Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • TTB แนะ 5 กลยุทธ์ดัน SME โตยั่งยืนสวนกระแสเศรษฐกิจ

    TTB แนะ 5 กลยุทธ์ดัน SME โตยั่งยืนสวนกระแสเศรษฐกิจ

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ภายใต้ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีอัตราการขยายตัวเพียง 1.7% ซึ่งปรับตัวลดลงจาก 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าการเติบโตของภาคธุรกิจปีนี้ไม่สามารถพึ่งพาเพียงแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อีกต่อไป จึงได้นำเสนอแนวคิด “Growth Navigator” โดยมุ่งมั่นจะเป็นมากกว่าสถาบันการเงิน แต่พร้อมเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) อย่างครบวงจร

    ทั้งนี้ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ผู้ประกอบการ SME ยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายประการ ทั้งจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนการแข่งขันในตลาดที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้

    โดยโครงการ finbiz by ttb ได้เปิดมุมมอง 5 ประเด็นที่สำคัญเพื่อเป็นแนวทางช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถประเมินโอกาสทางธุรกิจ บริหารจัดการต้นทุนและสภาพคล่อง ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ได้แก่ 1.มองหาความต้องการใหม่ ไม่ยึดติดกับยอดขายเดิม ผู้ประกอบการควรทบทวนสินค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย และรูปแบบการให้บริการว่ายังคงตอบโจทย์ลูกค้าหรือไม่

    2.ใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรเงินทุน เวลา และทรัพยากรได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดความเสี่ยงจากการลองผิดลองถูก และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว, 3.นำ AI มาใช้กับงานที่เห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ เพื่อลดระยะเวลา ลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ และเพิ่มเวลาให้ทีมงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การดูแลลูกค้าและการพัฒนาธุรกิจ

    4.บริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมก่อนกระแสเงินสดสะดุด ต้องเน้นติดตามต้นทุนอย่างใกล้ชิด ประเมินกระแสเงินสดล่วงหน้า และเตรียมแผนสำรองสำหรับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อรักษาสภาพคล่องและป้องกันผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และ 5.พึ่งพาพันธมิตรเพื่อเติมเต็มศักยภาพที่ขาดหาย SME ไม่จำเป็นต้องสร้างสรรค์หรือลงทุนในทุกความสามารถด้วยตนเองเพียงลำพัง การแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจที่เหมาะสม จะช่วยเติมเต็มจุดอ่อนที่ธุรกิจยังขาดอยู่ การเติบโตของ SME ในยุคปัจจุบันจึงมุ่งเน้นไปที่การเติบโตผ่านระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เกื้อหนุนและเสริมสร้างศักยภาพซึ่งกันและกัน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/849698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L2of-AcTdCeXTV7-F_3DL

  • “ศิริกัญญา” ชี้ภาษีสหรัฐฯ แค่ทีเซอร์ ยังไม่กระทบเศรษฐกิจไทย ห่วงปมแรงงานบังคับ จี้รัฐเปิดข้อมูลเจรจา

    “ศิริกัญญา” ชี้ภาษีสหรัฐฯ แค่ทีเซอร์ ยังไม่กระทบเศรษฐกิจไทย ห่วงปมแรงงานบังคับ จี้รัฐเปิดข้อมูลเจรจา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/163345&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BWt9w-kpc4_V_gwcHqZyF

  • เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท

    เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท

    กระทรวงการคลังระบุว่าเศรษฐกิจไทยมี 2 จุดอันตรายที่ต้องจับตา คืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 6 แสนล้านบาทในเวลาเพียง 2 เดือน พร้อมเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ 3 ด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การรองรับสังคมสูงอายุ และการเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อดึงศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3% ขึ้นไป

    ขณะเดียวกันยังยืนยันพร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าถูกหลอกนำชื่อไปจดทะเบียนเป็นกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้น จนระบบประเมินว่ามีรายได้สูงกว่าความเป็นจริงและเสียสิทธิไป

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 หัวข้อ ‘ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ’ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาการคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจ ไปจนถึงความเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะข้างหน้า

    ปัญหาอยู่ที่ฐานข้อมูล ไม่ใช่หลักเกณฑ์คัดกรอง

    เอกนิติระบุว่า ไทยไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี การอัปเดตข้อมูลรอบนี้จึงมีขึ้นเพื่อให้คนที่ยากจนจริงเข้าสู่ระบบสวัสดิการได้ ซึ่งการคัดกรองครั้งนี้ดึงคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน

    ส่วนกรณีผู้ที่เคยมีสิทธิแล้วหายไป หรือผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ เอกนิติมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์การคัดกรอง แต่อยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐบางส่วนที่ไม่ได้อัปเดตเท่าที่ควร ทั้งข้อมูลการถือครองสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและข้อมูลด้านอื่น

    ขณะเดียวกัน การคัดกรองรอบนี้ยังทำให้ผู้ที่ถูกหลอกนำชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทรู้ตัวและแก้ไขได้ โดยเอกนิติระบุว่ามีผู้เสียหายไปแจ้งความจำนวนมาก และรัฐบาลอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อจัดการกับบริษัทที่นำชื่อประชาชนไปใช้ ก่อนคืนสิทธิให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

    “ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ข้อมูล ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของการถือสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและอื่นๆ แต่ถ้าคิดอีกอย่าง หากไม่มีการสำรวจใหม่ เราก็จะไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร และไม่ได้มีการแก้ไข คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆ อาจจะมากกว่านี้ ซึ่งผมเห็นคนไปแจ้งความจำนวนมาก กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่า เราถูกหลอก เราจะต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิให้”

    5 ล้านคนวัยทำงาน กับเป้าหมายพาออกจากระบบสวัสดิการ

    ข้อมูลอีกชุดที่ได้จากการสำรวจรอบนี้คือ จากผู้ลงทะเบียนกว่า 18 ล้านคน มีผู้ผ่านเกณฑ์ราว 9 ล้านคน และในจำนวนนี้เป็นผู้ที่อยู่ในวัยทำงานอายุ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี

    จุดนี้ต้องได้รับการแก้ไข เพราะการปล่อยให้คนกลุ่มนี้มีรายได้ระดับดังกล่าวต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทางออก รัฐบาลจึงจะนำข้อมูลส่วนนี้ไปออกมาตรการจัดหางานหรือเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้และหลุดจากความยากจนโดยไม่ต้องพึ่งสวัสดิการไปตลอด ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการยังได้รับสวัสดิการในส่วนของตนเองตามปกติ

