Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ศุภจี” รับข้อเสนอสมาคมชาวนาฯ พร้อมพาฝ่าวิกฤตโลก ร่วมดูแลข้าวไทยทั้งระบบ : อินโฟเควสท์

    “ศุภจี” รับข้อเสนอสมาคมชาวนาฯ พร้อมพาฝ่าวิกฤตโลก ร่วมดูแลข้าวไทยทั้งระบบ : อินโฟเควสท์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยมีตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัดกว่า 200 ราย เข้าร่วมประชุม เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะของภาคเกษตรกร และเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายภาครัฐให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริง

    นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก

    สิ่งที่ต้องทำคือการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ จำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำ เพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

    รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ได้รับหนังสือข้อเสนอจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ทั้งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ และมาตรการระยะยาว 5 ข้อ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย ซึ่งบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับคณะรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และทันท่วงที

    • เดินหน้าดูแล “ต้นน้ำ” ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต

    ในส่วนของต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ และให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งสามารถผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร

    • หนุน “กลางน้ำ” แปรรูป-สร้างมูลค่าเพิ่มครบวงจร

    สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด

    ทั้งนี้ การแปรรูปไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งการแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น

    • เร่ง “ปลายน้ำ” ทำตลาด-พยุงราคา-ขยายส่งออก

    ในส่วนของปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการ “ซื้อนำตลาด” ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อุปสงค์-อุปทานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ เพื่อเร่งดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ควบคู่กับการจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก” เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง

    นอกจากนี้ ยังเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 ที่กว่า 7 ล้านตัน แม้เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์โลก พร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงการซื้อขาย

    • พร้อมผลักดัน “ข้าวประณีต” สร้างมูลค่าเพิ่ม

    นางศุภจี งผลักดันแนวคิด “ข้าวประณีต” ซึ่งเป็นข้าวที่มีการพัฒนาเรื่องคุณภาพ เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง เพราะข้าวไทยมีศักยภาพมาก หากเราสร้างเรื่องราว ใส่นวัตกรรม และทำตลาดอย่างเหมาะสม จะสามารถยกระดับราคาขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

    นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการดูแลเรื่องต้นทุนปัจจัยการเกษตรว่า กรมการค้าภายใน ได้เตรียมกิจกรรม ช่วยลดปัจจัยการผลิตของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะสินค้าข้าว ในโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร

    ทั้งนี้ โครงการเตรียมเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 69 โดยในระยะแรก (เฟสแรก) จะจัดจำหน่ายรวม 30 แห่ง โดยในเดือนพฤษภาคมกำหนดจัดแล้ว 10 จังหวัด ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติมในระยะถัดไป เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/587969&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FVBZG-qSIjsr3IEkY8k5_

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์ก: จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด วันจันทร์ 27 เม.ย.

    ตลาดหุ้นนิวยอร์ก: จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด วันจันทร์ 27 เม.ย.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/143599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DUN4DSpzTJA5CbiSHwzO1

  • ตลาดนัดเชียงใหม่คึกคัก รับข่าวดีคนละครึ่งพลัส พ่อค้าแม่ค้า ตั้งความหวังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ตลาดนัดเชียงใหม่คึกคัก รับข่าวดีคนละครึ่งพลัส พ่อค้าแม่ค้า ตั้งความหวังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    บรรยากาศตลาดนัดเชียงใหม่ คึกคักรับข่าวดีคนละครึ่งพลัส พ่อค้าแม่ค้า ตั้งความหวังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังซบเซามานาน

    บรรยากาศตามตลาดนัดที่จังหวัดเชียงใหม่ ดูคึกคักขึ้นมาทันทีหลังทราบข่าวรัฐบาลเตรียมใช้โครงการคนละครึ่งพลัสในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ พ่อค้าแม่ค้าต่างดีใจเพราะเชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยเยียวยาปัญหาค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้คึกคักมากขึ้น หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจทำให้การค้าขายซบเซามานาน

