Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธอส.ช่วยลูกค้า บรรเทาพิษเศรษฐกิจ-วิกฤติพลังงาน : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 26 เม.ย. 69

    ธอส.ช่วยลูกค้า บรรเทาพิษเศรษฐกิจ-วิกฤติพลังงาน : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 26 เม.ย. 69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/ba2TLI4u1w4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GcN2szvt9GNDGvx_SUQ0z

  • มูลนิธิพัฒนาผู้ประกอบการไทย จับมือเซียร์รังสิต เปิดตัวโครงการ “รอยยิ้ม แห่งสยาม ตอนแรกยิ้ม ณ เซียร์รังสิต” นำร่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ต่อยอดไอเดียคนละครึ่ง ภาคเอกชน กระตุ้นยอดขาย | TOPNEWS

    มูลนิธิพัฒนาผู้ประกอบการไทย จับมือเซียร์รังสิต เปิดตัวโครงการ “รอยยิ้ม แห่งสยาม ตอนแรกยิ้ม ณ เซียร์รังสิต” นำร่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ต่อยอดไอเดียคนละครึ่ง ภาคเอกชน กระตุ้นยอดขาย | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมามูลนิธิพัฒนาผู้ประกอบการไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าเซียร์รังสิต ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ เปิดตัวยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านโครงการ “รอยยิ้มแห่งสยาม” ตอน “แรกยิ้ม ณ เซียร์รังสิต” พร้อมนำร่องนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้โครงการ “ยิ้ม แชร์ สุข” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และ OTOP ไทย ให้สามารถประคองธุรกิจและเพิ่มยอดขายในช่วงภาวะกำลังซื้อชะลอตัว

    นายพิธาน อิมราพร ผู้อำนวยการโครงการ “ยิ้ม แชร์ สุข” เปิดเผยว่า แนวคิดของโครงการเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2565 จากประสบการณ์การจัดงานแฟร์สินค้าในช่วงวิกฤต โควิด-19 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนโยบาย “คนละครึ่ง” ของภาครัฐ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยโครงการได้พัฒนาแนวทาง “เติมเงินเพิ่มกำลังซื้อ” ให้กับผู้เข้าร่วมงาน เช่น การนำเงินสด 200 บาท มาแลกเป็นคูปองมูลค่า 400 บาท เพื่อใช้ซื้อสินค้าภายในงาน ส่งผลให้ยอดขายของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ก่อนจะพัฒนาต่อยอดสู่ระบบดิจิทัลในรูปแบบแอปพลิเคชัน คล้ายแนวทางของ ธนาคารกรุงไทย ที่ช่วยให้การใช้งานสะดวกและขยายผลได้มากขึ้น

    ด้านนางสาวชุติมา โอภาสานนท์ ประธานมูลนิธิพัฒนาผู้ประกอบการไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโดยรวมยังคงชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง โครงการ “ยิ้ม แชร์ สุข” จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย สร้างโอกาสทางการตลาด และเสริมขวัญกำลังใจให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ มูลนิธิยังมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ ทั้งในเขตเมืองและชุมชน เพื่อพัฒนาให้สามารถดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ ลดต้นทุน และต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายและแข่งขันได้ในตลาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1558303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zEp77A_V_aiorckJSRaCW

  • รมช.ศธ. ส่งทีม “ครูจวง” สั่งเช็กยิบสอบเทียบ ยัน! ต้องโปร่งใส มาตรฐานเดียวทั่วไทย

    รมช.ศธ. ส่งทีม “ครูจวง” สั่งเช็กยิบสอบเทียบ ยัน! ต้องโปร่งใส มาตรฐานเดียวทั่วไทย

    รมช.ศธ. ส่งทีม

    รมช.ศธ. ส่งทีม “ครูจวง” สั่งเช็กยิบสอบเทียบ ยัน! ต้องโปร่งใส มาตรฐานเดียวทั่วไทย

    วานนี้  25 เมษายน นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ ปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผนึกกำลังร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน “การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน” ณ สนามสอบโรงเรียนศรีบุณยานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ในรูปแบบ Surprise Visit เพื่อสะท้อนสภาพการดำเนินงานจริงในพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา โดยคณะผู้บริหารได้ตรวจเยี่ยมกระบวนการจัดสอบ พบปะให้กำลังใจผู้เข้าสอบ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าทุกความพยายามของผู้เรียนจะได้รับการประเมินอย่างเที่ยงตรงและยุติธรรม

    รมช.ศธ. ส่งทีม

    นอกจากนี้ คณะยังได้ลงพื้นที่ พูดคุยรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ปกครองที่มาส่งนักศึกษาเข้าสอบ โดยผู้ปกครองรายหนึ่งสะท้อนว่า การสอบเทียบฯ ของ สกร. เป็นโอกาสสำคัญสำหรับบุตรหลานที่เรียนในรูปแบบโฮมสคูลและมีความสามารถพิเศษ ช่วยเปิดทางให้สามารถพิสูจน์ศักยภาพได้อย่างเหมาะสม พร้อมเสนอให้ภาครัฐขยายการสนับสนุนกลุ่มผู้เรียนลักษณะนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคต

    รมช.ศธ. ส่งทีม

    ปารมี กล่าวว่า ในมิติของการพัฒนาระบบการเรียนรู้ การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นกลไกสำคัญภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่สะท้อนแนวคิด การเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่มีอยู่ มาพิสูจน์ผลลัพธ์การเรียนรู้ได้โดยไม่ยึดติดกับเวลาเรียนในระบบเดิม เปลี่ยนจากเรียนตามเวลาเป็นวัดจากศักยภาพจริง ทั้งนี้ การสอบเทียบฯ ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในรูปแบบ Fast Track ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ลดข้อจำกัดเดิม และต่อยอดสู่การศึกษาระดับที่สูงขึ้นหรือสายอาชีพได้เร็วขึ้น ตอกย้ำบทบาทของ สกร. ในการเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

    รมช.ศธ. ส่งทีม

    สำหรับการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีผู้เข้าสอบทั่วประเทศจำนวน 267 คน โดยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี มีผู้เข้าสอบรวม 20 คน แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา 2 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 16 คน

    การลงพื้นที่แบบ Surprise Visit ในครั้งนี้มุ่งเน้นการกำกับคุณภาพการจัดสอบให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สอดคล้องกับแนวทางการยกระดับระบบการประเมินผลของ สกร. ที่ให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมั่นของผู้เรียน” ควบคู่กับ “คุณภาพของระบบ”และเป็นการยืนยันความตั้งใจของทีมกระทรวงศึกษาที่ในการเข้ามาปรับปรุงกระบวนการการทำงานขององค์กร และหน่วยงานความรับผิดชอบ เพื่อให้มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วย

    รมช.ศธ. ส่งทีม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/616372&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31YIlH_HbED40RHHCgOYyT

  • มาตรการช่วยค่าครองชีพ “รัฐบาลอนุทิน” โพลชี้เหมาะสมดีแล้ว แต่เพิ่มเงินบัตรคนจนน้อยไป

    มาตรการช่วยค่าครองชีพ “รัฐบาลอนุทิน” โพลชี้เหมาะสมดีแล้ว แต่เพิ่มเงินบัตรคนจนน้อยไป

    ผลสำรวจนิด้าโพล ส่วนใหญ่ชี้ หลายมาตรการช่วยค่าครองชีพ “รัฐบาลอนุทิน” เหมาะสมดีแล้ว แต่มองเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 เป็น 400 บาท น้อยเกินไป

    วันที่ 26 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20-21 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพของรัฐบาล จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ “มาตรการช่วยค่าครองชีพ” สำหรับประชาชนภาคการเกษตรและภาคการขนส่ง ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พบว่า

    1. โครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับภาคการเกษตร ไม่เกิน 100,000 บาท โดยประชาชนจ่ายดอกเบี้ย 3% และรัฐจ่ายให้ 3% 

    ร้อยละ 71.30 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว 

    ร้อยละ 14.43 ระบุว่า น้อยเกินไป 

    ร้อยละ 8.09 ระบุว่า มากเกินไป 

    ร้อยละ 6.18 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถว ใน กทม./รถมินิบัส รถตู้โดยสาร ใน กทม. และจังหวัดต่อเนื่องเหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 

    ร้อยละ 68.78 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว 

    ร้อยละ 14.27 ระบุว่า น้อยเกินไป 

    ร้อยละ 10.92 ระบุว่า มากเกินไป 

    ร้อยละ 6.03 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทมินิบัสหรือรถตู้โดยสาร เหมาจ่าย 3,600 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569

    ร้อยละ 66.87 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว 

    ร้อยละ 16.49 ระบุว่า น้อยเกินไป 

    ร้อยละ 8.78 ระบุว่า มากเกินไป 

    ร้อยละ 7.86 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    4. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทรถบัสเหมาจ่าย 5,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 

    ร้อยละ 65.50 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว 

    ร้อยละ 14.12 ระบุว่า มากเกินไป 

    ร้อยละ 12.44 ระบุว่า น้อยเกินไป 

    ร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    5. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก น้อยกว่า 10 ล้อ (รวมรถกระบะ) เหมาจ่าย 3,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 

    ร้อยละ 65.26 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว 

    ร้อยละ 22.37 ระบุว่า น้อยเกินไป 

    ร้อยละ 7.18 ระบุว่า มากเกินไป 

    ร้อยละ 5.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    6. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถแท็กซี่ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 

    ร้อยละ 64.12 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว 

    ร้อยละ 15.73 ระบุว่า มากเกินไป 

    ร้อยละ 13.20 ระบุว่า น้อยเกินไป 

    ร้อยละ 6.95 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    7. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางระหว่างจังหวัด (กทม. – จังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 700 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 

    ร้อยละ 63.89 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว 

    ร้อยละ 22.98 ระบุว่า น้อยเกินไป 

    ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 

    ร้อยละ 6.26 ระบุว่า มากเกินไป

    8. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เหมาจ่าย 6,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569

    ร้อยละ 62.51 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว 

    ร้อยละ 18.17 ระบุว่า น้อยเกินไป 

    ร้อยละ 11.76 ระบุว่า มากเกินไป 

    ร้อยละ 7.56 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    9. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะเหมาจ่าย 842 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 

    ร้อยละ 62.14 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว 

    ร้อยละ 27.79 ระบุว่า น้อยเกินไป 

    ร้อยละ 6.02 ระบุว่า มากเกินไป 

    ร้อยละ 4.05 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    10. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางข้ามจังหวัด (ระหว่างจังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 500 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 