    โดยงบประมาณไม่ใช่ข้อจำกัด เพราะแต่ละปีรัฐใช้งบสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ขณะที่ปัจจุบันไทยมีสวัสดิการดูแลประชาชนมากถึง 72 ประเภท แต่ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการดูแล

    “หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ” เอกนิติกล่าว

    เครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลเตรียมใช้กับกลุ่มฐานรากคือโครงการ ไทยช่วยไทย Plus ซึ่งจะนำ AI ชื่อ ‘นกกระซิบ’ มาสอนพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนทั่วไปใช้งาน ทั้งการวิเคราะห์ยอดขาย วางแผนต้นทุน และทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อให้นำข้อมูลไปใช้เป็นหลักฐานขอสินเชื่อจากธนาคาร และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

    ปฏิรูป 3 ด้าน ดึงศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3%

    การเพิ่มทักษะแรงงานยังเป็นหนึ่งในสามด้านที่เอกนิติระบุว่าต้องปฏิรูป ประกอบด้วยการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ การปฏิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และการปฏิรูปทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อให้แรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ได้

    เอกนิติระบุว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยลดลงจากที่เคยโต 5-7% เหลือ 2.7% ขณะที่คนไทยเกิดน้อยลงและมีผู้สูงอายุมากขึ้น สิ่งที่ต้องทำจึงมี 3 เรื่อง คือทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น, ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้ศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3% ขึ้นไป

    นั่นเพราะโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาการค้าระหว่างกัน การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) จึงเป็นเครื่องมือที่ไทยจำเป็นต้องใช้ ขณะเดียวกันการย้ายฐานการผลิตท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าก็เป็นโอกาสของไทย สะท้อนจากตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นมาก และส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอนาคต โดยได้เปิดทางให้ Direct PPA ดำเนินการได้โดยไม่มีโควตา เพื่อให้พลังงานสะอาดเกิดเร็วขึ้น สอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซนเตอร์ที่เข้ามามากขึ้น

    เอกนิติยังระบุว่า เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนยุคใหม่จะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยกำหนดให้การลงทุนมาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย ตัวอย่างที่เห็นแล้วคืออุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่จากจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งเริ่มใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจากผู้ประกอบการไทยแล้วราว 40 ราย

    ส่วนทักษะขั้นสูงที่ไทยยังขาดแคลน เช่น AI หรือยานยนต์สมัยใหม่ เอกนิติระบุว่ารัฐบาลร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน เตรียมพิจารณาออกวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ เพื่อเข้ามาทำงานและถ่ายทอดความรู้ในระยะแรก ควบคู่กับการลดขั้นตอนการขออนุญาตผ่านโครงการ BOI Fast Pass

    อีกด้านคือการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยผู้ที่ใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับการคืนภาษีทันที ซึ่งเอกนิติระบุว่าไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาคืนภาษีให้ SME ไปแล้วราว 80,000 ล้านบาทในไตรมาสเดียว

    ไฟแดง 2 จุด เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    เอกนิติเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเครื่องบินที่บินเอียงมาตลอด เพราะพึ่งพาเครื่องยนต์เดียวคือการส่งออก เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ ไทยจึงแย่ตาม ขณะที่ภาพในประเทศยังอ่อนแอทั้งการลงทุนและการบริโภค ส่วนการที่ภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    แนวทางที่เอกนิติระบุว่าทำมาตลอด 7 เดือนในตำแหน่งคือการให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยการลงทุนภาคเอกชนโตราว 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% เพราะการโตด้วยการลงทุนดีกว่าการโตด้วยการบริโภคที่ใช้แล้วหมดไป

    อย่างไรก็ตาม เอกนิติระบุว่ายังมีไฟแดง 2 จุดที่ต้องจับตา จุดแรกคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จากที่ติดลบในไตรมาสแรกของปีนี้ มาอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาส 2 ตามราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภค

    จุดที่สองคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดย 2 เดือนที่ผ่านมาไทยขาดดุล 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท ซึ่งเอกนิติระบุว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดให้เร็วที่สุด

    “ผมยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย” เอกนิติกล่าว

    สำหรับเม็ดเงินที่จะใช้ลงทุน เอกนิติระบุว่ามาจาก 3 ส่วนหลัก คือการลงทุนภาคเอกชน, การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Future Fund ซึ่งภายในปีนี้คาดว่าจะเริ่มเบิกใช้ราว 20,000 ล้านบาทในโครงการสำคัญ เช่น การต่อยอดระบบทางด่วน และการขยายโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่รองรับพลังงานสะอาด

    วางเอกชนเป็นกองหน้า รัฐเป็นกองกลาง

    สำหรับวิธีทำงานร่วมกับภาคเอกชน เอกนิติเปรียบการทำงานภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เหมือนทีมฟุตบอล โดยให้เอกชนเป็นกองหน้า ส่วนรัฐบาลเป็นกองกลางที่คอยจ่ายบอลให้เอกชนทำประตู ผ่านงานด้านการคลัง การส่งเสริมการค้า การเพิ่มทักษะแรงงาน และการลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

    งานที่ทำภายใต้กรอบนี้ครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างการผลิต การสร้างตาข่ายทางสังคมรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย

    ขณะที่กองหลังในนิยามของเอกนิติคือเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือและนักลงทุนทั่วโลก

    ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในเดือนตุลาคมนี้ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นครั้งที่ 2 หลังเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2534 โดยเอกนิติคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน และเกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอกชนไทยกับนักธุรกิจต่างชาติที่เดินทางมาพร้อมผู้นำและรัฐมนตรีคลังจากทั่วโลก

    ในเวทีดังกล่าว ไทยเตรียมเสนอบทบาท ‘Connector Economy’ หรือการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประเทศมหาอำนาจที่กำลังแบ่งขั้วกัน พร้อมผลักดัน 4 ประเด็นหลัก คือการนำ AI มาช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและพัฒนาทักษะประชาชน การเป็นต้นแบบการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะคนผ่านความร่วมมือกับต่างชาติ และบทบาทการเป็นผู้เชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับโลก ควบคู่กับการนำเสนอสินค้าชุมชน อาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

    “การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย” เอกนิติกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekniti-economy-inflation-deficit-welfare-reform/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39gYwI_7uDHWd4_qs3AP6M

  • ปัจจัยและทางเลือกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (2)

    ปัจจัยและทางเลือกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (2)

    ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงการที่ประเทศไทยกำลังจะได้รับประโยชน์จากกระแสการเร่งลงทุนในเอไอ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และได้ช่วยให้มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีของประเทศไทยจะขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้เดิม

    ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในตลาดหุ้นของไทย แต่การจะมุ่งหวังพึ่งพาเอไอให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยนั้นจะเป็นการพัฒนาประเทศแบบเดิมๆ คือการ “ตามกระแสโลก” มากกว่าการกำหนดชะตากรรมของประเทศด้วยตัวเอง

    การต้องปรับตัวและการแสวงหาโอกาสจากกระแสและความเปลี่ยนแปลงของโลกนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสมในระดับหนึ่ง เช่น ในช่วงวิกฤติพลังงานเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ไทยก็ได้ว่าจ้างให้บริษัทพลังงานของต่างประเทศมาทำการสำรวจจนค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย

    และสามารถชักชวนให้มีการลงทุนพัฒนาแก๊สธรรมชาติและการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมของประเทศไทย  

    ต่อมาไทยก็โชคดีที่ประเทศญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตเพราะเงินเยนแข็งค่า และเรามีคู่แข่งในภูมิภาคน้อยมาก (อินโดจีนเพิ่งหยุดรบกัน อินเดีย อินโดนีเซียยังไม่เปิดประเทศ) เราจึงได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากการที่ญี่ปุ่นมาตั้งฐานการผลิตรถยนต์ที่ประเทศไทย ต่อมาไทยก็ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศของจีนทำให้คนจีนออกมาท่องเที่ยวในต่างประเทศมากขึ้นเป็นต้น

    แต่มาวันนี้ ไทยมีคู่แข่งมากมาย (เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฯลฯ) สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเป็นมหามิตรก็ไม่ค่อยเป็นมิตร ประชากรไทยมีจำนวนลดลงและกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว นโยบายการการเงินการคลังก็ไม่มีกระสุนเหลือ ดังที่กล่าวไปในตอนที่แล้ว นอกจากนั้นก็ยังต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อน และความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์

    จึงทำให้ผมเป็นห่วงว่า การอาศัยแนวทางเดิมคือ การตามกระแสโลกในภาวะปัจจุบัน (ที่ไม่เอื้ออำนวยมากนัก) จะไม่สามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เกินกว่า 2-3% ต่อปี ดังที่เกิดขึ้นแล้วในช่วงหลังจากการระบาดของระบบโควิด 19

    ซึ่งเป็นช่วงที่จีดีพีไทยขยายตัวได้เฉลี่ยเพียง 2.36% ต่อปี นับได้ว่าการฟื้นตัวของประเทศไทยต่ำกว่าเกณฑ์ในอดีตและต่ำกว่าการฟื้นตัวของประเทศอื่นๆในโลกอย่างมาก

    ผมได้เคยเขียนเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐานของไทย โดยการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติมาเป็นการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และพลังงานทางเลือกอื่นๆ โดยการปฏิรูปการผลิตไฟฟ้าเป็นหลักไม่ใช่การเร่งการใช้รถอีวี ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นตามกลไกตลาดเสรีอยู่แล้ว

    ในอีกด้านหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นโอกาสของไทยคือ การขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยนจากภาคการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์สันดาปภายในเป็นหลัก (ซึ่งมีสัดส่วนการนำเข้าสูง)

    โดยหันมามุ่งเน้นการผลิตอาหารและการให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่จะต้องพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness tourism) โดยให้ทั้ง 2 สาขานี้ได้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    เหตุผลหลักเหตุผลหนึ่งคือ ผมเชื่อว่าสินค้าอุตสาหกรรมนั้น ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะจากประเทศจีนและอินเดีย ในขณะเดียวกันก็ยังต้องเผชิญกับนโยบายกีดกันการค้าที่พุ่งเป้าไปที่สินค้าอุตสาหกรรมซึ่งมีแต่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ในด้านอาหารและการท่องเที่ยวนั้น ประเทศไทยน่าจะมีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงกว่าและมีกระแสกีดกันน้อยกว่า

    ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของอาหารนั้น ประเทศจีนขาดดุลสุทธิด้านอาหารมากขึ้นทุกปี ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดปี 2568 จีนนำเข้าอาหารสุทธิมากถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ (5.04 ล้านล้านบาท) แต่ในด้านสินค้าอุตสาหกรรมนั้น จีนมีแต่จะครองสัดส่วนตลาดโลกเพิ่มขึ้นทุกปี

    ส่วนที่ผมอยากจะกล่าวถึงในรายละเอียดคือ ปัจจัยที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ได้แก่ การแก่ตัวของประชากรไทยที่เร่งตัวขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และจะรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีกใน 15 ปีข้างหน้า (ตารางประกอบ)

    ปัจจัยและทางเลือกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (2)

    สำหรับปี 2533 ถึง 2568 นั้นเป็นข้อมูลของทางการไทย ส่วนข้อมูลสำหรับปี 2573 และ 2583 นั้น เป็น การคาดการณ์ของผมเองโดยประเมินจากแนวโน้มในช่วงหลังการฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด 19 จะเห็นได้ว่า ประชากรไทยแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะการเกิดของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต้นทศวรรษ 60 ถึงปลาย 70 คนกลุ่มนี้เข้าสู่วัยกลางคนและเริ่มแก่ตัวลงตั้งแต่ปลายทศวรรษ 90 เป็นต้นไป

    ในตอนต่อไป ผมจะขยายความเกี่ยวกับข้อมูลข้างต้น แต่ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า จำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 4 ล้านคนในปี 2533 มาเป็น 14 ล้านคนในปี 2568 และอายุมัธยฐาน (median age) ของประชากรไทยก็เพิ่มขึ้นจาก 24.6 ปี มาเป็น 41.5 ปีในช่วงเดียวกัน

    นอกจากนั้น คนที่อยู่ในวัยทำงานก็เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ปี 2563 จึงกล่าวได้ว่า ประชากรไทยเปลี่ยนจากประชากรที่หนุ่มแน่นมาเป็นประชากรวัยกลางคนในปี 2568 ครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1244616&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35OybiaruRV9oqpIcXijnc

