Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Gother  ฉลองครบรอบ 1 ปี สุดยิ่งใหญ่ มอบความคุ้ม 3 ต่อ

    Gother ฉลองครบรอบ 1 ปี สุดยิ่งใหญ่ มอบความคุ้ม 3 ต่อ

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.31 น.

    นายอนุพงษ์ เกรียงไกรลิปิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Gother กล่าวว่า ในโอกาสที่ Gother ครบรอบ 1 ปี ของการเปิดให้บริการแพลตฟอร์มจองทริปท่องเที่ยวของคนไทยเพื่อคนไทย ซึ่งเราพร้อมให้บริการที่เข้าถึงและเข้าใจทุกไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของคนไทยอย่างแท้จริง ภายใต้การสร้างแรงบันดาลใจให้คุณออกไปท่องเที่ยว สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในแบบของตัวเอง ผ่านการจองบริการท่องเที่ยวที่เรานำเสนอแบบครบวงจร ทั้งบริการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก กิจกรรม รถเช่า แพ็คเกจทัวร์  Gother ได้จัดโปรโมชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนี้ เพื่อส่งเสริมให้คนไปเที่ยวช่วงสิ้นปี หรือต้นปี 2569

    Gother ได้จัดโปรแรงสุดในรอบปี รับส่วนลดและรางวัลคุ้ม 3 ต่อ ให้ทั้งส่วนลด ตั๋วเครื่อง ที่พัก กิจกรรม และสิทธิ์จับฉลากมูลค่ารวมรางวัลกว่า 150,000 บาท และโค้ดส่วนลดพิเศษ 500 บาท สำหรับการจองครั้งถัดไป ระยะเวลาโปรโมชั่น: 18 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568

    ต่อที่ 1: ส่วนลดจองเที่ยวผ่าน Gother

    ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางในประเทศ ลด 6% สูงสุด 800 บาท ขั้นต่ำ 3,000 บาท

    ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางต่างประเทศ ลด 8% สูงสุด 4,500 บาท ขั้นต่ำ 15,000 บาท

    ที่พัก ในประเทศ ลดทันที 600 บาท ขั้นต่ำ 4,000 บาท

    ที่พัก ต่างประเทศ ลด 15% สูงสุด 2,000 บาท ขั้นต่ำ 5,000 บาท

    กิจกรรมในประเทศ ลด 7% สูงสุด 350 บาท ขั้นต่ำ 1,500 บาท

    กิจกรรม ต่างประเทศ ลด 9% สูงสุด 899 บาท ขั้นต่ำ 3,500 บาท

    ต่อที่ 2: สิทธิ์จับฉลากรางวัลสำหรับทุกคนที่มียอดจองทุก 5,000 บาท

    รางวัลที่ 1 : ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ญี่ปุ่น ทุกเส้นทางบินที่ให้บริการจากสายการบิน EVA Air (Full Service)  1 รางวัล 2 ที่นั่ง มูลค่ารวม 75,000 บาท

    รางวัลที่ 2 :  ห้องพักหรู Studio Pool Villa โรงแรม Casa de La Flora 1 รางวัล เข้าพักได้ 2 ท่าน มูลค่า 20,000 บาท

    รางวัลที่ 3 :  ห้องพัก Sea View Deluxe โรงแรม Cape Sienna Gourmet Hotel & Villas 1 คืน มูลค่า 14,500 บาท

    รางวัลที่ 4 : ห้องพัก Deluxe Poolside โรงแรม La Vela Khaolak 1 คืน มูลค่า 12,194 บาท

    รางวัลที่ 5 : ห้องพัก Flora Room โรงแรม La Flora Khaolak 1 คืน มูลค่ากว่า 11,400 บาท

    รางวัลที่ 6 : Gother Voucher มูลค่า 3,000 บาท จำนวน 10 รางวัล รวมมูลค่า 30,000 บาท

    ต่อที่ 3: เมื่อจองครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับโค้ดส่วนลดสำหรับการจองครั้งถัดไปมูลค่า 500 บาท (ขั้นต่ำ 3,500 บาท)

    และโปรโมชั่นพิเศษสุด, ดีลพิเศษสายการบิน สำหรับช่วง 1st Gother Birthday MEGA Sale

    วันที่ 25 ก.ย. – 5 ต.ค. 2568

    ตั๋วเครื่องบิน ในประเทศ ลด 50% สูงสุด 150 บาท ไม่มีขั้นต่ำ

    ที่พัก ในประเทศ ลด 50% สูงสุด 250 บาท ไม่มีขั้นต่ำ

    สายการบิน EVA Air ลดทันทีเลย 1,500.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางญี่ปุ่นและเกาหลีเท่านั้น

    สายการบิน All Nippon Airways ลดทันที 1,500.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางบินญี่ปุ่นเท่านั้น

    ทุกสายการบิน ลดทันทีเลย 1,000.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางบินไปฮ่องกงเท่านั้น

    ดีลพิเศษ 1 แถม 1 + ลดเพิ่มสูงสุด 899 บาท*  สำหรับช่วง 1st Gother Birthday MEGA Sale

    ทัวร์ไหว้พระ-ทัวร์มูเตลู พระวัดดังที่ฮ่องกง (1 วัน) เริ่มต้นเพียง 2988.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงเวลาเดินทาง : 1 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568 แพ็กเกจเกมกอล์ฟและความบันเทิงครบครัน ที่ Topgolf Megacity เริ่มต้นเพียง  149.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568

    บัตรโดยสารรถไฟ AREX Incheon Airport Express แบบเที่ยวเดียว (สนามบินอินชอน) เริ่มต้นเพียง 300.- ระยะเวลาจอง :  18 ก.ย. – 1 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 18 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568

    กระเช้า Ngong Ping 360, Hong Kong เริ่มต้นเพียง 1163.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568 (ยกเว้น 2-16 ก.ย. 2568)

    บัตรเข้าชม Macau Tower (Macau Tower Sightseeing Ticket) เริ่มต้นเพียง 521.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568

    WoW Park – Buy 1 Get 1 Free Combo Ticket เริ่มต้นเพียง 792.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.- 5 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย.- 31 ต.ค. 2568   

    บัตรเข้าสวนสนุก Ocean Park Hong Kong เริ่มต้นเพียง 2,139.- ระยะเวลาจอง :    25 ก.ย. – 5 ต.ค. 68 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 68

