Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เงินบาทเปิด 32.11 แข็งค่ารับดอลลาร์อ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐแย่กว่าคาด : อินโฟเควสท์

    เงินบาทเปิด 32.11 แข็งค่ารับดอลลาร์อ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐแย่กว่าคาด : อินโฟเควสท์

    นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 32.11 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็ง ค่าจากปิดตลาดเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 32.19 บาท/ดอลลาร์

    เงินบาทเคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดโลก โดยดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก หลังตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด นอกจากนี้ เงินบาทยังได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ไม่ส่งผลกระทบหลังมีความชัดเจนมากขึ้น

    “บาทแข็งค่าจากปิดตลาดเมื่อเย็นวันศุกร์ เนื่องจากดอลลาร์อ่อนค่าหลังตัวเลข non-farm ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ตลาด ประเมินว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย” นักบริหารเงิน กล่าว

    นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.00 – 32.25 บาท/ดอลลาร์

    ปัจจัยสำคัญ

    • เงินเยน อยู่ที่ระดับ 148.46bเยน/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 148.15 เยน/ดอลลาร์ – เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1700 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 1.1680 ดอลลาร์/ยูโร
    • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 32.222 บาท/ดอลลาร์
    • “อนุทิน ชาญวีรกูล” รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ลั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม ไม่มีแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พร้อมยุบสภาฯ ใน 4 เดือน พร้อมแจงเหตุนั่งควบ มท.1 เร่งแก้ปัญหา 4 ด้าน สั่ง ล่วงหน้า “ครม.หนู” เวลาน้อย ต้องไม่เหนื่อย-ไม่ป่วย-ไม่ลา-ทำงานไม่มีวันหยุด ยืนยันไม่กังวล สส. เพื่อไทย ยื่นถอดถอน
    • นายกฯ เผย โผ ครม.เสร็จแล้ว 99.9725% อุบตอบใครนั่ง ก.กลาโหม
    • ก.ยุติธรรม ย้ำ ตั้งด้วยตัวเอง ตรวจสอบ ละเอียด ไม่เกรงใจใคร เพราะเกรงใจแค่ประชาชน พร้อมเปิดตัว “วรภัค ธันยาวงษ์” นั่ง รมช.คลัง เผย รู้จักกันมา 30 ปี ล่าสุดโผ ครม.อนุทิน 1 รื้อยกยวง หลัง ‘ธรรมนัส’ คุมท่องเที่ยว ทำภูมิใจไทย ต้องเกลี่ยใหม่
    • “รัฐบาลอนุทิน” เดินเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ลดค่าครองชีพ คนละครึ่ง ลดค่าพลังงาน แก้หนี้ ดันงบปี 69 ลงระบบ เศรษฐกิจ งบกลางในมือ มีกว่า 1.2 แสนล้าน จากงบกลางรายการฉุกเฉิน 9.8 หมื่นล้าน และงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้าน จับตาเร่งเมกะโปรเจกต์คมนาคมแสนล้าน จ่อเข้า ครม.
    • ส.อ.ท.มองรัฐบาลอนุทินวาระ 4 เดือน เป็น “โอกาส” ฟื้นความเชื่อมั่น แต่ห่วงข้อจำกัดด้านเวลา แนะนโยบายเร่งด่วน ต้องทำทันที ด้านสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยชี้ ‘คนละครึ่ง’ จะปลุกเศรษฐกิจในช่วงซบเซา
    • กระทรวงการคลังพร้อมเดินหน้าโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ได้ทันทีหลังรัฐบาลมีนโยบายชัดเจน โดยมีงบประมาณ 25,000 ล้านบาท รอใช้อยู่แล้ว ขณะที่ระบบแอปเป๋าตังและฐานข้อมูลร้านค้ากว่า 1 ล้านร้าน พร้อมทำงาน คาดเริ่มให้บริการได้ภายใน 30-45 วัน หรือเร็วที่สุดเดือน ต.ค.นี้
    • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งบริหารเมื่อวันศุกร์ (5 ก.ย.) เพื่อเปิดทางให้มีการยกเว้นภาษีนำ เข้าบางส่วนแก่ประเทศคู่ค้าที่บรรลุข้อตกลงด้านการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เช่น นิกเกิล ทองคำ และโลหะอื่น ๆ รวมถึงสารประกอบ ทางเภสัชภัณฑ์และสารเคมีภัณฑ์ โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00:01 น. ของวันจันทร์ (8 ก.ย.)
    • กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 22,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ต่ำกว่าที่นัก เศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 75,000 ตำแหน่ง
    • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความใน Truth Social แสดงความไม่พอใจครั้งใหม่ต่อการที่นายเจอโรม พา วเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่ซบเซา
    • ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการเลือกผู้นำคนใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตรา ดอกเบี้ย มาตรการควบคุมเงินเฟ้อ และความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
    • บรรดานักลงทุนในตลาดกำลังประเมินว่า มีโอกาส 10% ที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ในการประชุมเดือนนี้ และมี โอกาสถึง 90% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%
    • ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาผู้บริโภค เดือน ส.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นและมุมมองต่อเงินเฟ้อของผู้บริโภคเดือนก.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527616&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ikfwA67G5_TrC80dqv1is

  • SET แกว่งตัวไซด์เวย์ รับความหวังเศรษฐกิจกับรัฐบาลใหม่หนุน

    SET แกว่งตัวไซด์เวย์ รับความหวังเศรษฐกิจกับรัฐบาลใหม่หนุน

    SET แกว่งตัวไซด์เวย์/แกว่งขึ้น ในกรอบ 1,250-1,280 จุด รับความหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกับรัฐบาลใหม่หนุน กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ OSP และ CKP

