Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สนค. เผยผลการศึกษาฯ ชี้ สินค้าจาก “จีน” เสี่ยงทะลักเข้าไทยสูงสุด

    สนค. เผยผลการศึกษาฯ ชี้ สินค้าจาก “จีน” เสี่ยงทะลักเข้าไทยสูงสุด

    เศรษฐกิจ

    สนค. เผยผลการศึกษาฯ ชี้ สินค้าจาก “จีน” เสี่ยงทะลักเข้าไทยสูงสุด

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.45 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สนค. เผยผลการศึกษาฯ ชี้ สินค้าจาก “จีน” เสี่ยงทะลักเข้าไทยสูงสุด โดยเฉพาะกลุ่มยานพาหนะ อุตสาหกรรม และอุปโภคบริโภค หลังสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีใหม่ พร้อมเสนอมาตรการรับมือเชิงรุก 

    เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยผลการศึกษา “การวิเคราะห์การเบี่ยงเบนทางการค้า: กรณีการไหลทะลักของสินค้าจีนหลังสหรัฐฯ กำหนดภาษีต่างตอบแทนจากไทย 19%” ผลการศึกษาพบว่า จีนเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด ที่จะเบี่ยงเบนเส้นทางการค้าและส่งออกสินค้าทะลักเข้ามายังประเทศไทย พร้อมเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อเตรียมการรับมือ

    ตามที่สหรัฐฯ ได้ประกาศอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนใหม่เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 โดยกำหนดอัตราภาษีสำหรับไทยที่ 19% แต่กำหนดอัตราที่สูงกว่ากับประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยหลายประเทศ เช่น จีน (34%) ไต้หวัน (20%) เวียดนาม (20%) และอินเดีย (25%) ได้สร้างความเสี่ยงที่จะเกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) ซึ่งสินค้าจากประเทศที่ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงอาจทะลักเข้ามาในตลาดไทยแทน สถานการณ์ดังกล่าวแม้จะมีข้อดีในการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคและกระตุ้นการแข่งขัน แต่หากการไหลทะลักดังกล่าวรุนแรงเกินไปจะส่งผลเสียต่อภาคการผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะ SMEs ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ จนนำมาสู่การลดกำลังการผลิต การจ้างงาน อีกทั้งยังส่งผลให้ขาดดุลการค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
    ในวงกว้าง ดังนั้น สนค. จึงได้ทำการศึกษาผลกระทบและประเมินความเสี่ยงเพื่อเตรียมมาตรการรับมือเชิงรุก เพื่อให้ภาครัฐและผู้ประกอบการไทยสามารถรับมือกับผลกระทบเชิงลบได้อย่างทันท่วงที

    สนค. ทำการศึกษาวิเคราะห์โอกาสการเบี่ยงเบนเส้นทางการค้า (Trade Diversion) โดยพิจารณาจากปัจจัย 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) ช่องว่างอัตราภาษีและต้นทุน (2) โครงสร้างสินค้าและอุปสงค์ (3) ห่วงโซ่อุปทานและข้อตกลงการค้า (4) โลจิสติกส์และภูมิศาสตร์ (5) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยน และ (6) นโยบายกำกับและการบังคับใช้ พบว่า จีนยังคงเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะมีการไหลทะลักของสินค้าเข้ามาในไทย เนื่องจากมีส่วนต่างอัตราภาษีกับไทยมากที่สุดถึง 15% ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และการอุดหนุนจากภาครัฐที่ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่เดิมและความสะดวกทางการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ยิ่งเอื้อให้สินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทยได้ง่ายขึ้น

    ข้อมูลเชิงประจักษ์จากการวิเคราะห์การไหลทะลักของสินค้าจากดัชนีการไหลทะลักของสินค้า (Spill-over Index) ยืนยันสถานการณ์การไหลทะลักของสินค้าจากจีน โดยค่าดัชนีได้พุ่งขึ้นจากระดับ 100 ในปี 2561 (ก่อนสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน) มาอยู่ที่ระดับสูงสุด 130 ในปี 2567 ภายในช่วง 7 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการไหลเข้าของสินค้าจีนที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มสินค้าที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มยานพาหนะและส่วนประกอบ กลุ่มสินค้าภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

    เพื่อชี้เป้าสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง สนค. ได้พัฒนาระบบเตือนภัย (Warning System) ขึ้นโดยใช้ 3 ตัวชี้วัดสำคัญได้แก่ (1) ส่วนแบ่งนำเข้าจากจีน (2) อัตราการขยายตัวของมูลค่านำเข้า และ (3) ช่องว่างราคานำเข้า จากจีนมากกว่าช่องว่างราคาจากโลก และจัดกลุ่มจำแนกตามความเสี่ยงการไหลทะลักของสินค้าจีนออกเป็น 5 ระดับได้แก่ สูง ค่อนข้างสูง เฝ้าระวัง ค่อนข้างเฝ้าระวัง และต่ำ ซึ่งผลการประเมินสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนจำนวน 1,149 รายการ พบว่าส่วนใหญ่จำนวน 904 รายการ (78.7%) ยังอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำกลุ่มค่อนข้างเฝ้าระวัง 
    38 รายการ อย่างไรก็ตาม มีสินค้า 24 รายการที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยง “สูง” 17 รายการอยู่ในกลุ่ม “ค่อนข้างสูง” และอีก 166 รายการอยู่ในกลุ่ม “เฝ้าระวัง” ซึ่งสินค้ากลุ่มเสี่ยงไหลทะลักในระดับ “เฝ้าระวัง”-“สูง” เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทุนและสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งแม้จะเป็นประโยชน์ต่อภาคการผลิตในเชิงต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่การพึ่งพิงการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากจีนในสัดส่วนที่สูงเกินไป ก่อให้เกิดความเสี่ยงและความเปราะบางต่อความผันผวนของราคา นโยบาย และข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันสินค้าอุปโภคบริโภคที่แข่งขันโดยตรงกับผู้ผลิตในประเทศหลายรายการ เช่น สุรา กะหล่ำปลี เสื้อผ้า และเครื่องเรือนพลาสติก ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs 

