Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘เอกนิติ’ ปลุกลงทุน ตัวช่วยเศรษฐกิจไทยโต ลุยหางานให้ 5 ล้านคนจนทำ เอกชนขานรับมิซซิ่ง ลิงก์

    ‘เอกนิติ’ ปลุกลงทุน ตัวช่วยเศรษฐกิจไทยโต ลุยหางานให้ 5 ล้านคนจนทำ เอกชนขานรับมิซซิ่ง ลิงก์

    เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้หากถ้ามองเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของตนในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

    นายเอกนิติ กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับการลงทะเบียนและการคัดเลือกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า การสำรวจผู้ที่ได้รับสิทธิใหม่ครั้งนี้ ช่วยให้เราเห็นข้อมูลด้วยว่า จากคนที่ได้รับสิทธิกว่า 9 ล้านคน มีคนที่อยู่ในวัยทำงานคือ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน จุดนี้ต้องได้รับการแก้ไข เราจะให้คนมีเงินไม่ถึง 100,000 บาทต่อปีต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ รัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้ออกมาตรการในการจัดหางาน หรือเพิ่มทักษะแรงงานให้คนเหล่านี้สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป

    “หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ เพราะหากพิจารณาจากงบประมาณปีหนึ่งเราใช้กวา 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่นอกจากนั้นในส่วนของคนที่ไม่ได้บัตรสวัสดิการไม่ได้ว่าเราไม่ช่วย เพราะเรามีความช่วยเหลือให้กับกลุ่มอื่นๆ ทั้ง เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ และอื่นๆ เพราะรัฐบาลต้องการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มอยู่แล้ว” นายเอกนิติ กล่าว

    ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณียกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ขอบคุณรัฐบาล ซึ่งได้ยึดถือข้อเท็จจริงและหลักการที่ถูกต้องมาวิเคราะห์ตัวโครงการ และตัดสินใจหยุดโครงการนี้ ตรงกับสิ่งที่เราได้พยายามนำเสนอมาโดยตลอด และคิดว่าเมื่อยุติโครงการแล้ว การพัฒนาภาคใต้จะต้องดำเนินการต่อสิ่งที่เราเสนอ โครงการเชื่อมใต้เชื่อมโลก Southern Connect เป็นสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดอยากให้ จึงอยากให้รัฐบาล ที่มีความตั้งใจอยู่แล้ว ในการเชื่อมโยงพื้นที่ โดยอยากให้คิดทั้งระบบทั้ง ราง ถนน ท่าเรือ ให้คำนึงถึงการเปิดพื้นที่ให้กับคนใต้ ในการที่จะสามารถส่งออกสินค้าที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมกับโลกและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งหมด ดังนั้นขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าจะนับ 1 โครงการนั้นโครงการนี้ แต่ให้ดูภาพรวมตรงนี้เพื่อที่จะตัดสินใจ ในการลงให้เป็นระบบ และเกิดประโยชน์กับคนภาคใต้ให้มากที่สุด ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนตรงนี้

    นายอดิศักดิ์ ขาวผ่อง ผู้ประกอบการที่พักเกาะพยาม และประธานชมรมกีฬาโต้คลื่นจังหวัดระนอง กล่าวว่า ถ้าพับโครงการแลนด์บริดจ์ได้จริง ๆ จะดีใจมาก เกรงแต่รัฐบาลจะพลิกไปทำอย่างอื่นที่คล้ายกันมากกว่า แต่สิ่งที่รองนายกเอกนิติแถลงมานั้นตนเห็นด้วย เพราะมองว่ากระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า ส่งเสริมการท่องเที่ยวได้มากกว่า เพราะมีการเชื่อมโยงการขนส่งจากชุมพรมาระนองทางรางได้สะดวกขึ้น อีกทั้งการพัฒนาท่าเรือระนองเดิมจะส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า แต่สิ่งที่กังวลคือการขุดลอกร่องน้ำ ต้องพิจารณาสถานที่ทิ้งตะกอนดินที่ขุดลอก เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการขุดลอกร่องน้ำ ได้มีการนำตะกอนดินไปทิ้งใกล้กับเกาะพยาม ซึ่งส่งผลต่อความขุ่นของน้ำบริเวณดังกล่าว ถ้ามีแผนพัฒนาท่าเรือระนองจริงจังมากขึ้นในอนาคต แน่นอนว่าต้องมีการทำใหญ่และมากกว่าเดิม หากไม่ดูเรื่องสถานที่การทิ้งตะกอนดินให้ดี ก็จะส่งผลกระทบที่มากกว่าเดิมเช่นกัน

    นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวว่า ภาคเอกชนขอแสดงความชื่นชม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทางวิชาการ ทางออกที่เป็นรูปธรรมและคุ้มค่าที่สุดในขณะนี้ คือการกลับมาพัฒนาและยกระดับ ‘ท่าเรือระนอง’ ซึ่งมีฐานการดำเนินงานอยู่แล้ว โดยใช้เงินลงทุนไม่มากในการขุดลอกร่องน้ำและปรับปรุงปั้นจั่นยกตู้สินค้า (เครน) ให้พร้อมรองรับเรือขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะช่วยเปิดประตูการค้าชายแดนและการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล หรือ BIMSTEC (บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย) ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5821788&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LsNSiXjRh2T-F8fuBks_X

  • เศรษฐกิจไทยพ้นก้นเหว แต่ยังไม่พ้นหล่ม คนตัวเล็กยังเหนื่อย

    เศรษฐกิจไทยพ้นก้นเหว แต่ยังไม่พ้นหล่ม คนตัวเล็กยังเหนื่อย

    เศรษฐกิจพ้นก้นเหว แต่ยังไม่พ้นหล่ม คนตัวเล็กยังเหนื่อย

    เศรษฐกิจไทยพ้นก้นเหว แต่ยังไม่พ้นหล่ม คนตัวเล็กยังเหนื่อย

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,221 ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ค. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” ยังเกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม เช่นเดิม

    *** “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” เป็นคำที่นักวิเคราะห์จากธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 7 แห่ง ประเมินภาพ “เศรษฐกิจไทย” จากผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 แต่คำถามสำคัญคือ ผ่านจุดต่ำสุดแล้วจริง แล้วทำไมประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ภาพที่ธนาคารเห็นกับภาพที่ประชาชนสัมผัส อาจเป็นคนละมุมเดียวกัน ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ถูกประเมินไว้เพียง 1.5-2.1% แม้จะดีกว่าช่วงไตรมาส 2 ที่ได้รับแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางและราคาพลังงาน แต่ก็ยังถือเป็นการเติบโตในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ 

    *** แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเวลานี้ ไม่ใช่การบริโภคในประเทศ ไม่ใช่การท่องเที่ยว แต่กลับเป็น “การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์” ชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จากต่างชาติ พูดง่ายๆ คือ เครื่องยนต์ที่เดินอยู่ เป็นเครื่องยนต์ของโลกเทคโนโลยี มากกว่าเศรษฐกิจฐานรากของไทย …ปัญหาคือ การเติบโตแบบนี้ไม่ได้กระจายตัว รายได้และโอกาสส่วนใหญ่ยังไหลไปสู่บริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ขณะที่ผู้ประกอบการ SME ร้านค้า และ ครัวเรือนยังเผชิญกำลังซื้อที่อ่อนแรง ต้นทุนสูง และ การเข้าถึงสินเชื่อที่ยากเหมือนเดิม

    *** ธนาคารแทบทุกแห่งจึงใช้คำเดียวกันคือ “Uneven Recovery” หรือ “การฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง” แม้ตัวเลขมหภาคจะเริ่มดีขึ้น แต่เศรษฐกิจระดับจุลภาคยังเดินไม่พร้อมกัน คนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอาจเห็นโอกาสเพิ่มขึ้น แต่คนค้าขายทั่วไป เกษตรกร หรือ ธุรกิจบริการจำนวนไม่น้อย ยังต้องประคองตัวต่อไป