    บัตรสวนสนุก Disneyland Hong Kong ซื้อแพคเกจ 3 ใบ หรือ 4 ใบ ลด 15% ช่วงเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568

    เพื่อมอบความสุขให้ลูกค้าแบบจัดเต็ม ในโอกาสฉลองครบรอบ 1 ปี Gother ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Hong Kong Tourism Board (HKTB) จัดโปรโมชันสุดพิเศษสำหรับนักเดินทางชาวไทยที่มีแผนเที่ยวฮ่องกงโดยเฉพาะ

    ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางฮ่องกง (ไม่จำกัดสายการบิน) ลด 12% สูงสุด 2,500 บาท เมื่อมียอดจองขั้นต่ำ 4,000 บาท

    ที่พักในฮ่องกง ลด 15% สูงสุด 2,500 บาท เมื่อมียอดจองขั้นต่ำ 4,000 บาท

    รวมถึงส่วนลดพิเศษสำหรับกิจกรรมยอดนิยม เพื่อให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษอย่างเต็มที่ เช่น ฮ่องกงบัสทัวร์ กระเช้านองปิง ทัวร์มูเตลู พีคแทรมและสกายเทอเรส และสวนสนุก ดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง

    (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เสิร์ชเอ็นจินอ็อปทิไมเซชั่น จำกัด กำหนด)

    นายอนุพงษ์ กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานของGother ได้รับการสนับสนุนจาก บีคอน เวนเจอร์ส แคปิทัล บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย และ กรุงไทย เวนเจอร์ส บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกรุงไทย เพื่อเสริมศักยภาพและตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวไทย พร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปัจจุบันเปิดตัวมาแล้วกว่า 1 ปี มีความมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มให้เป็นแพลตฟอร์มจองท่องเที่ยวที่ 1 ในใจของคนไทย ที่มีบริการการท่องเที่ยวที่ครบวงจร และตอบโจทย์การใช้งานของคนไทยทั้งประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจโปรโมชั่นสามารถดูรายละเอียดได้ที่ ข้อมูลเพิ่มเติม Link: https://www.gother.com/th-th/promotions/gother-birthday-2025

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/915125&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pvl0kzWq3_K3cxx8IXJfn

  • กมธ.ท่องเที่ยว สภาฯ ห่วงผลกระทบจากการปรับนโยบายกัญชา โดยเฉพาะเรื่องกลิ่น ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

    กมธ.ท่องเที่ยว สภาฯ ห่วงผลกระทบจากการปรับนโยบายกัญชา โดยเฉพาะเรื่องกลิ่น ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

    นายเฉลิมพงษ์ แสงดี กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาและติดตามผลกระทบจากการปรับนโยบายกัญชา โดยมีวัตถุประสงค์ในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ โดยเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการร้านกัญชา และวิชาชีพผู้แนะนำการใช้กัญชาแห่งประเทศไทย เข้าร่วม
             
    นายเฉลิมพงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาและมีข้อสังเกตว่า แม้ว่ากัญชามีศักยภาพในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเวลเนส โดยเฉพาะการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร การแพทย์แผนไทย การให้บริการสปา รวมถึงการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว จากการใช้กัญชาโดยปราศจากมาตรการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม กลับก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสังคม ประชาชนและภาคการท่องเที่ยวโดยรวม โดยเฉพาะผลกระทบจากกลิ่นกัญชาที่แพร่กระจายในที่สาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงจะสร้างความรำคาญให้กับประชาชนในพื้นที่ แต่ยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่สบายใจ เสียความเชื่อมั่น และได้รับประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยถูกลดทอนคุณภาพลงและบั่นทอนภาพลักษณ์ของประเทศ
             
    ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมาย โดยขอให้รัฐบาลกำหนดเขตพื้นที่เฉพาะสำหรับการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกัญชา จัดทำมาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมการใช้อย่างเป็นรูปธรรม ดำเนินการบริหารจัดการภาพลักษณ์และการสื่อสารของประเทศอย่างสมดุล โดยไม่ให้กัญชากลายเป็นภาพจำของไทยแทนที่คุณค่าทางวัฒนธรรม ศิลปะ และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และสุดท้ายคือการจัดทำกฎหมายหรือกฎระเบียบเฉพาะที่มีบทบัญญัติชัดเจนในการกำกับดูแลการใช้กัญชา ครอบคลุมการใช้ในพื้นที่สาธารณะ การควบคุมกลิ่นและมลภาวะ การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการกำหนดขอบเขตการใช้เพื่อสุขภาพให้แตกต่างจากการใช้ในเชิงสันทนาการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/242909&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L4ZNFT5kW1VV4k3E8avY8

  • อนุทิน ควง ทีมเศรษฐกิจ รับ 7 โจทย์หอการค้า เร่งโรดแมป 4 เดือน แก้หนี้ NPL

    อนุทิน ควง ทีมเศรษฐกิจ รับ 7 โจทย์หอการค้า เร่งโรดแมป 4 เดือน แก้หนี้ NPL

    ‘อนุทิน’ นำทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ หารือสภาหอการค้าไทย รับฟังเอกชนทุกมิติ ย้ำเร่งเดินหน้าโรดแมปเศรษฐกิจ 4 เดือนแรก พร้อมรับ 7 ข้อฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ 

    วันที่ 18 ก.ย.ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมว่าที่รัฐมนตรี กระทรวงเศรษฐกิจ อาทิ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หารือหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และมีรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ “ทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้า ส่วนตัวคือเจอกันมานาน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เคารพนับถือกันเป็นอย่างดี สิ่งที่มาวันนี้ เพื่อมาพบทุกท่านและนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาแนะนำให้รู้จัก เชื่อว่าหลายคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว”

    ดังนั้น วันนี้ตั้งใจมารับฟังรายละเอียด และรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย ที่รัฐบาลกำลังจะเน้นการ “เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ของประเทศไทย ให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้นเร็วที่สุด ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด 4 เดือน 

    อย่างไรก็ตาม การมาพบสภาหอการค้าในครั้งนี้ เป็นแนวทางเดียวกับที่เคยเข้าพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อรับฟังข้อกังวลและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มบริหารราชการแผ่นดิน โดยพยายามรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อให้การทำงานเดินหน้าได้รวดเร็ว และตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจประเทศ

    7 ข้อฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ

    พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยืนยันพร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจเร่งด่วน 4 ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ,ด้านความมั่นคงชายแดน ,แก้ปัญหาภัยธรรมชาติและภัยสังคม ตามที่รัฐบาลตั้งไว้ 

