Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เมือง-ไหม” SILK SOCIETY จุดประกายไอเดียใหม่ พลิกอนาคตผ้าไหมสุรินทร์ด้วยพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    “เมือง-ไหม” SILK SOCIETY จุดประกายไอเดียใหม่ พลิกอนาคตผ้าไหมสุรินทร์ด้วยพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    “เมือง-ไหม” SILK SOCIETY จุดประกายไอเดียใหม่ พลิกอนาคตผ้าไหมสุรินทร์ด้วยพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์


    25/07/2569 | 6 |

    TCDC Surin เปิดตัวโครงการ “เมือง-ไหม” SILK SOCIETY : A Creative Ecosystem of Surin Silk อย่างเป็นทางการ ณ แวร์เฮ้า สตูดิโอ ถนนมิตรอารีย์ (ใกล้สถานีรถไฟสุรินทร์) เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดและต่อยอดศักยภาพของผ้าไหมสุรินทร์ ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่

    ภายในงานมีเวที SOCIETY TALK ในหัวข้อ “โอกาสไหม โอกาสใหม่” เปิดบทสนทนาถึงทิศทางการพัฒนาผ้าไหมสุรินทร์ให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ และเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนเมืองด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    โดยอาจารย์ทัศนียา นิลฤทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์และสิ่งทอสร้างสรรค์ คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และ คุณต่อ ธนะกฤษฎิ์ ประสิทธิ์ธิเม ประธาน YEC สุรินทร์ และนายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสุรินทร์ 

    สำหรับกิจกรรม “เมือง-ไหม” SILK SOCIETY จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศแห่งความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้ผ้าไหมสุรินทร์สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่

    ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ วันที่ 25 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม 2569 ณ ร้านมิตรอารีย์ (Warehouse Studio) หลังสถานีรถไฟสุรินทร์

    นอกจากนี้ ยังเปิดรับสมัคร SURIN CREATIVES หรือ “นักสร้างสรรค์สุรินทร์” ตั้งแต่วันนี้ – 10 สิงหาคม 2569 เวลา 18.00 น. เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเมืองสุรินทร์ด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/525904&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16nX_U4sKHjI3OFcs1dlDy

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (25 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (25 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (25 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (25 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 09.43 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (25 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/664871&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uXnKhS8IrCdMDG3v6Ekmv

  • โคราชเปิดเทศกาลทุเรียน GI ปากช่องเขาใหญ่ ชวนช้อปกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โคราชเปิดเทศกาลทุเรียน GI ปากช่องเขาใหญ่ ชวนช้อปกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    โคราชเปิดเทศกาลทุเรียน GI ปากช่องเขาใหญ่ ชวนช้อปกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.37 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด อำเภอปากช่อง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองน้ำแดง สำนักงานเกษตรจังหวัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครราชสีมา และภาคีเครือข่าย เปิดงาน “เทศกาลทุเรียน GI ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ ครั้งที่ 5 ประจำปี 2569” อย่างยิ่งใหญ่ ณ บริเวณลานหน้าองค์การบริหารส่วนตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยมี นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้าแม่ค้า และนักท่องเที่ยวร่วมงานกันอย่างคึกคัก คาดว่าจะช่วยสร้างเงินสะพัดหมุนเวียนในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านบาท

    งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2569 ดำเนินการภายใต้โครงการพัฒนาด้านการเกษตร เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการตลาดสินค้าเกษตร และเพิ่มมูลค่าสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มุ่งเน้นการขยายช่องทางจำหน่าย สร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมเชื่อมโยงแหล่งผลิตกับเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการค้าในชุมชนอย่างยั่งยืน

    ภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการมากกว่า 100 ร้านค้า นำโดยสินค้าไฮไลต์อย่าง ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ GI และ น้อยหน่าปากช่องเขาใหญ่ GI รวมถึงสินค้าเกษตรปลอดภัย ผลไม้สดตามฤดูกาล อาทิ องุ่นสด อินทผลัมสด ข้าวโพดหวาน ตลอดจนกะหรี่ปั๊บขึ้นชื่อของอำเภอปากช่อง ผลิตภัณฑ์แปรรูป และสินค้า OTOP ชุมชน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมประกวดทุเรียน การประมูลทุเรียนเพื่อการกุศลนำรายได้มอบให้โรงพยาบาลปากช่องนานา การเสวนาให้ความรู้ แข่งขันกินและปอกทุเรียน นิทรรศการสินค้า GI และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังอย่าง ต่าย อรทัย และวงมะละกอ