    *** อีกด้านหนึ่ง ทุกสำนักธนาคารยังประเมินตรงกันว่า กนง.น่าจะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ไปจนถึงปี 2570 เพราะเศรษฐกิจยังเปราะบางเกินกว่าจะใช้นโยบายการเงินเข้มงวด การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจเหลือพื้นที่ไม่มาก ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยก็เสี่ยงซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชน …ครึ่งปีหลัง 2569 จึงยังเต็มไปด้วยโจทย์ใหญ่ ทั้งราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงผลของมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่หลายฝ่ายจับตาว่า เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว กำลังซื้อในประเทศจะสะดุดหรือไม่

    *** บทสรุปจาก “ธนาคารพาณิชย์” จึงสะท้อนภาพเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทย “พ้นจุดต่ำสุด แต่ยังไม่ถึงจุดแข็ง” การเติบโตเริ่มกลับมา แต่ยังไม่กระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ โจทย์ของ “รัฐบาล” จากนี้ จึงไม่ใช่เพียงทำให้จีดีพีโต แต่ต้องทำอย่างไรให้การเติบโตครั้งนี้ ไปถึงกระเป๋าของ “คนตัวเล็ก” เพราะหากเศรษฐกิจดีเฉพาะบริษัทใหญ่ แต่ประชาชนยังไม่มีกำลังซื้อ ความเชื่อมั่นก็ย่อมไม่กลับมา และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จะยังเป็นเพียงตัวเลขบนหน้ารายงานเท่านั้น

                                        เศรษฐกิจไทยพ้นก้นเหว แต่ยังไม่พ้นหล่ม คนตัวเล็กยังเหนื่อย

    *** ปิดท้าย…ขอแสดงความยินดีกับ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่ได้รับ 6 รางวัล จากงานประกาศรางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชียประจำปี 2569 (Asian Excellence Award 2026) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 16 โดย Corporate Governance Asia นิตยสารด้านการเงินที่ส่งเสริมบรรษัทภิบาลของฮ่องกงและภูมิภาคเอเชีย รางวัลที่ ปตท.สผ. ได้รับ ได้แก่ รางวัล Asia’s Best CEO ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 รางวัล Asia’s Best CFO ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 รางวัล Best Investor Relations Company ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 รางวัล Best Investor Relations Professional ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 รางวัล Sustainable Asia Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และรางวัล Best CSR ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

    นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังได้รับอีก 4 รางวัล จากการจัดอันดับของ FinanceAsia Asia’s Best Companies 2026 ซึ่งเป็นนิตยสารการเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ รางวัล Best Large-Cap Company – Thailand (ระดับ Silver), รางวัล Best Managed Company – Energy – Thailand (ระดับ Silver), รางวัล Best CFO – Thailand (ระดับ Gold) และรางวัล Best Investor Relations – Thailand (ระดับ Silver) …รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการองค์กร การจัดการด้านการเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/664923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15MM_UjLKYNVTVRROn-AIs

  • “วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.

    “วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.

    เตรียมจัดงานวันคล้ายวันเกิด “ทักษิณ ชินวัตร” อายุครบ 77 ปี 26 ก.ค.นี้ “วรชัย” เชิญชวนคนที่ยังรักและระลึกถึงแสดงพลังรวมตัว

    วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในวันนี้ ว่า การบริหารประเทศไม่ใช่ใครก็ได้ที่เข้ามาแก้ปัญหาให้ประเทศชาติแล้วนำไปสู่ความเจริญได้ทุกคน เห็นได้เศรษฐกิจไทยวันนี้ที่ที่ตั้งของประเทศถือว่าได้เปรียบประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แต่ทำไมเศรษฐกิจของประเทศโตต่ำที่สุดในอาเซียน ประชาชนยากจนต้องเร่งไปเข้าแถวขออุทธรณ์สิทธิบัตรคนจนมากขึ้น จนต้องร้องห่มร้องไห้สะท้อนความทุกข์ที่อย่างที่เขาได้รับ 

