Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘เลิกมโนว่ารักษ์โลกแล้วจบ’ ไฟจราจรเศรษฐกิจมาแล้ว ใครอยู่โซนแดงเตรียมตกขบวน

    ‘เลิกมโนว่ารักษ์โลกแล้วจบ’ ไฟจราจรเศรษฐกิจมาแล้ว ใครอยู่โซนแดงเตรียมตกขบวน

    ในโลกการเงินยุคใหม่ คำว่า “รักษ์โลก” ไม่ใช่แค่กิจกรรม CSR เพื่อความสวยงามอีกต่อไป แต่มันคือ “ตั๋วเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส” ที่จะพาเศรษฐกิจไทยไปให้ถึงเป้าหมายรายได้สูงภายในปี 2037 ทว่าในขณะเดียวกัน นาฬิกาแห่งความเสี่ยงก็กำลังนับถอยหลัง เพราะหากเรายังเดินเกมช้า ธนาคารโลก (World Bank) เตือนชัดว่า GDP ของไทยอาจหายไปถึง 7-14% ภายในปี 2050 จากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    เจาะลึก 3 บทบาท “World Bank” ในฐานะพี่เลี้ยงเศรษฐกิจสีเขียว 

    ดร.อรศรัณย์ มนุอมร ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก ได้เปิดเผยถึงบทบาทที่มากกว่าการเป็นแค่ “แหล่งเงินทุน” (Financier) แต่ World Bank ยังทำหน้าที่เป็น “Knowledge Bank”ในงานเปิดตัวข้อมูล Climate Finance Tracker 2026 ว่านำประสบการณ์จากทั่วโลกมาช่วยไทยวางนโยบาย เช่น โครงการ Low Carbon City ที่มุ่งอัปเกรดสินทรัพย์สาธารณะด้วยเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตขายต่างประเทศ และบทบาทการเป็น “Convener” หรือผู้เชื่อมโยงที่เตรียมดึงรัฐมนตรีคลังและผู้นำเศรษฐกิจทั่วโลกมาประชุมใหญ่ (Annual Meetings) ที่ไทยในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อวางรากฐานการเงินยั่งยืนร่วมกัน

    ความท้าทาย 2.2 แสนล้านดอลลาร์

    เม็ดเงินมหาศาลที่รอการเติมเต็ม รายงาน CCBR ประเมินว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้า ไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มถึง 220,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4% ของ GDP) เพื่อปรับตัวและลดก๊าซเรือนกระจก โดยแบ่งเป็น

    • ภาคการลดก๊าซ (Mitigation): 96,000 ล้านดอลลาร์ เน้นหนักไปที่ระบบขนส่ง พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ EV
    • ภาคการปรับตัว (Adaptation): 15,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือน้ำท่วม น้ำแล้ง
    • ภาคที่ได้ประโยชน์สองต่อ (Nature-based Solutions): 20,000 ล้านดอลลาร์ เช่น การปลูกป่าชายเลนที่ช่วยทั้งเก็บคาร์บอนและป้องกันชายฝั่ง

    ที่น่าตกใจคือ ปัจจุบันไทยใช้เงินทุนจากแหล่งทุนสาธารณะระหว่างประเทศ (International Public Climate Finance) น้อยกว่า 1% ของเงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศทั้งหมด นี่คือ “โอกาสทอง” ที่เรายังคว้ามาได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศระดับ Advancing stage ซึ่งมีพื้นฐานการเงินยั่งยืนที่แข็งแกร่งเป็นลำดับต้นๆ

    Thailand Taxonomy ไม้บรรทัดใหม่ที่ธุรกิจต้องสะดุ้ง

    ไทยไม่ได้มีแค่เกณฑ์กว้างๆ แต่เรามี Thailand Taxonomy ที่ทำหน้าที่เหมือน “ไฟจราจร” แบ่งกลุ่มกิจกรรมเศรษฐกิจเป็น เขียว-เหลือง-แดง ตามหลักวิทยาศาสตร์

    • สีเขียว: พวกที่ปล่อยก๊าซต่ำมากหรือเป็นศูนย์
    • สีเหลือง: ช่วงเวลา “ทางผ่าน” ที่ธุรกิจต้องมีแผนลดการปล่อยก๊าซตามกรอบเวลาที่ชัดเจน หากทำไม่ได้ตามกำหนดก็เสี่ยงจะกลายเป็นสีแดง
    • สีแดง: กิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับการลดโลกร้อน ซึ่งอาจถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในอนาคต

    เหนือกว่าคาร์บอนเครดิต คือ “Biodiversity Credit” (ราคาบวกเพิ่ม!) ไฮไลต์ที่กำลังเป็นกระแสคือการพัฒนาโมเดล Biodiversity Credit ร่วมกับ อบก. ซึ่งความล้ำอยู่ตรงที่ “การตั้งราคา” (Pricing) จะไม่ใช่แค่ดูเรื่องคาร์บอนอย่างเดียว แต่จะมีการ Add-on หรือบวกมูลค่าเพิ่มเข้าไป หากโครงการนั้นช่วยดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ หรือสร้างประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ร่วมด้วย นี่คือการยกระดับทรัพยากรธรรมชาติของไทยให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    การลงทุนที่ “มีหัวใจ” ปกป้องกลุ่มเปราะบาง สิ่งที่ World Bank เน้นย้ำคือการลงทุนด้าน Social Protection หรือตาข่ายรองรับทางสังคม เพราะภัยจาก “คลื่นความร้อน” และน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงานกลางแจ้งและผู้สูงอายุ สูงมาก การลงทุนสีเขียวจึงต้องรวมถึงการอัดฉีดงบประมาณภาครัฐเพื่อช่วยคนกลุ่มนี้ให้ปรับตัวได้ ไม่ใช่แค่การสร้างตึกหรือติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น

