Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บ้านมือหนึ่ง-มือสองแข่งเดือด ลดราคากระหน่ำเร่งระบายสต็อก

    บ้านมือหนึ่ง-มือสองแข่งเดือด ลดราคากระหน่ำเร่งระบายสต็อก

    นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ชี้ตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งปีหลัง 2569 ยังชะลอตัว พร้อมระบุหากไม่มีมาตรการภาครัฐช่วยพยุง สถานการณ์อาจรุนแรงกว่านี้ ขณะที่ตลาดบ้านใหม่และบ้านมือสองยังเผชิญข้อจำกัดด้านสินเชื่อจากสถาบันการเงินไม่ต่างกัน

        บ้านใหม่ลดราคา มือสองลดตาม

        บ้านมือหนึ่ง-บ้านมือสองประคองตัวจากเศรษฐกิจชะลอ กำลังซื้อหาย แบงก์ ไม่ปล่อยกู้ ครึ่งปีหลัง แข่งเดือดระบายสต็อกโครงการใหม่จัดแคมเปญลดราคาดูดลูกค้าสะเทือนบ้านมือสอง ต้องลดราคาตาม เตือนโซนอันตรายลงทุน-ซื้อบ้านต้องระวัง

        ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอ ตลาดต่อหน้าอสังหาริมทรัพย์แข่งขันรุนแรงผู้ประกอบการโครงการบ้านใหม่เร่งออกแคมเปญลด แลก แจก แถมทั้งการปรับลดราคา การสนับสนุนค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิประโยชน์ ฟรีทุกรายการเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและเร่งปิดการขาย ขณะที่ตลาดบ้านมือสองได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากผู้ซื้อเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างบ้านใหม่กับบ้านมือสองมากขึ้น

        ส่งผลให้เจ้าของบ้านและโบรกเกอร์ขายบ้านมือสองจำนวนไม่น้อย ต้องเช็กความเคลื่อนไหวของตลาดบ้านมือหนึ่ง และปรับลดราคาลงตาม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เร่งระบายสต็อกเช่นเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ประกอบการบ้านใหม่เท่านั้น แต่ยังส่งแรงกดดันมายังตลาดบ้านมือสอง ซึ่งต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการกำหนดราคาให้สอดคล้องกับภาวะตลาดและกำลังซื้อที่ยังเปราะบางในปัจจุบัน

       แบงก์เข้ม บ้านใหม่บ้านมือสอง กอดคอร่วง

        นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งปีหลัง 2569 ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว หากไม่มีมาตรการรัฐช่วยพยุง สถานการณ์อาจจะเลวร้ายกว่านี้ อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดบ้านใหม่และบ้านมือสองไม่ต่างกัน ซึ่งต่างอยู่ในภาวะประคองธุรกิจ เนื่องจากอยู่ภายใต้สถาบันการเงินแหล่งเดียวกันและเข้มงวดสินเชื่อไม่ต่างกัน

        แม้ความต้องการซื้อบ้านยังมีทั้งสองกลุ่มแต่มักถูกปฎิเสธสินเชื่อโดยระบุว่ากำลังซื้อไม่ถึงหรือรายได้ไม่เพียงพอกับการซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคานี้ ขณะเดียวกัน ตลาดทั้งสองกลุ่มต่างเร่งระบายสต็อก ใช้กลยุทธ์ลด แลก แจก แถมเช่นเดียวกัน และใช้มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และจดจำนอง เหมือนกัน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ จะต่างกันตรงที่ บ้านมือสองอาจมีสภาพที่เก่ากว่า แต่มีข้อได้เปรียบเลือกทำเลในเมืองได้ อย่างไรก็ตามภายใต้วิกฤตกำลังซื้อหาย หนี้ครัวเรือนยังสูง สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ทั้งบ้านมือหนึ่งและมือสองต้องกอดคอกันรับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        สอดคล้องกับนายประเสริฐแต่ดุลยสาธิต นายกกิติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงครึ่งปีหลังยังชะลอตัว ท่ามกลางสต็อกที่มีอยู่มากถึงกว่า 1.3 ล้านล้านบาทกว่า 2 แสนหน่วยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่มีปัจจัยบวกจากการต่ออายุมาตรรัฐเข้ามาสนับสนุน ขณะผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการใหม่ และจัดทำแคมเปญระบายสต็อกเก่าโดยเฉพาะฟรีโอน ฟรีทุกรายการจูงใจคนซื้อบ้าน แม้จะมีมาตรการลดค่าโอนจดจำนอง สะท้อนถึงกำลังซื้อที่หายไป คนไม่กล้าตัดสินใจเพราะไม่มั่นใจเศรษฐกิจ ที่สำคัญด่านใหญ่สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ ซึ่งทั้งตลาดบ้านมือหนึ่งและมือสองมีผลกระทบไม่ต่างกัน

       ครึ่งหลังกระเตื้องแต่ยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านยังพุ่ง

        นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 น่าจะมีทิศทางที่ดีกว่าครึ่งปีแรกเล็กน้อย แต่ยังเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญคือการที่รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองรวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV (Loan to Value)ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งช่วยลดภาระของผู้ซื้อและกระตุ้นการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง

        อีกปัจจัยบวกที่สำคัญคือการที่รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ซึ่งช่วยลดภาระของผู้ซื้อและกระตุ้นการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ที่พบว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าการโอน 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% สะท้อนว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังมีอยู่ เพียงแต่ผู้ซื้อเลือกซื้อในระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อมากขึ้น

        อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบยังมีน้ำหนักมาก ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง กำลังซื้อของประชาชนที่ยังเปราะบาง และที่สำคัญที่สุดคือ ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จากการสำรวจของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร พบว่าในปี 2568 อัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้ารายย่อย (Reject Rate) อยู่ที่ประมาณ 40% ขณะที่ผลสำรวจครึ่งปีแรก 2569 อัตราเฉลี่ยยังอยู่ในระดับประมาณ 40% เช่นกัน

        ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า ปัญหาหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในวันนี้ไม่ใช่ Demand แต่คือ Access to Credit ผู้ซื้อยังมี แต่ผู้ซื้อจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ หากไม่สามารถแก้ปัญหาคอขวดด้านสินเชื่อได้ ต่อให้มีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มเติม ตลาดก็จะฟื้นตัวได้อย่างจำกัด

       บ้านมือหนึ่งใช้กลไกราคาใกล้เคียงบ้านมือสอง

        ในส่วนของการแข่งขันด้านราคา มองว่าเป็นกลไกของตลาด ผู้ประกอบการหลายรายมีสต็อกคงค้างจากช่วงที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องใช้ทั้งการลดราคาและการเพิ่มสิทธิประโยชน์ เช่น ฟรีค่าโอน ฟรีเฟอร์นิเจอร์ หรือสนับสนุนดอกเบี้ย เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อ ทำให้ราคาสุทธิของบ้านใหม่ในหลายโครงการลดลงมาใกล้เคียงกับบ้านมือสอง

        ภาพดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดบ้านมือสอง เพราะเมื่อราคาห่างกันไม่มาก ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งย่อมเลือกบ้านใหม่ที่ได้รับการรับประกันคุณภาพและมีแพ็กเกจส่งเสริมการขายมากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่ง บ้านมือสองมีจุดแข็ง เรื่องทำเลในเมือง ขนาดที่ดินที่ใหญ่กว่า และความคุ้มค่าของราคาต่อพื้นที่ใช้สอย ข้อมูลของ REIC สะท้อนว่าตลาดบ้านมือสองยังมีบทบาทสำคัญ โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 บ้านมือสองคิดเป็นประมาณ 67% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ขณะที่บ้านสร้างใหม่มีสัดส่วนประมาณ 33%

       พิษเศรษฐกิจคนขายบ้านดันทรัพย์มือสองทะลัก

        ด้าน นายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) ภาพรวมยอดโอนกรรมสิทธิ์ปี 2568 ทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง จำนวน 3.1 แสนหน่วยทั่วประเทศ เมื่อเทียบก่อนโควิดมียอดโอนกรรมสิทธิ์เกือบ 4 แสนหน่วย ซึ่งข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ แยกเป็นบ้านมือหนึ่ง 38% และบ้านมือสอง 62%เมื่อเทียบสัดส่วนปริมาณบ้านมือสองที่เพิ่มขึ้นจากพิษเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่นำบ้านออกขาย สวนทางกับบ้านใหม่ที่มีปริมาณลดลง

        หากย้อนไปในปี 2567 บ้านมือสองในตลาดมีเพียง 1.2 แสนหน่วยห่างกันเพียงปีเดียวกลับพบว่าปี 2568 มีบ้านมือสองเพิ่มขึ้นเป็นสต็อกสะสมในตลาดมากถึง 2.2-2.3 แสนหน่วยทั่วประเทศ สะท้อนจากเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง คนนำบ้านออกขาย โดยมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่บ้านมือสองเพิ่มขึ้นกว่าแสนหน่วยภายใน 1 ปี เกิดจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจซบเซา สถาบันเข้มงวดสินเชื่อ ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับบ้านมือหนึ่ง แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการจะลดการเปิดตัวลงเรื่อยๆ สะท้อนจากตัวเลข บ้านใหม่เคยเปิดตัวปีละกว่า 1 แสนหน่วยทั่วประเทศ ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงกว่า 5 หมื่นหน่วยต่อปีส่วนสต็อกบ้านใหม่อยู่ที่ 2.1 แสนหน่วย ใช้เวลาขาย 4-5 ปี ขณะที่บ้านมือสอง ใช้เวลาระบายสต็อก 2 ปี เนื่องจากราคาถูก และต่อรองลดราคาลงได้ถึง 50% ทั้งนี้ในไตรมาสแรกปีนี้โอนกรรมสิทธิ์ไป 3.3 หมื่นหน่วย

       บ้านใหม่ดัมพ์ราคากระทบบ้านมือสองลดตาม

        นายวสันต์กล่าวต่อว่า จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง ตลาดบ้านมือหนึ่งลดราคาลง เฉลี่ย 10-30%ออกแคมเปญใหญ่อยู่พรี 4 ปี แถมฟรีโอน เช่นบ้านเดี่ยวราคา 4 ล้านบาทในต่างจังหวัด ลดราคาลง1ล้านบาทโดยใช้กลยุทธ์ไม่ต่างกับแคมเปญรถยนต์อีวี ส่งผลให้บ้านมือสองต้องถอยตาม และคอยติดตามสถานการณ์บ้านมือหนึ่งอย่างใกล้ชิด และทันทีที่บ้านมือหนึ่งลดราคา บ้านมือสองจะต้องลดราคาลง แม้ว่าปกติราคาจะถูกกว่าบ้านมือหนึ่งประมาณ 20-30% ก็ตาม และหากสภาพบ้านต้องซ่อมแซมจะลดราคาลงอีกไม่ต่ำกว่า 50%

