Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ประธานสภาองค์การนายฯ ชี้ รัฐบาลต้องเร่งโชว์ฝีมือ ฝากสปีดแก้เศรษฐกิจปากท้องควบคู่แก้ รธน.

    ประธานสภาองค์การนายฯ ชี้ รัฐบาลต้องเร่งโชว์ฝีมือ ฝากสปีดแก้เศรษฐกิจปากท้องควบคู่แก้ รธน.

    วันนี้ (18 กันยายน) เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างฯแห่งประเทศไทย (ECOT) ให้สัมภาษณ์ถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยมองว่าการเชิญคนนอกเข้ามาเสริมทีมเศรษฐกิจถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี หลายคนมีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจ เชื่อว่าจะสร้างความหวังให้ประชาชนได้ แต่ยอมรับว่าการอยู่ในตำแหน่งเพียง 4 เดือนเป็นข้อจำกัดใหญ่ แม้รัฐมนตรีจะเก่งเพียงใดก็อาจยังไม่สามารถทำอะไรได้มาก อีกทั้งหลายคนยังไม่มีประสบการณ์ด้านการเมืองและระบบราชการ ซึ่งแตกต่างจากการทำงานในภาคเอกชน

    เอกสิทธิ์ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลคือเสถียรภาพของรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ก็มองว่ามีข้อดี เพราะบังคับให้รัฐบาลและรัฐมนตรีต้องทำงานอย่างเต็มที่ ไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้ อีกทั้งต้องฟังเสียงฝ่ายค้านและประชาชนตลอดเวลา หากทำงานไม่เข้าตา ประชาชนไม่พอใจ รัฐบาลก็ไปต่อไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งแสดงฝีมือให้เห็นชัดเจน

    “เก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเร็วด้วยในยุคนี้” เอกสิทธิ์ย้ำ พร้อมฝากถึงพรรคฝ่ายค้านว่า ทุกฝ่ายเป็นตัวแทนประชาชน ควรร่วมกันทำงานเพื่อประเทศชาติ ฝ่ายตรวจสอบเองก็ต้องทำงานอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เมื่อถูกถามถึงประเด็นเร่งแก้รัฐธรรมนูญแทนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เอกสิทธิ์มองว่าควรเดินควบคู่กัน แต่ย้ำว่าตนเป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า โดยเฉพาะปัญหาปากท้องที่ประชาชนเผชิญมาหลายปี รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการระยะสั้นทันที เช่น โครงการคนละครึ่งที่เคยได้ผลดี แม้ไม่เพียงพอแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้น ขณะเดียวกันก็ควรวางมาตรการระยะยาวไว้ด้วย

    ท้ายที่สุด เอกสิทธิ์ฝากถึงประชาชนให้กำลังใจรัฐบาล พร้อมทั้งขอให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง เชื่อว่าหากทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ประเทศก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/government-urgent-economic-action/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YopvCEwVjG04Ww1rzeMaL

  • “อนุทิน” ควงว่าที่ ครม. ถกหอการค้าไทย ฟังเอกชนทุกมิติ เร่งโรดแมปเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” ควงว่าที่ ครม. ถกหอการค้าไทย ฟังเอกชนทุกมิติ เร่งโรดแมปเศรษฐกิจ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมประชุมหารือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเดินทางมาร่วมประชุมด้วย

    โดยหลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ นายอนุทิน กล่าวว่า การมาพบสภาหอการค้าในครั้งนี้ เป็นแนวทางเดียวกับที่เคยเข้าพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อรับฟังข้อกังวลและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มบริหารราชการแผ่นดิน โดยพยายามรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อให้การทำงานเดินหน้าได้รวดเร็ว และตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจประเทศ

    การหารือในวันนี้ ครอบคลุมปัญหาหลักที่เอกชนสะท้อน ทั้งด้านการเงิน หนี้สิน ดอกเบี้ย พลังงาน โลจิสติกส์ ตลอดจนโอกาสการค้าในอนาคต โดยจะนำมาพิจารณาเป็นมาตรการด้านเศรษฐกิจ ทั้งเพื่อผู้ประกอบการ แรงงาน และสินค้าไทย รวมถึงการแก้ไขเรื่องภาษีและข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ซึ่งจะส่งต่อให้ว่าที่รัฐมนตรีคลังและพาณิชย์ นำไปปรับใช้ในเชิงนโยบาย

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มอบหมายอะไรบ้างให้กับว่าที่ รมว.พาณิชย์ นายอนุทิน ย้ำว่า หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ คือ ทำให้การค้าคล่องตัว ไม่เสียเปรียบคู่ค้า และเจรจาสิทธิประโยชน์ทางการค้าให้ประเทศไทยมากที่สุด พร้อมกันนี้ ยังต้องดูแลการค้าภายในประเทศ ควบคู่กับการต่างประเทศ เพื่อลดความเดือดร้อนผู้ประกอบการ และจัดหาแหล่งเงินทุนอัดฉีดเพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและเอสเอ็มอีที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้เก่า สินค้าคงสต็อก และขาดเงินทุนหมุนเวียน

    อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ระบุว่า มาตรการช่วยเหลือจะเน้นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจริง ไม่ใช่เพียงหมุนเงินประคองไปวันต่อวัน แต่ต้องสามารถต่อยอดธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้

    สำหรับกรอบเวลา 4 เดือนในการบริหารประเทศ นายอนุทิน ยอมรับว่า แม้จะสั้นแต่รัฐบาลเตรียมร่างนโยบายไว้เกือบสมบูรณ์แล้ว และจะนำข้อเสนอจากหอการค้าฯไปปรับให้สอดคล้อง ก่อนแถลงต่อรัฐสภาหลังพิธีถวายสัตย์ โดยย้ำว่าไม่กังวลว่าใครจะได้เครดิต เพราะสิ่งสำคัญคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ หากนโยบายใดเกิดประโยชน์พร้อมเดินหน้าผลักดันทันที

    นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือทุกฝ่ายต้องวิน–วิน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายหนึ่งแพ้ เพราะนั่นจะนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่หากทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน ประเทศและประชาชนก็จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257316&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gREaEz0kLq3_jlQtGIqfD

  • โอกินาวาไฟเขียวรีดภาษีที่พัก 2% หวังใช้รายได้พัฒนาการท่องเที่ยวท้องถิ่น : อินโฟเควสท์

    โอกินาวาไฟเขียวรีดภาษีที่พัก 2% หวังใช้รายได้พัฒนาการท่องเที่ยวท้องถิ่น : อินโฟเควสท์

    สภาจังหวัดโอกินาวาซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของญี่ปุ่น ประกาศอนุมัติข้อบังคับเรียกเก็บภาษีที่พัก 2% แล้วในวันนี้ (18 ก.ย.) เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวท้องถิ่น

    ภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ซึ่งตรงกับช่วงต้นเดือนเม.ย. 2569 และถือเป็นครั้งแรกที่มีการเก็บภาษีลักษณะนี้ในระดับจังหวัด

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การจัดเก็บภาษีดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความคาดหวังของชุมชนท้องถิ่นว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น หลังสวนสนุกจังเกลีย โอกินาวา (Junglia Okinawa) เปิดให้บริการเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและต่างชาติเดินทางมายังจังหวัดมากขึ้น

    ภาษีนี้จะเรียกเก็บจากผู้เข้าพักในโรงแรมและที่พักขนาดเล็ก โดยมีเพดานสูงสุดที่ 2,000 เยนต่อคืน (ราว 14 ดอลลาร์) ขณะที่นักเรียนที่มาทัศนศึกษาหรือเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ จะได้รับการยกเว้นภาษี

    รายงานระบุว่า รายได้จากภาษีที่คาดว่าจะแตะ 7.8 พันล้านเยนต่อปี จะนำไปใช้ในการรักษาภูมิทัศน์ ดูแลแรงงานด้านการท่องเที่ยว และเสริมแกร่งมาตรการความปลอดภัยสำหรับกิจกรรมทางทะเลซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวหลักของจังหวัด

    ทั้งนี้ รายได้จากภาษีจะถูกแบ่งระหว่างรัฐบาลจังหวัดและเทศบาลท้องถิ่นเท่า ๆ กัน ยกเว้น 5 เทศบาลที่วางแผนจัดเก็บภาษีที่พักของตนเอง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530472&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DKPu5fKoXT2d62y7WiVm_

  • ททท.ดัน ‘นัตตี้ นิธิ’ ตัวแทนประเทศ นำเสนอท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลบนเวทีโลก | เดลินิวส์

    ททท.ดัน ‘นัตตี้ นิธิ’ ตัวแทนประเทศ นำเสนอท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลบนเวทีโลก | เดลินิวส์

    ททท.ดัน ‘นัตตี้ นิธิ’ ตัวแทนประเทศ นำเสนอท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลบนเวทีโลก

    ททท.สนับสนุน ‘นัตตี้ นิธิ’ เป็นตัวแทนประเทศไทยนำเสนอการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล บนเวที World Summit on Accessible Tourism 2025 (WSAT 2025) – Destination for All ณ เมืองตูริน ประเทศอิตาลี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5123711/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2srPG1-azszRYo4Gh0knEO

  • กระทรวงท่องเที่ยวฯ แจงคลิปสื่อต่างชาติถูกขัดขวางถ่ายทำในไทย บิดเบือนข้อเท็จจริง

    กระทรวงท่องเที่ยวฯ แจงคลิปสื่อต่างชาติถูกขัดขวางถ่ายทำในไทย บิดเบือนข้อเท็จจริง

    วันนี้ ( 18 กย 68 ) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจง ผลการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงกรณี คลิปของสื่อต่างประเทศรายใหญ่ ที่กล่าวอ้างว่า ถูกกีดกันขัดขวางการถ่ายทำสารคดี โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในกรุงเทพฯ ซึ่งข้อกล่าวอ้างนี้อาจส่งผลกระทบต่อการถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยได้ ในการนี้ รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ รีบสั่งให้ตรวจสอบ ทันที และพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นที่บริเวณซอยคาวบอย พื้นที่ สน.ทองหล่อ

    โดยเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 68 เวลา 00.00 น. ภายในซอยคาวบอย ถนนสุขุมวิท 21 แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กทม. โดยในวันเกิดเหตุ กองถ่ายของสื่อต่างประเทศรายใหญ่ดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำตามที่ได้ขออนุญาตและตามสคริปต์ที่กำหนด แต่กองถ่ายฯได้ไปถ่ายร้านเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต ทางร้านจึงได้แจ้ง อาสา ของ สน.ทองหล่อเข้าไปตักเตือน แต่กลุ่มกองถ่ายฯไม่ยอมปฏิบัติตาม ทางเจ้าของร้านจึงแจ้งเจ้าหน้าที่สายตรวจของ สน.ทองหล่อเข้าพูดคุยเจรจา จนทางกองถ่ายจึงยอมปฏิบัติตาม

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่มิได้มีการยึดฟุตเทจหรือฟิล์มจากชาวต่างชาติแต่อย่างใด แต่ต่อมาหลังจากกองถ่ายดังกล่าวได้เผยแพร่คลิปตามที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ ทางเจ้าของร้านจึงเข้าแจ้งความกับทาง สน.ทองหล่อ เป็นหลักฐาน กระทรวงฯ ขอยืนยันว่า รัฐบาลให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่กองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นข่าว สารคดี หรือภาพยนตร์ ที่ปฏิบัติตามขั้นตอน ที่ได้ตกลงกันไว้ และเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมายอย่างเต็มที่ ด้วยเห็นว่าเกิดประโยชน์ต่อการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศไทยรวมถึงการท่องเที่ยว ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ดังนั้นหากเกิดการ บิดเบือน หรือสื่อสารคลาดเคลื่อน หรือมีการกระทำผิดจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย รัฐบาลจะรีบดำเนินการ แก้ไขปัญหาอย่างทันที เพื่อให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเสมอ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2883582&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AWcxVlIvY7A9xhomYB-Km

  • ‘ไทยแอร์เอเชีย’ บุก 3 เส้นทางใหม่กระจายเสี่ยง แนะไทยฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัย-ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ ดึงนักท่องเที่ยว

    ‘ไทยแอร์เอเชีย’ บุก 3 เส้นทางใหม่กระจายเสี่ยง แนะไทยฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัย-ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ ดึงนักท่องเที่ยว

    ภาพจาก Shutterstock

    ตลาดจีนหดตัว ปรับแผนลดเที่ยวบิน – ญี่ปุ่น ยอดสะดุด ก.ค. เซ่นคำนายแผ่นดินไหว

    ภัทรา บุศราวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวว่า ช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย.) ของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว ๆ 23 ล้านคน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY)

    โดย ต่างชาติที่เข้าไทยมากสุด คือ มาเลเซีย อินเดีย จีน และรัสเซีย (จากอดีตที่จีนเคยเป็นตลาดหลัก)

    “ภาพรวมการท่องเที่ยวมีแรงกดดัน จากตลาดจีนที่หดตัวต่อเนื่อง ทำให้ต้องปรับแผนลดเที่ยวบินไปจีนลงเหลือ 4-7 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากเคยสูงสุดที่ 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เพื่อให้สอดรับกับดีมานด์ปัจจุบัน”

    นักท่องเที่ยวต่างชาติ
    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยววัดในกรุงเทพฯ ประเทศไทย (ภาพจาก Shutterstock)

    ส่วน คนไทยเดินทางออกนอกประเทศ จุดหมายที่นิยมมากสุด คือ ญี่ปุ่น มาเลเซีย และโซล เกาหลีใต้

    “ตลาดญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่ง แม้ช่วงเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา กระแสคำทำนายว่า ญี่ปุ่นจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ในวันที่ 5 ก.ค. 68 (จากมังงะ Watashi ga Mita Mirai หรือ The Future I Saw ของ เรียว ทัตสึกิ ฉายา นอสตราดามุสแห่งญี่ปุ่น) กระทบเที่ยวบินไปญี่ปุ่นลดลงอย่างชัดเจน”

    อย่างไรก็ดี ประเมินว่า ปี 2568 ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 35 ล้านคน ซึ่งยังน้อยกว่าปี 2562 ที่ทำจุดพีกไว้ที่ 39 ล้านคน

    ญี่ปุ่น โตเกียว ภูเขาไฟฟูจิ ท่องเที่ยว
    ญี่ปุ่น จุดหมายที่คนไทยเดินทางไปเที่ยวมากที่สุด (ภาพจาก Shutterstock)

    เปิด 3 เส้นทางใหม่บุกตลาด มั่นใจปี 68 ยอดผู้โดยสาร 1.7 ล้านคน

    สำหรับแผนของ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เดินเกมกระจายความเสี่ยง เปิด 3 เส้นทางบินใหม่สิ้นปีนี้ ได้แก่