    ร้อยละ 59.85 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว

    ร้อยละ 27.63 ระบุว่า น้อยเกินไป 

    ร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 

    ร้อยละ 5.80 ระบุว่า มากเกินไป

    11. ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV 

    ร้อยละ 56.49 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว 

    ร้อยละ 19.92 ระบุว่า มากเกินไป 

    ร้อยละ 14.35 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 

    ร้อยละ 9.24 ระบุว่า น้อยเกินไป

    12. เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน – 12 พฤษภาคม 2569 

    ร้อยละ 54.27 ระบุว่า น้อยเกินไป 

    ร้อยละ 39.09 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว 

    ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 

    ร้อยละ 1.60 ระบุว่า มากเกินไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2928902&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hFa0jjRJLA9jnTHqC4HV5

  • ครีเอเตอร์ตัวจิ๋วมาทางนี้! สยามคูโบต้า ชวนเด็กไทยเล่าเรื่อง ‘โรงเรียนของหนูไม่ธรรมดา’ ลุ้นรับกระเป๋านักเรียนมูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท เริ่มแล้ววันนี้ – 15 พ.ค. นี้

    ครีเอเตอร์ตัวจิ๋วมาทางนี้! สยามคูโบต้า ชวนเด็กไทยเล่าเรื่อง ‘โรงเรียนของหนูไม่ธรรมดา’ ลุ้นรับกระเป๋านักเรียนมูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท เริ่มแล้ววันนี้ – 15 พ.ค. นี้

    บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เชิญชวนนักเรียนระดับประถมศึกษาและคุณครูทั่วประเทศ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจผ่านกิจกรรม “Bag To School โรงเรียนของหนูไม่ธรรมดา” ภายใต้โครงการ KUBOTA ปันน้ำใจให้น้อง 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เล่าเรื่องโรงเรียนในมุมมองของตนเองอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนความมุ่งมั่นของสยามคูโบต้าในการสร้างแรงบันดาลใจและโอกาสทางการศึกษา รวมถึงพัฒนาเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

    โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องสมัครในนามโรงเรียน (โรงเรียนละ 1 ผลงาน) และจัดทำคลิปวิดีโอสั้นภายใต้หัวข้อ “โรงเรียนของหนูไม่ธรรมดา” ถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าประทับใจ เช่น มุมโปรดในโรงเรียน คุณครูหรือบุคลากรที่ชื่นชม กิจกรรมที่ภาคภูมิใจ หรือเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้อยากมาโรงเรียนทุกวัน โดยมีเงื่อนไขการส่งผลงาน ดังนี้

    – นักเรียนต้องเป็นผู้เล่าเรื่องด้วยตนเอง ถ่ายคลิปวิดีโอเป็นแนวตั้ง (9:16) ความยาวไม่เกิน 1 นาที

    – ในวิดีโอต้องมีการกล่าวคำว่า “KUBOTA ปันน้ำใจให้น้อง” ติด Hashtag #คูโบต้าปันน้ำใจให้น้อง2569

    – เนื้อหาต้องเหมาะสมกับวัย เสียงชัดเจน และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหรือองค์กร

    ทั้งนี้ โรงเรียนต้องจัดให้มีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครองของนักเรียนที่ปรากฏในคลิป และตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาก่อนส่งผลงานโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 20 โรงเรียน จะได้รับกระเป๋านักเรียนมูลค่าใบละ 200 บาท โรงเรียนละ 100 ใบ รวมมูลค่ารางวัลกว่า 400,000 บาท

    เปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และประกาศผลในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ผ่าน Facebook Official: Siam KUBOTA พร้อมส่งมอบรางวัลภายในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.siamkubota.co.th/my_school_2569/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/291932&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vXSFvqgTX-KVa4vm3Ltp9

  • ราชบุรี/// คาราวานรถหรู ซูเปอร์คาร์บุกตลาดน้ำ | TOPNEWS

    ราชบุรี/// คาราวานรถหรู ซูเปอร์คาร์บุกตลาดน้ำ | TOPNEWS

    ราชบุรี/// คาราวานรถหรู ซูเปอร์คาร์บุกตลาดน้ำ

    • เผยแพร่ : 26/04/2026 17:50

    คาราวานรถหรู–ซูเปอร์คาร์บุกตลาดน้ำดำเนินสะดวก กระตุ้นท่องเที่ยว มอบเงิน 8 หมื่นช่วยโรงพยาบาลเพื่อพัฒนากิจการและยกระดับการให้บริการด้านสาธารณสุข


    วันที่ 26 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณท่าเรือยุวันดา ตลาดน้ำดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี กลุ่ม Streetsking Thailand นำคาราวานรถหรูและซูเปอร์คาร์กว่า 40 คัน เดินทางเข้าท่องเที่ยวในพื้นที่ พร้อมพาครอบครัวสัมผัสเสน่ห์ตลาดน้ำชื่อดังระดับโลก สร้างสีสันและความคึกคักให้กับบรรยากาศการท่องเที่ยวอย่างมาก ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารอชมอย่างคับคั่ง


    คณะคาราวานได้ลงเรือล่องชมวิถีชีวิตสองฝั่งคลองในพื้นที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ชื่นชมเอกลักษณ์ชุมชนริมน้ำ สวนมะพร้าว สวนผลไม้ และการค้าขายแบบดั้งเดิมที่ยังคงเสน่ห์เฉพาะตัว ก่อนแวะเลือกซื้อสินค้า อาหารพื้นบ้าน ของฝาก และผลิตภัณฑ์ชุมชนจำนวนมาก ถือเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการท้องถิ่นโดยตรง