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งตัวไซด์เวย์/แกว่งขึ้น ได้แรงหนุนจากความชัดเจนทางการเมืองและเริ่มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการ “คนละครึ่ง” หากใช้งบ 3-5 หมื่นล้านบาท อาจหนุน GDP 0.13% การทยอยมีมาตรการต่อเนื่องจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ขณะเดียวกันว่าที่รมว.คลัง ดร.เอกนิติ มีโอกาสช่วยสร้างความเชื่อมั่น ด้านปัจจัยภายนอก ตัวเลขแรงงานสหรัฐฯ ที่แย่เอื้อเฟดลดดอกเบี้ย ด้านเทคนิค การพักฐานไม่ควรหลุด 1255/1250 ไม่หลุดยังเป็นการแกว่งขึ้น โดยมีแนวต้านอยู่ที่ 1270/1280

    ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสแกว่งตัวขึ้น หลังสถานการณ์การเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการลงทุนฟื้นตัว โดยคาด Fund Flow จะทยอยไหลเข้าและประเมินแนวต้านที่ 1280/1300 ส่วนคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองคดีชั้น 14 ในวันที่ 9 ก.ย. นี้ คาดจะสร้างความผันผวนต่อตลาดน้อยลงจากที่คาดไว้เดิม 

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศสำคัญติดตาม ได้แก่ CPI ส.ค. ของสหรัฐฯ โดยตลาดคาดเพิ่มขึ้น 2.9%YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.7%YoY ใน ก.ค. ซึ่งหากเป็นไปตามคาดหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อใน ก.ย. นี้ ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินของ ECB ในวันที่ 11 ก.ย.นี้ คาดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

    ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

    1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดครึ่งหลังปี 2568 ผลการดำเนินงานจะยังเติบโตดี ทั้ง HoH และ YoY แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลและจากปัจจัยบวกที่มีเฉพาะตัว ได้แก่ ADVANC BCPG GULF SCC

    2. หุ้นปันผลคุณภาพดี (SET100 ที่มี SET ESG Ratings A ขึ้นไป) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตในระยะสั้น คาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรครึ่งแรกปี 2568 และให้ Div. Yield เกิน 2% แนะนำ PTT TTB HMPRO (XD 10 ก.ย.) และ KKP (XD 10 ก.ย.)

    3. Trading Idea : สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ (1) หุ้น Laggard Play คาดได้อานิสงส์หาก Fund Flow ไหลเข้าต่อ โดยเลือกหุ้น SET50 ราคาหุ้นปรับขึ้น QTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก มี PBV และ PER 2568 F < -1SD มีพื้นฐานดี (กำไรเติบโต ฐานะการเงินแข็งแกร่งและมี ESG Ratings A- AAA) แนะนำ BDMS CPALL CRC MTC PTT WHA 

    2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและ/หรือดอลลาร์อ่อนค่า (บาทแข็ง) แนะนำ กลุ่ม REITS (DIF) กลุ่มอสังหาฯ (AP SIRI) กลุ่มเช่าซื้อ (MTC) และกลุ่มโรงไฟฟ้า (GPSC BCPG GULF) 

    3) หุ้นที่ได้อานิสงส์การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล กลุ่มค้าปลีก (CPALL GLOBAL) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL) กลุ่มนิคม (AMATA) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC)

    สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ OSP ราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากโครงการคนละครึ่ง รายได้เครื่องดื่มและของใช้ส่วนบุคคลมีโอกาสเพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นมีโอกาสเพิ่มจากธุรกิจของใช้ส่วนบุคคล บริษัท วางแผนทวงส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศคืนในครึ่งหลังปี 2568 ทำการตลาดมากขึ้นและขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ประเมินราคาเป้าหมายระยะสั้นไว้ที่ 18.50 บาท

    CKP ราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากดอกเบี้ยขาลงและการเข้าสู่ฤดูกาลทำกำไรของโรงไฟฟ้าพลังน้ำช่วงไตรมาส 3/2568-4/2568 คาด EPS โตเด่น 33% ในปี 2568 และ 14% ในปี 2569 ขณะเดียวกัน Valuation ยังถูก (2569F PER 12x, P/BV 0.8x, Yield 3%) การลดดอกเบี้ยทุก 0.5% เพิ่มกำไร 8% ประเมินราคาเป้าหมายระยะสั้นไว้ที่ 3.04 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730028&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32IooGL7KxKOqI78sr00ZU

  • “หุ้นเอเชีย” เปิดบวก นักลงทุนจับตาเศรษฐกิจจีน-การเมืองญี่ปุ่น

    “หุ้นเอเชีย” เปิดบวก นักลงทุนจับตาเศรษฐกิจจีน-การเมืองญี่ปุ่น

    ผู้สื่อข่าวรายงานตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่นักลงทุนประเมินข่าวการประกาศลาออกของนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ผู้นำญี่ปุ่น พร้อมกับจับตาข้อมูลการค้าของจีนเพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยสำนักงานศุลกากรจีนมีกำหนดเปิดเผยยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าประจำเดือนส.ค.ในวันนี้

    โดยดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 43,451.07 จุด เพิ่มขึ้น 432.32 จุด หรือ +1%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,440.01 จุด เพิ่มขึ้น 22.03 จุด หรือ +0.09% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ 3,811.67 จุด ลดลง 0.84 จุด หรือ -0.02%

    ขณะที่ ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้น 0.15% ส่วนดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลง 0.38%

    ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 400 จุดในวันนี้ เนื่องจากหุ้นกลุ่มส่งออกได้รับแรงซื้อจากการที่เงินเยนอ่อนค่าลง หลังจากนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ผู้นำญี่ปุ่น ประกาศลาออกเมื่อวานนี้ (7 ก.ย.) โดยที่ผ่านมานั้น อิชิบะถูกกดดันจากสมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ภายหลังจากที่พรรค LDP ประสบกับความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญในการเลือกตั้งวุฒิสภาเมื่อเดือนก.ค.

    ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงเช้าวันนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งดีกว่าการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าขยายตัวเพียง 1%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/780790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16WhdmJn9udo0XLjJmbqs7

  • หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าลุ้นขึ้นต่อรับการเมืองชัดจับตาโฉมหน้าครม.แต่ยังกังวลเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าลุ้นขึ้นต่อรับการเมืองชัดจับตาโฉมหน้าครม.แต่ยังกังวลเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาสปรับขึ้นต่อ รับอานิสงส์จากความชัดเจนการเมืองในประเทศ หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับโปรดเกล้าเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งช่วงวันหยุดที่ผ่านมามีกระแสข่าวบุคคลที่คาดเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล คาดว่าจะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้พอสมควร โดยเฉพาะรัฐมนตรีคนนอก เนื่องจากการได้รับการยอมรับจากการทำงานภาครัฐและมีประสบการณ์ภาคเอกชนด้วย

    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ อาจถูกกดดันจากความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมาค่อนข้างแย่ ทิศทางที่ไม่ดีมาราว 2-3 เดือนแล้ว และอัตราการว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,230 จุด และแนวต้าน 1,280-1,285 จุด ถัดไป 1,300 จุด

    ประเด็นพิจารณาการลงทุน

    – ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (5 ก.ย.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 45,400.86 จุด ลดลง 220.43 จุด หรือ -0.48%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,481.50 จุด ลดลง 20.58 จุด หรือ -0.32% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,700.39 จุด ลดลง7.30 จุด หรือ -0.03%

    – ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้าเปิดลบ ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดที่ระดับ 43,451.07 จุด เพิ่มขึ้น 432.32 จุด หรือ +1%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,440.01 จุด เพิ่มขึ้น 22.03 จุด หรือ +0.09% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ 3,811.67 จุด ลดลง 0.84 จุด หรือ -0.02%

    – ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (5 ก.ย.) 1,264.80 จุด เพิ่มขึ้น 12.25 จุด (+0.98%) มูลค่าซื้อขาย 51,657.81 ล้านบาท

    – นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (5 ก.ย.) 1,014 ลบ.

    – ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. (5 ก.ย.) ลดลง 1.61 ดอลลาร์ หรือ 2.54% ปิดที่ 61.87 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (5 ก.ย.) อยู่ที่ 4.81 เหรียญ/บาร์เรล

    – เงินบาทเปิด 32.11 แข็งค่ารับดอลลาร์อ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐแย่กว่าคาด

    – “รัฐบาลอนุทิน” เดินเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ลดค่าครองชีพ คนละครึ่ง ลดค่าพลังงาน แก้หนี้ ดันงบปี 69 ลงระบบเศรษฐกิจ งบกลางในมือ มีกว่า 1.2 แสนล้าน จากงบกลางรายการฉุกเฉิน 9.8 หมื่นล้าน และงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้าน จับตาเร่งเมกะโปรเจกต์คมนาคมแสนล้าน จ่อเข้า ครม.

    – ส.อ.ท.มองรัฐบาลอนุทินวาระ 4 เดือน เป็น “โอกาส” ฟื้นความเชื่อมั่น แต่ห่วงข้อจำกัดด้านเวลา แนะนโยบายเร่งด่วนต้องทำทันที ด้านสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยชี้ ‘คนละครึ่ง’ จะปลุกเศรษฐกิจในช่วงซบเซา

    – กระทรวงการคลังพร้อมเดินหน้าโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ได้ทันทีหลังรัฐบาลมีนโยบายชัดเจน โดยมีงบประมาณ 25,000 ล้านบาท รอใช้อยู่แล้ว ขณะที่ระบบแอปเป๋าตังและฐานข้อมูลร้านค้ากว่า 1 ล้านร้าน พร้อมทำงาน คาดเริ่มให้บริการได้ภายใน 30-45 วัน หรือเร็วที่สุดเดือน ต.ค.นี้

    – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยจากการวิเคราะห์ของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) พบว่า หนี้ที่มีปัญหาและค้างชำระในไตรมาส 1/68 ที่มียอดค้างตั้งแต่ 91 วันขึ้นไป (เอ็นพีแอล) และหนี้ค้างชำระ 31-90 วัน(เอสเอ็ม) รวมกันมีอยู่ที่ 5.03% ของสินเชื่อธุรกิจรวม แม้จะอยู่ระดับทรงตัวแต่สถานการณ์หนี้ด้อยคุณภาพจากฝั่งภาคธุรกิจ กลับเคยดีกว่านี้ในช่วง 1 ปีหลังเปิดประเทศจากเหตุโควิด โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ปี 66 ที่มีสัดส่วนหนี้ที่มีปัญหาการด้อยคุณภาพเอ็นพีแอลรวมเอสเอ็มที่ 4.39%

    – กกพ.ยังไม่ได้เจรจากับ “กฟผ.-กฟน.-กฟภ.-สนพ.” กำหนดอัตราค่าไฟที่รับซื้อจากโรงไฟฟ้าโซลาร์ เฟส 2 เพื่อเจรจากับเอกชนที่ได้รับคัดเลือก เหตุรอหนังสือ มติของกพช. พร้อมเดินหน้า แม้รัฐบาลเปลี่ยนไม่กระทบ ด้าน GUNKUL ชี้ราคารับซื้อไฟเดิมรีเทิร์นต่ำแล้ว วอนขอเดินหน้าเซ็น PPA หากล่าช้าดันต้นทุนเพิ่ม มองควรกำหนดเกณฑ์สำหรับโครงการใหม่ที่จะประมูลครั้งต่อไป

    – จับตา รมว.พลังงานคนใหม่ นั่งหัวโต๊ะ กบง.เคาะตรึงราคาก๊าซหุงต้ม 423 บาท/ถัง 15 ก.ก.ที่จะสิ้นสุด 30 ก.ย.นี้หรือไม่ หลังกองทุนน้ำมันฯ ติดลบต่ำสุดในรอบ 4 ปี

