Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โครงการตามพระบรมราโชบายทั่วประเทศมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าพร้อมบำบัดทุกข์ด้วยการไม่ไปข้างหน้าและสานความฝันที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้…. — CDTI

    โครงการตามพระบรมราโชบายทั่วประเทศมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าพร้อมบำบัดทุกข์ด้วยการไม่ไปข้างหน้าและสานความฝันที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้…. — CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/video/115363/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ve_hKuZdZiiu8MK6db-xZ

  • ปริญญาคือเรื่องหลอกลวง? CEO Google Ventures เผย Gen Z มองทักษะสำคัญกว่าปริญญา

    ปริญญาคือเรื่องหลอกลวง? CEO Google Ventures เผย Gen Z มองทักษะสำคัญกว่าปริญญา

    ‘การศึกษานี้เป็นเรื่องหลอกลวงหรือเปล่า?’ คือคำถามสุดท้าทายจากลูกชายของ David Krane, CEO ของ GV (Google Ventures) ซึ่งสะท้อนเสียงของคนรุ่นใหม่ Gen Z ที่เริ่มไม่แน่ใจในคุณค่าของปริญญามหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิมอีกต่อไป

    David Krane ซึ่งเป็นหนึ่งในพนักงานยุคบุกเบิกของ Google ได้แบ่งปันเรื่องราวนี้ในงานประชุม Brainstorm Tech โดยเล่าว่าลูกชายคนโตของเขา ซึ่งกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยศิลปศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ใช้เวลาตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาคลุกคลีอยู่กับการทำงานด้าน AI ทั้งการใช้แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และผู้ช่วยเขียนโค้ด ประสบการณ์ตรงนี้เองที่ทำให้เขาและกลุ่มเพื่อนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ เริ่มขบคิดถึงความตึงเครียดระหว่างโลกแห่งการศึกษาในตำรากับโลกแห่งทักษะที่นำไปใช้ได้จริง

    คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของคนรุ่นใหม่เหล่านี้คือ การศึกษา 4 ปีนี้คุ้มค่าหรือไม่? เราอยากจะเป็นหนี้เพิ่มเพื่อใบปริญญาจริงหรือ? ในเมื่อวันนี้เราสามารถลงมือสร้างอะไรบางอย่างได้เลย และมีนักลงทุนที่พร้อมจะให้ทุนสนับสนุน มุมมองนี้ได้จุดประกายการถกเถียงครั้งใหญ่ถึงอนาคตของแรงงานและระบบการศึกษา

    เมื่อทักษะสำคัญกว่าวุฒิการศึกษา

    แนวคิดของลูกชาย Krane สอดคล้องกับเทรนด์การจ้างงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก ฝ่ายจัดหางานและบริษัทชั้นนำจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามคล้ายกัน และหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิด ‘Skills-First Hiring’ หรือการจ้างงานที่เน้นทักษะความสามารถเป็นหลัก

    ผลสำรวจ Workforce Confidence ล่าสุดจาก LinkedIn ยืนยันเทรนด์ดังกล่าว โดยพบว่ามีพนักงานระดับปฏิบัติการในสหรัฐฯ เพียง 41% เท่านั้นที่เชื่อว่าปริญญายังจำเป็นต่อความสำเร็จในอาชีพ ที่น่าสนใจคือ แนวทางการจ้างงานแบบ Skills-First นี้มีศักยภาพมหาศาลในการปลดล็อกขุมกำลังคน โดย LinkedIn ระบุว่ามันสามารถขยายกลุ่มผู้มีความสามารถ (Talent Pool) ในสหรัฐฯ ได้โดยเฉลี่ยถึง 16 เท่า และสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสื่อโดยเฉพาะ ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 24 เท่าเลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตาม ดาบสองคมของ AI ก็คือ ขณะที่มันสร้างโอกาสให้คนที่มีทักษะเฉพาะทาง มันก็กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบัณฑิตจบใหม่ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์เช่นกัน ทำให้โอกาสในการหางานลดลง และการแข่งขันเพื่อให้ได้สัมภาษณ์งานนั้นยากขึ้นกว่าเดิม

    David Hsu, CEO และผู้ก่อตั้ง Retool กล่าวเสริมมุมมองนี้ว่า 

    “จากข้อมูลที่เราช่วยบริษัทกว่า 10,000 แห่งอย่าง Boeing, Adobe และ Pfizer ใช้ AI สร้างซอฟต์แวร์ เราพบว่าพนักงานที่ใช้ AI ได้สำเร็จที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์หรือคนจบวุฒิด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่กลับเป็นคนในสายงานอื่น เช่น ฝ่ายขาย, ฝ่ายปฏิบัติการ, และฝ่ายการเงิน ที่เรียนรู้การใช้เครื่องมือ AI สมัยใหม่เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน”

    แต่ทำไมปริญญายังคงเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้

    แม้กระแสทักษะมาก่อนจะมาแรง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหลายคนกลับมองว่า ในยุค AI นี้เองที่การศึกษายิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น

