Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นิด้าโพล หนุนมาตรการช่วยค่าครองชีพยุค “อนุทิน” ปลื้มดอกเบี้ยคนละครึ่ง-อุดหนุนน้ำมัน แต่บัตรสวัสดิการฯ 400 บาท ยังน้อยไป

    นิด้าโพล หนุนมาตรการช่วยค่าครองชีพยุค “อนุทิน” ปลื้มดอกเบี้ยคนละครึ่ง-อุดหนุนน้ำมัน แต่บัตรสวัสดิการฯ 400 บาท ยังน้อยไป


    นิด้าโพลเผย ประชาชน หนุนมาตรการช่วยค่าครองชีพยุค “อนุทิน” พอใจ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”ภาคเกษตร และการอุดหนุนค่าน้ำมันกลุ่มขนส่งสาธารณะ แต่มองเพิ่มบัตรสวัสดิการฯ เป็น 400 บาท ยังน้อยไป

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจเรื่อง “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 – 21 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพของรัฐบาล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ “มาตรการช่วยค่าครองชีพ” สำหรับประชาชน ภาคการเกษตรและภาคการขนส่ง ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า

    1 โครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับภาคการเกษตร ไม่เกิน 100,000 บาท โดยประชาชนจ่ายดอกเบี้ย 3% และรัฐจ่ายให้ 3% ตัวอย่าง ร้อยละ 71.30 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.43 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.09 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.18 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถว ใน กทม./รถมินิบัส รถตู้โดยสาร ใน กทม. และจังหวัดต่อเนื่องเหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 68.78 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.27 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 10.92 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.03 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทมินิบัสหรือรถตู้โดยสาร เหมาจ่าย 3,600 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 66.87 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 16.49 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.78 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.86 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    4 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทรถบัสเหมาจ่าย 5,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.50 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.12 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 12.44 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    5 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก น้อยกว่า 10 ล้อ (รวมรถกระบะ) เหมาจ่าย 3,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.26 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.37 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 7.18 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 5.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    6 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถแท็กซี่ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.- 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 64.12 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 15.73 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 13.20 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 6.95 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    7 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางระหว่างจังหวัด (กทม. – จังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 700 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 63.89 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.98 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 6.26 ระบุว่า มากเกินไป

    8 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เหมาจ่าย 6,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.51 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 18.17 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 11.76 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.56 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    9 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะเหมาจ่าย 842 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.- 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.14 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.79 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.02 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 4.05 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    10 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางข้ามจังหวัด (ระหว่างจังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 500 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 59.85 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.63 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 5.80 ระบุว่า มากเกินไป

    11 ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV ตัวอย่าง ร้อยละ 56.49 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 19.92 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 14.35 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 9.24 ระบุว่า น้อยเกินไป

    12 เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. – 12 พ.ค. 2569 ตัวอย่างร้อยละ 54.27 ระบุว่า น้อยเกินไป รองลงมา ร้อยละ 39.09 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 1.60 ระบุว่า มากเกินไป

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46 – 59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.88 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.36 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.76 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.95 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.15 สมรส และร้อยละ 2.90 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.27 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 33.21 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.98 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.05 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 6.26 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.62 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.47 ประกอบอาชีพพนักงาเอกชน ร้อยละ 22.06 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.77 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.50 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.24 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.34 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.78 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.97 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 11.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 33.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 12.29 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 5.19 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 3.97 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 – 50,000 บาท ร้อยละ 2.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001 – 60,000 บาท ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001 – 70,000 บาท ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001 – 80,000 บาท ร้อยละ 1.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.56 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MxMhIN_dxQtyVHFyHedVd

  • ราคาน้ำมันดิบ 25/04/69 จับตาทิศทางก่อนเปิดตลาด

    ราคาน้ำมันดิบ 25/04/69 จับตาทิศทางก่อนเปิดตลาด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/143601&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21bWYBc5n5q7Iurzg0W_y3

  • ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,195 ระหว่างวันที่ 26-29 เม.ย. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** ในห้วงเวลาที่โลกกำลังร้อนระอุ ไม่ต่างจากอุณหภูมิบ้านเรา ทั้งจากแรงปะทะของ “สงครามตะวันออกกลาง” ไปจนถึง “ราคาพลังงาน” ที่ไต่ระดับสูงขึ้น ข่าวดีของ “เศรษฐกิจไทย” อาจไม่ได้หวือหวา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี อย่างน้อยที่สุด การที่ “มูดี้ส์” สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ “เครดิตเรตติ้ง” ระดับโลก ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” พร้อมคงอันดับไว้ที่ระดับ Baa1 ก็เปรียบเสมือน “สัญญาณบวก” ในวันที่หลายประเทศยังต้องฝ่าคลื่นลมแรง