    Green Export คือทางรอดเดียว ปัจจุบัน สินค้าที่เป็น Green Export ของไทย (เช่น EV หรือระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง) มีสัดส่วนเพียง 10% ของการส่งออกทั้งหมด หากไทยสามารถ Scale up การลงทุนสีเขียวได้สำเร็จ เราจะไม่ใช่แค่ประเทศที่รักษ์โลก แต่จะเป็นประเทศที่ “ขายความยั่งยืน” ให้กับโลกได้อย่างสง่างามและมั่งคั่งอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1244571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KTXk6Hp3ySu6zS9PURk8r

  • เลิกง้อส่งออก! เอกนิติรื้อใหญ่เศรษฐกิจไทย รับทุนไฮเทคปั้นแรงงานชิป เตือน 2

    เลิกง้อส่งออก! เอกนิติรื้อใหญ่เศรษฐกิจไทย รับทุนไฮเทคปั้นแรงงานชิป เตือน 2

    เอกนิติ รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เลิกพึ่งส่งออก เร่งปฏิรูป 3 ด้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน แก้ปัญหาสังคมสูงอายุ และเพิ่มทักษะแรงงานรับอุตสาหกรรมอนาคต ดึงเศรษฐกิจไทยกลับมาโต 3+ ขณะที่จับตาเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ชี้เป็นจุดอันตรายเศรษฐกิจ ทำให้เครื่องยนต์น็อกได้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจว่า ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจไทยโดยเปรียบเทียบโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนเครื่องบินที่บินเอียง มาตลอด 30 ปี เนื่องจากการพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของจีดีพี พร้อมแนะแนวทางฟื้นฟูด้วยการปรับโครงสร้างการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตจาก 2.7% สู่ 3% พลัส

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกมีขนาดใหญ่เกินไป ทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทันที ขณะที่เครื่องยนต์ด้านการลงทุนในประเทศอ่อนแอลงเหลือเพียง 17% ของจีดีพี

    วันนี้เครื่องบินไทย ถ้าเราวิเคราะห์ดี ๆ เครื่องยนต์เราบินเอียงมาตลอดในช่วง 30 ปีหลัง เพราะเราบินด้วยเครื่องยนต์ส่งออก เมื่อไหร่โลกดีเราก็ดีไปด้วย เมื่อไหร่โลกแย่เราก็แย่ไปด้วยนายเอกนิติ กล่าว

    การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของผมในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกฯ และรมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

    อย่างไรก็ตาม ยังมี 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดีคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ ไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้ อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตาคือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา(เม.ย.-พ.ค.69) เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 6 แสนล้าบาท

    ขณะเดียวกัน ได้เห็นโอกาสครั้งใหญ่จากการย้ายฐานการผลิต เช่นเดียวกับช่วงปี 1980 โดยปัจจุบันมีอุตสาหกรรมไฮเทคย้ายเข้ามาในไทยมากขึ้น เช่น การผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ในสระบุรีและอยุธยา อุตสาหกรรมชิปสำหรับ Data Center และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก

    อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับการลงทุนเหล่านี้ รัฐบาลได้ผลักดันนโยบาย Direct PPA หรือการปลดล็อกให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินใจสำคัญของนักลงทุนระดับโลกกว่า 80-90% ซึ่งโลกปัจจุบันความมั่นคงจะเป็นเงื่อนไขสำคัญของเศรษฐกิจ วันนี้เกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ ทุกคนต้องการที่ปลอดภัย

    นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์ ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นข ณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7% แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฎิรูป 3 อย่าง คือ การปฎิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่สอง ปฎิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฎิรูปทักษะแรงงานไทย ซึ่งผมทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เราได้เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น

    ผมมีความกังวลต่อโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยในอัตราเร่งที่เร็วกว่าญี่ปุ่น โดยสัดส่วนคนอายุเกิน 60 ปีจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่อัตราการเกิดต่ำลง จึงเสนอโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงทักษะแรงงานให้ตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมชิปที่ให้เงินเดือนเริ่มต้นถึง 30,000 บาท

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในปี 69 คนไทย 100 คน มี 20% อายุเกิน 60 ปี หรือในวัยเกษียณ เช่น คนญี่ปุ่น ยังทำอาชีพ พนักงานต้อนรับในโรงแรม หรือร้านสะดวกซื้อ ไทยจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้กลับมามีงานทำ เรื่องนี้ได้คุยกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องคนไทยเรียนป.ตรีแต่ไม่ตรงความสามารถ สิ่งสำคัญทำโครงการ Skill Bridge สะพานเชื่อมทักษะ คนไทยอยากเรียนอะไรให้ตรงทักษะ ทำอย่างไรให้คนไทยมีรายได้ เกิดการจ้างงาน

    สำหรับการขับเคลื่อนนโยบาย นายเอกนิติ กล่าวเปรียบการบริหารเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล โดยมีภาคเอกชนเป็น กองหน้า รัฐบาลเป็น กองกลาง ที่คอยจ่ายบอลผ่านการปลดล็อกกฎระเบียบ (Thailand Fast Pass) และมี กองหลัง ที่แข็งแกร่งคือวินัยการเงินการคลัง