    แม่ค้าตลาดนัดย่านบิสสิเนสพาร์ค ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ บอกว่า รอคอยโครงการนี้มานานแล้ว ดีใจที่จะได้กลับมาใช้อีก ภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาคนซื้อของน้อยลงเพราะต้องประหยัดเงินในกระเป๋า เชื่อว่าโครงการนี้จะทำให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลดีกับยอดขายของพ่อค้าแม่ค้าที่จะเพิ่มมากขึ้น

    ส่วนเงื่อนไขที่ปรับเปลี่ยนมาแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 นาน 4 เดือน มองว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจแล้ว เพราะเข้าใจว่ารัฐบาลก็ลำบากอยู่ยังดีกว่าไม่ช่วยเหลือเยียวยาอะไรเลย ขณะที่แม่ค้าบางรายมองว่าแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท น้อยเกินไปไม่น่าจะพอใช้จ่าย เพราะทุกวันนี้ข้าวของก็แพงขึ้นทำให้ต้องจ่ายมากขึ้น อยากให้จ่ายครั้งเดียว 4,000 บาท หรือ แบ่งสองเดือนเดือนละ 2,000 บาท มากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3924261/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z6P28iPo-vjZKVvOvxgGS

  • จัดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าขาดฟื้นฟูเชิงโครงสร้าง

    จัดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าขาดฟื้นฟูเชิงโครงสร้าง

    จัดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าขาดฟื้นฟูเชิงโครงสร้าง

    จัดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าขาดฟื้นฟูเชิงโครงสร้าง

    ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ถาโถมจากหลายทิศทาง รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ ในการประคองและฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ผันผวนสูง หรือ แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเครื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีทิศทางและแม่นยำมากขึ้น มิใช่เพียงเพื่อพยุงการเติบโตในระยะสั้น แต่เพื่อวางฐานความแข็งแกร่งในระยะยาว กำลังซื้อของประชาชนยังไม่กลับมา ภาคครัวเรือนเผชิญภาระหนี้สูง ขณะที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ยังคงขาดสภาพคล่อง การปล่อยให้กลไกตลาดฟื้นตัวเองตามลำพัง อาจไม่ทันต่อแรงกดดันทั้งในและนอกประเทศ

    มาตรการกระตุ้นจึงต้อง “ตรงจุด” มากกว่า “กระจายทั่วไป” การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ควรมุ่งไปยังกลุ่มที่มีแนวโน้มใช้จ่ายจริง เช่น ฐานรากและแรงงานนอกระบบ ควบคู่กับการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพื่อให้เงินหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใน

    จังหวะเช่นนี้ “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น” จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐเลือกใช้ เพื่อเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ และกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนในวงกว้าง

    มาตรการอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” และ “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นการต่อยอดนโยบายเดิม ที่เคยได้ผลในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยเน้นการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าชุมชน พร้อมทั้งช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน

    ขณะเดียวกัน การปรับเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 400 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นอีกก้าวที่สะท้อนความพยายามของรัฐในการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นฐานกำลังซื้อสำคัญในระบบเศรษฐกิจระดับล่าง

    อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “มีมาตรการหรือไม่” แต่อยู่ที่ “มาตรการเหล่านี้เพียงพอหรือยั่งยืนเพียงใด” เพราะแม้มาตรการกระตุ้นจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระยะสั้น แต่หากขาดการฟื้นฟูเชิงโครงสร้าง เช่น การยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน หรือ การดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เศรษฐกิจไทยก็อาจกลับเข้าสู่วงจรชะลอตัวได้อีกครั้ง

    อีกทั้ง ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากการใช้นโยบาย “ยาแรง” ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตา รัฐจำเป็นต้องบริหารสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ กับ การรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงในระยะยาว

    ในมุมของภาคเอกชน สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น แต่คือ ความชัดเจนของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในระยะยาว ความต่อเนื่อง และความเชื่อมั่นที่รัฐสามารถสร้างได้

    ท้ายที่สุด การฟื้นเศรษฐกิจในภาวะวิกฤต ไม่อาจพึ่งพา “ยาแรง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างมาตรการเฉพาะหน้า และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป

    โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่แค่การ “กระตุ้น” แต่คือการ “ปรับฐาน”เศรษฐกิจไทยให้แข็งแรงพอที่จะรับมือกับความผันผวนในอนาคต เพราะในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ความยั่งยืนย่อมสำคัญกว่าการเติบโตแบบเร่งด่วนเพียงชั่วคราว

    บทบรรณาธิการ หน้า 4  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46  ฉบับที่ 4,195 วันที่ 26 -29 เมษายน พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/657528&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YcVJ_ZBDaMlIr5AAzdB2g

  • SCB EIC คาด GDP ไทยปี 69 โต 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงสงคราม

    SCB EIC คาด GDP ไทยปี 69 โต 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงสงคราม

    EIC คง GDP ไทยปี 69 โต 1.4%
    สงครามตะวันออกกลางกดดันท่องเที่ยว-ความเชื่อมั่น รัฐเร่งใช้การคลังพยุงเศรษฐกิจ

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Economic Intelligence Center) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มส่งผลกระทบชัดขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ความเชื่อมั่น และต้นทุนพลังงาน ขณะที่บทบาทนโยบายการคลังมีความสำคัญมากขึ้นในการประคองเศรษฐกิจ

    ท่องเที่ยวสะดุด ส่งออกเริ่มแผ่ว

    ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงต้นเดือนเมษายนปรับลดลงชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป จากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น

    ด้านการส่งออกไปตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมหดตัวแรง แม้ภาพรวมยังขยายตัวได้จากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงภาษีผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม การนำเข้าขยายตัวสูงกว่า สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในระยะถัดไป

    ความเชื่อมั่นดิ่ง ธุรกิจ-แรงงานอ่อนแรง

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจปรับลดลงแรง โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้า ‘ต่ำกว่าปัจจุบัน’ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

    ตลาดแรงงานยังเปราะบาง อัตราว่างงานปรับสูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจเปิดใหม่ลดลง แต่การเลิกกิจการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้น แม้ราคาน้ำมันในประเทศเริ่มลดลง แต่ยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม และค่าไฟมีแนวโน้มปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มทยอยขึ้นราคา

    รัฐเดินหน้า ‘4T’ ใช้การคลังพยุงเศรษฐกิจ

    รัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรการลดผลกระทบ เช่น การลดค่าครองชีพ, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, อุดหนุนพลังงานเฉพาะกลุ่ม, โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)” พร้อมสื่อสารกรอบนโยบาย ‘4T’ เน้นใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้า และลงทุนระยะยาว เช่น เศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล และการพัฒนาทักษะแรงงาน ตั้งเป้ายกระดับ GDP ให้เติบโตเกิน 3% ในระยะยาว

    ทั้งนี้ รัฐบาลอาจพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะ หรือออกมาตรการกู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โลก

    เครดิตเรตติงยังทรงตัว แต่ต้องจับตา

    Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable สะท้อนเสถียรภาพต่างประเทศที่ยังแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจอ่อนแรงและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ต้องติดตามมุมมองของ Fitch Ratings อย่างใกล้ชิด หลังปรับ Outlook ไทยเป็น Negative ในปีก่อน

    กนง. จ่อคงดอกเบี้ย 1% ใช้ Wait-and-see

    EIC ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธนาคารแห่งประเทศไทย จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจาก…
    • เงินเฟ้อยังไม่กดดันรุนแรง
    • เสถียรภาพต่างประเทศยังดี
    • เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    พร้อมมีแนวโน้มใช้ ‘มาตรการเฉพาะจุด’ มากขึ้น เพื่อช่วยภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

    เศรษฐกิจโลกชะลอ กดดันไทยต่อเนื่อง

    EIC คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 โต 2.5% ลดลงจาก 2.9% ในปีก่อน จากผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนพลังงานสูงขึ้น

    เศรษฐกิจประเทศหลักมีแนวโน้มชะลอลงแตกต่างกัน โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญดังนี้
    • สหรัฐฯ ชะลอตามตลาดแรงงาน
    • ยูโรโซนถูกกดดันจากภาคการผลิต
    • จีนชะลอจากอุปสงค์ในประเทศ
    • ญี่ปุ่นเริ่มเผชิญความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ

    ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินทั่วโลกเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มดำเนินนโยบายดังนี้
    • Federal Reserve อาจลดดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยปลายปี
    • European Central Bank มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย
    • Bank of Japan อาจทยอยขึ้นดอกเบี้ย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scb-eic-gdp-thai-2569-1-4-war-risk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n6c-DGoLcKRafiW4b9ZsB

  • แพร่ประเดิมสนามแรก! ‘วิ่งมูเตรัน’ คึกคัก นักวิ่งแห่รับบุญ-เสริมบารมี กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวล้านนา | TOPNEWS

    แพร่ประเดิมสนามแรก! ‘วิ่งมูเตรัน’ คึกคัก นักวิ่งแห่รับบุญ-เสริมบารมี กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวล้านนา | TOPNEWS

    รองผู้ว่าฯ แพร่ เปิดงานวิ่งสายมูสนามแรก “วิ่งมูเตรัน วิ่งรับบุญ เสริมบารมี วิถีล้านนา” ชูเส้นทางผ่านวัดเก่าแก่รอบเมืองเก่า หวังใช้กีฬาและศรัทธาดึงนักท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ชุมชนในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ​คึกคักรับอรุณ! วิ่งผ่านวัดดังเสริมสิริมงคล

    เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ณ สวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่ นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “วิ่งมูเตรัน วิ่งรับบุญ เสริมบารมี วิถีล้านนา” สนามที่ 1 จังหวัดแพร่ โดยมีนักวิ่งและนักท่องเที่ยวสายบุญเข้าร่วมอย่างเนืองแน่น

    ​กิจกรรมครั้งนี้จัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านมิติการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพบนฐานวัฒนธรรมล้านนา โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เส้นทางวิ่งซึ่งผ่านสถานท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและวัดสำคัญในเขตเมืองเก่า อาทิ: ​วัดศรีชุม, วัดหัวข่วง, วัดสวรรค์นิเวศ,​วัดจอมสวรรค์, วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร,​วัดศรีบุญเรือง และวัดพระนอน ​จัดเต็ม 2 ระยะทาง สัมผัสอัตลักษณ์เมืองเก่า

    ​สำหรับการแข่งขันในสนามนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะทาง ได้แก่: ​Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร เน้นการมีส่วนร่วมและชมบรรยากาศเมือง, ​Mini Marathon ระยะทาง 10 กิโลเมตร สำหรับนักวิ่งที่ต้องการความท้าทายพร้อมซึมซับมนต์เสน่ห์วิถีล้านนา

    ​กิจกรรมนี้นอกจากจะส่งเสริมสุขภาพแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามเส้นทาง ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว (Value Added) และกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการร้านค้าและชุมชนในจังหวัดแพร่โดยตรง

    ​ลุยต่ออีก 3 สนาม “น่าน-พะเยา-เชียงราย” ​โครงการ “วิ่งรับบุญ เสริมบารมี วิถีล้านนา มูเตรัน” ยังมีกำหนดการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในอีก 3 จังหวัด เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวภาคเหนือ ดังนี้:
    ​สนามที่ 2 จ.น่าน: วันที่ 2-3 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกีฬาชุมชนบ้านดอนแก้ว อ.ปัว
    ​สนามที่ 3 จ.พะเยา: วันที่ 9-10 พฤษภาคม 2569 ณ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา อ.เมือง
    ​สนามที่ 4 จ.เชียงราย: วันที่ 16-17 พฤษภาคม 2569 ณ สวนสาธารณะเชียงแสน อ.เชียงแสน

    ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและวัฒนธรรมของกลุ่มภาคเหนือตอนบน 2 ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1557977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n8ty2kWzhsH5HLi8MiHrr

  • ขอเริ่มที่ตัวเอง! ตัน ภาสกรนที ประกาศลดเงินเดือนตัวเอง 50% 3 เดือน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    ขอเริ่มที่ตัวเอง! ตัน ภาสกรนที ประกาศลดเงินเดือนตัวเอง 50% 3 เดือน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.05 น.

