Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • การหัดขี่จักรยานช่วยให้ผู้หญิงในอินเดีย อ่านออก เขียนได้ และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร – BBC News ไทย

    การหัดขี่จักรยานช่วยให้ผู้หญิงในอินเดีย อ่านออก เขียนได้ และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร – BBC News ไทย

    ปั่นสู่อิสรภาพและการอ่านออกเขียนได้ จักรยานเปลี่ยนชีวิตผู้หญิงอินเดียไปอย่างไรเมื่อ 30 ปีก่อน

    ที่มาของภาพ, P Sainath/PARI

    คำบรรยายภาพ, การปั่นจักรยานกลายเป็นแรงขับสำคัญที่ช่วยส่งให้การรณรงค์ส่งเสริมการรู้หนังสือของอินเดียในทศวรรษ 1990 มีพลังและเกิดความตื่นตัวขึ้น
      • Author, มูราลิธารัน กาสีวิสวานาทัน
      • Role, ผู้สื่อข่าวอาวุโส บีบีซีแผนกภาษาทมิฬ
    • เวลาอ่าน: 6 นาที

    “อินเดียได้รับเอกราชในปี 1947 แต่ฉันเพิ่งได้อิสรภาพของตัวเองในปี 1992” เจยาชิทรา วัย 55 ปี ซึ่งเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนของรัฐบาลแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอินเดีย กล่าว

    ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปเมื่อ 33 ปีก่อน หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอได้เพิ่มองค์ประกอบเล็ก ๆ แต่สร้างผลกระทบที่แตกต่างอย่างยิ่งให้กับโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือแห่งชาติ นั่นคือการรณรงค์ให้ผู้หญิงเรียนรู้การขี่จักรยาน

    เจยาชิทราเป็นหนึ่งในผู้หญิงกว่า 100,000 คนจากครอบครัวชนบทที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม หลายคนแทบไม่เคยออกจากบ้าน พวกเธอเพิ่งได้รับโอกาสในการเคลื่อนไหว ความเป็นอิสระ และเสรีภาพ ผ่านการขี่จักรยาน

    ผู้หญิงบางส่วนที่เริ่มหัดขี่จักรยานในช่วงต้นทศวรรษ 1990 สามารถก้าวไปสู่การทำงานในตำแหน่งงานตามสำนักงานที่มีรายได้ดี ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอนาคตของตนเอง รวมถึงอนาคตของลูกสาวและหลานสาวของพวกเธอด้วย

    ที่มาของภาพ, Arivoli Iyakkam

    คำบรรยายภาพ, การขี่จักรยานช่วยให้ผู้หญิงลดเวลาที่ต้องใช้ไปกับงานประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการตักน้ำหรือการพาเด็ก ๆ ไปโรงเรียน

    บุกเบิกเส้นทาง

    ในปี 1988 อินเดียเปิดตัวโครงการภารกิจแห่งชาติว่าด้วยการส่งเสริมการรู้หนังสือ (National Literacy Mission) เพื่อยกระดับทักษะการอ่านเขียน การคิดคำนวณ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน

    ในเขตปุฑุกโกไตซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของอินเดียห่างจากเมืองใหญ่อย่างเจนไนลงไปราว 380 กิโลเมตร โครงการนี้เป็นที่รู้จักในชื่อว่า “ขบวนการสร้างปัญญา” (the Enlightening Movement)

    ตามข้อมูลสำมะโนประชากรปี 1991 ผู้หญิงในเขตดังกล่าวสามารถอ่านออกเขียนได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง โดยมีผู้หญิงราว 270,000 คนที่ไม่รู้หนังสือ

    “ระหว่างการระดมความคิดเกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือ เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงการนี้” คันนัมมัล ผู้ประสานงานขบวนการสร้างปัญญาซึ่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนั้น เล่าย้อนความทรงจำ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ทีมงานของโครงการประเมินว่าจะต้องใช้จิตอาสาราว 30,000 คน เพื่อสอนผู้หญิงกลุ่มนี้ และความท้าทายด้านการจัดการนี้เองก็กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดโครงการสอนขี่จักรยาน

    ที่มาของภาพ, Arivoli Iyakkam

    คำบรรยายภาพ, ชีลา รานี ชุงคัท ผู้ว่าราชการเขต ให้การต้อนรับผู้หญิงที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการสอนขี่จักรยาน

    ปัญหาก็คือครอบครัวของผู้หญิงที่ไม่รู้หนังสือคาดหวังว่า ครูผู้มาสอนจะต้องเป็นผู้หญิง แต่ในเวลานั้นมีผู้หญิงจำนวนน้อยมากที่มีพาหนะเป็นของตนเอง

    “ในช่วงเวลานั้น ผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ได้ พวกเธอไม่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระ ฉันเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องสร้างโอกาสเช่นนั้นขึ้น” ชีลา รานี ชุงคัท ข้าราชการพลเรือนอาวุโสประจำเขตในขณะนั้น กล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาทมิฬ

    “การขี่จักรยานทำให้ผู้หญิงมีความรู้สึกเป็นอิสระ และมีความมั่นใจในตัวเอง” ชุงคัทกล่าว

    “เจ้าหน้าที่บางส่วนคัดค้านการรับอาสาสมัครผู้หญิง โดยให้เหตุผลว่าผู้หญิงไม่สามารถเดินทางไปยังหมู่บ้านห่างไกลได้ แต่ผู้ว่าราชการเขต (ชุงคัท) ปฏิเสธข้อโต้แย้งเหล่านั้น” คันนัมมัล กล่าว

    “เมื่อผู้หญิงเริ่มเดินทางได้ด้วยตัวเอง พวกเธอก็ตระหนักว่าตนเองสามารถทำได้ทุกอย่าง” คันนัมมัลกล่าวเสริม “และนั่นได้เปิดทางให้พวกเธอทำลายกำแพงอุปสรรคอื่น ๆ ที่ผู้ชายเป็นผู้สร้างขึ้น”

    เรื่องราวความสำเร็จ

    คำบรรยายภาพ, เจยาชิทรายกเครดิตความสำเร็จของเธอให้กับโครงการสอนขี่จักรยาน

    ต่อมาโครงการนี้ได้ช่วยผู้หญิงจำนวนมากจากหลากหลายชนชั้นทางสังคม ทั้งที่เป็นครูและในหมู่ผู้เรียน

    “ในเวลานั้น ฉันใช้ชีวิตเหมือนทาส” เจยาชิทรา กล่าวย้อนความทรงจำ แม้เธอจะเป็นคนที่ได้รับการศึกษาในระดับค่อนข้างดี

    “พ่อของฉันไม่อนุญาตให้ฉันเปิดหน้าต่างออกไปมองข้างนอกด้วยซ้ำ”

    ในช่วงเวลานั้น ผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานมักถูกจำกัดไม่ให้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้ชาย

    “หลังเรียนจบชั้นปีที่ 10 ญาติ ๆ แนะนำให้ฉันไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าหรือพิมพ์ดีด” เธอเล่า โดยทั่วไปแล้ว งานเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับผู้หญิง

    เจยาชิทราทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ถึง 99% เธอรู้สึกสิ้นหวังกับคำแนะนำเหล่านั้น แม่ของเธอนำสร้อยคอทองคำที่เตรียมไว้สำหรับงานแต่งงานของเธอไปจำนำ เพื่อนำเงินมาให้เจยาชิทราเรียนฝึกเป็นครู

    ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือ เธอได้รับเลือกให้ไปสอนผู้หญิงมุสลิมในหมู่บ้านใกล้เคียง

    เจยาชิทราตระหนักว่า เธอไม่สามารถเดินเท้าไปยังหมู่บ้านนั้นได้ และจึงคว้าโอกาสในการเรียนขี่จักรยาน

    “ตอนนั้นฉันสวมกระโปรงยาวและผ้าส่าหรีแบบครึ่งตัว ยังไม่มีจักรยานสำหรับผู้หญิง ฉันจึงต้องหัดขี่จักรยานผู้ชาย” เธอเล่า

