Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตลาดน้ำมันดิบโลกก่อนเปิดซื้อขาย 27/07/69 ผันผวน เสี่ยงตะวันออกกลางหนุนแนวโน้มขาขึ้น

    ตลาดน้ำมันดิบโลกก่อนเปิดซื้อขาย 27/07/69 ผันผวน เสี่ยงตะวันออกกลางหนุนแนวโน้มขาขึ้น

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/163187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EE5yjRKsgNWbu2MjwmTg2

  • “หรอย แรง เฟส” ปลุกการท่องเที่ยว ระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “หรอย แรง เฟส” ปลุกการท่องเที่ยว ระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    วันที่ 25 ก.ค. 2569 ที่ นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช มอบหมายให้ นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดงานโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จังหวัดนครศรีธรรมราช “หรอย แรง เฟส (Roi Raeng Fest)” โดยมี นายณัฐรินทร์ วงศ์ภิรพัทธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช หัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหารจังหวัด นายอำเภอท่าศาลา ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภาคีเครือข่าย และประชาชน นักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ สวนมะพร้าวบวร ชายหาดบ่อนนท์ ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช

     

    นายธีระพงศ์ ช่วยชู กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชให้ความสำคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยวควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาจังหวัดอย่างสร้างสรรค์ มุ่งเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่น ผ่านการนำทุนทางวัฒนธรรม อาหาร ศิลปะ ดนตรี และทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่มาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมรายได้แก่ผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร ผู้ผลิตสินค้า OTOP และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว

    สำหรับงาน “หรอย แรง เฟส (Roi Raeng Fest)” จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการถ่ายทอดเสน่ห์ของนครศรีธรรมราชผ่านคำว่า “หรอย” ซึ่งสะท้อนถึงความสุข ความประทับใจ และอัตลักษณ์ของชาวใต้ ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งโซนอาหารพื้นถิ่นและอาหารสร้างสรรค์ การแสดงดนตรี ศิลปะร่วมสมัย การท่องเที่ยวชุมชน กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการแสดงทางวัฒนธรรม เพื่อมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ครบถ้วนให้แก่นักท่องเที่ยวและประชาชน ซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–26 กรกฎาคม 2569 ณ สวนมะพร้าวบวร และชายหาดบ่อนนท์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช

    กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1643349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25xcLP9qm_F5Fvh-pVEZxU

  • “เอกนิติ” สั่งการภาครัฐหั่นดอกเบี้ยช่วย SME รับมอบ ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ดัน MSME Plus วาระแห่งชาติ : อินโฟเควสท์

    “เอกนิติ” สั่งการภาครัฐหั่นดอกเบี้ยช่วย SME รับมอบ ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ดัน MSME Plus วาระแห่งชาติ : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยในงาน THAI MSME FORUM 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ” โดยระบุว่า โลกธุรกิจปัจจุบันกำลังก้าวสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำคัญของ SME ไทย ซึ่งการมาถึงของ AI และ Agentic AI จะเข้ามาช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องต้นทุนของผู้ประกอบการรายเล็ก ให้สามารถมีผู้ช่วยเสมือนจริงทั้งด้านบัญชี กฎหมาย และการตลาดได้โดยไม่ต้องลงทุนสูง

    “นี่คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ แม้หลายคนอาจจะมองแค่เป็นเทรนด์ แต่ผมคิดว่า วันนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ โลกเราเคยเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาแล้วก็คือในเชิงเศรษฐกิจ คือตอนปฏิวัติอุตสาหกรรม ประมาณปี ค.ศ.1800-1900 แต่วันนั้น คือการทำให้มีไฟฟ้าใช้ มีอุตสาหกรรม มีการใช้เรือทำให้มีการขนส่งค้าขายระหว่างประเทศ“นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ คือ AI  Potential แต่ตนบอกแล้วว่า AI มาด้วยความเสี่ยง AI ที่จำเป็นมันอาจจะหลอกเราได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเก่งและฉลาดกว่า AI จำเป็นต้องมีความสามารถ มีองค์ความรู้ที่สามารถตรวจสอบได้ด้วย

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการบรรเทาภาระและเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ จึงได้สั่งการไปยังผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SME ให้อยู่ในระดับต่ำโดยเร็วที่สุด

    ขณะเดียวกัน ภายในงานยังได้มีการส่งมอบ “สมุดปกน้ำเงิน – ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ MSME และเศรษฐกิจฐานราก” ให้กับนายเอกนิติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ MSME และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

    โดยนายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่รวบรวมจากเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการทั่วประเทศผ่าน 5 วาระสำคัญ ได้แก่

    1. สร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางการค้า ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และส่งเสริมการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

    2. สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ด้วยกลไกทางการเงินที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการ

    3. สร้างโอกาสผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเร่งการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    4. สร้างโอกาสด้วยกติกาที่เป็นธรรม ผ่านการปรับปรุกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนของภาครัฐ ให้สะดวกโปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

    5. สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ด้วยการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ นายณพพงศ์ กล่าวว่า การจัดงาน THAI MSME FORUM 2026 มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างเวทีที่ผู้ประกอบการได้ร่วมกันกำหนดอนาคตของ MSME ไทย ไม่ใช่เพียงการรับฟังนโยบายจากภาครัฐ แต่เป็นการนำประสบการณ์ ปัญหา และข้อเสนอจากภาคปฏิบัติมาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ MSME ไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ต้องการระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาด แหล่งทุน เทคโนโลยี และแข่งขันได้ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม หากประเทศไทยสามารถปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่รอด เติบโต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    ซึ่งทางสมาพันธ์ SME ไทย ได้เสนอให้ ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายย่อยและรายเล็กในทุกมิติ เพราะ MSME ไม่ใช่เพียงผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เป็นรากฐานของการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกชุมชน

    สำหรับงาน THAI MSME FORUM 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569 โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ MSME เครือข่ายธุรกิจ ตลอดจนผู้แทนภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมกว่า 1,400 คนทั่วประเทศ

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/621941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vjb0xsjwIR12SLkwXa11h

  • “สุขสมรวย” ลุยสุรินทร์ ตรวจเยี่ยมกองทุนหมู่บ้าน ย้ำโปร่งใส สร้างเศรษฐกิจฐานราก

    “สุขสมรวย” ลุยสุรินทร์ ตรวจเยี่ยมกองทุนหมู่บ้าน ย้ำโปร่งใส สร้างเศรษฐกิจฐานราก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/163282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i2mMd07Kq3nhpoHlKKqXn

  • อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    วันนี้ ( 26 ก.ค.2569) นางธนภร พูลเพิ่ม ผู้อำนวยการ สำนักงานอุบลราชธานี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศเดินหน้าแผนการตลาดท่องเที่ยวประจำปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ผนึกกำลังร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาชั้นนำในพื้นที่ ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งศรัทธาในกิจกรรมขบวนเทียนหอมเรืองแสงภายใต้แนวคิด อุบลราชธานีศรีศิลป์ เพื่อมุ่งขยายวันพักแรมและสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในช่วงงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจ.อุบลราชธานี ประจำปี 2569

    อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    ความพิเศษของขบวนเทียนหอมเรืองแสงในปีนี้ ททท. สำนักงานอุบลราชธานี รวมกับโรงแรมในจ. อุบลราชธานี ได้มอบหมายให้ กลุ่มผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดมเป็นผู้รังสรรค์ตัวรถต้นเทียนขนาดความยาว 5 เมตร กว้าง 2.5 เมตร โดยใช้เทคนิคสีเรืองแสงผสมลงในเนื้อเทียนหอม ถ่ายทอดรากเหง้าทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ล้ำค่าของจ.อุบลราชธานีที่มีมาอย่างยาวนานไว้ในขบวนเทียน

    เช่น พระเจ้าใหญ่อินแปง วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่) ธรรมมาสน์สิงห์และเทินบุษบก วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ อำเภอเขื่องใน น้อนเหรา วัดชัยภูมิการามอำเภอเขมราฐ ต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสง วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว อ.สิรินธร ฮูปแต้มจากผาแต้ม อ.โขงเจียม และตกแต่งด้วยดอกไม้นามพระราชทานสมเด็จพระพันปีหลวงทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ ดอกดุสิตา สร้อยสุวรรณา มณีเทวา ทิพเกสร และ สรัสจันทร จากวนอุทยานน้ำตกผาหลวง อ.ศรีเมืองใหม่ และไฮไลต์สำคัญคือ “ขบวนเทียนหอม”ที่ส่งกลิ่นหอมทั่วทั้งคันรถ

    อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    อุบลฯ จัดขบวนเทียนหอมเรืองแสง ยกระดับงานแห่เทียนพรรษา 2569 สู่เวทีท่องเที่ยว

    โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนเทียนประวัติศาสตร์กับ กิจกรรม DIY ดอกเทียนหอมจากดอกไม้นามพระราชทาน 5 ชนิด เพื่อนำไปร่วมประดับตกแต่งบนตัวรถขบวนเทียนหอมเรืองแสง นอกจากความวิจิตรของตัวรถต้นเทียนแล้วยังได้รับความร่วมมือครั้งสำคัญจากสองพันธมิตรใหญ่ คือ รวมสินไทย แทรกเตอร์ (ยันม่าอุบลฯ) และ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ร่วมสนับสนุนการแสดงศิลปวัฒนธรรมประกอบขบวน สุดยิ่งใหญ่ในชื่อชุด อุบลราชธานี ศรีศิลป์เพื่อสะกดทุกสายตาของนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

    ทั้งนี้กำหนดการจัดแสดงโชว์ขบวนเทียนหอมเรืองแสง รวมทั้งสิ้น 4 รอบ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป โดยรอบที่ 1 และ 2 (ขบวนแห่เทียนภาคกลางคืน): วันที่ 29 – 30 ก.ค. 2569 รอบที่ 3 และ 4 (งานวันไหลแห่เทียนพรรษา): วันที่ 31 ก.ค.- 1 ส.ค.2569 โดยททท. สำนักงานอุบลราชธานี เชื่อมั่นว่าความร่วมมืออย่างแข็งแกร่งในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับงานประเพณีไทยสู่มิติใหม่ มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจ.อุบลราชธานีให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว:

    ประชาชนร่วมตักบาตรทำบุญฉลองสมโภช “พระบรมธาตุเจดีย์” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

    “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร” นครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

    วัดพระมหาธาตุฯ แจงปมพระเรี่ยไรเงิน ย้ำทำบุญผ่านตู้บริจาคเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nEza9L6JnYUd3R6766bxv

  • ภาษีทรัมป์รอบใหม่  ยอมเสีย “เบี้ย” รักษา “ขุน”

    ภาษีทรัมป์รอบใหม่  ยอมเสีย “เบี้ย” รักษา “ขุน”

    TDRI  รายงานบทวิเคราะห์  กรณีสหรัฐเปลี่ยนมาใช้กฎหมายใหม่เพื่อใช้มาตรการทางภาษีกดดันประเทศคู่ค้า สหรัฐมาด้วยการใช้กฎหมายใหม่กดดันประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ภาษีจะขึ้นเท่าไร” แต่คือ ไทยจะยอมแลกอะไร เพื่อรักษาการส่งออกและอำนาจต่อรองของประเทศ

    Trump-new-tax-game-Sacrificing-pawn-protect-king-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ยอมเสียเบี้ย เพื่อรักษาขุน? ไทยควรเดินเกมอย่างไรในศึกภาษีสหรัฐฯ

    แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินว่าการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้กฎหมาย IEEPA ใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่ไม่ได้หมายความว่าสงครามภาษีจะยุติลง

    รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนมาใช้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีฐานกฎหมายแข็งแรงกว่า และอาจสร้างแรงกดดันต่อประเทศคู่ค้าได้มากกว่าเดิม

    ไทยก็อยู่ในรายชื่อประเทศที่กำลังถูกจับตา

    ไทยเสี่ยงอะไร?

    สหรัฐฯ กำลังสอบสวนไทยใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

    • การป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจาก แรงงานบังคับ (Forced Labor) ยังไม่มีประสิทธิภาพ
    • ไทยอาจมีกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม “มากเกินความต้องการ” (Structural Excess Capacity) จนกระทบผู้ผลิตในสหรัฐฯ

    โดยเฉพาะอุตสาหกรรม ยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา รวมถึงการลงทุนของบริษัทจีนในไทย ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าอาจเป็นช่องทางย้ายฐานการผลิตเพื่อหลบมาตรการทางการค้า

    Trump-new-tax-game-Sacrificing-pawn-protect-king-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข่าวดี…แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด

    หากสหรัฐฯ ใช้มาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับเพียงอย่างเดียว ผลกระทบต่อไทยอาจไม่ได้รุนแรงนัก เพราะภาระภาษีเฉลี่ยแทบไม่ต่างจากเดิม อยู่ราว 12%

    แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือ หากผลสอบสวนเรื่อง “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ออกมาในทางลบ ไทยอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มอีกระลอก

