

    สคต. ณ กรุงเวียงจันทน์ (สปป.ลาว) (TTC, Vientiane (Lao PDR))

             องค์การปกครองแขวงจำปาสักตั้งเป้าส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้บรรลุ 7% ในช่วงปี 2031-2035 โดยเน้นการจัดเก็บรายได้ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อแก้ไขหนี้สินของโครงการลงทุนของรัฐ ทิศทางการพัฒนาดังกล่าวถูกเปิดเผยในโอกาสที่ ท่าน สอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี ลงพบปะสนทนากับคณะพรรค และพนักงานหลักแหล่ง ที่ห้องประชุมใหม่ของสภาประชาชนแขวงจำปาสัก เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2026 ในการประชุม ท่าน อาลุนไซ สูนนะลาด เลขาพรรคแขวงจำปาสัก รายงานว่า ใน 3 เดือนต้นปี 2026 รวมผลิตภัณฑ์ภายใน (GDP) ของแขวงบรรลุได้ 20,502.6 พันล้านกีบ ขณะที่การจัดเก็บรายได้ปฏิบัติได้ 742.79 พันล้านกีบ ซึ่งเกินแผนการที่วางไว้ ทำให้ท้องถิ่นมีเงินเกินแผนมาแก้ไขหนี้สิน และพัฒนาพื้นฐานโครงสร้าง เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางรวมของชาติ รัฐบาลได้มอบหมายให้แขวงจำปาสักพยายามส่งเสริม GDP ให้ขยายตัวเฉลี่ย 6% ขึ้นไปในช่วงปี 2026-2030 และเพิ่มขึ้นเป็น 7% ต่อปี ในช่วงปี 2031-2035 พร้อมกันนั้น ต้องเก็บรายได้งบประมาณให้บรรลุ 21-24% ของ GDP และควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเฉลี่ย 5% เพื่อรับประกันเสถียรภาพทางด้านการเงิน ท่านนายกรัฐมนตรีมีความเห็นว่า องค์การปกครองแขวงต้องมุ่งเน้นดึงดูดการลงทุนทั้งภายใน และต่างประเทศ ไปพร้อมกับการส่งเสริมการผลิตการเกษตรสะอาดแบบกลุ่มสหกรณ์ การส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวให้กลายเป็น การส่งออกใน ที่จะเป็นปัจจัยเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการสร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้จัดตั้งปฏิบัติตามคำสั่งเลขที่ 46/นย เพื่อสกัดกั้นการลักลอบขุดค้น และซื้อ-ขายแร่ธาตุผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ในด้านวัฒนธรรม-สังคม แขวงจำปาสักต้องใส่ใจบริหารจัดการ และปรับปรุงการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ การสร้างงานทำภายในท้องถิ่น จะช่วยสกัดกั้นการไหลออกของแรงงานไปต่างประเทศ พร้อมกันนั้น ยังต้องยกระดับการป้องกันปัญหายาเสพติด และรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย การยกระดับเศรษฐกิจ-สังคมครั้งนี้ อยู่ในแผนการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ รัฐบาลดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล และสังคมดิจิทัล การดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวอย่างโปร่งใส จะเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากสถานะความด้อยพัฒนา ในปี 2026
    ที่มา: laox.la

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/e2wbhbtnypjht9d29wn3o78i&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z7orl9f_edcSB-8t90baY

  • มหัศจรรย์สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจเล็กๆจากวันเกิดเมือง

    มหัศจรรย์สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจเล็กๆจากวันเกิดเมือง

    ภาพคำทำนายด้านเศรษฐกิจเมืองรัตนโกสินทร์ปี 2569

    นานๆ ผู้เขียนจะเห็นสัญญาณที่ส่งออกมาจากดวงชะตาเมืองเป๊ะๆ ตามตำราแบบที่เพิ่งเจอมาจะจะคาตา ปรากฏการณ์เกิดอย่างไรจะเล่าให้ฟังเป็นขั้นตอน

    1.ย้อนกลับไปคำทำนายที่เคยให้ไว้ตลอดว่า ขณะที่เมืองต้องตีฝ่าสงครามเศรษฐกิจโลก และปฏิวัติเศรษฐกิจของเมืองเองระหว่างกรกฎาคม 2565-กรกฎาคม 2572 เป็นเวลาประมาณเจ็ดปี เพื่อเป้าหมายหลุดจากประเทศรายได้ปานกลางไปสูงนั้น

    2.ในระหว่างเจ็ดปีนี้ ช่วงเวลาสำคัญที่เรื่องลบด้านเศรษฐกิจจะโผล่ให้เมืองต้องเผชิญ ถือเป็นเคราะห์ร้าย แถมเน่าในทางเศรษฐกิจ คือช่วงเวลาระหว่างวันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2568-วันเกิดเมือง 21 เมษายน 2569 (ดาวตัวแทนทางเศรษฐกิจของเมืองเป็นกาลกิณีจร)

    ผลคือ ระยะนั้นด้านเศรษฐกิจของเมืองและทำมาหากินฝืดเคือง หาความรุ่งเรืองไม่ค่อยได้

    และแม้รัฐบาลจะพยายามกระตุ้นด้วยวิธีการต่างๆ เช่น แจกเงินหมื่นในรัฐบาลคุณแพทองธาร ชินวัตร หรือทำคนละครึ่งพลัสในรัฐบาลของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ตาม

    และถ้ายังจำกันได้วันที่ 21 เมษายน 2568 นี่แหละที่ผู้เขียนเคยประกาศว่าให้ขายหุ้นให้เรียบร้อยก่อนวันนั้น เพราะเกณฑ์ดาวเศรษฐกิจของเมืองในทางโหรเสียเป็นเวลาหนึ่งปีนั่นเอง

    มีหนึ่งครอบครัวทำตาม ได้เงินไปมากโข 

    แต่ผู้เขียนเองกลับขายไม่ทัน นี่คือวาสนาที่รู้ทั้งรู้แต่ไขว่คว้าไม่ได้

    3.ผลจากข้อ 2. ชัดเจนที่ออกมาคือ ก่อนวันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569 (ย้ำวันที่) แม้ตัวเลขจะแตกต่างกัน แต่หน่วยงานต่างๆ สรุปผลออกมาว่า อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ของประเทศไทยปี 2568 ต่ำที่สุดในประเทศอาเซียน

    เช่นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ไอเอ็มเอฟให้ตัวเลขจีดีพีไทยเพียงร้อยละ 1.5

    เล่นเอาทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องปาดเหงื่อ

    4.และแล้วความขลังของตำราโหรก็เกิดให้เห็นคือ

         4.1 ย้อนกลับไปที่บทความแม่หมอสมัครเล่นตอนที่ 630 ชื่อตอนเศรษฐกิจ-จากระยะเผาจริงจะนำไปสู่อะไร เขียนไว้เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 ที่ขอสกัดใจความมาเผยแพร่ซ้ำให้เห็นปาฏิหาริย์ดวงเมืองคือ

    “ข.ตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569-21 เมษายน 2570 เคราะห์ทางพื้นฐานเศรษฐกิจเมืองจะลดลง” เพราะทางโหรดาวเศรษฐกิจของเมืองหยุดเป็นกาลกิณีจรแล้ว ผลที่เห็นทันตาในวันเกิดเมืองเลย คือ

    5.บริษัทจัดอันดับมูดี้ส์เคยจัดเกรดให้เศรษฐกิจประเทศไทย ในเชิงลบ พลันเปลี่ยนไป ให้มีเสถียรภาพ

    แล้วมูดี้ส์มาประกาศวันเกิดเมืองซึ่งเป็นวันแรกที่ดาวเศรษฐกิจหยุดเป็นกาลกิณีจรให้โหรตาค้างเสียด้วย!!!

