© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5120117/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MxLn8bThxa8CwRuErFiCR

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5120117/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MxLn8bThxa8CwRuErFiCR

(18 ก.ย. 68) เวลา 09.30 น. ที่ห้อง 3201 ชั้น 2 สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมการประชุมหารือ ระหว่างนายกรัฐมนตรี และคณะ กับดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับวันนี้ที่มาที่นี่ เพื่อพาคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจมาให้ทางสภาหอการค้าได้รู้จัก ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว โดยตั้งใจที่จะมารับฟังและหารือ ข้อเสนอแนะ จากสภาหอการค้าไทย สำหรับรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นนี้ จะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยมีความกระชับและเข้มแข็งมากขึ้น ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งนายอนุทิน กล่าวต่อว่า หากมีการโปรดเกล้าฯ หลังจากที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายชื่อ ครม.ไปแล้วนั้น จะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพื่อให้สามารถบริหาราชการแผ่นดินได้ รวมถึงได้แนะนำนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับผิดชอบเศรษฐกิจในภาพรวม ต่อมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ส่วนดร.พจน์ ระบุว่า ทางสภาหอการค้า พร้อมสนับสนุนขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน 4 ด้านที่นายอนุทินได้ประกาศไว้ ดังนั้น
1. ด้านเศรษฐกิจ ลดค่าของชีพแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร เสริมสร้างรายได้และโอกาสให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ
2. ด้านความมั่นคงชายแดน แก้ปัญหาแก้ปัญหาพิพาทด้วยสันติวิธีเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
3. ด้านภัยธรรมชาติ พัฒนาระบบแจ้งเตือนป้องกันภัย เสริมกลไกเสริมกลไกเยียวยาฟื้นฟูให้ได้รับเงินชดเชยอย่างเป็น
4. ด้านภัยสังคม เร่งปราบปรามยาเสพติดการค้ามนุษย์การหลอกลวงออนไลน์การพนันโดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ สภาหอการค้าไทย ได้ระบุทิศทางของการทำงานของสภาหอการค้าไทย ที่มีเป้าหมาย 4 ด้าน ภายใต้แนวทาง Unlocking New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต ประกอบด้วย
1. Build Business Confidence & Strengthen Trade & Investment in Global Supply Chains ด้วยการตั้งกลไกความร่วมมือ มีศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร และการสนับสนุนการลงทุนของไทยในต่างประเทศและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
2. Business Transformation: Innovation, Digital, Al, Robot, loT & ESG Integration การค้าและการลงทุน – ธุรกิจไทยขยายตลาดและการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งชันในเวทีโลก เกษตรและอาหาร – Smart Farming, Future Food, Halal การท่องเที่ยวและบริการ การท่องเที่ยวคุณภาพสูง Al, Robot, Digital Technology และ Innovation และ Sustainability
3. Talent Development คือ Reskill & Upskill คนไทย เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการและ SMEs ผ่านการอบรม Al, Digital Marketing, และ E-commerce การพัฒนาเครือข่าย Talent Ecosystem โดยความร่วมของสถาบันการศึกษา ภาครัธ และเอกชน เสริม Talent คนรุ่นใหม่ เข้ามาช่วยซับเคลื่อนองค์กร
4. Empowering SMEs & Strengthening Public-Privacy Partnerships การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสมาชิกเครือข่ายหอการค้าไทย และ SME ผลักดันมาตรการช่วยเหลือสมาชิกเครือข่าย และ SMEs เช่น สินเชื่อดอกเบียต่ำและการลดภาษี สร้างเครือข่ายการค้าและจับคู่ธุรกิจผลักดันภาครัฐให้มีนโยบายที่สนับสนุนสมาชิกเครือข่ายและ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม
พร้อมกับย้ำ การดำเนินการภายใต้ภารกิจ 7 ด้าน (7 Pillars) คือ
1. Rebuild Confidence Plan เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน
2. Liquidity for SMEs & Households เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
3. Ease Cost of Living ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน
4. Seamless Trade ค้าขายคล่อง ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม (Fair Trade) สร้างความสามาร
5. Safety & Security of Thailand รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะ ชายแดน
6. Trade War Response เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ
7. Boost Demand & Tourism กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/slide/politics/NqSjsFht6&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3POsgfYxR0hzYfOdOfkOSt

นายกฯ อนุทิน นำทีมเศรษฐกิจพบหอการค้า บอกโจทย์หลัก รบ.มุ่งแก้ปากท้อง ย้ำทูลเกล้าฯ ครม.แล้ว ได้รับโปรดเกล้าฯ ครม.พร้อมลุยงานทันที
18 ก.ย.2568 – ที่หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ระหว่างคณะรัฐบาล และคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน และนายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่ รมช.การคลัง นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กรรมการหอการค้าไทยฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย
โดยนายกฯ กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า ทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้า แปลกตารู้จักกันมาเป็นเวลานานแล้ว และมีความสนิทสนมคุ้นเคยเคารพนับถือกันมาเป็นอย่างดี สิ่งที่ได้มาในวันนี้คือเพื่อมาพบกับทุกท่านและนำคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจมาพบกับทุกท่านได้รู้จัก ซึ่งตนก็มั่นใจว่าท่านทั้งหลายรู้จักกันดีอยู่แล้ว มาในวันนี้เพื่อตั้งใจมารับฟังในรายละเอียดมาหารือและมารับข้อเสนอแนะจากหอการค้าไทย ทั้งนี้ รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นรัฐบาลที่เราเน้นในเรื่องของการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยให้มีความกระชับ และเข้มแข็งขึ้นภายในระยะเวลาที่เรามีอยู่ ขออนุญาตแนะนำท่าน ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งใน ครม. ของตนที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ที่ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว เพราะถ้ามีการโปรดเกล้าฯลงมาจะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพื่อให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ทันที จากนั้นนายกฯแนะนำรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำชื่อนายวรภัคว่าต้องใช้คนนี้ เพราะนายเอกนิติ เป็นคนแนะนำมา
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/863611/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rJIMG5qrEitypifLKrE7w

กระทรวงสาธารณสุข ได้มีพิธีเปิด “สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” อย่างเป็นทางการ โดยมี นายสมศักดิ์ กรีชัย รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นประธานในพิธี เมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2568)
นายสมศักดิ์ กรีชัย กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มุ่งส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนางานด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นของผลิตภัณฑ์ และการรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีมาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อประชาชนผู้บริโภค
สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว ภายใต้โครงสร้างของสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะมีการดำเนินงานด้านการติดตามกำกับการศึกษาวิจัย จัดทำแผนวิจัยด้านสมุนไพรการแพทย์แผนไทยและการแพทย์เลือก ร่วมกับแหล่งทุนระดับประเทศ
ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ มีการก่อตั้งศูนย์เร่งรัดงานวิจัยทางคลินิก และศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงมีการดำเนินงานด้านพิพิธภัณฑ์พืชและการวิจัยทางพฤกษศาสตร์ ซึ่งรวบรวมตัวอย่างพืชสมุนไพรกว่า 6,000 ชนิด รวมถึงมีการให้บริการข้อมูลด้านแพทย์แผนไทยและสมุนไพรทั้งในรูปแบบหนังสือ ตำรา คัมภีร์ และงานวิจัยต่างๆ ทางสถาบันฯมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญครบสาขา ได้แก่ แพทย์ เภสัชกร แพทย์แผนไทย นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และพยาบาลวิจัย ทำหน้าที่ศึกษาวิจัย ทั้งในด้านการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสมุนไพรและตำรับยาไทย
5 รายการสมุนไพรหวังผลภายในปี 2571
สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีแผนวิจัย ปี พ.ศ. 2568-2571 ที่มุ่งเน้นการศึกษาวิจัยสมุนไพร Herb of the year จำนวน 5 รายการ ได้แก่
ส่วนสมุนไพรที่มีศักยภาพใช้รักษา common diseases, นวดรักษาโรคทางกลุ่มโรคกระดูกและข้อ, การใช้ตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคผิวหนัง เช่น สะเก็ดเงิน และจะมีการขยายทั้งรูปแบบและวิธีวิจัยให้ครอบคลุมกลุ่มโรคอื่นๆ ต่อไป
“สถาบันวิจัยแห่งนี้จะไม่เพียงแต่ยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแต่จะสนับสนุนให้สมุนไพรเป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจและสุขภาพในระดับโลก”
ทางด้าน ดร.นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่าในปีงบประมาณ 2568 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้จัดทำบันทึกความร่วมมือกับหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ กรมการแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายเขตสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางวิจัยระดับประเทศอย่างเป็นเอกภาพ เปิดรับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีความน่าเชื่อถือ
สถาบันวิจัยฯ จะเปิดงานด้านห้องปฏิบัติการเพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งการดำเนินการวิจัยดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งทางสาธารณสุขและช่วยส่งเสริมด้านเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันให้ ‘สมุนไพรไทย’ เป็น 1 ใน 6 ยุทธศาสตร์สำคัญของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ โดยตั้งเป้าภาพรวมของ 6 ยุทธศาสตร์ที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศอยู่ที่ 6.9 แสนล้านบาท (3.39% ของ GDP)
และเคยออกมาแถลงผลงานในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า การดำเนินงานในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ( กพ.-ส.ค.) การยกระดับสมุนไพรไทย มีมูลค่ารวมแล้วกว่า 48,604 ล้านบาท.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/730575&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ExfJHM6zUE4hmAlg5dFYI


เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินในวันพุธ (17 ก.ย.) โดยที่ประชุมมีมติ 11 ต่อ 1 เสียง ลดดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% พาวเวลกล่าวว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ในวันพุธนั้น สะท้อนถึงความต้องการที่จะควบคุมความเสี่ยงที่มีต่อเศรษฐกิจ ภาพความเสี่ยงที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมากได้ปรากฏให้เห็นแล้ว เนื่องจากตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ พาวเวลกล่าวว่า การจ้างงานมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเผชิญภาวะขาลงเมื่อเทียบกับตัวเลขเงินเฟ้อ แต่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงต้องมีการประเมินและต้องควบคุม คาดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าจะยังคงเพิ่มขึ้นตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้จนถึงปีหน้า
ในการประชุมครั้งนี้ ไม่มีการสนับสนุนเป็นวงกว้างให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ผมคิดว่าเราได้ทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่และได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่แล้วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และเรามักจะทำเช่นนั้นในช่วงเวลาที่คุณรู้สึกว่านโยบายไม่เหมาะสมและจำเป็นต้องเปลี่ยนไปสู่จุดใหม่โดยเร็ว แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมรู้สึกในตอนนี้อย่างแน่นอน และผมเชื่อว่านโยบายที่ดำเนินมาในปีนี้นั้นเหมาะสมแล้ว” ดังนั้นเฟดจึงเลือกที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25%
