Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 28/07/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 28/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/163620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d3GS6zwwzqgFBehVt-nGF

  • ศึกประธาน กสทช. กระทบงานกำกับโทรคมนาคม-เศรษฐกิจดิจิทัล

    ศึกประธาน กสทช. กระทบงานกำกับโทรคมนาคม-เศรษฐกิจดิจิทัล

    ศึกคุณสมบัติ ‘ประธาน กสทช.’ ลามสู่ความเสี่ยงเศรษฐกิจดิจิทัล นักวิชาการจี้หยุดปฏิบัติหน้าที่

    ความขัดแย้งเกี่ยวกับสถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังขยายวงจากข้อถกเถียงทางกฎหมาย ไปสู่ประเด็นที่อาจกระทบต่อการกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ หลังคณะกรรมการสรรหามีมติวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ขณะที่เจ้าตัวยืนยันยังไม่พ้นจากตำแหน่ง และเตรียมใช้สิทธิฟ้องศาลปกครอง

    ล่าสุด รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ออกมาเรียกร้องให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. โดยเห็นว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหามีมติชัดเจนแล้วว่าขาดคุณสมบัติ จึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมหรือใช้อำนาจในฐานะประธาน กสทช. ต่อไป

    ชี้กฎหมายกำหนดชัด ต้องทำงานเต็มเวลา

    รศ.ดร.ธนพร ระบุว่า กฎหมายกำหนดให้กรรมการ กสทช. ต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา และต้องลาออกจากการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพอื่นภายใน 15 วัน โดยไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นสำหรับการประกอบวิชาชีพแพทย์ไว้

    ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าไม่ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าว จึงถือว่าเป็นผู้สละสิทธิ์ตั้งแต่ต้น และควรยุติการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติหรือการตัดสินใจขององค์กร

    จี้บอร์ด 6 คนเลือกประธานใหม่ ป้องกันงานรัฐหยุดชะงัก

    นักวิเคราะห์การเมืองรายนี้ยังเห็นว่า ปัญหาคุณสมบัติของประธาน กสทช. ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรแล้ว เนื่องจากกรรมการ กสทช. เสียงข้างมากปฏิเสธเข้าร่วมประชุม ส่งผลให้หลายวาระไม่สามารถพิจารณาได้

    จึงเสนอให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือ 6 คน จัดประชุมเพื่อเลือกผู้ทำหน้าที่ประธาน กสทช. คนใหม่หรือรักษาการโดยเร็ว เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรเดินหน้าต่อ ลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจที่รอการตัดสินใจด้านการกำกับดูแล

    ปมคุณสมบัติยังไม่สิ้นสุด ‘หมอสรณ’ เตรียมสู้คดี

    ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม เนื่องจากยังได้รับค่าตอบแทนในฐานะแพทย์รายชั่วโมงของโรงพยาบาลรามาธิบดี ระหว่างดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ซึ่งเข้าข่ายเป็นการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ

    อย่างไรก็ตาม นพ.สรณ ยืนยันว่าได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของรัฐตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง กสทช. แล้ว การปฏิบัติหน้าที่แพทย์เป็นเพียงการรักษาผู้ป่วยเฉพาะทางและทำหัตถการด้านโรคหัวใจ ไม่ใช่การดำรงตำแหน่งลูกจ้างของรัฐ อีกทั้งเห็นว่าการพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายและต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ

    นอกจากนี้ ยังเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายในระยะเวลา 90 วัน เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของมติคณะกรรมการสรรหา

    มากกว่าคดีบุคคล แต่คือ “ความเสี่ยงเชิงกำกับดูแล”

    แม้ข้อพิพาทครั้งนี้จะเป็นประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง แต่ในมุมเศรษฐกิจ ผลกระทบที่น่าจับตาคือ ความต่อเนื่องขององค์กรกำกับดูแลตลาดสื่อและโทรคมนาคม ซึ่งมีอำนาจพิจารณาประเด็นสำคัญ ตั้งแต่การกำกับการแข่งขัน การอนุมัติใบอนุญาต การบริหารคลื่นความถี่ ไปจนถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

    หากภาวะสุญญากาศในการบริหารยืดเยื้อ หรือการประชุมบอร์ดไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ อาจทำให้การตัดสินใจด้านนโยบายและการกำกับดูแลหลายเรื่องล่าช้า กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ นักลงทุน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะต่อไป

    ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังอาจกลายเป็น บรรทัดฐานสำคัญในการตีความคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ว่า การประกอบวิชาชีพควบคู่กับการดำรงตำแหน่ง จะอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นของกฎหมายหรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลปกครองในอนาคตอาจส่งผลต่อมาตรฐานการดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/154408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36ZoBYPhb5mRd3zQsaMg7Z