    6.เมื่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองล้อไปกับดาวเช่นนี้ ทำให้ผู้เขียนเชื่อมั่นคำทำนายส่วนที่เหลือที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้แบบมีความหวังว่า ประมาณกรกฎาคม 2572 เรายืนอยู่ข้างกำแพงพระนคร สถานะเศรษฐกิจของเมืองจะหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางไปสูงได้

    7.แม้ก่อนจะไปถึงจุดนั้น สงครามเศรษฐกิจโลกกำลังอาละวาดหนักมาตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลรบกับอิหร่าน ทำให้ราคาพลังงานทั้งโลกออกแนวกระฉูด

    เมืองจึงเจอเข้ากับแนวลบซ้อนลบทางเศรษฐกิจตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์-21 เมษายน 2569 ที่ผู้เขียนเคยบอกว่าเมืองจะพบเจอหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระดับต้มยำกุ้ง หรือน้องๆ ต้มยำกุ้ง

    8.แต่อย่างน้อยทางโหรเมื่อเคราะห์ร้ายจากเนื้อในทางเศรษฐกิจของเมืองหมดตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โอกาสสู้ย่อมแทรกเข้ามาให้ตีฝ่าและไขว่คว้า

    เพราะสถานการณ์แบบนี้ราคาน้ำมันกระฉูดเมืองไม่ใช่ว่าจะไม่เคยพานพบ

    ในอดีตขณะที่ผู้เขียนเริ่มทำข่าวพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี กับคุณเกษม จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เคยวิ่งวุ่นหาน้ำมันเข้าประเทศมาแล้วคราวเกิดวิกฤตพลังงานโลกครั้งที่สอง ที่ราคาน้ำมันดิบจาก 13 ดอลลาร์พุ่งขึ้นไปเป็นเกือบ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    คราวนั้นมีการใช้มาตรการปิดทีวีตอนเย็นเพื่อประหยัดพลังงาน และออกกฎหมายตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ คือ ปตท.ในปัจจุบัน

    และเมื่อพลเอกเกรียงศักดิ์พ้นจากตำแหน่งเพราะปัญหาราคาน้ำมัน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ก็ได้ต่อยอด เช่น ยึดโรงกลั่นน้ำมันบางจากมาเป็นของรัฐ พร้อมนำแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทยขึ้นมาใช้พาประเทศสู่ยุค โชติช่วงชัชวาล

    สุดท้าย ทีมงานเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ที่จะรับมือและตีฝ่าชื่อชั้นก็ใช่ว่ากิ๊กก๊อก เมืองจึงมีโอกาสมาก เพียงแต่ก็ไม่ง่าย

    เพราะทางดวงเมืองนั้นย้ำอีกครั้ง วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569-วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2570 ชะตาเมืองยังอับอยู่ ทำอะไรยังได้ครึ่งเสียครึ่ง

    21 เมษายน 2570 เป็นต้นไป จึงจะได้เห็นเศรษฐกิจของเมืองเริ่มโงหัว.        

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/985588/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39rNCjweN8nIHwcHEeK0LJ

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” ณ จังหวัดน่าน ชูเสน่ห์ภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” ณ จังหวัดน่าน ชูเสน่ห์ภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” ณ จังหวัดน่าน ชูเสน่ห์ภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก


    24/04/2569 | 51 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” ณ จังหวัดน่าน ชูเสน่ห์ภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. ณ ลานหนองน้ำครก ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” จุดดำเนินการที่ 3 ณ จังหวัดน่าน ภายใต้แนวคิด “สีสันถิ่นเรา เรื่องเล่าแห่งภูมิปัญญา” โดยมี นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ให้การต้อนรับ พร้อมนี้ ผู้ตรวจราชการกรม ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน และพี่น้องประชาชนชาวน่าน เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    การจัดงานในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีอัตลักษณ์ชุมชนอย่างชัดเจน เป็นที่นิยมของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน

    งาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” จุดดำเนินการที่ 3 ณ จังหวัดน่าน ในครั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมุ่งหวังให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการได้เรียนรู้ทักษะด้านการบริหารจัดการและการตลาดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก

    โดยมีไฮไลต์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในงานนี้ ได้แก่

    – ช้อปสินค้าภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ: รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 1 – 5 ดาว จากทั่วทุกภาค รวมทั้งสิ้น 300 บูธ แบ่งเป็นประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย 120 บูธ, อาหาร 74 บูธ, ของใช้และของตกแต่ง 36 บูธ, เครื่องดื่ม 17 บูธ และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร 13 บูธ

    – ลิ้มรสอาหารปลอดภัยจากชุมชน: พบกับโซนอาหารชวนชิมรสเลิศจำนวน 40 บูธ ที่นำรสชาติไทยแท้และวัตถุดิบคุณภาพจากท้องถิ่นมาให้ลิ้มลองในราคาที่เข้าถึงได้

    – นิทรรศการและการสาธิตภูมิปัญญา: ชมการสาธิตกระบวนการนำทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นสินค้า OTOP จำนวน 4 ราย และนิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราว เบื้องหลังชิ้นงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

    – กิจกรรมต่อยอดธุรกิจ: กิจกรรม Business Matching เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการและนักลงทุน และกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดการจัดงาน

    – ความบันเทิงและศิลปวัฒนธรรม: ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามตระการตา และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน ดารา นักร้อง ชื่อดังที่จะมาสร้างรอยยิ้มทุกวัน

    กรมการพัฒนาชุมชน ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสนับสนุนสินค้าจากชุมชนไทย มาร่วม “ช้อป ชิม แชร์ และเชียร์” เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างอาชีพให้แก่พี่น้องประชาชนไทย ระหว่างวันที่ 24 – 30 เมษายน 2569 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ลานหนองน้ำครก ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

    #OTOP

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www3.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/355061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lQDNEgNgkE798621JuZNC

  • ชาวสเปนหันดูแลสุขภาพมากขึ้น หนุนตลาดอาหารออร์แกนิกและอาหารเสริมเติบโตต่อเนื่อง

    ชาวสเปนหันดูแลสุขภาพมากขึ้น หนุนตลาดอาหารออร์แกนิกและอาหารเสริมเติบโตต่อเนื่อง

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศสเปนได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการบริโภคที่ให้ความสำคัญกับ สุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และความยั่งยืน เป็นหัวใจหลัก ส่งผลให้ตลาด อาหารออร์แกนิก (Organic Food)และ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม(Food Supplements)เติบโตอย่างก้าวกระโดดและกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่มีพลวัตสูงที่สุดของอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน

    1. ตลาดอาหารออร์แกนิก: เสาหลักใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารสเปน

    อาหารออร์แกนิกได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะ เสาหลักเชิงกลยุทธ์ ของอุตสาหกรรมอาหารสเปน ด้วยคุณลักษณะที่มีเสถียรภาพ มีพลวัตสูง และมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

    ภาพรวมตลาดในปัจจุบันของอาหารออร์แกนิก 

    • มูลค่าตลาด: ทะลุระดับ 3 พันล้านยูโร และยังคงเติบโตต่อเนื่อง

    • การเข้าถึงครัวเรือน: ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเข้าไปอยู่ในเกือบ ร้อยละ 70 ของครัวเรือนสเปน

    • กลุ่มสินค้าเติบโตโดดเด่น: ผลิตภัณฑ์จากนม อาหารหมักดอง อาหารสำหรับเด็ก เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Functional Drinks) และผลิตภัณฑ์จากพืช (Plant-based)

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่าการบริโภคอาหารออร์แกนิกในสเปนไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่ได้ก้าวเข้าสู่ วิถีชีวิตปกติของผู้บริโภคอย่างสมบูรณ์แล้ว

    หนึ่งในพื้นที่ไฮไลท์ของงาน โซนอาหารออร์แกนิกในงาน Alimentaria 2026

    image.png

    งาน Alimentaria 2026ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ได้ตอกย้ำความสำคัญของภาคส่วนนี้ผ่านการจัดพื้นที่พิเศษและโครงการสำคัญ ได้แก่

    1. La Plaza Eco โซนอาหารออร์แกนิก พื้นที่ศูนย์กลางของภาคเกษตรอินทรีย์สำหรับการพบปะ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างโอกาสทางธุรกิจ

    2. เส้นทางนิเวศ Alimentaria 2026″ (Ruta Eco) โครงการที่เชื่อมโยงผู้แสดงสินค้า นวัตกรรม และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

    3. BIO ECO AWARDS รางวัลที่ยกย่องผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่มีศักยภาพโดดเด่นทั้งในตลาดสเปน ตลาดสากล และช่องทาง HORECA (Hotel, Restaurant and Catering)

    แรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตในกลุ่มนี้มาจากกระแสความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม (Well-being) และความต้องการผลิตภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบริโภค ควบคู่กับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

    2. ตลาดอาหารเสริม: จาก “แก้ปัญหา” สู่ “ป้องกันและยกระดับคุณภาพชีวิต”

    ควบคู่ไปกับการเติบโตของอาหารออร์แกนิก ตลาดอาหารเสริมในสเปน ก็กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดดั้งเดิมที่ว่า บริโภคเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพ” ไปสู่แนวคิดใหม่ว่า บริโภคเพื่อป้องกันและยกระดับคุณภาพชีวิต” (Preventive & Wellness Consumption)

    ผู้บริโภคชาวสเปนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ สุขภาพแบบองค์รวม(Holistic Health[1]) ที่ครอบคลุมทั้งมิติสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความงาม ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทวิตามิน แร่ธาตุ โปรไบโอติกส์ และอาหารเสริมเพื่อสมองและสุขภาพจิต ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    แนวโน้มสำคัญที่เห็นได้ชัด ได้แก่

    • โภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition)
    • ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและพืช (Plant-based)
    • อาหารเสริมสำหรับการออกกำลังกาย (Sports Nutrition)
    • ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามจากภายใน (Nutricosmetics) เช่น คอลลาเจน และสารต้านอนุมูลอิสระ 

    แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมอง สุขภาพและ ความงามเป็นเรื่องเดียวกันมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในระยะยาว

    ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของชาวสเปน

    ชาวสเปน 3 ใน 10 คน (30.6%) รับประทานอาหารเสริมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.6 จุดร้อยละจากปีที่แล้ว อาหารเสริมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ วิตามินและแร่ธาตุรวม (59.5%) และ แมกนีเซียม (43.4%) สะท้อนถึงแนวโน้มที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสารอาหารพื้นฐานและแร่ธาตุเฉพาะชนิดมากขึ้น โดย แคว้นบาเลนเซีย (Comunidad Valenciana) เป็นพื้นที่ที่มีการบริโภคอาหารเสริมสูงที่สุด ขณะที่ กาตาลุญญา (Cataluña) 

    และ กาลิเซีย (Galicia) มีอัตราการบริโภคต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

    จากข้อมูลของรายงานล่าสุดจาก Afepadi[2] และ Ipsos[3] ภายใต้หน่วยงานติดตามและวิเคราะห์ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (Observatorio de Complementos Alimenticios) ชี้ให้เห็นว่าอาหารเสริมมีบทบาทเพิ่มขึ้นในกิจวัตรด้านสุขภาพ โดยเฉพาะในยุคที่รูปแบบชีวิตที่เร่งรีบและพฤติกรรมการกินอาจทำให้การรับประทานอาหารที่สมดุลครบถ้วนทำได้ยาก พบว่า 82% ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยบริโภคอาหารเสริมอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต 

    นอกจากนี้ การศึกษาประจำปีของ DBL[4] เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โภชนาการยังยืนยันแนวโน้มการเติบโต โดยยอดขายผลิตภัณฑ์ด้านโภชนาการในสเปนเพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงการระบาดของโควิด-19 และในปี 2024 มีมูลค่าตลาดถึง 1,300 ล้านยูโร

    แม้อาหารเสริมจะช่วยสนับสนุนการรับประทานอาหารที่สมดุล แต่ก็ ไม่สามารถทดแทนการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ การได้รับสารอาหารที่เหมาะสมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพ และแม้ว่าวิตามินหรืออาหารเสริมอื่นๆ จะช่วยเติมเต็มสารอาหารที่อาจขาดหรือเพิ่มประสิทธิภาพการได้รับสารอาหาร แต่ก็ไม่สามารถแทนที่การรับประทานอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน ซึ่งควรมีโปรตีน ผลไม้ ผัก และอาหารจากกลุ่มอื่น ๆ อย่างเพียงพอ

    Florencia Braga นักโภชนาการ รวมทั้งผู้จัดการอาวุโสด้านกิจการวิทยาศาสตร์ประจำภูมิภาค EMEA[5] ของ Herbalife กล่าวว่าการบริโภคอาหารเสริมยังคงมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งสอดคล้องกับการตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความสำคัญของการตอบสนองความต้องการสารอาหารของร่างกาย และการรักษาวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงและสมดุล

    อาหารเสริมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและได้ผล

    การปรับปรุงสุขภาพโดยรวม เป็นเหตุผลหลักของการบริโภคอาหารเสริมในสเปน โดย 44.7% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุเหตุผลนี้ ซึ่งพบมากเป็นพิเศษใน ผู้หญิง ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี และผู้ที่ไม่พอใจกับน้ำหนัก