    ทั้งนี้ จังหวัดนครราชสีมาถือเป็นจังหวัดที่มีสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มากที่สุดในประเทศไทยถึง 11 รายการ และกำลังอยู่ระหว่างดันขึ้นทะเบียนเพิ่มอีก 5 รายการ ซึ่งทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มาตั้งแต่ปี 2563 มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ รสชาติหวานมัน เนื้อแห้ง เนียนนุ่ม ละมุนลิ้น และกลิ่นไม่แรง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้บริโภคทั่วประเทศ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/484429&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f4-4lsBo–EKJfSDRE9yS

  • ย้อน ‘แลนด์บริดจ์’ มรสุม ‘ภูมิใจไทย’ จาก ‘เมกะโปรเจกต์’ สู่โครงการที่ต้องปิดฉาก

    ย้อน ‘แลนด์บริดจ์’ มรสุม ‘ภูมิใจไทย’ จาก ‘เมกะโปรเจกต์’ สู่โครงการที่ต้องปิดฉาก

    โครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ (Land Bridge) มีชื่อเต็มว่า ‘โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน’ เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงที่ได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในยุค ‘รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน’ ภายใต้เป้าหมาย เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรภาคใต้ เชื่อมทะเลฝั่งอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา และยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภูมิภาค

    หลายปีที่ผ่านมา โครงการถูกนำเสนอในฐานะ ‘Game Changer’ ที่จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับเผชิญคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การถือครองที่ดินรอบแนวโครงการ ตลอดจนแรงคัดค้านจากภาคประชาชน

    ท้ายที่สุด วานนี้ (24 ก.ค.) รัฐบาลได้ประกาศยุติการผลักดันโครงการอย่างเป็นทางการ

    ย้อนดูจุดเริ่มต้น ‘แลนด์บริดจ์’

    แม้รัฐบาลปัจจุบันจะผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์ ให้เป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์สำคัญของประเทศ แต่หากย้อนกลับไปดู คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา กลับพบว่า ไม่มีการระบุโครงการแลนด์บริดจ์ไว้โดยตรง มีเพียงการกล่าวถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และการยกระดับศักยภาพการคมนาคมของประเทศในภาพรวม

    ต่อมา พรรคภูมิใจไทย ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ได้หยิบแนวคิดนี้กลับมาผลักดันจนกลายเป็น ‘เมกะโปรเจกต์ระดับชาติ’ เหตุผลหลัก คือ การยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ เพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งสินค้า ตลอดจนสร้าง ความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการเปิดทางเลือกใหม่ในการลำเลียงน้ำมันและก๊าซ รวมถึงยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและการค้าของภูมิภาค

    เผชิญแรงต้านหนักจากกลุ่มต่างๆ

    แม้รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยจะชู ‘แลนด์บริดจ์’ เป็นโครงการแห่งอนาคต แต่ก็ต้องเผชิญกับคำถามเรื่องความคุ้มค่า ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระแสคัดค้านจากคนในพื้นที่ ตลอดจนนักวิชาการ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    ชาวบ้านในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง กังวลว่า จะต้องสูญเสียที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เนื่องจากเส้นทางโครงการพาดผ่านพื้นที่เกษตร สวนยาง สวนปาล์ม และชุมชนหลายแห่ง นอกจากนี้ ประชาชนยังเรียกร้องให้เปิดเผยรายละเอียดการเวนคืนและการชดเชยให้ชัดเจน พร้อมด้วยความกังวลต่อการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ถนน รถไฟ และนิคมอุตสาหกรรม จะกระทบป่าชายเลน ป่าต้นน้ำ และระบบนิเวศทางทะเล ตลอดจนเกรงว่าจะกระทบแหล่งประมงพื้นบ้านและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งอันดามัน

    นักวิชาการบางส่วน ยังตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าผู้ประกอบการเดินเรือจะเปลี่ยนมาใช้แลนด์บริดจ์แทนการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา พร้อมตั้งคำถามว่า การลงทุนระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ นอกจากนี้ เครือข่ายภาคประชาชน ยังเรียกร้องให้ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรอบด้าน และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

    เรื่องเริ่มบานปลาย เมื่อมีการรวมตัวของเครือข่ายประชาชนภาคใต้หลายครั้ง ทั้งในพื้นที่ชุมพร ระนอง และหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เพื่อขอชะลอโครงการและทบทวนการศึกษาใหม่ และเรียกร้องให้รัฐบาลพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ด้วยแนวทางอื่นที่ไม่กระทบวิถีชีวิตของชุมชน