    – “เพื่อไทย”เปิดฉากทำนิติสงคราม สส.เข้าชื่อ ยื่นหนังสือถึง ปธ.สภาฯ ให้ส่งศาล รธน.วินิจฉัย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” พ้น สส. ระบุทำ MOA โหวตนายกฯ เสียงข้างน้อย ขัด รธน. ม.101(3) ม.185 (1)(2) และขัด กม. พรรคการเมืองที่พรรค ภท. ยอมให้ ปชน.ชี้นำ ครอบงำ

    หุ้นเด่นวันนี้

    – CPAXT (หินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 23 บาท ภาพรวม SSSG เดือน ก.ค.-ส.ค. ยังทรงตัว y-y ทั้ง Makro และ Lotus’s ซึ่งยังดีกว่ากลุ่มค้าปลีกอื่นๆทั้ง Home Improvement และสินค้าฟุ่มเฟือยที่ยังติดลบ เราคาดกำไรปกติปี 2568 ที่ 1.16 หมื่นลบ. +7% y-y และโตต่อเป็น 1.25 หมื่นลบ. +8% y-y นอกจากนี้คาดมี Sentiment หนุนจากรัฐบาลใหม่ที่คาดนำโครงการคนละครึ่งกลับมา ซึ่งเป็นบวกต่อธุรกิจของ CPAXT

    – BBGRIM (กสิกรไทย) ราคาพื้นฐาน 15.00 บาท เรามีมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวใน H2/68 และปี 69 จากผ่อนคลายความกังวลการแทรกแซงค่าไฟของรัฐบาลใหม่ เนื่องจากค่า Ft ต่ำ นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องการตัดสิน Tariffs ของ Solar farm ในเวียดนามจะออกมาไม่ได้แย่อย่างที่กังวล อีกทั้งคาดอัตรากำไรจะปรับตัวดีขึ้นจากโรงไฟฟ้า Cogeneratuib เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาราคาก๊าซลดลง 7%QoQ และด้วยระดับค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะส่งผลให้ Spark spread ปรับตัวดีขึ้น เช่นกันใน H2/68 นี้

    – PLANB (คิงส์ฟอร์ด) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 7.10 บาท กำไรไตรมาส 2/68 ที่ 280 ลบ. +40%QoQ, +3%YoY รายได้สื่อโฆษณานอกบ้าน (OOH) เติบโตดี utilization rate ที่ 73% คาดไตรมาส 3/68 กำไรยัง +QoQ OOH ยังดีต่อเนื่องจาก utilization rate ยังมากกว่า 70% และยังมีบันทึกรายได้จากการเข้าถือ Hello LED ในสัดส่วน 50% ตั้งแต่ 1 ส.ค. และการรับรู้รายได้บริหารสื่อ EPL ร่วมกับ JAS และ MONO ตั้งแต่ ส.ค.68 บริษัทคงเป้ารายได้ปี 68 โต 5-6% Gross Margin ที่ 30% SG&A ที่ 13-14% IAA consensus คาดกำไรปี 68 ที่ 1,145 ลบ. +8%YoY

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oSHDrz5lNP4SYqLe4DOzL

  • รัฐบาลอนุทิน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุยนโยบายควิกวินฟื้นกำลังซื้อ

    รัฐบาลอนุทิน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุยนโยบายควิกวินฟื้นกำลังซื้อ

    เศรษฐกิจ

    รัฐบาลอนุทิน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุยนโยบายควิกวินฟื้นกำลังซื้อ

    08 ก.ย. 2025 เวลา 6:07 น.

    “รัฐบาลอนุทิน” เดินเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ลดค่าครองชีพ คนละครึ่ง ลดค่าพลังงาน แก้หนี้ ดันงบปี 69 ลงระบบเศรษฐกิจ งบกลางในมือมีกว่า 1.2 แสนล้าน เร่งลงทุนเมกะโปรเจกต์

    • “รัฐบาลอนุทิน” เดินเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจทันที
    • เล็งลดค่าครองชีพ คนละครึ่ง ลดค่าพลังงาน แก้หนี้ ดันงบปี 69 ลงระบบเศรษฐกิจ
    • เผยมีงบกลางในมือมีกว่า 1.2 แสนล้าน จากงบกลางรายการฉุกเฉิน 9.8 หมื่นล้าน และงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้าน
    • จับตาเร่งเมกะโปรเจกต์คมนาคมแสนล้าน จ่อเข้า ครม.

    การจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบุคคลที่จะมาร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัดส่วนบุคคลภายนอกซึ่งกระทรวงเศรษฐกิจเปิดตัววันที่ 6 ก.ย.2568 คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

    ส่วนนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 

    ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายปานปรีย์ พหิทธานุกร) และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    นายอนุทิน กล่าวหลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า ปัญหาเศรษฐกิจจะเร่งมาตรการลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ให้ประชาชน และผู้ประกอบการ รวมทั้งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย โดยหามาตรการทั้งทางกฎหมายและอำนวยความสะดวกเสริมรายได้ผู้ประกอบการและประชาชน ชุมชนท้องถิ่นฐานรากให้แข็งแรงขึ้น

    มอบโจทย์ “เอกนิติ” ลดค่าครองชีพ

    แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ได้หารือกันเบื้องต้น เน้นนโยบายเดินหน้าได้เร็ว เป็นนโยบายควิกวินเพราะเวลารัฐบาลมีน้อย เช่น นโยบายคนละครึ่ง นโยบายภาคท่องเที่ยว ทั้ง 2 ส่วนทำให้มีเม็ดเงินลงถึงระดับฐานรากเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายคนละครึ่งที่เคยใช้ฟื้นเศรษฐกิจช่วงวิกฤติโควิด-19 