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1otMaB3qRyBfRYve_8GECZ

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) รายงานผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital Industry Sentiment Index) ไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 46.9 ลดลงจาก 47.2 ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนภาคธุรกิจดิจิทัลไทยยังอยู่ในภาวะ ‘ไม่เชื่อมั่น’ ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
ปัจจัยกดดันหลักมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง ความไม่แน่นอนทางการเมือง การขาดแคลนบุคลากรดิจิทัลและผลกระทบจาก AI Disruption รวมถึงข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างไรก็ตาม มาตรการตรึงราคาพลังงาน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัว และผลการเจรจาภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ช่วยพยุงความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง
ดัชนีรายกลุ่มอุตสาหกรรม
• ซอฟต์แวร์ : 52.7 (สูงกว่าเกณฑ์ 50)
• ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ : 39.0
• บริการดิจิทัล : 48.1
• ดิจิทัลคอนเทนต์ : 46.8
• โทรคมนาคม : 46.5
เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 พบว่า กลุ่มโทรคมนาคมปรับลดลงจาก 51.8 เหลือต่ำกว่าเกณฑ์ ขณะที่ซอฟต์แวร์ยังคงยืนเหนือระดับ 50 ต่อเนื่อง
ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า ระบุว่า ผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐเร่งพัฒนาทักษะกำลังคนดิจิทัล ส่งเสริมการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และยกระดับศักยภาพ SMEs ให้ปรับตัวรับเศรษฐกิจโลก พร้อมสร้างเครือข่ายและกิจกรรมทางการตลาดเพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขัน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/depa-digital-industry-sentiment-index-3rd-quarter-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IRvUl51ZLhiCao2DtjVpX


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 ก.ย.68) เวลา 09:30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะว่าที่รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เข้าพบคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหารือและรับฟังข้อเสนอแนะ

นายอนุทิน กล่าวว่า การนำทีมว่าที่รัฐมนตรีมาพบครั้งนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับภาคเอกชน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญกับการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้น ภายในเวลาที่มีอยู่
ทั้งนี้ นายอนุทิน ยังได้แนะนำบุคคลที่จะเข้าดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี หลังจากที่ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว โดยระบุว่า เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการ รัฐบาลจะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดินโดยเร็ว
สำหรับว่าที่รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่ร่วมประชุมในครั้งนี้ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ซึ่งจะดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่จะรับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวรภัค ธันยาวงษ์ ที่จะรับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อคืนที่ผ่านมา มีกระแสข่าวสะพัดว่า โผครม. ยังไม่เรียบร้อย โดยมีรายงานอ้างว่าถูกตีกลับ 1 ราย เนื่องจากไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ โดยสองหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีความเห็นไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม คำยืนยันจากนายอนุทินในช่วงเช้าวันนี้ สะท้อนว่าโผ ครม. ชุดใหม่ได้ข้อยุติแล้ว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/783248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q3a9fXWTJk5pdpxJmEsHh