    ต่างจากในยุคของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บริหารประเทศหลังช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่สามารถพลิกฟื้นประเทศได้ แต่ที่สุดมีการยึดอำนาจจนทำให้ระบบเศรษฐกิจพังทลายมาจนถึงทุกวันนี้เหมือนประเทศเป็นมะเร็งร้ายทางเศรษฐกิจจนยากจะรักษา 

    นายวรชัย เผยต่อไปว่า รัฐบาลปัจจุบันเราเห็นการทำงานมาระยะหนึ่ง ความนิยมของประชาชนตกต่ำลงจากผลสำรวจที่ออกมา รัฐบาลไม่ได้สร้างอาชีพสร้างงาน ไม่ให้เบ็ดตกปลาหรือหาปลาเหมือนยุคนายทักษิณ แต่เอาปลามาแจก ต่อให้แจกอย่างไรก็ไม่เพียงพอเราจะเห็นทุกภาคส่วนเครื่องยนต์เศรษฐกิจประเทศดับเกือบหมด 

    ดังนั้น เพื่อเป็นการยืนยันว่าพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยยังเห็นคุณค่าเห็นความสำคัญของ นายทักษิณ ที่ได้ทำให้ประเทศไทย เพื่อระลึกถึง นายทักษิณ ในวันคล้ายวันเกิดวันที่ 26 กรกฎาคม เราจะจัดงานที่ร้านอาหารจุ่มดาด กม.6 ซอยรามอินทรา 40 ขอเชิญพี่น้องคนไทยที่ยังรัก นายทักษิณ ไปแสดงพลังให้กำลังใจนายทักษิณ ว่ายังมีคนที่ยังรักและระลึกถึงท่านจำนวนมาก

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 นายทักษิณ ชินวัตร จะมีอายุครบ 77 ปี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2948566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0semA3aHaSLXYJNZyw0wqp

  • กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ชี้ถึงเวลาผ่าตัดทีมเศรษฐกิจ

    กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ชี้ถึงเวลาผ่าตัดทีมเศรษฐกิจ

    “พีรวัส” รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง ภาษีสหรัฐฯ และเงินเฟ้อ เรียกร้องให้ลาออก หากรัฐมนตรีหมดไฟ 

    วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจพร้อมกันหลายด้านในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังกัดกินกำลังซื้อของประชาชน แต่สิ่งที่ประชาชนกลับไม่เห็นคือบทบาทเชิงรุกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งควรเป็นแม่ทัพหลักในการดูแลค่าครองชีพและปกป้องผู้ประกอบการไทย

    นายพีรวัสกล่าวว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ได้กลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง จะเป็นแรงผลักสำคัญให้เงินเฟ้อของไทยในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2.9% ผ่านการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง 

    นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บสินค้าจากหลายประเทศในอัตราสูงถึง 12.5% ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว และอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของประเทศ 

    “นี่คือพายุเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวขึ้นพร้อมกันสามลูก แต่กลับไม่เห็นการแถลงมาตรการเชิงรุก ไม่เห็นแผนรองรับผู้ส่งออก ไม่เห็นมาตรการลดภาระค่าครองชีพ และไม่เห็นการสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจจากกระทรวงพาณิชย์ ประชาชนจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า รัฐมนตรีพาณิชย์ยังทำหน้าที่อยู่หรือไม่” 

    นายพีรวัสกล่าวต่อว่า แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมิถุนายนจะชะลอลงมาอยู่ที่ 2.42% จาก 2.79% ในเดือนพฤษภาคม แต่แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและมาตรการกีดกันทางการค้ายังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจผลักดันราคาสินค้าในระยะต่อไป หากรัฐบาลไม่มีมาตรการรับมืออย่างทันท่วงที 