    เรื่องนี้เองก็เป็นปัญหา จักรยานสำหรับผู้หญิงนั้นจะมีคานเชื่อมระหว่างแฮนด์กับเบาะที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้หญิงที่สวมผ้าส่าหรีขึ้นขี่และปั่นได้ง่ายกว่า เจยาชิทราล้มลงหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง

    “ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฉันรู้สึกเหมือนผีเสื้อ ฉันเฝ้ารอช่วงเย็นทุกวัน เพื่อจะได้ปั่นจักรยานไปสอนหนังสือ”

    “ในช่วงแรก พ่อของฉันไม่เห็นด้วย แต่ต่อมาเขาก็เปลี่ยนใจและซื้อจักรยานให้ฉัน นั่นเป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน” เจยาชิทรากล่าว

    คำบรรยายภาพ, วสันธายึดมั่นในคุณค่าของการศึกษา และปัจจุบันกำลังดูแลเกื้อหนุนหลานสาวของเธอ นาวีนา ซึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางอาชีพแพทย์

    วสันธากำลังมีอายุย่างเข้าปลาย 50 ปี เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้หนังสือและมาจากครอบครัวยากจนและอยู่ในวรรณะดาลิต ซึ่งเป็นวรรณะที่เผชิญการถูกกีดกันทางสังคมมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

    เธอแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย และสามีของเธอก็ไม่รู้หนังสือเช่นกัน

    ตัวแทนของขบวนการสร้างปัญญาเข้าหาเธอในช่วงที่เธอกำลังทำงานอยู่ในเหมืองหินโดยใช้เครื่องมือช่างทุบก้อนหินชนิดแบบใช้มือ

    ในเวลานั้น การขี่จักรยานได้กลายเป็นส่วนสำคัญของโครงการไปแล้ว และผู้เข้าร่วมก็สามารถเรียนรู้ทักษะดังกล่าวได้

    “คนจากโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือบอกเราว่า ถ้าเราเรียนขี่จักรยานได้ เราก็จะได้จักรยาน” วสันธาเล่าให้บีบีซีฟัง

    เธอเป็นคนขี้อาย และในช่วงแรกก็รู้สึกเขินอาย แต่ไม่อาจต้านทานกระแสความตื่นตัวที่กำลังแผ่ไปทั่วหมู่บ้านของเธอได้

    “ตอนนั้น แทบไม่มีบ้านหลังไหนในหมู่บ้านของเราที่มีจักรยาน แต่ฉันก็ยังสามารถจักรยานมาคันหนึ่งเพื่อมาหัดขี่ได้”

    ต่อมาเธอสามารถซื้อจักรยานเป็นของตัวเองและใช้มันเป็นประจำเพื่อไปตักน้ำมาใช้ในบ้าน

    หลังจากเรียนรู้การอ่าน การเขียน และการคิดเลขคำนวณ วสันธาได้รวมกลุ่มกับผู้เรียนอีกสามคนที่มีพื้นฐานคล้ายกัน เช่าเหมืองหิน และเริ่มดำเนินธุรกิจของตัวเอง

    วสันธากล่าวว่า โครงการสอนขี่จักรยานช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเธอ และทำให้เธอได้รับทั้งเสรีภาพและการยอมรับจากสังคม ปัจจุบันเธอกำลังดูแลเกื้อหนุนหลานสาวของเธอซึ่งใฝ่ฝันจะเป็นแพทย์

    มรดกที่ยังคงอยู่

    ที่มาของภาพ, Arivoli Iyakkam

    คำบรรยายภาพ, ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผู้หญิงในชนบทของเขตปุฑุกโกไตแทบไม่เคยเดินทางด้วยตัวเอง

    ปัจจุบันสามารถพบผู้หญิงอย่างวสันธาจำนวนมากในแทบทุกหมู่บ้านของเขตปุฑุกโกไต ผู้หญิงบางคนเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก ขณะที่อีกไม่น้อยก็ได้พัฒนาชีวิตการทำงาน จากแรงงานเกษตรตามฤดูกาลที่ไม่ต้องใช้ทักษะ ไปสู่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ในสำนักงานระดับต้น

    การรู้หนังสือช่วยให้ผู้หญิงตระหนักว่า พวกเธอได้รับค่าจ้างต่ำกว่าที่ควร และในหลายกรณีพวกเธอสามารถโต้แย้งจนได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น

    การขี่จักรยานยังช่วยปลดปล่อยผู้หญิงจากการต้องพึ่งพาญาติผู้ชายในการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ในช่วงเวลาที่หมู่บ้านส่วนใหญ่ยังขาดถนนที่เหมาะสม และระบบขนส่งสาธารณะยังไม่พัฒนา

    เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 1992 เขตปุฑุกโกไตได้รับการประกาศให้เป็นเขตที่ประชาชนรู้หนังสือโดยสมบูรณ์

    ทุกวันนี้ การเห็นผู้หญิงขี่จักรยานในปุฑุกโกไตเป็นเรื่องปกติ แต่เจยาชิทราไม่ใช่หนึ่งในนั้นอีกต่อไป

    ปัจจุบันเธอใช้รถสกู๊ตเตอร์ และลูกสาวของเธอยังถึงขั้นซื้อรถยนต์เป็นของตัวเอง

    “การขี่จักรยานทำให้คนอย่างฉันมีความมั่นใจ” เจยาชิทรากล่าว “มันทำให้ฉันตระหนักว่า ฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครอีกต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c4gxj3j811no.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zkoKoLXxrbxPfIxjhPpVM

  • ททท.ตั้งความหวัง ‘หวังอี้’ เยือนไทย ช่วยกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาไทยได้สำเร็จ

    ททท.ตั้งความหวัง ‘หวังอี้’ เยือนไทย ช่วยกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาไทยได้สำเร็จ

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับการเดินทางเยือนประเทศไทยของนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ระหว่างวันที่23–25 เมษายน 2569 ว่า ไม่เพียงมีนัยทางการทูต แต่ยังถือเป็น “สัญญาณบวกทางการตลาดการท่องเที่ยว”ที่ทรงพลังต่อการรับรู้ของนักท่องเที่ยวจีน โดยการพบหารือกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลและการประชุมกลไกความร่วมมือไทย–จีน ครั้งที่ 3 ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศมิตรเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่จีนให้ความสำคัญ ซึ่งในมุมการตลาด ความสัมพันธ์ระดับรัฐเช่นนี้เปรียบเสมือน“Brand Endorsement ทางนโยบาย”ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาผู้บริโภคจีนและเอื้อต่อการสื่อสารเชิงบวกผ่านสื่อหลักและแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีนอันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทางของตลาดจีนขนาดใหญ่

    การเยือนครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายยกเว้นวีซ่าไทย–จีนจากเครื่องมือเชิงนโยบายสู่ “Selling Point” ทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรมความต่อเนื่องของนโยบายรัฐช่วยลดความกังวล (Perceived Risk) ของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมส่งสารว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมต้อนรับอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกันการหารือด้านความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ยังมีบทบาทเชิงการตลาดเชิงภาพลักษณ์(Destination Image Recovery)ในการฟื้นความเชื่อมั่นและรีเฟรมประเทศไทยให้กลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย เป็นมิตร และน่าเดินทางซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นดีมานด์ในช่วงหลังจากที่ตลาดจีนชะลอตัวจากข่าวด้านความปลอดภัยในช่วงที่ผ่านมา