    ขณะเดียวกัน ได้เสนอ 7 ข้อฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ ได้แก่

    • เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน 
    • เพิ่มสภาพคล่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 
    • ลดภาระค่าของชีพและต้นทุนประชาชน 
    • ส่งเสริมการค้าการลงทุน โลจิสติกส์ และการค้าที่เป็นธรรม รวมถึงสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้กับ SMEs
    • รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน
    • เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น เทรดวอร์ และกระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยวของไทย 

    หวัง ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจโค้งท้ายปี

    ส่วนนโยบายที่กำลังถูกจับตามองในแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ เอกชนได้เสนอโครงการ ‘คนละครึ่ง’ , EASY E-Reciept และผลักดันโครงการใช้ของไทยฟื้น SMEs โดยขอให้จัดเป็นแคมเปญระดับชาติ 

    เบื้องต้นประเมินว่าหากมีโครงการ ‘คนละครึ่ง’ จะช่วยหนุนให้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 70,000 ถึง 100,000 ล้านบาท

    อนุทิน เผยอีกว่า ขณะนี้ ได้มอบหมายงานให้กับว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระพาณิชย์ ให้เตรียมมาตรการเพื่อทำให้การค้าคล่องตัวและราบรื่นที่สุด เพื่อไม่ให้ผู้ค้าเสียเปรียบ ทั้งการเจรจา FTA สิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงราคาพืชผลทางการเกษตร 

    “ไม่เฉพาะค้าขายกับต่างประเทศเท่านั้น การค้าขายในประเทศก็ต้องทำ เพื่อให้มีความคล่องตัวที่สูงลดความเดือดร้อน ของผู้ประกอบการ”

    ปัจจุบัน ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง ต้องทำงานควบคู่กัน ซึ่งตอนนี้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย SME เผชิญปัญหาหนี้เก่า เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) 

    อีกทั้ง ยังมีสินค้าค้างสต๊อกจำนวนมาก และไม่สามารถผลิตต่อได้เนื่องจากขาดเงินทุนในการซื้อส่วนประกอบหรือวัตถุดิบ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลจะหาแนวทางในการอัดฉีดเงินทุนเพื่อให้พวกเขามีกระแสเงินสด (cash flow) 

    อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนนี้จะพิจารณาให้กับ “ลูกค้าชั้นดี” ที่มีความตั้งใจที่จะผลิตสินค้าจริง ไม่ใช่เพียงนำเงินไปหมุนเวียนให้ผ่านไปวันๆ เป้าหมายคือการช่วยให้ผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถนำเงินทุนไปต่อยอดและทำการค้าต่อไปได้ในระยะยาว

    อนุทิน ย้ำว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าวางรากฐานนโยบายระยะยาว ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจจะไม่ถอยหลัง การดำเนินการจะครอบคลุมทุกมิติ กระทรวงพาณิชย์จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางการค้าต่างๆ ให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด 

    “ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ผมยืนยันว่า ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว 

    ดังนั้น ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันได้ ก็วิน-วิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง แต่ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจว่าโครงการริเริ่มจากใคร”

    นอกจากนี้ ยังมีแผนในการลดความเดือดร้อนของผู้ประกอบการโดยรวม สำหรับนโยบายโดยรวมนั้น ร่างนโยบายได้จัดทำเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว และมีการปรับแก้รายละเอียดเล็กน้อยให้สอดคล้องกับข้อหารือต่างๆ 

    “การทำงานเราจะมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ โดยไม่ยึดติดว่านโยบายนั้นมาจากแนวคิดของใคร หรือใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเครดิต ทุกฝ่ายควรได้รับประโยชน์ หากนโยบายใดก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม กับประเทศ และกับประชาชน รัฐบาลพร้อมที่จะผลักดันอย่างเต็ม” อนุทินกล่าว

    สำหรับกรอบเวลา 4 เดือนในการบริหารประเทศ อนุทิน ยอมรับว่า แม้จะสั้นแต่รัฐบาลเตรียมร่างนโยบายไว้เกือบสมบูรณ์แล้ว และจะนำข้อเสนอจากหอการค้าฯไปปรับให้สอดคล้อง ก่อนแถลงต่อรัฐสภาหลังพิธีถวายสัตย์ โดยย้ำว่าไม่กังวลว่าใครจะได้เครดิต เพราะสิ่งสำคัญคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ หากนโยบายใดเกิดประโยชน์พร้อมเดินหน้าผลักดันทันที

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-economic-team-4month-roadmap/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38XWHBwrbqWpKBCYv_BjDd

  • นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจ หารือสภาหอการค้าฯ เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง

    นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจ หารือสภาหอการค้าฯ เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง

    วันนี้ (18 ก.ย. 68 ) เวลา 09.30 น. ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมประชุมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมกล่าวว่า ทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่คนที่แปลกหน้าแปลกตา สำหรับตนเองเรารู้จักกันมาเป็นเวลานานแล้ว มีความสนิทสนมคุ้นเคย และเคารพนับถือกันมาเป็นอย่างดี

    นายอนุทินกล่าวต่อว่า ที่ตนเองเดินทางมาในวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และนำคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจมาให้ทุกท่านได้รู้จัก ซึ่งตนเองมั่นใจว่า ทุกท่านรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่การมาในวันนี้ตั้งใจที่จะมารับฟังในรายละเอียด หารือ และรับข้อเสนอแนะจากทางหอการค้าไทย พร้อมเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่อยู่ในประเทศไทยให้มีความกระชับ และมีความเข้มแข็งขึ้น ภายในระยะเวลาที่เรามีอยู่ ซึ่งขณะนี้ได้มีการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ลงมา จะเร่งทำการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ในทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/57456&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qzWXoA0YEVU_eqMhspTZz

  • นายกฯ นำดรีมทีมเศรษฐกิจ พบสภาหอการค้าฯ รับข้อเสนอมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    นายกฯ นำดรีมทีมเศรษฐกิจ พบสภาหอการค้าฯ รับข้อเสนอมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    นายกฯ นำดรีมทีมเศรษฐกิจ พบสภาหอการค้าฯ รับข้อเสนอมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    วันนี้, 15:42น.