    สนค. ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับการไหลทะลักของสินค้าจีน โดยแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นที่เน้นการเฝ้าระวังเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และมาตรการระยะกลางถึงยาวที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ สนค. จะนำผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งหมดเข้าหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อประมวลผลความคิดเห็นและข้อมูล ก่อนจะนำมาสู่การจัดทำยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์การไหลทะลักของสินค้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/445181&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UhPFL-dAplIjGGTLDrZ0O

  • ขอเชิญชวนนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์แคนาดา ประจำปี 2568

    ขอเชิญชวนนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์แคนาดา ประจำปี 2568

    ขอเชิญชวนนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์แคนาดา ประจำปี 2568


    4/09/2568 | 64

    สภาการศึกษาแห่งแคนาดา (CEC) ในนามสมาคมศิษย์เก่าไทย-แคนาดา (TCAA)
    ร่วมกับสมาคมคณิตศาสตร์แคนาดา (CMS)
    ขอเชิญชวนนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์แคนาดา ประจำปี 2568

    Canadian Mathematics Competition 2025
    เปิดรับสมัครสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ ตั้งแต่วันนี้ !!!
    สนามสอบแข่งขัน :
    – CLMC, COMC โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
    – CJMC โรงเรียนนานาชาติแคนาเดียน ประเทศไทย
    Canadian Mathematical Olympaid (CMO)
    สำหรับนักเรียนที่ผ่านเข้ารอบ COMC คะแนนสูงสุดอันดับแรกมีสิทธิ์เข้าร่วมสอบแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกแคนาดา Canadian Mathematical Olympaid (CMO)
    ———————-

    Canada Lynx Mathematical Competition (CLMC)
    – เหมาะสำหรับ นักเรียนชั้น ม.1-6 (Grades 7-12)
    – สามารถสมัครแข่งขันได้ทุกระดับชั้น
    – ข้อสอบปรนัย 15 ข้อ ค่าสมัครสอบ 700 บาท (ราคาปกติ)

    Early Bird พิเศษ จองสมัครสอบในราคา 650 บาท ภายในวันที่ 8 กย. 2568
    – จัดสอบ วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2568
    – สมัครสอบแข่งขัน > https://forms.gle/zb13MNeXoxskVShm9
    – ปิดรับสมัครวันที่ 18 กันยายน 2568

    Canadian Open Mathematics Challenge (COMC)
    – เหมาะสำหรับ นักเรียนชั้น ม.2-6 (Grades 8-12)
    – ข้อสอบแก้ปัญหาอัตนัย (Problem Solving) ค่าสมัครสอบ 1,500 บาท (ราคาปกติ)
    (Early Bird พิเศษ จองสมัครสอบในราคา 1,400 บาท ภายในวันที่ 30 กย.  2568)
    – จัดสอบ วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568
    – สมัครสอบแข่งขัน >https://forms.gle/HMQDLuqBPguxfNae6
    – ปิดรับสมัครวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568

    Canada Jay Mathematical Competition (CJMC)
    – เหมาะสำหรับ นักเรียนชั้นป. 5-ม. 2 (Grades 5-8)
    – สามารถสมัครแข่งขันได้ตั้งแต่ระดับอนุบาล – ม.2 (K-Grade
    – ข้อสอบปรนัย 15 ข้อ ค่าสมัครสอบ 700 บาท (ราคาปกติ)
    Early Bird พิเศษ จองสมัครสอบในราคา 650 บาท ภายในวันที่ 30 กย. 2568
    – จัดสอบ วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568
    – สมัครสอบแข่งขัน >https://forms.gle/yLDX8SCFmLUTyMvcA

    – ปิดรับสมัครวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568
    ———————–

    Website: www.canadianmathtcaa.com
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
    E: canadianmathtcaa@gmail.com
    Tel. 0812421769
    Line ID : Canadianmathtcaa

    #canadianmath #competition #education #คณิตศาสตร์ #แคนาดา #สอบแข่งขัน #คณิตศาสตร์แคนาดา


    image รูปภาพ

    image


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/420670&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eGHXho4ONXPDbBxXmzHQi

  • ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    เปิดธุรกิจให้ของตระกูลพรประภา ทุ่มงบกว่าพันล้านบาทเปิดโรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ทำเลทองจังหวัดชลบุรี  

    ตระกูลพรประภา จากผู้นำเข้า นิสสัน สู่เครือข่ายธุรกิจครบวงจรระดับตำนาน เริ่มจากการนำเข้ารถยนต์นิสสันในไทยยุคแรกๆ วันนี้ตระกูลพรประภาได้สร้างอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ จนถึงโรงแรมและทางด้านการศึกษา

    จุดเริ่มต้นของอาณาจักร

    ในปี 2495 ดร.ถาวร พรประภา ได้ริเริ่มธุรกิจโดยก่อตั้งบริษัท สยามกลการ จำกัด โดยเริ่มจากการนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์นิสสัน และดัทสันในไทยอย่างเป็นทางการเป็นรายแรก