    • เซนได (ญี่ปุ่น) เริ่มต้น 4,990 บาท/เที่ยว
    • อัลมาตี (คาซัคสถาน) เริ่มต้น 6,690 บาท/เที่ยว
    • ริยาด (ซาอุดีอาระเบีย) เริ่มต้น 7,190 บาท/เที่ยว
    ทะเลสาบอัลมาตี คาซัคสถาน ท่องเที่ยว
    ทะเลสาบอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ หนึ่งในเส้นทางบินใหม่ของไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์

    โดยเริ่มบินตั้งแต่ 1-2 ธันวาคม 2568 ครอบคลุมทั้งเอเชียกลาง เอเชียเหนือ และตะวันออกกลาง รองรับเครื่องบินแอร์บัส A330 ที่ทยอยเข้าฝูงบิน บินตรงจาก ดอนเมือง (DMK) สัปดาห์ละ 4 เที่ยว

    “เส้นทางบินใหม่ เราตั้งเป้าอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (load factor) อย่างน้อย 80% โดยเฉพาะเส้นทางญี่ปุ่นมองไว้ถึง 88% ส่วนภาพรวมแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ตั้งเป้าผู้โดยสาร 1.7 ล้านคน เพิ่มจากปี 2567 ที่ 1.6 ล้านคน“

    แนะไทยสร้างแลนด์มาร์กใหม่-แคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยว

    เมื่อถามถึงมาตรการฟื้นการท่องเที่ยวไทย ภัทรา ให้ความเห็นว่า หนึ่งในเรื่องสำคัญ คือ การฟื้นภาพลักษณ์ความปลอดภัย หากรัฐบาลเร่งจุดนี้ จะช่วยให้ตลาดกลับมาอย่างรวดเร็วได้

    รวมไปถึงไทยจำเป็นต้องสร้างแลนด์มาร์กแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพื่อสร้างความสดใหม่ให้ไทยได้เสมอ และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ระยะยาว ดังที่เวียดนามกำลังทำอยู่

    นอกจากนี้ ไทยแอร์เอเชีย เตรียมเสนอ แคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยวไทย เช่น การสะสมหรือรวบรวมบัตรโดยสารเครื่องบินตามมูลค่าที่กำหนด ให้สามารถนำไปเป็นส่วนลดเพื่อร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศไทยได้      ซึ่งมาตรการนี้ จะส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศได้อีกทางหนึ่ง

    ภาพผู้บริหารไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1538438&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Uc66iiYKdfdCVNCQPSybV

  • K PLUS ยกระดับบริการให้คนไทยเที่ยวนอกปลายปีสะดวกไปได้อีก สแกนจ่ายได้ทั่วจีนผ่าน K+ Go Inter ครบทั้ง

    K PLUS ยกระดับบริการให้คนไทยเที่ยวนอกปลายปีสะดวกไปได้อีก สแกนจ่ายได้ทั่วจีนผ่าน K+ Go Inter ครบทั้ง

    K PLUS ยกระดับบริการให้คนไทยเที่ยวนอกปลายปีสะดวกไปได้อีก สแกนจ่ายได้ทั่วจีนผ่าน K+ Go Inter ครบทั้ง Alipay Weixin Pay และ UnionPay ได้เป็นแอปพลิเคชันแรก พร้อมมอบ โปรโมชันพิเศษในการใช้จ่ายต่างประเทศ

    ธนาคารกสิกรไทยยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) ผ่าน K PLUS ให้คนไทยเที่ยวนอกได้รับประสบการณ์การใช้จ่ายที่ราบรื่น ช่วยเพิ่มความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในจีนประเทศยอดฮิตของนักท่องเที่ยวไทย ด้วยการขยายบริการให้สามารถสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ได้ทั่วประเทศจีนครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อวีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย รวมทั้งยังสแกนจ่ายได้ในประเทศญี่ปุ่น อาเซียน และอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลก พร้อมกันนี้ยังมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ K PLUS ในการสแกนจ่ายที่ประเทศญี่ปุ่น หรือสแกนแลกเงินที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทย คาดการณ์สิ้นปีมูลค่าธุรกรรมในการสแกนจ่ายในต่างประเทศ เติบโตกว่า 29%

    ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงที่คนไทยมีแนวโน้มในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง และเป็นช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองก่อนเข้าสู่ปีใหม่ โดยจากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าตลอดปี 2568 จะมีจำนวนทั้งสิ้น 8.9 ล้านคน จากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยจึงได้ยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัย โดยไม่ต้องพกเงินสดเยอะ และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ราบรื่นให้ลูกค้าในทุกจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ใน K PLUS ที่ล่าสุดได้มีการพัฒนาให้สามารถสแกนจ่ายได้ทั่วประเทศจีน ครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ วีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้คนไทยใช้จ่ายด้วยการสแกนจ่าย แบบ Pay Like a local ได้หมือนคนจีน รวมทั้ง K+ Go Inter ยังสามารถใช้สแกนจ่ายได้ในประเทศยอดนิยมของคนไทย ทั้งญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียน สปป.ลาว มาเลเซีย เวียดนาม และอีกมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2568 มูลค่าธุรกรรมผ่านการสแกนจ่ายต่างประเทศเติบโตกว่า 29%