              09.33น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่ รมว.พลังงาน, นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ว่าที่ รมว.พาณิชย์, นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่ รมช.คลัง พร้อมคณะฯ ได้เดินทางมายังสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย และคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

               กล่าวว่า ที่มาวันนี้ พาว่าที่คณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจมาให้ได้รู้จัก และตั้งใจมารับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคเอกชน ซึ่งหลังจากที่ได้ทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรี และได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว จะเร่งจัดทำการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เพื่อเดินหน้าบริหารประเทศ โดยรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเน้นเรื่องการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ต้องกระชับ และเข้มแข็ง ภายในระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด

              ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดีที่นายอนุทิน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้เข้ามาบริหารบ้านเมืองและเดินหน้าต่อเนื่อง โดยไม่เกิดการหยุดชะงัก และแสดงความยินดีล่วงหน้ากับว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจทุกคน ซึ่งมีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งหลังจากนี้ สภาหอการค้าฯ ก็จะเดินทางไปพบหารือกับแต่ละกระทรวง

              หอการค้าไทย และสภาหอการค้าฯ ได้วางนโยบายขับเคลื่อนในส่วนของภาคเอกชน โดยข้อเสนอแนะทั้งหมดนี้ รวบรวมจากเครือข่ายหอการค้าไทยทั่วประเทศ ทั้งหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า ตลอดจนหอการค้าต่างประเทศ โดยมีข้อเสนอ 7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย เพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาใช้เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

    1. การเสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศ และนักลงทุน ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัย

    2. การเพิ่มสภาพคล่อง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของทั้งผู้ประกอบการ และภาคครัวเรือน

    3. การลดภาระค่าครองชีพ และต้นทุนประชาชน

    4. การส่งเสริมการค้าการลงทุน โลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ SMEs

    5. การยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย ทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด และภัยออนไลน์

    6. การเตรียมแผนรับมือผลกระทบจากสงครามการค้า และความผันผวนของค่าเงิน

    7. การกระตุ้นกำลังซื้อ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

               และฝากมาตรการเร่งด่วนระยะ 4 เดือน เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินมาตรการสำคัญหลายด้านอย่างทันที ได้แก่

    1. การค้าระหว่างประเทศ ที่ควรเร่งรัดการเจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ Reciprocal Tariff (RT) ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง

    2.  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ราว 34-35 บาท/ดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก2. การกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรเดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น “คนละครึ่ง” และ “Easy E-Receipt” รวมถึงรณรงค์ “ใช้ของไทย ฟื้น SME” พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน

    3. ภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลควรตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่

    4. ด้านมาตรการสำหรับภาคธุรกิจ SMEs ขอให้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายจากหนี้เสีย (NPL) และเร่งผลักดันโครงการ THAI SME-GP

    5. ด้านแรงงาน รัฐบาลควรกำหนดการปรับค่าจ้างตามมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โดยใช้กลไกไตรภาคี รวมถึงหาทางออกต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

    6. ประชาชนควรได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพ ผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี 

    7. เดินหน้านโยบาย Zero Corruption และบูรณาการการปราบปรามปัญหาสังคม ทั้งยาเสพติด การค้ามนุษย์ กลโกงออนไลน์ และการพนันอย่างจริงจัง

              ส่วนมาตรการในระยะกลาง 8 เดือน หอการค้าไทย เสนอให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออก ภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา จัดตั้งกลไกการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเน้นสาขาที่มีศักยภาพสูง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์สมัยใหม่ และเกษตร-อาหารสมัยใหม่ อีกทั้งยังควรมีมาตรการสนับสนุนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและคูปองฝึกอบรม

              ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้ และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบควรถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ด้วยการใช้มาตรการ Regulatory Guillotine เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดภาระที่ไม่จำเป็น และช่วยให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

              ข้อเสนอเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทย จะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศ และสังคมไทย

    #นายกพบหอการค้าไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lOzmiIUw6Lp111XqbxNEO

  • “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ พา 3 รมต.ถกประธานหอการค้าฯ

    “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ พา 3 รมต.ถกประธานหอการค้าฯ

    (18 ก.ย. 68) เวลา 09.30 น. ที่ห้อง 3201 ชั้น 2 สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมการประชุมหารือ ระหว่างนายกรัฐมนตรี และคณะ กับดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 

    นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับวันนี้ที่มาที่นี่ เพื่อพาคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจมาให้ทางสภาหอการค้าได้รู้จัก ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว โดยตั้งใจที่จะมารับฟังและหารือ ข้อเสนอแนะ จากสภาหอการค้าไทย สำหรับรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นนี้ จะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยมีความกระชับและเข้มแข็งมากขึ้น ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งนายอนุทิน กล่าวต่อว่า หากมีการโปรดเกล้าฯ หลังจากที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายชื่อ ครม.ไปแล้วนั้น จะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพื่อให้สามารถบริหาราชการแผ่นดินได้ รวมถึงได้แนะนำนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับผิดชอบเศรษฐกิจในภาพรวม ต่อมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    ส่วนดร.พจน์ ระบุว่า ทางสภาหอการค้า พร้อมสนับสนุนขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน 4 ด้านที่นายอนุทินได้ประกาศไว้ ดังนั้น

    1. ด้านเศรษฐกิจ ลดค่าของชีพแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร เสริมสร้างรายได้และโอกาสให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ

    2. ด้านความมั่นคงชายแดน แก้ปัญหาแก้ปัญหาพิพาทด้วยสันติวิธีเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

    3. ด้านภัยธรรมชาติ พัฒนาระบบแจ้งเตือนป้องกันภัย เสริมกลไกเสริมกลไกเยียวยาฟื้นฟูให้ได้รับเงินชดเชยอย่างเป็น

    4. ด้านภัยสังคม เร่งปราบปรามยาเสพติดการค้ามนุษย์การหลอกลวงออนไลน์การพนันโดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

    นอกจากนี้ สภาหอการค้าไทย ได้ระบุทิศทางของการทำงานของสภาหอการค้าไทย ที่มีเป้าหมาย 4 ด้าน ภายใต้แนวทาง Unlocking New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต ประกอบด้วย 

    1. Build Business Confidence & Strengthen Trade & Investment in Global Supply Chains ด้วยการตั้งกลไกความร่วมมือ มีศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร และการสนับสนุนการลงทุนของไทยในต่างประเทศและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