    ภายหลังการท่องเที่ยว กลุ่ม Streetsking Thailand ได้ประสานงานผ่าน นางยุวันดา อุรุพงศา เจ้าของท่าเรือยุวันดา เพื่อร่วมทำกิจกรรมสาธารณกุศล มอบเงินสนับสนุนแก่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จำนวน 60,000 บาท และนางยุวันดา อุรุพงศา ร่วมสมทบเพิ่มเติมอีก 20,000 บาท

    รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 80,000 บาท โดยมีนายสุภเวช ชัยทัศน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร เป็นผู้แทนรับมอบ เพื่อนำไปพัฒนากิจการและยกระดับการให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชน

    กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวสามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสร้างรายได้ให้ชุมชน ส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี และต่อยอดพลังการแบ่งปันสู่ภาคสาธารณสุขในพื้นที่

    ก่อนคณะคาราวานจะเดินทางไปท่องเที่ยวต่อยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งของจังหวัดราชบุรี แล้วจึงเดินทางกลับอย่างประทับใจ

    นิชาภา จันทร์งาม ผู้สื่อข่าว top news ทั่วไทย จ.ราชบุรี

    fgfgn

    111

    ราชบุรี/// เปิดยิ่งใหญ่ “งานวันมะม่วงและของดีอำเภอปากท่อ” ครั้งที่ 27 กระตุ้นเศรษฐกิจ–ดันผลไม้ดังสู่ตลาดประเทศ

    มูลนิธิพัฒนาผู้ประกอบการไทย จับมือเซียร์รังสิต เปิดตัวโครงการ “รอยยิ้ม แห่งสยาม ตอนแรกยิ้ม ณ เซียร์รังสิต” นำร่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ต่อยอดไอเดียคนละครึ่ง ภาคเอกชน กระตุ้นยอดขาย

    ราชบุรี/// คาราวานรถหรู ซูเปอร์คาร์บุกตลาดน้ำ

    ณพล บริบูรณ์ ผู้ช่วย สว.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ นภชนก เหมือนนามอญ ร่วมงานทำบุญบ้าน “ชัยชนะพานิช” ญาติสนิทมิตรสหายร่วมอวยพรคึกคัก

    “ดร.ธนพร” ขยายภาพนิด้าโพล ความพึงพอใจมาตรการค่าครองชีพ ย้ำให้เห็นนโยบายรัฐมาถูกทาง

    จีนฟื้นฟู “เมืองเก่าคู่เชอ” ที่ซินเจียงอุยกูร์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ .

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1558320&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WFN50WPl_8afTHGRx9TMc

  • แก่งกรุง พิกัดลับสุราษฎร์ฯ ล่องห่วงยาง-หลามข้าว เที่ยวป่าดิบชื้นรักษ์โลก

    แก่งกรุง พิกัดลับสุราษฎร์ฯ ล่องห่วงยาง-หลามข้าว เที่ยวป่าดิบชื้นรักษ์โลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/143701&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06BCnOT7F9lh1HQTlvVssO

  • พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก “รังษี” ประกาศเลือกตั้งครั้งหน้า ขึ้นบัญชีรายชื่อลำดับ 1

    พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก “รังษี” ประกาศเลือกตั้งครั้งหน้า ขึ้นบัญชีรายชื่อลำดับ 1

    พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็กพรรค โยกอำนาจตัดสินใจร่วมรัฐบาลให้ “หัวหน้าพรรค” ส่วนตำแหน่งการเมืองให้ “กก.บห.” ชี้ขาด ยืนยันส่ง “รังษี” ลำดับ 1 บัญชีรายชื่อสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

    วันที่ 26 เมษายน 2569 ณ โรงแรม ปรินส์ตัน บรรยากาศการประชุมใหญ่ของพรรคเศรษฐกิจเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีสมาชิกพรรคจากทั่วทุกภูมิภาคเดินทางมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายและเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง โดยที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้คงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิม เพื่อสานต่องานยุทธศาสตร์พรรคอย่างต่อเนื่อง

    พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ได้กล่าวบนเวทีเปิดงานถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลก โดยวิเคราะห์ว่า “ไทยกำลังเผชิญกับคลื่นลมแรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่าอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่รุนแรงกว่าที่เคย พรรคเศรษฐกิจจึงต้องเตรียมตัวรับมือเชิงรุกเพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนไทยไม่ให้ได้รับผลกระทบ”

    จากนั้น นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ ได้ขึ้นเวทีชี้แจงแนวทางนโยบายหลักภายใต้แนวคิด “คนไทยต้องมาก่อน” เพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น โดยประกาศจุดยืนที่ชัดเจน ประกอบด้วย ต่อต้านการใช้งบประมาณที่ไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด ประกาศจุดยืนไม่สนับสนุนการขึ้นภาษี เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระแก่พี่น้องประชาชนคนไทย สนับสนุนการค้าเสรี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

    ผลักดันมาตรการจัดเก็บภาษีคนต่างด้าวที่เข้ามาทำมาหากินในไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมและนำรายได้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย

    ที่ประชุมยังได้มีมติสำคัญในการแก้ไขข้อบังคับพรรค เพื่อปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจให้มีความคล่องตัวและเป็นระบบ โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงอำนาจการร่วมรัฐบาลหรือถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล จากเดิมที่เป็นอำนาจของประธานพรรค เปลี่ยนให้เป็น อำนาจของ “หัวหน้าพรรค”