    จากฐานธุรกิจยานยนต์ สยามกลการพัฒนาขยายสู่ธุรกิจสินค้าชั้นนำทั่วโลก เช่น

    • เครื่องจักรหนัก “โคมัตสุ”

    • ลิฟต์และบันไดเลื่อน “ฮิตาชิ”

    • เครื่องปรับอากาศ “ไดกิ้น”

    • เครื่องดนตรีและเสียง “ยามาฮ่า”

    • แบตเตอรี่ “GS”

    • โช้กอัพ “KYB” และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ 

    ท่องเที่ยว–บริการ ต่อยอดจากธุรกิจหลัก

    กลุ่มธุรกิจด้านท่องเที่ยวของสยามกลการ มีเริ่มตั้งแต่สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา และ Tropicana Pattaya Hotel ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 

    ปัจจุบันธุรกิจภาคบริการได้ขยายไปยังการบริหารโรงแรม เช่น Siam@Siam Design Hotels & Resorts และ Mövenpick Siam Hotel Pattaya รวมถึงโรงแรมใหม่ที่วางแผนสร้างในจังหวัดท่องเที่ยวหลายแห่งเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว 

    โรงแรมยักษ์กลางกรุงแปลงเป็นแลนด์มาร์กใหม่

    ตระกูลพรประภา ได้จับมือกับ Pan Pacific Hotels Group เปิดโครงการ Siam Pan Pacific เพื่อแปลงอาคารสำนักงานสยามโมเตอร์เดิมเป็นโรงแรมหรู 18 ชั้นใจกลางกรุงเทพ โดยมีกำหนดเปิดปี 2027 มุ่งเป้าจะเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

    นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้ บริษัท เรเว่ออโตโมทีฟ จำกัด บริหารโดย ประธานวงศ์ พรประภา

    ปัจจุบันกลุ่มสยามกลการดำเนินธุรกิจในทั้งหมด 6 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. ยานยนต์

    2. อะไหล่-ชิ้นส่วน

    3. เครื่องจักรอุตสาหกรรม

    4. การท่องเที่ยวและบริการ

    5. การศึกษาและเครื่องดนตรี

    6. การลงทุน-อสังหาริมทรัพย์ 

    จากจุดเริ่มต้นธุรกิจรถยนต์เพียงอย่างเดียว ตระกูลพรประประภา ได้ขยายอาณาจักรครอบคลุมแทบทุกมิติของธุรกิจที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทย ทั้งยังมีวิสัยทัศน์สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงและทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ 

    ล่าสุดกับการเปิดโรงเรียนนานาชาติ ไฮเกต ประเทศไทย จังหวัดชลบุรี

    โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เปิดสิงหาคม 2569

    กลุ่มสยามกลการ ร่วมกับครอบครัวพรประภา จับมือกับโรงเรียนไฮเกตแห่งอังกฤษ (เก่าแก่กว่า 460 ปี!) ปักหมุดโครงการ “Highgate International School Thailand” บนพื้นที่ 70 ไร่ ใกล้สนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ จ.ชลบุรี บริหารโดย ธันยพร พรประภา ตั้งคารวคุณ 

    • เปิดระดับแรกในปี 2569 รับนักเรียนวัย 2–11 ปี (เตรียมอนุบาล–ประถมศึกษา)

    • ขยายชั้นเรียน เพิ่มระดับมัธยมในปี 2570 และต่อยอดเป็นโรงเรียนประจำในปี 2571–2572 

    • รองรับสูงสุด 1,400 คน  

    • งบลงทุนกว่า 1,600 ล้านบาท กำหนดเริ่มสอนเดือนสิงหาคม 2569 หลังจากก่อสร้างเสร็จต้นปีนั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9839474/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E0fylHTT3mHxw_nsVeJjM

  • ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุด รับแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยว-ไฟแนนซ์หนุน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุด รับแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยว-ไฟแนนซ์หนุน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นไทยต้นภาคเช้าปรับขึ้นไป 10 จุด มีแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มไฟแนนซ์ อาทิ THAI AOT CPALL MTC KTC SAWAD เป็นต้น หลังจากภาพการเมืองในประเทศชัดเจน โดยพรุ่งนี้จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

    เมื่อเวลา 10.30 น.ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,269.50 จุด เพิ่มขึ้น 10.19 จุด (+0.81%)

    นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับขึ้นตอบรับภาพการเมืองชัดเจน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับการเสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (5 ก.ย.) จึงมีแรงเก็งกำไรกลุ่มไฟแนนซ์ Domestic play กลุ่มท่องเที่ยว

    แม้ว่ารัฐบาลใหม่ถึงแม้จะมีระยะเวลาสั้น ๆ แต่คาดหวังจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะมีงบประมาณลงไปกระตุ้นฐานราก ขณะเดียวกันคาดว่าจะมีนโยบายกระตุ้นท่องเที่ยวให้ดีกว่านี้ด้วย

    พร้อมให้แนวต้านแรกที่ 1,275 จุด แนวต้านถัดไป 1,281 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิม ส่วนแนวรับ 1,263-1,260 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526885&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h54LBdiz7mG0vCZ6Omi7v

  • สภาอุตฯสมุทรสงคราม ร่วมมจธ.-กปว.สพ.อว. จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่อนาคต

    สภาอุตฯสมุทรสงคราม ร่วมมจธ.-กปว.สพ.อว. จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่อนาคต