    “ใครๆ ก็สั่ง AI ให้สร้างโค้ดได้ แต่การจะรู้ว่าโค้ดนั้นมีประสิทธิภาพ, ปลอดภัย และมีจริยธรรมหรือไม่ ต้องอาศัยวิจารณญาณของมนุษย์” Dana Stephenson, CEO ของ Riipen แพลตฟอร์มเชื่อมโยงนักศึกษากับการทำงานจริงกล่าวว่าหากนักศึกษาใช้ AI สร้างแอปฯ โดยขาดความรู้ด้านสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์, การดีบัก หรือการใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ พวกเขาก็อาจสร้างสิ่งที่เปราะบางและเป็นอันตรายได้

    ในทิศทางเดียวกัน Anant Agarwal, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของ 2U และศาสตราจารย์จาก MIT ย้ำว่าการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและสร้างความเชี่ยวชาญที่แท้จริงนั้นสำคัญกว่าที่เคย เพราะทักษะด้าน AI ที่ตลาดต้องการ มักเป็นการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในศาสตร์แขนงอื่นๆ ปริญญาจึงไม่ใช่แค่ใบเบิกทาง แต่เป็น ‘การรับประกันอนาคต’ ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

    Agarwal เสริมว่า สำหรับงานที่ซับซ้อนอย่างการพัฒนา LLMs หรือสร้างแอปพลิเคชัน AI ที่ทำงานได้เอง (Agentic AI) ความรู้พื้นฐานที่เข้มข้นทางคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์จากรั้วมหาวิทยาลัยยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เข้าใจการทำงานของระบบได้อย่างแท้จริง

    ปริญญาจะยังคงอยู่และวิวัฒนาการต่อไป

    บทสรุปของการถกเถียงนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่อยู่ที่การยอมรับว่ามุมมองของการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว Agarwal กล่าวว่าปริญญาหลักสูตร 4 ปีกำลังวิวัฒนาการ และ อนาคตของการเรียนรู้คือการผสมผสานสิ่งที่ดีที่สุดจากสองโลกเข้าด้วยกัน ผู้คนจะสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเป็นส่วนตัวมากขึ้นโดยนำปริญญาบัตรมาผนวกรวมกับใบรับรองทักษะเฉพาะทาง และหลักสูตรออนไลน์ต่างๆ

    ปริญญายังคงมีความสำคัญในฐานะรากฐานทางความคิดและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่วิธีการที่จะได้มาซึ่งความรู้และทักษะกำลังจะปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบย่อยๆ (Modular) และเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงานโดยตรงมากยิ่งขึ้น

    ที่มา: Fortune

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/gen-z-questions-college-degree-worth-in-ai-era&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JU13HID-dSTv8EcOBtkxV

  • สศช.ชำแหละ ‘งบแก้ยากจน’ หลายแสนล้าน แก้ปลายเหตุ-แตะแค่กระพี้

    สศช.ชำแหละ ‘งบแก้ยากจน’ หลายแสนล้าน แก้ปลายเหตุ-แตะแค่กระพี้

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรากฐานความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคของไทย ภายใต้รายงานการวิเคราะห์ สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 โดยระบุถึงนโยบายและช่องว่างการดำเนินนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ มีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า

    สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเมื่อพิจารณาการใช้จ่ายงบประมาณและโครงการ/มาตรการภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณพบว่า

    การใช้จ่ายงบประมาณเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สำคัญสำหรับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยในปีงบประมาณ 2567 รัฐบาลได้กำหนดนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ 

    ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการของภาครัฐ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมุ่งเสริมสร้างศักยภาพในการจัดบริการสาธารณะ การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ และการใช้งบประมาณในระดับพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    รัฐจัดงบ 8.2 แสนล้าน แก้ยากจนไม่ได้

    ทั้งนี้ในปี งบประมาณ 2567 รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 3.60 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19.58 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีการเบิกจ่ายรวม 3.54 ล้านล้านบาท ซึ่งยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด คิดเป็นมูลค่า 827,041 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.35 ของงบประมาณทั้งหมด

    อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า งบประมาณส่วนใหญ่ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำและโครงการต่อเนื่อง 

    สศช.ชำแหละ ‘งบแก้ยากจน’ หลายแสนล้าน แก้ปลายเหตุ-แตะแค่กระพี้

    โดยเฉพาะการจัดสรรเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เงินอุดหนุนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงสุด 3 อันดับแรกในหมวดนี้ 

    สะท้อนให้เห็นว่า การใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐในปัจจุบันอาจยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างจำกัด ทำให้การแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งฝังรากลึกในระดับโครงสร้างยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

    การจัดสรรงบแก้ยากจน-เหลื่อมล้ำ

    ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีมูลค่าการเบิกจ่ายรวมทั้งสิ้น 580,166 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะกลางถึงระยะยาว ผ่านการลงทุนทางด้านการศึกษาและสาธารณสุข 

    ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์ดังกล่าว คือ การยกระดับศักยภาพของประชาชน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการสร้างรายได้ให้สูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม 

    โครงการส่วนใหญ่ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ จึงให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาทักษะแรงงาน อาทิ ค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐพัฒนาด้านสาธารณสุขและสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก โครงการพัฒนาภาคีเครือข่ายให้มีศักยภาพในการดำเนินการจัดการสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมในชุมชน โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน

    การจำแนกโครงการภายใต้ทั้งสองยุทธศาสตร์ที่ได้กล่าวมาแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของภาครัฐในการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในเชิงระบบ โดยเน้นการสร้าง “โครงข่ายความคุ้มครองทางสังคม” (Social Safety Net) เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้แก่ กลุ่มเปราะบาง 