    เกมที่ใหญ่กว่าภาษี คือ “ข้อตกลง ART”

    สิ่งที่ไทยต้องกังวลไม่ใช่แค่ภาษี แต่คือ ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ที่สหรัฐฯ ใช้เป็นเงื่อนไขแลกกับการลดภาษี

    ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ครอบคลุมหลายเรื่อง เช่น

    • เปิดตลาดสินค้าและบริการให้สหรัฐฯ
    • ซื้อสินค้าและลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
    • ปรับกฎการค้าและการลงทุนภายในประเทศ
    • และอาจรวมถึงการดำเนินนโยบายต่อประเทศที่สาม เช่น จีน ให้สอดคล้องกับสหรัฐฯ

    นั่นหมายความว่า ไทยอาจต้องแลก “อำนาจในการกำหนดนโยบายของตัวเอง” กับการได้ภาษีที่ต่ำลง

    ไทยควรเดินเกมอย่างไร?

    นักวิชาการ TDRI เสนอว่า ไทยไม่ควรตั้งเป้าเพียงแค่ลดภาษีให้ได้ต่ำที่สุด แต่ต้องชั่งน้ำหนักว่า สิ่งที่ต้องแลกนั้นคุ้มค่าหรือไม่

    แนวทางสำคัญมี 4 เรื่อง

    • ต่อรองด้วยผลประโยชน์ร่วม ทำให้สหรัฐฯ เห็นว่าการลดภาษีให้ไทยก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอเมริกา
    • ใช้โอกาสนี้ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เปิดเสรีในสาขาที่ช่วยเพิ่มการแข่งขันและลดการผูกขาด
    • รักษาเส้นแดงของประเทศ โดยไม่ยอมเงื่อนไขที่กระทบสุขภาพประชาชน ความมั่นคง หรือการเข้าถึงยา
    • ร่วมมือแก้ปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ แต่ต้องไม่ยอมสูญเสียอิสระในการกำหนดนโยบายของไทย

    อย่าเดินคนเดียว

    อีกข้อเสนอสำคัญคือ ไทยไม่ควรเจรจากับสหรัฐฯ เพียงลำพัง หากประเทศอาเซียนสามารถกำหนดจุดยืนร่วมได้ จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง และลดการถูกกดดันให้ยอมรับเงื่อนไขที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

    โจทย์ของไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่จะลดภาษีได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการตัดสินใจว่า จะยอมแลกอะไรเพื่อแลกกับภาษีที่ถูกลง หากยอมทุกข้อ ไทยอาจรักษาการส่งออกไว้ได้ แต่ต้องแลกกับพื้นที่ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของตัวเอง แต่หากปฏิเสธทุกข้อ ไทยก็อาจต้องเผชิญภาษีที่สูงขึ้นและเสียความสามารถในการแข่งขัน เกมนี้จึงไม่ใช่เกม “ชนะหรือแพ้” แต่เป็นเกมหมากรุกที่ต้องเลือกว่าจะ ยอมเสียเบี้ยบางตัว เพื่อรักษาขุนของประเทศไว้ได้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/trump-new-tax-game-sacrificing-pawn-protect-king&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03zcYGb3cJIe2Dpfw6qppj

  • “เอกนิติ” ชู 3 ปฏิรูป ปลดล็อกศักยภาพประเทศ ดันเศรษฐกิจโต 3%++

    “เอกนิติ” ชู 3 ปฏิรูป ปลดล็อกศักยภาพประเทศ ดันเศรษฐกิจโต 3%++

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ในหัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ว่า  ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้ถ้าหากมองเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด

    กระทรวงการคลัง
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  

    การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของผมในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว  โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป 

    อย่างไรก็ตาม ผมยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดีคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อจากที่ติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ ไตรมาสที่ 2 เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้ อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท  

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาทางการค้าระหว่างกัน การเจรจาเอฟทีเอ เป็นเครื่องมือที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ และสิ่งที่ถือว่าเป็นโอกาส ท่ามกลางสงคราม คือ การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุน ทุกคนต้องการหาประเทศใหม่ที่ปลอดภัยเพื่อขยายการลงทุน ซึ่งส่วนหนึ่งมาลงทุนในไทย เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และที่ดีกว่าคือ ที่เข้ามาเป็นอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งวันนี้ เราต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้เพื่อเป็นห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก 