    ของตนเอง รองลงมาคือการ เสริมอาหารประจำวัน (28%) และ เพิ่มประสิทธิภาพด้านกีฬา (18.3%)

    ตามแนวโน้มนี้ อาหารเสริมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือกลุ่มสารอาหารพื้นฐานและจำเป็น ได้แก่

    • วิตามินและแร่ธาตุรวม (59.5%)

    • แมกนีเซียม (43.4%) ซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากเกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยรวม การทำงานของกล้ามเนื้อ และช่วย ลดความเหนื่อยล้าและอ่อนล้า

    • โปรตีน (38.6%)

    • โอเมกา-3 และกรดไขมันอื่น ๆ (30.2%)

    • คอลลาเจน (28%)

    • เมลาโทนิน (20.3%)

    ในด้านความพึงพอใจ ในผลลัพธ์ เกือบ 7 ใน 10 คน (73.8%) ที่รับประทานอาหารเสริมพึงพอใจกับผลลัพธ์ โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 4554 ปี อย่างไรก็ตาม 19% ระบุว่าไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง การให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และการมีความคาดหวังที่เหมาะสมต่อการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม

    การศึกษายังพบความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารเสริมกับ พฤติกรรมสุขภาพที่ดี ผู้ที่บริโภคอาหารเสริมมัก ออกกำลังกายมากกว่าเฉลี่ย 1.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมี น้ำหนักตัวเฉลี่ยต่ำกว่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่บริโภค

    แคว้นบาเลนเซียเป็นผู้นำด้านการบริโภคอาหารเสริม

    การเพิ่มขึ้นของการบริโภคอาหารเสริมในสเปนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกันในทุกภูมิภาค แต่มีความแตกต่างตาม ชุมชนปกครองตนเอง (Autonomous Communities) ซึ่งสะท้อนถึงระดับการยอมรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกัน

    • แคว้นบาเลนเซีย (Comunidad Valenciana) อยู่ในอันดับแรก โดย 36.5% ของประชากรระบุว่าบริโภคอาหารเสริมเป็นประจำ

    • มาดริด (Madrid) อยู่ใกล้เคียงกันที่ 36.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ (30.6%)

    ในทางตรงกันข้าม บางภูมิภาคมีอัตราการบริโภคที่ต่ำกว่า เช่น

    • กาตาลุญญา (Cataluña) 28.8%

    • กาลิเซีย (Galicia) 29.3%

    ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า แม้อาหารเสริมจะได้รับการใช้ในหลายพื้นที่ แต่บางภูมิภาคยังมี ศักยภาพในการเติบโตและการเข้าถึงตลาดมากขึ้น

    โดยรวมแล้ว การบริโภคอาหารเสริมในสเปนแสดงให้เห็นถึง ภาพรวมที่หลากหลาย ซึ่งการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมกำลังขยายตัวในอัตราที่ต่างกันในแต่ละภูมิภาค อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของตลาดโดยรวม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ที่มา: Nutrasalud / Anastore / Aragonecologico / Alimentaria 2026 Journal by Anna Canal, Director of Alimentaria

    ข้อคิดเห็นของ สคต. 

    แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในตลาดสเปนถือเป็น โอกาสทางการค้าที่น่าจับตามอง สำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกสินค้าอาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เข้าสู่ตลาดสเปนและสหภาพยุโรป โดยสินค้าที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ สินค้าที่ชูจุดเด่นด้าน วัตถุดิบจากธรรมชาติ สมุนไพรไทย และสารสกัดจากพืชเขตร้อน ซึ่งตอบโจทย์ค่านิยมของผู้บริโภคยุโรปในเรื่อง ความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) ความโปร่งใส (Transparency) และความยั่งยืน (Sustainability) ได้เป็นอย่างดี

    ทั้งนี้ การเจาะตลาดสเปนและประเทศในสหภาพยุโรปนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทาย เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวมีกรอบกฎหมายและข้อกำหนดด้านผลิตภัณฑ์อาหารที่ถือว่าเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ครอบคลุมตั้งแต่ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) การแสดงข้อมูลโภชนาการ (Nutrition Labeling) การกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claims) ไปจนถึง การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ด้วยเหตุนี้ การยกระดับ คุณภาพของผลิตภัณฑ์” การพัฒนา นวัตกรรมการผลิต” และการเสริมสร้าง ความเข้าใจเชิงลึกด้านกฎระเบียบ” จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดยุโรปได้อย่างมั่นคง และสร้างความไว้วางใจกับคู่ค้าในระยะยาว

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด

    เมษายน 2569


    [1]  Holistic Health คือ แนวทางการดูแลสุขภาพที่มองมนุษย์แบบครบวงจร โดยเน้นความสมดุลระหว่าง ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่การรักษาโรคเมื่อเจ็บป่วย แต่คือการป้องกันและดูแลเชิงรุก เพื่อให้มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

    [2] Asociación Española de Fabricantes de Productos para la Alimentación Especial, Dietéticos y Complementos Alimenticios: สมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะทาง อาหารเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแห่งสเปน

    [3] Ipsosบริษัทวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นระดับโลก

    [4] หน่วยงานวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลภาคธุรกิจของสเปน

    [5] Europe, Middle East and Africa

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fomok5bbjddbgasma0256soq&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IgT-0KqtioIb8QiR-Ngy8

  • พบปราสาทขอมโบราณอายุพันปี ถูกฝังดินกลางเมืองนครราชสีมา | เดลินิวส์

    พบปราสาทขอมโบราณอายุพันปี ถูกฝังดินกลางเมืองนครราชสีมา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 เม.ย. จากกรณีโลกออนไลน์ได้แชร์รูปภาพและข้อความ “กู่ปราสาทหินทราย” (บุถ้ำ) “บุ” ในบริบทของชื่อสถานที่หรือหมู่บ้านในจังหวัดนครราชสีมา (ภาษาโคราช) มีความหมายถึง พื้นที่ลุ่ม, แอ่งน้ำ, ที่ราบลุ่มต่ำ, หรือหนองน้ำ ซึ่ง “บุถ้ำ” อาจเป็นที่ราบลุ่มต่ำมีถ้ำในบริเวณดังกล่าว โดยตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรปรางค์ทองนิเวศน์ หมู่ 2 ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา นั้น

    ต่อมาผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบจุดที่ค้นพบเป็นที่ดินส่วนบุคคลมีเอกสารสิทธิถูกต้อง ครอบครองโดยคหบดี ดีลเลอร์ รถยนต์ยี่ห้อดัง โดยนายสมเดช ลีลามโนธรรม ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ได้มอบหมายนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ พร้อมเจ้าหน้าที่และคนงาน ปักหลักขุดตรวจทางโบราณคดีอย่างระมัดระวัง ป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อโบราณวัตถุ เบื้องต้นพบแท่งหินมีโครงสร้างลักษณะเป็นปราสาทโบราณ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบตามหลักวิชาการ

    ด้าน พ.ท.ประยุทธ์ เทพปริวัฒน์ อายุ 76 ปี ข้าราชการบำนาญ ซึ่งมีบ้านพักอยู่ตรงข้ามแหล่งโบราณคดี เปิดเผยว่า ตามคำบอกเล่าในอดีตกาล บริเวณนี้เป็นถ้ำลึกลงไป ด้านล่างมีของมีค่าในถ้ำ บริเวณใกล้เคียงกันมีบ่อนํ้าขนาดใหญ่ชื่อ “หนองบัว” แต่ถูกถมที่ดินสร้างโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัยนครราชสีมา นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเก็บเครื่องใช้จานชามถ้วยของคนโบราณ เมื่อถึงวันพิธีสำคัญทางศาสนาจะนำจานชามถ้วยเหล่านี้ไปใช้ประกอบพิธีกัน ที่ผ่านมามีประสบการณ์ลี้ลับเหนือธรรมชาติ เคยพบเห็นวิญญาณสวมชุดขาวเดินวนเวียน ทำให้บุคคลแปลกหน้าหรือผู้ไม่หวังดีไม่กล้าเข้ามา เกรงถูกวิญญาณหลอกหลอน หลายครั้งให้โชคลาภ ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา มักจะแวะเวียนมาสักการบูชาศาลปู่ตาเป็นประจำ

    ด้านนางรัญจวน แจกเกาะ อายุ 84 ปี อดีตเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ บอกเล่าว่า ชาวบ้านทราบกันมานานแล้ว เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่รู้เป็นตัวปราสาท สมัยก่อนเป็นเนินดินและจอมปลวกสูงใหญ่ ก่อนออกไปทำไร่ทำนา ชาวบ้านจะมากราบไหว้ เพื่อให้โชคลาภและคุ้มครอง ซึ่งมีประเพณีไหว้ประจำทุกปี ต่อมาตนได้ขายที่ดินผืนนี้ให้กับนายทุนและได้สร้างอาคารที่พักคนงานขึ้นทับ จนกระทั่งผู้รับเหมาขุดดินฝังเสาเข็ม พบเจอก้อนศิลาจำนวนมาก

    สำหรับ “กู่ปราสาทหินทราย” ถือเป็นหนึ่งร่องรอยอารยธรรมขอมโบราณอายุนับพันปี หลับใหลอยู่ใต้พื้นดินมานานผ่านหลายชั่วอายุคน ได้ถูกค้นพบและเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ปราสาทหินถิ่นแดนไทย” เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ระบุข้อความ “โบราณสถานศิลปะขอมพันปีใกล้ตัวเมืองนครราชสีมาที่กำลังจะหายสาบสูญไป เมื่อราวปี พ.ศ. 2559 จากการศึกษาภาพถ่ายดาวเทียมและค้นจนไปเจอชื่อหมู่บ้านปรางค์ทอง ผู้ค้นพบจึงสงสัยได้ขับรถเข้าไปดูพบโบราณสถานถูกขนาบด้วยความเจริญของบ้านเมือง ทิศเหนือมีเส้นทางรถไฟ นครราชสีมา-กรุงเทพมหานคร ทิศใต้ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ ด้านตะวันออกที่ตั้งของโรงเรียนอุบลรัตนฯ นอกจากนี้ด้านหน้ายังเป็นที่ตั้งของสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เขต 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา

    โบราณสถานแห่งนี้ปัจจุบันมีสภาพพังทลายจนสิ้นสภาพ เป็นสถานที่ตั้งศาลปู่ตาของหมู่บ้าน มีต้นไม้และหญ้าขึ้นปกคลุมรก บนเนินปรากฏอิฐหล่นกระจายทั่วบริเวณ รอบๆ ตรงกลางเนินเป็นจุดที่สูงที่สุด และมีร่องรอยเป็นหลุมมีต้นไม้ปกคลุม นอกจากนี้ห่างออกไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ยังปรากฏเครื่องปั้นดินเผาและเศษกระเบื้องเป็นจำนวนมาก ห่างออกไปทางด้านทิศตะวันออกของเนินโบราณสถาน ปรากฏเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ บางส่วนเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอุบลรัตนฯ สันนิษฐานอาจเป็นบารายขนาดใหญ่ของศาสนสถานแห่งนี้ กำหนดอายุจากเครื่องปั้นดินเผาสันนิษฐาน มีอายุอยู่ในช่วง 900-1,000 ปี

    ปัจจุบันพื้นที่ได้เปลี่ยนแปลง ป่ารอบศาลปู่ตาถูกถางออก มีการถมดินบางส่วน เพื่อนำหินขึ้นมาวาง ส่วนอิฐดินเผาและเศษเครื่องปั้นดินเผาคงถูกถมและปรับไถไปหมดแล้ว ต่อมามีการแชร์เรื่องราวไปยังโลกออนไลน์ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ได้ลงพื้นที่สำรวจ พบการปรับปรุงพื้นที่พร้อมบูรณะศาลปู่ตา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน โดยเปิดหน้าดินเพื่อก่อสร้างอาคารใกล้กับศาลปู่ตา เมื่อใช้รถแบ๊กโฮขุดในระดับความลึก 30 เซนติเมตร ปรากฏหินโบราณลักษณะเป็นโครงสร้างปราสาท จากนั้นได้มีการดำเนินการขุดค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5809569/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f0WQw54GbnVtLmUEPuDMj

  • 2 จังหวัดเท่านั้น ปี 2569 ยังไม่มี “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” ตั้งในพื้นที่ มีที่ไหนบ้าง?

    2 จังหวัดเท่านั้น ปี 2569 ยังไม่มี “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” ตั้งในพื้นที่ มีที่ไหนบ้าง?

    เช็กชัดๆ ปี 2569 เหลือกี่จังหวัดที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ตั้งอยู่ในพื้นที่ จังหวัดไหนบ้าง

    มหาวิทยาลัยราชภัฏ ถือเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่กระจายตัวครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ มีบทบาทสำคัญด้านการศึกษา การพัฒนาท้องถิ่น และการผลิตบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน ทำให้หลายคนสงสัยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีจังหวัดใดบ้างที่ “ไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏตั้งอยู่ในพื้นที่” หรือแม้กระทั่งวิทยาเขตถาวร 

    จากการตรวจสอบข้อมูลสาธารณะล่าสุด พบว่า 2569 ปัจจุบันมีเพียง 2 จังหวัด ที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏหลักและวิทยาเขตถาวร ตั้งอยู่ภายในจังหวัด ได้แก่ ตราด และ สระบุรี

     

    2 จังหวัดที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ปี 2569

    • จังหวัดตราด จังหวัดชายแดนภาคตะวันออก แม้จะไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏตั้งอยู่ในพื้นที่ แต่มีสถาบันอุดมศึกษาใกล้เคียงจากจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่ภาคตะวันออกที่รองรับนักศึกษาได้
    • จังหวัดสระบุรี จังหวัดสำคัญภาคกลางที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและคมนาคม แม้ยังไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏตั้งอยู่โดยตรง แต่มีมหาวิทยาลัยหลายประเภทและสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียงได้สะดวก