    งบประมาณส่วนใหญ่ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ถูกจัดสรรให้กับแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการ ได้แก่ แผนงานยุทธศาสตร์สร้างหลักประกันทางสังคม (ร้อยละ 44.73) แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ร้อยละ 38.15) และแผนงานยุทธศาสตร์สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา (ร้อยละ 10.25) 

    โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยความพิการ ซึ่งล้วนเป็นกลไกในการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกอยู่ใต้เส้นความยากจน

    สศช.ชำแหละ ‘งบแก้ยากจน’ หลายแสนล้าน แก้ปลายเหตุ-แตะแค่กระพี้

    จัดงบแค่แก้เดือดร้อนเฉพาะหน้า

    อย่างไรก็ตาม โครงการและมาตรการที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาวยังมีจำนวน และงบประมาณจำกัด แม้จะมีมาตรการสำคัญ เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมุ่งลดความยากจนข้ามรุ่นผ่านการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษา รวมถึงโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ช่วยส่งเสริมโอกาสในระดับพื้นที่ 

    แต่เมื่อเทียบกับงบประมาณสวัสดิการโดยรวม ยังมีข้อจำกัดในการสร้างสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาระยะสั้นกับการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งเน้นที่การลงทุนเพื่อพัฒนา “ระบบความคุ้มครองทางสังคม” ที่มั่นคงและเท่าเทียม 

    กลับเน้นไปที่มาตรการเชิง “สงเคราะห์” หรือการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและก่อให้เกิดภาระทางการคลังระยะยาว

    ดังนั้น ความท้าทายจึงมิใช่เพียงการคงไว้ซึ่งกลไกคุ้มครองทางสังคมที่มีอยู่ แต่ยังรวมถึงการออกแบบนโยบายและการจัดสรรงบประมาณที่ให้ความสำคัญกับ “การสร้างภูมิคุ้มกัน” ให้แก่ประชาชนมากขึ้น ผ่านการยกระดับคุณภาพการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การพัฒนาระบบหลักประกันทางสังคมให้เป็นเอกภาพ และการปฏิรูปโครงสร้างที่ส่งเสริมการเข้าถึงที่ดินและแหล่งทุนอย่างเป็นธรรม

    สศช.ชำแหละ ‘งบแก้ยากจน’ หลายแสนล้าน แก้ปลายเหตุ-แตะแค่กระพี้

    เมินแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ทิศทางนโยบายและมาตรการสำคัญของรัฐบาลในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เน้นไปที่การสร้างหลักประกันทางสังคม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการโอนเงินและสวัสดิการสังคม ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 78.45 ของงบประมาณ 

    โครงการและมาตรการที่สำคัญทั้งหมด (มูลค่ารวมทั้งสิ้น 519,913.64 ล้านบาท) ตัวอย่างเช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยความพิการ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 

    ในทางกลับกัน มาตรการที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการพัฒนา และสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว กลับมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 21.28 ของงบประมาณ เช่น การลงทุนในทุนมนุษย์ การปรับโครงสร้างหนี้ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    นอกจากนี้ ความท้าทายสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นการจัดสรรงบประมาณ แต่ยังรวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการติดตามและประเมินผลจากการมุ่งวัด “ผลผลิต” ไปสู่ “ผลลัพธ์” และ “ผลกระทบ” ที่ยั่งยืน การปรับทิศทางดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน 

    ทั้งการยกระดับรายได้ของประชาชนอย่างมั่นคง การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ และโอกาส รวมทั้งการสร้างกลไกการบูรณาการนโยบายและมาตรการที่มีประสิทธิภาพและสอดประสานกันอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639121&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vBj6hztKsbLMDtfNxwN1d

  • กยศ. เผยปี68 ปล่อยกู้กว่า 3.7 หมื่นล้าน ช่วยนร.-นศ.ขาดแคลนทุนกว่า 8.5 แสนราย

    กยศ. เผยปี68 ปล่อยกู้กว่า 3.7 หมื่นล้าน ช่วยนร.-นศ.ขาดแคลนทุนกว่า 8.5 แสนราย

    วันนี้ ( 18 ก.ย.2568 )นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้เปิดเผยว่า กยศ.การดำเนินงานให้กู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2568 ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 584,677 ราย เป็นวงเงินให้กู้ยืมกว่า 37,163 ล้านบาท (ข้อมูล วันที่ 17 กันยายน 2568) โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว

    นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    โดย กยศ. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2568 และงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล จำนวน 19,000 ล้านบาท ควบคู่กับเงินทุนหมุนเวียนที่ได้รับชำระคืนจากผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ เพื่อให้การกระจายโอกาสทางการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมโอกาสการมีงานทำให้แก่ประชาชนทั่วไปอายุ 18 – 60 ปี ด้วยหลักสูตรอาชีพหรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill)

    สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ผู้กู้ยืมเงินสามารถเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ กยศ. ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในรูปแบบกระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์กับ กยศ. แล้วกว่า 720,783 ราย