    การตัดสินใจเรื่องการดำรงตำแหน่งทางการเมือง: จากเดิมที่เป็นอำนาจของประธานพรรค เปลี่ยนให้เป็น อำนาจของ “คณะกรรมการบริหารพรรค”

    ในช่วงท้ายของการประชุม พล.อ.รังษี ได้ประกาศความพร้อมในการนำทัพพรรคเศรษฐกิจเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความมั่นใจ โดยยืนยันต่อที่ประชุมว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 เพื่อนำพรรคไปสู่การเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการแก้ปัญหาประเทศให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2928955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j8vbks6l4wj6G2A5iu0Up

  • นักวิชาการ ค้านรัฐขยายเพดานหนี้เป็น 75% ชี้แบกหนี้สาหัส แนะ 6 แนวทางแก้โดยไม่กู้เพิ่ม

    นักวิชาการ ค้านรัฐขยายเพดานหนี้เป็น 75% ชี้แบกหนี้สาหัส แนะ 6 แนวทางแก้โดยไม่กู้เพิ่ม

    “เกรียงศักดิ์” ค้าน รัฐดันเพดานหนี้สาธารณะ 75% ชี้ เสี่ยงแบกหนี้สาหัส-ถูกลดเครดิตเรตติ้ง แนะ 6 ทางแก้โดยไม่ต้องกู้

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาหนี้สาธารณะของไทยสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระยะฟื้นฟูหลังวิกฤต มาสู่ช่วงการใช้จ่ายเพื่อรับมือวิกฤตและการลงทุนสาธารณะขนานใหญ่ โดยในช่วงปีหลังวิกฤตการเงินโลกในปี 2552 เคลื่อนไหวในช่วงประมาณร้อยละ 42–45 ในระยะหลังมหาอุทกภัยในปี 2554 และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในเวลาต่อมา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 เมื่อสัดส่วนหนี้พุ่งจากร้อยละ 41 สู่ร้อยละ 60.6 ของ GDP ในปี 2565 ภายใต้การกู้เงินจำนวนมากเพื่อพยุงเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งมีการปรับเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 ของ GDP ในปี 2564

    โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ประมาณ 12.60 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 66.09 ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญแล้ว หากมีการกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะขยับเป็นประมาณ 13.1 ล้านล้านบาท และสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นเป็นราวร้อยละ 68.6–69.1

    ทำให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลือต่ำกว่าร้อยละ1 หรือประมาณ 1.5–2 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งในกรณีที่เศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด เช่น เติบโตเพียงร้อยละ 1.3 หนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุร้อยละ 70 ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปีงบประมาณถัดไป

    ยิ่งไปกว่านั้น แผนการคลังระยะปานกลางยังสะท้อนว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแม้ไม่ยกเพดานหนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 67.34 ในปี 2569 ร้อยละ 68.52 ในปี 2570ร้อยละ 69.25 ในปี 2571 และร้อยละ 69.32 ในปี 2572 ขณะที่งบชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี มีแนวโน้มเพิ่มจากร้อยละ 9.61 เป็นร้อยละ 15.23 ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไทยกำลังเข้าใกล้ขอบของกรอบเพดานหนี้เดิมอยู่แล้ว จึงไม่อาจมองการขยับเพดานเป็นเรื่องปกติหรือปราศจากต้นทุนได้โดยมองว่า

    1. การกำหนดเพดานหนี้ เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง  การกำหนดเพดานหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญของวินัยการคลัง เพราะไม่ใช่เพียงเครื่องมือกำกับการก่อหนี้ของภาครัฐ แต่ยังเป็น หลักยึดความน่าเชื่อถือของนโยบายการคลังในสายตาของตลาดและสาธารณะด้วย ในกรณีของไทย การขยับเพดานหนี้จากร้อยะ 60 เป็นร้อยละ 70 ในปี2564 เกิดขึ้นภายใต้บริบทวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นสถานการณ์พิเศษที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุข  เมื่อเวลาผ่านมาและหนี้สาธารณะยังคงไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง แต่ประเทศไทยควรขยับเพดานหนี้ขึ้นไปอีกเป็นร้อยละ 75 หรือไม่? เพราะการขยับเพดานหนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขทั้งหมด หากเป็นเรื่องของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การบริหารความเสี่ยง ความเชื่อมั่นของตลาด และโครงสร้างความยั่งยืนของภาครัฐในระยะยาว

    นักวิชาการ ค้านรัฐขยายเพดานหนี้เป็น 75% ชี้แบกหนี้สาหัส แนะ 6 แนวทางแก้โดยไม่กู้เพิ่ม  2. เหตุผลที่ยังไม่ควรยกระดับเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน ผมคิดว่ารัฐบาลยังไม่ควรที่จะยกระดับเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 ในเวลานี้ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น

    2.1 หนี้โตเร็วกว่ารายได้และการเติบโตปัญหาของไทยไม่ใช่เพียง “ระดับหนี้” แต่คือ “พลวัตของหนี้” กล่าวคือ หนี้กำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการสร้างรายได้และการเติบโตของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยยังโตในอัตราต่ำ โดยมีการประเมินจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า GDP ปี 2569 จะอยู่ที่เพียงร้อยละ 1.9 และราวร้อยละ 1.6 จากการประเมินที่เข้มงวดกว่า หากเศรษฐกิจโตต่ำ แต่หนี้เพิ่มเร็ว หนี้จะกลายเป็นภาระที่แบกรับได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