    ทั้งหมดนี้ กลายปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเดินหน้าโครงการไม่ได้ราบรื่นเหมือนที่วางเป้าหมายไว้

    นายกฯ เบรกเกม

    หลังเกิดกระแสคัดค้านอย่างหนัก ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งแต่งตั้ง ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมกำหนดกรอบเวลา 90 วัน เพื่อปรับแผนให้สอดรับสถานการณ์พลังงานและภูมิรัฐศาสตร์โลก พร้อมประเมินความคุ้มค่าและรูปแบบโลจิสติกส์ ก่อนเสนอ ครม. พิจารณา

    ครหา ‘การเมือง’

    นอกจากข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบต่อชุมชนแล้ว ‘แลนด์บริดจ์’ ยังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในมิติทางการเมือง โดยมีรายงานข่าวพาดพิงถึงบุคคลที่ถูกเรียกว่า ‘อาม่า ส.’ ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับบุคคลและเครือญาติของคนในรัฐบาล ภายใต้ข้อกล่าวหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การกว้านซื้อที่ดินหลายพันไร่ในพื้นที่ที่คาดว่า จะได้รับ ‘อานิสงส์’ จากโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งในจังหวัดชุมพรและระนอง จนเกิดข้อสงสัยว่า อาจเป็นการซื้อสะสมที่ดินล่วงหน้าก่อนโครงการจะเดินหน้าหรือไม่?

    อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีสรุปว่า การซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และยังไม่มีคำวินิจฉัยที่ชี้ว่า บุคคลที่ถูกพาดพิงกระทำความผิดแต่อย่างใด แต่ข้อครหาดังกล่าว กลับกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โครงการแลนด์บริดจ์ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด!

    เปลี่ยนท่าที

    ก่อนการประกาศยุติโครงการเพียง 6 วัน รัฐบาลได้ส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

    เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ระหว่างการเยือนนครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ของ ‘อนุทิน’ ได้กล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ว่า แม้รัฐบาลยังคงศึกษาโครงการต่อไป แต่สิ่งสำคัญในเวลานั้นคือการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยัง ‘ขาดการเชื่อมต่อ’

    ในวันเดียวกัน ระหว่างกิจกรรม “Prime Minister–Thai Private Sector Luncheon” ซึ่งมีผู้บริหารภาคเอกชนไทยกว่า 150 คนเข้าร่วม นายกฯ ก็ได้เปิดเผยถึงข้อเสนอจากภาคธุรกิจว่า ประเทศไทยอาจยังไม่จำเป็นต้องลงทุนในแลนด์บริดจ์ภายในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า

    นับเป็นการส่งสัญญาณปรับแนวทางผลักดันโครงการ หลัง ‘นายก‘ ลดการพูดถึง ‘แลนด์บริดจ์’ ในภาพรวม และหันมาเน้นการเชิญชวนจีนร่วมลงทุน ‘พัฒนาท่าเรือระนอง’ มากขึ้น

    ปิดฉาก ‘แลนด์บริดจ์’

    24 กรกฎาคม 2569 ‘เอกนิติ’ แถลงผลการศึกษาและประกาศ ‘ยุติ’ การผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์อย่างเป็นทางการ

    ด้วยเหตุผลสำคัญ ได้แก่

    • ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับต้นทุนการลงทุนมหาศาล
    • ความเป็นไปได้ทางธุรกิจต่ำ มีโอกาสต่ำที่สายเรือระหว่างประเทศจะเปลี่ยนเส้นทางมาใช้แลนด์บริดจ์ในระดับที่ทำให้โครงการคุ้มทุน
    • ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภาระงบประมาณ มีความเสี่ยงสูงต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศชายฝั่ง และอาจสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว หากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

    ai-Info-ย้อนแลนด์บริดจ์-2.jpg

    แม้จะยุติโครงการแลนด์บริดจ์ แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของภาคใต้ผ่านแนวทางอื่น ได้แก่ การพัฒนาท่าเรือระนอง การยกระดับท่าเรือเดิม การเชื่อมต่อระบบรางและถนนที่ยังขาดช่วง การพัฒนาโครงการ Missing Link รวมถึงการยกระดับเครือข่ายโลจิสติกส์เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    การปิดฉากแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่เพียงจุดจบของโครงการขนาดใหญ่หนึ่งโครงการ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญ ที่สะท้อนว่า การลงทุนระดับประเทศ ต้องผ่านการทดสอบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ก่อนจะได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างแท้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/politics/land-bridge-25july2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pKhmyuLWLoIXcFGqT1JMq