    ภูมิภาค

    สภาอุตฯสมุทรสงคราม ร่วมมจธ.-กปว.สพ.อว. จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่อนาคต

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ที่ห้องแนะแนว โรงเรียนถาวรานุกูล จ.สมุทรสงคราม สภาอุตสาหกรรม จ.สมุทรสงคราม นำโดย นายวีระนิจ เหลืองรัตนเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฯ ร่วมกับ คลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดกิจกรรมแนะแนวกลุ่มให้ความรู้เรื่องแนวทางการศึกษาต่อ การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) และการเตรียมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัยให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กปว.สพ.อว.) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

    กิจกรรมดังกล่าวมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนถาวรานุกูล เข้าร่วมกว่า 60 คน โดยในช่วงเช้าวันเดียวกัน ยังได้จัดกิจกรรมแนะแนวในลักษณะเดียวกันที่โรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในพื้นที่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนอนาคตของตนเอง  การแนะแนวครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ทัศวัลย์ คัมภีระพันธุ์ ที่ปรึกษาคลินิกเทคโนโลยี มจธ. เป็นวิทยากรหลัก ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการจัดทำ Portfolio ให้มีความน่าสนใจ สอดคล้องกับเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับตัวเข้าสู่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย การใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่โลกของการทำงานหรือการประกอบธุรกิจในอนาคต

    ผศ.ดร.ทัศวัลย์ กล่าวว่า คลินิกเทคโนโลยีมีบทบาทในการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ประชาชนทุกกลุ่ม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชน ผ่านกิจกรรมแนะแนวการศึกษาและการสร้างแรงบันดาลใจให้เข้าใจตนเอง และสามารถวางแผนอนาคตได้อย่างเหมาะสม “จากการลงพื้นที่ พบว่านักเรียนจำนวนไม่น้อยยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางการศึกษาต่อในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงไม่มั่นใจในการเลือกอาชีพ และวิธีการนำเสนอจุดเด่นของตนเองผ่าน Portfolio อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมในครั้งนี้จึงออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนรู้จักตนเองก่อน สะท้อนเป้าหมายในอนาคตผ่านแฟ้มผลงานที่ตรงจุด และพร้อมรับมือกับการสอบสัมภาษณ์ได้อย่างมั่นใจ” เธอกล่าว

    ด้าน นายวีระนิจ เหลืองรัตนเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ปัจจุบันการจัดทำ Portfolio กลายเป็นความกังวลของทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง หลายครอบครัวไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นจากจุดใด ส่งผลให้เกิดความเครียดในหมู่นักเรียน บางรายต้องเข้ารับคำปรึกษาทางจิตใจ จึงเป็นที่มาของการประสานความร่วมมือกับคลินิกเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้คำแนะนำแก่เยาวชน

    นอกจากนี้ นายวีระนิจ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญในภาคอุตสาหกรรมว่า ปัจจุบันแรงงานที่มีทักษะรอบด้านยังมีจำนวนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะตำแหน่ง “ผู้ประสานงาน” ซึ่งต้องอาศัยความรู้ทั้งด้านวิชาการ บัญชี วิทยาศาสตร์ และเทคนิค ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ภายในองค์กร “แรงงานส่วนใหญ่ยังมีความรู้แบบเฉพาะด้าน ทำให้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด การเตรียมความพร้อมควรเริ่มตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น โดยเฉพาะระดับ ม.3 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกสายการเรียนและอาชีพในอนาคต”  

    กิจกรรมแนะแนวในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวแรกของกระบวนการพัฒนาเยาวชนในระยะยาว ซึ่งทางสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฯ มีแผนที่จะดำเนินการร่วมกับคลินิกเทคโนโลยี มจธ. อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาความรู้ให้กับเยาวชนในจังหวัดสมุทรสงคราม ให้สามารถเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีคุณภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างแท้จริงในอนาคต
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445211&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23i_3fIdO60Lon8zll_NjZ

  • ถกปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ส่งบอร์ดอีวี แก้ไขปัญหาระยะยาว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ถกปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ส่งบอร์ดอีวี แก้ไขปัญหาระยะยาว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค เร่งหาแนวทางแก้ปัญหาคุณภาพและบริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้า หลังพบปัญหาร้องเรียนพุ่ง เตรียมหามาตรการเยียวยา ดึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค พลิกอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้ไปต่อ

    จากกรณีที่มีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับผลกระทบจากปัญหารถยนต์ไฟฟ้าที่บกพร่องด้านคุณภาพ และบริการหลังการขายมากมาย เช่น ขาดอุปกรณ์การชาร์ตแบตที่บ้าน รอเคลมอะไหล่ ไม่ได้รับป้ายขาว บริษัทประกันไม่รับประกัน เป็นต้น สภาผู้บริโภค ในวันที่ 3 กันยายน 2568 ได้ประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาคุณภาพและบริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อจัดทำนโยบายหรือมาตรการแก้ไขปัญหาและเยียวยาความเสียหายที่เป็นรูปธรรมให้กับผู้บริโภคที่เลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและตัวแทนจำหน่ายโดยเร่งด่วน รวมถึงการจัดทำข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อกำหนดนโยบายระยะยาวของประเทศในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าในระยะต่อไป

    โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนกรมสรรพสามิต ผู้แทนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้แทนสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผู้แทนจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้าร่วม

    อิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ใช้บริการรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เนต้า (NETA) ที่มีปัญหาหลายด้าน ทั้งเรื่องอะไหล่และศูนย์บริการที่ไม่ได้ตามมาตรฐาน จึงต้องการหาแนวทางจัดทำข้อเสนอนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมรวบรวมอุปสรรค ปัญหาและข้อเสนอนำไปเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) นำไปกำหนดนโยบายหรือมาตรการแก้ไขปัญหาและเยียวยาความเสียหายที่เป็นรูปธรรมให้กับผู้บริโภคและตัวแทนจำหน่ายโดยเร่งด่วน

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนผู้ใช้บริการรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านมารวมถึง 300 กรณี ซึ่งมี 3 ประเด็นหลักได้แก่ ปัญหาด้านบริการหลังการขายและอะไหล่ มีทั้งปัญหาชุดชาร์จแบตเตอรี่ (CDU) ชำรุดบกพร่อง การเผชิญกับปัญหาอะไหล่ที่รอเคลม 74 รายการ ทำให้ผู้เสียหายหลายรายยังไม่ได้รับการเคลม ดีลเลอร์ไม่ส่งข้อมูลเคลมเข้าระบบ ทำให้ยอดเคลมต่ำกว่าความเป็นจริง ข้อมูลลูกค้าบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงได้ และต้องขอจากผู้ใช้งานโดยตรง และผู้บริโภคแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการใช้รถทางเลือก เช่น แท็กซี่ หรือ เช่า

    ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคระบุว่าไม่ได้รับอุปกรณ์ชาร์จไฟบ้าน (Wall Box) ครบถ้วน รวมถึงระบบไฟบ้านไม่รองรับอุปกรณ์การติดตั้ง Wall Box เกิดปัญหา และค่าใช้จ่ายภายหลังหลายหมื่นบาท รวมถึงหลายกรณีไม่สามารถเคลมประกันที่ทำกับตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ได้ โดยเฉพาะรถที่ได้รับประกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจากโปรแกรมส่งเสริมการขาย  ทำให้บริษัทประกันปฏิเสธความคุ้มครอง และต้องสำรองจ่ายค่าซ่อมเอง จึงไม่สามารถติดต่อฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ได้อย่างราบรื่น ส่วนปัญหาด้านการขายและการจดทะเบียน มีทั้งเกิดความล่าช้า ไม่สามารถจดทะเบียนป้ายขาวได้ตามกำหนด การไม่ได้รับเงินมัดจำป้ายแดงคืน หลังจากคืนป้ายแดงแล้ว และบริษัทมีความขัดข้องทางการเงิน

    สำหรับการร้องเรียนกรณี รถยนต์เนต้า (Neta) มีผู้เสียหาย 3 กลุ่ม ได้แก่ การไม่ได้รับป้ายขาว 26 กรณี รวมถึงการได้รับป้ายขาวแต่ยังไม่ได้รับเงินมัดจำป้ายแดงคืนจำนวน 33 กรณี การไม่ได้รับอะไหล่ตามสัญญาประกัน/ปิดศูนย์บริการ ต้องซ่อมแซมเอง ขาดความเชื่อมั่นจำนวน 233 กรณี

    ทางด้านแนวทางจัดทำข้อเสนอนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคกรณี ปัญหาความชำรุดบกพร่องและบริการหลังการขายยานยนต์ไฟฟ้า ในเบื้องต้นมีทั้ง 1. กำหนดหลักเกณฑ์การประกันคุณภาพและบริการหลังการขายให้ชัดเจนก่อนการอนุมัติเงินอุดหนุน เช่น กำหนดให้ต้องมีศูนย์บริการขั้นต่ำครอบคลุมพื้นที่หลักภายใน 1 ปี หรือมีอะไหล่สำรองขั้นต่ำในไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี 2. จัดตั้งศูนย์ร้องเรียนพิเศษเกี่ยวกับ EV ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้สามารถติดตามและแก้ปัญหาเฉพาะด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. ให้ข้อมูลผู้บริโภคอย่างโปร่งใส ทั้งเรื่องประวัติของแบรนด์ ความสามารถด้านบริการ และต้นทุนดูแลรักษาระยะยาว เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง โดยจะทำข้อเสนอแนะนโยบายเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

    “กรณีเนต้า สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2566 แม้ว่า บริษัท เนต้า ประเทศไทย ได้แจ้งเป็นหนังสือว่าจะแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค. แต่ปัจจุบันเดือน ก.ย.ยังมีผู้ร้องเรียนต่อเนื่อง จึงต้องการร่วมแก้ปัญหาระยะยาวทั้งร่วมจัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาให้ผู้บริโภคที่ประสบปัญหาอยู่ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ สร้างมาตรการที่เป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นที่ดีต่อผู้บริโภคที่จะเข้ามาเลือกซื้อ รวมถึงเป็นผลดีต่อภาครัฐที่ผลักดันนโยบายลงทุนในด้านนี้” อิฐบูรณ์ กล่าว

    วิลาวรรณ อันชำนาญ ผู้แทนจากกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตมีหน้าที่หลักในการจัดเก็บภาษีและได้รับมอบหมายให้ดำเนินมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งดำเนินนโยบายลดภาษีอากรขาเข้าและการอนุมัติเงินอุดหนุนแก่ผู้ผลิต โดยปัจจุบันได้ดำเนินการมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV 3.0) ระยะหนึ่งในช่วงปี 2565 – 2568 ซึ่งมีเงื่อนไขหากเอกชนนำเข้าในช่วงปี 2565 – 2566 จะต้องผลิตชดเชยในปี 2567 อัตราส่วน 1 ต่อ 1 แต่หากไม่สามารถผลิตได้ทันตามแผน จะขยายไปในปี 2568 ที่ต้องผลิตในอัตรา 1:1.5 เท่า เช่น หากนำเข้า 100,000 คัน ต้องผลิตชดเชย 150,000 คันภายในปี 2568