    ทำไมหลายจังหวัดมีราชภัฏเกือบครบประเทศ

    เดิมมหาวิทยาลัยราชภัฏมีรากฐานจาก “วิทยาลัยครู” ที่กระจายอยู่ตามภูมิภาค เพื่อผลิตครูและพัฒนาการศึกษาในแต่ละท้องถิ่น ต่อมามีการยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ จึงทำให้หลายจังหวัดมีสถาบันลักษณะนี้ตั้งอยู่ และขยายบทบาทไปสู่คณะอื่นๆ นอกเหนือจากสายครู

    ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏไม่ได้มีเพียงคณะครุศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเปิดสอนด้านบริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นิเทศศาสตร์ การท่องเที่ยว วิศวกรรม และสาขาที่ตอบโจทย์ตลาดงานยุคใหม่มากขึ้น

    แล้วจังหวัดที่ไม่มีราชภัฏ กระทบหรือไม่

    ในทางปฏิบัติ แม้จังหวัดจะไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏตั้งอยู่ แต่ประชาชนยังสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้ผ่านสถาบันประเภทอื่น เช่น มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยเปิด รวมถึงการเรียนออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

    อีกทั้งหลายจังหวัดที่ไม่มีราชภัฏยังอยู่ใกล้จังหวัดศูนย์กลางการศึกษา ทำให้การเดินทางไปเรียนต่อไม่ใช่อุปสรรคมากนักเมื่อเทียบกับอดีต

    สรุป ปี 2569 เหลือเพียง 2 จังหวัด

    หากนับเฉพาะ “มหาวิทยาลัยราชภัฏหลักที่ตั้งอยู่ในจังหวัด” ข้อมูลปี 2569 พบว่า ประเทศไทยเหลือเพียง 2 จังหวัด ที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏหลัก และวิทยาเขตในพื้นที่ คือ ตราด และ สระบุรี สะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏได้กระจายครอบคลุมเกือบทั่วประเทศแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885650/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L3Ltvktpg7Lyq_xfCRrzj

  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน เข้าร่วมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในเดนมาร์กของคณะอาจารย์และนิสิตระดับปริญญาเอกจากหลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CUTIP) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน เข้าร่วมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในเดนมาร์กของคณะอาจารย์และนิสิตระดับปริญญาเอกจากหลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CUTIP) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน เข้าร่วมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในเดนมาร์กของคณะอาจารย์และนิสิตระดับปริญญาเอกจากหลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CUTIP) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 24 เม.ย. 2569

    | 4 view

    นางสุพรรณวษา โชติกญาณ ถัง เอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ได้เข้าร่วมกิจกรรมศึกษาดูงานในเดนมาร์กของคณะอาจารย์และนิสิตระดับปริญญาเอกจากหลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CU Technology Management and Innopreneurship Program – CUTIP) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เมืองออร์ฮูส เมื่อระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๙ และที่กรุงโคปนเฮเกนและพื้นที่ใกล้เคียงเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๙ โดย Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU) ซึ่งเป็นส่วนงานในสังกัดสถานเอกอัครราชทูตฯ ที่มีภารกิจในการเชื่อมโยงนวัตกรรม ความร่วมมือทางธุรกิจ และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างไทยและเดนมาร์ก เป็นผู้อำนวยความสะดวกนัดหมายกับหน่วยงานภาครัญและเอกชนของเดนมาร์กที่เกี่ยวข้อง

    เอกอัครราชทูตฯ และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตฯ ร่วมกับคณะจากหลักสูตร CUTIP ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของเมืองออร์ฮูส เมืองใหญ่อันดับ ๒ ของเดนมาร์ก ที่มุ่งเป้าสู่การเป็นศูนย์กลาง (hub) ด้านนวัตกรรมของเดนมาร์ก โดยมีจุดเด่นได้แก่ ระบบนิเวศในการบ่มเพาะนวัตกรรมที่เข้มแข็ง และมีการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public – Private Partnerships – PPP) ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เมืองอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

    (๑) ITK (Innovation, Teknologi og Kreativitet) ซึ่งเป็นแผนกหนี่งในเทศบาลเมืองออร์ฮูส มีหน้าที่พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบ open source ในการให้บริการประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีองค์ประกอบสำคัญได้แก่ Center for Innovation in Aarhus (CFIA) ที่ทำงานในรูปแบบหุ้นส่วนร่วมกับแผนกอื่น ๆ ในเทศบาล ภาควิชาการ และประชาชนทั่วไป เพื่อพัฒนาและสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม และ Aarhus City Lab ซึ่งเป็นศูนย์ทดสอบและจัดแสดงนวัตกรรม smart city solutions ที่เป็นผลจากจากความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในเมืองออร์ฮูส อาทิ การทดลองการใช้หุ่นยนต์เพื่อให้บริการต่าง ๆ (เช่น ขนส่ง และทำความสะอาด เป็นต้น) ในพื้นที่สาธารณะของเทศบาล ทั้งนี้ ITK ตั้งอยู่ที่ DOKK1 ซึ่งเป็นอาคารในรูปแบบ citizen house ซึ่งรวมหน่วยงานราชการสำคัญ ห้องสมุด และพื้นที่สาธารณะไว้ในอาคารเดียวกัน เพื่อความสะดวกของประชาชนในการเข้าถึง และเป็นหนึ่งใน landmark สำคัญของเมืองในบริเวณที่เคยซบเซาให้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ

    (๒) INCUBA ซึ่งเป็นอุทธยานวิทยาศาสตร์และศูนย์กลางด้านนวัตกรรม ภายใต้การกำกับดูแลของดูแล Aarhus University Research Foundation (AUFF) มีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะและสนับสนุนการพัฒนาของธุรกิจ startups และ spinoffs ที่มาจากการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยการให้เช่าพื้นที่สำนักงานและให้บริการที่เอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจ การจัดหลักสูตรเพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจ (acceleration program) การเชื่อมโยงบริษัทกับนักลงทุน และการสนับสนุนพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างบริษัทต่าง ๆ ที่เครือ INCUBA ในโอกาสนี้ ทางคณะยังได้รับฟังการบรรยายจากบริษัทประสบความสำเร็จที่ใช้บริการของ INCUBA ได้แก่ บริษัท Mindway AI (ให้บริการระบบ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมการพนันที่ผิดปกติสำหรับบริษัทรับพนันออนไลน์) บริษัท ARAS (ให้บริการปรับห่วงโซ่อุปทานและกระบวนการพัฒนาผลิตพันธ์ให้เป็นระบบดิจิตัล) และบริษัท SCALGO (ให้บริการระบบที่ใช้ตรวจวัดปริมาณและแนวทางการไหลของน้ำฝนเพื่อช่วยการบริหารจัดการน้ำ)