    ขณะที่ นายอนุทิน ยืนยันช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระดับจุลภาคและมหภาค โดยจะฟื้นโครงการคนละครึ่งหรือไม่มีความเป็นไปได้หมด ถ้าเป็นประโยชน์ และประชาชนต้องการ ซึ่งมอบให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งพิจารณา และเมื่อปฏิบัติหน้าที่สมบูรณ์จะดำเนินการทันที อาจพิจารณาใช้ Application เดิม

    ตุนงบกลาง 1.2 แสนล้านบาท

    รัฐบาลนายอนุทิน เข้ามาบริหารประเทศช่วงเริ่มต้นใช้ปฏิทินงบประมาณวันที่ 1 ต.ค.2568 ทำให้ไม่มีปัญหางบประมาณโดยมีงบประมาณปี 2569 ตาม พ.ร.บ.งบประมาณวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท และงบประมาณที่ได้ผูกพันไว้บางส่วน งบกลางที่เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีมี 2 ส่วน รวม 123,000 ล้านบาท คือ 1.งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนวงเงิน 98,000 ล้านบาท  2.งบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินรวม 25,000 หมื่นล้านบาท

    ส่วนงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินฯ นายกฯ จะหารือสำนักงบประมาณเพื่อเตรียมใช้รับมือภัยพิบัติ และสาธารณภัยปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นอำนาจนายกฯ อนุมัติร่วมกับ ครม.สำหรับโครงการที่เสนอเข้ามา

    “เศรษฐกิจช่วงที่เหลือปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ การขับเคลื่อนเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลใหม่มีส่วนสำคัญ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นมาตรการการคลังที่ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ที่มีประสบการณ์จะคิดนโยบายเพิ่ม” แหล่งข่าว กล่าว

    เตรียมแผนจัดทำงบปี 2570

    ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่อยู่ในช่วงเริ่มทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งแม้รัฐบาลใหม่มีเวลาทำงานก่อนยุบสภา 4 เดือน แต่ต้องทำหน้าที่เตรียมจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570 

    ช่วงปลายปี 2568 นายกฯ จะนัด 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ หารือกรอบงบประมาณปี 2570 ซึ่งต้องสอดคล้องแผนการคลังระยะปานกลาง พ.ศ.2569-2572 

    รวมทั้งเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะทบทวนใหม่ช่วงเดือนธ.ค.2568 เพราะเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวชะลอกว่าที่คาด และกระทบการจัดเก็บรายได้รัฐ ซึ่งช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณล่าสุดต่ำกว่าเป้าหมาย 40,000 ล้านบาท 

    นอกจากนี้ นายกฯ จะเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เพื่อทบทวนกรอบการคลังระยะปานกลางของประเทศ ซึ่งอาจกระทบเวลาเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยที่อาจต้องเตรียมขยายเพิ่มกว่า 70% จากเดิมที่คาดว่าปี 2572 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะแตะระดับ 69.3% 

    จ่อชง ครม.เคาะทางคู่-มอเตอร์เวย์

    รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์ภาครัฐที่ศึกษาความเหมาะสมการลงทุนแล้ว และรอ ครม.อนุมัติจำนวนมาก หากนับเฉพาะโครงการที่ศึกษาความเหมาะสมการลงทุนแล้ว พบว่าที่ผ่านมาอยู่ขั้นตอนรอเสนอ ครม.อนุมัติมีมากกว่า 10 โครงการ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง มูลค่าการลงทุน 2.9 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ ล่าสุดคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นชอบอนุมัติลงทุน 3 โครงการ และอยู่ขั้นตอนรอเสนอ ครม.อนุมัติ ประกอบด้วย 1.ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร วงเงิน 30,422 ล้านบาท 2.ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร วงเงิน 66,270 ล้านบาท และ 3.ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร วงเงิน 7,772 ล้านบาท

    นอกจากนี้ มีโครงการทางด่วนสายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันออก (N2) ระยะทาง 6.7 กิโลเมตร วงเงิน 16,960 ล้านบาท  โครงการทางด่วนชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double deck) ระยะทาง 17 กิโลเมตร วงเงิน 35,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการเรือธงของพรรคภูมิใจไทยช่วงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อแก้ปัญหาจราจรบนทางด่วนช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 ปัจจุบันรอเสนอคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน (บอร์ด PPP) ก่อนเสนอ ครม.

    โครงการพัฒนาทางพิเศษ (มอเตอร์เวย์) กรมทางหลวง (ทล.) รอเสนอ ครม.อนุมัติประกวดราคาก่อสร้าง คือ มอเตอร์เวย์ M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ระยะทาง 61 กิโลเมตร วงเงิน 43,227 ล้านบาท 

    รวมถึงโครงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ลงทุนส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออก (East Expansion) วงเงิน 13,000 ล้านบาท รอเสนอ ครม.ใหม่

    นอกจากนี้ยังมีเมกะโปรเจกต์ที่จะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนที่รอ ครม.อนุมัติ เช่น โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์) เป็นต้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197758&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HEVpw2sT9lz_Kyq_wU10a

  • รู้จัก ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่ รัฐมนตรีคลัง ภายใต้การนำของ ‘ภูมิใจไทย’

    รู้จัก ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่ รัฐมนตรีคลัง ภายใต้การนำของ ‘ภูมิใจไทย’

    เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2568 ภายหลังจากที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ก็ได้เริ่มมีความเคลื่อนไหวการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)  และหนึ่งในรัฐมนตรีที่น่าจับตามองที่สุดคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจด้านเศรษฐกิจ ทั้งสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน รวมถึงสานต่อการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็ได้รับการยืนยันว่าจะมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 6 ก.ย. ดร.เอกนิติ ได้เดินทางมาที่พรรคภูมิใจไทย และได้หารือกับอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค, สันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่ รมว.พลังงาน

    THE STANDARD WEALTH พาไปทำความรู้จักโพรไฟล์ เส้นทางอาชีพ และวิสัยทัศน์ของเขา ก่อนก้าวเข้าสู่สนามการเมือง