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลังร่วมกับ บก.ปอศ ทลายเครือข่ายผลิตและจำหน่ายสินค้าปลอม “เครื่องดื่มโกโก้ – กาแฟ – น้ำยาปรับผ้านุ่ม” มูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลังร่วมกับ บก.ปอศ ทลายเครือข่ายผลิตและจำหน่ายสินค้าปลอม “เครื่องดื่มโกโก้ – กาแฟ – น้ำยาปรับผ้านุ่ม” มูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มอบหมายให้ นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมแถลงผลการกวาดล้างและบุกทลายเครือข่ายผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคปลอมเครื่องหมายการค้า ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าปลอมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พร้อมลดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้า โดยของกลางที่จับกุมได้เป็นสินค้าเครื่องดื่มโกโก้ กาแฟ และน้ำยาปรับผ้านุ่ม มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านบาท

    นายอาวุธ เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.ปอศ. นำหมายค้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เข้าตรวจค้นโกดังเก็บสินค้าในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พบสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้ายี่ห้อดัง 29 รายการ โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางรวม 216,970 ชิ้น ประกอบด้วย เครื่องดื่มโกโก้ กาแฟ น้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น น้ำตาล ครีมเทียม ผงนม ผงโกโก้ พร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องจักรการผลิตขนาดใหญ่ เช่น เครื่องผสมวัตถุดิบ เครื่องบรรจุอัตโนมัติ ถังผสม ซองบรรจุและกล่องบรรจุภัณฑ์ปลอมรวมทั้งฉลากปลอมอีกนับแสนชิ้น รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านบาท

    การปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย เพื่อดำเนินคดีในฐานความผิด “ร่วมกันปลอมและมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โดยมีอัตราโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ปรับสูงสุด 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ การจับกุมดังกล่าวเป็นผลจากการสืบสวนขยายผลจนพบว่าเครือข่ายนี้จะลักลอบขนส่งสินค้าไปจำหน่ายยังร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของเครื่องหมายการค้า และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ผลิตขึ้นโดยการนำส่วนผสมที่ไม่ได้มาตรฐานมาบรรจุซองที่ไม่ถูกสุขอนามัย อาจมีสารเคมีปลอมปนอยู่กับสินค้าและอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนผู้บริโภค

    รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ปัจจุบันพบว่ามีการผลิตและจำหน่ายสินค้าปลอมออกมาจำหน่ายในราคาถูก จึงฝากย้ำเตือนไปยังผู้บริโภคให้เลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง โดยเลือกซื้อจากร้านค้าหรือแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และมีราคาที่เหมาะสม ไม่ถูกกว่าราคาในท้องตลาดจนเกินไป

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ร่วมปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยในปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน) สถิติการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยในส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผลการจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งหมด 251 คดี ยึดของกลางรวมทั้งสิ้น 1,095,696 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมทั้งหมด 224,784,153 บาท และขอขอบคุณหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมดำเนินการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่เป็นอันตราย สะท้อนบทบาทความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนไทยอย่างเข้มแข็ง ซึ่งกรมฯ ยังคงเดินหน้าใช้มาตรการเชิงรุกปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตัดวงจรสินค้าละเมิดฯ ตั้งแต่ต้นน้ำ สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าถูกกฎหมาย และปกป้องประชาชนผู้บริโภคจากการถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้าปลอมที่เป็นอันตรายและด้อยคุณภาพมาตรฐาน

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นพลังในการเฝ้าระวังและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0 2547 4702 หรือสายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หัวข้อบริการ “แจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1040951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FJwnwbE-O0py-EY9kX-Oz

  • “เอกนิติ” กางโรดแมปปฏิรูป 3 ด้าน เร่งยกระดับเศรษฐกิจไทย

    “เอกนิติ” กางโรดแมปปฏิรูป 3 ด้าน เร่งยกระดับเศรษฐกิจไทย

    “เอกนิติ” กางโรดแมปปฏิรูป 3 ด้าน เร่งยกระดับเศรษฐกิจไทย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 หัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลเตรียมเดินหน้าปฏิรูปประเทศเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัย และการยกระดับทักษะแรงงานไทย