    “กระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่กระทรวงที่มีหน้าที่ออกงานหรือสร้างภาพ แต่ต้องเป็นหน่วยงานที่ลงมือปกป้องปากท้องประชาชน ดูแลราคาสินค้า ดูแลผู้ส่งออก และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งไม่มีความพร้อมหรือไม่มีพลังที่จะทำหน้าที่ในช่วงวิกฤต ก็ควรเปิดทางให้คนที่พร้อมทำงานเข้ามารับผิดชอบแทน”

    นายพีรวัสเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งประเมินผลงานของคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่เวลาของการประคองเก้าอี้ แต่เป็นเวลาของการประคองเศรษฐกิจและปกป้องความเป็นอยู่ของประชาชน

    “ฝ่ายค้านไม่ได้เรียกร้องให้ลาออก เพราะเหตุผลทางการเมือง แต่เรียกร้องเพราะประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลายด้านพร้อมกัน หากรัฐมนตรีคนใดหมดไฟ หมดความสามารถ หรือหายไปในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องการมากที่สุด รัฐมนตรีควรตัดสินใจลาออก เพื่อเปลี่ยนคนที่อยากทำงานเข้ามา เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2948595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17yr9ykwaKFye638FjMa5t

  • อนุทินสั่งด่วน รื้อเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลัง 9.3 ล้านคนถูกตัดสิทธิ

    อนุทินสั่งด่วน รื้อเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลัง 9.3 ล้านคนถูกตัดสิทธิ

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามและรับฟังข้อวิจารณ์ของสังคมเกี่ยวกับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 กำชับกระทรวงการคลังเร่งรัดดำเนินโครงการ ฯ หลังมีผู้ลงทะเบียนไม่ผ่านเกณฑ์และถูกตัดสิทธิกว่า 9.3 ล้านคน 

    โดยให้กระทรวงการคลังนำข้อกังวลของสังคมรวมทั้งความเดือดร้อนของประชาชน มาเป็นโจทย์หลัก เพื่อปรับปรุง รวมถึงทบทวนเงื่อนไขโครงการ ฯ ให้สอดคล้องความเป็นจริงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และให้นำมาหารือในที่ประชฺมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 69 นี้ ด้วย

    ทั้งนี้ ความตั้งใจของรัฐบาลในการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ คือ เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีสิทธิ หรือคนจนตัวจริงได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ สร้างความมั่นคงในชีวิต 

    สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ ผู้มีสิทธิตามคุณสมบัติและเงื่อนไขโครงการ กลุ่มตกหล่นและกลุ่มเปราะบางตามที่กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำรวจและขึ้นบัญชีไว้ 

    ซึ่งหลักการสำคัญคือให้การช่วยเหลือตรงถึงมือผู้ที่ต้องการ ขณะเดียวกัน ก็ยึดการบริหารจัดการงบประมาณแบบคุ้มค่า โดยงบประมาณที่จำกัดถึงมือกลุ่มผู้ต้องการมากที่สุด สำหรับประชาชนที่เดือดร้อน รัฐบาลก็มีแนวทางให้ความช่วยเหลือ ภายใต้โครงการอื่นอยู่

    กระทรวงการคลัง ขยายเวลาการรับสิทธิสำหรับผู้มีบัตรฯ ถึง 30 ก.ย. 69 จากเดิม 31 ก.ค. 69 และขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิเป็นถึงวันที่ 31 ส.ค. 69 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค. 69 โดยผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 69 ทุกกลุ่มเริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ต.ค. 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/664899&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M2GFKpWmUf77XYw4hUe76

  • ‘กล้าธรรม’ ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท จี้ลาออกหากหมดไฟ

    ‘กล้าธรรม’ ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท จี้ลาออกหากหมดไฟ