       เปิดทำเลเสี่ยงสต็อกล้น-ซื้อบ้านก่อนตัดสินใจ

        อย่างไรก็ตามพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างหนัก สำหรับบ้านมือหนึ่ง คือโซนปริมณฑล ปทุมธานี, นนทบุรี, นครปฐม และโซนภาคตะวันออก ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา รวมถึงทำเลคอนโดมิเนียมราคา 1-2 ล้านบาทที่มีอุปทานล้นเกิน เช่น ติวานนท์-นวลฉวีเป็นโซนที่ต้องระมัดระวังสูงสุดเนื่องจากราคาปรับลดลงเฉลี่ย 8.3%ในระยะเวลาเพียง 1 ปี ขณะทำเลของบ้านมือสองที่ถือว่าเสี่ยงที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.เสี่ยงด้านกายภาพและภัยพิบัติ น้ำท่วม บ้านทรุดตัว 2.เสี่ยงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างรถติดหนัก ห่างไกล และ 3.เสี่ยงต่อราคาตกหรือขายไม่ออกในอนาคต
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZYHroEi3m9flwxzakju-8

  • กองทุนหมู่บ้านฯ เดินหน้า “SML PLUS” 99 ล้านบาทดันเศรษฐกิจฐานราก

    กองทุนหมู่บ้านฯ เดินหน้า “SML PLUS” 99 ล้านบาทดันเศรษฐกิจฐานราก

    28 ก.ค. 2569 | katchatapong_lee

    กองทุนหมู่บ้านฯ เดินหน้า

    กองทุนหมู่บ้านฯ เดินหน้า “SML PLUS” นำร่อง 349 โครงการ 99.5 ล้านบาท พร้อมจัดสรรเงิน “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” อีก 283 ล้าน ดันเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (บอร์ด กทบ.) ครั้งที่ 6/2569 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบและอนุมัติในประเด็นสำคัญ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องสมาชิกกองทุนฯ อาทิ โครงการ SML PLUS นำร่องชุดแรก จำนวน 349 โครงการ วงเงินงบประมาณรวมกว่า 99.5 ล้านบาท ตามที่คณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการสนับสนุน เสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอย่างมั่นคง (อนุฯ SML พลัส) เสนอ หลังจากโครงการต้องรอการพิจารณามาอย่างยาวนานกว่า 3 ปี โดยบอร์ด กทบ. สั่งการให้คณะอนุกรรมการฯ เร่งพิจารณาเพื่อให้การอนุมัติครอบคลุมกองทุนหมู่บ้านฯ ทั่วประเทศได้มากที่สุด โดยตั้งเป้าหมายวงเงินพิจารณาในรอบถัดๆ ไปรวม 1,000 ล้านบาทขึ้นไป

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมอนุมัติจัดสรรเงิน “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” (ครั้งที่ 2) รอบล่าสุดอีก 283 ล้านบาท ช่วยลดภาระดอกเบี้ย เติมสภาพคล่อง และเสริมความมั่นคงทางการเงินให้กองทุนหมู่บ้านฯ

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    นอกจากนี้ ยังเห็นชอบร่างระเบียบว่าด้วยการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง รวมทั้งการปรับแผนปฏิบัติการปี 2569 และวางแนวทางปี 2570 รวมถึงกำหนดตัวชี้วัด (KPI) การประเมินผลทุนหมุนเวียน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้ง เร่งรัดการดำเนินงานโครงการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระยะที่ 3 ที่ยังคงค้างอยู่ เพื่อให้พี่น้องกองทุนฯ ได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378980885&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fO1adj44j3cl51GXMo_2d

  • ‘วัดพระมหาธาตุ’ มรดกโลก’ พลิกโฉมนครศรีธรรมราช  สู่เมืองเศรษฐกิจแห่งศรัทธา : ถอนหมุดข่าว 27/07/69

    ‘วัดพระมหาธาตุ’ มรดกโลก’ พลิกโฉมนครศรีธรรมราช สู่เมืองเศรษฐกิจแห่งศรัทธา : ถอนหมุดข่าว 27/07/69

    เผยแพร่:

    ‘วัดพระมหาธาตุ’ มรดกโลก’ พลิกโฉมนครศรีธรรมราช สู่เมืองเศรษฐกิจแห่งศรัทธา : ถอนหมุดข่าว 27/07/69 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/19uLPeIJ15A&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wwp7q0_LUtXOAKOxpnIZn

  • IMF ชื่นชมอาร์เจนตินาฟื้นตัว หลังมิเลอีคุมบังเหียนเศรษฐกิจ

    IMF ชื่นชมอาร์เจนตินาฟื้นตัว หลังมิเลอีคุมบังเหียนเศรษฐกิจ

    IMF ชื่นชมเศรษฐกิจอาร์เจนตินาฟื้นตัว หลังมิเลอีเดินหน้านโยบายรัดเข็มขัด

    ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คริสตาลินา จอร์จีวา เดินทางเยือนอาร์เจนตินาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อพบกับประธานาธิบดี ฆาเวียร์ มิเลอี พร้อมกล่าวชื่นชมพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของ IMF นับตั้งแต่มิเลอีเข้ารับตำแหน่งในปี 2023