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การปฏิรูปด้านพลังงานจะยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ขณะที่การรองรับสังคมสูงวัยจะมุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร ส่วนการพัฒนาทักษะแรงงาน กระทรวงการคลังได้ผลักดันโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน พร้อมสนับสนุนการใช้แรงงานและวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนปรับหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กับการกระจายบุคลากรคุณภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนทำหน้าที่เป็น “กองหน้า” ส่วนรัฐบาลทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” สนับสนุนทั้งด้านการลงทุน การค้า การพัฒนาทักษะแรงงาน และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    นายเอกนิติ ระบุว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/745960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wTqGi3w_2LWmASlOMVJpX

  • วรชัย ชวนคนรัก ทักษิณ แห่แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.นี้

    วรชัย ชวนคนรัก ทักษิณ แห่แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.นี้

    วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

    วรชัย ชวนคนรัก ทักษิณ แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.นี้ 

    เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2569 นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในวันนี้ว่า การบริหารประเทศไม่ใช่ใครก็ได้ที่เข้ามาแก้ปัญหาให้ประเทศชาติแล้วนำไปสู่ความเจริญได้ทุกคน เห็นได้เศรษฐกิจไทยวันนี้ที่ที่ตั้งของประเทศถือว่าได้เปรียบประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แต่ทำไมเศรษฐกิจของประเทศโตต่ำที่สุดในอาเซี่ยน ประชาชนยากจนต้องเร่งไปเข้าแถวขออุทธรณ์สิทธิบัตรคนจนมากขึ้น จนต้องร้องห่มร้องไห้สะท้อนความทุกข์ที่เขาได้รับ

    ต่างจากในยุคของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่บริหารประเทศหลังช่วงวิกฤตต้มย้ำกุ้งแต่สามารถพลิกฟื้นประเทศได้ แต่ที่สุดมีการยึดอำนาจจนทำให้ระบบเศรษฐกิจพังทลายมาจนถึงทุกวันนี้เหมือนประเทศเป็นมะเร็งร้ายทางเศรษฐกิจจนยากจะรักษา รัฐบาลปัจจุบันเราเห็นการทำงานมาระยะหนึ่ง ความนิยมของประชาชนตกต่ำลงจากผลสำรวจที่ออกมา รัฐบาลไม่ได้สร้างอาชีพสร้างงานไม่ให้เบ็ดตกปลาหรือหาปลาเหมือนยุคนายทักษิณ แต่เอาปลามาแจก ต่อให้แจกอย่างไรก็ไม่เพียงพอเราจะเห็นทุกภาคส่วนเครื่องยนต์เศรษฐกิจประเทศดับเกือบหมด 

    “ดังนั้นเพื่อเป็นการยืนยันว่าพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยยังเห็นคุณค่าเห็นความสำคัญของนายทักษิณ ที่ได้ทำให้ประเทศไทย เพื่อระลึกถึงนายทักษิณ ในวันคล้ายวันเกิดวันที่ 26 ก.ค. เราจะจัดงานที่ร้านอาหารจุ่มดาด กม.6 ซอยรามอินทรา 40 ขอเชิญพี่น้องคนไทยที่ยังรักนายทักษิณ ไปแสดงพลังให้กำลังใจนายทักษิณ ว่ายังมีคนที่ยังรักและระลึกถึงท่านจำนวนมาก”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/979551&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Kwl-GTL0rCxOwhSbTB4J4

  • เลิกง้อส่งออก! “เอกนิติ”รื้อใหญ่เศรษฐกิจไทย รับทุนไฮเทคปั้นแรงงานชิป เตือน 2 จุดอันตรายเงินเฟ้อพุ่ง-ขาดดุล 6 แสนลบ. : อินโฟเควสท์

    เลิกง้อส่งออก! “เอกนิติ”รื้อใหญ่เศรษฐกิจไทย รับทุนไฮเทคปั้นแรงงานชิป เตือน 2 จุดอันตรายเงินเฟ้อพุ่ง-ขาดดุล 6 แสนลบ. : อินโฟเควสท์

    “เอกนิติ” รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เลิกพึ่งส่งออก เร่งปฏิรูป 3 ด้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน แก้ปัญหาสังคมสูงอายุ และเพิ่มทักษะแรงงานรับอุตสาหกรรมอนาคต ดึงเศรษฐกิจไทยกลับมาโต 3+ ขณะที่จับตาเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ชี้เป็นจุดอันตรายเศรษฐกิจ ทำให้เครื่องยนต์น็อกได้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง  กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ”ว่า  ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจไทยโดยเปรียบเทียบโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนเครื่องบินที่บินเอียง มาตลอด 30 ปี เนื่องจากการพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของจีดีพี พร้อมแนะแนวทางฟื้นฟูด้วยการปรับโครงสร้างการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตจาก 2.7% สู่ 3% พลัส