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เจาะลึกเทรนด์ลงทุนในยุค “เศรษฐกิจไม่พัง แต่ไม่ปัง”

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เจาะลึกเทรนด์ลงทุนในยุค “เศรษฐกิจไม่พัง แต่ไม่ปัง”

    ** ธนาคารกสิกรไทย โดย  K WEALTH ร่วมด้วย 2 พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลก ได้แก่ J.P. Morgan Asset Management กับ Lombard Odier  จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี K WEALTH Forum 2026: The Signal Compass จับสัญญาณโลก ชี้ทิศการลงทุน เจาะลึกเมกะเทรนด์เปลี่ยนทิศเศรษฐกิจโลกที่กำลังอยู่ในภาวะ “เศรษฐกิจไม่พัง แต่ไม่ปัง” ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ทางรอดไทยในยุคนี้ โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย ชูยุทธศาสตร์ 3S World ที่ไทยกุมแต้มต่อภูมิรัฐศาสตร์ด้วยบทบาท “Trusted Connector”  พร้อมกันนี้ K WEALTH แนะสูตรจัดพอร์ตรับมือโลกแบ่งขั้วด้วยกลยุทธ์  Core & Satellite เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยชู 3 ธีมเด็ด ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน AI – หุ้นเล็กสหรัฐฯ – ตราสารหนี้โลก รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง ผ่านกองทุนดันพอร์ตแกร่ง K-GINFRA, ES-GTECH, SCBRS2000 และ K-GDBOND

    3 เมกะเทรนด์เปลี่ยนกติกาการสร้างความมั่งคั่ง กางแนวคิด Decision Compass รับมือโลกใหม่…โดย  ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญไปสู่ “กติกาใหม่ของการสร้างความมั่งคั่ง” ภายใต้ 3 เมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สังคมอายุยืน (Longevity) และการเติบโตของ AI โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่แข่งขันกันด้วยประสิทธิภาพ (Efficiency) ไปสู่ยุคที่ความสามารถในการรับมือความไม่แน่นอน (Resilience) กลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ  ดังนั้น “การมีข้อมูล” จึงไม่ใช่ความได้เปรียบอีกต่อไป แต่เป็น “คุณภาพของการตัดสินใจ”  โดยนำเสนอแนวคิด Decision Compass หรือเข็มทิศการตัดสินใจ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบเพื่อความมั่งคั่งยั่งยืน ได้แก่  1.   Purpose การลงทุนที่ยึดโยงกับเป้าหมายที่ชัดเจน 2.    Judgment การแยกแยะสิ่งสำคัญท่ามกลางข้อมูลมหาศาล 3.   Action การลงมือทำอย่างมีวินัยและต่อเนื่อง

    จับสัญญาณโลก “3S World” ทางรอดเศรษฐกิจไทย ต้องเป็น “Trusted Connector”…โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ฉายภาพเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย 3S World ซึ่งกำลังเข้ามาแทนที่แนวคิดการแสวงหาประสิทธิภาพสูงสุดเพียงอย่างเดียว ได้แก่

    Security ไทยยังเผชิญความท้าทายจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญด้านอาหาร การเกษตร และระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจโลก โดยหลายประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพมากขึ้น ทั้งนี้  Stability ไทยยังคงมีจุดแข็งด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและฐานะการคลังที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม การรักษาวินัยการคลังยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต S-Curve ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของประเทศ เนื่องจากเครื่องยนต์การเติบโตเดิมกำลังเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาผลิตภาพต่ำ สังคมสูงวัย และการลงทุนที่ยังไม่เพียงพอ

    ดร.สันติธาร ชี้ว่า “Key Action ที่เป็นคำตอบสำคัญของประเทศไทยในระยะยาว คือ การเดินหน้ายุทธศาสตร์ Trusted Connector หรือการเป็นจุดเชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือของภูมิภาค ท่ามกลางโลกที่กำลังแบ่งออกเป็นหลายขั้วอำนาจ โดยใช้จุดแข็งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความเป็นกลาง และระบบสาธารณสุข ควบคู่ไปกับการเร่งลงทุนใน AI, เศรษฐกิจสีเขียว และ Longevity Economy เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ให้ประเทศ ขณะที่ในระยะสั้นรัฐบาลได้เดินหน้านโยบาย ไทยช่วยไทย พลัส เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการกว่า 26 ล้านคน”   ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ระยะยาวดังกล่าวจะต้องเดินควบคู่กับการลงทุนในพลังงานสะอาด โลจิสติกส์สีเขียว เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต การเร่งรัดการลงทุนภาครัฐ การปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชน และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างให้สูงกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