    เศรษฐกิจ ‘แข็งแกร่งขึ้น’ แต่ยังมีความท้าทาย

    จอร์จีวากล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ลุยส์ กาปูโต ว่า ตัวชี้วัดทุกด้านสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2023 โดยระบุว่าความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความมุ่งมั่นของรัฐบาลและการเสียสละของประชาชนชาวอาร์เจนตินา

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจยังคงมีความเปราะบาง อัตราเงินเฟ้อลดลงต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 33.5% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียง 0.2% ต่อปี ยังต่ำกว่าเป้าหมายของ IMF ที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.5% สำหรับปี 2026

    หนี้ครัวเรือนพุ่ง ประชาชนลงถนนต้านแผนรัดเข็มขัด

    สัญญาณน่าเป็นห่วงที่สุดคือการผิดนัดชำระหนี้จำนองที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา แตะระดับ 12.8% ซึ่งสูงสุดในรอบ 20 ปี สะท้อนความตึงเครียดของภาคครัวเรือนท่ามกลางนโยบายตัดลดรายจ่ายภาครัฐอย่างเข้มข้น

    นโยบายรัดเข็มขัดของมิเลอีจุดชนวนการประท้วงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในวันที่จอร์จีวาเดินทางถึงกรุงบัวโนสไอเรส ผู้ประท้วงรวมตัวกันที่จัตุรัสหลักของเมืองพร้อมป้ายข้อความ “ไม่จ่ายหนี้ต่างประเทศ” และ “IMF ออกไปจากอาร์เจนตินา”

    ข้อตกลงพันล้านและแผนเยี่ยมชมแหล่งพลังงานวากา มูเอร์ตา

    ในปี 2025 อาร์เจนตินาบรรลุข้อตกลงกับ IMF มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ระยะ 4 ปี โดยเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา IMF อนุมัติเงินงวดแรกจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์แล้ว

    ในวันอังคาร จอร์จีวามีกำหนดเยี่ยมชมแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ วากา มูเอร์ตา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงบัวโนสไอเรสประมาณ 1,200 กิโลเมตร พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจส่งออกของอาร์เจนตินา หลังจากนั้นผู้อำนวยการ IMF จะเดินทางต่อไปยังอุรุกวัยเพื่อพบกับประธานาธิบดี ยามานดู โอร์ซี

    Argentina's President Javier Milei has vowed to revive the economy by slashing public spending and reining in inflation, prompting frequent protests

    Argentina’s President Javier Milei has vowed to revive the economy by slashing public spending and reining in inflation, prompting frequent protests

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/imf-argentina-economy-milei-georgieva-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rwn9vBgbiaITxfNkN_wdY

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (28 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (28 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (28 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (28 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.54 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (28 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/664984&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-olWu_MybzmUpgutzRJmA

  • การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักการของการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักการของการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    สรุปสาระสำคัญ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ (ร่าง) หลักการของการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
    เพื่อจัดทำประกาศการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    rn

     

    rn

    ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2569

    rn

     

    rn

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

    rn

     

    rn

        ด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตระหนักถึงภาระของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) ในการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ให้กับ ธปท. รวมถึงความสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูลของ SFIs ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อใช้ในการกำกับตรวจสอบ การวิเคราะห์เชิงลึก การติดตามความเสี่ยงและการดูแลเสถียรภาพ

    rn

        ธปท. ได้ทบทวนการรายงานข้อมูลในปัจจุบันพร้อมทั้งปรับรูปแบบการรายงานข้อมูลด้านสินเชื่อและภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อให้มีความละเอียดเป็นรายสัญญาหรือรายธุรกรรมในรูปแบบมาตรฐานกลางที่เป็นมาตรฐานสากลและใกล้เคียงกับการจัดเก็บข้อมูลของ SFIs รวมทั้งพิจารณายกเลิกการรายงานข้อมูลที่ซ้ำซ้อนหรือไม่ตอบโจทย์การกำกับดูแลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงในปัจจุบัน เพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมและนำส่งข้อมูล  ธปท. จึงกำหนดให้ SFIs จัดส่งข้อมูลสินเชื่อภายใต้โครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อการกำกับดูแลด้านข้อมูลสินเชื่อ (Regulatory Data Transformation: RDT Credit) และพิจารณายกเลิกชุดข้อมูลและแบบรายงานทั้งหมดหรือบางส่วนเมื่อ SFIs รายงานข้อมูล RDT Credit ได้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดและผ่านเกณฑ์การพิจารณาความถูกต้องและคุณภาพข้อมูล รวมถึงได้รับแจ้งจาก ธปท. ให้สามารถยกเลิกการจัดทำและส่งรายงานข้อมูลดังกล่าวได้แล้ว (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2569

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

        ด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตระหนักถึงภาระของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) ในการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ให้กับ ธปท. รวมถึงความสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูลของ SFIs ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อใช้ในการกำกับตรวจสอบ การวิเคราะห์เชิงลึก การติดตามความเสี่ยงและการดูแลเสถียรภาพ