    2. Business Transformation: Innovation, Digital, Al, Robot, loT & ESG Integration การค้าและการลงทุน – ธุรกิจไทยขยายตลาดและการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งชันในเวทีโลก เกษตรและอาหาร – Smart Farming, Future Food, Halal การท่องเที่ยวและบริการ การท่องเที่ยวคุณภาพสูง Al, Robot, Digital Technology และ Innovation และ Sustainability

    3. Talent Development คือ Reskill & Upskill คนไทย เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการและ SMEs ผ่านการอบรม Al, Digital Marketing, และ E-commerce การพัฒนาเครือข่าย Talent Ecosystem โดยความร่วมของสถาบันการศึกษา ภาครัธ และเอกชน เสริม Talent คนรุ่นใหม่ เข้ามาช่วยซับเคลื่อนองค์กร

    4. Empowering SMEs & Strengthening Public-Privacy Partnerships การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสมาชิกเครือข่ายหอการค้าไทย และ SME ผลักดันมาตรการช่วยเหลือสมาชิกเครือข่าย และ SMEs เช่น สินเชื่อดอกเบียต่ำและการลดภาษี สร้างเครือข่ายการค้าและจับคู่ธุรกิจผลักดันภาครัฐให้มีนโยบายที่สนับสนุนสมาชิกเครือข่ายและ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม

    พร้อมกับย้ำ การดำเนินการภายใต้ภารกิจ 7 ด้าน (7 Pillars) คือ 

    1. Rebuild Confidence Plan เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน

    2. Liquidity for SMEs & Households เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

    3. Ease Cost of Living ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน

    4. Seamless Trade ค้าขายคล่อง ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม (Fair Trade) สร้างความสามาร

    5. Safety & Security of Thailand รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะ ชายแดน

    6. Trade War Response เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ

    7. Boost Demand & Tourism กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/NYrsUz2nr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ieqVnSErpTgOKsUePve9o

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับข้อเสนอจากสภาหอการค้าฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับข้อเสนอจากสภาหอการค้าฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับข้อเสนอจากสภาหอการค้าฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน


    18/09/2568 | 88 |

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บอกว่า ได้หารือกับภาคเอกชน รับฟังข้อเสนอแนะและข้อกังวล โดยรัฐบาลจะรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพื่อขับเคลื่อนการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในทันที หลังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว ทั้งการแก้ไขปัญหาด้านการเงิน การดูแลหนี้สิน ดอกเบี้ย พลังงาน โลจิสติกส์ แรงงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ รวมถึงการดูแลผู้ประกอบการทุกระดับโดยเฉพาะการดูแลแก้ปัญหาหนี้สินของผู้ประกอบการ ภายใต้การทำงานของรัฐบาล 4 เดือนก่อนยุบสภา

    ทั้งนี้ ยืนยันรัฐบาลพร้อมผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ทั้งนโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ และการสานต่อนโยบายเศรษฐกิจเดิมไม่ว่าจะเป็น นโยบายจากพรรคการเมืองไหนก็ตาม สำหรับข้อเสนอของภาคเอกชนบางส่วนจะนำไปปรับในร่างนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา และหลังจากนี้มีกำหนดการจะหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยในลำดับต่อไป

    ส่วนการดูแลการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับความผันผวนของเงินบาท นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า ได้หารือร่วมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่แล้ว เกี่ยวกับการเตรียมมาตรการดูแลความผันผวนของค่าเงินบาท และดูความผิดปกติของการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเข้า-ออกของทองคำ

    ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินมาตรการสำคัญหลายด้านอย่างทันที เริ่มจากการค้าระหว่างประเทศ ที่ควรเร่งรัดการเจรจากับสหรัฐฯ การขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ การดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับ 34–35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออกในมิติของการกระตุ้นเศรษฐกิจ เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อผ่านโครงการคนละครึ่ง และ “Easy E-Receipt” พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน และภาคการท่องเที่ยว ด้วยการยกระดับมาตรการความปลอดภัย


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/424655&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CJoDGTesfFIPFJlIs-rV_

  • HSBC เผยบทวิเคราะห์เศรษฐกิจเอเชีย: นโยบายรัฐบาลทรัมป์จะส่งผลกระทบ ต่อการไหลเข้าของ FDI สู่อาเซียนหรือไม่? – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    HSBC เผยบทวิเคราะห์เศรษฐกิจเอเชีย: นโยบายรัฐบาลทรัมป์จะส่งผลกระทบ ต่อการไหลเข้าของ FDI สู่อาเซียนหรือไม่? – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บทวิเคราะห์ โดย อิเนส แลม นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย  ธนาคารเอชเอสบีซี และ เฟรดเดอริค นอยแมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัย ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี

    • ภูมิภาคอาเซียนกำลังดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) มากขึ้น ในฐานะจุดหมายปลายทางการลงทุนอันดับต้นๆ ของโลก
    • อย่างไรก็ตาม บทบาทของอาเซียนนี้อาจได้รับผลกระทบจากข้อเรียกร้องของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการให้ประเทศคู่ค้า ซึ่งเป็นนักลงทุนรายสำคัญของอาเซียน ไปลงทุนในสหรัฐฯ แทน
    • ธนาคารเอชเอสบีซีคาดว่าความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน และความพยายามกระจายการลงทุนของประเทศจีนจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ FDI ไหลเข้าสู่อาเซียนอย่างต่อเนื่อง

    ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดึงดูด FDI เพื่อเปลี่ยนทิศทางการลงทุนโลก

    อาเซียนเป็นดาวเด่นในเรื่องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาในอาเซียน มีมูลค่าถึง 2.26 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567  ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ รองจากปี 2565 ที่มีมูลค่าเกือบ 2.31 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินลงทุนในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น 8.5% ซึ่งสูงกว่าทั่วโลกที่ FDI เพิ่มขึ้นเพียง 3.7% อย่างไรก็ดี สำนักงานสหประชาชาติด้านการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลหลักเรื่อง FDI มักจะไม่นับรวมเงินที่ไหลผ่านประเทศกลางในยุโรปบางประเทศ [1] เมื่อตัดข้อมูลส่วนนี้ออก จะพบว่าFDI ทั่วโลกลดลง 11% ทั้งในปี 2566 และ 2567 แผนภูมิ 1 ชี้ให้เห็นว่าปีหลังโควิด FDI ในอาเซียนกับภูมิภาคอื่นทั่วโลกแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่FDI ในอาเซียนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ปี 2555 แต่ FDI ทั่วโลกกลับลดลงใกล้ระดับปี 2555 แสดงให้เห็นว่าอาเซียนดึงดูดเงินลงทุนได้ดีกว่าที่อื่นในโลกมาก