    ทั้งนี้สิทธิประโยชน์และเงื่อนไข โดยผู้เข้าร่วมมาตรการที่นำเข้ารถยนต์ระหว่างปี 2565-2566 จะได้รับสิทธิประโยชน์ ทั้งการลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% หรือลดลง 6% พร้อมกันนี้ผู้ประกอบการยานยนต์ จะได้รับเงินอุดหนุน 150,000 บาทต่อคัน ซึ่งจะจ่ายให้ภายหลังจากรถได้จำหน่ายและจดทะเบียนโดยประชาชนแล้ว แต่หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และผู้เข้าร่วมมาตรการไม่สามารถผลิตชดเชยได้ตามกำหนด กรมสรรพสามิตจะดำเนินการเรียกคืนเงินอุดหนุน พร้อมดอกเบี้ย เรียกเก็บภาษีที่ลดให้คืน และเรียกเก็บค่าปรับอีก 1 เท่าของค่าภาษี

    สำหรับกรณีของรถยนต์ไฟฟ้า เนต้า (NETA) เป็นภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมมาตรการ EV 3.0 โดยมีบริษัท เนต้า ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมลงนามบันทึกทำความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับกรมสรรพสามิต ซึ่งเนต้า ได้มีการนำเข้ารถยนต์จำนวนหนึ่งในช่วงปี 2565 – 2566 มีหน้าที่ต้องผลิตชดเชยในปี 2567 และ 2568 โดยบริษัทได้เริ่มผลิตในปี 2567 ผ่านการร่วมมือกับ บริษัท บางชันเยนเนอรัลเอเซมบลี จำกัด (BGAC) ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตให้แก่เนต้า ในประเทศไทย แต่ได้หยุดการผลิตชดเชยตั้งแต่ต้นปี 2568 เนื่องจากปัญหาของบริษัทแม่ที่ประเทศจีน ดังนั้นสถานการณ์ของ เนต้า จึงยังไม่ผิดเงื่อนไขทั้งหมด เนื่องจากกรอบระยะเวลาจะสิ้นสุดในเดือน ธ.ค.2568 แต่ปัจจุบันกรมสรรพสามิต อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของบริษัท ทั้งยอดการผลิต ยอดการผลิตชดเชย รวมถึงกรณีในเรื่องค่าปรับ เงินอุดหนุน และดอกเบี้ยต่างๆ

    ปารเมศ ทองเจริญ  ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า กรณีปัญหาที่ สคบ. ดำเนินการเรื่องรถยนต์ไฟฟ้ามี 4 ประเด็นหลักได้แก่ ไม่ได้รับการซ่อมตามการรับประกัน (Warranty) สำหรับรถที่เสียที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาการซ่อมล่าช้า ต่อมามีปัญหาเรื่อง รถเสียตามสัญญาประกันภัยและมีการซ่อมล่าช้า รวมถึงการไม่ได้รับอุปกรณ์หรือบริการการชาร์จ (Ball charge) และความไม่มั่นใจในกรณีที่บริษัทดีลเลอร์อาจปิดตัวลง  

    ขณะที่กรณีของ เนต้า สคบ. ได้เร่งแก้ไขในเรื่องการจดทะเบียนและรับป้ายรถยนต์ได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว รวมถึงการคืนเงิน 3,000 บาทสำหรับป้ายแดงที่ยังไม่ได้รับคืนก็ประสานงานจนครบหมดแล้ว ส่วนความไม่มั่นใจในกรณีที่บริษัทปิดตัวลงนั้น สคบ. ได้ดำเนินการประสานงานกับ เนต้า  ในเรื่องการซ่อมตามการรับประกัน (Warranty) สำหรับผู้ร้องเรียนไปแล้ว

    สำหรับในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการหารือร่วมกับ เนต้า แจ้งว่ามีการนำเข้าอะไหล่ตามแผนเดิมเดือนละ 50 กล่อง แต่จากสถานการณ์ในประเทศจีนที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ เนต้า จึงอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ส่งผลให้การดำเนินการทางการเงินติดขัดตามกฎหมาย มีผลต่อระบบการเคลมการซ่อมตามการรับประกันของเนต้า ที่ค่อนข้างมีปัญหา และปัจจุบัน สคบ. กำลังเตรียมหารือกับ เนต้า ในวันที่ 5 ก.ย.2568 เพื่อติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานต่อไป ซึ่งการดำเนินงานต้องพิจารณาต่อผู้ใช้งานรถยนต์เนต้าในประเทศไทยที่มีอยู่ 25,000 คันด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุด

    ทางด้านข้อกังวลในเรื่องสัญญาประกันภัยนั้น หน่วยงานหลักที่ดูแลคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แต่จากการที่ สคบ. ได้เข้าร่วมการประชุม คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคสภาผู้แทนราษฎร ได้มีสมาคมประกันภัยชี้แจงว่า รถยนต์เนต้า ในปีหน้าจะมีการรับประกันภัยในชั้น 3 เนื่องจากไม่สามารถจัดหาอะไหล่ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถให้บริการได้ตามสัญญารับประกัน ส่วนคนที่มีสัญญาอยู่เดิมยังคุ้มครองอยู่และไม่ได้ยกเลิกแต่อย่างใด