    ทิศสมรภูมิ AI สหรัฐฯ-จีน ดัน “เอเชีย” กุมแต้มต่อเบื้องหลังห่วงโซ่เทคโนโลยี..โดย Mr. Alexander Treves, Managing Director, Head of Investment Specialist – Asia จาก J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) ชี้ให้เห็นว่า AI กำลังก้าวสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของเศรษฐกิจโลก โดยสหรัฐฯ มุ่งเน้นการลงทุนมหาศาลเพื่อรักษาความเป็นผู้นำ ขณะที่จีนเน้นพัฒนา AI ต้นทุนต่ำเพื่อใช้งานจริงให้รวดเร็วอย่างไรก็ตาม แม้มหาอำนาจจะแข่งขันกัน แต่ห่วงโซ่อุปทานที่เป็น “สมอง” ของ AI อย่างเซมิคอนดักเตอร์และชิปขั้นสูง กลับกระจุกตัวอยู่ในเอเชีย (เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้) ทำให้เอเชียเป็น โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง” ที่แท้จริง ทิศทางการลงทุนจึงชี้ไปที่ธีม AI Infrastructure และหุ้นเทคโนโลยีเอเชีย ซึ่งยังมีมูลค่า (Valuation) ที่ถูกและน่าสนใจกว่าสหรัฐฯ มากในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

    สแกนเรดาร์เศรษฐกิจโลก โอกาสเริ่มกระจายตัวสู่ “หุ้นญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่”…โดย Mr. John Woods, Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions – Asia จาก Lombard Odier ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย โดยมีแรงหนุนจากตลาดแรงงานและการบริโภคที่แข็งแกร่ง ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตได้ดี ขณะที่เอเชียได้รับอานิสงส์ชัดเจนจากกลุ่มเทคโนโลยี ด้านเข็มทิศการลงทุน Lombard Odier ชี้ว่า โอกาสการทำกำไรเริ่มกระจายตัวมากขึ้น จากเดิมที่กระจุกอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มการเงิน สาธารณูปโภค และหุ้นขนาดกลาง-เล็กมากขึ้น โดยแนะนำให้น้ำหนักกับหุ้นญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่ (เช่น จีน เกาหลีใต้ บราซิล) ส่วนตลาดพัฒนาแล้ว ให้เน้นหุ้นคุณภาพสูงที่มีฐานะการเงินและปันผลแข็งแกร่ง ขณะที่ตราสารหนี้คุณภาพสูงก็กลับมาน่าสนใจจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ผ่อนคลาย

    จัดพอร์ตรับกติกา “ไม่ถดถอย แต่ไม่ร้อนแรง” ด้วยกลยุทธ์ Core & Satellite พร้อม เจาะ 3 ธีมเด่นช่วยสร้างผลตอบแทน โดย นางสาวศิริพร สุวรรณการ CFA, CFP® Chief Portfolio Strategist จาก K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะ “No Recession, But No Boom” คือ ไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ก็ไม่ได้เติบโต พร้อมกางสูตรจัดพอร์ตรับมือโลกใหม่ ผ่านกลยุทธ์ Core & Satellite เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทน ดังนี้ 1.    Core Portfolio: เน้นสร้างความมั่นคงระยะยาวผ่านการกระจายลงทุนทั่วโลก ผ่านกองทุน Multi-Global Asset เช่น กองทุน K-WealthPLUS Series (พัฒนาร่วมกับ JPMAM) หรือ K-ALLROADS Series (พัฒนาร่วมกับ Lombard Odier)…และเรายังสามารถ   คว้าโอกาสเติบโตระยะสั้นจาก 3 ธีมเด่น ได้แก่ 1.    AI Infrastructure: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ที่โตตาม AI ผ่านกองทุน K-GINFRA และ ES-GTECH 2.   US Small Cap: หุ้นขนาดกลาง-เล็กสหรัฐฯ ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง ผ่านกองทุน SCBRS2000 3.   Global Quality Bond: ตราสารหนี้โลกคุณภาพสูงเพื่อลดความผันผวนพอร์ต ผ่านกองทุน K-GDBOND… Key Action สำคัญคือนักลงทุนต้อง “Stay Invested” (ลงทุนอย่างต่อเนื่อง) โดยไม่จำเป็นต้องไล่ราคาเมื่อตลาดปรับขึ้น และไม่ควรรอจนทุกอย่างชัดเจน เพราะตลาดมักสะท้อนปัจจัยต่างๆ ล่วงหน้าไปแล้ว

    นายวีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor จาก K WEALTH ปิดท้ายว่า ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดในการลงทุนไม่ใช่ความผันผวนของตลาด แต่คือการตัดสินใจด้วยอารมณ์ จึงแนะนำเข็มทิศภาคปฏิบัติผ่านกลยุทธ์ Design Your Investment System ใน 3 ขั้นตอน 1.   จัดสรรพอร์ตตามเป้าหมาย แบ่งเงินเป็น Core Port (60-80%) เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว และ Satellite Port (20-40%) สำหรับคว้าโอกาสเติบโตระยะสั้น 2.   วางกฎเหล็ก “คิดทางออกก่อนเข้าซื้อ” ต้องตอบคำถาม 3 ข้อก่อนเริ่มลงทุนทุกครั้ง ได้แก่ เหตุผลที่ซื้อ ความคุ้มค่าเทียบกับความเสี่ยง และสัดส่วนเงินลงทุนที่เหมาะสม  3.ใช้เครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญ ให้ K WEALTH เป็นตัวช่วยกรองข้อมูลเรียลไทม์ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่แท้จริง

    **กระบองเพชร**

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/67124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qR6L193EZ9aEdJpjrH3eZ

  • มรภ.รำไพพรรณี มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “ศุภจี” เชิดชูผลงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    มรภ.รำไพพรรณี มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “ศุภจี” เชิดชูผลงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 พล.อ.วุฒินันท์ ลีลายุทธ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี พร้อมคณะ เข้าพบนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

    การเข้าพบครั้งนี้ เพื่อนำแจ้งมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติมอบปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2568 แก่นางศุภจี

    ทั้งนี้ มติดังกล่าวพิจารณาจากผลงาน ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และคุณูปการของนางศุภจี ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    รวมถึงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับองค์กรและสังคมไทย ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นและยึดหลักธรรมาภิบาล

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/850020&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RiN6jdtlIofbCoERYNk8M

  • สหรัฐฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. ปรับตัวลงสู่ระดับ 90.8 มองตลาดแรงงานอ่อนแอ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. ปรับตัวลงสู่ระดับ 90.8 มองตลาดแรงงานอ่อนแอ : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ คอนเฟอเรนซ์ บอร์ด (Conference Board) เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (28 ก.ค.) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลงสู่ระดับ 90.8 ในเดือนก.ค. จากระดับ 92.2 ในเดือนมิ.ย. (หลังได้รับการปรับทบทวนขึ้นจากระดับ 91.2) และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับขึ้นสู่ระดับ 92.3

    ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในเดือนก.ค. ขณะที่มุมมองของครัวเรือนต่อตลาดแรงงานโดยรวมยังคงอ่อนแอ

    ดานา ปีเตอร์สัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด ระบุว่า “ความคิดเห็นที่ผู้บริโภคเขียนตอบกลับมาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังคงเป็นไปในแง่ร้ายเป็นส่วนใหญ่ในเดือนก.ค. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บริโภคกล่าวถึงเรื่องงานและการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย”

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/622801&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hY0hMmBYx_ZdM4wRMJu-E

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/163780&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28zv-n5nAKYdqfYOx4vZYS

  • นิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว สทน. พลิกเศรษฐกิจไทย

    นิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว สทน. พลิกเศรษฐกิจไทย

    คำว่าพลังงานนิวเคลียร์ในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่มักผูกติดอยู่กับความน่ากลัวและความกังวลด้านความปลอดภัย ทว่าในความเป็นจริง เทคโนโลยีชนิดนี้กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และการสร้างอธิปไตยทางพลังงานยุคใหม่ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) หรือ สทน. จึงเร่งเดินหน้าเปลี่ยนผ่านบทบาทเชิงรุกจากผู้ให้บริการไปสู่การสร้างเทคโนโลยี เพื่อรองรับทิศทางเศรษฐกิจอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม

    ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา การดำเนินงานด้านเทคโนโลยี นิวเคลียร์ ของประเทศไทยถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยมีการแยกบทบาทระหว่างผู้กำกับดูแลกฎหมายและผู้ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ออกจากกัน โดยให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปศ.) ทำหน้าที่ออกกฎระเบียบและกำกับความปลอดภัย ขณะที่ สทน. ได้รับการจัดตั้งเป็นองค์กรมหาชนเพื่อทำหน้าที่วิจัย พัฒนา และให้บริการเทคโนโลยีรังสีอย่างคล่องตัว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จากนิวเคลียร์ได้อย่างแท้จริงและปลอดภัย