    นโยบายเศรษฐกิจต้องสร้าง Tomorrow วันนี้ถ้าเราไม่เปลี่ยนผ่านตอนนี้ รออีก 10 ปีไม่มีทางทำได้แล้ว โดยไทยต้องยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงขึ้น และตั้งเป้าเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) แม้จะเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอดทนในการฝึกซ้อมเหมือนนักกีฬา แต่เชื่อว่าหากร่วมมือกัน ไทยจะสามารถคว้าแชมป์ครั้งสุดท้ายนี้ได้สำเร็จนายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวเน้นย้ำความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยกลับมามีความสำคัญในสายตาชาวโลกอีกครั้ง และเป็นจังหวะสำคัญที่จะคว้าโอกาสในกระแสโลกใหม่ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Investment-Led Growth หรือการเติบโตที่นำโดยการลงทุน โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) โดยในปีนี้เตรียมนำเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท มาใช้ในโครงการต่อยอดทางด่วน และในอนาคตมีแผนจะขยายผลไปสู่โครงการ Smart Grid เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดและไฟฟ้าสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศที่ทำให้ไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    นอกจากนี้ นายเอกนิติยังได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากรนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อคืนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในระบบดิจิทัลให้รวดเร็วขึ้นทันที เพื่อช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยในไตรมาสที่ผ่านมาสามารถคืนภาษีให้ SME ไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกันในส่วนของ BOI ยุทธศาสตร์ใหม่จะไม่เน้นเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุน แต่จะเน้นคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมต่อทักษะสมัยใหม่ เช่น AI และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าให้แก่คนไทย โดยย้ำว่าถ้าอุตสาหกรรมไหนที่คนไทยเก่งขึ้น เราจะกำหนดให้มีการจ้างงานคนไทยในระดับที่สูง เพื่อให้การลงทุนต่างชาติตกถึงมือคนไทยอย่างแท้จริง

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/เสาวลักษณ์ อวยพร


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12832743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bgZDaIfzVvUwBrLYvslkw

  • รูบิโอแจงวิสัยทัศน์สหรัฐฯ ต่อเอเชีย ย้ำความร่วมมือ-สายสัมพันธ์เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ไม่ชัดทรัมป์ร่วมประชุมอาเซียน ที่มะนิลาปลายปีหรือไม่

    รูบิโอแจงวิสัยทัศน์สหรัฐฯ ต่อเอเชีย ย้ำความร่วมมือ-สายสัมพันธ์เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ไม่ชัดทรัมป์ร่วมประชุมอาเซียน ที่มะนิลาปลายปีหรือไม่

    มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงต่อสื่อระหว่างร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS ) ที่กรุงมะนิลา ของฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยย้ำวิสัยทัศน์และการมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดของสหรัฐฯ ต่อเอเชีย

    รูบิโอ ตอบคำถามในประเด็นที่ว่า “การร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งนี้ ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในเอเชียที่ลดลงหรือไม่” ซึ่งเขายืนยันว่า สหรัฐฯ มีความร่วมมือและติดต่อกับประเทศเอเชียทุกวัน โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีอยู่ทั่วเอเชีย ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตของสหรัฐฯ ก็มีส่วนร่วมในเอเชียทุกวัน

    “เรามีความร่วมมือและสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกับหลายประเทศในเอเชีย แทบทุกประเทศที่เข้าร่วมในอาเซียนที่นี่คือประเทศที่เราติดต่อด้วยทุกวัน” เขายืนยัน

    สำหรับท่าทีของสหรัฐฯ ต่อกรณีความตึงเครียดในเอเชียที่เกี่ยวข้องกับจีน ทั้งการฝึกซ้อมรบและยิงขีปนาวุธในช่องแคบไต้หวัน และกรณีการเผชิญหน้าระหว่างเรือของหน่วยยามชายฝั่งจีน ที่ยิงปืนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือของฟิลิปปินส์ ซึ่งเกิดขึ้นใกล้กับเกาะสการ์โบโรห์ พื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ รูบิโอ ให้ความเห็นว่า สหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนต่อการซ้อมรบและการยิงขีปนาวุธในช่องแคบไต้หวันว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคง

    ขณะที่เขาแสดงความกังวลต่อกรณีที่เกิดกับเรือฟิลิปปินส์ โดยชี้ว่า การอ้างสิทธิ์ในอธิปไตยเหนือดินแดนในพื้นที่พิพาทนั้น เป็นความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

    “นั่นเป็นเหตุผลที่เรายังคงย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อประเทศภาคีสนธิสัญญา ตลอดจนความมุ่งมั่นของเราต่อเสรีภาพในการเดินเรือและการเคารพสิทธิเหนือดินแดนในภูมิภาค และนี่คือหนึ่งในเสาหลักของการมีส่วนร่วมของเราในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางอาเซียน”

    ส่วนการให้ความช่วยเหลือฟิลิปปินส์ในแง่ของการดำเนินการเพื่อเสรีภาพในการเดินเรือนั้น รูบิโอยืนยันว่ามีเรือยามฝั่งสหรัฐฯ อยู่ในภูมิภาค และได้ให้ความช่วยเหลืออยู่ระหว่างทั้งสองฝ่ายในการนำตัวผู้บาดเจ็บกลับมารักษาพยาบาล

    “เราอยู่ที่นี่แล้ว เรามีบทบาทอยู่แล้ว และเราจะไม่ทอดทิ้งพันธมิตรของเรา เราได้ทำให้เรื่องนี้ชัดเจนมากแล้ว” รูบิโอ กล่าว

    ขณะที่เขายืนยันท่าทีและความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนว่า “สหรัฐฯ จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับจีน” และ “ต้องการให้ความสัมพันธ์นั้นเป็นไปในเชิงบวกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” แต่ความสัมพันธ์นั้นจะไม่เกิดขึ้นโดยแลกกับการทำลายพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ หรือลดบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

    นอกจากนี้ รูบิโอ ยังตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางมาร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่จะจัดขึ้นในกรุงมะนิลา ในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยเขาไม่ยืนยัน แต่ชี้ว่า ทรัมป์อาจจะอยากเดินทางมาร่วมการประชุมอาเซียน แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบกำหนดการที่แน่ชัดของผู้นำสหรัฐฯ