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ที่บริษัทจัดอันดับเครดิตเรทติ้งส์อย่าง “ฟิตช์” ปรับลดอันดับเครดิตของฝรั่งเศสลงมาจากเดิม AA- มาเป็น A+ จากความปั่นป่วนทางการเมืองและความกังวลจากสถานะการคลังของประเทศ
หลายคนอาจตกใจ แต่ความจริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นกับฝรั่งเศสนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่โดยเฉพาะปัญหาเรื่องหนี้และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกือบทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีนด้วย
เล่าง่ายๆ ให้เห็นภาพคือตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ “วังวนหนี้” ที่ยากจะออกมาได้ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากปริมาณหนี้สาธารณะโลกที่ขยับตัวสูงขึ้นทะลุ 100% ของภาพรวมเศรษฐกิจโลก ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นั้นหมายความว่าปริมาณหนี้ของทั้งโลกนั้นสูงเทียบเท่ากับภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกรวมกัน
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเข้าใจยาก เพราะมันคือการที่รัฐบาลของแต่ละประเทศมี “รายจ่าย” มากกว่า “รายได้” แต่คำถามคือทั้งโลกก็เผชิญกับปัญหานี้คล้ายๆ กัน แต่ทำไมบริษัทจัดอันดับเครดิตเลือกที่จะหั่นอันดับเครดิตของบางประเทศแต่ไม่หั่นบางประเทศ
อย่างเครดิตเรทเตอร์หลายเจ้าก็ขู่หลายต่อหลายครั้งว่าจะหั่นเครดิตของสหรัฐลงจาก “หนี้สาธารณะ” ที่อยู่ในระดับสูง แต่ทำไมบริษัทเครดิตเหล่านั้นไม่ทำเสียที คำตอบก็คือเขามองว่าสหรัฐยังมี “ความสามารถในการจ่ายหนี้” อยู่ อีกอย่างรัฐบาลสหรัฐยังมีอำนาจในการพิมพ์ดอลลาร์ออกมาเรื่อยๆ โดยที่ความต้องการซื้อดอลลาร์ก็ยังมีอยู่คล้ายๆ เดิม กลับกัน บริษัทจัดอันดับเหล่านี้เขามองว่าแนวโน้มความสามารถในการจ่ายหนี้ของฝรั่งเศสนั้นน้อยลงจากความปั่นป่วนทางการเมืองและสถานะการคลังที่น่ากังวล
พักเรื่องการเมืองไว้ก่อน มาทำความเข้าใจภาพรวมปัญหาเรื่องงบประมาณของฝรั่งเศสกันก่อน ตอนนี้สถานะทางการคลังของฝรั่งเศสน่ากังวลเพราะรายจ่ายรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รายรับจากภาษีกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อรายจ่ายมากกว่ารายรับ “ส่วนเกิน” หรือ Gap ที่มันเกินมา ทางเศรษฐศาสตร์จะเรียกว่า “การขาดดุล” หรือ Budget Deficit ซึ่งในปี 2024 ฝรั่งเศสมีการขาดดุลงบประมาณไปทั้งสิ้น 1.686 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 5.8% ของจีดีพี
ถามว่าตัวเลขนี้เยอะขนาดไหน ก็เปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจบ้านเราอยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์ จะเห็นว่าตัวเลขของฝรั่งเศสคิดเป็นเกือบๆ สองส่วนของเศรษฐกิจไทยเลยทีเดียว
รายรับและรายจ่ายรัฐบาลฝรั่งเศสสวนทางกัน
ถ้ายังไม่เห็นภาพ พามาดูตัวเลขรายรับรายจ่ายของรัฐบาลบ้าง ในปี 2024 รัฐบาลฝรั่งเศสหารายได้เข้ารัฐบาลได้ทั้งสิ้น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ส่วนมากมาจากพวกภาษีหรือการลงทุนของรัฐ) แต่รัฐบาลฝรั่งเศสกลับมีรายจ่ายสูงถึง 1.67 ล้านล้านดอลลาร์ ภาพตรงนี้มันก็สะท้อนออกมาจากการอธิบายเรื่องการขาดดุลที่เล่าไปเมื่อสักครู่
เพื่อให้เห็นภาพใหญ่มากขึ้น พาไปดูกราฟ Debt-to-GDP หรือว่าเป็นกราฟที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้เปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเข้ากับปริมาณหนี้ จะเห็นว่า ตั้งแต่ปี 2008 มาจนถึงปี 2025 อัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีของฝรั่งเศสปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากเพียง 60% ของจีดีพีมาอยู่ที่สูงถึง 116% ของจีดีพีในปีล่าสุด ซึ่งคิดเป็นมูลหนี้กว่า 3.35 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากเป็นภาระหนี้ที่สูงและหนักอึ้งมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในยูโรโซน
แล้วอะไรทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสกู้ยืมได้มากขึ้นขนาดนี้ คำตอบก็คือ “ต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำ” ในช่วง 2008 – 2020 โดยถ้าเราดูตามกราฟอัตราส่วนหนี้ของรัฐบาลฝรั่งเศสต่อจีดีพีจะเห็นว่า มูลหนี้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปี 2008 มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ทั้งโลกเผชิญกับหลายวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็น Global Financial Crisis ปี 2008, การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2020, สงครามรัสเซียยูเครนปี 2022 หรือสงครามการค้าในปัจจุบัน รัฐบาลก็เลยต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในประเทศ ลดผลกระทบจากวิกฤติ