        ธปท. ได้ทบทวนการรายงานข้อมูลในปัจจุบันพร้อมทั้งปรับรูปแบบการรายงานข้อมูลด้านสินเชื่อและภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อให้มีความละเอียดเป็นรายสัญญาหรือรายธุรกรรมในรูปแบบมาตรฐานกลางที่เป็นมาตรฐานสากลและใกล้เคียงกับการจัดเก็บข้อมูลของ SFIs รวมทั้งพิจารณายกเลิกการรายงานข้อมูลที่ซ้ำซ้อนหรือไม่ตอบโจทย์การกำกับดูแลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงในปัจจุบัน เพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมและนำส่งข้อมูล  ธปท. จึงกำหนดให้ SFIs จัดส่งข้อมูลสินเชื่อภายใต้โครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อการกำกับดูแลด้านข้อมูลสินเชื่อ (Regulatory Data Transformation: RDT Credit) และพิจารณายกเลิกชุดข้อมูลและแบบรายงานทั้งหมดหรือบางส่วนเมื่อ SFIs รายงานข้อมูล RDT Credit ได้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดและผ่านเกณฑ์การพิจารณาความถูกต้องและคุณภาพข้อมูล รวมถึงได้รับแจ้งจาก ธปท. ให้สามารถยกเลิกการจัดทำและส่งรายงานข้อมูลดังกล่าวได้แล้ว (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/laws-and-rules/public-hearing/public-hearing-20260727.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw160tgZUm0c4QgGHJSLkDID

  • คลัง เผยศก.ไทย มิ.ย. มีแรงหนุนจากภาคส่งออก ยังต้องจับตาค่าเงิน-น้ำมัน-สงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    คลัง เผยศก.ไทย มิ.ย. มีแรงหนุนจากภาคส่งออก ยังต้องจับตาค่าเงิน-น้ำมัน-สงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 สอดคล้องกับการขยายตัวของการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาท ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้า และเศรษฐกิจไทย

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อนโดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ในเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 50.7 จากระดับ 49.5 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นหลังจากชะลอตัวต่อเนื่อง แม้ว่าผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังคงกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนมิถุนายน 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน และภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ในเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    – มูลค่าการส่งออกสินค้า ขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 20.8% และถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัว 23.1% ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อาเซียน (5) ทวีปออสเตรเลีย และญี่ปุ่น

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวขยายตัว แต่ในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนมิถุนายน 2569 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนมิถุนายน 2569 จำนวน 22.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.4% ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย จำนวน 1.84 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -9.8%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนมิถุนายน 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8% ตามการลดลงในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จากระดับ 84.7 ในเดือนก่อนหน้าโดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ อาทิ มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและโครงการ Thailand Fast Pass ช่วยเร่งรัดให้เกิดการลงทุน

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 2.42% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.23% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 66.8% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

    สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 279.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/622414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01wBu9m07-ru0hPuRG9nE8

  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่มใช้สิทธิ์ใหม่พร้อมกันทั่วประเทศ 1 ต.ค. 69

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่มใช้สิทธิ์ใหม่พร้อมกันทั่วประเทศ 1 ต.ค. 69

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คนผ่านเกณฑ์เริ่มใช้สิทธิ์พร้อมกันทั่วประเทส 1 ต.ค. 69

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) เสนอ เพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) รายเดิมยังคงได้รับสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในระหว่างช่วงการปรับปรุงฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐมีความแม่นยำ ครอบคลุม และสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน โดย ครม. ได้มีมติ ดังนี้

    1. เห็นชอบให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 ในปัจจุบันให้ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (เดิมเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) โดยไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม และให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ทุกรายเริ่มสิทธิประชารัฐสวัสดิการพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

    ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ ยกเว้นรถเก่า-นักเรียนนอกระบบ

    2. รับทราบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติของคณะกรรมการฯ เพื่อให้ข้อมูล มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และไม่ก่อให้เกิดภาระแก่ประชาชนในการแก้ไขข้อมูล โดยหน่วยงานเจ้าของข้อมูลจะเร่งปรับปรุงข้อมูลเชิงรุกให้ครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์คุณสมบัติต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวก และลดภาระ การพิสูจน์ข้อมูลจากประชาชน ดังนี้

    • กรณีเป็นนักเรียน นักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมผู้เรียนในระบบการศึกษานอกระบบสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย
    • กรณีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือเป็นวิสาหกิจชุมชน
    • กรณีผู้มีบัญชีฝากหลักทรัพย์และบัญชีถือครองตราสารหนี้ ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมบัญชี ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ หรือมีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ ที่มีมูลค่ารวมกันต่ำมาก
    • เกณฑ์รถให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถจักรยานยนต์สะสม และรถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกินกว่า 20 ปี
    • เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถยนต์สะสม

    เพื่อให้ประชาชนมีระยะเวลาที่เพียงพอในการขอทบทวนสิทธิ คณะกรรมการฯ ได้ขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (เดิมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) ผ่าน 4 ช่องทางหลักของโครงการ ได้แก่

    • เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th)
    • แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง
    • แอปพลิเคชั่นทางรัฐ
    • หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง
      • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
      • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
      • ธนาคารออมสิน
      • ธนาคารอาคารสงเคราะห์
      • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

    ขยายเวลาในการแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 (เดิมวันที่ 16 สิงหาคม 2569)

    ตั้งศูนย์ One Stop Service : OSS อำนวยความสะดวกเพิ่ม

    นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนเพิ่มเติม กระทรวงมหาดไทยสนับสนุน การดำเนินงานในพื้นที่ผ่านกลไกระดับจังหวัดและอำเภอ ในการประชาสัมพันธ์การตรวจสอบสิทธิ และจัดตั้ง ศูนย์ One Stop Service : OSS เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ได้รับสิทธิที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC และผู้ที่ต้องการทบทวนสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมสนับสนุนการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งกระทรวงการคลังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของ แต่ละหน่วยงานแก่ประชาชนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/954771/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MFH1FZ0_UT16BnblqDJWU