    โครงสร้างการบริหารจัดการ นิวเคลียร์ ระดับประเทศนี้มีคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคอยดูแลเชิงนโยบาย ทำให้การขับเคลื่อนนวัตกรรมรังสีในภาคส่วนต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีทิศทาง ทั้งในด้านการแพทย์ การเกษตร และอาหาร ซึ่งถือเป็นสองรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย การส่งเสริมเทคโนโลยีรังสีจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นนวัตกรรมใกล้ตัวที่จับต้องได้และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

    ยกระดับเวชศาสตร์นิวเคลียร์ สร้างความมั่นคงทางการแพทย์ยุค Super Aging

    เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด หรือ Super Aging Society อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคซับซ้อนโดยเฉพาะโรคมะเร็งจึงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สทน. ได้ก้าวเข้ามาเป็นแกนหลักของประเทศในการผลิตสารเภสัชรังสีส่งมอบให้กับโรงพยาบาลเกือบ 40 แห่งทั่วประเทศ ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐและผู้ป่วยลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ในแต่ละปี การผลิตสารเภสัชรังสีของ สทน. สามารถสร้างยอดขายตรงได้ราว 50-60 ล้านบาท แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมกลับมีมูลค่าสูงถึง 300-400 ล้านบาท โดยรองรับผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องใช้วิธีการรักษาด้วยรังสีประมาณ 30,000 ถึง 40,000 กว่ารายต่อปี จากจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ปีละกว่า 100,000 ราย การผลิตสารเภสัชรังสีขึ้นเองภายในประเทศจึงช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาแพงได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นิวเคลียร์

    เป้าหมายถัดไปของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการแพทย์ ไม่ใช่เพียงการดูแลคนไทยเท่านั้น แต่เป็นการสนับสนุนเป้าหมายยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อรองรับผู้ป่วยต่างชาติจากทั้งภูมิภาคอาเซียน ตะวันออกกลาง และอินเดีย ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสร้างรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศ

    “โจทย์ของเราคือเรื่องของอาหารและสมุนไพรที่เราต้องเอาเทคโนโลยีรังสีไปช่วยเพิ่มโอกาส อาหารพื้นถิ่นไทย คนชอบ ทำอย่างไรถึงมีโอกาสส่งไปขายอเมริกา ยุโรป มาตรฐานมันสำคัญ เพราะฉะนั้นการฆ่าเชื้อและระบบมาตรฐานต้องมา” — รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    ปลุกชีพอาหารพื้นถิ่น-สมุนไพร ยืด Shelf Life สู้ตลาดโลก

    ภาคการเกษตรและอาหารถือเป็นหัวใจหลักอีกด้านที่ สทน. นำเทคโนโลยีการฉายรังสีเข้าไปยกระดับมูลค่าอย่างชัดเจน ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรค พยาธิ และจุลินทรีย์ในอาหารสดและอาหารแปรรูป ซึ่งได้รับการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การสหประชาชาติ (UN) ตัวอย่างที่ผู้บริโภคคุ้นเคยคือ “แหนมฉายรังสี” ที่ช่วยยับยั้งพยาธิในอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ และตอกย้ำความมั่นใจให้ผู้บริโภคมานานหลายทศวรรษ

    ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สทน. ได้ดำเนินโครงการ “อาหารพื้นถิ่นฉายรังสี” เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ในทุกภูมิภาค แก้ปัญหาอาหารพื้นถิ่นที่มักตกมาตรฐานความปลอดภัยเนื่องจากปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น ปูดอง แหนม ปลาส้ม และสินค้ากลุ่มหม่ำชัยภูมิ กระบวนการฉายรังสีช่วยยืดอายุการเก็บรักษา (Shelf Life) จากเดิมเพียง 1 สัปดาห์ ขยายออกไปเป็น 1 เดือนถึง 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น ส่งผลให้ผู้ประกอบการขยายตลาดทั่วประเทศและส่งออกไปต่างประเทศได้อย่างคุ้มค่า

    สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    นอกจากอาหารแล้ว ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เช่น ยาดมผงสมุนไพรตรา “หงส์ไทย” ซึ่งเป็นสินค้าชูโรงที่ไม่สามารถใช้ความร้อนในการฆ่าเชื้อได้เพราะจะทำให้น้ำมันหอมระเหยระเหยหายไป ก็ได้นำเทคโนโลยีการฉายรังสีมาใช้แก้ปัญหาเชื้อราและแบคทีเรีย จนสามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) การฉายรังสี จึงเป็นทางออกสำคัญที่ช่วยคงคุณประโยชน์และกลิ่นหอมของสมุนไพรไว้อย่างสมบูรณ์