    ภาพ : BRENDAN SMIALOWSKI/Pool via REUTERS

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/rubio-us-asia-cooperation-trump/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZAbWHz4cx_65JKuB5Xr21

  • “สุขสมรวย” ลงพื้น​ที่​สุรินทร์ เยี่ยมกองทุนหมู่บ้าน ย้ำ “ธรรมาภิบาล-โปร่งใส” หัวใจหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    “สุขสมรวย” ลงพื้น​ที่​สุรินทร์ เยี่ยมกองทุนหมู่บ้าน ย้ำ “ธรรมาภิบาล-โปร่งใส” หัวใจหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    “สุขสมรวย” ลงพื้น​ที่​สุรินทร์ เยี่ยมกองทุนหมู่บ้าน ย้ำ “ธรรมาภิบาล-โปร่งใส” หัวใจหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน


    26/07/2569 | 13 |

    วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อพบปะสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและตรวจเยี่ยมการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอกาบเชิง โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายอำเภอกาบเชิง หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 8 สมาชิกกองทุนหมู่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ

    จากนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านพาชื่น หมู่ที่ 10 ตำบลกาบเชิง อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับฟังผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะกรรมการกองทุนและสมาชิก พร้อมให้กำลังใจในการบริหารจัดการกองทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน และติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก

    การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้าน รับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการกองทุนและสมาชิก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืน

    นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า กองทุนหมู่บ้านเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน ส่งเสริมการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมสนับสนุนให้กองทุนบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการกองทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    จังหวัดสุรินทร์มีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั้งสิ้น 2,148 กองทุน จำแนกเป็นกองทุนหมู่บ้าน 2,120 กองทุน กองทุนชุมชนเมือง 25 กองทุน กองทุนชุมชนทหารจำนวนสามกองทุน โดยสามารถดำเนินการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วจำนวน 2,135 กองทุน

    สำหรับในพื้นที่อำเภอกาบเชิง มีการจัดตั้งกองทุนทั้งสิ้น 86 กองทุน มีสมาชิกจำนวน 13,164 ราย มีจำนวนคณะกรรมการกองทุนจำนวน 1,573 ราย เครือข่ายกองทุนระดับตำบลจำนวน 6 ตำบล จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 86 กองทุน คิดเป็นร้อยละ 100 เงินที่ได้รับจัดสรรงบประมาณตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจนถึงปัจจุบันเป็นเงินทั้งสิ้น 213,800,000 บาท 

    นอกจากนี้จังหวัดสุรินทร์ ได้มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์เมืองเกษตรอินทรีย์ ศูนย์เศรษฐกิจชายแดน ท่องเที่ยววิถีสุรินทร์ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนผ่านกลไกของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ขับเคลื่อนมาตรการสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลในปี 2569 ภายใต้โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุนดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อปรับลดภาระดอกเบี้ยบัญชีที่ 1 ลง ร้อยละ 50 เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบให้แก่สมาชิก

    ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจฐานรากเกิดผลเป็นรูปธรรม และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในทุกพื้นที่

    สำหรับในช่วงบ่าย นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ มีกำหนดเดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกกองทุนในพื้นที่ต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/526007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ceXbshZn8jCZrtS4U6c4w

  • ‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน

    ‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน

    ดีพร้อมยกเครื่อง ‘คพอ.’ สู่กลไกเร่งเศรษฐกิจภาคใต้ ปั้น 86 ผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ ต่อยอดซัพพลายเชน ดันอุตสาหกรรมอาหาร ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และค้าชายแดน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน 300,000 ล้านบาท พร้อมเร่งฟื้นหาดใหญ่ครบ 1 ปีหลังน้ำท่วม

    ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปี 2569 ดีพร้อมจัด กิจกรรมการพัฒนาผู้นำองค์กรสู่นักบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพให้ดีพร้อม (ดีพร้อม คพอ.) จำนวน 12 รุ่นทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการเชื่อมโยงผลลัพธ์ตั้งแต่ระดับบุคคล ธุรกิจ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การวิเคราะห์ธุรกิจ การจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจ การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการติดตามผลด้านรายได้ การลดต้นทุน และการจ้างงาน ต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่มูลค่าสูงอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด คนเก่ง ธุรกิจแกร่ง พื้นที่เข้มแข็ง

    ทั้งนี้ ภาคใต้ ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโครงการ เนื่องจากมีศักยภาพทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยว การบริการ โลจิสติกส์ และการค้าชายแดน รวมถึงมีทำเลที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน จึงเป็นฐานเศรษฐกิจที่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้ในอนาคต

    ดีพร้อม

    โดยปีนี้ ดีพร้อมจัดกิจกรรม คพอ. ในภาคใต้ 3 รุ่น ครอบคลุมจังหวัด นครศรีธรรมราช นราธิวาส และสงขลา มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 86 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของภาค

    ได้แก่ ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล และธุรกิจรังนก ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสสร้าง มูลค่าเพิ่มและขยายตลาดในอนาคต

    ณัฏฐิญา เผยอีกว่า ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในปีนี้สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจภาคใต้ได้อย่างชัดเจน อาทิ โรงแรมบุรีศรีภู จังหวัดสงขลา ที่มุ่งยกระดับการบริหารธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ , บริษัท สยายปีกบิน จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์รังนกแปรรูปมูลค่าสูง และ บริษัท อุตสาหกรรมทวีวงษ์ หาดใหญ่ จำกัด จังหวัดสงขลา ผู้ผลิตและแปรรูปอาหารทะเล ที่ยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

    สะท้อนให้เห็นว่า คพอ. สามารถต่อยอดศักยภาพผู้ประกอบการได้ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ได้อย่างดี