    อย่างไรก็ตาม ทิศทางการลงทุนโลกอาจเปลี่ยนไป เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์ได้ทำข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศ โดยให้ประเทศเหล่านั้นลงนามว่าจะนำเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปลงทุนในสหรัฐฯ นอกจากนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ยังต้องการให้บริษัทอเมริกันย้ายฐานโรงงานการผลิตกลับไปตั้งยังสหรัฐฯ อีกด้วย ทั้งนี้ หากข้อตกลงเหล่านี้เป็นจริง เม็ดเงินที่เคยนำมาลงทุนในอาเซียนอาจถูกโยกไปลงทุนในสหรัฐฯ แทน โดยประมาณการว่าราว 40% ของแหล่งเงินลงทุน FDI ในอาเซียน อาจได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ แต่ข่าวดีสำหรับอาเซียน คือ การบังคับให้บริษัทเอกชนย้ายฐานการลงทุนนั้นไม่ง่ายเช่นที่เห็นในข่าว เพราะสหรัฐฯ เองก็มีปัญหาด้านการผลิตหลายประการที่ทำให้การย้ายฐานโรงงานกลับประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้ แม้อนาคตจะไม่แน่นอน แต่เราเชื่อว่าอาเซียนจะสามารถผ่านพ้นปัญหานี้ไปได้ และจะยังคงดึงดูด FDI ได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป


    แผนภูมิ
    1: ดัชนีกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระดับโลกและอาเซียน, 2012 = 100 แหล่งที่มา: UNCTAD, ASEANStats, HSBC

    แผนภูมิ
    2: เงินลงทุนจากต่างชาติในอาเซียน หน่วยพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเปอร์เซ็นต์ของ GDP แหล่งที่มา: ASEANStats, HSBC

    FDI ทั้งหมดที่หลั่งไหลเข้ามาสู่อาเซียนทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2564 และยังคงอยู่เหนือระดับนี้เรื่อยมา โดยอัตราส่วน FDI ต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 6% ในช่วงปี 2565-2567 (แผนภูมิที่ 2) เพิ่มขึ้นจาก 5% ในช่วงปี 2560-2562 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าสหรัฐฯ ซึ่งมีเพียง 1% อย่างมาก แม้สหรัฐฯ จะเป็นประเทศที่ได้มีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศมากที่สุดในโลกก็ตาม นี่แสดงให้เห็นว่าเงินลงทุนจากต่างชาติสำคัญต่อเศรษฐกิจอาเซียนมากแค่ไหน

    แม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นประเทศที่นำเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่อาเซียนสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ  แต่ในปี 2567 แม้เม็ดเงินการลงทุนจากสจากสหรัฐฯ มายังอาเซียนจะยังคงเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ลดลงครึ่งหนึ่งจากปีก่อนหน้า  แต่อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนจากสหรัฐฯ ที่ลดลงนั้น ก็รับการชดเชยคืนมาจากเม็ดเงินการลงทุนจากประเทศอื่น ๆ ที่เข้าสู่อาเซียน ได้แก่ สหราชอาณาจักร การลงทุนระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี ตามลำดับ

    แผนภูมิ 3: เงินลงทุนจากต่างชาติในอาเซียนจำแนกตามประเทศต้นทาง หน่วยพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 2566 และ 2567 แหล่งที่มา: ASEANStats, HSBC แผนภูมิ 4: สัดส่วนแหล่งเงินลงทุนจากต่างชาติในอาเซียน

    แหล่งที่มา: ASEANStats, HSBC

    แผนภูมิ 4 แสดงให้เห็นว่าอาเซียนมีเม็ดเงินการลงทุนจากหลายประเทศ ทั้งจากอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย แต่ด้วยการกลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของทรัมป์ ทำให้อาเซียนอาจต้องแข่งขันกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มาลงทุนในอาเซียนเป็นอันดับหนึ่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ทั้งนี้ ในข้อตกลงทางการค้าเดือนกรกฎาคม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับคำมั่นจากสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีว่าจะเอาเงินลงทุนรวม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งการลงทุนรวมจากทั้ง 3 ประเทศนี้คิดเป็น 21% ของเม็ดเงินการลงทุนต่างชาติในอาเซียนในปี 2567เลยทีเดียว

    นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังใช้มาตรการกำแพงภาษีและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อจูงใจให้บริษัทอเมริกันย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ ซึ่งหากเป็นจริง การลงทุนของสหรัฐฯ ในอาเซียนก็อาจลดลง เพราะสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวก็ลงทุนในอาเซียน 19% ของมูลค่ารวมทั้งหมดอีกทั้ง สหรัฐฯ ยังลงทุนมากขึ้นในอาเซียนช่วงปี 2565-67 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดอีกด้วย (แผนภูมิ 5)

    แม้สถานการณ์นี้อาจทำให้ FDI ในอาเซียนลดลง แต่มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้ไม่ควรกังวลเกินไปกับแผนของรัฐบาลภายใต้การบริหารของทรัมป์ โดยนักวิเคราะห์หลายท่านชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลไม่สามารถบังคับบริษัทเอกชนให้ลงทุนได้ (The Japan Times, 24 กรกฎาคม) นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปได้กล่าวว่า เงินลงทุนจะมาจากภาคเอกชนทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลไม่มีอำนาจควบคุม (Politico, 28 กรกฎาคม) ดังนั้น เงินลงทุนจริงที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ อาจน้อยกว่าที่รัฐบาลสหรัฐฯ คาดหวัง

    นอกจากนี้ การขยายหรือย้ายฐานโรงงานการผลิตในสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งจากการสำรวจของ CNBC ในเดือนเมษายน กับธุรกิจสหรัฐฯ 380 แห่งพบว่า ต้นทุนที่สูงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในการย้ายห่วงโซ่อุปทานมาสหรัฐฯ, 21% บอกว่าการหาแรงงานที่มีความสามารถเป็นเรื่องยาก และราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเพราะภาษีนำเข้า ก็เป็นอุปสรรคการย้ายฐานโรงงานการผลิตกลับประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีนักลงทุนต่างชาติอื่นๆ อีก 60% ในอาเซียน ซึ่งเราเชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนจากจีนยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง (แผนภูมิ 5) เพราะอาเซียนมีบทบาทสำคัญในโครงการ “หนึ่งแถบและหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีน ตลอดจนบริษัทจีนต้องการกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในหลากหลายภูมิภาค (อ้างอิงจากบทความ Belt and Road Initiative: Forging a new path, 3 September; China’s outward direct investment: How trade tensions complicate outlook, 30 May)