ทีนี้ ถ้าเราย้อนกลับไปดูผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นภาพแทนของผลตอบแทน (พูดง่ายๆ ก็คือดอกเบี้ย) ที่รัฐบาลฝรั่งเศสต้องจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตร จะเห็นว่า ต้นทุนการกู้ยืมในช่วงนั้นอยู่ในระดับต่ำพอดีหรือแทบจะติดลบด้วยซ้ำ นั้นหมายความว่าการกู้ยืมเงินของรัฐบาลจึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายคล้ายกับ “เงินฟรี”
แต่ดีใจได้ไม่นานหลังโควิด-19 ในปี 2021 เป็นต้นมาต้นทุนการกู้ยืมก็ปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาลฝรั่งเศสขยับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างในปี 2025 อัตราดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าปี 2020 ถึง 2.6 หมื่นล้านบาท ถามว่ารายจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาล 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าสูงมากเพราะงบประมาณที่เข้ากระทรวงการศึกษาและงบกระทรวงกลาโหมยังต่ำกว่าดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายเสียอีก
จากเหตุการณ์ทั้งหมดมันก็จะทำให้ฝรั่งเศสเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า “Debt Loop” หรือวงจรหนี้ที่ออกมาไม่ได้ เพราะ ในอนาคตต้นทุนการกู้ยืมก็จะปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วยิ่งบริษัทจัดอันดับปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงแบบนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสก็ยิ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยกู้ยืมให้นักลงทุนสูงขึ้นเพื่อจูงใจ ทีนี้ก็จะทำให้รัฐบาลมีรายจ่ายสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่รายรับจากภาษีหรือการลงทุนของรัฐก็ปรับตัวลงสวนทางกัน
นั้นหมายความว่าในอนาคต รัฐบาลฝรั่งเศสและประชาชนผู้เสียภาษีก็จะต้องหาเงินมาจ่ายหนี้จากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไปอย่างต่อเนื่องเป็นวังวนเช่นนี้ต่อไป
ทั้งหมดจึงไม่แปลกที่ว่า ทำไมบริษัทจัดอันดับเครดิตจึงหั่นอันดับเครดิตของฝรั่งเศสลง
จากปัญหาทั้งหมด ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย เอ็มมานูเอล มาครอง พยายามจะใช้มาตรการที่หลากหลายในการปรับปรุงการใช้จ่ายเช่น การลดงบประมาณสวัสดิการทางสังคม งบประมาณเกี่ยวกับทางราชการ อย่างการเลิกจ้างพนักงานบางส่วนของรัฐ และการเพิ่มภาษีเพื่อเพิ่มรายได้เข้าภาครัฐ แต่หลายครั้งมาตรการเหล่านี้ก็ถูกมองว่าขัดต่อผลประโยชน์ของสาธารณะ และมักจะถูกต่อต้านอยู่บ่อยครั้ง
สุดท้ายก็มักจะจบลงที่การประท้วงจนทำให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนนโยบายเพื่อลดแรงเสียดทาน นอกจากนี้ คะแนนเสียงหลักของพรรคเรอแนซ็องส์ (RE) ของมาครอง ก็ยังเป็นกลุ่มคนสูงอายุที่ได้ประโยชน์จากสวัสดิการเหล่านั้น
คุณบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจว่า การต่อต้านการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลฝรั่งเศส เช่น การลดสวัสดิการทางสังคม และการลดเงินบำนาญนั้น เกิดจากวัฒนธรรมของฝรั่งเศสที่เชื่อในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของคนทำงาน และการมี work-life balance
เมื่อเทียบกันแล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับสวัสดิการและบำนาญต่อจีดีพีของฝรั่งเศสอยู่ที่ราว 14% ถือว่าสูงกว่ารายได้ จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยรวมกันคือราว 12% ต่อจีดีพี
คุณบุรินทร์ทิ้งท้ายว่า “A+ ถือว่ายังสูงอยู่ ยังห่างไกลจาก Non-investment grade … แม้จะถูกดาวน์เกรดแต่ถ้ามุมมองในอนาคตยังอยู่ในระดับ stable ก็ยังไม่น่ากังวลมาก แต่ถ้าถึงขั้นที่หั่นเครดิต มาด้วย และมุมมองในอนาคตก็ลงมาด้วยอันนี้ก็อาจจะน่ากังวล”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1199220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05JuDWe4afXcj7REVgBL31