    ทางด้าน วรวรรณ นรสุชา ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า บีโอไอ เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย โดยได้ดำเนินมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อดึงดูดภาคเอกชนให้เข้ามาลงทุนในไทย ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่ใช่ภาษี สำหรับมาตรการทางภาษีมีทั้งยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี ทั้งการดำเนินอำนวยความสะดวกในการบริหารธุรกิจ เป็นต้น โดยการได้รับยกเว้นภาษีจะขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ มีระยะเวลาสูงสุดที่ 8 ปี

    ขณะที่ ครรชิต ไชยสุโพธิ์ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวเสริมถึง สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีสมาชิกหลักเป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ ที่เป็นผู้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ดังนั้นแนวทางขับเคลื่อนของสมาคมฯ มุ่งมาตรการความรับผิดชอบในภาพรวม และดูแลให้บริษัทแบรนด์เจ้าของดำเนินการแก้ไขปัญหาและดูแลการขาย การทำข้อตกลงที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค รวมถึงบริการต่างๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมาจากดีลเลอร์ โดยเฉพาะบริษัทใหม่ๆ ที่อาจขาดความพร้อม อาทิ บริการหลังการขาย ได้ป้ายขาวช้า และไม่คืนเงินมัดจำ เป็นต้น ดังนั้น ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบสามารถดำเนินการตามมาตรทางสังคม ด้วยการโพสต์ข้อร้องเรียนในช่องทางดิจิทัลต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภครายอื่นรับทราบประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางที่ทำให้บริษัทที่ได้รับทราบข้อมูลรีบดำเนินการแก้ไข มุ่งรักษาภาพลักษณ์ของบริษัท แต่หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขก็อาจจะอยู่ในตลาดได้ไม่นาน

    สำหรับ สยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ฝ่ายอุตสาหกรรมและการพัฒนาธุรกิจ รายงานถึงสถิติรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย มีการจดทะเบียนในไทยปัจจุบันประมาณ 2 แสนคัน และในปีที่ผ่านมามีการจดทะเบียนใหม่ประมาณ 96,000 คัน ส่วนยอดการผลิตในประเทศทั้งหมดจำนวนเกือบ 5 แสนคัน และโครงสร้างพื้นฐานมีจุดชาร์จทั้งหมด 11,000 จุด ซึ่งมีประมาณ 6,500 จุด ที่เป็นชุดตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC Fast Charger)

    ด้านกรณีปัญหาของ เนต้า ที่เกิดขึ้นนั้น สมาคมกำลังช่วยประสานงานเพื่อช่วยเหลือ ผู้ผลิตคือ บริษัท บางชันเยนเนอรัลเอเซมบลี จำกัด (BGAC) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการไทยที่รับจ้างผลิตให้เนต้า ที่กำลังได้รับผลกระทบเช่นกัน นอกจากนี้ สมาคมฯ กำลังเตรียมข้อเสนอหลายด้านต่อภาครัฐ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของไทยให้แข็งแกร่งมากขึ้น ทั้งแนวทางพิจารณาการจ่ายเงินชดเชย โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าต้องผลิตชดเชยให้ได้ถึงระดับหนึ่งจึงจะสามารถเบิกเงินได้ เพื่อป้องกันปัญหาการนำเงินไปใช้โดยไม่ตรงวัตถุประสงค์ รวมถึงการหารือร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยในประเด็น ประกันรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาแพง ตลอดจนข้อเสนอเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้เครื่องชาร์จ เป็นต้น ตลอดจนการผลักดันให้ผู้ผลินรถยนต์ไฟฟ้าในไทยใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้มากที่สุด

    ผศ.ดร.วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค เสริมว่า การที่ประเทศไทยมีกลุ่มทุนรถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้ามาผลิตในประเทศและได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ รวมถึงได้รับการส่งเสริมเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น จะต้องติดตามและมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดกรณีปัญหาซ้ำรอยกับ เนต้า และทำให้ประเทศไทยรวมถึงผู้บริโภคที่เลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ประโยชน์อย่างสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/ev-policy-longterm-fix/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UCNlBolWDO3aZiSgIJfn_

  • ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    เปิดธุรกิจให้ของตระกูลพรประภา ทุ่มงบกว่าพันล้านบาทเปิดโรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ทำเลทองจังหวัดชลบุรี  

    ตระกูลพรประภา จากผู้นำเข้า นิสสัน สู่เครือข่ายธุรกิจครบวงจรระดับตำนาน เริ่มจากการนำเข้ารถยนต์นิสสันในไทยยุคแรกๆ วันนี้ตระกูลพรประภาได้สร้างอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ จนถึงโรงแรมและทางด้านการศึกษา

    จุดเริ่มต้นของอาณาจักร

    ในปี 2495 ดร.ถาวร พรประภา ได้ริเริ่มธุรกิจโดยก่อตั้งบริษัท สยามกลการ จำกัด โดยเริ่มจากการนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์นิสสัน และดัทสันในไทยอย่างเป็นทางการเป็นรายแรก

    จากฐานธุรกิจยานยนต์ สยามกลการพัฒนาขยายสู่ธุรกิจสินค้าชั้นนำทั่วโลก เช่น

    • เครื่องจักรหนัก “โคมัตสุ”

    • ลิฟต์และบันไดเลื่อน “ฮิตาชิ”

    • เครื่องปรับอากาศ “ไดกิ้น”

    • เครื่องดนตรีและเสียง “ยามาฮ่า”

    • แบตเตอรี่ “GS”