    นอกจากนี้ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีนี้ ธนาคารกสิกรไทยมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ K+ Go Inter สแกนจ่ายในประเทศญี่ปุ่นผ่านเครือข่าย Alipay + ในร้านค้าที่ร่วมรายการกว่า 40 ร้านค้าทั่วประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุม ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าในสนามบิน ร้านขายยา ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า เช่น Daimaru Takeya GU Bic Camera และ Don Quijote จะได้รับส่วนลดสูงสุด 10% เมื่อชำระขั้นต่ำตามยอดซื้อและเงื่อนไขที่กำหนด (จำกัดสูงสุด 5 รายการต่อท่าน/ร้านค้า) ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2568 – 25 ตุลาคม 2568

    สำหรับลูกค้าที่นิยมพกเงินสด หรือเดินทางไปในประเทศที่ยังจำเป็นต้องใช้จ่ายด้วยเงินสดเป็นหลัก ก็สามารถแลกเงินได้สะดวก พร้อมรับโปรโมชันทุบเรทแลกเงิน ได้รับเรทพิเศษ เพียงสแกนจ่ายผ่าน K PLUS เพื่อแลกเงินที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศ ทั้งบูธในสนามบินและนอกสนามบินกว่า 100 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12748733&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lIFwUD408p-Wzjiz168hG

  • จ.ราชบุรีนำข้าราชการ และประชาชน ออกกำลังกาย เดินรอบอ่างเก็บน้ำชัฏป่าหวาย อ.สวนผึ้ง

    จ.ราชบุรีนำข้าราชการ และประชาชน ออกกำลังกาย เดินรอบอ่างเก็บน้ำชัฏป่าหวาย อ.สวนผึ้ง

    จ.ราชบุรีนำข้าราชการ และประชาชน ออกกำลังกาย เดินรอบอ่างเก็บน้ำชัฏป่าหวาย อ.สวนผึ้ง


    18/09/2568 | 8 |

    จ.ราชบุรีนำข้าราชการ และประชาชน ออกกำลังกาย เดินรอบอ่างเก็บน้ำชัฏป่าหวาย อ.สวนผึ้ง
    .
      วันที่ 17 กันยายน 2568 นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิด โครงการส่งเสริมและพัฒนาการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อมวลชนให้เป็นวิถีชีวิตในระดับจังหวัด จังหวัดราชบุรี หรือกิจกรรม “ผู้ว่าฯ พาออกกำลังกาย” ซึ่งสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดราชบุรี จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 โดยนำส่วนราชการและประชาชน ประกอบด้วย ข้าราชการจาก ส่วนราชการ และประชาชน ร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน เดิน วิ่ง รอบอ่างเก็บน้ำชัฏป่าหวาย รวมระยะทาง 6 กิโลเมตร 
    .
      โดยอ่างเก็บน้ำชัฏป่าหวาย ตั้งอยู่ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีความจุ 2,500,000 ลบ.ม. เป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำประปา การเกษตรให้แก่ประชาชนในพื้นที่ อ.สวนผึ้ง อีกทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนและชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามได้ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับเดินเล่น ออกกำลังกาย และมีจุดชมวิว “ผาเก้าอี้” ที่สามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำและเมืองชัฏป่าหวายในมุมสูงได้
    .
      สำหรับกิจกรรม “ผู้ว่าฯ พาออกกำลังกาย” จะจัดขึ้นในทุกเดือน ตลอดปีงบประมาณ 2568 ณ สถานที่แหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นของจังหวัดราชบุรี ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อมวลชนให้เป็นวิถีชีวิต สนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม หรือภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้มีโอกาสเข้าถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
    ///////////////////////////////////////////////////////////


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/424391&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bmN0yBD4Qd2Sygh6Va5tZ

  • สภาองค์การนายจ้าง ชี้ “รัฐบาลอนุทิน” ต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือ แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง

    สภาองค์การนายจ้าง ชี้ “รัฐบาลอนุทิน” ต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือ แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง

    ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย มอง เสถียรภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อยต้องโชว์ฝีมือ ชี้เร่งเครื่องทำงานต้องเก่งและเร็ว ฝากเวลา 4 เดือน สปีดแก้เศรษฐกิจปากท้องให้ประชาชน ควบคู่แก้รัฐธรรมนูญ

    วันนี้ (18 ก.ย.2568) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) กล่าวถึงมุมมองภาพลักษณ์ของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ว่า มีการเชิญคนนอกเข้ามาเสริมโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจมาหลายท่าน ซึ่งถือว่าหน้าตาภาพลักษณ์ดูดี เชื่อว่าจะเป็นความหวังทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้