    *** การปรับมุมมองของ “มูดี้ส์” ครั้งนี้ ได้ปัจจัยหนุนจากความเสี่ยงภายนอกที่ลดลง โดยเฉพาะกำแพงภาษีสหรัฐที่แรงกดดันลดลง ในขณะที่การส่งออกไทย ปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 11.9% จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก อีกปัจจัยที่มูดี้ส์ตัดสินใจขยับ Outlook ไทยขึ้นไปเท่ากับเมื่อต้นปีที่แล้ว คือ ความชัดเจนทางการเมือง

    โดยชี้ว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในสภาช่วยลดความผันผวนทางการเมือง และเพิ่มโอกาสในการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันไทยยังเริ่มเห็นการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน ในปี 2568 เติบโตสูงถึง 66% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะยาว

    *** แต่ “มูดี้ส์” ก็เตือนว่า ไม่ควรประมาทเกินไป เพราะภายใต้ความกังวลที่ลดลง ไทยยังคงต้องเผชิญกับ “ภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ” โดยคาดการณ์ว่า จีดีพีของไทย ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.5% และในปี 2570 ก็อาจจะโตได้เพียงแค่ 2.2% ถือว่าค่อนข้างต่ำ ปัญหานี้มีรากฐานมาจากโครงสร้างที่อ่อนแอ ทั้งการขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน “หนี้ครัวเรือน” ที่อยู่ในระดับสูง และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ลดลงจาก 3% ในช่วงก่อนโควิด-19 เหลือเพียงประมาณ 2.5%

    *** อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า แสดงให้เห็นว่า พื้นฐานของประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง ดังนั้นเราต้องเสริมความแข็งแกร่งนี้ขึ้นไป การที่เขาจัดลำดับดีขึ้นมา ทำให้เรื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศในทุกมิติจะทำให้มีผลที่ดีขึ้น

    *** อย่างไรก็ตาม “ว.เชิงดอย” เห็นว่า การที่ไทยได้ “เครดิตเชิงบวก” ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง หากแต่เป็นเพียง “บันไดขั้นแรก” ที่เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติกล้าตัดสินใจมากขึ้น เมื่อความเสี่ยงลดลงในสายตา “มูดี้ส์” ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศก็มีแนวโน้มดีขึ้น ความเชื่อมั่นในพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้น และที่สำคัญคือ “เม็ดเงินลงทุนโดยตรง” (FDI) มีโอกาสไหลเข้าได้ง่ายขึ้น  แต่ภาพใหญ่ยังไม่ใช่เรื่องให้วางใจ

    เพราะอีกด้านหนึ่ง “แรงกดดัน” กำลังถาโถม ทั้งสงครามที่กระทบราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ …จังหวะนี้รัฐบาลต้องเร่งแปลง “ความเชื่อมั่น” ให้เป็นการลงทุนจริง ภาคเอกชนต้องแปลงโอกาสให้เป็นการขยายธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจต้องแปลงเสถียรภาพให้เป็นการเติบโต

    *** รอช้าไม่ได้…และแล้ว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็ได้ออกมาประกาศชัด “โครงการคนละครึ่งพลัส” จะเปิดลงทะเบียนได้ช่วงเดือน พ.ค. 2569 และเริ่มใช้จ่ายจริงได้ 1 มิ.ย. 2569 โดยรอบนี้จะเน้นช่วยเหลือแบบ “เยียวยา” เปลี่ยนชื่อโครงการจาก “คนละครึ่งพลัส” เป็น “ไทยช่วยไทยพลัส”  ประชาชนจ่าย 40 รัฐจ่าย 60 เพิ่มระยะเวลาจาก 2 เดือน เป็น 4 เดือน ทั้งนี้จะจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวมเป็น 4,000 บาท 

     *** “เอกนิติ” ย้ำว่า กระทรวงการคลังได้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับรองรับวิกฤตเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจลากยาว และส่งผลกระทบต่ออเงินเฟ้อ และ จีดีพี เป็นบกลาง 2.5 หมื่นล้านบาท และ การทำ พ.ร.บ.โอนงบ 2569 ซึ่งจะเริ่มเห็นตัวเงินชัดหลัง 30 เม.ย.นี้

    นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินสูงสุด 5 แสนล้านบาท ในช่วงเดือน เม.ย. ถึง ก.ย.เพื่อเป็นเครื่องมือรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และเพื่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยจะไม่มีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% ของจีดีพี เนื่องจากยังมีช่องว่างทางการคลังเพียงพอ…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/657523&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kv4R2iwqKowpZqFsLBsX8

  • วิจัยเผย “ระยะเวลาทอง” ควรให้นมแม่นานแค่ไหน? ช่วยลูกอัปคะแนนเลข-การอ่าน

    วิจัยเผย “ระยะเวลาทอง” ควรให้นมแม่นานแค่ไหน? ช่วยลูกอัปคะแนนเลข-การอ่าน

    งานวิจัยเผย “ระยะเวลาทอง” ของการให้นมแม่ กุญแจสำคัญสู่คะแนนคณิต-การอ่านที่ดีกว่าของลูกน้อย

    แม้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จะยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “นมแม่ดีที่สุด” แต่คำถามที่ว่าควรให้นมนานแค่ไหนถึงจะ “เพอร์เฟกต์” (6 เดือน? 1 ปี? หรือนานกว่านั้น?) ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาตลอด

    ล่าสุด งานวิจัยใหม่จากประเทศจีนอาจช่วยให้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่า “ยิ่งให้นมนาน ยิ่งส่งผลดีต่อสติปัญญา” โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้น้อย

    ยิ่งนาน ยิ่งได้เปรียบในห้องเรียน

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลระดับชาติในจีน นักวิจัยพบว่าเด็กช่วงอายุ 10-15 ปี ที่ได้กินนมแม่เป็นระยะเวลานาน มีทักษะการคำนวณและภาษาที่โดดเด่นกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่สูงนัก จะได้รับประโยชน์นี้อย่างเห็นได้ชัดเมื่อทำแบบทดสอบทางสติปัญญา

    ดร. แอนดรูว์ อาเดสแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์และพฤติกรรม ระบุว่างานวิจัยนี้ช่วยตอกย้ำความจริงที่หลายคนอาจมองข้ามว่า “ไม่ใช่แค่การเลือกระหว่างนมแม่กับนมผง แต่ระยะเวลาในการให้คือตัวแปรสำคัญ”

    • มาตรฐานที่ควรจะเป็น: สมาคมกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน (AAP) สนับสนุนให้ให้นมแม่ติดต่อกันอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป

    • สถานการณ์จริง: ในสหรัฐฯ มีคุณแม่เพียง 35% เท่านั้นที่สามารถทำได้ เนื่องจากอุปสรรคทางร่างกาย (อาการเจ็บหัวนม/น้ำนมน้อย) และอุปสรรคทางสังคม (ขาดการลาคลอด/ขาดแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง)

    ทำไมต้อง “นานกว่า 6 เดือน”?

    งานวิจัยในประเทศร่ำรวยมักถูกมองว่าผลลัพธ์อาจคลาดเคลื่อน เพราะแม่ฐานะดี (ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ที่ดีอยู่แล้ว) มักเป็นกลุ่มที่ให้นมแม่ได้นานกว่า แต่ในจีนผลกลับตรงกันข้าม คือแม่ฐานะยากจนมักให้นมแม่นานกว่า ซึ่งผลการศึกษาพบว่าเด็กกลุ่มนี้กลับมีพัฒนาการทางสมองที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

    iStockphoto

    เหตุผลเบื้องหลังความฉลาด:

    • โภชนาการที่เหนือชั้น: นมแม่คือ “ยาเฉพาะบุคคล” ที่ปรับสูตรมาเพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ มีสารอาหารที่นมผงเลียนแบบไม่ได้

    • เกราะป้องกันโรค: นอกจากบำรุงสมองแล้ว นมแม่ยังสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน หอบหืด และมะเร็งในเด็ก

    ดีต่อลูก และดีต่อแม่ด้วย

    การให้นมแม่เป็นระยะเวลานานไม่ได้สร้างแค่ “ไอน์สไตน์ตัวน้อย” แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพคุณแม่เองในระยะยาว:

    • ประโยชน์ทันที: ลดความเสี่ยงเต้านมอักเสบ คัดตึง และช่วยเรื่องสุขภาพจิต

    • ประโยชน์ระยะยาว: ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และโรคหัวใจ

    แม้คุณแม่บางท่านอาจมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถให้นมแม่ได้ แต่ ดร. เอเดสแมน ย้ำชัดว่า “ยิ่งคุณแม่ให้นมได้นานเท่าไหร่ ทั้งแม่และลูกก็จะได้รับประโยชน์มหาศาลมากขึ้นเท่านั้น”