    นอกจากนี้ ยังเห็นได้จากการเติบโตของเม็ดเงินการลงทุนจากไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดย FDI จากไต้หวันเพิ่มขึ้นกว่า 200% จากช่วงปี 2560-2562 เทียบกับในช่วงปี 2565-2567 ทั้งนี้ แม้ดูจากภาพรวมแล้วตัวเลขอาจยังไม่สูงมากนัก แต่การลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นพร้อมกับ ”นโยบายมุ่งใต้ใหม่” (New Southbound Policy – NSP) ของไต้หวันที่เริ่มขึ้นในปี 2559 และการที่บริษัทไต้หวันย้ายฐานโรงงานการผลิตออกจากจีน เพื่อตอบสนองต่อมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ

    ท้ายที่สุดแล้ว อาเซียนยังมีปัจจัยดึงดูดในการลงทุนที่แข็งแกร่ง เราเชื่อมั่นว่าอาเซียนจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันในฐานะจุดหมายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของโลกได้ดังที่เราเคยวิเคราะห์ในรายงานเผยบทวิเคราะห์เศรษฐกิจมาเลเซีย (Malaysia Economics Comment: It’s all relative – 1 สิงหาคม) และบทวิเคราะห์เศรษฐกิจเวียดนาม (Vietnam at a glance: It’s a long way – 4 สิงหาคม) เพราะภูมิภาคนี้มีการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอย่างแข็งขันทำให้การค้าเปิดกว้างขึ้น ตลาดผู้บริโภคเองก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเศรษฐกิจดิจิทัลก็กำลังขยายตัวอย่างแข็งแรง โอกาสในการลงทุนในภูมิภาคนี้จึงไม่ได้จำกัดแค่การผลิต แต่ครอบคลุมหลายภาคส่วนด้วยกัน

    แผนภูมิ 5: เงินลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันในอาเซียน หน่วยพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แหล่งที่มา: ASEANStats, HSBC แผนภูมิ 6: การเติบโตของเงินลงทุนในอาเซียนจำแนกตามประเทศต้นทาง เปรียบเทียบช่วงปี 2565-67 กับ 2560-62

    แหล่งที่มา: ASEANStats, HSBC

    หมายเหตุ: [1] หลายประเทศในยุโรป เช่น ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนผ่านระบบการเงินที่ผันผวนมาก ซึ่งส่งผลต่อการเก็บสถิติ FDI พอสมควร

    [1] Several European economies, including Ireland, Luxembourg, the Netherlands and Switzerland, where FDI statistics are significantly affected by, often volatile, conduit financial flows.

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/18/579292/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rozyEyi5aHhhmnaPOzGU6

  • “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ หอการค้าไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่” ฟื้นประเทศ

    “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ หอการค้าไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่” ฟื้นประเทศ

    “นายกฯอนุทิน” ขนว่าที่ครม.เศรษฐกิจ พบ หอการค้าไทย รับลูกนำข้อเสนอมาบรรจุเป็นนโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้าเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น ใจกว้างร่วมงานผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่สนว่าใครเป็นคนคิด ย้ำใน 4 เดือนนี้ เศรษฐกิจไทยไม่ถดถอยแน่นอน ด้าน “เอกนิติ” สั่งธปท.จับตาเงินไหลเข้าผิดปกติป่วนบาทแข็ง ขณะที่ “หอการค้า” ชง 4 มาตรการเร่งด่วนรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ เชื่อ “ทีมใหม่” ขับเคลื่อนได้แน่

    นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนำคณะ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รมช.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์ มาหารือกับหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วนว่า ได้มารับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต เพื่อทลายข้อจำกัดในการทำธุรกิจ โดยจะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปได้อย่างรวดเร็ว

    “เราจะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากแถลงนโยบายแล้ว ยืนยันว่า เศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังแน่นอน จะพยายามเต็มที่ เพื่อทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจ”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รมว.คลัง กล่าวถึงกระแสข่าวมีเงินทุนไหลเข้าผิดปกติมายังประเทศไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ประเด็นดังกล่าว ได้หารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว ส่วนประเด็นกระแสเงินไหลเข้าผิดปกติในขณะนี้ ระหว่างนี้ได้มอบให้ธปท.พิจารณา และหามาตรการรับมือแล้ว แต่การทำงานเต็มรูปแบบ จะต้องรอให้แต่งตั้งครม.อย่างเป็นทางการก่อน

    นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
    นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ส่วนพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการระยะเร่งด่วน 4 เดือนให้รัฐบาลใหม่เร่งทำทันที เริ่มจากเร่งรัดการเจรจาภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง, ธปท.ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ประมาณ 34–35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก, เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น คนละครึ่ง และอีซี่ อี-รีซีท รวมถึงรณรงค์ใช้ของไทย ฟื้นเอสเอ็มอี

    พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน, ตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่, จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท บรรเทาความเสียหายจากหนี้เสียให้กับเอสเอ็มอี และเร่งผลักดันโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยใช้เอสเอ็มอีไทย , แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน, บรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี , เดินหน้าปราบคอร์รัปชัน ยาเสพติด พนันออนไลน์ ค้ามนุษย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์

    ส่วนมาตรการระยะกลาง 8 เดือน เช่น เร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก, พัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด , ควรเร่งแก้ปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดต้นทุนเสริมสภาพคล่อง

    “ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย”

    นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมข้อเสนอจากหอการค้าทั่วประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ต่อนายกฯ 7 ด้าน ประกอบด้วย 

    1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ 

    2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 

    3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 

    4.ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม สร้างความสามารถแข่งขันให้เอสเอ็มอี 

    5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะชายแดน 

    6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ 

    และ7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว โดยหวังว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2883538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2caHwp5NxXEDLchS_zprQ0

  • เปิด 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เปิด 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ผู้นำระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจและภาคธุรกิจชั้นนำของไทย ระบุ 4 เทรนด์ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัฒน์ การให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของโลก กำลังมีอิทธิพลพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