  • “เอกนิติ” รับ สมุดปกน้ำเงิน สมาพันธ์ SME ปลดล็อกปัญหา ดันสู่วาระแห่งชาติ

    “เอกนิติ” รับ สมุดปกน้ำเงิน สมาพันธ์ SME ปลดล็อกปัญหา ดันสู่วาระแห่งชาติ

    “เอกนิติ” รับ สมุดปกน้ำเงิน สมาพันธ์ SME ปลดล็อกปัญหา ดันสู่วาระแห่งชาติ

    สมาพันธ์ SME ไทย มอบ สมุดปกน้ำเงิน สู่รัฐบาล หวังยกระดับ ปลดล็อกปัญหารายย่อย สู่วาระแห่งชาติ ด้าน เอกนิติ ชี้ AI สร้างแต้มต่อ SME ทุกมิติ รับปากช่วยเต็มที่

    ครั้งแรก สมาพันธ์ SME ไทย รวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของผู้ประกอบการ MSME และยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจฐานราก ต่อรัฐบาล ผ่าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในงาน THAI MSME FORUM 2026 ซึ่งมีผู้ประกอบการ MSME สมาชิกสมาพันธ์ เครือข่ายธุรกิจ ภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรพันธมิตรจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 1,400 คน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการไทย

    นายเอกนิติ กล่าวภายหลังการรับสมุดปกน้ำเงินว่า รัฐบาลจะต่อยอดจากวาระในสมุดปกน้ำเงิ ประกอบด้วย การใช้ AI เพื่อลดต้นทุนให้รายย่อย เพื่อลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านการวิเคราะห์ยอดขาย การทำบัญชี และการวิเคราะห์ต้นทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคลากรเฉพาะทาง

    “เอกนิติ” รับ สมุดปกน้ำเงิน สมาพันธ์ SME ปลดล็อกปัญหา ดันสู่วาระแห่งชาติ

    การปฏิรูประบบภาษีด้วยดิจิทัล ซึ่งรัฐบาลมีโครงการที่จะนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการตรวจสอบภาษีเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น รวมถึงการสร้าง “แต้มต่อ” ทางภาษี โดยให้สิทธิประโยชน์หรือแต้มต่อทางภาษีแก่ผู้ประกอบการที่ปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัล

    ที่สำคัญคือการผลักดันความร่วมมือระหว่างบริษัทใหญ่และรายย่อย สนับสนุนให้บริษัทขนาดใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าถึงและใช้งานระบบดิจิทัลต่าง ๆ ได้

    นอกจากนี้ต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในตลาดโลก โดยเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการใช้โอกาสนี้ในการปรับตัวเพื่อรองรับกฎหมายใหม่ ๆ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการขยายตลาดให้กว้างขึ้น เนื่องจากปัจจุบันคู่แข่งจากต่างประเทศสามารถส่งสินค้ากระจายไปทั่วโลกได้แล้ว หากไทยไม่ปรับตัวจะเสียเปรียบในการแข่งขัน

    ขณะที่ นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย  เปิดเผยถึงรายละเอียดในสมุดปกน้ำเงิน ว่า สมุดปกน้ำเงินฉบับนี้รวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของผู้ประกอบการ MSME และยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจฐานราก ผ่าน 5 วาระสำคัญ ได้แก่

    1. สร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางการค้า ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และส่งเสริมการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

    2. สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ด้วยกลไกทางการเงินที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการ

    3. สร้างโอกาสผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเร่งการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    4. สร้างโอกาสด้วยกติกาที่เป็นธรรม ผ่านการปรับปรุกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนของภาครัฐ ให้สะดวกโปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

    5. สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ด้วยการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

    “เอกนิติ” รับ สมุดปกน้ำเงิน สมาพันธ์ SME ปลดล็อกปัญหา ดันสู่วาระแห่งชาติ

    นายณพพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าผู้ประกอบการ MSME ไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ต้องการระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาด แหล่งทุน เทคโนโลยี และแข่งขันได้ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม หากประเทศไทยสามารถปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่รอด เติบโต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    ดังนั้นสมาพันธ์ SME ไทย จึงขอเสนอให้ ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายย่อยและรายเล็กในทุกมิติ เพราะ MSME ไม่ใช่เพียงผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เป็นรากฐานของการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกชุมชน

    การส่งมอบสมุดปกน้ำเงินในครั้งนี้ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและภาครัฐ ในการผลักดันข้อเสนอที่ตั้งอยู่บนข้อมูลและประสบการณ์จริงของผู้ประกอบการสู่การกำหนดนโยบายของประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/745987&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Rvt7ThgKyYZ8iX6XhuX2C

  • นโยบายค่าเงินไทย..สู่โจทย์ใหม่ความโปร่งใส.!

    นโยบายค่าเงินไทย..สู่โจทย์ใหม่ความโปร่งใส.!

    การประกาศรายงานนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ฉบับล่าสุดประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจสะท้อนถึงการปรับตัวของประเทศไทย ในเวทีการค้าระดับโลก แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงมีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีประเทศ ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Monitoring List) แต่นัยสำคัญทางเศรษฐกิจกลับส่งสัญญาณเชิงบวก มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

    ย้อนกลับไปการประเมินรอบก่อนหน้านี้ ไทยเข้าข่ายตามเกณฑ์ของสหรัฐฯ ถึง 2 ใน 3 ข้อ ได้แก่ การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูง และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินขอบเขต 3% ของ GDP แต่รายงานฉบับล่าสุด สถิติเศรษฐกิจของไทยกลับปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยไทยหลุดจากเกณฑ์ดุลบัญชีเดินสะพัด หลังสัดส่วนลดลงมาอยู่ที่ 2.8% ของ GDP ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

    สาเหตุหลักที่ทำให้ไทยยังไม่สามารถหลุดออกจาก Monitoring List ได้โดยสมบูรณ์รอบนี้ คือ ยอดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นแตะระดับ 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโครงสร้างการส่งออกของไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งและได้อานิสงส์จากการห่วงโซ่อุปทานใหม่ แต่ขณะเดียวกันกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายกำหนดนโยบายของสหรัฐฯ ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

    ในส่วนการแทรกแซงค่าเงินรายงานยืนยันชัดเจนว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้มีพฤติกรรมบิดเบือน ค่าเงินการเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิไทย คิดเป็นเพียง 1.8% ของ GDP ที่ยังอยู่ภายใต้เกณฑ์กำหนด อีกทั้งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยอมรับว่า การดำเนินงานของธปท. มีเป้าหมายเพื่อ “ลดความผันผวนและรักษาเสถียรภาพ” มากกว่าการพยายามสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม

    จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจที่สุดในรายงานรอบนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขการประเมิน 3 เกณฑ์หลักเท่านั้น แต่เป็น “ขอบเขตการติดตาม” ที่สหรัฐฯ ขยายไปสู่เครื่องมือบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายเชิงลึกสหรัฐฯ เริ่มให้ความสนใจกับกลไกตลาดการเงิน เช่น การทำธุรกรรม FX Swap, Forward และมาตรการดูดซับสภาพคล่อง รวมถึงกฎเกณฑ์กำกับดูแลการนำเงินตราต่างประเทศกลับเข้าประเทศ และมาตรการชะลอความผันผวนในตลาดทองคำ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่า หากไทยยังรักษาระดับดุลบัญชีเดินสะพัดให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ได้ต่อเนื่อง ไทยจะมีโอกาสสูงมากที่จะหลุดออกจากบัญชี Monitoring List ในการประเมินรอบถัดไป ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างมหาศาล

    โจทย์ใหญ่ของไทยระยะข้างหน้าจะไม่ใช่เพียงแค่การทำตัวเลขให้อยู่ภายใต้เกณฑ์ประเมินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความโปร่งใส (Transparency) ในการสื่อสารนโยบายการเงินและการใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่ชัดเจน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากการถูกเพ่งเล็งในระยะยาว

    จากรายงานฉบับบดังกล่าว ถือเป็นทั้ง “ข่าวดี” และ “คำเตือน” ไปพร้อกัน.! “ข่าวดี” คือพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยเริ่มกลับเข้าสู่จุดสมดุลมากขึ้น ส่วน “คำเตือน” คือโลกการเงินยุคใหม่ กำลังเฝ้ามองทุกเครื่องมือเชิงนโยบายอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา…!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/849585&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z-lqb0m7ELwCK5_bqjY4n

  • ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ดันลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ

    ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ดันลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ

    ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ดันลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ

    วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.15 น.

    ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ดันลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ

    นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เปิดประชุม Thailand–Japan Bio Business Roundtable เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมชีวภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัยของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม

    นายภาสกร กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เน้นย้ำการผลักดัน BCG ให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า การพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการ ทั้งในและต่างประเทศ

    นายภาสกร กล่าวว่า ไทยมีความพร้อมด้านทรัพยากรชีวภาพและวัตถุดิบทางการเกษตรที่หลากหลาย ขณะที่ญี่ปุ่นมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ หากทั้ง 2 ประเทศสามารถผสานจุดแข็งร่วมกัน จะช่วยต่อยอดการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพของทั้ง 2 ประเทศ นำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งการประชุมครั้งนี้ เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมชีวภาพของทั้ง 2 ประเทศ พร้อมทั้งนำเสนอศักยภาพ และความเชี่ยวชาญของหน่วยงานและบริษัทที่เข้าร่วม เพื่อแสวงหาโอกาสในการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี การลงทุน และการดำเนินธุรกิจร่วมกันในอนาคต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชีวภาพ

    ทั้งนี้ บริษัทจากญี่ปุ่นได้ร่วมนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ ขณะที่ผู้แทนฝ่ายไทยนำเสนอศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของไทย ก่อนร่วมประชุมโต๊ะกลมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มอุตสาหกรรมชีวภาพ ประเด็นความสนใจร่วม โอกาสความร่วมมือด้านวิจัย ตลอดจนแนวทางการต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในระยะต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/979684&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a0wtWYhKYvvl1v9ESBgDN

  • ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดบวก รับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดบวก รับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (24 ก.ค.) หลังมีข้อมูลบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเดือนก.ค.ที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยหนุนความต้องการใช้ทองแดง

    สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 1.40 เซนต์ หรือ +0.22% ปิดที่ 6.3575 ดอลลาร์/ปอนด์

    เอสแอนด์พี โกลบอลระบุว่า ดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นเดือนก.ค.ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 53.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน จากระดับ 51.9 ในเดือนมิ.ย.

    ดัชนี PMI ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐฯ โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคบริการ จากการที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ส่งผลให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน และความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจพุ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน

    ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 1.6% สู่ระดับ 628,000 ยูนิตในเดือนมิ.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 609,000 ยูนิต จากระดับ 618,000 ยูนิตในเดือนพ.ค.

    ยอดขายบ้านใหม่ในสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือนในเดือนมิ.ย. หลังผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เสนอส่วนลดจำนวนมาก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอ

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/621906&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LxMUH5vYiCABWMIm7djbk

  • ผ่าทางรอดเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ข้อเสนอจากหัวใจภาคเอกชน

    ผ่าทางรอดเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ข้อเสนอจากหัวใจภาคเอกชน

    ผ่าทางรอดเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ข้อเสนอจากหัวใจภาคเอกชน

    ผ่าทางรอดเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ข้อเสนอจากหัวใจภาคเอกชน

    อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยเราจะได้เปิดประตูต้อนรับการมาเยือนของท่านประธานาธิบดีเมียนมา ฯพณฯท่านพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมา เราจะพบว่าสองประเทศไม่เคยแยกออกจากกันได้เลย ไม่ว่าจะในมิติของภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือห่วงโซ่อุปทานทางการค้า และในห้วงเวลาที่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เดินทางมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ ในฐานะของคนที่ทำงานใกล้ชิดกับภาคธุรกิจและเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงตามแนวชายแดนมาโดยตลอด ผมคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่เราจะต้องหันกลับมามอง “ความเป็นจริง” ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมีสติและเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ครับ

    หัวใจสำคัญที่ภาคเอกชนและสังคมกำลังจับตามอง คือผลลัพธ์ของมาตรการทางเศรษฐกิจที่เมียนมานำมาใช้ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะนโยบาย 100 วัน (100-Days Policy) ที่กำหนดให้มูลค่าการนำเข้าจะต้องเท่ากับมูลค่าการส่งออก หรือหลักการ Import-Export Balance ที่บังคับให้ต้องส่งออกก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ในการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า แน่นอนว่าหากมองในมุมของรัฐบาลเมียนมา

    นโยบายนี้ตั้งอยู่บนความพยายามที่จะสงวนสำรองเงินตราต่างประเทศไว้ในยามวิกฤต แต่ในทางปฏิบัติทางการค้าสากล นโยบายนี้กลับกลายเป็นพันธนาการที่ตึงแน่น จนทำให้ระบบเศรษฐกิจแทบหยุดหมุน เพราะในโลกความเป็นจริง พ่อค้าชายแดนที่นำเข้าปุ๋ยเคมี ยารักษาโรค เครื่องอุปโภค-บริโภค หรืออาหารแปรรูป ไม่ได้เป็นเจ้าของสัมปทานการส่งออกก๊าซธรรมชาติหรือแร่ธาตุ การบังคับให้เกิดการจับคู่สมดุลทางการค้า ในระดับผู้ประกอบการรายย่อย จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากยิ่ง

    ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ใช่การประหยัดเงินดอลลาร์ แต่เป็นการดันให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล จากการควานหามูลค่าสินค้าหรือ Earning Money จากใบอนุญาตส่งออกในตลาดมืด สินค้าจำเป็นในท้องตลาดเริ่มขาดแคลน อัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงขึ้น และสุดท้ายช่องทางทางการค้าที่ถูกกฎหมายก็ถูกบีบให้แคบลง จนการค้านอกระบบและตลาดมืดกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งอย่างน่าเสียดาย

    ปรากฏการณ์เหล่านี้กำลังส่งสัญญาณที่น่ากังวลว่า โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเมียนมา กำลังถูกดึงให้ถอยหลังกลับไปสู่บรรยากาศในยุคทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นยุคที่การค้าถูกควบคุมโดยรัฐอย่างตึงตัว ประชาชนและภาคธุรกิจต้องพึ่งพาการค้านอกระบบเพื่อความอยู่รอด และถูกตัดขาดจากระบบการเงินสากล การปฏิรูปเศรษฐกิจที่เมียนมาเคยเปิดรับและสั่งสมมาตลอดนับสิบปีที่ผ่านมา กำลังถูกท้าทายด้วยมาตรการบริหารจัดการภาวะวิกฤตแบบโบราณ ซึ่งผลกระทบของมันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขการค้าชายแดนที่ซบเซาลง แต่กำลังบาดลึกเข้าไปถึงเนื้อในของสังคมและสาธารณสุขอย่างน่าตกใจ

    เมื่อมาตรการนำเข้าสินค้าถูกคุมเข้ม ยารักษาโรคเรื้อรัง เวชภัณฑ์พื้นฐาน และปุ๋ยเคมีทางการเกษตร กลายเป็นของหายาก และมีราคาแพงเกินกว่าที่ประชาชนคนธรรมดาจะเข้าถึงได้ โรงพยาบาลในประเทศเมียนมาต้องรับศึกหนักจากการขาดแคลนยา บุคลากรทางการแพทย์ที่ส่วนหนึ่งหลุดออกจากระบบ ระบบการฉีดวัคซีนพื้นฐานและโครงการป้องกันโรคติดต่อที่เคยทำได้ดีต้องหยุดชักงักลง ส่งผลให้โรคระบาดเดิม ๆ ที่เคยควบคุมได้เริ่มกลับมาระบาดใหม่อีกครั้ง

    ขณะเดียวกัน ในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ การขาดแคลนปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ จะทำให้ผลผลิตตกต่ำลง ซ้ำเติมความยากจนและปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ผลกระทบทั้งหมดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในฝั่งประเทศเมียนมา แต่ได้ทะลักล้นข้ามแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินมายังประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โรงพยาบาลฝั่งชายแดนของไทยต้องรับภาระดูแลผู้ป่วยหนัก และหญิงตั้งครรภ์ที่ข้ามมารักษาตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความกดดันทางเศรษฐกิจและภาวะความไม่สงบ ก็บีบบังคับให้เกิดการย้ายถิ่นฐานและการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามายังฝั่งไทยในปริมาณมาก

    อย่างไรก็ตาม การมองเห็นปัญหาไม่ได้มีไว้เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ แต่มีไว้เพื่อหา “ทางออกร่วมกัน” ในฐานะประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ประตูทางการทูตและความร่วมมือในครั้งนี้ คือโอกาสทองที่เราจะเปลี่ยนจากความตึงเครียดไปสู่การสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเริ่มจากการ “ปรับกรอบความคิด” ในการทำงานร่วมกันใหม่

    ประการแรก ในมิติทางการค้า รัฐบาลเมียนมาอาจพิจารณาผ่อนปรนมาตรการ Import-Export Balance โดยการสร้างช่องทางพิเศษ หรือ Fast-track ให้กับสินค้ากลุ่มที่เป็น “สายป่านของชีวิตและเศรษฐกิจพื้นฐาน” นั่นคือ ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ สินค้าอุปโภค ปุ๋ยเคมี และวัตถุดิบการเกษตร เพราะการเปิดให้สินค้าเหล่านี้ไหลเวียนได้ตามปกติ ไม่ได้เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้พ่อค้าฝั่งไทย แต่คือการอัดฉีดสารอาหารกลับเข้าไปในภาคการเกษตรและการผลิตของเมียนมาเอง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกและสร้างผลผลิตส่งออกกลับมาเป็นเงินตราต่างประเทศได้ในระยะยาว มันคือการมองการนำเข้าในฐานะ “วัตถุดิบเพื่อการเติบโต” ไม่ใช่แค่การเสียดายเงินตราต่างประเทศเพียงทางเดียวครับ

    ประการต่อมา ในมิติสาธารณสุขและมนุษยธรรม ประเทศไทยพร้อมเสมอที่จะเป็นพันธมิตรที่เคียงข้างในฐานะเพื่อนบ้าน การจัดตั้งกลไกความร่วมมือสาธารณสุขชายแดนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้การจัดส่งเวชภัณฑ์และวัคซีนพื้นฐาน ข้ามแดนเป็นไปได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และทันท่วงที การคัดกรองและป้องกันโรคระบาดร่วมกันตามแนวชายแดน จะช่วยลดภาระทางการแพทย์ของทั้งสองฝั่ง และที่สำคัญที่สุดคือ มันจะช่วยปกป้องชีวิตของประชาชนริมชายแดนให้อยู่รอดปลอดภัยจากวิกฤตสุขภาพนั่นเอง

    ประการสุดท้าย ในมิติของแรงงานและการเคลื่อนย้ายประชากร เราต้องยอมรับว่าแรงงานเมียนมา คือขุมกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทย การเร่งรัดกระบวนการจัดทำเอกสารรับรองบุคคล (CI) และการพิสูจน์สัญชาติให้ยืดหยุ่น โปร่งใส และรวดเร็ว และการยกระดับแรงงานจากแรงงานไร้ทักษะ เป็นแรงงานที่มีทักษะ จะช่วยนำแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน

    ประเทศเมียนมาเองก็จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล จากการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานผ่านระบบธนาคารที่ตรวจสอบได้ ซึ่งจะเข้ามาช่วยเติมสภาพคล่องให้กับครอบครัวนับล้านในประเทศเมียนมา ควบคู่ไปกับการกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ที่กัดเซาะความมั่นคงตามแนวชายแดนครับ