    ทั้งนี้ เมื่อผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว กยศ. จะปลดภาระผู้ค้ำประกันทันที และผู้กู้ยืมเงินสามารถผ่อนชำระเงินคืน กยศ. เป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยขยายเวลาผ่อนชำระได้นานถึง 15 ปี และในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมเงินต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเมื่อชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด 100%

    ปัจจุบัน กยศ. ได้ให้โอกาสแก่นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 7,158,155 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 820,786 ล้านบาท ประกอบด้วย ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการศึกษา/ปลอดหนี้ 1,344,732 ราย ผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 2,052,811 ราย ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,685,357 รายบัญชี และผู้กู้ยืมเงินเสียชีวิต/ทุพพลภาพ 75,255 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568) ทั้งนี้ กยศ. ยังคงยืนยันเดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ควบคู่กับการยกระดับการบริหารจัดการ 

    อ่านข่าว:

     เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณลดอีก 2 ครั้งในปีนี้ แม้เงินเฟ้อยังคงสูง

    หอการค้าฯ ถก อนุทิน ยื่น 7 ข้อเสนอเสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ 5 ปี ยุคแห่งความท้าทาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356678&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kBZJeVuL6rMD0CKBt9qjw

  • ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา

    ททท. ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม แมทธิวดีน

    Home / Other / ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา

    สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย

    วันที่ 18 กันยายน 2568 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ“ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานฯ พร้อมด้วยนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมงานฯ ภายในงาน ททท. เปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ วู้ดดี้–วุฒิธร, โอ๊ต–อัครพล สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Solo Economy และลิเดีย ศรัณย์รัชต์–แมทธิว ดีน และครอบครัว สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Multi-Generation พร้อมนำเสนอภาพยนตร์โฆษณาที่กำกับโดย นายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสื่อสารคุณค่าของการเดินทางท่องเที่ยวไทย พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการวางแผนการเดินทางผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com รวบรวมดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ให้นักท่องเที่ยว “สบายใจ สบายกระเป๋า” พร้อมเติมเต็มความสุขและสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าไม่รู้ลืม เพื่อมุ่งกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปี 2568-2569 นี้ ททท. ตั้งใจยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสู่การให้ความสำคัญเชิงคุณค่าอย่างแท้จริง โดยมุ่งทำตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าตลอด Customer Journey จึงได้ดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการใช้จ่ายสูงและต้องการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าในความทรงจำ โดยเฉพาะในกลุ่ม Multi Generation ครอบครัวหลายช่วงวัยที่เดินทางสร้างความทรงจำร่วมกัน และกลุ่ม Solo Economy นักท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อตอบสนองแรงบันดาลใจและคุณค่าของเวลา รวมถึงได้วางกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมใช้ Celebrity & Influencer Marketing เพื่อขยายพลังการสื่อสารและสร้างกระแสรับรู้นำไปสู่การกระตุ้นการเดินทางในเมืองท่องเที่ยวหลักเชื่อมเมืองน่าเที่ยว พร้อมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายควบคู่กับการจัดกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษร่วมกับพันธมิตรภายใต้กลยุทธ์ Partnership 360o เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า โครงการนี้ ททท. ต่อยอด Key Idea จากเทรนด์ Self Love ที่ผู้คนหันกลับมาใส่ใจตัวเอง ฟังเสียงหัวใจ และมองหาประสบการณ์ที่เติมเต็มความสุขผ่านการเดินทาง ผสานเข้ากับกลยุทธ์ Celebrity Marketing ซึ่ง ททท. ได้คัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่ม Solo Economy ซึ่งมีตัวแทนคือ คุณวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา และ คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล สื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์การเดินทางเชิงคุณค่าและการดูแลตัวเอง (Self Love) อีกทั้งยังเป็นกระบอกเสียงแทนกลุ่ม LGBTQ+ ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตตามเสียงหัวใจอย่างสง่างาม ขณะที่กลุ่ม Multi-Generation ตัวแทนคือ คุณลิเดีย ศรัณย์รัชต์-คุณแมทธิว ดีน และครอบครัว ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของการเดินทางที่เติมเต็มชีวิต ค้นพบมุมมองใหม่และร่วมกันสร้าง “Grand Moment” อันทรงคุณค่าผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

    แคมเปญนี้ถูกจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์โฆษณาด้วยฝีมือการกำกับของนายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี ที่เน้นการสื่อสาร Emotional Marketing สร้างความรู้สึกของผู้ชม ชวนให้ทุกคนกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนที่เรารัก แล้วพาตัวเองไปยังสถานที่ที่เราอยากไป สัมผัสความสุขและทำกิจกรรมที่จะเติมเต็มความรู้สึกให้กลับคืนมาอีกครั้ง นอกจากนี้ ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการ ออกแบบเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เป็นศูนย์รวมโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 200 ราย ครอบคลุมทั้งที่พัก โรงแรม รีสอร์ท และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถจองง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เพียงเลือกโรงแรมที่สนใจ และกรอกโค้ด HAPPYNOW2025 เลือกวันที่เข้าพัก ระบบจะพาเข้าสู่หน้าจองของโรงแรมโดยตรงและรับการยืนยันทางอีเมลได้ทันที โปรโมชั่นสุดพิเศษนี้ เตรียมเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