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสารและการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และหัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า “คนละครึ่ง” เป็นมาตรการที่มีผลเชิงบวก แต่เป็นเพียง “ยาแรงระยะสั้น” ที่ไม่สามารถพยุงเศรษฐกิจได้ในระยะยาว
“คนละครึ่งเปรียบเสมือน “การฉีดวิตามิน” เข้าสู่ร่างกายที่อ่อนแอ เมื่อฉีดแล้วประชาชนรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที แต่ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน ต้องหายาใหม่มาฉีดต่อ อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบางเช่นนี้ การใช้มาตรการลักษณะนี้ถือว่ามีความจำเป็น”
ทั้งนี้การใช้จ่ายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างแข็งแรง เพราะกำลังซื้อภายในมีเพียงประชากรกว่า 60 ล้านคนและนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมที่สร้างแรงกระเพื่อมในระดับโลก
ดังนั้นควรเร่งดำเนินการใน 3 เรื่องควบคู่ไปกับคนละครึ่ง ได้แก่
1. กระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะการฟื้นโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เคยเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินลงทุน แต่ถูกชะลอไปก่อนหน้านี้
2. เร่งการใช้จ่ายภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ-เน้นให้งบลงทุนถูกนำออกมาใช้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณเดือนตุลาคม แทนที่จะรอจนถึงกลางหรือปลายปี เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที
3. บรรเทาผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศ-โดยเฉพาะการแก้ปัญหากำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ที่ขณะนี้ไทยเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสูงถึง 19% ซึ่งหากขับเคลื่อนได้จริง จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะสั้น และสร้างฐานสำหรับการเติบโตในระยะยาว
ด้านนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า มาตรการคนละครึ่งยังมีความไม่แน่นอนอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องแผนการดำเนินการระยะต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับสมาคมภัตตาคารไทย การมีโครงการนี้ช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความมั่นใจในช่วงสั้น
แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมยังต้องพึ่งพามาตรการเสริมอื่น ๆ เช่น การลงทุนระยะยาว การพัฒนาสินค้าและบริการ และการสนับสนุนจากภาครัฐและหอการค้า เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อ GDP อย่างแท้จริง เธอย้ำว่า การปรับปรุงนโยบายและการพัฒนาเศรษฐกิจต้องเกิดเป็นลูปต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและปรับตัวได้
โครงการ “คนละครึ่ง” เป็นเหมือน “ยาแก้ปวด” ช่วยบรรเทาความยากลำบากและสร้างความพึงพอใจให้ประชาชน แต่ต้องมีมาตรการอื่น ๆ เสริมเข้ามาเพื่อสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ทั้งนี้ สมาคมภัตตาคารไทยเองก็มีการติดตามและปรับตัวต่อสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
อย่างไรก็ดี ข้อเรียกร้องโครงการคนละครึ่งที่นำเสนอได้แก่ 1. ขอเพิ่มวงเงินจาก 150 บาทเป็น 200 บาทต่อวัน ซึ่งการเพิ่มวงเงินเป็น 200 บาทต่อวัน อีกทั้งขอเพิ่มวงเงินรวมต่อเดือนเป็น 3,000 บาท สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะช่วยร้านอาหารและผู้ประกอบการในภาคธุรกิจนี้ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะร้านที่มีต้นทุนสูง
ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่ ค่าจ้างแรงงาน และการเสียภาษีต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมาก ดังนั้นการเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาทต่อเดือนจะช่วยให้ผู้ใช้โครงการมีเงินสนับสนุนในการจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้นในช่วงวิกฤตนี้