    จากงานสัมมนา Future Forum 2025: – Great Transformation ที่จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจประเทศไทย (TMA) โดยมีนักวิชาการและภาคธุรกิจเข้าร่วมสัมมนากว่า 250 คน ต่างระบุตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    มร.เฮง สวี เกียต (Mr. Heng Swee Keat) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และประธานมูลนิธิวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Research Foundation, Singapore) ให้ความเห็นบนเวทีสัมมนาในหัวข้อ “Economic Transformation for Peoples, For Planet” ว่า “กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญ 2 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากโรคระบาด วิกฤตแรกมีสองครั้งใหญ่คือ วิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียช่วงปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่วนวิกฤตจากโรคระบาดคือ จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดอย่าง โคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019 (Covid-19) การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้สามารถเติบโตได้ทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอาเซียน 5 ประเทศคือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงหลังปี 2551 ในขณะที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    โลกในปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Major Trend ใน 4D คือ

    1. De-Globalization หรือการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์จากเศรษฐกิจเสรี ไปสู่การกีดกันและการผูกขาดมากขึ้น
    2. Decarbonization การที่โลกให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน
    3. Digitalization การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทุกคน และ
    4. Demographics Challenges การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก”

    มร.เฮง สวี เกียต กล่าวและเพิ่มเติมว่า “สิงคโปร์ นำทั้ง 4 เทรนด์มาใช้ในการวางกลยุทธ์บริหารประเทศ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยคำนึงถึงเรื่องการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี การให้ความสำคัญกับเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (Free Trade Area) ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศทั้งในระดับประเทศ และระดับกลุ่มประเทศถึง 28 ฉบับ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างมีหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในทุกภาคอุตสาหกรรมรวมไปถึงการพัฒนาบุคลากร

    การขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ประเทศต้องขับเคลื่อนโดยการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศ เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทโดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น โดยการที่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้  สิ่งสำคัญคือ การต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานของประชากรในประเทศให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะ AI จะเป็นขุมพลังสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ รวมไปถึงต้องไม่หยุดที่จะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับกลยุทธในการทำธุรกิจ และ รู้จักที่จะใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเปิดกว้างในการร่วมมือกับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน” มร. เฮง สวี เกียต กล่าว

    ทุน-คน-เทคโนโลยี

    3 ปัจจัยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    ในขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center กล่าวในช่วงการสัมมนา “The New Transformation Model” ว่า “กรอบแนวคิดดั้งเดิมของความสามารถในการแข่งขันคือ การมีประสิทธิภาพในการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกัน และการเพิ่มผลผลิต แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป คือความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มผลผลิต และความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนเท่านั้น แต่จะถูกวัดด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีประสิทธิภาพในระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และนโยบายในการบริหารจัดการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

    ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ ทุน (Capital) ความสามารถของบุคลากรที่มีคุณภาพ (Talent) และ เทคโนโลยี (Technology) ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อนาคตในการพัฒนา สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือ ทุน บุคลากร และ เทคโนโลยี

    กรอบในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในโลกในปัจจุบันและอนาคต จะวัดกันที่ 3 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชากรของประเทศ ต้องเป็นประชากรที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต เข้าใจเทคโนโลยี มีความคล่องตัวในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ด้านการเงิน  ประเด็นถัดมาในภาคของธุรกิจ ต้องเป็นองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เปิดรับโอกาสในการเติบโตและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกองค์กร และประเด็นในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมที่จะรองรับอนาคตของการเข้ามาลงทุนจากภาคเอกชน มีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่งคั่ง และมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” ศาสตราจารย์บริส กล่าวสรุป

    ภาคเอกชนไทย เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวถึงโมเดลของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจการเงินว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุน และ เทคโนโลยี คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการเงิน ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินเชื่อมโยงกับภาคการเงินของไทยกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในระดับโลก

    ที่ผ่านมาเราพัฒนาธุรกิจของเราโดยให้ความสำคัญกับภายในประเทศและการขยายการลงทุนโดยตรงไปในภูมิภาคอาเซียน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจโดยให้ความสำคัญเรื่องของความยั่งยืน ตามมาตรฐานของ ESG (สิ่งแวดล้อม, สังคม และธรรมาภิบาล) ธนาคารให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการพัฒนาเทคโนโลยี และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร และความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้กับลูกค้า

    เทคโนโลยีทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมต่อการทำงานและการให้บริการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ปัจจัยที่สำคัญอย่าง ทุน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” นายชาติศิริ กล่าว

    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงและท้าทาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ความล่าช้าในการขนส่งสินค้า การบริโภคที่ลดลง ปัจจุบันบริษัทเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2566 บริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมทั้งได้มีการทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI

    สิ่งที่เราเรียนรู้และต้องเปลี่ยนแปลงธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ เราต้องทำให้องค์กรของเรามีกระบวนการทำงานที่เรียบง่ายและทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เพราะเรามีธุรกิจอยู่ทั่วโลก รวมไปถึงการปรับปรุงแพลตฟอร์มในการทำงาน สร้างขีดความสามารถเพื่อรองรับกับการทำงานในอนาคต การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมไปถึงการทำธุรกิจในกรอบของ ESG

    การที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 36% ในครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราก็คงต้องออกไปจากอุตสาหกรรม พอปรับลดลงมาเหลือ 19% เท่ากันหมดในอาเซียน เราก็คิดว่าเราสามารถแข่งขันได้ โดยที่เราต้องมีความชัดเจนในการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ ชัดเจนในเรื่องของแผน รวมทั้งการสื่อสารที่ต้องชัดเจนไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่า 2 ปีมานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และ เราต้องปรับตัว ซึ่งเป็นความท้าทาย”

    ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสนับสนุนเพิ่มเติมว่า “บริษัทใช้งบประมาณ 20-25% ของรายได้ต่อปี ในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรมทั้งภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทำให้หัวเว่ย ไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้าของเรา

    ปัจจุบันเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนนอกเหนือจากการใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทุกคนพูดถึง AI พูดถึง เทคโนโลยี ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคการผลิต ภาคการบริโภค ทำให้ หัวเว่ย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาคธุรกิจ” ดร.ชวพล กล่าวสรุป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/18/579175/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eziglrN4JEubvCogN6gL-