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ประวัติ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในแวดวงการคลังของประเทศไทย ด้วยประวัติการศึกษาชั้นเยี่ยมและประสบการณ์ทำงานทั้งในและนอกภาครัฐที่หลากหลาย เขาได้รับการยอมรับในความเชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจและการบริหารองค์กรภาครัฐ 

    และล่าสุดในเดือนกันยายน 2568 ดร.เอกนิติได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลใหม่ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดประวัติที่น่าสนใจดังนี้

    ประวัติการศึกษา

    • ปริญญาตรี: จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้รับทุนการศึกษาจากสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์
    • ปริญญาโท: สำเร็จการศึกษาระดับเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขา Policy Economics จาก University of Illinois at Urbana-Champaign สหรัฐอเมริกา (ทุนรัฐบาลไทยโดยสำนักงาน ก.พ.)
    • ปริญญาเอก: สำเร็จการศึกษาระดับเศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขา Macroeconomics and International Finance) จาก Claremont Graduate University สหรัฐอเมริกา (ทุนรัฐบาลไทยโดยสำนักงาน ก.พ.)

    ประวัติการทำงานและประสบการณ์

    เริ่มต้นอาชีพราชการ: ดร.เอกนิติเริ่มรับราชการที่กระทรวงการคลัง ในตำแหน่งนักเศรษฐกรที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จากนั้นได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สศค. ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญของกระทรวงการคลัง

    ประสบการณ์ระดับนานาชาติ: ในช่วงหนึ่งของอาชีพ ดร.เอกนิติได้รับโอกาสทำงานในเวทีระหว่างประเทศ โดยดำรงตำแหน่ง Senior Advisor to Executive Director ที่ธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ดูแลงานด้านเศรษฐกิจการเงินของไทยในยุโรป

    ความก้าวหน้าในกระทรวงการคลัง: หลังกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย ดร.เอกนิติได้ทำหน้าที่โฆษกกระทรวงการคลัง และรองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ โดยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จากนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ตามด้วยอธิบดีกรมสรรพสามิต และปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งแต่ละตำแหน่งถือเป็นบทบาทสำคัญในการบริหารนโยบายการคลังและรายได้ของประเทศ

    บทบาทนอกเหนือราชการ: นอกจากตำแหน่งในสายงานราชการโดยตรง ดร.เอกนิติยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เช่น 

    • เคยเป็นประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
    • ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    • ประธานกรรมการธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) 
    • รวมถึงดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทชั้นนำอย่าง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) และบริษัท ไออาร์พีซี และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เป็นต้น

    แสดงถึงความเชี่ยวชาญของเขาในธุรกิจการเงินและการบริหารองค์กรขนาดใหญ่หลากหลายประเภท

    บทบาทและผลงานในภาครัฐ

    ดร.เอกนิติได้มีบทบาทโดดเด่นในการกำหนดนโยบายและบริหารองค์กรภาครัฐด้านการเงินการคลังหลายด้าน โดยเฉพาะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของกระทรวงการคลัง มีผลงานเชิงนโยบายและการบริหารที่สำคัญ อาทิ:

    ผลักดันรัฐบาลดิจิทัล: นำระบบดิจิทัลมาใช้ยกระดับการให้บริการของกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น จนหน่วยงานดังกล่าวได้รับรางวัลผู้นำองค์กรดิจิทัลดีเด่นของรัฐบาล ปี 2566 รวมทั้งรางวัล Digital Government Award ระดับเอเชีย-โอเชียเนีย ปี 2565 และรางวัล Thailand Digital Transformation Award ปี 2564

    นโยบายเพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม: ยกระดับกรมสรรพสามิตให้เป็นหน่วยงานต้นแบบด้าน ESG (Environment, Social, Governance) และผลักดันนโยบายภาษีคาร์บอนเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ในบทบาทประธานกรรมการธนาคารทีทีบี (TMBThanachart Bank) เขายังสนับสนุนให้ธนาคารดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เร่งรัดการลงทุนภาครัฐ: เป็นผู้นำแนวคิด PPP Fast Track มาใช้ในการขับเคลื่อนโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (Public-Private Partnership) ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่จากเดิมประมาณ 2 ปี ให้เหลือเพียงประมาณ 9 เดือน เพื่อเร่งให้โครงการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น

    สร้างแหล่งทุนใหม่ให้รัฐ: ริเริ่มและผลักดันการจัดตั้ง กองทุน Thailand Future Fund (TFF) ซึ่งเป็นรูปแบบการระทุนใหม่ของภาครัฐผ่านตลาดทุน ช่วยระดมเงินทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และลดภาระการกู้เงินของรัฐบาลในระยะยาว

    ปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจ: มีบทบาทในการปฏิรูประบบการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ โดยนำระบบการสรรหาและคัดเลือกกรรมการบนพื้นฐานสมรรถนะ (Skill Matrix) มาใช้ เพื่อให้การแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจมีความโปร่งใสและได้บุคคลที่มีความสามารถเหมาะสม

    จนในเดือนตุลาคม 2567 ดร.เอกนิติได้รับแต่งตั้งให้โยกย้ายมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งปัจจุบัน 

    และล่าสุดในเดือนกันยายน 2568 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ดร.เอกนิติได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ภาครัฐมีต่อความสามารถและประสบการณ์ของเขาในการบริหารนโยบายการเงินการคลังของประเทศอย่างต่อเนื่องและก้าวหน้าต่อไป

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/get-to-know-ekniti/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S3kcGjmxKZeNMnmfE8OJs

  • ผลสำรวจนิด้าโพล เกือบ 60% มอง ควรยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน

    ผลสำรวจนิด้าโพล เกือบ 60% มอง ควรยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน

    นิด้าโพล เผยผลสำรวจ 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกือบ 60% มองว่าควรยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