    ตัวอย่างโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการ อาทิ โรงแรมศรีพันวา รีสอร์ตระดับ 5 ดาว ส่วนลด 20%, รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป เครือโรงแรมระดับ 5 ดาวในพัทยา ส่วนลด 15%, ศาลา ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เครือโรงแรมและรีสอร์ทสไตล์บูทีค ส่วนลด 15%, วารานา กระบี่ Wellness Center กับประสบการณ์บำบัดด้วยน้ำแบบเฉพาะตัวรวมถึงธนาคารน้ำธรรมชาติแห่งแรกของไทย ส่วนลด 10%, จรัสภาวัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ รีสอร์ตหรูหัวหินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล World Luxury Award, ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุย หนึ่งในพูลวิลล่าวิวสวยที่สุดของไทย, โรงแรมกาลนาน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, เคป ดารา รีสอร์ท, ใบหยก กรุ๊ป ส่วนลด 20% และโรงแรม Mida Hospitality Group ส่วนลดสูงสุดถึง 30% และอีกมากมาย
    อย่าพลาดโอกาสดี ๆ กับโปรโมชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” จองง่าย คุ้มค่า สบายใจ สบายกระเป๋า และพร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำให้กับคุณและคนที่คุณรัก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1672 Travel Buddy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/other/397360.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28gcyWuN4eOSAWWF0whPZy

  • ททท.จับมือ สทท. จัดโครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    ททท.จับมือ สทท. จัดโครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ


    ททท. จับมือ สทท. เดินหน้าโครงการ “ทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค” หนุนเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คาดเงินสะพัดกว่า 24 ล้านบาทภายใน 2 เดือน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ร่วมกับ สภาอุตหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  จัดโครงการรถทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นการท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระจายรายได้ปี 68 คาดงินสะพัดเข้าสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกว่า 24 ล้านบาทตลอดทั้งโครงการ 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า โครงการรถทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค ทาง ททท. ได้ร่วมมื่อกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย ให้ออกมาท่องเที่ยวเมื่องน่าเที่ยว 5 ภูมิถาคทั่วประเทศไทย ผ่านการเดินทางเที่ยวเป็นหมู่คณะ ในรูปแบบของบริษัทนำเที่ยว  โดย ททท. สนับสนุนค่ารถบัสโดยสารให้กับผู้ประกอบการที่เสนอขายรายการนำเที่ยวที่มีการเดินทางพักค้างคืนไม่น้อยกว่า 1 คืน (ระยะเวลาอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน) และต้องเป็นการเดินทางพักค้างคืนข้ามจังหวัดและจากเมืองหลักสู่เมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) หรือเมืองรองสู่เมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) รวมถึงมีผู้ร่วมเดินทาง (ลูกทัวร์) ไม่น้อยกว่า 30 คน/คัน ซึ่ง ททท. จะสนับสนุนค่ารถบัสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตประกอบการขนส่งและประกันภัย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองฯ ในวงเงิน 10,000 บาท ต่อ/คัน/วัน ตามที่เดินทางจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท/ทริป ภูมิภาค โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2568 

    ทั้งนี้ ททท.เชื่อมั่นว่า โครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศ ผลักดันการกระจายรายได้สู่แหล่งท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่นในเมืองน่าเที่ยว สนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งรถบัส รถขนส่งสาธารณะไม่ประจำทาง บริษัทนำเที่ยว รวมถึงภาคแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะเกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไม่น้อยกว่า 6,000 คน-ครั้ง และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 24 ล้านบาท เกิดการจ้างงานแรงงานในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้แก่ คนขับรถโดยสารนำเที่ยว มัคคุเทศก์ พนักงานบริการที่เกี่ยวข้องในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวและร้านของที่ระลึก สร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการยังคงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e1_JPCEYurVnd06uI4KUg

  • สมาคมภัตตาคารไทย เสนอแพ็กเกจนโยบาย 6 แกน ฟื้นธุรกิจร้านอาหาร-ท่องเที่ยว

    สมาคมภัตตาคารไทย เสนอแพ็กเกจนโยบาย 6 แกน ฟื้นธุรกิจร้านอาหาร-ท่องเที่ยว

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยข้อมูลกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า สมาคมได้รวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายครบวงจรเพื่อเสนอรัฐบาล เพื่อช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารและท่องเที่ยวฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและแข็งแรงในระยะยาว

    โดยรัฐควรใช้แพ็กเกจนโยบายที่ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ คือ การลดต้นทุน เพิ่มรายได้ พัฒนาทักษะแรงงาน และส่งเสริมการตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 แกนหลัก

    แกนแรก คือ การเงินและภาษี (Cost Relief & Liquidity) โดยเสนอให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับร้านอาหารเหลือ 5% เป็นการชั่วคราว 12 เดือน สำหรับบริการอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ และให้สินเชื่อซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ 1–2% วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาทต่อกิจการ

    โดยมี บสย. ค้ำประกัน 70% นอกจากนี้ยังเสนอให้ยกเว้นหรือปรับลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ เช่น ใบอนุญาตอาหาร สุขาภิบาล ดนตรีสด และสื่อโฆษณา ระหว่าง 50–100% เป็นเวลา 1 ปี รวมถึงให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายลงทุนยกระดับครัว ระบบความเย็น และพลังงานสะอาดแบบ Super Deduction 2.0 โดยสามารถหักเพิ่ม 1.5–2 เท่าของมูลค่าการลงทุน