    ดีพร้อม

    ดีพร้อม

    อธิบดี กล่าวอีกว่า การพัฒนาผู้ประกอบการในปัจจุบันไม่ได้ มุ่งเน้นเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่เริ่มจากการวิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย ก่อนออกแบบกระบวนการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทธุรกิจ

    พร้อมเพิ่มเนื้อหาที่ตอบโจทย์โลกธุรกิจยุคใหม่ ทั้งการใช้ AI, Power BI, การตลาดดิจิทัล เทรนด์ธุรกิจโลก ตลอดจนความรู้ด้านกฎหมายและกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ เพื่อช่วยให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนสามารถยกระดับสู่ธุรกิจที่มีมาตรฐานมากขึ้น

    ชูเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา-Rubber City

    นอกจากนี้ หลักสูตรยังมุ่งสร้างเครือข่ายธุรกิจในรูปแบบ Cluster เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถแบ่งปันวัตถุดิบ เทคโนโลยี ตลาด และห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค มากกว่าการพัฒนาเฉพาะรายธุรกิจ

    สำหรับภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ยังมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรมชีวภาพ ตลอดจนธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    โดยมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา และ Rubber City ซึ่งสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง และสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ในอนาคตได้

    ครบ 1 ปีน้ำท่วม เร่งฟื้นเศรษฐกิจหาดใหญ่

    THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่กับดีพร้อม ที่อ.หาดใหญ่ โดยอธิบดี ณัฏฐิญา ระบุถึง ภาพรวมเศรษฐกิจหลังครบรอบ 1 ปีหลังเหตุอุทกภัยใหญ่ในพื้นที่ หาดใหญ่และจังหวัดสงขลา

    โดยดีพร้อมได้กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ช่วย ผู้ประกอบการซ่อมฟื้นเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย วางแผนธุรกิจใหม่ และเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้สถานประกอบการสามารถกลับมาผลิตได้ปกติโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้ก็ผู้ประกอบการก็เริ่มกลับมายืนได้อย่างแข็งแกร่ง

    “ช่วง 1 ปี เราผลักดันผู้ประกอบการให้ขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูป ผู้ประกอบการ OEM ที่เริ่มพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจ Soft Power เช่น ร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างเสน่ห์ใหม่ให้เศรษฐกิจภาคใต้ในระยะยาว”

    ปัจจุบัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเผชิญความท้าทาย 3 ด้าน ได้แก่ การกำหนดทิศทางการเติบโตของธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ และการขยายเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ ดีพร้อมจึงออกแบบหลักสูตรให้ผู้ประกอบการได้วิเคราะห์ธุรกิจ

    พร้อมจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจรายกิจการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ประกอบการต่างอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนหลังจบโครงการ พร้อมติดตามผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

    ดีพร้อม

    ทั้งนี้ คพอ. เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของดีพร้อมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2523 ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปี ได้พัฒนาผู้ประกอบการแล้ว 437 รุ่น รวมกว่า 14,000 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ จนเกิดเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง สามารถต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน

    โดยปัจจุบันเครือข่ายดังกล่าว สร้างมูลค่าทางธุรกิจรวมกัน ไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ดีพร้อมตั้งเป้าสร้างผลตอบแทน ทางเศรษฐกิจจากงบประมาณที่ลงทุน ไม่น้อยกว่า 7 เท่า ผ่านการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ‘หาดใหญ่’ ประตูเชื่อมเศรษฐกิจใต้-มาเลเซีย

    สำหรับ ‘หาดใหญ่’ ถือเป็นหัวใจเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและเป็นประตูเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยบทบาทศูนย์กลางการค้า การบริการ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งเชื่อมโยงการลงทุนและการขนส่งสินค้าไปยังอาเซียน

    ส่งผลให้จังหวัดสงขลามีขนาดเศรษฐกิจ (GPP) สูงที่สุดของภาคใต้ มูลค่า 251,480 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคใต้ (GRP) มูลค่า 1.44 ล้านล้านบาท

    โดยมีภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ดังนั้น การฟื้นตัวของหาดใหญ่หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ แต่ยังหมายถึงการเร่งฟื้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการจ้างงานของทั้งภูมิภาคอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/deeprom-southern-economy-hatyai-kpor/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h78Yg_cc4PUIvwbGiXHEs

  • “สส.ประสิทธิ์” นำเวทีสืบสานผ้าทอล้านนาที่น่าน ต่อยอดภูมิปัญญาสู่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    “สส.ประสิทธิ์” นำเวทีสืบสานผ้าทอล้านนาที่น่าน ต่อยอดภูมิปัญญาสู่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    นายประสิทธิ์ โนทะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน เขต 2 พรรคกล้าธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นำคณะกรรมาธิการจัดโครงการสัมมนา “ผ้าทอล้านนา สืบสานภูมิปัญญา สร้างคุณค่าสู่อนาคต” ณ ห้องสัมมนานาน้อยรีสอร์ท อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นเมือง สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยทุนทางวัฒนธรรม


    นายทวีศักดิ์ พุ่มมรดก นายอำเภอนาน้อย เป็นประธานเปิดโครงการ โดยมีคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม คณะวิทยากร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มสตรี เยาวชน และประชาชนกว่า 400 คน เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นายประสิทธิ์ โนทะ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ โดยเฉพาะ “ผ้าทอล้านนา” ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่สะท้อนอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ของชุมชน การจัดสัมมนาครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่าในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบ และการตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าผ้าทอพื้นเมือง สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า อำเภอนาน้อยถือเป็นพื้นที่ที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นเมืองไว้อย่างเข้มแข็ง การจัดเวทีสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และกลุ่มผู้ทอผ้า เพื่อร่วมกันอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐาน สามารถแข่งขันในตลาดยุคใหม่ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    การสัมมนาครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการรักษาเอกลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไปสู่คนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1643061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iNoXn-lJlbwYJBwU1-3pX