    รองโฆษกพรรคกล้าธรรมชี้ รัฐมนตรีพาณิชย์ขาดบทบาทรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งน้ำมันแพง ภาษีสหรัฐฯ และเงินเฟ้อ พร้อมเรียกร้องให้ลาออก หากไม่มีความพร้อมทำหน้าที่

    25 กรกฎาคม 2569 – นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจพร้อมกันหลายด้านในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังกัดกินกำลังซื้อของประชาชน แต่สิ่งที่ประชาชนกลับไม่เห็นคือบทบาทเชิงรุกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งควรเป็นแม่ทัพหลักในการดูแลค่าครองชีพและปกป้องผู้ประกอบการไทย

    นายพีรวัสกล่าวว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์กลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง จะเป็นแรงผลักสำคัญให้เงินเฟ้อของไทยในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2.9% ผ่านการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง

    นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บสินค้าจากหลายประเทศในอัตราสูงถึง 12.5% ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว และอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของประเทศ

    “นี่คือพายุเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวขึ้นพร้อมกันสามลูก แต่กลับไม่เห็นการแถลงมาตรการเชิงรุก ไม่เห็นแผนรองรับผู้ส่งออก ไม่เห็นมาตรการลดภาระค่าครองชีพ และไม่เห็นการสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจจากกระทรวงพาณิชย์ ประชาชนจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า รัฐมนตรีพาณิชย์ยังทำหน้าที่อยู่หรือไม่” นายพีรวัสกล่าว

    นายพีรวัสกล่าวต่อว่า แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมิถุนายนจะชะลอลงมาอยู่ที่ 2.42% จาก 2.79% ในเดือนพฤษภาคม แต่แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและมาตรการกีดกันทางการค้ายังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจผลักดันราคาสินค้าในระยะต่อไป หากรัฐบาลไม่มีมาตรการรับมืออย่างทันท่วงที

    “กระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่กระทรวงที่มีหน้าที่ออกงานหรือสร้างภาพ แต่ต้องเป็นหน่วยงานที่ลงมือปกป้องปากท้องประชาชน ดูแลราคาสินค้า ดูแลผู้ส่งออก และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งไม่มีความพร้อมหรือไม่มีพลังที่จะทำหน้าที่ในช่วงวิกฤต ก็ควรเปิดทางให้คนที่พร้อมทำงานเข้ามารับผิดชอบแทน”

    นายพีรวัสเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งประเมินผลงานของคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่เวลาของการประคองเก้าอี้ แต่เป็นเวลาของการประคองเศรษฐกิจและปกป้องความเป็นอยู่ของประชาชน

    “ฝ่ายค้านไม่ได้เรียกร้องให้ลาออกเพราะเหตุผลทางการเมือง แต่เรียกร้องเพราะประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลายด้านพร้อมกัน หากรัฐมนตรีคนใดหมดไฟ หมดความสามารถ หรือหายไปในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องการมากที่สุด รัฐมนตรีควรตัดสินใจลาออก เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่อยากทำงานเข้ามารับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้” นายพีรวัสกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1038433/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pO2LYII3rWjuOVTXyuMCX

  • สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ชู 5 วาระดัน MSME Plus สู่นโยบายระดับชาติ

    สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ชู 5 วาระดัน MSME Plus สู่นโยบายระดับชาติ

    สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ชู 5 วาระดัน MSME Plus สู่นโยบายระดับชาติ

    สมาพันธ์ SME ไทย จัดงาน THAI MSME FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ” ระหว่างวันที่ 24–26 ก.ค. 2569 ณ อาคารอเนกประสงค์สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) โดยมีผู้ประกอบการ MSME สมาชิกสมาพันธ์ เครือข่ายธุรกิจ ภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรพันธมิตรจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 1,400 คน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการไทย

    สำหรับไฮไลต์สำคัญของงาน คือการส่งมอบ “สมุดปกน้ำเงิน-ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ MSME และเศรษฐกิจฐานราก” แด่ผู้แทนรัฐบาล โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ MSME และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

    ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา สมาพันธ์ SME ไทย ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางของผู้ประกอบการ MSME เชื่อมโยงเครือข่ายสมาชิกจากทุกภูมิภาค ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรพันธมิตร เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย พัฒนาองค์ความรู้ สร้างโอกาสทางการตลาด และยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่

    การจัดงาน THAI MSME FORUM 2026 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างพื้นที่กลางในการรับฟังความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และระดมข้อเสนอจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยง “เสียงของผู้ประกอบการ” ไปสู่ “การกำหนดนโยบายของประเทศ” ผ่านกระบวนการที่เปิดกว้าง โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

    สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ชู 5 วาระดัน MSME Plus สู่นโยบายระดับชาติ

    ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า การจัดงาน THAI MSME FORUM 2026 มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างเวทีที่ผู้ประกอบการได้ร่วมกันกำหนดอนาคตของ MSME ไทย ไม่ใช่เพียงการรับฟังนโยบายจากภาครัฐ แต่เป็นการนำประสบการณ์ ปัญหา และข้อเสนอจากภาคปฏิบัติมาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

    “ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สมาพันธ์ SME ไทย ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการสำรวจความคิดเห็นจากเครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศ จนเกิดเป็น ‘สมุดปกน้ำเงิน – ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ MSME และเศรษฐกิจฐานราก’ ซึ่งไม่ใช่ข้อเสนอของสมาพันธ์เพียงองค์กรเดียว แต่เป็นข้อเสนอที่เกิดจากการสังเคราะห์เสียงของผู้ประกอบการจากทุกภูมิภาคของประเทศ”

    สมุดปกน้ำเงินฉบับนี้รวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของผู้ประกอบการ MSME และยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจฐานราก ผ่าน 5 วาระสำคัญ ได้แก่

    1. สร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางการค้า ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และส่งเสริมการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

    2. สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ด้วยกลไกทางการเงินที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการ

    3. สร้างโอกาสผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเร่งการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    4. สร้างโอกาสด้วยกติกาที่เป็นธรรม ผ่านการปรับปรุกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนของภาครัฐ ให้สะดวกโปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

    5. สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ด้วยการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

    สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ชู 5 วาระดัน MSME Plus สู่นโยบายระดับชาติ

    ดร.ณพพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการ MSME ไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ต้องการระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาด แหล่งทุน เทคโนโลยี และแข่งขันได้ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม หากประเทศไทยสามารถปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่รอด เติบโต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    ดร.ณพพงศ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นสมาพันธ์ SME ไทย จึงขอเสนอให้ ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายย่อยและรายเล็กในทุกมิติ เพราะ MSME ไม่ใช่เพียงผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เป็นรากฐานของการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกชุมชน

    “เราเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลกำหนด MSME Plus เป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่รอดเติบโต และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”ดร.ณพพงศ์ กล่าว

    “การส่งมอบสมุดปกน้ำเงินในครั้งนี้ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและภาครัฐ ในการผลักดันข้อเสนอที่ตั้งอยู่บนข้อมูลและประสบการณ์จริงของผู้ประกอบการสู่การกำหนดนโยบายของประเทศ THAI MSME FORUM 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีสัมมนา แต่เป็นเวทีแห่งการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทยที่ร่วมกันเปลี่ยน “เสียงของผู้ประกอบการ” ให้เป็น “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” และผลักดันให้ “นโยบาย” กลายเป็น“โอกาสทางธุรกิจ” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ MSME และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1244772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NuxvmvbB2G5IHMjON44Uw