    ในเชิงกลยุทธ์การตลาด การเยือนของนายหวัง อี้ เปิดโอกาสให้ไทยขยับจากการทำตลาดเชิงปริมาณ สู่การท่องเที่ยวคุณภาพและมูลค่าสูง โดยเชื่อมโยงกับกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และนักเดินทางระดับพรีเมียมจากจีน ขยายตลาด MICE, Long Stay และ Business & Leisure(Bleisure) ควบคู่กับการกระจายการเดินทางสู่เมืองและจังหวัดรอง เช่น กระบี่ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อทริปและกระจายรายได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ จังหวะการพบปะระหว่างสองผู้นำ ภายหลังการครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีนยังเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการต่อยอดเป็นแคมเปญการตลาดร่วม ภายใต้กรอบ “Thailand–China Tourism Partnership 2026–2030” ตั้งแต่การทำ Co Branding Destination การเพิ่มเที่ยวบินการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อใช้การท่องเที่ยวเป็นทั้งเครื่องมือการพัฒนาการค้าระหว่าง จีน-ไทย ให้บรรลุเป้าหมายอีกทั้งปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลใหม่ของไทยเข้ามาปฎิบัติหน้าที่ และเป็นปีที่จีนประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ระยะ 5ปี ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569-2573) ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศกำลังเกิดการผันผวน แปรปรวน สันติภาพและการพัฒนาศักยภาพได้รับความท้าทายจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงฝ่ายจีนจึงยินดีร่วมมือกับฝ่ายไทยในการก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปด้วยกัน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะเร่งใช้โอกาสการเยือนของนายหวัง อี้และบรรยากาศการเมืองเชิงบวกนี้เป็น “จุดตั้งต้นของแผนการตลาดเชิงรุกตลาดจีนระยะ 12–24 เดือน”โดยเร่งแปลงบรรยากาศทางการทูตให้เป็นผลลัพธ์ทางการตลาดการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 3 แนวทางหลักได้แก่ (1) Strategic Messaging สื่อสารภาพลักษณ์ผ่านสื่อหลัก แพลตฟอร์มดิจิทัล และ KOLจีนอย่างเป็นระบบ (2) High Value Demand Activationพัฒนาแคมเปญเฉพาะกลุ่มสำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ ควบคู่การนำเสนอจังหวัดรอง (3) Co creation amp;Partnership Marketing ทำงานร่วมกับหน่วยงานท่องเที่ยวจีน สายการบิน แพลตฟอร์ม OTA และภาคเอกชนจีน ภายใต้กรอบ Thailand–China Tourism Partnership 2026–2030เพื่อยกระดับการตลาดสู่การขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่องและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/985775/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hxfkdp6K5KPA1VoJ3tOVW

  • เที่ยวอ่าวประจวบ 1 วัน เดินชิลล์ชมพระอาทิตย์ขึ้น จิบกาแฟ

    เที่ยวอ่าวประจวบ 1 วัน เดินชิลล์ชมพระอาทิตย์ขึ้น จิบกาแฟ

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/mAjZaKr24elA&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EL0gxkOINaMC1YQm3Eg35

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสนธิกำลัง ‘ทีมปราบนอมินี’ บุกทลายเครือข่ายทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน ย่านราชปรารภ กรุงเทพฯ ขยายผลเช็กบิลนอมินีสัญชาติไทย!

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสนธิกำลัง ‘ทีมปราบนอมินี’ บุกทลายเครือข่ายทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน ย่านราชปรารภ กรุงเทพฯ ขยายผลเช็กบิลนอมินีสัญชาติไทย!

    เศรษฐกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสนธิกำลัง ‘ทีมปราบนอมินี’ บุกทลายเครือข่ายทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน ย่านราชปรารภ กรุงเทพฯ ขยายผลเช็กบิลนอมินีสัญชาติไทย!

    วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.51 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

     กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ‘ทีมปราบนอมินี’ สนธิกำลังร่วมกับกรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกรมการจัดหางาน เปิดปฏิบัติการเชิงรุกบุกตรวจสอบบริษัทนำเที่ยว ย่านราชปรารภ กรุงเทพฯ หลังได้รับเบาะแสพฤติกรรมเข้าข่าย ‘ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน’ และใช้ตัวแทนอำพราง (Nominee) มุ่งเน้นสร้างความเป็นธรรมและคุ้มครองนักท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาลที่เน้นย้ำเรื่องความถูกต้องโปร่งใส

     นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ได้มอบหมายทีมปราบนอมินีบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวย่านราชปรารภ กรุงเทพมหานคร พบความผิดปกติ ของบริษัทอย่างชัดเจน แม้โครงสร้างผู้ถือหุ้นจะแสดงสัดส่วนคนไทย 51% และต่างชาติ 49% ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท และมีรายได้ปี 2567 สูงถึง 47 ล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่พบตัวกรรมการหรือผู้ถือหุ้นชาวไทยแม้แต่รายเดียว โดยมีเพียงกรรมการชาวอินเดียที่เป็นผู้บริหารจัดการเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว ซึ่งเข้าข่ายพฤติกรรม ‘นอมินี’ อย่างชัดเจน”

     ในระหว่างการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบชาวต่างชาติ 2 ราย ทำงานภายในบริษัทโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจับกุมทันทีและนำตัวส่ง สน.พญาไท เพื่อดำเนินคดีตามพระราชกฤษฎีกาการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 อย่างเฉียบขาด นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวพบว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้จัดทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวฯ มีโทษปรับสูงสุด 500,000 บาท และอาจถูกพักใช้ใบอนุญาตสูงสุด 6 เดือน

     อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขณะนี้ได้ออกหนังสือแจ้งกรรมการและผู้ถือหุ้นชาวไทยมาสอบสวนข้อเท็จจริงถึงที่มาของการลงทุน เพื่อขยายผลเชิงลึกว่าเข้าข่ายความผิดฐานนอมินีหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปราบปรามการทุจริตและธุรกิจที่เอาเปรียบคนไทย โดยจะไม่ยอมให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาสวมสิทธิ์ทำธุรกิจผิดกฎหมายและสร้างความเสี่ยงให้นักท่องเที่ยว การปราบปรามครั้งนี้เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและรักษาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้มีความยั่งยืนและโปร่งใส”

     กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงและเทคโนโลยีวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายผิดกฎหมาย และขอเตือนผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวทุกแห่ง ให้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากตรวจพบการกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน จะมีการบังคับใช้กฎหมายขั้นสูงสุดโดยไม่มีการละเว้น เพื่อร่วมกันปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด หรือพบธุรกิจใดเข้าข่ายการกระทำความผิดสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย โทร 0 2547 4419 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ Call Center 1570

    #SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์
     
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/473857&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OU5jMmZ3Kuqm2uzauvslN

  • รวบทัวร์เถื่อนคาเชียงใหม่ หลอกขายทริปจีน เหยื่อ 31 ราย

    รวบทัวร์เถื่อนคาเชียงใหม่ หลอกขายทริปจีน เหยื่อ 31 ราย

    กรมการท่องเที่ยวจับทัวร์เถื่อนคาสนามบินเชียงใหม่ หลอกขายแพ็กเกจคุนหมิง-ฉงชิ่ง นักท่องเที่ยวเสียหาย 31 ราย ไม่มีตั๋วเดินทาง

    เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุจากนักท่องเที่ยวชาวไทย 31 ราย ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย และมารวมตัวที่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อเดินทางไปยังเมืองคุนหมิง-ฉงชิ่ง ประเทศจีน ตามโปรแกรมระหว่างวันที่ 24–29 เมษายน 2569 แต่เมื่อถึงเวลาเดินทางกลับไม่พบตั๋วเครื่องบินตามที่ตกลงไว้

    ภายหลังการตรวจสอบโดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว พบว่า ผู้จัดทัวร์เป็นบุคคลและนิติบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว จึงแจ้งข้อกล่าวหาฐาน “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหา (นามสมมุติ) ส่งพนักงานสอบสวนที่ สถานีตำรวจภูธรภูพิงค์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เตือนประชาชนให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัทนำเที่ยวก่อนตัดสินใจซื้อ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตผ่านเว็บไซต์ของกรมการท่องเที่ยว เพื่อป้องกันความเสียหาย และให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยตามสิทธิที่กฎหมายคุ้มครอง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/549466.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GDbUZxM7FYuYBF3Og25lY

  • &

    &

    บริษัท ภูเก็ตสแควร์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าจังซี...

