Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ราคาน้ำมันวันที่ 26 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    ราคาน้ำมันวันที่ 26 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 26 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    ราคาน้ำมัน 26 เมษายน 2569 ล่าสุด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 26/4/2569 เวลา 05.00 น. ปรับราคาน้ำมันลดลงทุกชนิด ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันมีราคาดังนี้

    ล่าสุดเวลานี้ 05.00 น. ราคาหน้าปั๊มยังคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง

    อัปเดต ราคาน้ำมัน วันที่ 26 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 26 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.20 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 40.20 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.04 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 62.10 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 51.54 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 26 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.20 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 40.20 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 62.10 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 98 อยู่ที่ 56.04 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์”วันนี้ 26 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.33 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 66.34 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 26 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 56.01 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 40.20 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 62.10 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/950075/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rRvvo08jo52JzihtK3BhU

  • จีนฟื้นฟู “เมืองเก่าคู่เชอ” ที่ซินเจียงอุยกูร์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ . | TOPNEWS

    จีนฟื้นฟู “เมืองเก่าคู่เชอ” ที่ซินเจียงอุยกูร์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ . | TOPNEWS

    จีนฟื้นฟู “เมืองเก่าคู่เชอ” ที่ซินเจียงอุยกูร์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ .

    • เผยแพร่ : 26/04/2026 16:59

    เมืองเก่า “คู่เชอ” (Kuqa Old Town) ในเมืองคู่เชอ (Kuqa City) เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ กลับมาเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลจีนเริ่มโครงการฟื้นฟูพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 2566 ทำให้ย่านเมืองเก่ากลับมามีชีวิตชีวา ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    วันนี้เมืองเก่าคู่เชอมีร้านค้า 287 แห่ง และจุดถ่ายภาพมากถึง 386 จุด ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของงานแกะสลักไม้แบบดั้งเดิมและประตูสีสันสดใส สำหรับชาวคู่เชอที่เติบโตมากับพื้นที่นี้ การฟื้นฟูเมืองเก่าไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงภูมิทัศน์ แต่ยังเป็นการปลุกความทรงจำของชุมชนให้กลับคืนมาอีกครั้ง
    .
    ซุน เจียวหนี่ เจ้าของเกสต์เฮาส์เล่าว่า เติบโตในเมืองคู่เชอและจดจำภาพความคึกคักของเมืองเก่าในวัยเด็กได้ดี หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย เมืองเก่ากลับเงียบ แทบไม่มีผู้คน จนกระทั่งปี 2566 ภาครัฐเริ่มโครงการปรับปรุงพื้นที่ และเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ถนนก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวอีกครั้ง บรรยากาศมีชีวิตชีวาไม่ต่างจากช่วงวัยเด็ก
    .
    การฟื้นคืนชีวิตของเมืองเก่ายังช่วยให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างชัดเจน มีทั้งธุรกิจใหม่ การจ้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง
    .
    คลิปจาก China Media Group

    111

    111

    มูลนิธิพัฒนาผู้ประกอบการไทย จับมือเซียร์รังสิต เปิดตัวโครงการ “รอยยิ้ม แห่งสยาม ตอนแรกยิ้ม ณ เซียร์รังสิต” นำร่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ต่อยอดไอเดียคนละครึ่ง ภาคเอกชน กระตุ้นยอดขาย

    ราชบุรี/// คาราวานรถหรู ซูเปอร์คาร์บุกตลาดน้ำ

    ณพล บริบูรณ์ ผู้ช่วย สว.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ นภชนก เหมือนนามอญ ร่วมงานทำบุญบ้าน “ชัยชนะพานิช” ญาติสนิทมิตรสหายร่วมอวยพรคึกคัก

    “ดร.ธนพร” ขยายภาพนิด้าโพล ความพึงพอใจมาตรการค่าครองชีพ ย้ำให้เห็นนโยบายรัฐมาถูกทาง

    จีนฟื้นฟู “เมืองเก่าคู่เชอ” ที่ซินเจียงอุยกูร์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ .

    ผุ้นำทั่วโลกพากันโล่งใจทรัมป์รอดคมกระสุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1558287&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p276JUSPEykvldwhizXkH

  • ภาคประชาสังคมออกโรงต้านทุนน้ำเมากดดันจังหวัดประกาศสวนสาธารณะขายเหล้าได้ | เดลินิวส์

    ภาคประชาสังคมออกโรงต้านทุนน้ำเมากดดันจังหวัดประกาศสวนสาธารณะขายเหล้าได้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 ในฐานะภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ภปค.) กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา ภปค.ได้รับแจ้งจากประชาชนและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่  และจังหวัดระนอง ถึงกรณีที่องค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ของทั้งสองจังหวัด มีความพยายามที่จะจัดให้มีการขาย และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในสวนสาธารณะ ผ่านการจัดงานที่ให้เหตุผลว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกรณีแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ที่มีข่าวว่ามีการจัดตั้งให้พื้นที่ทั้งหมดเป็นสโมสร และมีการจัดกิจกรรม “พิธีสระเกล้าดำหัว” เนื่องในประเพณีปี๋ใหม่เมืองเพื่อแสดงความเคารพขอขมา และขอพรผู้ใหญ่ เสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย อบจ.เชียงใหม่ โดยจัดให้มีการให้ขายและให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา และอีกกรณีคือที่จังหวัดระนอง โดยมีความพยายามที่จะใช้ “ภูเขาหญ้า” สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองระนอง ที่มีสภาพเป็นสวนสาธารณะและยังเป็นพื้นที่ที่อยู่ในกำกับดูแลและใช้ประโยชน์ของราชการ  เป็นสถานที่จัดงานที่สามารถให้ขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตลอดทั้งปี