    จะเห็นว่าทางรอดของไทยและเมียนมาในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การปิดประตูหรืองัดง้างนโยบายใส่กัน แต่คือการเดินหน้าด้วยความเข้าใจในความจำเป็นของกันและกัน เสถียรภาพตามแนวชายแดน ความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุข และการค้าที่ไหลเวียนได้อย่างสมดุล คือรากฐานที่แท้จริงที่จะยึดโยงสองประเทศไว้ด้วยกันอย่างยั่งยืน และภาคเอกชนไทยพร้อมเสมอที่จะเป็นสะพานเชื่อม ร่วมตั้งคณะทำงานเชิงรุกทางเทคนิค เพื่อเปลี่ยนข้อเสนอเหล่านี้ ให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองฝั่งแผ่นดินครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/664951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aHqSJRlLCw9hWkwAAT2nS

  • “อนุทิน” ชูบทบาทแม่ทัพเศรษฐกิจ กางผลสำเร็จทีมไทยแลนด์โรดโชว์จีน

    “อนุทิน” ชูบทบาทแม่ทัพเศรษฐกิจ กางผลสำเร็จทีมไทยแลนด์โรดโชว์จีน

    ได้ยินมาว่าเป็นที่ปลื้มใจกันทั้งตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล หลังภารกิจนำ “ทีมไทยแลนด์” บุกแดนมังกรของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย ไม่เพียงยกระดับความสัมพันธ์ไทย-จีน ในฐานะ “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ยังได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนจีนอย่างเป็นรูปธรรม

    การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นภารกิจสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้เปิดภาพ “แม่ทัพเศรษฐกิจ” นำทีมไทยแลนด์บุก 3 เมืองเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยผนึกกำลังคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและผู้บริหารระดับสูง (CEO) จากภาคเอกชนไทย 153 คน จาก 48 บริษัท ร่วมโรดโชว์และเจรจาธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์

    ผลลัพธ์จากการสวมบท “เซลส์แมนประเทศไทย” คือการปิดดีลลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ได้ถึง 15 ฉบับ ครอบคลุมการลงทุน การค้า การท่องเที่ยว และความร่วมมือด้านความมั่นคง สะท้อนว่าการขยับของทีมไทยแลนด์ครั้งนี้ ไม่ได้สร้างเพียงภาพลักษณ์ทางการทูต แต่กำลังต่อยอดเป็นเม็ดเงินลงทุน การจ้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะส่งต่อถึงประชาชนโดยตรง

    ไฮไลต์สำคัญที่สะท้อนบทบาทผู้นำทัพเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน คือความสำเร็จในการเจรจาดึงเม็ดเงินลงทุนจากบิ๊กเทคจีนเข้าสู่ประเทศไทยมูลค่าสูงถึง 70,000 ล้านบาท เม็ดเงินก้อนนี้แบ่งเป็นการต่อยอดฐานการลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และอัดฉีดเม็ดเงินใหม่เข้าประเทศอีกกว่า 20,000 ล้านบาท

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มทุนจีนหอบเงินมาลงทุน คือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกที่บีบให้ต้องย้ายฐานการผลิตมาอาเซียน และไทยก็พร้อมอ้าแขนรับโอกาสนี้ สะท้อนจากคำกล่าวของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ที่ร่วมในคณะระบุว่า “ทิศทางการลงทุนปัจจุบันเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ วันนี้โลกเปลี่ยน มีคลื่นการลงทุนลูกใหม่จากจีน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1980 ตอนนั้นเป็นคลื่นการลงทุนจากญี่ปุ่น คลื่นลูกใหม่วันนี้ คือ AI, พลังงานสะอาด, ดิจิทัล, อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบอัตโนมัติ”

    หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน
    หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

    กลยุทธ์เจรจาแบบถึงลูกถึงคน

    ในระหว่างการเยือนจีน นายกฯอนุทินได้ใช้ยุทธศาสตร์การเจรจาแบบถึงลูกถึงคน (One-on-One Meeting) พบกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน ทั้งเสียวหมี่ คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสมาร์ทดีไวซ์ที่มองประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน, ฉางอัน ออโตโมบิล ผู้เลือกไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศจีน

    รวมถึงอินโนไลท์ เทคโนโลยี ผู้ครองตลาด Optical Transceiver (ตัวรับส่งสัญญาณแสง) อันดับ 1 ของโลก ปัจจุบันลงทุนในไทยแล้วกว่า 35,800 ล้านบาท มีฐานผลิตในสระบุรีและอยุธยา จ้างงานคนไทยกว่า 12,000 คน ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มการจ้างงานเป็น 20,000 คน และเตรียมตั้งโรงงานแห่งที่ 3 ที่จังหวัดสระบุรี และอีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี ผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 2 ของโลก ลงทุนในชลบุรีและระยองไปกว่า 10,000 ล้านบาท จ้างงานคนไทยกว่า 9,000 คน มีแผนขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรม AI และ Cloud Data Center ทั่วโลก

    ร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 นครเซี่ยงไฮ้
    ร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 นครเซี่ยงไฮ้

    ในการนี้ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” มีโอกาสร่วมติดตามคณะตลอดทั้ง 5 วัน ได้สอบถามนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่นั่งร่วมในทุกวง ถึงเบื้องหลังการเจรจากับบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน

    นายนฤตม์ ถ่ายทอดว่า “พลังของเบอร์ 1  คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การตัดสินใจของนักลงทุนง่ายขึ้น การที่ผู้นำระดับเบอร์ 1 ของประเทศ มาเจอกับเบอร์ 1 ของบริษัทต่างชาติทำให้คำพูดมีน้ำหนักมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการขอให้บริษัทตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ตั้งสำนักงานใหญ่ (Headquarter) หรือชักชวนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ CEO นำไปโน้มน้าวคณะกรรมการบริษัทให้ตัดสินใจลงทุนง่ายขึ้น”

    สร้างความมั่นใจผู้บริหารอินโนไลท์ เทคโนโลยี
    สร้างความมั่นใจผู้บริหารอินโนไลท์ เทคโนโลยี
    พบปะผู้บริหารอีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี
    พบปะผู้บริหารอีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี
    ชวน ฉางอัน ออโตโมบิล ลงทุนในไทย
    ชวน ฉางอัน ออโตโมบิล ลงทุนในไทย