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (26 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (26 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (26 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (26 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 10.16 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (26 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/664931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YYd_siUnORW40_vIQjThC

  • ไทยกำลังจะก้าวเป็น ดิจิทัลฮับ? อุตสาหกรรมดิจิทัลแห่ขอบีไอไอ

    ไทยกำลังจะก้าวเป็น ดิจิทัลฮับ? อุตสาหกรรมดิจิทัลแห่ขอบีไอไอ

    Loading…

    ไทยกำลังจะก้าวเป็น ดิจิทัลฮับ? อุตสาหกรรมดิจิทัลแห่ขอบีไอไอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T1iIO87hS6Ivyo6PtdHPY

  • พระบรมธาตุเมืองนคร มรดกโลกทางวัฒนธรรมกับเดิมพันเศรษฐกิจภาคใต้

    พระบรมธาตุเมืองนคร มรดกโลกทางวัฒนธรรมกับเดิมพันเศรษฐกิจภาคใต้

    25 กรกฎาคม 2569 นับเป็นเพียงวันแห่งความภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราช “พระบรมธาตุเมืองนคร” ก้าวจากศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย ไปสู่การเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้ และแห่งที่ 6 ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    มติจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ทำให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการยอมรับในระดับสากล หลังยืนหยัดเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของคาบสมุทรไทยมายาวนาน

    แต่เบื้องหลังคำว่า “มรดกโลกทางวัฒนธรรม” ไม่ได้มีเพียงเรื่องเกียรติยศ ทว่าที่กำลังถูกจับตามองต่อจากนี้คือ นครศรีธรรมราชจะเปลี่ยนทุนทางศรัทธาที่สะสมมากว่าพันปี ให้กลายเป็นรายได้ การจ้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ได้มากเพียงใด

    เพราะการขึ้นทะเบียนครั้งนี้อาจเป็นทั้งโอกาสครั้งใหญ่ และบททดสอบสำคัญของภาคใต้ในเวลาเดียวกัน

    หลักฐาน 1,100 ปี เปลี่ยนความเข้าใจประวัติศาสตร์

    องค์พระบรมธาตุเจดีย์เป็นภาพคุ้นตาของชาวนครศรีธรรมราชมาหลายชั่วอายุคน แต่ความเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่ภายในเพิ่งถูกเปิดเผยชัดเจนขึ้นผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่

    การสำรวจด้วยเครื่องมือธรณีฟิสิกส์เรดาร์ทะลุดิน หรือ GPR ประกอบกับการวิเคราะห์อายุอิฐบริเวณฐานเจดีย์ พบหลักฐานว่า ภายในองค์พระบรมธาตุมีโครงสร้างของเจดีย์องค์เดิมซ่อนอยู่ และมีอายุเก่าแก่กว่า 1,100 ปี

    ข้อค้นพบดังกล่าวเปลี่ยนความเข้าใจเดิมที่เคยเชื่อว่าเจดีย์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 800 ปีก่อน โดยชี้ให้เห็นว่ารากฐานของพระบรมธาตุอาจย้อนกลับไปถึงยุคอาณาจักรศรีวิชัย ราวพุทธศตวรรษที่ 14 ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในพุทธศตวรรษที่ 18 ตามอิทธิพลศิลปะลังกา

    ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นช่วยเปิดภาพใหม่ว่า นครศรีธรรมราชเคยมีบทบาทสำคัญในฐานะจุดเชื่อมต่อของศาสนา การค้า และอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทร

    เครดิตภาพ เพจเฟซบุ๊ก รังสิต ทองสมัคร์

    ร่องรอยทางสถาปัตยกรรมยังสะท้อนการแลกเปลี่ยนอิทธิพลระหว่างศรีลังกา ชวา และมอญ ที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่า 1,250 ปี สอดคล้องกับเกณฑ์มรดกโลกข้อที่ 2 ซึ่งเน้นการแลกเปลี่ยนอิทธิพลด้านศิลปกรรม ศาสนา และสถาปัตยกรรมระหว่างวัฒนธรรมต่าง ๆ

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระบรมธาตุเมืองนครไม่ได้เป็นเพียงเจดีย์เก่าแก่ แต่เป็นหลักฐานว่าพื้นที่ภาคใต้ของไทยเคยอยู่บนเส้นทางสำคัญของโลกมาตั้งแต่กว่าพันปีก่อน

    “แห่ผ้าขึ้นธาตุ” ศรัทธาที่ไม่เคยถูกแช่แข็ง

    มรดกโลกหลายแห่งได้รับการยอมรับจากความยิ่งใหญ่ของโบราณสถาน แต่ความโดดเด่นของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารอยู่ตรงที่สถานที่แห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ในความเชื่อและกิจวัตรของผู้คน

    ภาพขบวนพุทธศาสนิกชนถือผ้าสีเหลือง ผ้าสีแดง หรือผ้าพระบฏ เดินเวียนรอบองค์พระบรมธาตุ ก่อนร่วมกันนำผ้าขึ้นห่มองค์เจดีย์ ยังคงปรากฏขึ้นทุกปีในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

    เครดิตภาพ เพจเฟซบุ๊ก Traiwat Tresatayapan

    “ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ” สืบทอดต่อเนื่องมากว่า 800 ปี นับตั้งแต่สมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช และยังคงดึงดูดผู้ศรัทธาจากทั่วประเทศไทย รวมถึงชาวพุทธจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ให้เดินทางมายังนครศรีธรรมราช