นอกจากนี้ เดือนตุลาคม เป็นเดือนที่สำคัญในการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจาก ร้านอาหาร หลายแห่งต้องเผชิญกับภาระทางการเงินที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะในช่วง เดือนเมษายน-กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งร้านอาหารส่วนใหญ่พบว่าการดำเนินการในช่วงนี้ไม่สามารถทำกำไรได้มาก จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในรูปแบบของการเพิ่มวงเงินในโครงการคนละครึ่ง เพื่อให้ร้านอาหารมีเงินหมุนเวียนในการทำธุรกิจต่อไป
2. ขอให้นิติบุคคลเข้าร่วมโครงการได้ โดยให้นิติบุคคลที่เป็นร้านอาหารเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้ เนื่องจากในครั้งก่อนนั้นนิติบุคคลถูกตัดสิทธิ์จากโครงการคนละครึ่งและถูกแยกไปอยู่ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันซึ่งไม่เหมาะสมสำหรับร้านอาหารที่ต้องการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในร้าน ในการนี้ สมาคมได้เสนอให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้นิติบุคคลที่เป็นร้านอาหารเข้าร่วมโครงการเพื่อให้โครงการนี้สามารถครอบคลุมร้านอาหารทุกรูปแบบที่มีการจดทะเบียนและเสียภาษี
3. ขยายสิทธิ์ให้กลุ่มเปราะบาง หมายถึงผู้ที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งในครั้งก่อนกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิ์ในการใช้โครงการคนละครึ่ง จึงเสนอให้กลุ่มนี้สามารถใช้โครงการได้เหมือนกัน เนื่องจากเงินช่วยเหลือจากภาครัฐที่พวกเขาได้รับนั้นมีจำนวนไม่เพียงพอในการดำรงชีวิตในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
นายดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์เสริมชั้นนำของประเทศไทย ผ่านเชนสโตร์ “เจมาร์ท” กล่าวว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา โดยเฉพาะการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยผ่านโครงการคนละครึ่ง
แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลทางอ้อมกับร้านค้ามือถือ แต่ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในชีวิตของประชาชน ทำให้มีเงินเหลือมาซื้อมือถือ และอุปกรณ์ โดยโครงการที่น่าจะส่งผลโดยตรงกับธุรกิจมือถือ คือ Easy E-Receipt ที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนมากกว่า ซึ่งมองว่ารัฐควรดำเนินการโครงการดังกล่าวต่อเนื่อง
ขณะที่นายปรเมศร์ เหรียญเจริญสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอปเปอร์ ไวร์ด จำกัด (มหาชน) หรือ CPW ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกและตัวแทนจำหน่ายสินค้าดิจิทัลไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม กล่าวว่า นโยบายคนละครึ่ง ที่รัฐบาลเร่งผลักดันออกมาไม่ส่งผลกระตุ้นกำลังมือถือ และอุปกรณ์ โดยตรง แต่ช่วยในเรื่องของการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่นค่าอาหาร หรือค่าเดินทาง และมีเงินเหลือมาซื้อมือถือและอุปกรณ์ ในฐานะผู้ประกอบการมองว่า โครงการ Easy E-Receipt น่าจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยมากกว่า
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/639150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08YDxtgw5TRlk0zrNoMPen


ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานลง 0.25% สู่ระดับ 4.50% ในวันนี้ (18 ก.ย.) ตามธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เมื่อวานนี้ และส่งสัญญาณว่าจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในช่วงที่เหลือของปีนี้
เอ็ดดี้ หยู ผู้ว่าการธนาคารกลางฮ่องกง กล่าวว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของ HKMA จะส่งผลบวกต่อทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจของฮ่องกง
ทั้งนี้ นโยบายการเงินของฮ่องกงเคลื่อนไหวตามนโยบายของสหรัฐฯ เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกงถูกตรึงค่าไว้กับดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 7.75–7.85 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการปรับลดดอกเบี้ยของ HKMA ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2567
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.ย. 68)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HtNJS-Z0VnBojgKpFheSP