    ภายใต้กรอบ Debt Sustainability Analysis (DSA)ระบุว่า หากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยชำระหนี้กับอัตราการเติบโตแย่ลงเพียง 1 จุดร้อยละไทยอาจต้องปรับดุลปฐมภูมิหรือดุลรายได้กับรายจ่ายของรัฐบาล ราวร้อยละ 0.6–0.7 ของ GDP เพียงเพื่อ “ตรึง” หนี้ไม่ให้สูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าการกล่าวอ้างว่า “หนี้ที่ระดับร้อยละ 66 ยังต่ำกว่าร้อยละ 75” เป็นการมองแบบตื้นเกินไป เพราะหัวใจอยู่ที่ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของเส้นทางหนี้ ไม่ใช่เพียงการมีช่องว่างเชิงตัวเลขภายใต้เพดานใหม่

     2.2 การลดแรงจูงใจลงทุนของภาคเอกชน อีกเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลยังไม่ควรดันเพดานระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผลของ Crowding-out Effect หรือการเบียดเสียดทางการเงิน กล่าวคือ เมื่อภาครัฐกู้เงินในตลาดเพิ่มขึ้น ย่อมแข่งขันกับภาคเอกชนในการเข้าถึงเงินทุน ทำให้อัตราดอกเบี้ยหรืออย่างน้อยต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่สินเชื่อเอกชนตึงตัวอยู่แล้ว ธุรกิจที่เปราะบางหรือมีต้นทุนทางการเงินสูงจะยิ่งลงทุนยากขึ้น หรือเข้าถึงเงินทุนได้ยากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นคือการอ่อนแรงของการลงทุนเอกชน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตในระยะกลางและยาว ประเด็นนี้มีนัยเชิงนโยบายอย่างยิ่ง เพราะหากการเพิ่มเพดานหนี้ทำให้รัฐมีพื้นที่กู้เงินมากขึ้น แต่การกู้เงินของรัฐบาลกลับไปกดทับการลงทุนของเอกชน ผลสุทธิทางเศรษฐกิจอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ หรือในบางกรณีอาจเป็นลบ โดยเฉพาะหากเงินกู้ใหม่ถูกใช้กับรายจ่ายที่มีตัวทวีคูณทางการคลัง (fiscal multiplier) ต่ำ หรือการกู้เพื่อการบริโภคระยะสั้นมากกว่าการเพิ่มผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ

    2.3 รัฐบาลจะเหลือเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจน้อยลงมาก เพดานหนี้สาธารณะมิได้มีหน้าที่เพียงจำกัดการก่อหนี้ของรัฐเท่านั้น หากยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาพื้นที่การคลังเชิงยั่งยืน สำหรับการรับมือความเสี่ยงในอนาคตด้วย เช่นภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย สงคราม โรคระบาด หรือแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงาน (Super Oil Shock) แม้การยกเพดานหนี้จากร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 75 ของ GDP จะทำให้รัฐบาลมีช่องทางกู้เงินเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าขีดความสามารถทางการคลังของรัฐจะเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนเสมอไป เนื่องจากหนี้ใหม่ย่อมนำมาซึ่งภาระดอกเบี้ยและภาระชำระหนี้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้สัดส่วนงบประมาณที่ต้องกันไว้เพื่อการชำระหนี้เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ทรัพยากรสำหรับรายจ่ายลงทุน รายจ่ายสวัสดิการ และมาตรการรับมือภาวะฉุกเฉินลดลงในเชิงเปรียบเทียบ 

    ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าการขยับเพดานหนี้ทำให้ “กู้ได้มากขึ้น” หรือไม่ แต่คือการกู้เพิ่มในวันนี้จะบั่นทอนความยืดหยุ่นทางการคลังและความสามารถในการรับมือวิกฤตรอบต่อไปมากเพียงใด หากการขยายเพดานเกิดขึ้นในช่วงที่ระดับหนี้เข้าใกล้กรอบเดิมอยู่แล้ว และหนี้ใหม่ไม่ได้ถูกใช้กับโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงเพียงพอ การยกเพดานหนี้ก็อาจมีลักษณะเป็นการใช้ทรัพยากรทางการคลังล่วงหน้า มากกว่าการสร้างกันชนทางนโยบายเพื่ออนาคตอย่างแท้จริง

    2.4 รายจ่ายสวัสดิการมีแนวโน้มเพิ่มประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับที่ลึกขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างการคลังในระยะยาว กล่าวคือ รายจ่ายด้านสวัสดิการ สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานภาษีในอนาคตมีแนวโน้มหดตัว หากรัฐเลือกเพิ่มหนี้ในช่วงที่รายได้ระยะยาวยังโตไม่ทันภาระรายจ่ายดังกล่าว หนี้สาธารณะจะกลายเป็นแรงกดดันต่อการจัดสรรงบประมาณในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่เพียงในเชิงปริมาณของหนี้ แต่รวมถึงการที่โครงสร้างประชากรสูงอายุทำให้ความสามารถในการแบกหนี้ของรัฐอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ

    2.5 ความน่าเชื่อถือของประเทศอาจลดลง เหตุผลประการสุดท้ายคือผลกระทบต่อ credit rating หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ แม้ไทยยังไม่เผชิญภาวะวิกฤตระดมทุน แต่ตัวชี้วัดภาระหนี้บางตัวเริ่มตึงแล้ว เช่น ภาระหนี้รัฐบาลต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 35.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 35 เล็กน้อย ขณะที่ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 9.59 ใกล้แตะเกณฑ์ภายใน ร้อยละ 10 อย่างมาก หากยกเพดานหนี้โดยไม่มีแผนฟื้นฐานะการคลังที่ชัดเจน ตลาดอาจตีความว่าไทยลดทอนวินัยการคลัง ผลที่ตามมาอาจเป็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้เงินทั้งของภาครัฐและเอกชน พร้อมแรงกดดันต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะถัดไป
     
    ส่วน3. ทางออกเชิงนโยบาย ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ประเทศไทยยังไม่ควรดันเพดานหนี้เป็นร้อยละ 75 ทางออกที่เหมาะสมกว่าจึงไม่ใช่การปฏิเสธการกู้เงินทุกกรณี แต่คือการยกระดับคุณภาพของนโยบายการคลังภายใต้เพดานหนี้เดิมเสียก่อน

     
    3.1 ไทยควรคงเพดานร้อยละ 70 ไว้เป็นเหมือนสมอเรือหลักของระดับหนี้อย่างน้อยในช่วงปี 2569–2570เพื่อรักษาวินัยการคลังเสถียรภาพด้านความเชื่อมั่น

    3.2 รัฐบาลควรพิจารณาแหล่งที่มาของเงินที่สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องกู้เพื่อไม่ต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะ อย่างน้อย 5 แหล่งคือ

    (1) จัดสรรงบประมาณใหม่ ใช้เงินเดิมให้คุ้ม ก่อนกู้เงินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดหรือชะลอโครงการที่ยังไม่พร้อมหรือทับซ้อน หรือการลดงบประมาณที่สร้างผลกระทบต่ำ

     (2) ดึงศักยภาพรัฐวิสาหกิจ หมุนทรัพย์สินให้เป็นเงิน โดยไม่ต้องขายสมบัติชาติ เช่น การเพิ่มสัดส่วนเงินปันผลส่งเข้ารัฐ การหมุนเวียนสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้

     (3) ให้เอกชนร่วมลงทุน ลดภาระงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนจากภาระเป็นการแบ่งปัน รวมถึงการเจาะกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ เช่น โครงสร้างดิจิทัล โครงการพลังงานสะอาด

    (4)ออกพันธบัตรเฉพาะทางดึงเงินทุนคุณภาพ โดยรัฐบาลอาจจะออกพันธบัตรที่ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น Green Bond (พันธบัตรสีเขียว) สำหรับใช้ในโครงการสิ่งแวดล้อม หรือ Transition Bond (พันธบัตรเพื่อการเปลี่ยนผ่าน) เพื่อใช้เป็นทุนในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและน้ำมัน เป็นต้น

    (5) มาตรการภาษีแบบเฉพาะจุด ดึงกำไรส่วนเกิน มาเยียวยาส่วนที่ขาด เช่น Windfall Tax (ภาษีลาภลอย) มาตรการภาษีแบบมีเงื่อนไข   

    3.3 รัฐบาลควรกำหนดการใช้จ่ายหรือช่วยเหลืออุดหนุนแบบมุ่งเป้าโดยเน้นกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องมากกว่า มาตรการหว่านเงินในวงกว้าง ซึ่งมักใช้ทรัพยากรมากแต่ให้ผลทวีคูณทางเศรษฐกิจต่ำ

    3.4 รัฐบาลควรเร่งรายจ่ายลงทุนที่เพิ่มศักยภาพประเทศไทยจริง เช่น รายจ่ายเพื่อการลงทุนที่พร้อมดำเนินการ ซึ่งหลักสำคัญคือ “กู้มาสร้าง ต่อยอด ไม่ใช่กู้มาใช้หมุนเงิน” และต้องเพิ่มผลิตภาพ มากกว่าขยายรายจ่ายประจำ

    3.5 รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปรายได้ โดยทบทวนมาตรการลดหย่อนภาษีที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีรายได้รองรับภาระหนี้ในอนาคต

     3.6 รัฐบาลควรบริหารหนี้เชิงรุกผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น ธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตรการปรับโครงสร้างหนี้ล่วงหน้า การชำระหนี้ก่อนครบกำหนดการยืดอายุหนี้ และการรักษาสัดส่วนหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ให้สูง เพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุนและการกระจุกตัวของภาระชำระหนี้  

    หากในอนาคตจำเป็นต้องยกเพดานหนี้สาธารณะจริง ผมมองว่าควรรออย่างน้อยถึงปีงบประมาณ 2571–2572 และต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญ เช่น ระดับของหนี้ฐานต้องต่ำกว่าร้อยละ 68–69 ของ GDP

    ภาระหนี้ต่อรายได้ต้องกลับมาต่ำกว่าเพดานและเป็นขาลง ดุลปฐมภูมิต้องใกล้สมดุล และเงินกู้ใหม่ต้องผูกกับโครงการลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพจริง ทั้งนี้ การขยับเพดานควรเกิดแบบมีเงื่อนไข มีเครื่องมือกลไกกำหนดการยกเลิกเพดานหนี้ใหม่อัตโนมัติ มีข้อกำหนดในสัญญาและมีแผนพากลับเข้าสู่กรอบเพดานหนี้เดิมอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนตัวเลขเพดานหนี้โดยปราศจากการดูแลกำกับธรรมาภิบาลทางการคลังที่เข้มขึ้น