    • โช้กอัพ “KYB” และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ 

    ท่องเที่ยว–บริการ ต่อยอดจากธุรกิจหลัก

    กลุ่มธุรกิจด้านท่องเที่ยวของสยามกลการ มีเริ่มตั้งแต่สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา และ Tropicana Pattaya Hotel ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 

    ปัจจุบันธุรกิจภาคบริการได้ขยายไปยังการบริหารโรงแรม เช่น Siam@Siam Design Hotels & Resorts และ Mövenpick Siam Hotel Pattaya รวมถึงโรงแรมใหม่ที่วางแผนสร้างในจังหวัดท่องเที่ยวหลายแห่งเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว 

    โรงแรมยักษ์กลางกรุงแปลงเป็นแลนด์มาร์กใหม่

    ตระกูลพรประภา ได้จับมือกับ Pan Pacific Hotels Group เปิดโครงการ Siam Pan Pacific เพื่อแปลงอาคารสำนักงานสยามโมเตอร์เดิมเป็นโรงแรมหรู 18 ชั้นใจกลางกรุงเทพ โดยมีกำหนดเปิดปี 2027 มุ่งเป้าจะเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

    นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้ บริษัท เรเว่ออโตโมทีฟ จำกัด บริหารโดย ประธานวงศ์ พรประภา

    ปัจจุบันกลุ่มสยามกลการดำเนินธุรกิจในทั้งหมด 6 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. ยานยนต์

    2. อะไหล่-ชิ้นส่วน

    3. เครื่องจักรอุตสาหกรรม

    4. การท่องเที่ยวและบริการ

    5. การศึกษาและเครื่องดนตรี

    6. การลงทุน-อสังหาริมทรัพย์ 

    จากจุดเริ่มต้นธุรกิจรถยนต์เพียงอย่างเดียว ตระกูลพรประประภา ได้ขยายอาณาจักรครอบคลุมแทบทุกมิติของธุรกิจที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทย ทั้งยังมีวิสัยทัศน์สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงและทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ 

    ล่าสุดกับการเปิดโรงเรียนนานาชาติ ไฮเกต ประเทศไทย จังหวัดชลบุรี

    โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เปิดสิงหาคม 2569

    กลุ่มสยามกลการ ร่วมกับครอบครัวพรประภา จับมือกับโรงเรียนไฮเกตแห่งอังกฤษ (เก่าแก่กว่า 460 ปี!) ปักหมุดโครงการ “Highgate International School Thailand” บนพื้นที่ 70 ไร่ ใกล้สนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ จ.ชลบุรี บริหารโดย ธันยพร พรประภา ตั้งคารวคุณ 

    • เปิดระดับแรกในปี 2569 รับนักเรียนวัย 2–11 ปี (เตรียมอนุบาล–ประถมศึกษา)

    • ขยายชั้นเรียน เพิ่มระดับมัธยมในปี 2570 และต่อยอดเป็นโรงเรียนประจำในปี 2571–2572 

    • รองรับสูงสุด 1,400 คน  

    • งบลงทุนกว่า 1,600 ล้านบาท กำหนดเริ่มสอนเดือนสิงหาคม 2569 หลังจากก่อสร้างเสร็จต้นปีนั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9839474/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E0fylHTT3mHxw_nsVeJjM

  • ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    ภูมิภาค

    ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เพชรบุรี – วันที่ 4 กันยายน 2568 ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด วิทยาเขตหัวหิน/ชะอำ ดร.อภิเทพ แซ่โค้ว รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด เป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมโครงการ “หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการด้านการเกษตรในยุคดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Non-degree)” รุ่นที่ 2

    ภายในงานมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย อาจารย์ และผู้เข้าร่วมโครงการให้การต้อนรับ โดยมีผู้ผ่านการอบรม 35 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการด้านเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งผลิตกำลังคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะตอบสนองอุตสาหกรรมยุคใหม่ มหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ดจึงได้จัดทำหลักสูตร Non-degree Program ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกระทรวงฯ

    ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้จากวิทยากรทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยตลอดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเมื่อจบหลักสูตร จะได้ร่วมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรในจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในภูมิภาคต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445230&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fbj-SzDDM8wOls8TTDVjD

  • อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    ภูมิภาค

    อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 4 ก.ย.68 นายปรารพ แปลงงาน เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เปิดเผยว่าในช่วงนี้มีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ท้องที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เพื่อเป็นการเฝ้าระวังการเกิดภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ป้องกันมีให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรนักท่องเที่ยว ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อาศัยอำนาจตามคำสั่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่1454/2565 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2565 อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จึงขอประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน์ ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2568 เป็นการชั่วคราว หรือจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย 

    พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกมีลำห้วยหลักหรือลำหรือห้วยสาขาต่างๆ ขอให้ราษฎรผู้อาศัยริมลำห้วยที่น้ำไหลจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ท้องที่ตำบลท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เฝ้าระวังการเกิดภัยพิบัติน้ำไหลหลหลาก ดินโคลนถล่มควรระวังผิวจราจรลื่น ต้นไม้หักโค่น สำหรับราษฎรในพื้นที่ลุ่มต่ำริมลำหัวยให้เก็บสิ่งของขึ้นที่สูง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ เมื่อปริมาณน้ำในลำธารและแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวอยู่ในระดับปกติแล้วอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จะดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445206&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AoRn089m8a3xSGPROKUbt

  • IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

    IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

    IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน ภายในปี 2572  

    วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

    โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

    นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน 

    ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

    ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2880698&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16UvWNbF9uik32dDTfj1x4