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกมีขนาดใหญ่เกินไป ทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทันที ขณะที่เครื่องยนต์ด้านการลงทุนในประเทศอ่อนแอลงเหลือเพียง 17% ของจีดีพี

    “วันนี้เครื่องบินไทย ถ้าเราวิเคราะห์ดี ๆ เครื่องยนต์เราบินเอียงมาตลอดในช่วง 30 ปีหลัง เพราะเราบินด้วยเครื่องยนต์ส่งออก เมื่อไหร่โลกดีเราก็ดีไปด้วย เมื่อไหร่โลกแย่เราก็แย่ไปด้วย”นายเอกนิติ กล่าว

    การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของผมในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกฯ และรมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว  โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

    อย่างไรก็ตาม ยังมี 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดีคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ ไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้ อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตาคือ  การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา(เม.ย.-พ.ค.69) เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด  14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 6 แสนล้าบาท

    ขณะเดียวกัน ได้เห็นโอกาสครั้งใหญ่จากการย้ายฐานการผลิต เช่นเดียวกับช่วงปี 1980 โดยปัจจุบันมีอุตสาหกรรมไฮเทคย้ายเข้ามาในไทยมากขึ้น เช่น การผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ในสระบุรีและอยุธยา อุตสาหกรรมชิปสำหรับ Data Center และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก

    อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับการลงทุนเหล่านี้ รัฐบาลได้ผลักดันนโยบาย Direct PPA หรือการปลดล็อกให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินใจสำคัญของนักลงทุนระดับโลกกว่า 80-90% ซึ่งโลกปัจจุบันความมั่นคงจะเป็นเงื่อนไขสำคัญของเศรษฐกิจ วันนี้เกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ ทุกคนต้องการที่ปลอดภัย

    “นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์  ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นข ณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7%  แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น  ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฎิรูป 3 อย่าง คือ การปฎิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่สอง ปฎิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฎิรูปทักษะแรงงานไทย  ซึ่งผมทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เราได้เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น

    “ผมมีความกังวลต่อโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยในอัตราเร่งที่เร็วกว่าญี่ปุ่น โดยสัดส่วนคนอายุเกิน 60 ปีจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่อัตราการเกิดต่ำลง จึงเสนอโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงทักษะแรงงานให้ตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมชิปที่ให้เงินเดือนเริ่มต้นถึง 30,000 บาท”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในปี 69 คนไทย 100 คน มี 20% อายุเกิน 60 ปี หรือในวัยเกษียณ เช่น คนญี่ปุ่น ยังทำอาชีพ พนักงานต้อนรับในโรงแรม หรือร้านสะดวกซื้อ ไทยจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้กลับมามีงานทำ เรื่องนี้ได้คุยกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องคนไทยเรียนป.ตรีแต่ไม่ตรงความสามารถ สิ่งสำคัญทำโครงการ Skill Bridge สะพานเชื่อมทักษะ คนไทยอยากเรียนอะไรให้ตรงทักษะ ทำอย่างไรให้คนไทยมีรายได้ เกิดการจ้างงาน

    สำหรับการขับเคลื่อนนโยบาย นายเอกนิติ กล่าวเปรียบการบริหารเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล โดยมีภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” รัฐบาลเป็น “กองกลาง” ที่คอยจ่ายบอลผ่านการปลดล็อกกฎระเบียบ (Thailand Fast Pass) และมี “กองหลัง” ที่แข็งแกร่งคือวินัยการเงินการคลัง

    “นโยบายเศรษฐกิจต้องสร้าง Tomorrow วันนี้ถ้าเราไม่เปลี่ยนผ่านตอนนี้ รออีก 10 ปีไม่มีทางทำได้แล้ว โดยไทยต้องยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงขึ้น และตั้งเป้าเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) แม้จะเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอดทนในการฝึกซ้อมเหมือนนักกีฬา แต่เชื่อว่าหากร่วมมือกัน ไทยจะสามารถคว้าแชมป์ครั้งสุดท้ายนี้ได้สำเร็จ”นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวเน้นย้ำความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยกลับมามีความสำคัญในสายตาชาวโลกอีกครั้ง และเป็นจังหวะสำคัญที่จะคว้าโอกาสในกระแสโลกใหม่ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Investment-Led Growth หรือการเติบโตที่นำโดยการลงทุน โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) โดยในปีนี้เตรียมนำเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท มาใช้ในโครงการต่อยอดทางด่วน และในอนาคตมีแผนจะขยายผลไปสู่โครงการ Smart Grid เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดและไฟฟ้าสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศที่ทำให้ไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    นอกจากนี้ นายเอกนิติยังได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากรนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อคืนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในระบบดิจิทัลให้รวดเร็วขึ้นทันที เพื่อช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยในไตรมาสที่ผ่านมาสามารถคืนภาษีให้ SME ไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกันในส่วนของ BOI ยุทธศาสตร์ใหม่จะไม่เน้นเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุน แต่จะเน้นคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมต่อทักษะสมัยใหม่ เช่น AI และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าให้แก่คนไทย โดยย้ำว่าถ้าอุตสาหกรรมไหนที่คนไทยเก่งขึ้น เราจะกำหนดให้มีการจ้างงานคนไทยในระดับที่สูง เพื่อให้การลงทุนต่างชาติตกถึงมือคนไทยอย่างแท้จริง