    “จังซีลอน” ระเบิดแคมเปญรับซัมเมอร์ พร้อมหนุนภูเก็ตเป็น “Safe Destination”

    บริษัท ภูเก็ตสแควร์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต เตรียมจัดงานต้อนรับซัมเมอร์นี้ เสิร์ฟกิจกรรมกระตุ้นนักเที่ยวสายกิน สายช้อปในแคมเปญ “Hot Summer Sale ลดสูงสุดถึง 70%” พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตไปไกล สู่สายตานักท่องเที่ยวจากทั่วโลกผ่านแมสคอตดังประจำจังหวัด “น้องจุ้ง ภูเก็ต” ภายใต้ธีม “Island Vibes with Joong” เริ่มตั้งแต่ 20 มี.ค. 6 เม.ย. 69 นี้ นายประวิช จรรยาสิทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต กล่าวว่า แม้สถานการณ์ความตึงเครียด

    ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต จับมือ ... ชวนมาเต็มอิ่ม พร้อมรับความสดชื่น — ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต จับมือ ร้านอาหารภายในโซนฟู้ดบาร์ซาร์ (Food Bazaar) ศูนย์รวมอาหารนานาชาติ ที่มี…

    ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต ขอเชิญช... JUNGCEYLON MEGA BUNNY EASTER — ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต ขอเชิญชวนร่วมงาน “JUNGCEYLON MEGA BUNNY EASTER” ต้อนรับเทศกาลอีสเตอร์แสนน่ารัก ตั้ง…

    ประวิช จรรยาสิทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริ... เปิด “ฟลายอิง ไทเกอร์” สาขาแรกในภาคใต้ — ประวิช จรรยาสิทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต (ที่2 จากซ้าย) ให้เกียรติมอบกระ…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieoa19t3woqldcmpdyrxd9zr6pfpcjo7&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a5PO5y_mVGcfxqfp3GAeN

  • รัฐบาลสรุปรอบสัปดาห์ ยกเลิก MOU44 เตรียมเซตกรอบเจรจาใหม่ กาง 5 แนวทางดับไฟใต้

    รัฐบาลสรุปรอบสัปดาห์ ยกเลิก MOU44 เตรียมเซตกรอบเจรจาใหม่ กาง 5 แนวทางดับไฟใต้

    วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

    รัฐบาลสรุปการต่างประเทศและความมั่นคงรอบสัปดาห์  กระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน สร้างความมั่นคงชายแดนไทย ”ยกเลิก MOU44“ และวาง “5 แนวทางจัดการชายแดนใต้” 

    วันที่ 25 เม.ย. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการขับเคลื่อนนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เป็นไปตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

    รัชดา ธนาดิเรก

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในด้านความมั่นคง รัฐบาลได้สานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติ “ยกเลิก MOU44” เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า การเจรจาภายใต้กรอบดังกล่าวไม่สามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ จึงเห็นควรยกเลิกและกำหนดกรอบการเจรจาใหม่ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุม สมช. ได้เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร การยกระดับความร่วมมือไทย–มาเลเซียในทุกมิติ การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เพื่อทำหน้าที่ประสาน เชื่อมโยง และสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า สำหรับด้านการต่างประเทศ รัฐบาลยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ให้การต้อนรับนายหวัง อี้ (H.E. Mr. Wang Yi) สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ในโอกาสเยือนไทย เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา โดยทั้งสองได้หารือร่วมกันท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมเห็นพ้องยกระดับการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

    “รัฐบาลย้ำบทบาท “การต่างประเทศที่จับต้องได้” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่แถลงไว้และทำจริง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ควบคู่กับการคลี่คลายความขัดแย้งและยกระดับความร่วมมือกับนานาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” โฆษกรัฐบาล กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/960613&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fV_I4iYPIfKCMQJCFBKy2

  • จีนปูด ‘เขมร’ ไม่อยากรบ ‘หนู-กห.’ ชิ่งคุยเปิดด่าน!

    จีนปูด ‘เขมร’ ไม่อยากรบ ‘หนู-กห.’ ชิ่งคุยเปิดด่าน!

    “อนุทิน” ยันไม่มีการหารือ “หวัง อี้”  เรื่องเลิกเอ็มโอยู 2544 บอกเป็นเรื่องไทย-กัมพูชา  จีนเผยเขมรไม่อยากสู้รบแล้ว นายกฯ รับความสัมพันธ์รื้อฟื้นได้ แต่ไม่ใช่ชั่วข้ามคืน “รมว.กห.” ลั่นไม่มีวันเปิดด่านจนกว่ากัมพูชาทำตามข้อตกลงได้

    เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการพูดคุยเรื่องการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน 2544 (เอ็มโอยู 2544 ) หรือไม่ ว่าเรื่องนี้ไม่มีการพูดถึง เพราะเป็นประเด็นระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่เราดำเนินการภายใต้กรอบที่รัฐบาลไทยเห็นว่าควรจะเป็นอย่างไร

    เมื่อถามว่า ในส่วนเรื่องของเอ็มโอยู 2543 ต้องใช้เวลาศึกษาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มันมีการดำเนินการ ทั้งนี้เราไม่ได้เลิกเอ็มโอยู 2544 เพราะเราขัดแย้งการสู้รบกับกัมพูชาแล้วไปเลิก มันไม่ใช่ แต่ที่เราเลิกเอ็มโอยู 2544 เพราะ 25 ปีที่ผ่านมามันไม่ได้ไปไหนเลย ไม่คืบหน้าเลย และบริบทของโลกเปลี่ยนไปเยอะ สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ไม่เหมือนเดิม เราก็ยกเลิกในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ กับไทยและประชาชนชาวไทย ส่วนเอ็มโอยู 2543 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของเรา ซึ่งมีความคืบหน้า มีข้อตกลง มีความเห็นร่วมกันมา ซึ่งหากยังไม่ใช่ประเด็นแห่งปัญหาก็ยังดำเนินต่อไปได้

    เมื่อถามว่า ในส่วนของจีนได้ขอความร่วมมืออะไรจากไทยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ประเทศจีนบอกว่าไปกัมพูชามา ซึ่งเขายินดีเป็นตัวกลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เขาก็พูดมาว่าท่าทีของกัมพูชาต่อประเทศไทยเหมือนกับว่าไม่อยากสู้รบแล้ว ไม่อยากเผชิญหน้าแล้ว ไม่อยากขัดแย้งแล้ว ทางจีนก็แจ้งให้ไทยทราบ ซึ่งเราบอกไปว่าเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านใดๆ  เลย แต่เราก็มีขั้นตอนที่จะพูดคุย เราต้องสร้างกติกาขึ้นมาก่อนว่าการพูดคุยในทิศทางใดที่จะทำให้ความสัมพันธ์รื้อฟื้นขึ้นมาได้ แต่คงไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อกันและกัน ความเชื่อถือ ความสัมพันธ์ นี่คือท่าทีที่ได้แจ้งนายหวัง อี้ไป

    เมื่อถามว่า ทางจีนเข้าใจบรรยากาศของเราใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เข้าใจดี เราได้พูดกันลึกพอสมควรว่าปัญหาที่แท้จริงมาอย่างไร และวิธีการแก้ไขควรจะต้องใช้แนวปฏิบัติเช่นใด

    เมื่อถามว่า การที่นายหวัง อี้ ระบุว่ากัมพูชาไม่อยากสู้รบแล้ว เหมือนจีนพยายามเป็นตัวกลางใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราอย่าเพิ่งไปพยายามเดาใจอะไรเขา เราต้องนึกถึงว่าไทยจะได้อะไรจากท่าทีนี้ ประเทศไทยจะปลอดภัย 100% หรือไม่ ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบด้านใดเลย อธิปไตยของเราก็ยังมีอยู่ ดินแดนของเรายังเหมือนเดิม ถ้ารัฐบาลจะตัดสินใจในแนวทางใดๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศไทยเป็นหลัก

    ถามว่า รวมถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดนด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น

    นายอนุทินยังกล่าวถึงการสร้างรั้วชายแดนความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้างว่า ดำเนินการไปแล้ว ทั้งชายแดนมาเลเซียและกัมพูชา งบประมาณเบื้องต้นถูกจัดสรรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่เรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น

    นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา  กล่าวว่า ขอบคุณรัฐบาลที่เห็นพ้องต้องกันกับการศึกษาของ กมธ. เพราะหลังจากที่ กมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2544 เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เราได้ศึกษารอบคอบ รอบด้าน อย่างไม่มีอคติใดๆ ทั้งสิ้น ก็พบว่าเอ็มโอยู 2544 นั้นผิดตั้งแต่ผังในการแนบสัญญา คลาดเคลื่อนมาตั้งแต่แรก