    แต่เนื่องจากรัฐบาลได้ทำสัญญาไว้ว่าจะอยู่ในตำแหน่ง 4 เดือน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้พี่น้องประชาชนก็จะค่อนข้างลำบาก แม้ว่ารัฐมนตรีใน ครม.จะเก่งแค่ไหนแต่ในระยะเวลาแค่ 4 เดือนยังทำอะไรไม่ได้ ซึ่งหลายคนมีความรู้ความสามารถด้านธุรกิจ แต่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองและไม่เคยบริหารราชการ ไม่ได้ทำงานกับข้าราชการประจำมาก่อน เพราะการทำงานภาครัฐไม่เหมือนภาคเอกชน ถือเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องให้เวลาพิสูจน์

    หลายปีที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนประสบกับปัญหาเศรษฐกิจมามากแล้ว ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ให้ช่วยดูแลแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจของประเทศเป็นเรื่องเร่งด่วน หากมีเวลา 4 เดือน รัฐบาลทำให้สภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นก็ถือว่าดีใจมากแล้ว

    ส่วนข้อกังวลเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะมีผลกระทบต่อการบริหารประเทศหรือไม่นั้น นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยถือว่ามีข้อดีเพราะ รัฐบาลและรัฐมนตรีทุกคน ต้องทำงานอย่างเต็มที่ จะปล่อยปละละเลยหรือจะมาทำงานเช้าชามเย็นชามไม่ได้เพราะเวลาน้อยต้องอาศัยเสียงฝ่ายค้านและฟังเสียงประชาชน แต่ถ้ามีเรื่องใดที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยและประชาชนคัดค้านรัฐบาลก็อยู่ต่อไม่ได้ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องโชว์ฝีมือให้เห็นอย่างเต็มที่ทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด

    สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและทำผลงานออกมาให้เร็วที่สุด เก่งเท่านั้นไม่พอแต่ต้องเร็วด้วยในยุคนี้

    ทั้งนี้นายเอกสิทธิ์ ยังฝากถึงพรรคฝ่ายค้าน ว่า ทุกคนมาเป็นตัวแทนของประชาชนในการทำงานบ้านเมืองแล้ว ก็ขอให้ร่วมมือกันผลักดัน ซึ่งทำหน้าที่ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายตรวจสอบด้วยความเข้มแข็งทั้งคู่ ทำประโยชน์ให้กับประชาชนยึดมั่นประเทศชาติเป็นหลัก ซึ่งฝ่ายตรวจสอบเอง ก็ต้องทำงานเข้มแข็งเรื่องการตรวจสอบปัญหาทุจริตคอรัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญของการเจริญเติบโต ของประเทศเรา พร้อมทั้งผลักดันกฎหมายต่างๆ ให้ผ่าน และเป็นหูเป็นตาแทนประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาลด้วย

    ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเรื่องที่รัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นพ้องว่าควรเร่งแก้รัฐธรรมนูญแทนที่จะเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้น ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย มองว่าควรจะทำควบคู่กันไปแต่ส่วนตัวเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า แน่นอนว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สำคัญต่อประชาชนก็ต้องดำเนินการต่อไปควบคู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะปัจจุบันเรื่องปากท้องเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรีบทำ

    ทั้งนี้ภาครัฐจะต้องหามาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะยาวแต่ในเมื่อรัฐบาลชุดนี้มีการให้สัญญาว่าจะอยู่ในตำแหน่ง 4 เดือน ก็จำเป็นต้องหามาตรการระยะสั้นออกมาก่อน เช่นมาตรการคนละครึ่ง ซึ่งได้ผลดีเพราะเคยใช้มาแล้วเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแต่ก็ยังไม่พอซึ่งควรมีส่วนที่ต้องเพิ่มเติมอีก แต่ก็รู้สึกเป็นห่วงว่าแค่ 4 เดือนจะทำได้ทันหรือไม่

    ฝากพี่น้องประชาชนให้กำลังใจรัฐบาลด้วย ขณะเดียวกันฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง เชื่อว่าแบบนี้ประเทศชาติจะไปได้ ต้องให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานแสดงฝีมือก่อนว่าจะทำได้หรือไม่

    อ่านข่าว :

    หอการค้าฯ ถก อนุทิน ยื่น 7 ข้อเสนอเสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    ภูมิใจไทยชง “ตั๋วบุฟเฟต์” รถไฟฟ้า-รถเมล์ 30 บาทโดยสารทั้งวัน

    “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าที่ รมว.พาณิชย์ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องเดินหน้า รอช้าไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZrTN2XTnZnP8yMFC2pos3

  • ‘คลัง’ ปัดฝุ่นแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนคนละครึ่ง – อีซี่ อี-รีซีท ดันบริโภค

    ‘คลัง’ ปัดฝุ่นแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนคนละครึ่ง – อีซี่ อี-รีซีท ดันบริโภค

    เศรษฐกิจ

    ‘คลัง’ ปัดฝุ่นแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนคนละครึ่ง – อีซี่ อี-รีซีท ดันบริโภค

    18 ก.ย. 2025 เวลา 10:31 น.