    ผุด “ศูนย์ฉายภูมิภาค” 4 แห่งทั่วไทย กระทุ้งนวัตกรรมเกษตรยุคโลกร้อน

    เพื่อทลายขีดจำกัดด้านการขนส่งสินค้าที่เดิมต้องส่งมาฉายรังสีที่จังหวัดปทุมธานีเพียงแห่งเดียว สทน. จึงเร่งขับเคลื่อนโครงการ “ศูนย์ฉายภูมิภาค” ใน 4 จุดทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคใต้ โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ โดยตั้งเป้าดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการลดต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างมหาศาล ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการยื่นของบประมาณ

    ศูนย์ฉายภูมิภาคแห่งใหม่นี้จะเปลี่ยนผ่านจากการใช้แท่งสารรังสีโคบอลต์-60 (Cobalt-60) ไปสู่การใช้ “เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาดและเป็นพลังงานสีเขียวตามมาตรฐานสากล ทำงานคล้ายกับคลื่นไมโครเวฟที่เมื่อปิดเครื่องจะไม่มีรังสีตกค้างทันที โดย สทน. ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ในการพัฒนาเครื่องต้นแบบขึ้นเองภายในประเทศเรียบร้อยแล้ว

    สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    ด้านนวัตกรรมทางการเกษตร สทน. ยังได้ใช้นิวเคลียร์ปรับปรุงสายพันธุ์พืชให้ทนทานต่อสภาวะโลกร้อน เช่น การพัฒนาพริกทนโรคแอนแทรคโนส ข้าวทนน้ำเค็มและน้ำท่วม รวมถึงการใช้นวัตกรรมรังสีสร้างวัสดุอุ้มน้ำ “SWA” (Super Absorbent Polymer) ซึ่งทำมาจากแป้งมันสำปะหลังนำมาผ่านการฉายรังสี เมื่อผสมลงในดินจะช่วยดูดซับน้ำไว้ในรากพืช ค่อยๆ คายน้ำในช่วงแล้ง สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตอ้อยได้สูงถึง 40% และเป็นวัสดุย่อยสลายได้ตามธรรมชาติภายใน 2 ปี ไม่ก่อให้เกิดไมโครพลาสติก

    เตรียมความพร้อมพลังงาน SMR ควบคู่การสร้าง “เครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน” แห่งแรกในอาเซียน

    ในมิติพลังงานสะอาด ประเทศไทยได้บรรจุเป้าหมายการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) กำลังการผลิตรวม 2,400 เมกะวัตต์ ไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดย สทน. ทำหน้าที่เป็นองค์กรสนับสนุนทางเทคนิคร่วมกับกระทรวงพลังงาน ในการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการกากรังสี และการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) เพื่อผลิตบุคลากรรองรับ

    สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    “การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงพลังงาน สทน. มีหน้าที่เป็น Technical Organization เป็นหน่วยงานวิชาการ เราจะช่วยทั้งเรื่องเทคนิควิชาการ การจัดการกากรังสี และการพัฒนาบุคลากร เพื่อเตรียมพร้อมรองรับโรงไฟฟ้า SMRs” — รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    ความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดของ สทน. คือการก้าวสู่ศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีฟิวชันของภูมิภาค (ASEAN Fusion Hub) จากความอนุเคราะห์และพระบารมีของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทำให้ไทยได้รับมอบชิ้นส่วนเครื่องปฏิกรณ์โทคาแมกจากสถาบันพลาสม่าฟิสิกส์ ประเทศจีน (ASIPP) นำมาศึกษาร่วมกับนักวิจัยจีนและประกอบขึ้นใหม่ในไทยจนสามารถเดินเครื่องวิจัยพลาสม่าอุณหภูมิสูง 5 ล้านองศาเซลเซียสได้สำเร็จ

    ปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่มีเครื่องปฏิกรณ์โทคาแมกเพื่อการศึกษานิวเคลียร์ฟิวชัน และกำลังขยายความร่วมมือทางการวิจัยร่วมกับนักวิจัยจากสิงคโปร์ มาเลเซีย แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และจีน การทดลองพลังงานฟิวชันซึ่งเป็นพลังงานสะอาดขั้นสุดที่ไม่ทิ้งกากกัมมันตรังสี ถือเป็นการปูทางไปสู่เทคโนโลยีพลังงานในอีก 20 ปีข้างหน้า รองรับความต้องการพลังงานที่มั่นคงของ Data Center และระบบ AI ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