    วันเดียวกัน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงกลาโหมอย่างเป็นทางการ ก่อนให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตาม Joint Statement อยู่แล้ว

    “ผมจะไม่มีวันเปิดด่าน จนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนนี้ทั้งหมด เพราะเราถือว่าได้ปกป้องอธิปไตยของเราไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนโยบายของรัฐบาลได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะไม่เปิดด่าน จนกว่าเขาจะปฏิบัติตาม Joint Statement” พล.ท.อดุลย์กล่าว และว่า ในขณะที่ช่องทางการเจรจาก็เป็นไปตามกลไกที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย-กัมพูชา หรือ RBC คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC จะใช้ทั้ง 3 กลไกดังกล่าวในการพูดคุย และยึดตาม Joint Statement ยังไม่มีการไปพูดคุยส่วนตัว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/985484/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YWr6FBR_eCp7OuX-8D3Iw

  • ความเสี่ยงต่อไทย หากรัฐบาลกู้เงิน 5 แสนล้าน-ขยับเพดานหนี้เกิน 70% – BBC News ไทย

    ความเสี่ยงต่อไทย หากรัฐบาลกู้เงิน 5 แสนล้าน-ขยับเพดานหนี้เกิน 70% – BBC News ไทย

    Supattra Plongklum / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Supattra Plongklum / Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, “ถ้าคุณคิดได้แต่โครงการ [แจกเงินหว่านแห] อย่ากู้ดีกว่า เก็บเงินเอาไว้เป็นเบาะรองรับเวลาเกิดวิกฤตที่หนัก เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีวิกฤตที่หนักกว่านี้ก็ได้” ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ
      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 13 นาที

    การเงินการคลังภาครัฐทั้งเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงแผนการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินมูลค่า 5 แสนล้านบาท ที่พ่วงมากับคำถามเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงทั้งบนหน้าสื่อและสังคมออนไลน์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    สำหรับประเด็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม บีบีซีไทยเขียนอธิบายไว้แล้วในบทความชิ้นนี้ ขณะที่ไทม์ไลน์เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ระลอกล่าสุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 20 เม.ย. โดยมาจากการเปิดเผยของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย

    ทันทีที่แนวคิดเรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ ถูกเผยแพร่ออกมา แกนนำพรรคฝ่ายค้านทั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และ สส.บัญชีรายชื่อ รวมถึง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ฝ่ายนโยบาย ก็ออกมาแสดงความกังวลทันที

    น.ส.ศิริกัญญา โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊กของเธอเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ว่าสถานการณ์ของรัฐไทยตอนนี้นั้น “หลังชนฝา” เพราะสถานะทางการคลังไม่สู้ดีแล้ว ประกอบกับเงินสำรองที่ใกล้จะหมดจึงทำให้มีเม็ดเงินไม่พอช่วยเหลือประชาชน เธอจึงเห็นว่าสุดท้ายรัฐยังจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน และยอมขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่

    “ถ้าพูดกันแบบไม่ฉวยโอกาสทางการเมือง ก็ดูเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วสำหรับรัฐบาลที่เจอทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการคลัง ที่จะมีเงินมาเยียวยาประชาชนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย”

    อย่างไรก็ดี เธอยังตั้งคำถามถึงรัฐบาล 2 ข้อใหญ่ คือเหตุใดต้องกู้มากถึง 5 แสนล้านบาท และแผนการบริหารจัดการจะเป็นอย่างไร

    ต่อมาเผือกร้อนลูกนี้ถูกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โยนไปให้ฝั่งกระทรวงการคลังซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นผู้ออกมาชี้แจงต่อสื่อ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และต่อสังคม

    ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยรวบรวมคำอธิบายจากรัฐบาล และบทวิเคราะห์ทั้งโอกาสและความเสี่ยงของเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาท จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการคลังของภาครัฐ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • .

    •  Nicolas Maduro is seen in handcuffs after landing at a Manhattan helipad, escorted by heavily armed Federal agents as they make their way into an armored car en route to a Federal courthouse in Manhattan on January 5, 2026 in New York City.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เอกนิติยันกู้เพิ่มไม่ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ

    นายเอกนิติให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 66% ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐฉบับล่าสุด ลงวันที่ 22 ก.ย. 2564 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี

    รมว.คลัง แจกแจงต่อไปว่าตัวเลข 66% หมายความว่าไทยยังมีช่องว่างในการกู้เพิ่มได้อีก 4% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 8 แสนล้านบาท ส่วนการจะตัดสินใจว่าตัวเลขสุดท้ายที่ต้องกู้เป็นเท่าไรนั้นเขายังขอประเมินก่อน

    Supattra Plongklum / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Supattra Plongklum / Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, “ถ้าเรากู้ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็ยังพออยู่ได้” นายเอกนิติระบุ

    นายเอกนิติ อธิบายว่าเนื่องด้วยปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจไทยรวมไปถึงตลาดโลกกำลังอยู่วิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่มีใครทราบว่าจะจบลงเมื่อไรและรัฐบาลจำเป็นต้องมีเม็ดเงินคอยสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชน โดยเขาได้ไล่เรียงช่องทางของงบประมาณที่กระทรวงการคลังกำลังเร่งมีมาตรการใน 3 แนวทาง ดังนี้

    หนึ่ง บริหารจัดการงบประมาณคงค้างประจำปี 2569 ตามกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐที่ยังไม่มีการเบิกใช้ โดยภาครัฐให้เวลาหน่วยงานต่าง ๆ กลับไปดูงบของตัวเองจนถึงวันที่ 30 เม.ย. นี้ ก่อนที่จะมีการเรียกคืนงบดังกล่าว นายเอกนิติคาดว่าจะมีเม็ดเงินที่เรียกคืนกลับมาได้ราว 70,000 ล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท ขณะที่เม็ดเงินที่เหลืออยู่ในงบประมาณกลาง ณ ปัจจุบัน นายเอกนิติระบุว่าเหลืออยู่ราว 25,000 ล้านบาท

    สอง พิจารณาจัดทำงบประมาณสำหรับปี 2570 ซึ่งนายเอกนิติย้ำว่าจะตัดงบทุกอย่างที่ไม่จำเป็นและไม่มีประสิทธิภาพออก อาทิ งบดูงานต่างประเทศ หรืองบการก่อสร้างหน่วยราชการใหม่ ๆ โดยเขาย้ำด้วยว่าเม็ดเงินที่เก็บได้เพิ่มนั้นจะนำมาเยียวยาและฟื้นฟูประเทศ “เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส”

    สาม พิจารณาเม็ดเงินเพิ่มเติมผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเขาย้ำว่าจำเป็นต้องมีกระสุนทางการคลังตรงนี้สำรองไว้ เนื่องจากไม่มีผู้ใดทราบว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะจบลงเมื่อไร อีกทั้งภาครัฐยังควรมีเม็ดเงินสำหรับการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสนับสนุนการพึ่งพาพลังงานสะอาดผ่านเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มากขึ้น

    เมื่อถูกถามว่า เขาประเมินวงเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางไว้เท่าไร นายเอกนิติไม่ได้ให้คำตอบออกมาเป็นตัวเลขโดยตรง แต่ชี้ว่า ตลอดเวลาราว 1 เดือนที่ผ่านมานั้น ภาครัฐใช้เงินไปแล้วราว 10,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 22 เม.ย. เขายังเสริมว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท กับเพดานเงินกู้เป็นคนละเรื่องกัน

    “ถ้าเรากู้ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็ยังพออยู่ได้” อย่างไรก็ดี เขายอมรับต่อมาว่าอาจมีความจำเป็นต้องปรับเพดานหนี้สาธารณะใหม่ในปีถัดไป แต่ต้องรอการพิจารณาเพิ่มเติม

    นอกจากความเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์นี้ หากย้อนกลับไปดูตั้งแต่ช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ยังพบว่านายเอกนิติได้พูดถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นการปรับโฉมโครงการคนละครึ่งพลัสกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้มาอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มผู้เปราะบางโดยตรง