    “เครือข่ายฯ เข้าใจเจตนาดีของหน่วยงาน ที่อยากส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หากแต่เราไม่เชื่อว่าการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือช่วยสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึงและยั่งยืน ซ้ำร้ายอาจสร้างปัญหาทั้งทางด้านสุขภาพของตัวผู้ดื่ม ภาระทางการแพทย์ ปัญหาสังคมและครอบครัว และหากพิจารณากรณีเชียงใหม่ สถานที่ดังกล่าวถือว่าเป็นสวนสาธารณะของทางราชการ ที่จัดไว้เพื่อการพักผ่อนของประชาชนโดยทั่วไป ต้องห้ามมิให้มีการขายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ดังกล่าวโดยเด็ดขาด” นายธีรภัทร์ กล่าว

    นายธีรภัทร์ กล่าวต่อว่า ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 27 (7) และมาตรา 31 (6) โดยการห้ามขาย ห้ามดื่ม ในสวนสาธารณะของทางราชการ ที่จัดไว้เพื่อการพักผ่อนของประชาชนโดยทั่วไป ถือเป็นกฎหมายแม่บท เป็นบทบัญญัติที่ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น การจัดตั้งเป็นสโมสรหรือการผลักภาระให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดพิจารณาออกข้อยกเว้น จึงอาจเป็นวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ส่วนในจังหวัดระนอง  ภูเขาหญ้านั้นโดยสภาพเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนทุกเพศทุกวัยอยู่แล้ว  มีการสร้างถนน อำนวยความสะดวกโดยรัฐและยังเป็นพื้นที่ในกำกับดูแลของรัฐ  ซึ่งมีประกาศสำนักนายกฯ ห้ามไว้เช่นเดียวกันตั้งแต่ 8 ก.พ. 2558  เรื่องนี้เครือข่ายได้ตั้งทีมศึกษาข้อกฎหมายและเตรียมการฟ้องศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นนี้อย่างแน่นอน

    ด้าน นายสุชีพ พัฒน์ทอง ประธานประชาคมเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดระนอง กล่าวว่า หลายสิบปีที่ผ่านมา เครือข่ายร่วมกับภาคีสุขภาพในจังหวัดระนอง รณรงค์และประสานขับเคลื่อน ขอให้หน่วยงานรัฐหรือเอกชนเปิดพื้นที่เป็นพื้นที่ปลอดเหล้า-ปลอดบุหรี่-ยาเสพติด เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กเยาวชนและครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนมี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี 2551 และเมื่อมี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ประสานงานง่ายขึ้น ด้วยหน่วยงานราชการ และผู้บริหารจังหวัดมีแนวคิดการปกป้องเด็กเยาวชนให้ห่างไกลจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แทบทุกสมัย ในจังหวัดระนอง จึงมีหลายพื้นที่ ประกาศปลอดเหล้า-ปลอดปัจจัยเสี่ยง ในช่วงเทศกาล หรือในพื้นที่ เช่น งานอาบน้ำแร่แลระนอง, บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน รวมถึง ภูเขาหญ้า ที่มีความสวยงามและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนของเด็ก-เยาวชนและครอบครัว ทั้งคนในจังหวัดระนองและนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่การที่ใช้กลไกช่องทางกฎหมายเพื่อให้ ภูเขาหญ้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้นั้น เป็นเพียงการหาประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะตัว  เครือข่ายองค์กรงดเหล้าและภาคีเครือข่ายรวมถึงกลุ่มเด็กเยาวชนในจังหวัดระนองจึงไม่เห็นด้วยและขอสนับสนุน ผู้ว่าฯ ให้ยึดมั่นในหลักการเดิมที่เป็นมา ไม่อมุมัติให้ใช้พื้นที่ภูเขาหญ้า ในการจัดงานที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงบุหรี่และสารเสพติดอื่นทุกรูปแบบ

    นางกัญญานันท์  ตาทิพย์  ผู้จัดการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า กว่า 20 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายร่วมกับภาคีสุขภาพใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีการรณรงค์ ขับเคลื่อนงานลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดผลกระทบและยังเน้นบูรณาการความร่วมมือ ขอให้หน่วยงานรัฐที่เป็นกลไกบูรณาการให้มีการให้ความรู้ การประชาสัมพันธ์ ออกตรวจเตือน และบังคับใช้กฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 2551 เพื่อเกิดพื้นที่ เทศกาลและงานบุญประเพณีที่ปลอดภัยให้เด็กเยาวชนและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีหลายพื้นที่ ประกาศปลอดเหล้า-ปลอดปัจจัยเสี่ยงในช่วงเทศกาล หรือในพื้นที่ เช่น งานปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ โซนนิ่งบริเวณรอบคูเมืองเชียงใหม่ (ท่าแพ), เทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่, สงกรานต์ถนนข้าวแต๋น จังหวัดน่าน, การแข่งเรือปลอดเหล้า จังหวัดน่าน