    จากผู้ซื้อสู่ผู้สร้าง เดินหน้าสู่อธิปไตยทางเทคโนโลยีพลังงาน

    ประสบการณ์จากการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยของไทยมายาวนานกว่า 63 ปี เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าประเทศไทยมีระบบการกำกับดูแลและความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ที่ได้มาตรฐานสากล โดยเครื่องปฏิกรณ์วิจัยนี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งการผลิตสารเภสัชรังสี การถ่ายภาพนิวตรอนเพื่อตรวจสอบวัตถุโบราณ ตลอดจนการวิเคราะห์ที่มาของฝุ่นละออง PM 2.5 จากองค์ประกอบทางเคมี เพื่อให้รัฐบาลนำไปกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

    ทว่า บทเรียนในอดีตเรื่องการต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ทำให้ สทน. กำหนดหมุดหมายใหม่ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนบริบทของประเทศจาก “ผู้ซื้อ” ไปสู่ “ผู้สร้าง” เน้นการพึ่งพาตนเองเชิงวิศวกรรม พัฒนาเครื่องเร่งอนุภาคและเทคโนโลยีรังสีขึ้นเอง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาต่างชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

    หมุดหมายในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า สทน. พร้อมที่จะเป็นเสาหลักในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลัง ทั้งการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ การยกระดับเกษตรและอาหาร ตลอดจนการเตรียมฐานพลังงานสะอาดที่มั่นคง เพื่อสร้างอธิปไตยทางพลังงานและส่งต่อความมั่นคงยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทยในอนาคต

    เสียงสะท้อนจากนักวิชาการนานาชาติต่อ บทบาท สทน. บนเวทีโลก

    ความสำเร็จในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงส่งผลดีภายในประเทศ แต่ยังเป็นที่ประจักษ์ในสายตานานาชาติ โดยในงานประชุมวิชาการระดับโลก INST Conference 2026 ผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศได้ให้ทรรศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับศักยภาพของไทย

    Prof. Dr. Muhammad Rifai จากอินโดนีเซีย กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมงาน INST Conference ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ TINT โดยมองว่า TINT มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยเฉพาะในอาเซียน ผ่านการสนับสนุนด้านสาธารณสุข การแพทย์ การเกษตร และพลังงาน” เขายังระบุเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่โดดเด่นที่สุดจากงานคือการที่ TINT เปิดตัว Tokamak ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันเครื่องแรกของอาเซียน นี่เป็นก้าวสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานฟิวชัน เพื่อสร้างอนาคตด้านพลังงานที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น”

    สอดคล้องกับ Dr. Muhammad Rawi Bin Mohamed Zin ผู้อำนวยการ Malaysia Nuclear Agency ผู้ซึ่งเห็นพัฒนาการของงาน INST Conference มาอย่างต่อเนื่อง ได้สะท้อนความประทับใจว่า “ได้เห็นพัฒนาการของงาน INST Conference อย่างชัดเจน โดยมองว่างานในปัจจุบันมีคุณภาพดีขึ้นมาก ทั้งด้านการจัดงานและเนื้อหาทางวิชาการ สิ่งที่ประทับใจคือ การนำเสนอผลงานวิจัยทั้งแบบบรรยายและโปสเตอร์ที่เน้นพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของสถาบันวิจัย” พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพื่ออนาคตว่า “หากต้องการยกระดับงานสู่เวทีโลก จำเป็นต้องมีหัวข้อวิจัยที่โดดเด่นหรือวิทยากรระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียง เพื่อดึงดูดผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก พร้อมเน้นย้ำว่าการสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายในภูมิภาคเป็นก้าวสำคัญก่อนขยายสู่ระดับสากล”

    ด้าน WANG Yibo จากจีน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเวทีนี้ว่า “การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจแนวโน้มการพัฒนาล่าสุดของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่สำคัญ ทั้งในประเทศไทยและระดับโลก พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศต่าง ๆ และวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในอนาคต” พร้อมคาดหวังว่าความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างจีนและไทยจะเติบโตและก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

    #สทน #เทคโนโลยีนิวเคลียร์ #พลังงานสะอาด #SMR #นวัตกรรมอาหาร #นิวเคลียร์เพื่อการแพทย์
    #พลังงานฟิวชัน #เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thereporter.asia/2026/07/nuclear-not-far-away-tni-roadmap-thai/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cgrI9L5IKgmV6k8JwPp7h