     “คลัง” เตรียมชงมาตรการควิกวินรับนโยบายรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี ชี้ “คนละครึ่ง” วงเงินยิ่งสูงยิ่งสร้างผลกระทบมาก ดัน “อีซี่ อี-รีซีท” พร้อมกระตุ้นท่องเที่ยว

    ในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินสายหารือภาคเอกชนเพื่อรับฟังความเห็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่การทำงานคู่ขนานกันได้ให้ว่าที่ทีมเศรษฐกิจเตรียมแผนงานไว้ส่วนหนึ่ง ในขณะที่กระทรวงการคลังได้เตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเสนอรัฐบาลใหม่เช่นกัน

    แหล่งข่าวจาก กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายใต้ข้อตกลงทางการเมืองที่รัฐบาลจะมีเวลาการบริหารเพียง 4 เดือนนับตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นระยะเวลาไม่นาน ดังนั้นเรื่องที่ดำเนินการได้ช่วงดังกล่าวภายใต้อำนาจเต็มของรัฐบาลจึงมีจำกัด ซึ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อเร่งฟื้นเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง

    โดยหนี่งในนโยบายที่ถูกกล่าวถึงหลายครั้งว่าจะนำกลับมาใช้ คือ โครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการบริโภค และช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน ซึ่งแนวคิดรอบนี้จะแบ่งการใช้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 

    1.ผู้ยื่นแบบภาษีจำนวน 11 ล้านคน รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% 2.ประชาชนทั่วไป และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่าย 50%

    ทั้งนี้ การฟื้น “คนละครึ่ง” กลับมาอีกควรทำเป็นโครงการขนาดใหญ่ ยิ่งใช้วงเงินสูงยิ่งสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้มาก โดยการดำเนินโครงการที่ผ่านมาเฟสที่ใช้งบประมาณสูงสุดถึง 110,000 ล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 26.34 ล้านคน ได้รับวงเงินใช้จ่าย 4,500 บาท/คน 

    อย่างไรก็ตาม ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะมีการพิจารณาใช้งบประมาณเท่าใด รวมทั้งรายละเอียดของโครงการ ซึ่งต้องพิจารณาเพื่อจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่จำกัดกับนโยบายอื่นร่วมด้วย 

    รวมทั้งหากเริ่มทำ “โครงการคนละครึ่ง“ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณรายจ่าย 2568 ที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2568 จะใช้งบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 ที่มีวงเงินเหลืออยู่ 2.6 หมื่นล้านบาท รวมกับงบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท และงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนวงเงิน 9.8 หมื่นล้าน

    นอกจากนั้น มีโครงการสำเร็จรูปอื่นที่กระทรวงการคลังเคยดำเนินการ และประสบความสำเร็จมาแล้ว และเป็นหนึ่งในนโยบายควิกวินรัฐบาลได้ อาทิ มาตรการภาษี Easy E-Receipt (อีซี่ อี-รีซีท) และลดหย่อนภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ

    “สำหรับเงินที่มีอยู่อาจจะไม่ได้ใช้ทำโครงการคนละครึ่งทั้งหมด อาจจะมีโครงการหรือมาตรการอื่นๆ ด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีนโยบายอะไรออกมา” แหล่งข่าว ระบุ

    เน้นดูแลประชาชน-เอสเอ็มอี

    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การหารือวงเล็กระหว่าง ส.อ.ท.และว่าที่ทีมเศรษฐกิจคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2568 หารือหลังจากที่ ส.อ.ท.ได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันที่จะเน้นการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยที่กังวลต่อภาวะใน 3 เดือนข้างหน้า ขณะที่รายกลางและรายใหญ่ยังประเมินสถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่ง ส.อ.ท.ชี้ว่าควรเร่งช่วยผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมให้รายใหญ่ช่วยเหลือเป็นทอด ๆ

    รวมทั้งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์รายเดือน และระยะสั้นจะประชุมร่วมกันทุกสัปดาห์ พร้อมเร่งแก้ปัญหาสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาด 

    อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และทีมงาน แต่เชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีได้คัดเลือกทีมเศรษฐกิจที่เหมาะสม และมีประวัติการทำงานที่ดีจึงมั่นใจว่าจะสามารถประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

    ส.อ.ท.หนุนรัฐลดค่าไฟ ลดต้นทุน

    นายนาวา กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าลงหน่วยละ 4 ส.ต.หากทำได้จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน และลดต้นทุนผู้ประกอบการ แม้จะไม่มากนักแต่สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาล

    “แม้ลดได้เพียง 4 สตางค์แต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเอกชนเมื่อเทียบกับอาเซียนที่ต้นทุนยังต่ำกว่าไทยก็ขอขอบคุณ แต่ภาคเอกชนหวังจะลดได้มากกว่านี้ โดยต้องไม่กระทบความมั่นคงพลังงาน และต้องการเสนอรัฐบาลผลักดันพลังงานทดแทน โดยเฉพาะไบโอดีเซลจากพืชเกษตรที่ไทยมีศักยภาพสูง และราคาตกต่ำ