    “นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์  ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7%  แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น  ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฏิรูป 3 อย่าง คือ การปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่สอง ปฏิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฏิรูปทักษะแรงงานไทย  ซึ่งผมทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เราได้เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาดงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น 

     “ภายใต้กรอ.คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เอกชนเป็นกองหน้า รัฐบาลจะเป็นกองกลาง เป็นตัวจ่ายบอลให้เอกชนทำประตู ทำทั้งในเรื่องการคลัง ช่วยส่งเสริมการค้า เพิ่มทักษะให้แรงงาน และลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจทั้งหมด เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ปรับโครงสร้างการผลิต การสร้างโครงสร้างตาข่ายรองรับสังคม การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ ปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย ไทยแลนด์ ฟาสต์ พาส ขณะที่ กองหลัง คือ เสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลังที่ดี  ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับและนักลงทุนทั่วโลก  ซึ่งผมเข้าใจว่า การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ  นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/280320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EbnXF9NZtHHFL5bS0gbvw

  • “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย-เด็กเกิดน้อย-ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เตือนหากไม่รื้อโครงสร้างงบประมาณ ปีหน้าไทยอาจเสี่ยงไร้เงินจ่าย 

    วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมบรรยายในโครงการ DIP16 หัวข้อ “ปัจจัยการเงินที่ส่งผลต่อประเทศให้กับกลุ่มเยาวชน”  โดยฉายภาพความท้าทายครั้งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจระดับโลกและประเทศไทย พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ

    1. ทุนนิยมเสรีถูกท้าทาย – AI จัดระเบียบสังคมมนุษย์ใหม่

    นายกรณ์ ระบุว่า ระบบทุนนิยมเสรีที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกกำลังถูกท้าทายด้วย “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” และ “ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม” ขณะที่ไทยเน้นการทำกำไรโดยขาดกลไกถ่วงดุลและการแข่งขันที่เป็นธรรม สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบหนักที่สุดต่อ คนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่เผชิญภาวะค่าครองชีพแซงหน้ารายได้ ทั้งต้นทุนการมีบ้าน การหางาน การดูแลพ่อแม่ และการศึกษาของลูก ซ้ำเติมด้วยการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลัง “จัดระเบียบโครงสร้างสังคมใหม่” ออกเป็น 5 กลุ่ม

    1. กลุ่ม 0.01% (ผู้กุมอำนาจเทคโนโลยี): เจ้าของ AI, Data Center และแพลตฟอร์มระดับโลก

    2. กลุ่ม 1% (เจ้าของสินทรัพย์เดิม): ผู้ถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และแบรนด์ใหญ่

    3. กลุ่ม 10% (ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี): นำ AI มาเสริมศักยภาพการทำงาน

    4. กลุ่ม 20% (ผู้ให้บริการ/ทักษะเฉพาะ): แพทย์ พยาบาล เชฟ นักกีฬา และช่างฝีมือ

    5. กลุ่มที่เหลือ (ตกขอบระบบเศรษฐกิจ): ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และต้องรอการช่วยเหลือจากรัฐ

     เข้าสู่ยุค AI เต็มรูปแบบ

    2. โลกเปลี่ยนผ่าน: จากยุคพลังงาน สู่ยุค AI เต็มรูปแบบ ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก สะท้อนผ่านมูลค่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

    ปี 2006: ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มพลังงานและการเงิน (ExxonMobil, Citigroup, Toyota, BP)

    ปี 2026: เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและ AI ชัดเจน นำโดย NVIDIA ($5,110B), Apple ($4,631B), Alphabet ($4,332B), Microsoft ($2,860B) และ Amazon ($2,639B)

    เหลื่อมล้ำการศึกษาสูง เด็กเกิดน้อย

    3. ผ่าโครงสร้างงบแผ่นดินไทย: ข้อจำกัดและภาระการคลัง เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ซ้ำเติมด้วย โครงสร้างประชากร (เด็กเกิดน้อย สังคมผู้สูงอายุ) และ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยิ่งทำให้งบประมาณแผ่นดินติดล็อก โดย 69% ของงบประมาณ หมดไปกับรายจ่ายประจำและภาระผูกพัน:

    1. งบบุคลากรภาครัฐ (39.5%): เงินเดือน, สวัสดิการ, กบข. และท้องถิ่น

    2. งบสวัสดิการสังคม (15.0%): บัตรทอง (2.14 แสนลบ.), เบี้ยผู้สูงอายุ (1 แสนลบ.), งบเรียนฟรี (8 หมื่นลบ.) และประกันสังคม (6.5 หมื่นลบ.)