    แหล่งอ้างอิง

    1. New York Post

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885794/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RsfAH1JLTPUFrEKAoLbsU

  • สอวช. จับมือ มจธ. เปิดหลักสูตร STIP08 ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ รับมือวิกฤตโลกด้วยแนวคิด Mission-Oriented

    สอวช. จับมือ มจธ. เปิดหลักสูตร STIP08 ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ รับมือวิกฤตโลกด้วยแนวคิด Mission-Oriented

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 8 (STI Policy Design: STIP08) มุ่งพัฒนานักนโยบายรุ่นใหม่ให้สามารถขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความท้าทายระดับโลก ด้วยแนวทางนโยบายแบบมุ่งเน้นพันธกิจ (Mission-oriented Innovation Policies: MOIP)

    ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ระบุว่า โลกปัจจุบันเผชิญความผันผวนสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาพลังงาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศและการกำหนดนโยบาย จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพผู้กำหนดนโยบายให้สามารถออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยหลักสูตร STIP ได้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริงมากยิ่งขึ้น

    สำหรับหลักสูตร STIP08 มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนานโยบายด้าน อววน. และนโยบายสาธารณะบนฐานข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ให้สอดคล้องกับภาคส่วนต่าง ๆ การมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริงเพื่อแปลง “งานวิจัยและนโยบาย” สู่ “ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม” (Research to Impact) ผ่านการจัดทำข้อเสนอนโยบายที่ใช้ได้จริง และการสร้างเครือข่ายนักพัฒนานโยบายเพื่อลดการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) และผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติ

    ด้าน รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลกและประเทศ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต้องอาศัยข้อมูลจริงเป็นฐานสำคัญ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุด ผู้เข้าร่วมอบรมในฐานะนักออกแบบนโยบายจึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการประเมินผลนโยบาย เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง

    ภายในการปฐมนิเทศหลักสูตร ดร.สุชาต อุดมโสภกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. ได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ของหลักสูตรในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการออกแบบนโยบาย อววน. และนโยบายสาธารณะ ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริง พร้อมสร้างเครือข่ายนักนโยบายของประเทศ ขณะที่ ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการ STIPI มจธ. อธิบายโครงสร้างหลักสูตรที่ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาและโอกาส การเลือกใช้เครื่องมือนโยบาย การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การประเมินงบประมาณและผลกระทบ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงนโยบาย โดยในปีนี้มีผู้เข้าร่วมอบรม 42 คน จาก 31 หน่วยงาน

    ในโอกาสนี้ ดร.สุรชัย ยังได้บรรยายหัวข้อ “แนวทางการพัฒนานโยบายโดยหลักการนโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นพันธกิจ (MOIP)” โดยเน้นการแปลงโจทย์ระดับประเทศให้เป็นภารกิจที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย นวัตกรรม และการศึกษาอย่างตรงเป้าหมาย ผ่านแนวคิด Portfolio of Innovation และการบูรณาการทรัพยากรข้ามสาขา เปลี่ยนจากการพัฒนาแบบรายสาขา (Sector-based) สู่การมุ่งผลลัพธ์เชิงภารกิจที่วัดผลได้ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน

    พร้อมกันนี้ ยังได้สะท้อนทิศทางการจัดทำกรอบนโยบาย อววน. พ.ศ. 2571–2575 ที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการแก้โจทย์ประเทศและสร้างโอกาสใหม่ โดยใช้แนวทาง Mission Portfolio เพื่อบริหารโครงการอย่างยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรและสำรวจทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

    ด้าน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงความท้าทายในการพัฒนาประเทศด้วย อววน. ว่า เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความท้าทายระดับโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความกังวลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจจากภูมิรัฐศาสตร์ และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีพลิกผัน (Disruptive Technologies) เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ และควอนตัม

    ทั้งนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามและประเมินผลนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Transformative Change) โดยต้องตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และนำผลประเมินไปปรับปรุงทิศทางนโยบายและการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศ

    ตัวอย่างการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการด้านกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ผ่านการปรับบัญชี Health Claims ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ลดระยะเวลาการเข้าสู่ตลาด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ

    นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ผ่านการปรับกฎหมาย การพัฒนาระบบนิเวศธุรกิจนวัตกรรม การสร้างแพลตฟอร์มขยายตลาด (E-Commercial and Innovation Platform: ECIP) การสนับสนุนการร่วมลงทุนผ่านกลไก University Holding Company (UHC) และนโยบาย Offset เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    หลักสูตร STIP08 จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านนโยบาย ที่พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการขับเคลื่อนเชิงระบบ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในการรับมือกับความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ในอนาคตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/291828&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07roLUhY12M4TQcasW5RTT

  • ปธ.ศาลฎีกาเปิด ค่ายต้นกล้าตุลาการ 14 ปั้นเยาวชนเรียนรู้กฎหมาย

    ปธ.ศาลฎีกาเปิด ค่ายต้นกล้าตุลาการ 14 ปั้นเยาวชนเรียนรู้กฎหมาย

    ปธ.ศาลฎีกาเปิด ค่ายต้นกล้าตุลาการ 14 ปั้นเยาวชนเรียนรู้กฎหมาย

     สำหรับโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 14 มีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม 

    จำนวน 150 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 956 คน 

    โดยปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 เมษายน 

    ถึง 1 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมทวาราวดี รีสอร์ท จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้

    ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ ศาลฎีกา 

    ศาลจังหวัดนครนายก วิทยากรทั้งภายในและภายนอกศาลยุติธรรม สำหรับการจัดกิจกรรมยังคงแนวทาง

    ในการให้ความรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ และปลูกฝังสิ่งดีงามผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย

          นายสุริยัณห์ กล่าวว่าโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการรุ่นที่ 14 ประจำปีนี้ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการ ฯ มีความตั้งใจที่จะยกระดับรูปแบบการเรียนรู้ให้มีความเข้มข้นและครบวงจรมากกว่า

    ที่เคยเป็นมา โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจผ่านประสบการณ์ตรง สามารถมองเห็นภาพรวมของเส้นทางวิชาชีพในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่โครงการ คือการพาน้อง ๆ เยาวชนย้อนรอยประวัติศาสตร์ผ่านการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุของศาลยุติธรรม ซึ่งถือเป็นแหล่งรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการของกฎหมายไทย การเข้าชมในส่วนนี้จะช่วยให้เยาวชนเข้าใจถึงรากฐานและอุดมการณ์ของตุลาการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม

    ของประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว โครงการในปีนี้ยังได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ โดยการนำคณะเยาวชนเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ศาลจังหวัดนครนายก 

    ซึ่งถือเป็นอีกจุดสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสกับบรรยากาศการทำงานจริงในทุกมิติแบบเจาะลึก 

          นอกจากนี้ นายสุริยัณห์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าค่ายต้นกล้าตุลาการตลอดระยะเวลา 13 รุ่นที่ผ่านมา 

    สิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของโครงการได้ดีที่สุด คือการได้เห็นเมล็ดพันธุ์ที่เราบ่มเพาะเติบโตอย่างสง่างามในเส้นทางวิชาชีพกฎหมาย โดยปัจจุบันมีอดีตเยาวชนต้นกล้าตุลาการที่สามารถก้าวไปถึงจุดหมายในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาและผู้ช่วยผู้พิพากษาได้แล้วถึง 12  คน และยังทำงานในสายวิชาชีพกฎหมาย อัยการ ทนายความอาจารย์มหาวิทยาลัย รวมถึงสาขาวิชาชีพอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นตัวเลขเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่าโครงการนี้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจและปูรากฐานทางกฎหมายให้แก่เยาวชนได้อย่างเป็นรูปธรรม 

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของค่ายต้นกล้าตุลาการไม่ได้วัดเพียงแค่จำนวนผู้พิพากษาที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการส่งต่อเยาวชนออกไปสู่สังคมในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้

    เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการขับเคลื่อนและนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า 

    ทั้งนี้คณะทำงานจึงมุ่งหวังว่าตลอดระยะเวลา 7 วันจากนี้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญให้เยาวชนทุกคนได้ค้นพบตัวตนพร้อมนำประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้เกิดความสงบสุข

    และเป็นธรรมสืบไป ไม่ว่าจะเติบโตไปอยู่ในบทบาทใดก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976559&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mW1InmK7bSE0so_-SIXOW

  • จีนยังครองแชมป์ มหาวิทยาลัยที่ดีสุดในเอเชีย ประจำปี 2026

    จีนยังครองแชมป์ มหาวิทยาลัยที่ดีสุดในเอเชีย ประจำปี 2026

    ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ถึงอันดับขยับแต่อาจยังไม่ทันโลก