  • เศรษฐกิจลูกหนัง! เหตุผลที่ โปรตุเกส เป็นแหล่งผลิตนักเตะที่ทำกำไรมหาศาลในวงการฟุตบอล

    เศรษฐกิจลูกหนัง! เหตุผลที่ โปรตุเกส เป็นแหล่งผลิตนักเตะที่ทำกำไรมหาศาลในวงการฟุตบอล

    ลีกสูงสุดของประเทศโปรตุเกสทั้งลีกมีรายได้รวมเพียง 407 ล้านยูโร (ราว 15,873 ล้านบาท) ต่อปี หรือคิดเป็นแค่ประมาณ 7.5% ของรายได้พรีเมียร์ลีก เท่านั้น และเมื่อไม่มีเจ้าของสโมสรระดับมหาเศรษฐีคอยอัดฉีดเงิน เบนฟิก้า, เอฟซี ปอร์โต้ และ สปอร์ติ้ง ลิสบอน จึงต้องเขียนกฎการทำธุรกิจฟุตบอลขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเพื่อความอยู่รอด

    พวกเขาเลิกพยายามเก็บนักเตะดาวดังเอาไว้ และหันมาสร้างระบบส่งออกนักเตะที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลกแทน สโมสรเหล่านี้ซื้อนักเตะที่ยังไม่มีชื่อเสียงด้วยค่าตัวเพียงเล็กน้อย ก่อนขายต่อให้ลีกที่ร่ำรวยกว่าด้วยมูลค่ามหาศาล

    นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีแมวมองที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น เพราะยังมีโมเดลทางการเงินที่ชัดเจน ซึ่งสโมสรเหล่านี้ใช้เพื่อให้สายพานการผลิตและส่งออกนักเตะเดินหน้าต่อไปได้ทุกปีโดยไม่ล้มเหลว ต่อไปนี้คือรายละเอียดว่าพวกเขาทำได้อย่างไร

    – ฟุตบอลคืออุตสาหกรรมการส่งออก

    หากดูงบการเงินของสโมสรในโปรตุเกส จะเห็นสิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจน นั่นคือ สโมสรอยู่รอดได้แทบทั้งหมดจากตลาดซื้อขายนักเตะ ระหว่างปี 2016-2021 รายได้จากการขายนักเตะคิดเป็น สูงถึง 38% ของรายได้ทั้งหมด 

    ขณะที่รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดมีสัดส่วนเพียงประมาณหนึ่งในสี่เท่านั้น ส่วนรายได้จากการขายบัตรเข้าชมมีน้อยมากจนมักถูกรวมอยู่ในหมวด “รายได้อื่น” ของงบดุล หากไม่มีการส่งออกนักเตะ ลีกแห่งนี้ก็แทบจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้

    ตัวเลขเบื้องหลังโมเดลนี้น่าทึ่งอย่างยิ่ง ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พรีเมร่า ลีกา ของโปรตุเกสสร้าง ดุลซื้อขายนักเตะเป็นบวกถึง 2,340 ล้านยูโร (ราว 91,260 ล้านบาท) ทำให้ลีกแห่งนี้กลายเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่ตลาดนักเตะโลก แซงหน้าประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตนักเตะอย่าง บราซิล และ อาร์เจนตินา รวมถึงลีกพัฒนาฝีเท้าในยุโรปอย่าง เอเรดิวิซี่ ของเนเธอร์แลนด์

    ในทางตรงกันข้าม พรีเมียร์ลีก คือปลายอีกด้านของระบบนี้ โดยสโมสรอังกฤษใช้เงินซื้อนักเตะมากกว่า 25,000 ล้านยูโร (ราว 975,000 ล้านบาท) ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ขาดดุลตลาดซื้อขายถึง 11,500 ล้านยูโร (ราว 448,500 ล้านบาท)

    เงินมหาศาลจากอังกฤษต้องไหลไปที่ใดที่หนึ่ง และสโมสรโปรตุเกสก็สร้างกลยุทธ์ทั้งหมดขึ้นมาเพื่อดึงเม็ดเงินก้อนนั้น โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พวกเขารับเงินจากสโมสรอังกฤษโดยตรงราว 1,200 ล้านยูโร (ราว 46,800 ล้านบาท)

    – แล้วเหตุใดสโมสรยักษ์ใหญ่จากสเปนหรืออังกฤษจึงยอมจ่ายเงินมหาศาล?

    คำตอบคือ สโมสรโปรตุเกสเป็นผู้รับความเสี่ยงทั้งหมดไว้ก่อน การซื้อนักเตะดาวรุ่งจากอเมริกาใต้โดยตรงถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะนักเตะอาจปรับตัวเข้ากับแท็กติกฟุตบอลยุโรป ความแข็งแกร่งของเกม หรือวัฒนธรรมใหม่ไม่ได้

    สโมสรโปรตุเกสจึงซื้อนักเตะเหล่านั้นด้วยค่าตัวต่ำ พัฒนาและปรับให้เข้ากับระบบฟุตบอลยุโรปอย่างเข้มงวด พร้อมทดสอบฝีเท้าภายใต้แรงกดดันของการแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