  • เพชรบูรณ์ เปิดงาน “อินทผลัมเพชรบูรณ์ แอนด์ บอลลูนเฟสติวัล 2569” ดันอินทผลัมพืชเศรษฐกิจ กระตุ้นท่องเที่ยวหน้าฝน | TOPNEWS

    เพชรบูรณ์ เปิดงาน “อินทผลัมเพชรบูรณ์ แอนด์ บอลลูนเฟสติวัล 2569” ดันอินทผลัมพืชเศรษฐกิจ กระตุ้นท่องเที่ยวหน้าฝน | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่สนามหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “อินทผลัมเพชรบูรณ์ แอนด์ บอลลูนเฟสติวัล 2569” ภายใต้โครงการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน เกษตรกร และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    นายณรงค์ศักดิ์ หอมมาลัย รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย เพื่อเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมผลักดัน “อินทผลัมเพชรบูรณ์” ให้ก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มแก่เกษตรกร และเป็นจุดขายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัด

    นายณรงค์ศักดิ์กล่าวว่า ภายในงานได้รวบรวมอินทผลัมสดคุณภาพจากเกษตรกรผู้ปลูกในจังหวัดมาจำหน่ายโดยตรง พร้อมนำสินค้าแปรรูป สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์จากกลุ่ม Young Smart Farmer มาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมบอลลูนหลากสี การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงดนตรี และกิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว เพื่อสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน และดึงดูดนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่และส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้านนายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า งาน “อินทผลัมเพชรบูรณ์ แอนด์ บอลลูนเฟสติวัล 2569” เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรควบคู่กับการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างรายได้ให้ชุมชน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของจังหวัด พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์ของเพชรบูรณ์ เลือกซื้อผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกร และร่วมกิจกรรมภายในงาน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 กรกฎาคม 2569 ณ สนามหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1645546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mt5Xh5yoCkrPtPv96Cob4

  • สพพ. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

    สพพ. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

    สพพ. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

    พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ เข้าร่วมในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

    ในโอกาสดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกันเพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในหน้าที่ของการเป็นข้าราชการที่ดีรวมทั้งน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1041629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KFJJIFIA2z91CaUCRXopC

  • ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    ทรัมป์เรียกร้องเฟดลดดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุดในโลก ขณะตลาดจับตาผลประชุมเฟด ท่ามกลางเงินเฟ้อยังสูงและความเสี่ยงจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยระบุว่าสหรัฐฯ ควรเป็นประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ

    ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน Air Force One เมื่อวันจันทร์ (28 ก.ค.) ว่า หลายประเทศทั่วโลกมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสหรัฐฯ ดังนั้น Fed ควรลดดอกเบี้ยลงเช่นกัน

    “อัตราดอกเบี้ยควรถูกปรับลด เรามีหลายประเทศที่จ่ายดอกเบี้ยน้อยกว่าเรา และสหรัฐฯ ควรมีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลก”

    ทรัมป์ยังกล่าวถึง เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed ว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถ แต่คณะกรรมการ Fed หลายคนมีแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน

    ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยตลาดส่วนใหญ่ยังคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับสูง

    นักวิเคราะห์มองว่า Fed กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมากในการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงมีอัตราว่างงานต่ำ แต่การจ้างงานใหม่เริ่มชะลอตัว ขณะที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

    หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานอาจกลับมาปรับตัวสูงขึ้นและผลักดันเงินเฟ้อให้เร่งตัวอีกครั้ง แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย แรงกดดันด้านราคาก็อาจลดลงอย่างรวดเร็ว

    ตลาดการเงินประเมินว่า โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้มีเพียงประมาณ 1 ใน 3ทำให้ฉากทัศน์หลักยังคงเป็นการ “คงดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณเข้มงวด” (Hawkish Hold)

    ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาประชุมชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเห็นว่า หาก Fed ต้องการสร้างความเชื่อมั่นว่ามุ่งมั่นควบคุมเงินเฟ้อจริง อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องมานานกว่า 63 เดือน และแรงกดดันด้านราคายังไม่คลี่คลาย

    นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อสองเดือนก่อน วอร์ชย้ำหลายครั้งว่า การนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% เป็นภารกิจสำคัญที่สุดของ Fed พร้อมระบุว่าการปล่อยให้เงินเฟ้อสูงต่อเนื่องเปรียบเสมือน “ภาษีที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องแบกรับ” และจำเป็นต้องปรับแนวนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    อย่างไรก็ตาม หาก Fed เลือกคงอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง แม้เงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมาย ก็อาจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจากทำเนียบขาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/746084&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iqSuiQifCr5iEeyZHAcFp