    กรณี สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแลนด์มาร์คที่สวยงาม จุดพักผ่อนสำหรับทุกคน แต่การที่ให้ผู้รับผิดชอบสถานที่ทำแบบนี้ เป็นการจงใจปล่อยให้มีกิจกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย ท้าทายเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็ก-เยาวชนและครอบครัว  ซึ่งสวนสาธารณะ ควรเป็นที่พักผ่อน การมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงในทุกมิติอยู่แล้ว รวมถึง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติบังคับใช้กฎหมาย ก็จะทำงานได้ยากลำบาก อีกกรณีคือสวนสาธารณะหนองน้ำครก ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียงจังหวัดน่าน ที่มีการจัดกิจกรรม งานเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ตำบลม่วงตึ๊ด ซี่งการเขียนข้อความ “สโมสร” จัดบูธ งานรำวง ขบวนแห่และจัดให้มีการขาย-การดื่มในสวนสาธารณะ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคเหนือตอนบน และภาคีเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน จึงไม่เห็นด้วยและขอสนับสนุนหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ  ยึดมั่นในหลักการเดิมที่เป็นมา ไม่อนุมัติให้ใช้สวนสาธารณะจัดงานหรือกิจกรรมที่มีการส่งเสริมการขาย-การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าและสารเสพติดอื่นในทุกกรณี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5813787/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17NGc98jFFB1UHJHb1nQOH

  • ผู้ว่าฯ โคราชลงพื้นที่พิมาย มอบแนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยว สร้างรายได้ยั่งยืน

    ผู้ว่าฯ โคราชลงพื้นที่พิมาย มอบแนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยว สร้างรายได้ยั่งยืน

    ผู้ว่าฯ โคราชลงพื้นที่พิมาย มอบแนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยว สร้างรายได้ยั่งยืน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่อำเภอพิมาย เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทหินพิมาย แหล่งโบราณสถานสำคัญของชาติ และแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดนครราชสีมา

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ติดตามการดำเนินงานด้านการต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมมอบแนวทางในการส่งเสริมและขับเคลื่อนการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันพบว่า นักท่องเที่ยวนิยมแต่งกายด้วยชุดไทยมาถ่ายภาพคู่กับโบราณสถานและจุดสำคัญต่าง ๆ ภายในอุทยานฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรูปแบบ Soft Power ของไทยที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000039241&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vTxNN77KwEoVZHm6GrTz7

  • เตือนแรง! หนี้ 12.6 ล้านล้าน พุ่งใกล้เต็มเพดาน ดันเพิ่มอีกอาจกระทบเครดิตประเทศ

    เตือนแรง! หนี้ 12.6 ล้านล้าน พุ่งใกล้เต็มเพดาน ดันเพิ่มอีกอาจกระทบเครดิตประเทศ

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาหนี้สาธารณะของไทยสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระยะฟื้นฟูหลังวิกฤต มาสู่ช่วงการใช้จ่ายเพื่อรับมือวิกฤตและการลงทุนสาธารณะขนานใหญ่

    โดยในช่วงปีหลังวิกฤตการเงินโลกในปี 2552 เคลื่อนไหวในช่วงประมาณร้อยละ 42–45 ในระยะหลังมหาอุทกภัยในปี 2554 และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในเวลาต่อมา 

    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 เมื่อสัดส่วนหนี้พุ่งจากร้อยละ 41 สู่ร้อยละ 60.6 ของ GDP ในปี 2565 ภายใต้การกู้เงินจำนวนมากเพื่อพยุงเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งมีการปรับเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 ของ GDP ในปี 2564

    โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ประมาณ 12.60 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 66.09 ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญแล้ว หากมีการกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะขยับเป็นประมาณ 13.1 ล้านล้านบาท และสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นเป็นราวร้อยละ 68.6–69.1

    ทำให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลือต่ำกว่าร้อยละ1 หรือประมาณ 1.5–2 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งในกรณีที่เศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด เช่น เติบโตเพียงร้อยละ 1.3 หนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุร้อยละ 70 ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปีงบประมาณถัดไป

    ยิ่งไปกว่านั้น แผนการคลังระยะปานกลางยังสะท้อนว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแม้ไม่ยกเพดานหนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 67.34 ในปี 2569 ร้อยละ 68.52 ในปี 2570ร้อยละ 69.25 ในปี 2571 และร้อยละ 69.32 ในปี 2572

    ขณะที่งบชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี มีแนวโน้มเพิ่มจากร้อยละ 9.61 เป็นร้อยละ 15.23 ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไทยกำลังเข้าใกล้ขอบของกรอบเพดานหนี้เดิมอยู่แล้ว จึงไม่อาจมองการขยับเพดานเป็นเรื่องปกติหรือปราศจากต้นทุนได้โดยมองว่า

    1. การกำหนดเพดานหนี้ เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง การกำหนดเพดานหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญของวินัยการคลัง เพราะไม่ใช่เพียงเครื่องมือกำกับการก่อหนี้ของภาครัฐ แต่ยังเป็น หลักยึดความน่าเชื่อถือของนโยบายการคลังในสายตาของตลาดและสาธารณะด้วย

    ในกรณีของไทย การขยับเพดานหนี้จากร้อยะ 60 เป็นร้อยละ 70 ในปี2564 เกิดขึ้นภายใต้บริบทวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นสถานการณ์พิเศษที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุข เมื่อเวลาผ่านมาและหนี้สาธารณะยังคงไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง

    แต่ประเทศไทยควรขยับเพดานหนี้ขึ้นไปอีกเป็นร้อยละ 75 หรือไม่? เพราะการขยับเพดานหนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขทั้งหมด หากเป็นเรื่องของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การบริหารความเสี่ยง ความเชื่อมั่นของตลาด และโครงสร้างความยั่งยืนของภาครัฐในระยะยาว

    2. เหตุผลที่ยังไม่ควรยกระดับเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน ผมคิดว่ารัฐบาลยังไม่ควรที่จะยกระดับเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 ในเวลานี้ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น