    วันที่ 7 กันยายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ยุบสภาใน 4 เดือนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ” สำรวจระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน

    เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน พบว่า

    • ร้อยละ 59.24 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน
    • ร้อยละ 27.17 ระบุว่า เห็นด้วยกับการยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน
    • ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ควรยุบสภาฯ แต่ควรรอให้สภาฯ ชุดนี้หมดวาระในปี 2570
    • ร้อยละ 2.52 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายใน 6 เดือน
    • ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายใน 1 ปี
    • ร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความต้องการของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า

    • ร้อยละ 37.56 ระบุว่า ต้องการมาก
    • ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ไม่ต้องการเลย
    • ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ค่อนข้างต้องการ
    • ร้อยละ 9.99 ระบุว่า ไม่ค่อยต้องการ
    • ร้อยละ 2.52 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าต้องการมากและค่อนข้างต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (จำนวน 777 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับรูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการ พบว่า

    • ร้อยละ 74.39 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา
    • ร้อยละ 24.71 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
    • ร้อยละ 0.90 ระบุว่า ไม่ตอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881269&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d1SZArxk4vPuu_SnOe3mR

  • “เชตวัน” จี้ “อนุทิน” หยิบรายงาน “กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ” มาดำเนินการ

    “เชตวัน” จี้ “อนุทิน” หยิบรายงาน “กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ” มาดำเนินการ

    ปทุมธานี, วันที่ 7 กันยายน 2568 เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 6 พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นที่เหมาะสมหรือย้ายไปอยู่สถานที่อื่นที่เหมาะสม แสดงความเห็นว่า สำหรับตนแล้ว ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะทวงถามหรือเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล สิ่งหนึ่งสิ่งนั้นคือธุรกิจกองทัพ โดยที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งกมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ ขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ผลการศึกษาออกมาแล้ว เตรียมนำเสนอต่อสภา และส่งต่อให้กับรัฐบาลพิจารณาดำเนินการต่อไป และถึงแม้ว่าระยะเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภาอาจทำอะไรไม่ได้มาก แต่ก็มีเรื่องที่สามารถมีมติคณะรัฐมนตรีทำได้ทันที รวมถึงมีบางระเบียบและบางคำสั่งที่สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้

    เชตวันกล่าวว่า กมธ.วิสามัญฯ ชุดนี้ได้รวบรวมจากสารพัดธุรกิจที่ไม่คิดว่ากองทัพจะดำเนินการ สารพัดธุรกิจที่ไม่คิดว่าจะเป็นภารกิจหน้าที่ของทหาร แบ่งออกมาเป็นหมวดหมู่ได้ 3 ประเภท คือ 1. กิจการที่ดำเนินการผ่านกองทุนสวัสดิการ ซึ่งแบ่งเป็นสวัสดิการภายใน กับสวัสดิการเชิงธุรกิจ อาทิ สนามกอล์ฟ โรงแรม ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น 2. กิจการที่ดำเนินการในรูปแบบของเงินนอกงบประมาณ ทั้งเงินนอกงบประมาณประเภทที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเงินทุนหมุนเวียนที่ทุกส่วนราชการมี กับเงินนอกงบประมาณประเภทที่สอง ที่มีเฉพาะแต่ในกองทัพเท่านั้น ซึ่งส่วนนี้ใช้จัดทำธุรกิจอย่างเช่น ททบ.5 คลื่นวิทยุ เป็นต้น และ 3. กิจการที่กองทัพลงทุนในบริษัทเอกชนโดยตรง ทั้งที่อยู่และไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

    “ระยะเวลากว่า 1 ปีครึ่งในการศึกษาของ กมธ.วิสามัญฯ แม้จะยังไม่ใช่รายงานที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะหลายๆ เรื่องก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือ ไม่ได้รับการเปิดเผยจากกองทัพ แต่นี่ก็น่าจะเป็นข้อมูลที่เข้าถึงได้มากที่สุด ลึกที่สุด นับตั้งการดำรงอยู่ของสิ่งที่เรียกว่าธุรกิจกองทัพเป็นต้นมา ทั้งนี้ ในการพิจารณาก็มีตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง ตัวแทนจากทุกเหล่าทัพ ได้มาร่วมกันก่อนที่จะมีมติรับรองรายงานเล่มนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดังนั้น เมื่อสภาฯ ชุดนี้ยังคงอยู่ ผมก็อยากเรียกร้องให้นำผลการศึกษาที่เสร็จสิ้นแล้วนี้เข้าสู่การพิจารณาโดยเร็ว เพื่อที่จะได้ส่งต่อให้รัฐบาล และดูว่ารัฐบาลชุดนี้จะเอาอย่างไรกับเรื่องธุรกิจกองทัพ ที่เป็นประตูบานหนึ่งซึ่งจะเปิดไปสู่การปฏิรูปกองทัพ” เชตวันกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/240127&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AZXn0LnMJQbeWSg41bhnR

  • ยังไม่จบ! ‘จิราพร’ อัดพรรคส้ม ตรรกะทางความคิดสับสน

    ยังไม่จบ! ‘จิราพร’ อัดพรรคส้ม ตรรกะทางความคิดสับสน

    7 กันยายน 2568 – น.ส.จิราพร สินธุไพร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “จิราพร สินธุไพร – Jiraporn Sindhuprai” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า  การแก้ไข #รัฐธรรมนูญ60 คือภารกิจที่ยากและท้าทายที่สุด แต่ #พรรคประชาชน เลือกที่จะมอบอำนาจและความไว้วางใจ รวมถึงมอบสิ่งที่หัวหน้าพรรคประชาชนเรียกว่า ‘โอกาสที่ดีที่สุดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ’ ให้ #พรรคภูมิใจไทย เป็นคนทำภารกิจนี้ ทั้งที่เป็นพรรคการเมืองที่ไม่เคยมีนโยบายหาเสียงว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 ให้เป็นประชาธิปไตย แถมยังเคยมีท่าทีขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตลอด!