    เมื่อถึงเวลาที่สโมสรพรีเมียร์ลีกเข้ามาซื้อ นักเตะคนนั้นก็กลายเป็น สินค้าที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ทีมยักษ์ใหญ่จึงยอมจ่ายค่าตัวที่สูงกว่ามาก เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการลงทุนที่อาจล้มเหลว และ ความแตกต่างของระดับความเสี่ยงที่รับไว้ตั้งแต่ต้นนี่เอง ที่แปรเปลี่ยนเป็นกำไรมูลค่าหลายสิบล้านยูโรให้กับสโมสรโปรตุเกส

    – บทบาทของโปรตุเกสในวงการลูกหนังโลก

    สโมสรในดินแดนฝอยทองเติมเต็มขุมกำลังด้วยนักเตะฝีเท้าดีได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ล้มละลายได้อย่างไร? คำตอบคือ ระบบที่ถูกวางแผนไว้อย่างรอบคอบ ซึ่งอาศัยทั้งประวัติศาสตร์ ภาษา และช่องว่างทางกฎหมายที่สำคัญ

    อดีตการเป็นเจ้าอาณานิคมของโปรตุเกสทำให้ประเทศมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับชาติอย่าง แองโกลา และ เคปเวิร์ด แต่แหล่งทรัพยากรที่สำคัญที่สุดคือ บราซิล ปัจจุบันนักเตะจากแดนแซมบ้าคิดเป็น 18% ของผู้เล่นทั้งหมดในลีกสูงสุดแดนฝอยทอง ทำให้ โปรตุเกส กลายเป็นจุดหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักเตะอเมริกาใต้ที่ก้าวสู่ฟุตบอลยุโรป

    ระหว่างปี 2015-2022 สโมสรในโปรตุเกสซื้อนักเตะจากบราซิลโดยตรง 52 คน ด้วยมูลค่ารวม 145 ล้านยูโร (ราว 5,655 ล้านบาท) หลังจากนักเตะเหล่านี้ปรับตัวเข้ากับฟุตบอลยุโรปได้แล้ว 32 คน ถูกขายต่อไปยังลีกที่มีศักยภาพทางการเงินสูงกว่า สร้างรายได้รวมมากกว่า 320 ล้านยูโร (ราว  12,480 ล้านบาท) ส่งผลให้สโมสรโปรตุเกสทำกำไรสุทธิเกือบ 175 ล้านยูโร (ราว 6,825 ล้านบาท) 

    สโมสรโปรตุเกสมองการซื้อนักเตะไม่ต่างจากการลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูง เพราะดาวรุ่งที่ยังไม่มีชื่อเสียงจำนวนมากอาจล้มเหลวหรือแทบไม่สร้างผลตอบแทน แต่พวกเขารู้ดีว่าเพียงมีนักเตะสักคนอย่าง เอแดร์ มิลิเตา หรือ ราฟินญ่า ที่ถูกขายต่อด้วยค่าตัวระดับ 50 ล้านยูโร (ราว 1,950 ล้านบาท)  ก็เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนของการลงทุนที่ล้มเหลวอีกนับสิบครั้ง

    โดยเฉลี่ยสโมสรในโปรตุเกสใช้เงินเพียง 1.5 ล้านยูโร (ราว 58.5 ล้านบาท) ในการซื้อนักเตะจากบราซิลโดยตรง แต่เมื่อสโมสรพรีเมียร์ลีกพยายามข้ามคนกลางและซื้อนักเตะจากอเมริกาใต้ด้วยตัวเอง การประเมินความเสี่ยงที่ผิดพลาดมักทำให้พวกเขาต้องจ่ายสูงถึง 10 ล้านยูโร (ราว 390 ล้านบาท) สำหรับนักเตะที่มีศักยภาพในระดับเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม สโมสรในโปรตุเกสไม่ได้พึ่งพาตลาดนักเตะจาก บราซิล เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะ ปอร์โต้ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเฟ้นหานักเตะจาก โคลอมเบีย จนได้แข้งระดับท็อปอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา, ฮาเมส โรดริเกซ และ หลุยส์ ดิอาซ

    นักเตะชาวโคลอมเบียมีจุดเด่นคือ เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่ผสมผสานกับทักษะทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยม ทำให้พวกเขามีคุณสมบัติที่เหมาะอย่างยิ่งกับฟุตบอลยุโรปซึ่งเน้นความเข้มข้นและความรวดเร็วสูง

    – โรงงานผลิตนักเตะชั้นดี

    เครือข่ายการดึงนักเตะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของเรื่องราวเท่านั้น เพราะรากฐานทางการเงินที่แท้จริงของฟุตบอลโปรตุเกสคือ การพัฒนานักเตะเยาวชนภายในประเทศ สโมสรต่าง ๆ ปฏิบัติต่ออะคาเดมีของตัวเองราวกับเป็นศูนย์วิจัยระดับสูง มากกว่าจะเป็นเพียงสนามฝึกฟุตบอลแบบดั้งเดิม

    ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เบนฟิก้า สร้างรายได้จากการขายนักเตะที่เติบโตจากอะคาเดมีของสโมสรโดยตรงสูงถึง 589 ล้านยูโร (ราว  22,971 ล้านบาท) ซึ่งเป็นสถิติโลกเหนือกว่า อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และ เชลซี อย่างชัดเจน