    2.1 หนี้โตเร็วกว่ารายได้และการเติบโตปัญหาของไทยไม่ใช่เพียง “ระดับหนี้” แต่คือ “พลวัตของหนี้” กล่าวคือ หนี้กำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการสร้างรายได้และการเติบโตของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยยังโตในอัตราต่ำ โดยมีการประเมินจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า GDP ปี 2569 จะอยู่ที่เพียงร้อยละ 1.9 และราวร้อยละ 1.6 จากการประเมินที่เข้มงวดกว่า หากเศรษฐกิจโตต่ำ แต่หนี้เพิ่มเร็ว หนี้จะกลายเป็นภาระที่แบกรับได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

    ภายใต้กรอบ Debt Sustainability Analysis (DSA)ระบุว่า หากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยชำระหนี้กับอัตราการเติบโตแย่ลงเพียง 1 จุดร้อยละไทยอาจต้องปรับดุลปฐมภูมิหรือดุลรายได้กับรายจ่ายของรัฐบาล ราวร้อยละ 0.6–0.7 ของ GDP เพียงเพื่อ “ตรึง” หนี้ไม่ให้สูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าการกล่าวอ้างว่า “หนี้ที่ระดับร้อยละ 66 ยังต่ำกว่าร้อยละ 75” เป็นการมองแบบตื้นเกินไป เพราะหัวใจอยู่ที่ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของเส้นทางหนี้ ไม่ใช่เพียงการมีช่องว่างเชิงตัวเลขภายใต้เพดานใหม่

     2.2 การลดแรงจูงใจลงทุนของภาคเอกชน อีกเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลยังไม่ควรดันเพดานระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผลของ Crowding-out Effect หรือการเบียดเสียดทางการเงิน กล่าวคือ เมื่อภาครัฐกู้เงินในตลาดเพิ่มขึ้น ย่อมแข่งขันกับภาคเอกชนในการเข้าถึงเงินทุน ทำให้อัตราดอกเบี้ยหรืออย่างน้อยต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น

    โดยเฉพาะในบริบทที่สินเชื่อเอกชนตึงตัวอยู่แล้ว ธุรกิจที่เปราะบางหรือมีต้นทุนทางการเงินสูงจะยิ่งลงทุนยากขึ้น หรือเข้าถึงเงินทุนได้ยากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นคือการอ่อนแรงของการลงทุนเอกชน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตในระยะกลางและยาว

    ประเด็นนี้มีนัยเชิงนโยบายอย่างยิ่ง เพราะหากการเพิ่มเพดานหนี้ทำให้รัฐมีพื้นที่กู้เงินมากขึ้น แต่การกู้เงินของรัฐบาลกลับไปกดทับการลงทุนของเอกชน ผลสุทธิทางเศรษฐกิจอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ หรือในบางกรณีอาจเป็นลบ โดยเฉพาะหากเงินกู้ใหม่ถูกใช้กับรายจ่ายที่มีตัวทวีคูณทางการคลัง (fiscal multiplier) ต่ำ หรือการกู้เพื่อการบริโภคระยะสั้นมากกว่าการเพิ่มผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ

    2.3 รัฐบาลจะเหลือเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจน้อยลงมาก เพดานหนี้สาธารณะมิได้มีหน้าที่เพียงจำกัดการก่อหนี้ของรัฐเท่านั้น หากยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาพื้นที่การคลังเชิงยั่งยืน สำหรับการรับมือความเสี่ยงในอนาคตด้วย เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย สงคราม โรคระบาด หรือแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงาน (Super Oil Shock) แม้การยกเพดานหนี้จากร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 75 ของ GDP จะทำให้รัฐบาลมีช่องทางกู้เงินเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

    แต่ไม่ได้หมายความว่าขีดความสามารถทางการคลังของรัฐจะเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนเสมอไป เนื่องจากหนี้ใหม่ย่อมนำมาซึ่งภาระดอกเบี้ยและภาระชำระหนี้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้สัดส่วนงบประมาณที่ต้องกันไว้เพื่อการชำระหนี้เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ทรัพยากรสำหรับรายจ่ายลงทุน รายจ่ายสวัสดิการ และมาตรการรับมือภาวะฉุกเฉินลดลงในเชิงเปรียบเทียบ

    ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าการขยับเพดานหนี้ทำให้ “กู้ได้มากขึ้น” หรือไม่ แต่คือการกู้เพิ่มในวันนี้จะบั่นทอนความยืดหยุ่นทางการคลังและความสามารถในการรับมือวิกฤตรอบต่อไปมากเพียงใด หากการขยายเพดานเกิดขึ้นในช่วงที่ระดับหนี้เข้าใกล้กรอบเดิมอยู่แล้ว และหนี้ใหม่ไม่ได้ถูกใช้กับโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงเพียงพอ การยกเพดานหนี้ก็อาจมีลักษณะเป็นการใช้ทรัพยากรทางการคลังล่วงหน้า มากกว่าการสร้างกันชนทางนโยบายเพื่ออนาคตอย่างแท้จริง

    2.4 รายจ่ายสวัสดิการมีแนวโน้มเพิ่มประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับที่ลึกขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างการคลังในระยะยาว กล่าวคือ รายจ่ายด้านสวัสดิการ สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานภาษีในอนาคตมีแนวโน้มหดตัว หากรัฐเลือกเพิ่มหนี้ในช่วงที่รายได้ระยะยาวยังโตไม่ทันภาระรายจ่ายดังกล่าว หนี้สาธารณะจะกลายเป็นแรงกดดันต่อการจัดสรรงบประมาณในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่เพียงในเชิงปริมาณของหนี้ แต่รวมถึงการที่โครงสร้างประชากรสูงอายุทำให้ความสามารถในการแบกหนี้ของรัฐอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ

    2.5 ความน่าเชื่อถือของประเทศอาจลดลง เหตุผลประการสุดท้ายคือผลกระทบต่อ credit rating หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ แม้ไทยยังไม่เผชิญภาวะวิกฤตระดมทุน แต่ตัวชี้วัดภาระหนี้บางตัวเริ่มตึงแล้ว เช่น ภาระหนี้รัฐบาลต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 35.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 35 เล็กน้อย

    ขณะที่ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 9.59 ใกล้แตะเกณฑ์ภายใน ร้อยละ 10 อย่างมาก หากยกเพดานหนี้โดยไม่มีแผนฟื้นฐานะการคลังที่ชัดเจน ตลาดอาจตีความว่าไทยลดทอนวินัยการคลัง ผลที่ตามมาอาจเป็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้เงินทั้งของภาครัฐและเอกชน พร้อมแรงกดดันต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะถัดไป
     
    3. ทางออกเชิงนโยบาย ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ประเทศไทยยังไม่ควรดันเพดานหนี้เป็นร้อยละ 75 ทางออกที่เหมาะสมกว่าจึงไม่ใช่การปฏิเสธการกู้เงินทุกกรณี แต่คือการยกระดับคุณภาพของนโยบายการคลังภายใต้เพดานหนี้เดิมเสียก่อน

    3.1 ไทยควรคงเพดานร้อยละ 70 ไว้เป็นเหมือนสมอเรือหลักของระดับหนี้อย่างน้อยในช่วงปี 2569–2570 เพื่อรักษาวินัยการคลังเสถียรภาพด้านความเชื่อมั่น

    3.2 รัฐบาลควรพิจารณาแหล่งที่มาของเงินที่สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องกู้เพื่อไม่ต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะ อย่างน้อย 5 แหล่ง คือ

    1. จัดสรรงบประมาณใหม่ ใช้เงินเดิมให้คุ้ม ก่อนกู้เงินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดหรือชะลอโครงการที่ยังไม่พร้อมหรือทับซ้อน หรือการลดงบประมาณที่สร้างผลกระทบต่ำ
    2. ดึงศักยภาพรัฐวิสาหกิจ หมุนทรัพย์สินให้เป็นเงิน โดยไม่ต้องขายสมบัติชาติ เช่น การเพิ่มสัดส่วนเงินปันผลส่งเข้ารัฐ การหมุนเวียนสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้
    3. ให้เอกชนร่วมลงทุน ลดภาระงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนจากภาระเป็นการแบ่งปัน รวมถึงการเจาะกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ เช่น โครงสร้างดิจิทัล โครงการพลังงานสะอาด
    4. ออกพันธบัตรเฉพาะทางดึงเงินทุนคุณภาพ โดยรัฐบาลอาจจะออกพันธบัตรที่ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น Green Bond (พันธบัตรสีเขียว) สำหรับใช้ในโครงการสิ่งแวดล้อม หรือ Transition Bond (พันธบัตรเพื่อการเปลี่ยนผ่าน) เพื่อใช้เป็นทุนในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและน้ำมัน เป็นต้น
    5. มาตรการภาษีแบบเฉพาะจุด ดึงกำไรส่วนเกิน มาเยียวยาส่วนที่ขาด เช่น Windfall Tax (ภาษีลาภลอย) มาตรการภาษีแบบมีเงื่อนไข   

    3.3 รัฐบาลควรกำหนดการใช้จ่ายหรือช่วยเหลืออุดหนุนแบบมุ่งเป้าโดยเน้นกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องมากกว่า มาตรการหว่านเงินในวงกว้าง ซึ่งมักใช้ทรัพยากรมากแต่ให้ผลทวีคูณทางเศรษฐกิจต่ำ

    3.4 รัฐบาลควรเร่งรายจ่ายลงทุนที่เพิ่มศักยภาพประเทศไทยจริง เช่น รายจ่ายเพื่อการลงทุนที่พร้อมดำเนินการ ซึ่งหลักสำคัญคือ “กู้มาสร้าง ต่อยอด ไม่ใช่กู้มาใช้หมุนเงิน” และต้องเพิ่มผลิตภาพ มากกว่าขยายรายจ่ายประจำ

    3.5 รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปรายได้ โดยทบทวนมาตรการลดหย่อนภาษีที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีรายได้รองรับภาระหนี้ในอนาคต

     3.6 รัฐบาลควรบริหารหนี้เชิงรุกผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น ธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตรการปรับโครงสร้างหนี้ล่วงหน้า การชำระหนี้ก่อนครบกำหนดการยืดอายุหนี้ และการรักษาสัดส่วนหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ให้สูง เพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุนและการกระจุกตัวของภาระชำระหนี้  

    หากในอนาคตจำเป็นต้องยกเพดานหนี้สาธารณะจริง ผมมองว่าควรรออย่างน้อยถึงปีงบประมาณ 2571–2572 และต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญ เช่น ระดับของหนี้ฐานต้องต่ำกว่าร้อยละ 68–69 ของ GDP

    ภาระหนี้ต่อรายได้ต้องกลับมาต่ำกว่าเพดานและเป็นขาลง ดุลปฐมภูมิต้องใกล้สมดุล และเงินกู้ใหม่ต้องผูกกับโครงการลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพจริง ทั้งนี้ การขยับเพดานควรเกิดแบบมีเงื่อนไข มีเครื่องมือกลไกกำหนดการยกเลิกเพดานหนี้ใหม่อัตโนมัติ มีข้อกำหนดในสัญญาและมีแผนพากลับเข้าสู่กรอบเพดานหนี้เดิมอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนตัวเลขเพดานหนี้โดยปราศจากการดูแลกำกับธรรมาภิบาลทางการคลังที่เข้มขึ้น