    ที่หัวหน้าพรรคประชาชน อ้างว่า ไม่ได้เลือกคุณอนุทินมาบริหารประเทศ แต่เลือกมายุบสภา…

    ถ้าจะตอบกำปั้นทุบดินแบบนี้ ทำไมตอนพรรคเพื่อไทย เสนอจะยุบสภาทันทีที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่ #พรรคประชาชน ยังยืนยันเดินหน้าจะโหวตคุณอนุทิน? ถ้าจะบอกว่า เลือก #พรรคภูมิใจไทย เพราะอยากแก้รัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา ก็ให้กลับไปอ่านข้างบนว่า อยากจะแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย แต่เลือกพรรคที่ไม่ได้มีท่าทีว่าอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นคนทำ…ตรรกะทางความคิดแค่เริ่มต้นก็สับสนแล้ว

    ถ้า #พรรคประชาชน จะบอกว่า #พรรคเพื่อไทย ไม่น่าไว้ใจ คำถามคือพฤติกรรมของ #พรรคภูมิใจไทย ที่ผ่านมา น่าไว้วางใจกว่าตรงไหน?

    สรุปคือ ‘คำพูดมากมาย ความหมายยังไงก็จะเลือกอนุทิน’

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/857499/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EnBqsMCfeD62wW3Kvkdf0

  • อียิปต์ขึ้นแท่นอันดับ 9 แหล่งดึงดูดการลงทุนโลก และอันดับ 1 ในแอฟริกา

    อียิปต์ขึ้นแท่นอันดับ 9 แหล่งดึงดูดการลงทุนโลก และอันดับ 1 ในแอฟริกา

    ประธานหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและเขตการค้าเสรีแห่งอียิปต์ (The General Authority for Investment and Free Zones: GAFI) เปิดเผยในงานประชุมธุรกิจอียิปต์-บาห์เรนว่า อียิปต์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนอันดับ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในทวีปแอฟริกา โดยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสุทธิได้ถึง 4.61 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีงบประมาณ ค.ศ. 2023/2024 ปัจจัยที่ทำให้อียิปต์น่าดึงดูดในสายตานักลงทุน ได้แก่

    • ตลาดแรงงานขนาดใหญ่กว่า 32 ล้านคน

    • ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์

    • อัตราภาษีที่สามารถแข่งขันได้

    • โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

    • ข้อตกลงทางการค้ากับกว่า 70 ประเทศ ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้เกือบ 3 พันล้านคนทั่วโลก

                นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษคลองสุเอซ (The General Authority for the Suez Canal Economic Zone: SCZONE) กำลังมีการลงทุนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วง 38 เดือนที่ผ่านมา มีการลงนามในโครงการต่างๆ ถึง 311 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1.02 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ระดับโลก และมุ่งเน้นดึงดูดการลงทุนใน 21 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยา ยานยนต์ สิ่งทอ และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มปริมาณการส่งออกให้ถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2030

    ความเห็น/ข้อเสนอแนะ

    ข่าวความสำเร็จของอียิปต์ในการดึงดูดการลงทุนครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทยในหลายมิติ ทั้งในแง่ของโอกาสและความท้าทาย ดังนี้

    ความท้าทาย 

    • การแข่งขันโดยตรงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อียิปต์ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนบางส่วนในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและเป็นแหล่งรายได้หลัก เช่น ยานยนต์ สิ่งทอ และยา การที่อียิปต์มีต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่าในเชิงเปรียบเทียบและมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการบุกตลาดแอฟริกาและภูมิภาคแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง (MENA) อาจหันไปพิจารณาอียิปต์เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไปยังไทย และการส่งออกของไทยมายังภูมิภาคนี้ในระยะยาว

    • ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ที่ตั้งของอียิปต์ถือเป็นประตูเชื่อมระหว่างทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา รวมถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษคลองสุเอซ (SCZONE) ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ จะทำให้อียิปต์กลายเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดยุโรปและตะวันออกกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อไทยในฐานะฮับการส่งออกของภูมิภาคอาเซียนสำหรับตลาดดังกล่าว

                โอกาส 

    • โอกาสในการส่งออกสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบขั้นต้น เมื่ออียิปต์กลายเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะมีความต้องการวัตถุดิบขั้นต้นและสินค้าขั้นกลางมากขึ้น เพื่อป้อนเข้าสู่โรงงาน นี่คือโอกาสสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทยในกลุ่มสินค้าดังกล่าวในสาขาที่อียิปต์ส่งเสริม โดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์ เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง

    • ตลาดผู้บริโภคที่กำลังเติบโต การลงทุนมหาศาลจะนำไปสู่การจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของอียิปต์ ทำให้กำลังซื้อของประชากรเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยในการเจาะตลาดอียิปต์และแอฟริกาเหนือ เช่น อาหารแปรรูป ผลไม้กระป๋อง และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยจะต้องเร่งพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าตนให้มีความได้เปรียบและมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดอียิปต์ทั้งสินค้าที่อียิปต์ผลิตได้เองและนำเข้าจากประเทศใกล้เคียงและประเทศที่มีความตกลงการค้ากับอียิปต์

    การเติบโตของอียิปต์เป็นสัญญาณเตือนว่าไทยไม่สามารถหยุดนิ่งได้ ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น รักษาความสามารถในการแข่งขัน และในขณะเดียวกันก็ต้องมองหาโอกาสในการเจาะตลาดใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายจากการแข่งขันให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจต่อไป

    ——————————————————-

    ที่มา https://www.dailynewsegypt.com/2025/09/02/egypt-ranks-9th-globally-1st-in-africa-for-investment-with-46-1bn-in-fdi-gafi-ceo/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/m4y7di6timvyd4qx27p46wvp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tcviwlLsvlLIfscy47a9T