    แม้ว่าคะแนนรวมของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้น แต่ลำดับกลับลดลง นั่นเป็นเพราะการถดถอยเชิงเปรียบเทียบ หมายความว่าแม้จะพัฒนาขึ้น แต่ความเร็วในการพัฒนานั้นช้ากว่าค่าเฉลี่ยของมหาวิทยาลัยทั่วโลก และช้ากว่าการก้าวกระโดดของจีน

    สิ่งที่น่ากังวลของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็คือ สภาพแวดล้อมด้านการวิจัย คุณภาพงานวิจัย และคะแนนความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เป็นส่วนที่คะแนนลดลงอย่างเห็นได้ชัดในทั้งสองประเทศ

    • มาเลเซีย ดาวรุ่งที่น่าจับตามองของภูมิภาค

    สำหรับมาเลเซียกลายเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่เติบโตอย่างโดดเด่นในปีนี้ โดย Universiti Teknologi Petronas (UTP) พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 35 (ร่วม) จากเดิมอันดับ 43

    กลยุทธ์ของมาเลเซียก็คือการนำโมเดลความสำเร็จจากสิงคโปร์มาใช้ และวางตัวเป็นพันธมิตรด้านการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของจีนในกลุ่มอาเซียน

    นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเอกชนในมาเลเซียให้ความสำคัญกับการจัดอันดับโลกอย่างจริงจัง และมีการพัฒนาคะแนนรวมสูงกว่าค่าเฉลี่ยของมหาวิทยาลัยทั่วโลกอย่างมาก

    และสำหรับประเทศไทยนั้นก็มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับการจัดอันดับของเอเชียเช่นกัน ก็คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในอันดับที่ 134

    เรียกได้ว่าผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชียปี 2026 นี้ สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันทางการศึกษาในเอเชียนั้นทวีความรุนแรงขึ้นมาก แถมประเทศที่เคยเป็นผู้นำอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้นก็กำลังถูกท้าทายด้วยงบประมาณและทรัพยากรจากจีน รวมถึงกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาเลเซีย

    อ้างอิงข้อมูล : Times Higher Education

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DmrEN0QabGcowHERqPnD2

  • ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เขาค้อ เพชรบูรณ์

    ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เขาค้อ เพชรบูรณ์

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/PL59VyyalAOL&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw306pMqp0QocyV8joAp0Eub

  • กยศ. จ่อฟ้องลูกหนี้ค้างชำระ 1 แสนราย เปิดทางสุดท้ายปรับโครงสร้างหนี้

    กยศ. จ่อฟ้องลูกหนี้ค้างชำระ 1 แสนราย เปิดทางสุดท้ายปรับโครงสร้างหนี้

    กยศ. จ่อฟ้องลูกหนี้ค้างชำระ 1 แสนราย เปิดทางสุดท้ายปรับโครงสร้างหนี้

    กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยศ. อยู่ระหว่างส่งหนังสือบอกเลิกสัญญากับผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้ และมีการค้างชำระหนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี (งวดรายปี ) ซึ่งจะถูกดำเนินคดีภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 จำนวนประมาณ 100,000 ราย 

    ซึ่งหากผู้กู้ยืมเงินไม่ประสงค์ที่จะถูกดำเนินคดีต่อศาลก็ขอให้ติดต่อชำระหนี้ที่ค้างชำระต่อ กยศ. โดยเร็ว หรือหากไม่สามารถชำระหนี้ได้ผู้กู้ยืมเงินก็สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์กับ กยศ. ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID 

    การปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว มีผลให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถกลับมาชำระหนี้ได้และทำให้ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีต่อศาล นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างหนี้จะทำให้ผู้กู้ยืมเงินได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้

    • ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันทีเมื่อทำสัญญา 
    • ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี 
    • ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน 
    • เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100%”

    กยศ. ขอเน้นย้ำว่า หากผู้กู้ยืมเงินรายใดไม่มีความประสงค์จะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีในชั้นศาลก็ขอให้เร่งชำระหนี้หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์กับ กยศ. โดยเร่งด่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/657516&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QdUGSbrBfmbA_uk4areJr

  • “นายกฯ” หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมกีฬาเยาวชน ใช้กีฬาเป็นพลังสร้างสันติภาพ พัฒนาเยาวชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “นายกฯ” หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมกีฬาเยาวชน ใช้กีฬาเป็นพลังสร้างสันติภาพ พัฒนาเยาวชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/143519&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Tj9Ien_5VRgnWoeg0qQ3s