    ต่อมาเมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เงื่อนไขสำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้น รัฐบาลจะออก 60% ส่วนประชาชนจะออก 40% ส่วนเงื่อนไขว่าระยะเวลาช่วยเหลือจะเป็นกี่เดือน หรือจะมีประชาชนมากน้อยแค่ไหนที่ได้รับการช่วยเหลือนี้ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

    รัฐบาลไม่มีเงินจริงหรือ

    ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า หากอธิบายโดยง่ายนั้น การเงินของภาครัฐไทยเป็นแบบ “รายได้ไม่พอรายจ่าย” ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่สะสมต่อเนื่องมานานหลายปี

    Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, “ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาน่าเป็นห่วงขึ้นเยอะเพราะ ขนาดการขาดดุล ณ วันนี้มันคือที่สุดแล้ว คือจะ 5% ต่อจีดีพีอยู่แล้ว เกณฑ์มาตรฐานจริง ๆ มันไม่ควรเกิน 3% ต่อจีดีพี” ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

    เขาอธิบายว่า ฝั่งรายจ่าย รัฐมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสวัสดิการและรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยตัวเลขผู้สูงอายุของไทยหรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ณ ปี 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 14.23 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.05% ของตัวเลขประชากรรวม เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถิติในปี 2558 ที่ไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรราว 16%

    ในเวลาเดียวกัน ศ.ดร.อธิภัทร เสริมว่าเม็ดเงินที่รัฐจัดเก็บได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ จากระดับ 16-17% ต่อจีดีพี เมื่อราวทศวรรษที่แล้วก็ลดลงมาอยู่ในหลัก 14-15% ต่อจีดีพี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากทั้งปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่ทำให้ผู้มีรายได้จำนวนมากหลุดรอดออกจากระบบการจัดเก็บภาษี นอกจากนี้นโยบายสิทธิประโยชน์ทางภาษี การลดหย่อน หรือการยกภาษีให้กับธุรกิจต่าง ๆ ก็ผลเช่นเดียวกัน

    นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง บีบีซีไทยพบว่า ดุลเงินประมาณของรัฐบาลนั้นขาดดุลต่อเนื่องมาทุกปี และมีการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลเป็นประจำต่อเนื่องมาแล้วตลอด 19 ปี

    อย่างไรก็ดี การกู้เงินประเภทนี้เป็นไปตามกฎหมายตามปกติ ซึ่งแตกต่างจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินนอกงบประมาณปกติในกรณีจำเป็นเร่งด่วน อาทิ พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในปี 2552 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    หากลงไปดูในรายละเอียดตลอดเกือบสองทศวรรษจะพบว่า มีเพียงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ที่ดุลงบประมาณขาดดุลสูงทะลุ 1 ล้านล้านบาท ทว่าตัวเลขดุลงบประมาณสองปีล่าสุด คือ 2567 และ 2568 ก็ขาดดุลทะลุ 1 ล้านล้านบาทเช่นเดียวกัน

    “ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาน่าเป็นห่วงขึ้นเยอะเพราะ ขนาดการขาดดุล ณ วันนี้มันคือที่สุดแล้ว คือจะ 5% ต่อจีดีพีอยู่แล้ว เกณฑ์มาตรฐานจริง ๆ มันไม่ควรเกิน 3% ต่อจีดีพี” ศ.ดร.อธิภัทรอธิบาย

    นักเศรษฐศาสตร์จากจุฬาฯ เสริมด้วยว่าตัวเลขขาดดุลระดับเกือบ 5% ต่อจีดีพีนั้นควรเกิดขึ้นเฉพาะในภาวะที่วิกฤตจริง ๆ แต่ตอนนี้มันกลายเป็น “เรื่องปกติธรรมดา”

    “นึกภาพว่าเรามีรายจ่ายประจำที่เราลดไม่ได้เยอะ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็อาจจะมีค่าเช่าบ้าน ค่าเทอมลูก พวกนี้มันลดไม่ได้ ขณะเดียวกัน เราก็อยากจะพัฒนาตัวเอง ต้องไปเรียนเพิ่มถูกไหม ซื้อหนังสือมาอ่าน อันนี้เรียกว่าค่าใช้จ่ายลงทุนของรัฐ แต่ตอนนี้รายได้ของมันเพียงพอแค่เฉพาะรายจ่ายประจำเท่านั้น ไม่พอจะไปจ่ายเรื่องการลงทุน” ศ.ดร.อธิภัทรกล่าว

    เขาเสริมว่าที่ผ่านมารัฐจึงต้องกู้เงินมาตลอดอยู่แล้วเพื่อนำมาลงทุนพัฒนา ซึ่งก็นำไปสู่คำถามเรื่องความคุ้มค่าด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว

    “คำตอบก็คือ… มีรายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่ชี้ให้เห็นเลยว่า 40% ของรายจ่ายลงทุน เป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามันสร้างสินทรัพย์ใหม่อย่างแท้จริง” เขาเสริม

    ต้องกู้จริงไหม-เพดาน 70% จะเป็นอย่างไร

    สถานการณ์ที่อธิบายมาข้างต้นทั้งหมดนั้นคือสภาพการเงินของรัฐไทยในสภาวะปกติ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดภาวะวิกฤตอย่างสงครามในตะวันออกกลางขึ้นมา สถานะทางการเงินของไทยจึงนำไปสู่ภาวะที่ “ต้องกู้เพิ่ม” ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว

    ดร.นงนุช ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ สหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีไทยว่า สาเหตุที่เธอคิดว่าอย่างไรรัฐบาลก็ต้องกู้เงินนั้น เป็นเพราะภาวะหนี้สะสมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายช่วยเหลือของภาครัฐทั้งฝั่งพลังงาน-น้ำมัน ไปจนถึงนโยบายช่วยเหลือประชาชน “ตระกูลพลัส” ทำให้เมื่อคำนวณแล้วเงินที่มีอยู่ในมือจึงไม่พอ

    ส่วนตัวเลขที่กู้นั้นจะต้องถึง 5 แสนล้านบาทเลยหรือไม่ เธอบอกว่าอยู่ที่ความชัดเจนของนโยบายช่วยเหลือและนโยบายลงทุนของรัฐ

    Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, “ถ้าจีดีพีไม่โต ต่อให้หนี้มันอยู่คงที่ อัตราสัดส่วนมันก็โตอยู่ดี” ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ระบุ

    ดร.นงนุช อธิบายต่อไปว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยประมาณการไว้ในช่วงต้นปี ซึ่งยังไม่มีปัจจัยสงครามเข้ามาเป็นส่วนประกอบ โดยคำนวณออกมาได้ว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยจะชนเพดานในปี 2570

    ตัวเลขการคำนวณของเธอยังสอดคล้องกับคำเตือนจากสถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจจาก ธนาคารไทยพาณิชย์อย่าง SCB EIC ที่ออกมาประเมินตั้งแต่ปี 2568 ว่า “หนี้สาธารณะมีแนวโน้มติดเพดาน 70% ของจีดีพี ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า”

    ดร.นงนุช ชี้ว่านอกจากมิติเรื่องการกู้เงินมาช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤตแล้วนั้น ฝั่งจีดีพีเองก็มีปัญหาเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขเพดานหนี้สาธารณะที่กล่าวถึงนั้นเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี เพราะฉะนั้น “ถ้าจีดีพีไม่โต ต่อให้หนี้มันอยู่คงที่ อัตราสัดส่วนมันก็โตอยู่ดี”

    ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund-IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย (recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง

    ในรายงานฉบับล่าสุดนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตแค่ราว 1.5% ในปี 2569 ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1% ในปี 2570 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ในปี 2569 ไอเอ็มเอฟ ประเมินไว้ที่ 3.2% และเพิ่มเป็น 3.5% ในปี 2570

    คำบรรยายวิดีโอ, มิเชลล์ ฟลูรี ผู้สื่อข่าวบีบีซี รายงานสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและสงครามอาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    ด้วยเหตุนี้เมื่อมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน ดร.นงนุช จึงชี้ว่า “Recession [ภาวะเศรษฐกิจถดถอย] ยังไงก็มา มาแน่” เพราะฉะนั้นสุดท้ายสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจึง “อาจชนภายในปีนี้เลย ไม่ต้องรอ 2 ปี”