    3. งบชำระหนี้ (12.2%): ดอกเบี้ย 8.2% และเงินต้น 4.0%

    (ส่วนที่เหลือเป็นรายจ่ายอื่น ๆ 31.0%, งบลงทุนชดเชย 1.9% และรัฐวิสาหกิจ 0.4%)

    เสนอยกเครื่องโครงสร้างงบประมาณ

    นายกรณ์ เตือนว่า หากรัฐบาลยังคงบริหารงบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่าย ขาดยุทธศาสตร์ระยะยาว เน้นโครงการประชานิยม และปล่อยให้มีการทุจริตเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจะเสี่ยงไร้ศักยภาพในการดูแลคนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเสนอ 2 ทางออกสำคัญ:

    1. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับทักษะคน (Reskill/Upskill) พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อหาเงินเข้าประเทศ

    2. แก้ไขที่ภาคการเมืองเป็นจุดแรก ปรับบทบาทของรัฐ รื้อโครงสร้างงบประมาณ ใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างโปร่งใส และสร้างสวัสดิการที่ลดความเหลื่อมล้ำได้จริง ก่อนวิกฤตการคลังจะสายเกินแก้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2948724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xB-qfYutGHqRYpJQzsya_

  • ‘กรณ์’ หนุนคลายวิกฤติเศรษฐกิจไทย ด้วยสังคายนางบ-ปฏิรูปการเมือง

    ‘กรณ์’ หนุนคลายวิกฤติเศรษฐกิจไทย ด้วยสังคายนางบ-ปฏิรูปการเมือง

    “กรณ์” ฉายภาพวิกฤติเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย-เด็กเกิดน้อย-ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หนุนสังคายนางบฯ และปฏิรูปการเมือง

    ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวบรรยายในโครงการ DIP16 หัวข้อ ปัจจัยการเงินที่ส่งผลต่อประเทศ  ว่า  ระบบทุนนิยมเสรีที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกกำลังถูกท้าทายด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำ และ ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ขณะที่ไทยเน้นการทำกำไรโดยขาดกลไกถ่วงดุลและการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบหนักที่สุดต่อ คนรุ่นใหม่ ที่เผชิญภาวะค่าครองชีพแซงหน้ารายได้ ทั้งต้นทุนการมีบ้าน การหางาน การดูแลพ่อแม่ และการศึกษาของลูก   ซ้ำเติมด้วยการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่กำลังจัดระเบียบโครงสร้างสังคมใหม่

    นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก สะท้อนผ่านมูลค่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ที่ล่าสุดเกิดการเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มพลังงานและการเงิน ไปเป็น เทคโนโลยีและเอไอ 

    “เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ซ้ำเติมด้วยโครงสร้างประชากร เด็กเกิดน้อย สังคมผู้สูงอายุ และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยิ่งทำให้งบประมาณแผ่นดินติดล็อก โดย 69% ของงบประมาณ หมดไปกับรายจ่ายประจำและภาระผูกพัน ทั้งงบบุคลากรภาครัฐ 39.5%  งบสวัสดิการสังคม 15% งบชำระหนี้ 12.2% ดังนั้นหากรัฐบาลบริหารงบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่าย ขาดยุทธศาสตร์ระยะยาว เน้นโครงการประชานิยม และปล่อยให้มีการทุจริตเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจะเสี่ยงไร้ศักยภาพในการดูแลคนส่วนใหญ่ของประเทศ” นายกรณ์ กล่าว

    นายกรณ์ กล่าวว่าสิ่งที่เป็นทางออก คือ ต้องแก้ไขที่ภาคการเมืองเป็นจุดแรก ปรับบทบาทของรัฐ รื้อโครงสร้างงบประมาณ ใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างโปร่งใส และสร้างสวัสดิการที่ลดความเหลื่อมล้ำได้จริง ก่อนวิกฤตการคลังจะสายเกินแก้ และต่อมาคือสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับทักษะคน  พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อหาเงินเข้าประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1244825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qsl3zDcKtXIrms4zU4Zwf

  • ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ รัฐช่วยจ่ายค่าโรงแรม 50% สูงสุด 3,000 บาท หนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4

    ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ รัฐช่วยจ่ายค่าโรงแรม 50% สูงสุด 3,000 บาท หนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4

    ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ รัฐช่วยจ่ายค่าโรงแรม 50% สูงสุด 3,000 บาท หนุนเศรษฐกิจ บูมท่องเที่ยวไตรมาส 4

    “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เป็นโครงการ Co-payment ที่รูปแบบจะเหมือน “เราเที่ยวด้วยกัน” แต่พลัสสิทธิประโยชน์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับเพิ่มขึ้น

    โดยโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ในการกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเพียงอย่างเดียวในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนจากราคาน้ำมันและสงคราม

    โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” รัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พัก ค่าโรงแรมไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ์ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว 50% ประชาชนจ่ายเอง 50% เบื้องต้นจะสนับสนุนจำนวน 500,000 สิทธิ์ นักท่องเที่ยวได้รับการสนับสนุนสูงสุด 5 สิทธิต่อคน

    ไทยเที่ยวไทยพลัส 2569

    ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ วงเงิน 1,750 ล้านบาท รัฐช่วยจ่ายค่าโรงแรม 50% 

    วิจัยกรุงศรี ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงินว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมดำเนินโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ซึ่งเป็นมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) ในลักษณะเดียวกับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน วงเงิน 1,750 ล้านบาท

    โดยภาครัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านที่พักไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ์ และร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในสัดส่วน 50% ขณะที่ประชาชนรับผิดชอบ 50%

    โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าจะเปิดลงทะเบียนและเริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569

    วิจัยกรุงศรีมอง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ช่วยพยุงการบริโภค และท่องเที่ยว ไตรมาส 4 ปีนี้

    วิจัยกรุงศรีประเมินว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยพยุงการบริโภคและการท่องเที่ยวในประเทศในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่อาจเผชิญผลกระทบจาก Payback Effect ภายหลังสิ้นสุดมาตรการไทยช่วยไทยพลัสในช่วงสิ้นเดือนกันยายน

    อย่างไรก็ตาม ผลต่อเศรษฐกิจคาดว่าจะเป็นแรงหนุนในระยะสั้นเท่านั้น อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับขนาดหรือวงเงิน เงื่อนไขในการเข้าร่วมและรายละเอียดอื่นๆ ของโครงการ

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปียังเผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญ (El Niño)

    แม้ภาครัฐจะมีแผนลงทุนผ่านโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศภายใต้กรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาทแต่ยังต้องติดตามรายละเอียดของโครงการ ความรวดเร็วในการเบิกจ่าย และสัดส่วนการใช้วัตถุดิบหรือสินค้านำเข้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการลงทุน การจ้างงาน และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    เปิดเงื่อนไขการใช้สิทธิ์โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส 2569”

    • รัฐบาลสนับสนุนค่าที่พัก 50% ประชาชนจ่ายเอง 50%
    • สนับสนุนจำนวน 500,000 สิทธิ
    •  นักท่องเที่ยวได้รับสิทธิสูงสุด 5 สิทธิต่อคน
    • สนับสนุนอี-คูปองมูลค่า 500 บาทต่อสิทธิ์ ครอบคลุม ช้อปปิ้ง ทัวร์แบบ One Day Trip ร้านอาหาร รถเช่า
    • ใช้สิทธิได้ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ 
    • ใช้สิทธิ์ได้ทั้งในวันธรรมดาหรือวันหยุด
    • จองที่พักผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” 

    ไทยเที่ยวไทยพลัส ลงทะเบียนวันไหน

    ไทยเที่ยวไทยพลัส จะใช้งบประมาณ 1,750 ล้านบาท โครงการนี้แม้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) จะสรุปเงื่อนไขการใช้สิทธิ ไทยเที่ยวไทยพลัส แล้ว แต่ยังต้องนำโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เสนอไปยังคณะกรรมการชุดที่มีรองนายกศุภจี สุธรรมพันธ์ และเตรียมนำต่อที่ประชุมกรอ.ชุดใหญ่ที่มีนายกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานต่อไป  

    เมื่อเห็นชอบ ก็จะนำเสนอครม.เพื่อขอใช้งบกลาง มาดำเนินการ ซึ่งกำลังพิจารณาว่าทันงบกลางปี 2569 หรือไม่ เพื่อให้เรียบโครงการได้เร็ว ถ้าไม่ทันก็ต้องเสนอในงบประมาณกลางปี 2570 โดยคาดว่า ไทยเที่ยวไทยพลัส น่าจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ในช่วงปลายปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/664945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tEBiSZS7DmB_NbtlHJGKr