    วันที่ 25 เมษายน 2569 นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โพสต์เฟซบุ๊กประกาศลดเงินเดือนตัวเอง 50% 3 เดือน 

    โดยระบุว่า  ผมขอเริ่มที่ตัวเองก่อน ด้วยการลดเงินเดือน 50% ในช่วง 3 เดือนนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้พนักงานทุกคนตระหนักถึงสถานการณ์ ทุกคนต้องช่วยกันทำ Cost Saving ในช่วงที่ลำบาก ..ตลอด 15 ปีของอิชิตัน ผมและพนักงานอิชิตัน เราก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ด้วยการบริหารจัดการอย่างรอบคอบเสมอ เรายังเชื่อมั่นว่า ..มีโอกาสสำหรับคนที่เตรียมพร้อม

    ด้วยความเข้มงวดในการบริหารจัดการ ทำให้ ICHI สามารถจ่ายเงินปันผลเพิ่ม 0.55 บาท ให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อแสดงคำขอบคุณที่เดินทางร่วมกันมาตลอด

    และขอบคุณคนไทยทุกคนที่สนับสนุนอิชิตันครับ เราจะสู้และอยู่เคียงข้างกันแบบนี้ตลอดไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/960670&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sY2Uoq4OfFX_tjb1-XCyA

  • สื่อจีนประโคม หวัง อี้ ถก อนุทิน หนุนไทยพัฒนาเศรษฐกิจ-ปราบฉ้อโกงออนไลน์

    สื่อจีนประโคม หวัง อี้ ถก อนุทิน หนุนไทยพัฒนาเศรษฐกิจ-ปราบฉ้อโกงออนไลน์

    สื่อจีนประโคม หวัง อี้ ถก อนุทิน หนุนไทยพัฒนาเศรษฐกิจ-ปราบฉ้อโกงออนไลน์

    สื่อจีนประโคม หวัง อี้ ถก อนุทิน หนุนไทยพัฒนาเศรษฐกิจ-ปราบฉ้อโกงออนไลน์

    พลโท ดร.ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และการป้องกันประเทศ ได้ประมวลและนำเสนอกรณี สื่อของจีนนำเสนอข่าวว่า นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ของไทย ได้พบกับ นายหวัง อี้ กรรมการกรมการเมือง คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อวันที่ 24 เม.ย.69 ณ กรุงเทพฯ

    โดยนายกรัฐมนตรีไทย ขอให้ นายหวัง อี้ ถ่ายทอดความปรารถนาดีไปยังผู้นำจีน และกล่าวว่าปีที่แล้วประเทศไทยและจีนได้ร่วมกันเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่สำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคี 

    ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเยือนจีนที่ประสบความสำเร็จและนายกรัฐมนตรีได้ร่วมเดินทางตามเสด็จไปด้วย โดยได้สัมผัสถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างไทยและจีน ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ผันผวนในปัจจุบัน 

    ประเทศไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ และยินดีที่จะร่วมมือกับจีน ในการดำเนินการตามฉันทามติที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้บรรลุไว้ เสริมสร้างความสอดคล้องของยุทธศาสตร์การพัฒนา เพิ่มความร่วมมือในด้านต่างๆ ต่อสู้กับการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมอย่างเด็ดขาด และกระชับมิตรภาพระหว่างไทยและจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 

    โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณต่อความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของจีน ในการช่วยเหลือประเทศไทยและกัมพูชาในการจัดการความขัดแย้งชายแดนอย่างเหมาะสม และหวังว่าจีนจะยังคงมีบทบาทที่สร้างสรรค์ต่อไป

    ในขณะที่ นายหวัง อี้ กล่าวเป็นอันดับแรกถึงคำทักทายอย่างอบอุ่นจากผู้นำจีน โดยระบุว่า การเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีที่แล้วประสบความสำเร็จ ถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน 

    จีนเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้สำหรับประเทศไทยมาโดยตลอด และแนวคิด “จีนและไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน” ได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงจากสาธารณชนและสังคม แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่กว้างขวางยิ่งขึ้น 

    ในสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและผันผวน จีน ยินดีที่จะทำงานร่วมกับประเทศไทยเพื่อเคารพ เชื่อใจ และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ส่งเสริมมิตรภาพอันยาวนาน เสริมสร้างความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น พลังงานใหม่ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และการเกษตร และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทย ที่มีอนาคตร่วมกันที่มั่นคง เจริญรุ่งเรือง และยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างคุณูปการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องต่อเสถียรภาพและการพัฒนาของภูมิภาค

    นอกจากนี้ นายหวัง อี้ ยังได้กล่าวว่า จีนจะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีในการนำรัฐบาลไทยชุดใหม่เร่งพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    รวมทั้งแสดงความหวังว่า ประเทศไทยจะเร่งดำเนินการต่อต้านการพนันออนไลน์ และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย

    ในฐานะที่เป็นมิตรประเทศของทั้งไทยและกัมพูชา จีนยินดีที่จะให้การสนับสนุนเวทีสำหรับการเจรจา ฟื้นฟูความไว้วางใจ และปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายต่อไป

    (ข้อมูลจากเว็บไซต์ https://mp.weixin.qq.com/s/T4tIkDKc8EnfDeQU49d5dA )

    ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก พลโท ดร.ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/657505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KQELaOcbzgvBa-dHXHtIr

  • “วันไหลธัญบุรี” เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่! นักท่องเที่ยวนับหมื่นแห่เล่นน้ำแน่นริมเขื่อน

    “วันไหลธัญบุรี” เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่! นักท่องเที่ยวนับหมื่นแห่เล่นน้ำแน่นริมเขื่อน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/143657&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11qMJMWIEkD_meWBEV2Bms

  • จ.แพร่ ถือฤกษ์สนามแรก “วิ่งมูเตรัน วิ่งรับบุญ เสริมบารมี วิถีล้านนา” คึกคัก

    จ.แพร่ ถือฤกษ์สนามแรก “วิ่งมูเตรัน วิ่งรับบุญ เสริมบารมี วิถีล้านนา” คึกคัก

    จ.แพร่ ถือฤกษ์สนามแรก “วิ่งมูเตรัน วิ่งรับบุญ เสริมบารมี วิถีล้านนา” คึกคัก กระตุ้นการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชน

    วันที่ 26 เมษายน 2569 ที่สวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “วิ่งมูเตรัน วิ่งรับบุญ เสริมบารมี วิถีล้านนา” สนามที่ 1 จังหวัดแพร่ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 จัดขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านมิติการท่องเที่ยว ตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพบนฐานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศให้เกิดรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่

    ภายในงานมีการแข่งขันวิ่ง 2 ระยะ ได้แก่ Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ Mini Marathon ระยะทาง 10 กิโลเมตร โดยเส้นทางวิ่งผ่านแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาที่สำคัญของจังหวัดแพร่ อาทิ วัดศรีชุม วัดหัวข่วง วัดสวรรค์นิเวศ วัดจอมสวรรค์ วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร วัดศรีบุญเรือง และวัดพระนอน สะท้อนอัตลักษณ์เมืองเก่าที่มีชีวิตและความงดงามของวัฒนธรรมล้านนา พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่

    ทั้งนี้กิจกรรม “วิ่งรับบุญ เสริมบารมี วิถีล้านนา มูเตรัน” เป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและวัฒนธรรมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดยมีกำหนดจัดต่อเนื่องอีก 3 สนาม ได้แก่จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 2-3 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกีฬาชุมชนบ้านดอนแก้ว อำเภอปัว จังหวัดพะเยา วันที่ 9-10 พฤษภาคม 2569 ณ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา อำเภอเมืองพะเยา และจังหวัดเชียงราย วันที่ 16-17 พฤษภาคม 2569 ณ สวนสาธารณะเชียงแสน อำเภอเชียงแสน เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสทั้งสุขภาพ ความศรัทธา และวัฒนธรรมล้านนาในพื้นที่ภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3924223/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09Yg_z4-W6jRqZ2T7Fbw_J