    ชั้นเชิง “อนุทิน สไตล์” ดึงความมั่นใจ

    นายนฤตม์ กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาโรดโชว์ด้วยตัวเอง เป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนทั่วโลกรับรู้ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมและมีความมุ่งมั่นที่จะต้อนรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตัวอย่างที่สะท้อนชั้นเชิงการเจรจาของนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นระหว่างการหารือกับ เสียวหมี่ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีเป้าหมายบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดยุโรปเป็นที่แรก นายกฯ ได้แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องไปตั้งโรงงานในยุโรป แต่สามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต และใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป ในอนาคตเป็นประตูส่งออกแทน เป็นข้อเสนอที่ทำให้ผู้บริหารของบริษัทพึงพอใจเป็นอย่างมาก

    หารือกับเสียวหมี่ คอร์ปอเรชั่น
    หารือกับเสียวหมี่ คอร์ปอเรชั่น

    ส่วนการหารือกับฉางอัน ออโตโมบิล ซึ่งตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นบริษัทรถยนต์อันดับ 4 ของโลก นายกฯ กล่าวว่า “ประเทศไทยขอให้คำมั่นว่าเราจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ท่านได้เป็นเบอร์ 4 ของโลก” ประโยคดังกล่าวสร้างความประทับใจให้ผู้บริหารฉางอันเป็นอย่างมาก

    ขณะที่การหารือกับอินโนไลท์ เทคโนโลยี นายกฯ ได้นำประสบการณ์จากการทำธุรกิจส่วนตัวมาแลกเปลี่ยนกับ CEO โดยแนะนำว่า เมื่อธุรกิจเติบโตถึงระดับหนึ่งต้อง “ให้เงินทำงานแทน” พร้อมชักชวนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้ผู้บริหารเข้าใจและเห็นภาพได้ทันที

    นายนฤตม์ กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของนายกรัฐมนตรี คือการมีพื้นฐานจากภาคธุรกิจและมีความรู้ด้านวิศวกรรม ทำให้สามารถพูดคุยกับบริษัทเทคโนโลยีได้อย่างลึกซึ้ง เข้าใจมิติการทำงาน และสามารถต่อยอดประเด็นทางธุรกิจได้ทันที

    เข้าร่วมกิจกรรมกับภาคเอกชนไทย นครเฉิงตู
    เข้าร่วมกิจกรรมกับภาคเอกชนไทย นครเฉิงตู

    นอกจากนี้ แม่ทัพเศรษฐกิจของไทยยังนำทีมไทยแลนด์เยี่ยมชมนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์และการแสดงของหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างและรูปร่างคล้ายมนุษย์ของบริษัท AgiBot Innovation ที่ออกแบบและผลิต Humannoid อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมหารือกับผู้บริหาร หัวเว่ย เพื่อขยายความร่วมมือด้าน AI และระบบคลาวด์ รวมถึงเยี่ยมชมอาลีบาบา กรุ๊ป เพื่อดึงนวัตกรรมมาช่วยผู้ประกอบการไทย

    อาวุธลับที่นำมาใช้จูงใจนักลงทุนคือมาตรการ “Thailand FastPass” ที่บูรณาการ 8 หน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน หั่นเวลาการขออนุญาตลง 20-50% ขจัดปัญหาค่าน้ำร้อนน้ำชา ทำให้นักลงทุนตั้งโรงงานได้ไวขึ้น ซึ่งจะตามมาด้วยการสร้างงานคุณภาพสูงนับหมื่นตำแหน่งให้คนไทย

    ทีมไทยแลนด์ยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่นายทุนที่มาตั้งโรงงานเอาแรงงานราคาถูก แต่รัฐบาลเปลี่ยนเกม โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็น “พันธมิตร” ในห่วงโซ่การผลิตโลก สิ่งที่นายกฯ เรียกร้องจากทุนจีน คือการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงาน

    นายกรัฐมนตรีไทย-จีน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลง
    นายกรัฐมนตรีไทย-จีน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลง

    ปราบ “ทุนเทา” แก๊งคอลเซ็นเตอร์

    อีกหนึ่งผลงานชิ้นโบแดงของ “แม่ทัพอนุทิน” คือการจัดการปัญหา “ทุนเทา” และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่กัดกินสังคมไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ระบุชัดว่า จากการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ได้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการจัดตั้งกรอบการหารือด้านความมั่นคงแบบ “2+2” เป็นเวทีหารือร่วมระหว่าง รมว.ต่างประเทศและ รมว.กลาโหมของไทยและจีน โดยฝ่ายจีนได้แสดงความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรก

    ประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและหยิบยกขึ้นหารือเป็นลำดับแรก คือการเร่งปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชนในหลายประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การปราบปรามการค้ามนุษย์ การสกัดกั้นเส้นทางการฟอกเงิน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

    พิธีเปิดสัมนาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนชาวจีน
    พิธีเปิดสัมนาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนชาวจีน

    ไฮไลต์สำคัญคือการหยิบยกประเด็นการส่งมอบยุทธภัณฑ์และรถถังของจีนให้กัมพูชาขึ้นมาถามอย่างตรงไปตรงมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ชี้แจงว่า เข้าใจความกังวลของไทยและเคยชะลอการส่งมอบในช่วงที่มีข้อพิพาท แต่สุดท้ายจำเป็นต้องปฏิบัติตามสัญญาที่สั่งจองไว้ก่อนหน้า พร้อมให้คำมั่นว่า ยุทธภัณฑ์ดังกล่าวจะไม่ถูกใช้เพื่อสร้างความเสียหายต่อไทยอย่างแน่นอน

    นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังเสนอตัวเป็นคนกลางช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายไทยได้ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า ไทยไม่ได้แสวงหาความขัดแย้ง แต่มีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างถึงที่สุด

    ผลสำเร็จของการนำ “ทีมไทยแลนด์” บุกแดนมังกรครั้งนี้ คือเครื่องพิสูจน์บทบาทแม่ทัพเศรษฐกิจของนายกฯอนุทิน แต่โจทย์ใหญ่หลังจากนี้คือการนำเอา MOU ทั้ง 15 ฉบับ มาทำเป็นแผนปฏิบัติการให้เห็นผลจริงตามกรอบเวลา หากทีมไทยแลนด์ทั้งภาครัฐและเอกชนเดินหน้าลุยต่อได้อย่างไร้รอยต่อ เม็ดเงินหลายหมื่นล้านจะถูกกระจายลงสู่กระเป๋าของพี่น้องประชาชน และพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน.

    ทีมเศรษฐกิจ

    อ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” ทั้งหมดที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2948749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MocLlwO1plAjDXKc2Jc8H