    สำหรับผู้คนจำนวนมาก การได้มากราบพระธาตุเมืองนครสักครั้งในชีวิตถือเป็นสิริมงคลสูงสุด ความเชื่อนี้ทำให้พื้นที่รอบวัดไม่ได้กลายเป็นเพียงแหล่งโบราณคดีที่เงียบงัน แต่ยังเป็นศูนย์กลางของพิธีกรรม การเดินทาง และการพบปะของผู้คนต่างถิ่น

    นี่คือหัวใจของคำว่า “มรดกโลกที่มีชีวิต” หรือ Living Heritage เพราะสิ่งที่ได้รับการอนุรักษ์ไม่ได้มีเพียงอิฐ ปูน และสถาปัตยกรรม แต่รวมถึงศรัทธา ประเพณี และความทรงจำร่วมของชุมชน

    คุณค่านี้สอดคล้องกับเกณฑ์มรดกโลกข้อที่ 6 ซึ่งให้ความสำคัญกับสถานที่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความเชื่อ ประเพณี หรือวัฒนธรรมที่ยังคงดำรงอยู่

    จากแรงศรัทธาสู่เม็ดเงินท่องเที่ยว

    หลังการขึ้นทะเบียน สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือโอกาสด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา

    พระบรมธาตุเมืองนครมีจุดแข็งที่แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป เพราะสามารถดึงดูดได้ทั้งผู้แสวงบุญ ผู้สนใจประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และผู้เดินทางจากประเทศเพื่อนบ้าน

    หากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น รายได้ย่อมกระจายไปยังโรงแรม ร้านอาหาร รถโดยสาร ร้านขายของที่ระลึก ไกด์ท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน

    อย่างไรก็ตาม คำว่า “มรดกโลก” ไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าพื้นที่โดยอัตโนมัติ การเติบโตจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อจังหวัดสามารถเชื่อมโยงวัดพระมหาธาตุฯ เข้ากับแหล่งท่องเที่ยวอื่น อาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และวิถีชุมชนได้อย่างเป็นระบบ

    นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแล้วกลับภายในไม่กี่ชั่วโมง อาจสร้างรายได้ให้พื้นที่ได้จำกัด แต่หากสามารถออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวให้ผู้มาเยือนพักค้างคืน ใช้บริการในชุมชน และกระจายตัวไปยังอำเภออื่น ผลทางเศรษฐกิจก็จะขยายวงกว้างมากขึ้น

    โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนมาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะตกถึงมือคนท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด

    “ห่มสไบใส่ยีนส์” เมื่อวัฒนธรรมคุยกับคนรุ่นใหม่

    อีกหนึ่งโอกาสที่เกิดขึ้นพร้อมกระแสมรดกโลก คือการนำวัฒนธรรมเก่ามาเล่าใหม่ให้เข้ากับพฤติกรรมของคนรุ่นปัจจุบัน

    ก่อนหน้านี้ กระแส “ห่มสไบใส่ยีนส์” เป็นตัวอย่างชัดเจนของการผสมผสานชุดไทยกับแฟชั่นร่วมสมัย ทำให้การแต่งกายเชิงวัฒนธรรมไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะงานพิธีหรือเทศกาลสำคัญอีกต่อไป

    เครดิตภาพ เนชั่น

    ภาพคนรุ่นใหม่สวมสไบคู่กับกางเกงยีนส์ ถ่ายภาพท่ามกลางสถาปัตยกรรมของวัด กลายเป็นเนื้อหาที่แพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์ และช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้างโดยไม่ต้องพึ่งการประชาสัมพันธ์แบบเดิมเพียงอย่างเดียว

    ปรากฏการณ์นี้เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็ก ตั้งแต่ร้านเช่าชุดไทย ช่างแต่งหน้า ร้านเครื่องประดับทำมือ ช่างภาพ ไปจนถึงผู้ผลิตแฟชั่นประยุกต์ สามารถสร้างรายได้จากวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่

    แต่ซอฟต์พาวเวอร์จะไม่ยั่งยืน หากหยุดอยู่เพียงกระแสถ่ายภาพชั่วคราว สิ่งสำคัญคือการต่อยอดให้เกิดสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่มีคุณภาพ พร้อมรักษาความหมายของสถานที่ไม่ให้ถูกลดทอนเหลือเพียงฉากสำหรับสร้างคอนเทนต์

    มรดกโลกไม่ได้มีแต่ด้านสวยงาม

    การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวอาจนำมาซึ่งรายได้ แต่ก็มาพร้อมต้นทุนที่ต้องจัดการ ทั้งปัญหาจราจร ขยะ ความแออัด การใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ และความเสี่ยงต่อโบราณสถาน

    หากปล่อยให้พื้นที่รอบวัดเติบโตโดยขาดการควบคุม ความสำเร็จจากการขึ้นทะเบียนอาจย้อนกลับมาทำลายคุณค่าที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับตั้งแต่แรก

    พระบรมธาตุเมืองนคร มรดกโลกทางวัฒนธรรมกับเดิมพันเศรษฐกิจภาคใต้

    จังหวัดนครศรีธรรมราชจึงเตรียมแผนพัฒนาในหลายด้าน ครอบคลุมการจัดการจราจร การปรับภูมิทัศน์ การบริหารพื้นที่ และการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

    หัวใจสำคัญคือการหาจุดสมดุลระหว่าง “การอนุรักษ์” กับ “การทำมาหากิน” เพราะหากกฎระเบียบเข้มงวดเกินไป ชุมชนอาจรู้สึกว่าตนเองถูกกันออกจากพื้นที่ แต่หากเปิดทางให้ธุรกิจเติบโตโดยไม่มีกรอบ มรดกทางวัฒนธรรมก็อาจถูกเปลี่ยนเป็นสินค้าเกินพอดี