    กลยุทธ์นี้สะท้อนผ่านการขายนักเตะชื่อดังหลายราย โดย ชูเอา เฟลิกซ์, รูเบน ดิอาส และ กอนซาโล่ รามอส ทำรายได้รวมกันให้สโมสรถึง  272 ล้านยูโร หรือประมาณ 10,608 ล้านบาทเลยทีเดียว 

    เนื่องจากนักเตะเหล่านี้เติบโตขึ้นมาจากระบบเยาวชนของสโมสรโดยตรง ต้นทุนในการคว้าตัวจึงเท่ากับศูนย์ ดังนั้น การขายสินทรัพย์ที่แทบไม่มีต้นทุนด้วยมูลค่าระดับดังกล่าว จึงสามารถพลิกสถานะทางการเงินของสโมสรได้ในทันที

    จะบอกว่าไม่มีต้นทุนก็ไม่ถูกต้อง ! เพราะการสร้างระบบผลิตนักเตะระดับนี้ต้องอาศัยการลงทุนมหาศาล โดย เบนฟิก้า ใช้งบประมาณสูงถึง 12 ล้านยูโรต่อปี (ราว 468 ล้านบาท)เพื่อดำเนินงานศูนย์ฝึกขนาด 19 เฮกตาร์ หรือประมาณ 118.75 ไร่ ที่เมือง เซซาล  

    กระบวนการเฟ้นหานักเตะเริ่มตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ และเพื่อป้องกันปัญหาความกดดันทางจิตใจจากการต้องย้ายถิ่นฐานตั้งแต่อายุยังน้อย สโมสรจะส่งเยาวชนไปฝึกใน ศูนย์ฝึกประจำภูมิภาค เพื่อให้พวกเขายังคงอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว

    นอกจากนี้ยังมีการนำฟุตบอลผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ด้านการรับรู้ เบนฟิก้า ใช้เครื่องจำลอง 360S ที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับสโมสร เป็นโครงเหล็กขนาดใหญ่ที่ติดตั้งผนังแอลอีดี แบบโต้ตอบได้ และปืนยิงลูกฟุตบอลอัตโนมัติที่ยิงลูกบอลออกมาจากมุมที่คาดเดาไม่ได้ เป้าหมายคือการวัดว่าผู้เล่นสามารถประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วแค่ไหนภายใต้ความกดดันระดับสูง

    สโมสรทำงานร่วมกับนักประสาทวิทยาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจควบคู่ไปกับความสามารถทางร่างกาย  เพราะความเร็วและเทคนิคจะไม่มีความหมายหากนักเตะไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันอันหนักหน่วงของพรีเมียร์ลีกได้

    – สังเวียนแข้งที่เป็นจุดผ่านสู่เวทีโลก

    ทำไมนักเตะดาวรุ่งระดับท็อปถึงเลือกเซ็นสัญญากับสโมสรโปรตุเกส ทั้งที่พวกเขาสามารถไล่ล่าสัญญามูลค่ามหาศาลในอังกฤษหรืออิตาลีได้ทันที ? คำตอบคือ เพราะสโมสรยักษ์ใหญ่ในลีกฝอยทอง มอบสิ่งที่ดีกว่าเงินก้อนโตในทันที พวกเขามอบ เส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและการันตีได้

    เส้นทางถูกวางไว้อย่างแม่นยำ นักเตะเข้าสู่อะคาเดมี่ช่วงอายุ 10-14 ปี เก็บประสบการณ์การแข่งขันในลีกเยาวชนหรือถูกปล่อยยืมตัวเมื่ออายุ 18 ปี ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ และคว้าการย้ายทีมครั้งใหญ่ไปเล่นในต่างประเทศเมื่ออายุประมาณ 23 ปี

    สโมสรเหล่านี้สามารถมอบสิ่งหนึ่งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เชลซี ไม่สามารถรับประกันได้ นั่นคือ โอกาสลงสนามหลายพันนาทีในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

    การได้เล่นฟุตบอลที่มีความเข้มข้นสูงในรายการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป คือเวทีแสดงศักยภาพที่ดีที่สุด เมื่อนักเตะพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถรับมือกับความกดดันด้านแท็กติกในเกมรอบน็อกเอาต์ของแชมเปี้ยนส์ ลีกได้ ค่าตัวของพวกเขาก็พุ่งทะยานขึ้นทันที

    ที่สำคัญกว่านั้น สโมสรโปรตุเกสมีข้อตกลงที่ไม่ได้เขียนไว้กับตลาดซื้อขายนักเตะ นั่นคือพวกเขาจะไม่กักขังผู้เล่นเอาไว้ หากมีข้อเสนอมหาศาลเข้ามาหรือมีการจ่ายค่าฉีกสัญญา นักเตะจะได้รับโอกาสย้ายทีม

    สโมสรไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก เพราะอะคาเดมี่ได้เตรียมผู้เล่นคนใหม่ขึ้นมาทดแทนเอาไว้แล้ว

    ชื่อเสียงนี้กลายเป็นอาวุธสำคัญที่สุดในการเจรจาของพวกเขา นักเตะดาวรุ่งระดับแถวหน้ารู้ดีว่าตัวเองกำลังเลือกเส้นทางแบบไหน การใช้เวลา 1-2 ปีใน ลิสบอน หรือ ปอร์โต้ คือเส้นทางที่รวดเร็วและมั่นใจที่สุดสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/football-international/national-team/107210/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09mU9g5jJlR0Lha8V0XBk7

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 28 กรกฎาคม 2569

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 28 กรกฎาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/163504&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v_5FiqkBe3j2nIddy31P4