    “ข้อค้านต่อเพดานหนี้สาธารณะร้อยละ75เพราะประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่พร้อมรับภาระหนี้เพิ่มขึ้นแบบถาวรโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ปัญหาสำคัญคือหนี้โตเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนเอกชนถูกเบียดพื้นที่ทางการคลังอาจหดตัว ความน่าเชื่อถือของประเทศอาจถูกกระทบได้ ดังนั้น คำตอบเชิงนโยบายที่เหมาะสมในเวลานี้คือยังไม่ควรดันเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ70เป็น75ในปี2569 หลักทฤษฎีความยั่งยืนทางการคลังยังไม่ควรทำในปี 2570 ถ้าเงื่อนไขเศรษฐกิจการคลังยังใกล้เคียงปัจจุบัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UFy_E9bxTSYJU39m_pS-t

  • “อนุสรณ์” แนะรัฐบาลทำงบประมาณแบบยอดรวม ดูแลศก.ได้โดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” แนะรัฐบาลทำงบประมาณแบบยอดรวม ดูแลศก.ได้โดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ฐานะทางการคลังของประเทศจะมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประเทศจะขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าพุ่งสูงจากวิกฤตการณ์พลังงาน ดังนั้น รัฐบาลควรจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget) เพื่อนำเอาเงินนอกงบประมาณ และกองทุนหมุนเวียนทั้งหลาย เข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณและการพิจารณาของรัฐสภา

    “เราสามารถมีมาตการ หรือนโยบายที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ หรือต้องกู้เงินก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม เพื่อดูแลเศรษฐกิจได้ คือ การลดการใช้ดุลยพินิจ เพื่อลดการทุจริตรั่วไหล ลด และยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น” นายอนุสรณ์ กล่าว

    พร้อมมองว่า ปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จของการดำเนินการดังกล่าว คือ เจตจำนงทางการเมืองที่แข็งแกร่งพอของภาคการเมือง ที่จะต้องเผชิญหน้ากับแรงต้านจากระบบราชการ การยกเลิกและลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ต้องนำไปสู่การวางรากฐานการกำกับดูแลที่ดีของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    การผ่องถ่ายอำนาจบางส่วนจากรัฐสู่กลไกตลาด และภาคเอกชน จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น การทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย จะช่วยลดขั้นตอนยุ่งยาก และต้นทุนต่อภาคธุรกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

    “หากกิจกรรมใดของเอกชนมีความเสี่ยงต่ำ ก็อาจเลือกใช้วิธีจดแจ้งแทนที่การขออนุญาต ใช้การอนุมัติ หรืออนุญาตแบบอัตโนมัติ ในกรณีกิจกรรมที่มีความเสี่ยงปานกลาง ส่วนการขออนุญาตอย่างเต็มรูปแบบ จะจำกัดไว้ใช้เฉพาะกับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง” นายอนุสรณ์ กล่าว

    นอกจากนี้ ยังเห็นว่าเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญในภาวะที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้นตามลำดับ ภายใต้วิกฤตการณ์พลังงาน คือ การขยายตัวของกลุ่มแรงงานอิสระ แพลตฟอร์มหรือแรงงานนอกระบบ และได้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและสวัสดิการเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ กรอบกฎหมายและมาตรการคุ้มครองที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

    สิทธิที่แรงงานอิสระขาดหายไปเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ ได้แก่ แรงงานอิสระสามารถเข้าร่วมเป็นผู้ประกันตน ในกองทุนประกันสังคมได้เฉพาะแบบสมัครใจ (มาตรา 40) ซึ่งสิทธิประโยชน์ไม่ครอบคลุม และหลุดออกจากระบบได้ง่าย ไม่มีสวัสดิการครอบคลุมค่าชดเชยกรณีทุพพลภาพ ตาย หรือค่าชดเชยรายได้ระหว่างเจ็บป่วย ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลา วันหยุด ลาป่วย ลาคลอด ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง การรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งสหภาพแรงงาน ก็ยังไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ทำให้ขาดอำนาจต่อรอง

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยควรศึกษาระบบคุ้มครองแรงงานอิสระจากสเปน โดยมีกฎหมาย กฎหมาย Rider’s Law ที่บังคับให้แรงงานแพลตฟอร์ม เช่น คนส่งอาหาร ถือเป็น “ลูกจ้าง” โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงได้รับสิทธิเต็มรูปแบบทั้งประกันสังคมภาคบังคับ ค่าแรงขั้นต่ำ สิทธิการลา และการคุ้มครองจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

    ส่วนกรณีของไทย อาจผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ ร่างกฎหมายเพื่อมุ่งแก้ปัญหา 5 ประการที่แรงงานอิสระเผชิญ ได้แก่ 1. ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม 2. เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ 3. ความไม่ปลอดภัยในการทำงาน 4 .ขาดสวัสดิการพื้นฐาน และ 5.ขาดการสนับสนุนการรวมกลุ่ม

    หรืออาจใช้วิธีแก้ไขคำนิยาม “แรงงาน” ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุม “แรงงานอิสระแพลตฟอร์ม” และ “แรงงานนอกระบบ” ทั้งหมด ส่วนจะเลือกนโยบายไหน ก็ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบดูว่าใช้แนวทางแบบไหนจะดีกว่ากัน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/587997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LdiXz8-Oi8Xd9c78tRPyu