    แกนที่สอง คือ การลดต้นทุนปฏิบัติการ (Operating Cost) ซึ่งเน้นการสนับสนุนค่าไฟและค่าน้ำในอัตราพิเศษสำหรับกิจการขนาดเล็กและกลาง พร้อมทั้งจัดตั้งตลาดกลางวัตถุดิบอาหารร่วมกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรและภาคเอกชน เพื่อตัดตัวกลางและลดราคาวัตถุดิบลง 5–10%

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล

    แกนที่สาม คือ แรงงานและทักษะ (Jobs & Skills) โดยเสนอให้รัฐอุดหนุนค่าจ้างชั่วคราวสำหรับพนักงานเดิมที่รักษาการจ้างงาน 6–12 เดือน ในอัตรา 1,500–2,000 บาทต่อหัวต่อเดือน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทักษะทั้งการใช้ภาษา มาตรฐานการบริการ ความปลอดภัยด้านอาหาร การตลาดดิจิทัล และการบริหารต้นทุน ผ่านอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากนี้ ยังเสนอช่องทางนำเข้าแรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมายแบบ Fast-Track สำหรับตำแหน่งขาดแคลน โดยควบคุมมาตรฐานค่าจ้างและสวัสดิการ

    แกนที่สี่ คือ การตลาดและการท่องเที่ยว (Demand Stimulus) โดยเน้นจัดเทศกาลอาหารในจังหวัดต่างๆ และเส้นทาง Food Tourism ตั้งแต่ Street Food ไปจนถึง Fine Dining เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน พร้อมทั้งจัดแคมเปญ “Clean Food, Safe & Iconic” เพื่อผลักดันมาตรฐานร้านท้องถิ่น และสร้างคอนเทนต์หลายภาษา

    แกนที่ห้า คือ ดิจิทัลและนวัตกรรม (Digital Boost) โดยเสนอให้มินิแกรนท์มูลค่า 50,000–150,000 บาท สำหรับร้านอาหารในการจัดทำเมนูหลายภาษา ระบบจองอาหาร POS และ Inventory รวมถึงเดลิเวอรีและระบบ Loyalty/CRM เปิดเผยข้อมูลภาคท่องเที่ยวและอาหาร เช่น ความต้องการช่วงฤดูกาลและเทศกาล ให้ SMEs ใช้วางแผนธุรกิจ และจัดตั้งกองทุนสตาร์ทอัพด้าน FoodTech และ TravelTech เพื่อสนับสนุนโซลูชันลดต้นทุน ลดการสูญเสียอาหาร และใช้พลังงานสะอาด

    แกนที่หก คือ กฎหมาย มาตรฐาน และความยั่งยืน (Ease & Green) โดยเสนอระบบ One-Stop License สำหรับใบอนุญาตอาหาร ดนตรี ป้าย และสุรา ผ่านดิจิทัลเพื่อลดเวลาการดำเนินการจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน พร้อมสนับสนุน Green Restaurant/Hotel Program ด้วยเงินอุดหนุน 30–40% สำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ลดการใช้พลาสติก และจัดการขยะอาหาร นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับปรุงผังเมืองและกฎระเบียบสถานที่ เพื่อส่งเสริมโซนอาหารกลางคืนที่ปลอดภัย มีมาตรฐานด้านเสียงและสุขอนามัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/639054&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ePH_zInHA8cHA_6lCoDht

  • K

    K

    ธนาคารกสิกรไทยยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) ผ่าน K PLUS ให้คนไทยเที่ยวนอกได้รับประสบการณ์การใช้จ่ายที่ราบรื่น ช่วยเพิ่มความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในจีนประเทศยอดฮิตของนักท่องเที่ยวไทย ด้วยการขยายบริการให้สามารถสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ได้ทั่วประเทศจีนครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อวีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย รวมทั้งยังสแกนจ่ายได้ในประเทศญี่ปุ่น อาเซียน และอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลก พร้อมกันนี้ยังมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ K PLUS ในการสแกนจ่ายที่ประเทศญี่ปุ่น หรือสแกนแลกเงินที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทย คาดการณ์สิ้นปีมูลค่าธุรกรรมในการสแกนจ่ายในต่างประเทศ เติบโตกว่า 29%

    K PLUS ยกระดับบริการให้คนไทยเที่ยวนอกปลายปีสะดวกไปได้อีก สแกนจ่ายได้ทั่วจีนผ่าน K+ Go Inter ครบทั้ง Alipay Weixin Pay และ UnionPay ได้เป็นแอปพลิเคชันแรก พร้อมมอบ โปรโมชันพิเศษในการใช้จ่ายต่างประเทศ

    ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงที่คนไทยมีแนวโน้มในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง และเป็นช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองก่อนเข้าสู่ปีใหม่ โดยจากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าตลอดปี 2568 จะมีจำนวนทั้งสิ้น 8.9 ล้านคน จากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยจึงได้ยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัย โดยไม่ต้องพกเงินสดเยอะ และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ราบรื่นให้ลูกค้าในทุกจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ใน K PLUS ที่ล่าสุดได้มีการพัฒนาให้สามารถสแกนจ่ายได้ทั่วประเทศจีน ครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ วีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้คนไทยใช้จ่ายด้วยการสแกนจ่าย แบบ Pay Like a local ได้หมือนคนจีน รวมทั้ง K+ Go Inter ยังสามารถใช้สแกนจ่ายได้ในประเทศยอดนิยมของคนไทย ทั้งญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียน สปป.ลาว มาเลเซีย เวียดนาม และอีกมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2568 มูลค่าธุรกรรมผ่านการสแกนจ่ายต่างประเทศเติบโตกว่า 29%

    นอกจากนี้ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีนี้ ธนาคารกสิกรไทยมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ K+ Go Inter สแกนจ่ายในประเทศญี่ปุ่นผ่านเครือข่าย Alipay + ในร้านค้าที่ร่วมรายการกว่า 40 ร้านค้าทั่วประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุม ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าในสนามบิน ร้านขายยา ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า เช่น Daimaru Takeya GU Bic Camera และ Don Quijote จะได้รับส่วนลดสูงสุด 10% เมื่อชำระขั้นต่ำตามยอดซื้อและเงื่อนไขที่กำหนด (จำกัดสูงสุด 5 รายการต่อท่าน/ร้านค้า) ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2568 – 25 ตุลาคม 2568

    สำหรับลูกค้าที่นิยมพกเงินสด หรือเดินทางไปในประเทศที่ยังจำเป็นต้องใช้จ่ายด้วยเงินสดเป็นหลัก ก็สามารถแลกเงินได้สะดวก พร้อมรับโปรโมชันทุบเรทแลกเงิน ได้รับเรทพิเศษ เพียงสแกนจ่ายผ่าน K PLUS เพื่อแลกเงินที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศ ทั้งบูธในสนามบินและนอกสนามบินกว่า 100 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if060hamufputva17iasok99zfn1orj5&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c-3pRIPkhguEZ_zwzGEbI

  • ‘กมธ.ท่องเที่ยว’ หวั่นใช้กัญชาไร้มาตรการควบคุมทำลายประชาชน-นักท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ‘กมธ.ท่องเที่ยว’ หวั่นใช้กัญชาไร้มาตรการควบคุมทำลายประชาชน-นักท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่รัฐสภา นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่าทาง กมธ. ได้ประชุมเมื่อวันที่ 15 ก.ย. เพื่อพิจารณาและติดตามผลกระทบจากการปรับนโยบายด้านกัญชา โดยมีวัตถุประสงค์ในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งการประชุมครั้งดังกล่าว ได้รับเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการร้านกัญชา และวิชาชีพผู้แนะนำการใช้กัญชาแห่งประเทศไทย

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ความท้าทายด้านสังคม ภาพลักษณ์ และผลกระทบต่อการท่องเที่ยว โดย กมธ. ได้พิจารณาและมีข้อสังเกตว่า ถึงแม้ว่ากัญชามีศักยภาพในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเวลเนส (Wellness Tourism) โดยเฉพาะการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร การแพทย์แผนไทย การให้บริการสปา รวมถึงการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว

    “แต่การใช้กัญชาโดยปราศจากมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม กลับก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสังคม ประชาชน และภาคการท่องเที่ยวโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากกลิ่นกัญชา ซึ่งแพร่กระจายในพื้นที่สาธารณะ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ถือเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการท่องเที่ยว กลิ่นดังกล่าวไม่เพียงสร้างความรำคาญแก่ประชาชนในพื้นที่ แต่ยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่สบายใจ สูญเสียความเชื่อมั่น และได้รับประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยถูกลดทอนคุณภาพลง และบั่นทอนภาพลักษณ์ของประเทศ ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว” นายเฉลิมพงศ์ กล่าว

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ทาง กมธ. ได้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและแก้ไขผลกระทบดังกล่าว ดังนี้ 1.กำหนดเขตพื้นที่เฉพาะสำหรับการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับกัญชา เพื่อป้องกันมิให้การใช้กัญชาแพร่กระจายไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะโดยไม่เหมาะสม 2.จัดทำมาตรฐาน ด้านความปลอดภัย และการควบคุมกัญชาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนและปกป้องประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว 3.บริหารจัดการภาพลักษณ์และการสื่อสารของประเทศอย่างสมดุล โดยไม่ให้กัญชากลายเป็นภาพจำของประเทศไทยแทนที่คุณค่าทางวัฒนธรรม ศิลปะ และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า 4.จัดทำกฎหมายหรือกฎระเบียบเฉพาะที่มีบทบัญญัติชัดเจน ในการกำกับดูแลการใช้กัญชา โดยครอบคลุมถึงการใช้ในพื้นที่สาธารณะ การควบคุมกลิ่นและมลพิษ การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการกำหนดขอบเขตการใช้เพื่อสุขภาพให้แตกต่างจากการใช้ในเชิงสันทนาการ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้จะส่งไปให้ทางรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5124494/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BVHrVYJe7n-hwZW43d802

  • ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย


    18/09/2568 | 85 |

    บ่ายนี้ (18 กันยายน 2568) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ“ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยมีนางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานฯ พร้อมด้วยนายนิธี  สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมงานฯ ภายในงาน ททท. เปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ วู้ดดี้–วุฒิธร, โอ๊ต–อัครพล สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Solo Economy และลิเดีย ศรัณย์รัชต์–แมทธิว ดีน และครอบครัว สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Multi-Generation พร้อมนำเสนอภาพยนตร์โฆษณาที่กำกับโดย นายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสื่อสารคุณค่าของการเดินทางท่องเที่ยวไทย พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการวางแผนการเดินทางผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  รวบรวมดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ให้นักท่องเที่ยว “สบายใจ สบายกระเป๋า” พร้อมเติมเต็มความสุขและสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าไม่รู้ลืม เพื่อมุ่งกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า 

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์  ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปี 2568-2569 นี้ ททท. ตั้งใจยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสู่การให้ความสำคัญเชิงคุณค่าอย่างแท้จริง โดยมุ่งทำตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าตลอด Customer Journey จึงได้ดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการใช้จ่ายสูงและต้องการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าในความทรงจำ โดยเฉพาะในกลุ่ม Multi Generation ครอบครัวหลายช่วงวัยที่เดินทางสร้างความทรงจำร่วมกัน และกลุ่ม Solo Economy นักท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อตอบสนองแรงบันดาลใจและคุณค่าของเวลา รวมถึงได้วางกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมใช้ Celebrity & Influencer Marketing เพื่อขยายพลังการสื่อสารและสร้างกระแสรับรู้นำไปสู่การกระตุ้นการเดินทางในเมืองท่องเที่ยวหลักเชื่อมเมืองน่าเที่ยว พร้อมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายควบคู่กับการจัดกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษร่วมกับพันธมิตรภายใต้กลยุทธ์ Partnership 360o เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายนิธี  สีแพร  รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า โครงการนี้ ททท. ต่อยอด Key Idea จากเทรนด์ Self Love ที่ผู้คนหันกลับมาใส่ใจตัวเอง ฟังเสียงหัวใจ และมองหาประสบการณ์ที่เติมเต็มความสุขผ่านการเดินทาง ผสานเข้ากับกลยุทธ์ Celebrity Marketing ซึ่ง ททท. ได้คัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่ม Solo Economy ซึ่งมีตัวแทนคือ คุณวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา และ คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล สื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์การเดินทางเชิงคุณค่าและการดูแลตัวเอง (Self Love) อีกทั้งยังเป็นกระบอกเสียงแทนกลุ่ม LGBTQ+ ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตตามเสียงหัวใจอย่างสง่างาม ขณะที่กลุ่ม Multi-Generation ตัวแทนคือ คุณลิเดีย ศรัณย์รัชต์-คุณแมทธิว ดีน และครอบครัว ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของการเดินทางที่เติมเต็มชีวิต ค้นพบมุมมองใหม่และร่วมกันสร้าง “Grand Moment” อันทรงคุณค่าผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย 

    แคมเปญนี้ถูกจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์โฆษณาด้วยฝีมือการกำกับของนายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี ที่เน้นการสื่อสาร Emotional Marketing สร้างความรู้สึกของผู้ชม ชวนให้ทุกคนกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนที่เรารัก แล้วพาตัวเองไปยังสถานที่ที่เราอยากไป สัมผัสความสุขและทำกิจกรรมที่จะเติมเต็มความรู้สึกให้กลับคืนมาอีกครั้ง นอกจากนี้ ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการ ออกแบบเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  เป็นศูนย์รวมโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 200 ราย ครอบคลุมทั้งที่พัก โรงแรม รีสอร์ท และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถจองง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เพียงเลือกโรงแรมที่สนใจ และกรอกโค้ด HAPPYNOW2025 เลือกวันที่เข้าพัก ระบบจะพาเข้าสู่หน้าจองของโรงแรมโดยตรงและรับการยืนยันทางอีเมลได้ทันที โปรโมชั่นสุดพิเศษนี้ เตรียมเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

    ตัวอย่างโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการ อาทิ โรงแรมศรีพันวา รีสอร์ตระดับ 5 ดาว ส่วนลด 20%, รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป เครือโรงแรมระดับ 5 ดาวในพัทยา ส่วนลด 15%, ศาลา ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เครือโรงแรมและรีสอร์ทสไตล์บูทีค ส่วนลด 15%, วารานา กระบี่ Wellness Center กับประสบการณ์บำบัดด้วยน้ำแบบเฉพาะตัวรวมถึงธนาคารน้ำธรรมชาติแห่งแรกของไทย ส่วนลด 10%, จรัสภาวัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ รีสอร์ตหรูหัวหินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล World Luxury Award, ศิลาวดี= พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุย หนึ่งในพูลวิลล่าวิวสวยที่สุดของไทย, โรงแรมกาลนาน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, เคป ดารา รีสอร์ท, ใบหยก กรุ๊ป ส่วนลด 20% และโรงแรม Mida Hospitality Group ส่วนลดสูงสุดถึง 30% และอีกมากมาย

    อย่าพลาดโอกาสดี ๆ กับโปรโมชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” จองง่าย คุ้มค่า สบายใจ สบายกระเป๋า และพร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำให้กับคุณและคนที่คุณรัก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1672 Travel Buddy


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/424652&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yQQCn-YIDUlbiqM_TF1R9