    เดิมพันใหญ่ของเศรษฐกิจภาคใต้

    สถานะมรดกโลกทำให้พระบรมธาตุเมืองนครได้รับความสนใจจากสายตานานาชาติ แต่สิ่งที่จะตัดสินความสำเร็จในระยะยาวไม่ใช่เพียงจำนวนนักท่องเที่ยวหรือยอดใช้จ่าย

    คำถามที่สำคัญกว่าคือ คนในชุมชนจะมีส่วนร่วมแค่ไหน รายได้จะกระจายอย่างเป็นธรรมเพียงใด และการพัฒนาจะรักษาคุณค่าของพื้นที่ไว้ได้หรือไม่

    เครดิตภาพ เพจเฟซบุ๊ก รังสิต ทองสมัคร์

    พระบรมธาตุเมืองนครจึงเป็นมากกว่าโบราณสถานที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโก แต่กำลังกลายเป็นสนามทดสอบว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนรากเหง้าทางศรัทธาให้เป็นพลังเศรษฐกิจ โดยไม่ทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมได้หรือไม่

    จากนี้ “พระธาตุไร้เงา” อาจไม่ได้สะท้อนเพียงประวัติศาสตร์พันปี หากยังสะท้อนอนาคตของนครศรีธรรมราชและเศรษฐกิจวัฒนธรรมภาคใต้ด้วย

    เพราะมรดกโลกจะมีความหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่เมื่อมีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีระดับสากลเท่านั้น แต่เมื่อความภาคภูมิใจนั้นสามารถสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้คนซึ่งเฝ้ารักษามรดกแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน

    ภาพปก : เพจ ททท.สำนักงานนครศรีธรรมราช : TAT Nakhon Si Thammarat Office

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/general-news/lifestyle/745977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DlJClduuAN5JqAxufm3MP

  • บัวหลวง ชี้ SET ปลายปีนี้แตะ 1,700 จุด เก็งทั้งปี Fund Flow ไหลเข้า 1.6 แสนลบ. คัดหุ้นเด่นครึ่งปีหลัง : อินโฟเควสท์

    บัวหลวง ชี้ SET ปลายปีนี้แตะ 1,700 จุด เก็งทั้งปี Fund Flow ไหลเข้า 1.6 แสนลบ. คัดหุ้นเด่นครึ่งปีหลัง : อินโฟเควสท์

    นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 ในหัวข้อ “เปิดกลยุทธ์ลงทุน-ปั้นพอร์ตทำกำไร” ว่า  คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 จะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ โดยมีโอกาสไปแตะ 1,700 จุดในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง เพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้เติบโตเด่น ซึ่งตลาดคาดว่ากำไรต่อหุ้น  (EPS) ปีนี้ขึ้นแตะ 100 บาทต่อหุ้น โดยกลุ่มที่มีกำไรเติบโตเด่นคือ กลุ่มพลังงานปิโตรเคมี ฯลฯ และหุ้นไทยมีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลสูง ทำให้มีโอกาสที่ฟันด์โฟลว์ซื้อสุทธิหุ้นไทยปีนี้  1.6 แสนล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันซื้อสุทธิแล้วประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

    ทั้งนี้การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นไทยในปีนี้ จะเป็นลักษณะ K-Shape คือขึ้นไม่เท่ากัน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนต้องเลือกลงทุนเป็นตัว (Selective Buy) ในแต่ละอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยบวก และแนวโน้มกำไรเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังและต่อเนื่องในปีหน้า โดยกลุ่มหุ้นแนะนำคือ  หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะได้ประโยชน์จาก FDI ที่ไหลเข้ามาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว เข้าสู่การเดินเครื่อง ทำให้มีความต้องการไฟฟ้าสีเขียว เลือก GULF,GPSC ,GUNKUL ,WHAUP เป็นหุ้นเด่น

    กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้ประโยชน์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกเข้าสู่การฟื้นตัว จากทั้งภาคการผลิตโลก และการลงทุน ด้าน AI โดย แนะนำ KCE เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจากได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในกลุ่มรถยนต์ยุโรป แม้จะมีความเกี่ยวข้องกับกระแส AI โลกน้อยกว่าหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน

    กลุ่มธนาคารพาณิชย์  ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลที่สูง โดยหุ้นแนะนำคือ KBANK และ KTB  เพราะมีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดี และมีสำรองหนี้สูงสามารถรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้ , กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม จากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 แต่ต้องเลือกหุ้นที่มีฐานลูกค้าจีนและอินเดียที่เข้ามาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น และได้ประโยชน์จากการจัดงาน Tomorrowland โดยเน้นบริษัทที่มีโรงแรมในกรุงเทพฯ ชลบุรี  พัทยา แนะนำ  ERW และ AWC

    กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร จากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 และได้รับผลดีที่อากาศจะร้อนมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ถึงปีหน้าจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยหุ้นเด่นที่แนะนำคือ CBG เพราะน่าสนใจ เนื่องจากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 และจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง จากธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง และธุรกิจจัดจำหน่ายแอลกอฮอล์ ที่ปรับตัวดีขึ้นมาก  และหุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์ แนะนำ CPF จากราคาหมูที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากซัพพลายหมูลดน้อยลง จากสภาพอากาศที่จะร้อนขึ้น

    นายเสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าตราสารการเงิน  บล.บัวหลวง กล่าวว่า การจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง หากนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ แนะนำลงทุนหุ้นประมาณ 60-70% ของพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็นหุ้นไทย 30% และอีก 70% เป็นหุ้นต่างประเทศที่มีการเติบโตสูง

    ส่วนอีก 30-40% ลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตร เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ไทยเป็นหลัก และอาจมีการแบ่งส่วนเพียงเล็กน้อยไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/621875&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw240Idrsg4VcQ1WwDWEXz2w