    “ข้อค้านต่อเพดานหนี้สาธารณะร้อยละ75 เพราะประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่พร้อมรับภาระหนี้เพิ่มขึ้นแบบถาวรโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ปัญหาสำคัญคือหนี้โตเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนเอกชนถูกเบียดพื้นที่ทางการคลังอาจหดตัว ความน่าเชื่อถือของประเทศอาจถูกกระทบได้ ดังนั้น คำตอบเชิงนโยบายที่เหมาะสมในเวลานี้คือยังไม่ควรดันเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ70 เป็น 75 ในปี 2569 หลักทฤษฎีความยั่งยืนทางการคลังยังไม่ควรทำในปี 2570 ถ้าเงื่อนไขเศรษฐกิจการคลังยังใกล้เคียงปัจจุบัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/741513&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Syq3D54L4rjOPluInhVjZ

  • บุรีรัมย์ขยายผลรวบ! 2 หนุ่มรับจ้างเก็บยาบ้า-หนึ่งในนั้นเพิ่งสึกพระมาเพื่อเสพ – แนวหน้า

    บุรีรัมย์ขยายผลรวบ! 2 หนุ่มรับจ้างเก็บยาบ้า-หนึ่งในนั้นเพิ่งสึกพระมาเพื่อเสพ – แนวหน้า

    ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่จับกุม นายเกียรติณรงค์ (ฟิล์ม) อายุ 19 ปี พร้อมยาบ้ากว่า 8,222 เม็ด โดยนายฟิล์มตัดสินใจให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อบรรเทาโทษ หลังมีผู้บงการจาก สปป.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/960779&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ioJEfb02Y7bCcEuuquUjv

  • เปิดฉากวอลเลย์บอลชายหาดพัทยาโอเพ่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    เปิดฉากวอลเลย์บอลชายหาดพัทยาโอเพ่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ภูมิภาค

    เปิดฉากวอลเลย์บอลชายหาดพัทยาโอเพ่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.01 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 24 เม.ย.69 ได้มีพิธีเปิดการแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดพัทยาโอเพ่น ประจำปี 2569 โดยมีนายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น รองประธานสภาเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธี และนายวิสิฐศักดิ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาการท่องเที่ยว กล่าวรายงาน  ร่วมด้วยสมาชิกสภาเมืองพัทยา นักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี 

    เมืองพัทยา โดยสำนักการท่องเที่ยวและกีฬา จัดการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลชายหาดพัทยาโอเพ่น ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 24 – 26 เมษายน 2569 ณ ชายหาดจอมเทียน บริเวณหน้าโรงแรมดีวารี เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวในเมืองพัทยาเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนชาวพัทยา ส่งเสริมเยาวชน และประชาชนให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการเล่นกีฬา พัฒนาทักษะ ประสบการณ์ให้กับนักกีฬา วอลเลย์บอลชายหาดของเมืองพัทยา 

    อีกทั้งยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการจัดการแข่งขันสู่ระดับสากล สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองพัทยาในด้านการเป็นเมืองกีฬา (Sports City) และการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประชาชนทั่วไป หญิง, ประชาชนทั่วไป ชาย และประชาชนทั่วไป ทีมผสม (4 คน) โดยทีมผู้ชนะจะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศและเงินรางวัลจากเมืองพัทยา 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473940&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nhvHRs49od6vehsq9TxPP

  • ไม่รอ’สงครามตะวันออกกลาง’ จบ ‘เคปแอนด์แคนทารี’ ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

    ไม่รอ’สงครามตะวันออกกลาง’ จบ ‘เคปแอนด์แคนทารี’ ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

    แม้สงครามตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว แต่กลุ่มโรงแรม เคปแอนด์แคนทารี ก็ยังมองถึงความจำเป็นในการเดินหน้าลงทุนสร้างโรงแรมใหม่

    รวมถึงการรีโนเวทโรงแรมหลายแห่ง เพื่อสร้างจุดขายรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวในอนาคต “ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล” หรือคุณแวว หัวเรือใหญ่ของ เคปแอนด์แคนทารี จะสะท้อนมุมมองการลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาทที่จะเกิดขึ้น

    ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล

    สงครามตะวันออกกลางฉุดบุ๊กกิ้งใหม่หด

    “ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล” เจ้าของและผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการกลุ่มโรงแรม ในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ (Cape & Kantary Hotels) ธุรกิจโรงแรมในกลุ่มเกษมกิจ เปิดใจถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ว่า ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรมในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางบินหลักในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    โดยจะพบว่าในช่วงเกิดสงครามตะวันออกกลาง มีการยกเลิกการจองโดยเฉพาะในภูเก็ต ช่วงนั้นมีอัตราการยกเลิกการจองเฉลี่ยอยู่ที่ 12% 

    เนื่องจากตลาดหลักเป็นนักท่องเที่ยวระยะไกล อย่าง ยุโรป เมื่อฮับบินตะวันออกกลางมีปัญหา ก็ทำให้นักท่องเที่ยวที่ต้องไปต่อเครื่องบินที่ตะวันออกกลางก่อนบินเข้าไทยสะดุด

    ขณะที่ปัญหาใหญ่ที่กำลังเผชิญ คือ ยอดจองใหม่ (New Booking) ไม่เข้า โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนนี้ เพราะสถานการณ์สงครามทำให้การเดินทางลำบากขึ้น และค่าเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น หากนักท่องเที่ยวถูกยกเลิกเที่ยวบิน การจะซื้อตั๋วใหม่มีต้นทุนที่สูงมาก ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง

    ไม่รอ'สงครามตะวันออกกลาง' จบ 'เคปแอนด์แคนทารี' ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

    ทั้งนี้โรงแรมระดับหรู ในเครือแบรนด์เคป อาจจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อสูงไม่ค่อยอ่อนไหวต่อราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้นหมื่นกว่าบาท แต่โรงแรมระดับรองลงมา เช่น แคนทารี จะได้รับผลกระทบชัดเจน

    เพราะหากลูกค้าไม่สามารถซื้อตั๋วใหม่ได้ก็จะไม่เดินทางมาเลย โรงแรมต้องกระจายความเสี่ยง ปรับกลยุทธ์ไปเน้นตลาดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เช่น ตลาดจีนและเอเชีย เพื่อทดแทนตลาดยุโรป 

    นอกจากนี้ธุรกิจโรงแรมก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันปรับตัวสูง โดยเริ่มเห็นการปรับตัวขึ้นของต้นทุนค่าอาหาร วัตถุดิบ และโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นประมาณ 5-10%

    ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

    คุณแวว กล่าวต่อว่า แม้จะมีผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ เคป แอนด์ แคนทารี ยังคงเดินหน้าลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ และปรับปรุงหลายโรงแรม เพื่อปรับโฉมโรงแรมให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อมองระยะยาวในการสร้างความยั่งยืน

    โดยจะเดินหน้าลงทุนโครงการใหญ่ในพัทยา มูลค่าการลงทุน 5,000 – 6,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมาเที่ยวพัทยาเพิ่มขึ้น และการเติบโตจากการพัฒนาในโครงการต่างๆของอีอีซีที่จะเกิดขึ้น

    โครงการนี้จะประกอบด้วย 2 แบรนด์โรงแรมในพื้นที่เดียว คือ เคป (Cape) ประมาณ 100 ห้อง และ แคนทารี (Kantary) ประมาณ 300 ห้อง รวมทั้งสิ้น 400 ห้อง มีสวนน้ำ เพื่อดึงดูดกลุ่มครอบครัว ห้องประชุมรองรับได้ 500-600 คน

    นอกจากนี้ยังมีแผนร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ สร้างจุดดึงดูดใหม่ๆ (Attractions) อาทิ บีชคลับ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการขอ EIA รอบใหม่ เพราะมีการปรับปรุงแบบใหม่ ให้ทันสมัยและมีจุดดึงดูดที่สู้กับคู่แข่งรายใหญ่ในพื้นที่ได้ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงกลางปี 2570 และเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2573

    ไม่รอ'สงครามตะวันออกกลาง' จบ 'เคปแอนด์แคนทารี' ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

    คุณแวว ย้ำว่า การเดินหน้าลงทุนโรงแรมในพัทยา ถือเป็นหมุดหมายใหม่ของเคปแอนด์แคนทารี ส่วนการลงทุนโรงแรมในภาคอีสาน ที่ก่อนหน้านี้มองไว้ที่อุดรธานี แต่จากการศึกษาความคุ้มค่าเชิงธุรกิจและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ก็ได้ข้อสรุปว่าจะไม่ไปลงทุนแล้ว

    เพราะราคาห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมในอุดรธานี อยู่ที่ราว 2,200 บาท เมื่อเทียบกับค่าก่อสร้างตึกสูงในปัจจุบันอยู่ที่ 700-800 ล้านบาท พบว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการคืนทุน ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ

    ขณะที่การลงทุนโรงแรมในพัทยาแม้จะต้องใช้งบลงทุนสูง ค่าก่อสร้างที่พัทยาอาจแพงกว่า 30% แต่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) พัทยาสามารถทำราคาห้องพักได้สูงถึง หลักหมื่นบาท ซึ่งหมายความว่าผลตอบแทนที่ได้รับกลับมานั้น มากกว่าการลงทุนโรงแรมในอุดรธานีเกิน 5 เท่า ทำให้การลงทุนในพัทยา “Make Sense” หรือสมเหตุสมผลมากกว่าในแง่ของการทำธุรกิจ

    รีโนเวทโรงแรม เคปหลังสวนภูเก็ต

    นอกจากนี้เคปแอนด์แคนทารี ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทรัพย์สินเดิม (Asset Value) โดยเฉพาะการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมีแผนจะรีโนเวท “เคป หลังสวน” ครั้งใหญ่ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนในระดับ 100 ล้านบาทปลายๆ โดยจะปรับเปลี่ยนจากห้อง One Bedroom ขนาดใหญ่มาเป็นห้องแบบ สตูดิโอ (Studio) มากขึ้น

    เนื่องจากข้อมูลพบว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่ต้องการห้องใหญ่ที่มีพื้นที่ครัว เพราะในย่านหลังสวนที่มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ครัวขนาดใหญ่ในห้องพักอีกต่อไป แต่ต้องการห้องที่สวย ทันสมัย ราคาเข้าถึงง่าย และอยู่ในทำเลใจกลางเมือง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ (Room Revenue) ให้สูงขึ้น ซึ่งจะทยอยรีโนเวท ไม่ได้ปิดปรับปรุงทั้งโรงแรม

    ไม่รอ'สงครามตะวันออกกลาง' จบ 'เคปแอนด์แคนทารี' ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

    ขณะเดียวก็กำลังทยอยปรับโรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต ซึ่งโรงแรมจะทยอยปรับปรุงไปเรื่อยๆ โดยไม่ปิดให้บริการทั้งหมด แผนสำหรับปีนี้คือการปรับปรุง ห้องพักในส่วนของ One Wing, Presidential Villa หลังจากที่ปีที่ผ่านมาได้ทำส่วนวิลล่า 10 หลังและร้านอาหาร “Top of the Reef” เสร็จไปแล้ว เพื่อสร้างจุดขายที่อลังการและยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียม

    เสนอรัฐบาลแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน

    สำหรับข้อเสนอแนะและมุมมองต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ คุณแวว มองว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา แต่คือการ

    เตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ยกตัวอย่าง เมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต ทุกวันนี้ประสบปัญหาน้ำประปาไม่ไหลทุกวัน จนโรงแรมต้องแบกรับภาระซื้อน้ำจากภายนอกเข้ามา

    โรงแรมในเครือ เคปแอนด์แคนทารี

    รวมถึงปัญหาไฟฟ้ากระตุกหรือดับบ่อยครั้ง ทำให้โรงแรมต้องใช้เครื่องปั่นไฟและแบกรับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ปัญหาการจราจรติดขัดรุนแรงจนส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    รวมไปถึงมองว่ารัฐบาลควรตรวจสอบความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ก่อนจะอนุญาตให้เปิดโรงแรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งใช้ทรัพยากรกับชุมชน ขอให้บังคับใช้กฏหมายอย่างเป็นธรรม

    เพราะปัจจุบันผู้ที่มีใบอนุญาตถูกต้องมักถูกตรวจสอบซ้ำซาก ในขณะที่สถานประกอบการผิดกฎหมายกลับไม่มีการกวาดล้างอย่างจริงจัง

    อีกทั้งรัฐบาลควรเปลี่ยนเป้าหมายจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว มาเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น และอยากให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมเรื่องของกลุ่ม Digital Nomad

    เนื่องจากการออกวีซ่าให้คนกลุ่มนี้ มีช่องว่างให้กลุ่มอาชญากรข้ามชาติ หรือกลุ่มมาเฟีย (เช่น รัสเซีย ยูเครน อิสราเอล) เข้ามาแฝงตัวทำธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การขายยาเสพติด หรือการค้าประเวณี หรือ เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในไทย

    ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการลงทุนของเคปแอนด์แคนทารี ที่เกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657570&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r7WaeFhxSn6WQJF65dhQQ

  • แม่ฮ่องสอนเร่งฟื้นฟู “ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ” รับฤดูท่องเที่ยว รองผู้ว่าฯ ลงพื้นที่คุมงาน

    แม่ฮ่องสอนเร่งฟื้นฟู “ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ” รับฤดูท่องเที่ยว รองผู้ว่าฯ ลงพื้นที่คุมงาน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/143676&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw309J951KhbzjARlv6YbwMK

  • รมว.ท่องเที่ยวเผยจ่อเสนอ ครม. ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ลดปัญหานักท่องเที่ยวไม่พึงประสงค์

    รมว.ท่องเที่ยวเผยจ่อเสนอ ครม. ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ลดปัญหานักท่องเที่ยวไม่พึงประสงค์

    วันนี้ (26 เมษายน) สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการทบทวน และมีแนวโน้มที่จะยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า ประเภท ผ. 60 วัน (แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 93 ประเทศ/ดินแดน) ในแต่ละประเทศให้มีความเหมาะสม หลังจากทดลองใช้มาระยะหนึ่งแล้ว โดยรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนมาหารือกันว่าควรปรับอย่างไร เพื่อลดปัญหาที่เกิดจากนักท่องเที่ยวไม่พึงประสงค์

    “ยืนยันว่าการยกเลิกฟรีวีซ่า ผ.60 จะไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยจะกลับไปทบทวนการให้ฟรีวีซ่าแก่ชาวต่างชาติแต่ละประเทศให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้ เนื่องจากต้องมีการแก้ไขมติ ครม.เดิมที่อนุมัติมาตรการผ่อนผันไว้ในรอบแรก” สุรศักดิ์ กล่าว

    สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่เที่ยวในประเทศไทยมีจำนวนวันพำนักตั้งแต่ 1-30 วัน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ส่วนกลุ่มที่พักนานเกิน 30 วันมีเพียง 10% เท่านั้น จึงต้องพิจารณาลดจำนวนวันพำนักในประเทศลงเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่แท้จริง โดยการเปิดให้นักท่องเที่ยวอยู่ในประเทศได้นานเกินไป อาจไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริงๆ แต่บางกลุ่มเข้ามาแย่งงานคนไทย หรือกลายเป็นนอมินีในบางกลุ่มธุรกิจได้ รวมถึงการเข้ามาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงต้องศึกษาเพื่อปรับลดวันพำนักให้เหมาะสมต่อไป

    ทั้งนี้ ส่วนตัวสนับสนุนให้เดินหน้าการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ เพราะเชื่อว่าจะมีผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย ยกตัวอย่างในหลายประเทศ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นแนวทางที่ใช้กันตามปกติ อาทิ ญี่ปุ่นที่มีการเก็บ Sayonara Tax ซึ่งมีแผนจะปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมนี้จาก 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน ไม่ได้ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ นโยบายนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีศักยภาพ มากกว่าการเน้นเพียงจำนวนคน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

    สำหรับมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) หรือ ฟรีวีซ่า เพื่อการท่องเที่ยว ทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้นไม่เกิน 60 วัน (ผ.60) ให้ชาวต่างชาติจาก 93 ประเทศ/ดินแดน สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อการท่องเที่ยวหรือติดต่อธุรกิจระยะสั้นได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่า พำนักได้นานไม่เกิน 60 วันต่อครั้ง และสามารถยื่นขอต่ออายุพำนักเพิ่มได้อีก 30 วัน ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tourism-minister-cancel-free-visa/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3szfhM6P6mG1EovBkq9JnN