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/621824&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ypoi5H-2QDYTqzcfOGLXG

  • คลัง จับตา “เงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” จุดอันตรายเศรษฐกิจ

    คลัง จับตา “เงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” จุดอันตรายเศรษฐกิจ

    วันนี้ (25 ก.ค.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ”ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้ หากมองเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือการส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้เศรษฐกิจไทย หัวใจขณะนี้คือจะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

    อย่างไรก็ตาม ยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดี ๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือเสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดี คืออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ และไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของคนไทย ซึ่งต้องบริหารจัดการให้ดี หากปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้

    อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท

    รองนายกฯ กล่าวอีกว่า โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาทางการค้าระหว่างกัน การเจรจาเอฟทีเอ เป็นเครื่องมือที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ และสิ่งที่ถือว่าเป็นโอกาส ท่ามกลางสงคราม คือการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุน ทุกคนต้องการหาประเทศใหม่ที่ปลอดภัยเพื่อขยายการลงทุน

    ซึ่งส่วนหนึ่งมาลงทุนในไทย เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และที่ดีกว่าคือเข้ามาเป็นอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งวันนี้เราต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้ เพื่อเป็นห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก

    “นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้าเซนเตอร์ ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7% แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโตเกิน 3%”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฎิรูป 3 อย่าง คือการปฎิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่ 2 ปฎิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฎิรูปทักษะแรงงานไทย ซึ่งตนเองทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ ปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่ง ๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น

    อ่านข่าว :

    ฝากขังผู้ต้องหา คดี “พ่อทิพย์” สวมสิทธิสัญชาติไทยให้เด็กจีน

    “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร” นครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

    สถานทูตอิตาลี แถลงการณ์ขออภัยคนไทย ปม นร.แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T3D2H1kuQu7BRDiPdX8w-

  • Bitkub ปกปิดข้อมูลโดนแฮก 1.7 พันล้านบาท ชี้ถึงความเสี่ยงอะไรในวงการคริปโตฯ ไทย – BBC News ไทย

    Bitkub ปกปิดข้อมูลโดนแฮก 1.7 พันล้านบาท ชี้ถึงความเสี่ยงอะไรในวงการคริปโตฯ ไทย – BBC News ไทย

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Published

    • เวลาอ่าน: 10 นาที

    ทันทีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกหนังสือกล่าวโทษต่อบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และอดีตกรรมการบริษัทอีก 2 ราย ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา นายสกลกรย์ สระกวี อดีตกรรมการบริษัทบิทคับฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่ถูกกล่าวโทษ ก็ออกมาอัดคลิปชี้แจงข้อเท็จจริงจากฝั่งบริษัทโดยทันที

    จากแถลงการณ์ของ ก.ล.ต. พบว่า ในช่วงเดือน พ.ค. 2564 มีทรัพย์สินดิจิทัลทั้งหมด 16 สกุล มูลค่ารวมราว 1.7 พันล้านบาท ถูกโจรกรรมผ่านการโจมตีทางไซเบอร์บนแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลของบิทคับ แม้ต่อมา ก.ล.ต. จะพบว่า บริษัทสามารถหาสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนสินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรมไปได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2564 ทว่าบริษัทกลับไม่ได้แจ้ง ก.ล.ต. ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    ก.ล.ต. กล่าวโทษว่าการกระทำของบิทคับเข้าข่ายเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. อันเป็นความผิดตามมาตรา 76 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