    (๓) The Kitchen ซึ่งเป็นศูนย์กลางและหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ startups ในสังกัดมหาวิยาลัยออร์ฮูส โดยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนักศึกษาและนักวิจัยในการพัฒนาผลการวิจัยไปสู่การจัดตั้งเป็นบริษัท startups และสนับสนุนให้บริษัทประสบความสำเร็จ โดยการจัดสรรพื้นที่ให้นักศึกษาและนักวิจัยบริหารจัดการบริษัทของตน พร้อมให้คำแนะนำจากคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผู้ที่ประสบความสำเร็จในอดีต โดยทางคณะได้รับฟังการบรรยายจากนักศึกษาปริญญาเอกเกี่ยวกับการทำโครงการวิจัยชื่อ LAB99 ภายใต้ Junior Innovator Project ของ the Kitchen โดยโครงการวิจัยดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนธุรกิจ Startups ที่ไม่ใช่ Unicorn ด้านเทคโนโลยี ให้มีโอกาสประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ The Kitchen มีจุดเด่นในการสร้างบริบทที่เอื้ออำนวยในการบ่มเพาะธุรกิจ startups จากภาควิชาการ โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในมหาวิยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นต้นแบบที่ดีให้มหาวิทยาลัยในประเทศไทยนำไปปรับใช้

    สำหรับการศึกษาดูงานที่กรุงโคเปนเฮเกนและพื้นที่ใกล้เคียง คณะได้เข้าศึกษาดูงานที่ ARGO ซึ่งเป็นโรงงานเผาขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและความอบอุ่นซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองรอสคิลด์ ห่างจากกรุงโคเปนเฮเกน ๔๐ กิโลเมตร โดยเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีในการเผาขยะประสิทธิภาพสูงที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย รวมถึงการปรับปรุงโรงงานเพื่อมุ่งสู่การดักจับคาร์บอน ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าวผลิตไฟฟ้าให้กว่า ๖๕,๐๐๐ ครัวเรือน และผลิตนำร้อนเพื่อระบบให้ความอบอุ่นครอบคลุมกว่า ๔๐,๐๐๐ หลังคาเรือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการใช้นวัตกรรมเพื่อผลิตพลังงานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้เข้ารับฟังการบรรยายจากผู้แทน United Nations Environment Programme (UNEP) ที่อาคาร UN City ที่กรุงโคเปนเฮเกน เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของ UNEP Copenhagen Climate Center (UNEP CCC) ในการถ่ายโอนเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาโดนอาศัยแนวทาง Technology Need Assessment (TNA) ซึ่งในปัจจุบัน อยู่ระหว่างการดำเนินความร่วมมือกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ของไทยในการทำ TNA นี้

    การศึกษาดูงานครั้งนี้เปิดโอกาสให้คณะอาจารย์และนิสิตได้สอบถามและเรียนรู้แนวทางของเดนมาร์กในการพัฒนา บ่มเพาะและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม รวมถึงได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทั้งภาครัฐและเอกชนเดนมาร์กที่ประสบความสำเร็จในการนำผลงานการวิจัยไปพัฒนาไปต่อยอดในการให้บริการประชาชนและเชิงธุรกิจต่อไป ในขณะที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานฝ่ายเดนมาร์ก เพื่อเป็นรากฐานของความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต

    ในโอกาสเดียวกันนี้ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๙ เอกอัครราชทูตฯ ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะอาจารย์และนิสิต ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตฯ โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต และคู่สมรสเข้าร่วม โดยได้หารือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับหลักสูตร CUTIP และหัวข้อวิทยานิพนธ์ของนิสิต ซึ่งครอบคุลมหัวข้อที่หลากหลาย อาทิ การจัดการขยะ การจัดการด้านความสะอาดและสุขอนามัย และการสินค้าที่มาจากนวัตกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/copenhagen-130426-2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OmJ25b0J6-LLY3lILPu0F

  • มหาวิทยาลัยเฉิงตูจัดงานสงกรานต์สุดคึกคัก เชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีน-อาเซียน (中文下面) – กระทรวงการต่างประเทศ

    มหาวิทยาลัยเฉิงตูจัดงานสงกรานต์สุดคึกคัก เชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีน-อาเซียน (中文下面) – กระทรวงการต่างประเทศ

    มหาวิทยาลัยเฉิงตูจัดงานสงกรานต์สุดคึกคัก เชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีน-อาเซียน (中文下面)

    มหาวิทยาลัยเฉิงตูจัดงานสงกรานต์สุดคึกคัก เชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีน-อาเซียน (中文下面)

    วันที่นำเข้าข้อมูล 24 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 24 เม.ย. 2569

    | 11 view

    เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ นางสาวณัฐฐ์สิริ นิ่มยี่สุ่น รักษาการกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ได้เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเทศกาลสงกรานต์ มหาวิทยาลัยเฉิงตูประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและมิตรภาพ

    ในโอกาสนี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ได้นำนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม ๘ แบบ” มาจัดแสดง พร้อมคำอธิบายสามภาษา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และสัมผัสเสน่ห์ของมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด

    ภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและรอยยิ้มของผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศ โดยพิธีเปิดได้นำเสนอการแสดงที่สะท้อนถึงความงดงามของการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างลงตัว เริ่มจากการแสดงนาฏศิลป์ไทยโดยนักศึกษาชาวจีนจากคณะภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเฉิงตู ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของแม่น้ำในประเทศภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ตามด้วยการแสดงละครสั้นของนักศึกษาไทย จากวิทยาลัยศิลปะจีน-อาเซียน มหาวิทยาลัยเฉิงตูที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว

    นอกจากนี้ โรงเรียนประถมศึกษาฉาเตี้ยนจื่อ ซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องในสังกัดสำนักงานการศึกษา นครเฉิงตู ได้นำเสนอการแสดง “เสียงกลองกึกก้อง ธงโบกสะบัด มังกรและสิงโตเริงระบำ” ที่เปี่ยมด้วยพลังและความมีชีวิตชีวา ขณะที่คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ร่วมถ่ายทอดเอกลักษณ์ไทยผ่านการแสดงรำอวยพร “ฟ้อนเอิ้นขวัญ” อันงดงาม

    ภายหลังพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมพิธีสรงน้ำอวยพรตามประเพณีสงกรานต์ โดยใช้น้ำเป็นสื่อแห่งการส่งต่อความปรารถนาดี ก่อนเข้าสู่กิจกรรมกลางแจ้งที่สนุกสนานและหลากหลาย

    กิจกรรมกลางแจ้งเริ่มต้นด้วยการแสดงพื้นบ้าน “ลำตัด” เป็นภาษาไทยและภาษาจีนจากคณาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อด้วยการแสดงจากนักศึกษาไทยกับลาว และปิดท้ายด้วยขบวนแห่กลองยาวอันครึกครื้น ก่อนที่ผู้เข้าร่วมจะร่วมสนุกกับกิจกรรมเล่นน้ำสงกรานต์

    ภายในงานยังมีการจัดบูธวัฒนธรรมจำนวน ๙ จุด ที่นำเสนออาหารและวัฒนธรรมไทยและลาว อาทิ ข้าวเหนียวมะม่วง ชาไทย และส้มตำ รวมถึงกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน เช่น การปากระป๋อง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก

    การจัดกิจกรรมสงกรานต์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-จีน เท่านั้น หากยังเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างเยาวชนจากหลากหลายวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/chengdu-251125-3%3Fpage%3D5d5bd3d615e39c306002aa86%26menu%3D5f2110a3c1d7dc1b17651cb2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_7ENcHohN4ZAEPCJ97xL9

  • สหรัฐฯ ปรับสถานะ “กัญชา” พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

    สหรัฐฯ ปรับสถานะ “กัญชา” พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

    กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนสถานะ “กัญชา” อย่างเป็นทางการ จากยาเสพติดประเภทที่ 1 ซึ่งอันตรายเทียบเท่าเฮโรอีน ลงมาเป็นประเภทที่ 3 ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อเปิดทางให้มีการวิจัยและเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ได้มากขึ้น ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    ทิศทางนโยบายยาเสพติดของสหรัฐฯ  เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกระทรวงยุติธรรมภายใต้การนำของนายท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีฯ ได้ลงนามคำสั่งเปลี่ยนประเภทของผลิตภัณฑ์กัญชาที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (FDA) หรือได้รับใบอนุญาตทางการแพทย์จากรัฐ ให้ย้ายจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 มาอยู่ในประเภทที่ 3 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับยาแก้ปวดผสมโคเดอีน

    การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มผลักดันกระบวนการทบทวนกฎหมายตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของพืชกัญชา รวมถึงขยายช่องทางการเข้าถึงการรักษาให้กับผู้ป่วยชาวอเมริกัน

    แม้จะมีการลดระดับความรุนแรงลง แต่ในทางกฎหมายระดับรัฐ กัญชายังคงถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์หรือเพื่อสันทนาการอย่างเสรีภายใต้กฎหมายของแต่ละรัฐไปก่อนหน้านี้แล้ว

    นายท็อดด์ แบลนช์ ระบุในแถลงการณ์ว่า “กระทรวงยุติธรรมกำลังทำตามสัญญาของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการขยายทางเลือกการรักษาทางการแพทย์ให้แก่ชาวอเมริกัน การปรับระดับครั้งนี้จะช่วยให้แพทย์มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น และผู้ป่วยจะได้รับการดูแลที่ดีกว่าเดิม”

    นอกจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ รักษาการฯ รัฐมนตรียุติธรรมยังได้สั่งให้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนมิถุนายน เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยับชั้น “กัญชาทุกประเภท” ในภาพรวมให้กว้างขวางขึ้น โดยกระบวนการนี้จะเปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งทางกฎหมายได้ภายใน 30 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจส่งผลให้การบังคับใช้จริงล่าช้าออกไปหลายเดือนหรือหลายปีหากมีการฟ้องร้อง

    ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียง 5 วันหลังจากที่ทรัมป์ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีเพื่อเพิ่มการเข้าถึง “ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท” เพื่อการบำบัดรักษาทางการแพทย์เช่นกัน

    นับตั้งแต่ปี 1970 สหรัฐฯ จัดให้กัญชาอยู่ในประเภทที่ 1 ซึ่งหมายถึงยาที่มีโอกาสนำไปใช้ในทางที่ผิดสูงและไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ที่ยอมรับได้ การจัดประเภทใหม่นี้จึงได้รับการตอบรับจากหลายฝ่าย โดยนายมอร์แกน ฟ็อกซ์ จากองค์กร NORML ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายกัญชา ระบุว่านี่เป็นก้าวที่เป็น “สัญลักษณ์” สำคัญ

    ฟ็อกซ์กล่าวว่า “การย้ายกัญชาออกจากบัญชีเดิม จะทำให้เหล่านักนโยบายกล้าหยิบยกประเด็นนี้มาหารืออย่างจริงจังมากขึ้น โดยไม่ต้องติดหล่มอยู่กับนิยามแบบเดิมๆ” อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดโดยสิ้นเชิง เพื่อขจัดปัญหาความทับซ้อนของกฎหมายระหว่างรัฐและสหพันธรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและการเงินในปัจจุบัน.

    ที่มา BBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2928574&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IB_YrfXawysLTNpm1ECk4

  • ทะเลชุมพรคึกคัก นักท่องเที่ยวแห่ชม ‘น้องพริกไทย’ ฉลามวาฬเจ้าถิ่นสุดฮอต ทำเงินสะพัดสัปดาห์ละ 20 ล้าน

    ทะเลชุมพรคึกคัก นักท่องเที่ยวแห่ชม ‘น้องพริกไทย’ ฉลามวาฬเจ้าถิ่นสุดฮอต ทำเงินสะพัดสัปดาห์ละ 20 ล้าน

    “น้องพริกไทย” ฉลามวาฬเจ้าถิ่นโชว์อวดโฉมเกือบทุกวัน ทำทะเลชุมพรคึกคัก นักท่องเที่ยวแห่ชม เงินสะพัดสัปดาห์ละกว่า 20 ล้าน

    24 เมษายน 2569 – ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า บรรยากาศท้องทะเลชุมพรช่วงไฮซีซันเดือนเมษายน มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา มาท่องเทียวทางทะเลดำนำชมปะการัง และชมฉลามวาฬกันจำนวนมาก เนื่องจากที “น้องพริกไทย” ฉลามวาฬยักษ์เจ้าถิ่น จะออกมาอวดโฉมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเกือบทุกวัน ทำให้บรรยากาศตั้งแต่ช่วงสงกรานต์เก็นต้นมาทะเลชุมพรคึกคักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์เพียงสัปดาห์เดียวมีเม็ดเงินหมุนเวียนจากนักท่องเที่วมากกว่า 20 ล้านบาท

    ดร.สุรินทร์กล่าวว่า สำหรับ”น้องพริกไทย” ฉลามวาฬยักษ์เจ้าถิ่น ชอบออกมาอวดโฉมปรากฎตัวเกือบทุกวันแถวบริเวณ เกาะร้านเป็ด-ร้านไก่ โดยในปีนี้ถือว่ามีความพิเศษมากคือการปรากฏตัวแบบจัดเต็มตลอดทั้งเดือนของน้อง “พริกไทย” ฉลามวาฬเจ้าถิ่น ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาดำน้ำมีโอกาสได้สัมผัสความน่ารักแบบใกล้ชิดแทบทุกลำเรือที่เช่าเหมาออกไปเที่ยวทะเล

    “ความฮอตของน้องพริกไทย ผนวกกับความงามของ “ทุ่งดอกไม้ทะเล” และ “ถ้ำรูปหัวใจ” ที่เกาะส่งผลให้พื้นที่อ่าวทะเลทุ่งมหา บ้านปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร มีเงินหมุนเวียนสัปดาห์ละกว่า 20 ล้านบาท โดยมีกลุ่ม “กรีนนำเที่ยว” นำโดย ป้าเขียว-เจียมจิต สมสอน เป็นหัวหอกสำคัญในการบุกเบิกและจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” ดร.สุรินทร์กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/985405/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03x3Q5AsU0lbz8hkjDQnkG