    ด้าน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการนโยบายการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ในเชิงทฤษฎีเมื่อเศรษฐกิจของประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น รัฐบาลก็ควรจะเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เขาเสริมว่า นับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ราว 2.7% ต่อปี เพราะฉะนั้นในปีไหนที่ตัวเลขมีแนวโน้มจะต่ำกว่านี้ รัฐก็ควรเข้ามากระตุ้น

    “เช่นปีนี้พยากรณ์บอกว่าด้วยผลต่าง ๆ จากสงครามในอิหร่าน จากสงครามภาษีของทรัมป์ จากภัยแล้ง เราอาจจะโตแค่ประมาณ 1.3-1.6% แปลว่าเราต่ำกว่าศักยภาพ เช่นนั้นควรจะกระตุ้น อันนี้คือหลักฐานแรก” ขณะที่ปัจจัยที่สองเป็นเรื่องการเยียวยากลุ่มผู้เปราะบางต่าง ๆ

    Arnun Chonmahatrakool / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Arnun Chonmahatrakool / Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ดร.นณริฏ จากทีดีอาร์ไอ ประเมินว่ารัฐบาลมีแนวโน้มจะกู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการอาวุโสแห่งทีดีอาร์ไอ ตั้งข้อสังเกตว่าทฤษฎีเช่นนั้นอาจล้าหลังไปแล้ว เนื่องจากในอดีตภาวะวิกฤตหนัก ๆ มักเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ สิบปี ทว่าวิกฤตในปัจจุบันกลับเกิดขึ้นบ่อยกว่ามาก ด้วยเหตุนี้หากภาครัฐยังดันทุรังกู้บ่อยครั้ง จะทำให้ไม่มีเวลาฟื้นตัวทางด้านการคลัง ต้องกู้เพิ่มทุกปีและกู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความจำเป็น เขาชี้ว่าเขาเห็นด้วยกับการกู้เงิน แต่ต้องเป็นการกู้เพื่อนำมาช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตจริง ๆ ไม่สามารถเป็นการแจกเงินแบบหว่านแหได้ และสองคือเม็ดเงินลงทุนต้องไปสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้ในอนาคตเศรษฐกิจไทยเติบโต

    “ถ้าไม่สามารถทำแบบนี้ได้ ผมคิดว่าอย่ากู้เสียดีกว่า นักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกว่าการไม่กู้อาจจะแย่กว่า แต่ผมมองว่าถ้าไม่มีแผนดี ๆ แล้วไปกู้ นี่อันตราย เพราะผมมองว่าในอนาคต เรายังต้องกู้มาทำอย่างอื่น… ถ้าเราไปกู้เพื่ออีลุ่ยฉุยแฉกแบบนี้ก็เหมือนเราใช้บัตรเครดิตไปก่อน อนาคตพอเกิดสถานการณ์ที่ฉุกเฉินจริง ๆ เราก็ไม่สามารถเอามาใช้ได้” ดร.นณริฏกล่าว

    เขายกตัวอย่างต่อไปว่า ช่วงปลายปี 2568 ตอนที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประเภท “คนละครึ่ง” ออกมาเขาแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะหากเกิดวิกฤตในอนาคตจะหาเม็ดเงินจากส่วนไหน

    “ผ่านมาแค่ต้นปีก็เกิดสงครามอิหร่าน เม็ดเงินที่ควรจะมี คุณก็เอาไปปลายปีที่แล้วแล้ว… เพราะฉะนั้นเหมือนเดิม ถ้าคุณทำคิดได้แต่โครงการแค่ลักษณะนี้ อย่ากู้ดีกว่า เก็บเงินเอาไว้เป็นเบาะรองรับเวลาเกิดวิกฤตที่หนัก เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีวิกฤตที่หนักกว่านี้ก็ได้” นักวิชาการทีดีอาร์ไอให้ความเห็น

    ส่วนมิติเรื่องการเพิ่มเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ดร.นณริฏ แสดงความกังวลว่า นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ซึ่งทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยที่เคยอยู่ในระดับ 40% ต่อจีดีพีพุ่งขึ้นมาแตะระดับ 60% หากเป็นสถานการณ์ทั่วไป เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ สัดส่วนดังกล่าวควรจะปรับลดลงมา ทว่าก็เกิดวิกฤตหลายระลอกจึงเกิดการกู้เพิ่ม

    “แต่กลายเป็นว่าหลังโควิด เราเจอวิกฤตโน่นนี่นั่น รัฐกู้เพิ่มจนตอนนี้มันกระโดดเข้ามาใกล้ ๆ 70% ตัวนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าหนี้เราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง มันถึงเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลใจว่า ตอนนี้เรามีแนวโน้มจะกู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย” ดร.นณริฏ ระบุ

    กู้แบบไหนถึงปลอดภัย และหากกู้มาแล้วไร้ประสิทธิภาพ ผลที่ตามมาคืออะไร

    ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ว่าหากย้อนกลับไปมองเม็ดเงินกู้ฉุกเฉินจำนวนถึง 1.5 ล้านล้านบาทจากยุคโควิดรัฐบาลไทยสามารถเรียนรู้ที่จะใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่าครั้งนั้นได้ เพราะสุดท้ายแล้ว “จะขยายหรือไม่ขยาย [เพดานหนี้สาธารณะ] วันนี้ไม่ได้สําคัญ เพราะว่ายังไงกู้ไปขนาดนี้ ถ้าปีนี้ไม่ชน [เพดาน]… ปีหน้าก็อาจจะต้องขยายอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่ใช่ประเด็นสําคัญ” เมื่อเทียบกับการบริหารเงินที่กู้มา

    Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 นั้น รัฐบาลไทยออก พ.ร.ก.กู้เงินพิเศษ 2 ฉบับ ด้วยกรอบรวมที่สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท

    นักวิชาการจากจุฬาฯ อธิบายเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้เงินกู้ว่า ในยุค พ.ร.ก.เงินกู้โควิด เสมือนว่ารัฐบาลไม่ได้มีโครงการอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่จะทำเรื่องกู้ แต่เป็นการขอวงเงินมาก่อนและค่อยมาวางแผนที่หลัง ทำให้เกิดความไม่คุ้มค่า

    “ตัวอย่างเช่นเราเห็นอย่างคนละครึ่ง ทําหลายเฟสมาก เฟสแรกเป็นแน่นอนเพราะมันกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ว่าเฟสหลัง ๆ ความจําเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความจําเป็นในการช่วยเยียวยามันน้อยลง มันกลายเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า” ศ.ดร.อธิภัทรกล่าว

    เขาเสนอแนะว่ารัฐบาลควรกำหนดให้ชัดเจนว่ากรอบเงินกู้ครั้งนี้จะใช้ไปกับโครงการอะไรบ้าง และต้องพุ่งเป้าไปที่คนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ รวมไปถึงการลงทุนที่เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจได้จริง

    ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ด้วยรัฐบาลสามารถเริ่มต้นจากกลุ่มผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการของรัฐก่อนได้ โดยแม้แต่ประชากรในกลุ่มนี้ เขาเสริมว่าก็ยังมีข้อกังขาว่าตัวเลข 14 ล้านคนที่ถือบัตรนั้น เป็นคนจนจริง ๆ เท่าใดกันแน่

    “ผมคิดว่ารัฐก็อาจจะมีวิธีการวิเคราะห์ตัวเลขให้แคบลง แล้วก็กลุ่มกลุ่มที่จนจริง ๆ ต้องให้กลุ่มนี้มากที่สุดหลังจากนั้นก็จะให้ลดหลั่นกันไปกับคนที่มีรายได้มากขึ้น สิ่งที่สําคัญก็คือมันจะเป็นระยะสั้นเท่านั้นเพราะมันไม่สามารถให้ได้ตลอดได้ อันนี้คือเรื่องการเยียวยา” ศ.ดร.อธิภัทร กล่าว

    Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    ด้าน ดร.นณริฏ ย้ำประเด็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบาง รวมไปถึงการลงทุนในเศรษฐกิจระยะยาวซึ่งหมายถึงการลงทุนในเด็ก ให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการศึกษาหรือไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาไป เพราะ “เด็กเป็นกลุ่มที่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคุณทำให้เขาไม่หลุดจากสถานศึกษารายได้เขาในอนาคตจะสูงกว่าเด็กที่หลุดจากสถานการศึกษามาก แล้วเขาก็ยังสามารถที่จะสร้างรายได้จ่ายภาษีได้ระยะยาว”

    เขาย้ำว่า เขาไม่เห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตหรือคนละครึ่ง เพราะนับตั้งแต่วิกฤตโควิดเป็นต้นมา การกระตุ้นแบบนี้เริ่มไม่เป็นผล เพราะเศรษฐกิจบอบช้ำมานาน มีปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง เอสเอ็มอีก็มีหนี้สูง การกระตุ้นจึงได้ผลน้อย

    เมื่อถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเม็ดเงินที่กู้มานั้นไม่สามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้

    Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    ดร.นณริฏ ตอบว่า ในมิติของระดับเครดิต (credit rating) ซึ่งเป็นการประเมินความน่าเชื่อและความสามารถในการชำระหนี้ อันดับก็จะลดลง และผลกระทบที่ตามมาคืออัตราดอกเบี้ยจะแพงขึ้น และจะส่งผลต่อทั้งภาครัฐและเอกชนด้วย

    “คนที่ประเมินระดับเครดิต เขามองแค่ว่ากู้ไปแล้วอนาคตคุณจะใช้คืนได้หรือเปล่า… พูดง่าย ๆ ก็คือคนนี้ใช้เงินไม่เป็น เสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้สูญ เขาก็จะลดเครดิต… แปลว่าถ้าเราต้องการเงิน ในอนาคตไปขอ เราก็ยังได้เงินอยู่แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น แต่พอมันเป็นเรื่องของประเทศ ผลกระทบของดอกเบี้ยแพงมันไม่ได้อยู่แค่ที่ภาครัฐ แต่มันจะส่งผลต่อภาคเอกชนด้วย เวลาเอกชนจะไปขอกู้อะไร เขาไม่ได้คิดแค่เอกชนรายนั้นเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เขาคิดว่าประเทศเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนด้วย” นักวิชาการทีดีอาร์ไอระบุ

    ด้าน ศ.ดร.อธิภัทร เห็นสอดคล้องกับ ดร.นณริฏ เช่นกันว่าระดับเครดิตของไทยอาจลดลง พร้อมมองว่าสำหรับคนไทย หากรัฐบาลใช้เงินที่กู้มาอย่างไร้ประสิทธิภาพ สิ่งที่คนทั่วไปจะกระทบมากที่สุดก็คือเรื่องภาษี

    “เพราะว่าเมื่อรัฐมีหนี้มาก ภาระดอกเบี้ยมากขึ้น ภาระที่ต้องจ่ายเงินต้นก็จะมากขึ้นตามไปด้วยสุดท้ายก็จะยิ่งไปกดดันว่ารัฐต้องขึ้นภาษีแน่นอนในอนาคต ทีนี้ภาษีที่จะเก็บได้แล้ว ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุดมีตัวเดียวคือ VAT [ภาษีมูลค่าเพิ่ม]” ศ.ดร.อธิภัทร จากเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ สรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c9wqz9w0r84o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NFJ2MC4Foy0zW07P1Gxif

  • ‘เอกชน’ จี้รัฐเคลียร์ ‘แพ็กเกจกระตุ้น 5 แสนล้าน’ ฝ่าทางตันต้นทุนพลังงาน

    ‘เอกชน’ จี้รัฐเคลียร์ ‘แพ็กเกจกระตุ้น 5 แสนล้าน’ ฝ่าทางตันต้นทุนพลังงาน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะหนึ่งในประธานคณะกรรมการเอกชนร่วม 3 สถาบัน ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยและข้อเสนอของภาคเอกชนก่อนการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) นัดพิเศษร่วมกับกกร. ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 พ.ค.นี้

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางเพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

    ชำแหละงบกระตุ้น 5 แสนล้าน “ตรงเป้า-ตอบโจทย์”

    ประเด็นสำคัญที่คาดว่ารัฐบาลจะนำมาหารือคือความชัดเจนของมาตรการออก พ.ร.ก. กระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งภาคเอกชนต้องการฟังรายละเอียดว่าเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไร มีมาตรการอะไรที่คล้ายคลึงกับช่วง “Quick Win” หรือไม่ เช่น โครงการคนละครึ่งในเฟสใหม่

    “เราต้องการดูว่าจำนวนเงินนี้ตรงเป้าหมายหรือไม่ ตอบโจทย์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริงไหม อะไรควรทำก่อนหรือหลัง” นายเกรียงไกร กล่าว 

    นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นและลดความสับสนเรื่องกระแสข่าวการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ต่อจีดีพี รวมถึงข่าวลือเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งสร้างความกังวลให้ภาคธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลจากฝั่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และรัฐบาลขัดแย้งกัน จึงต้องการคำยืนยันที่ชัดเจนจากขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาล

    จี้แก้โจทย์เก่า “ต้นทุนพลังงาน-SME” ที่ยังไร้ทางออก

    ในส่วนของข้อเสนอจากภาคเอกชน ขอย้ำว่า ราคาพลังงานยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในทุกอุตสาหกรรม แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย แต่คำถามคือเพียงพอแล้วหรือไม่เมื่อเทียบกับภาระที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ยังคงเป็นโจทย์เก่าที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศเริ่มหดตัวและโรงงานหลายแห่งมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ

    “วันนี้เราต้องคิดนอกกรอบว่าจะช่วยอย่างไร เพราะฐานะการเงินของประเทศในปัจจุบันค่อนข้างอ่อนแอ เราเก็บภาษีได้ต่ำและมีการใช้นโยบายประชานิยมเยอะ ทำให้ขาดดุลการคลังเฉลี่ยถึง 4% ต่อปี หนี้สาธารณะจาก 60% พุ่งสู่ 65-66% ในเวลาอันรวดเร็ว”

    วิกฤติ Supply Chain โลก-สัญญาณเตือนจาก IMF

    นายเกรียงไกร ยังแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบต้นทาง เช่น ปุ๋ย และเม็ดพลาสติก แม้จะเริ่มมีการเจรจานำเข้าแอมโมเนียหรือยูเรียจากรัสเซียเพื่อทดแทน แต่ประเด็นสำคัญคือจะเข้ามาทันเวลาหรือไม่ 

    กรณีศึกษาที่น่ากังวลคือการขนส่ง Naphtha ของกลุ่ม SCG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความผันผวนสูงจากการเปิด-ปิดช่องแคบเป็นรายวัน แม้จะมีเรือหลุดรอดเข้ามาได้บ้าง แต่หาก Supply Chain ไม่ต่อเนื่อง ภาคการผลิตก็ยังไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้เต็มที่ ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบยังคงอยู่ในระดับสูง

    ความเสี่ยงเหล่านี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ IMF ที่ระบุว่าจีดีพีของไทยจะเติบโตเพียง 1.5% ซึ่งต่ำที่สุดในภูมิภาค โดยมีเหตุผลสำคัญจากการที่ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงมากถึง 5-6% ของจีดีพี ทำให้ได้รับผลกระทบหนักกว่าประเทศอื่น

    ปลุกความเชื่อมั่น ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง

    อย่างไรก็ตาม ฝากถึงรัฐบาลว่าสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการสร้างความเชื่อมั่น ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ดูสับสนและมีข้อพิพาทหลายด้าน ซึ่งบั่นทอนความมั่นใจของนักลงทุนและประชาชน

    “รัฐบาลต้องรีบเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดความฮึกเหิม หากทุกคนถอดใจหรือพยายามหนี เศรษฐกิจจะยิ่งเหนื่อย เราต้องช่วยกันเชียร์ให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อให้ทั้งธุรกิจและแรงงานอยู่รอดไปด้วยกัน” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PoBBQJLxDIq12XNsZyvZl