  • “เขมร”ปั่นข่าวโหน”พิธา”กดดัน”ไทย”หากไม่เปิดด่านรพ.ไทยเจ๊งแน่ | TOPNEWS

    “เขมร”ปั่นข่าวโหน”พิธา”กดดัน”ไทย”หากไม่เปิดด่านรพ.ไทยเจ๊งแน่ | TOPNEWS

    “เขมร”ปั่นข่าวโหน”พิธา”กดดัน”ไทย”หากไม่เปิดด่านรพ.ไทยเจ๊งแน่

    • เผยแพร่ : 25/07/2026 17:02

    “สื่อเขมร” ตีข่าว อ้าง “พิธา” กดดัน”ไทย” ขู่ หากไม่เปิดด่าน รพ.ดังๆในไทย มีสิทธิ์เจ๊งแน่ เพราะสูญเสียลูกค้าชาวกัมพูชา ซ้ำเติมทำลายชื่อเสียง-ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยบนเวทีโลก

    #topupdate #topnews #ข่าวเด่น #ข่าวด่วน #ข่าวต่างประเทศ #ฮุนมาเนต #กัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา #ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา #กองทัพกัมพูชา #ไทยกัมพูชา #Kirisu #แบนสินค้าไทย #นมกัมพูชา #โรงพยาบาลไทย #ปิดด่านไทยกัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1642339&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xgz7thmWpf8sBmJMeDhXl

  • “เอกนิติ“ ระบุรัฐเร่งอัดเงินลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนศก. พร้อมจับตาเงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    “เอกนิติ“ ระบุรัฐเร่งอัดเงินลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนศก. พร้อมจับตาเงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/163157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i6eEF9RD_4ioRWEMJXyQx

  • เอกนิติ เร่งเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจไทย 3 ด้านดันจีดีพีโต 3++

    เอกนิติ เร่งเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจไทย 3 ด้านดันจีดีพีโต 3++

    เอกนิติ เร่งปฎิรูปเศรษฐกิจไทย 3 ด้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน แก้ปัญหาสังคมสูงอายุ เพิ่มทักษะแรงงานรับอุตสาหกรรมอนาคต ดันGDPไทยกลับมาโต 3++ ขณะที่จับตาเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ชี้เป็นจุดอันตรายเศรษฐกิจ

    25 ก.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ”ว่า  ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้หากถ้ามองเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของผมในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกฯ และรมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว  โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

    “ยังมี 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดีคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ ไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้ อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตาคือ  การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด  14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 6 แสนล้าบาท”นายเอกนิติกล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาทางการค้าระหว่างกัน การเจรจาเอฟทีเอ เป็นเครื่องมือที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ และสิ่งที่ถือว่าเป็นโอกาส ท่ามกลางสงคราม คือ การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุน ทุกคนต้องการหาประเทศใหม่ที่ปลอดภัยเพื่อขยายการลงทุน ซึ่งส่วนหนึ่งมาลงทุนในไทย เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และที่ดีกว่าคือ ที่เข้ามาเป็นอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งวันนี้ เราต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้เพื่อเป็นห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก

    “นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์  ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นข ณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7%  แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น  ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++”นายเอกนิติ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า แนวทางต้องทำคือการปฏิรูป 3 อย่าง คือ 1.) การปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส 2.)ปฏิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฏิรูปทักษะแรงงานไทย  ซึ่งผมได้ทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เราได้เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมไทยปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น

    “ภายใต้ กรอ.คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ  เอกชนเป็นกองหน้า รัฐบาลจะเป็นกองกลาง เป็นตัวจ่ายบอลให้เอกชนทำประตู ทำทั้งในเรื่องการคลัง ช่วยส่งเสริมการการค้า เพิ่มทักษะให้แรงงาน และลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการธุรกิจทั้งหมด เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ปรับโครงสร้างการผลิต การสร้างโครงสร้างตาข่ายรองรับสังคม การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ ปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย ไทยแลนด์ ฟาสต์ พาส ขณะที่ กองหลัง คือ เสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลังที่ดี  ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับและนักลงทุนทั่วโลก  ซึ่งผมเข้าใจว่า การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ  นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย”นายเอกนิติ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1038798/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TelCnstDkTIWRwZvwH5Jy