    อีกประเด็นสำคัญคือ ค่าเงินบาทแข็งค่า กระทบการส่งออกอย่างมาก ขณะที่เวียดนามได้เปรียบจากค่าเงินที่ไม่แข็งเท่าไทย โดยเรื่องนี้ส.อ.ท.ได้หารือร่วมกันกับทีมเศรษฐกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไปแล้ว และมีการรับปากจะเร่งดำเนินการ

    ‘คลัง’ ปัดฝุ่นแพ็คเก็จกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนคนละครึ่ง ‘อีซี่อีรีซีท’ ดันบริโภค

    “อนุทิน” นัดหารือหอการค้าไทย

    รายข่าวจากหอการค้าไทย ระบุว่า วันที่ 18 ก.ย.2568 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมถึงคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    สำหรับการหารือจะมีประเด็นสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะหยิบประเด็นสถานการณ์และข้อเสนอแนะที่ได้รวบรวมจากหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย หอการค้าไทยทั่วประเทศ และสมาคมการค้า อาทิ

    1.โครงการคนละครึ่ง เสนอวงเงินค่าใช้จ่าย 1,500 บาท/เดือน ระยะเวลา ต.ค.- พ.ย.2568

    2.โครงการ Easy E-Receipt เฟส 2 เสนอวงเงิน 100,000 บาท (รวมทุกหมวดสินค้า) ระยะเวลา พ.ย.- ธ.ค.2568

    3.มาตรการอสังหาริมทรัพย์เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงลดหย่อนเก็บภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ไม่น้อยกว่า 50% จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว

    4.มาตรการการท่องเที่ยว รวมถึงโครงการเราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่น และความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีนเชิญผู้นำระดับสูงของจีนเยือนไทย

    สภาตลาดทุนจ่อหารือ “คลัง” ถกแผนดึงเชื่อมั่น

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และประธานสภาตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า สภาตลาดทุนไทยเตรียมยื่นหนังสือเข้าพบ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอหารือในการหาแนวทางกระตุ้นเศรฐกิจ และตลาดทุนไทย

    สำหรับข้อเสนอหลักๆ ที่จะนำเข้าหารือคือ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลระยะสั้น แต่มองเป็นโอกาสในการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมกับผลักดันนโยบายเร่งด่วนให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ที่จะผลดีต่อประเทศไทย หลักๆ คือ 

    1.ให้ภาครัฐผลักดันแนวคิด TISA (Thailand Individual Savings Account) ที่เป็นบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้นที่เปิดให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยเป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนลงทุนหุ้นไทยมากขึ้น

    ขณะที่แพ็กเกจ TISA ที่ FETCO เตรียมเสนอกระทรวงการคลัง จะรวมการต่ออายุกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยาว (SSF) ที่ครบกำหนดอายุปี 2568

    2.มาตรการดึงนักลงทุนต่างชาติลงทุนไทยเพิ่ม โดยต้องการให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณ และบุคลากรให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างน้อย 3 เท่า เพื่อดึงลงทุนต่างชาติเพิ่ม ซึ่งคำขอรับส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมา สูงถึง 1 ล้านล้านบาท 

    “เช่นเดียวกันการผลักดันการขับเคลื่อนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ดึงดูดลงทุนมากขึ้น และโครงการใน EEC ที่ยังติดขัดอยู่ให้เดินหน้าได้ในช่วง 8 เดือนข้างหน้า” 

    3.โครงการคนละครึ่ง ที่เป็นโครงการระยะสั้นที่ควรดำเนินการ

    4.การพัฒนา “ท่าเรือตะวันตก” เพียงโครงการเดียว หรืออย่างน้อยที่สุดคือ การทำท่าเรือเบื้องต้นที่ระนอง เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในการส่งสินค้าไปอินเดียที่จะเป็นตลาดแห่งอนาคต ดังนั้นหากเชื่อมโยงจากทั่วประเทศ เช่น เชียงราย หนองคาย แหลมฉบัง ไปท่าเรือระนองได้มีประสิทธิภาพโครงการนี้จะสำคัญมาก

    5.การส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยควรเพิ่มงบประมาณให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพราะเห็นโอกาสดึงนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งจะเป็น “ควิกวิน” ที่ทำได้เลยช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างมากหลังจากนี้

    6.การส่งออก โดยควรเพิ่มงบประมาณให้กระทรวงพาณิชย์เพื่อหาตลาดส่งออกใหม่ ซึ่งไทยไม่ควรพึ่งตลาดสหรัฐมากเกินไป และการตั้งเป้าหมายลดสัดส่วนการพึ่งพาสหรัฐจาก 20% ให้เหลือต่ำกว่า 10% ภายใน 3 ปี และควรเพิ่มการส่งออกไปอาเซียน อินเดีย ยุโรป และแอฟริกาให้มากขึ้นที่ถือเป็นตลาดที่มีโอกาสสูง

    7.การฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ โดยรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อสื่อสารข่าวดีไปสู่โลกภายนอกเป็นระบบ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาที่เป็นความสำเร็จที่ชัดเจนสุดช่วงนี้ และควรสื่อสารการส่งออกที่ดีขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oIYZAcuDpAY1DyyLpqYUc