    ขณะที่การกระทำของ นายสกลกรย์ สระกวี และนายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ กรรมการของบิทคับในเวลานั้น ที่เป็นผู้รับผิดชอบเอกสารที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. จะเข้าข่ายเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของนิติบุคคลเพื่อลวงบุคคลใด ๆ อันเป็นความผิดตามมาตรา 88(2) แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 88 วรรคท้าย คือมีโทษจำคุกระหว่าง 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 – 1,000,000 บาท

    คำแถลงจากบิทคับ

    Bitkub

    ที่มาของภาพ, Bitkub

    คำบรรยายภาพ, ภาพบันทึกหน้าจอ นายสกลกรย์ สระกวี จากคลิปวิดีโอแถลงการณ์ของบริษัทบิทคับ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569

    นายสกลกรย์ เริ่มต้นวิดีโอด้วยการบอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นผ่านมานานแล้ว พร้อมอธิบายว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2564 ซึ่งบริษัทถูกแฮกจริง ๆ จากนั้น ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัททุกคนจึงตัดสินใจใช้เงินส่วนตัว “ในการซื้อเหรียญคืนลูกค้าครบทั้งหมดตั้งแต่ในปีนั้นเลย”

    อดีตกรรมการบิทคับฯ รายนี้เสริมว่า ก.ล.ต. เพิ่งเริ่มเข้ามาตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าของบริษัทจริง ๆ เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา

    บีบีซีไทยตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า คำพูดของนายสกลกรย์ สอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีข้อมูลปรากฏบนโลกออนไลน์ว่าแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งหนึ่งในไทยถูกแฮก และ ก.ล.ต. ก็ออกมาแถลงว่ากำลังมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยระบุในตอนนั้นว่า สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า ณ วันที่ 8 ก.ย. 2568 นั้น มีความปลอดภัยครบถ้วน

    อย่างไรก็ดี นายสกลกรย์ยอมรับความผิดเรื่องการปกปิดข้อเท็จจริงจากสาธารณชนและ ก.ล.ต. โดยเขากล่าวว่า ระบบความปลอดภัยของแพลตฟอร์มนั้นมีครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และ “บิทคับเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย” แต่เพราะเขากังวลว่าลูกค้าจะได้รับผลกระทบทันทีหากทราบเรื่อง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A satellite image shows the Bab el Mandeb Strait, a narrow shipping lane

    • Katie and Alan Donegan smile at the camera while both wearing glasses during a selfie in front of a lake and trees against a blue sky.

    • พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. คนที่ 16

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา ในอดีตลูกค้าจะตื่นตกใจ ลูกค้าที่ถูกขโมยเหรียญจะสูญเงิน คนจะแห่ถอนเหรียญ เทขายเหรียญ ราคาเหรียญจะดิ่งลง สมมติราคาตอนนี้หนึ่งล้านบาทจะเหลือสองแสนนะครับ เกิดความโกลาหลเกิดขึ้นแล้วก็จะลามเป็นลูกโซ่ ซึ่งเราเรียกเหตุการณ์นี้ว่าแบงก์รัน (bank run)” นายสกลกรย์ กล่าว

    เขาเสริมว่า หากวันนั้นบิทคับมีการเปิดเผยข้อมูลจริง จะทำให้เกิดวิกฤตตามมาและจะเกิดการสูญเสียเป็นวงกว้าง พร้อมปิดท้ายว่าเขาคือผู้รับผิดชอบการกระทำแต่เพียงผู้เดียว และพร้อมรับผลของการกระทำของตัวเอง

    ‘แบงก์รัน’ คืออะไร เกิดขึ้นได้จริงไหมกับแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัล

    หนึ่งในคำสำคัญที่นายสกลกรย์ใช้เพื่ออธิบายการกระทำของตัวเอง คือปรากฏการณ์ที่ลูกค้าเกิดความตื่นตระหนกและแห่ถอนเงินออกมาจากระบบจนหมดและกระทบเป็นลูกโซ่ ที่เขาเรียกว่า แบงก์รัน (bank run) ซึ่งอ้างอิงมาจากปรากฏการณ์ในภาคการธนาคาร

    เดวิด แลม นักวิจัยจากโครงการศึกษาด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล เทคโนโลยีบล็อกเชน และนโยบายดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกกับบีบีซีไทยว่า ในมิติดั้งเดิมของแวดวงธนาคาร ภาวะแบงก์รันเกิดขึ้นเพราะตามปกติธนาคารจะนำเงินฝากที่ได้รับมาไปปล่อยกู้ แล้วถ้าลูกหนี้จ่ายเงินไม่ได้เป็นวงกว้าง เช่น ช่วงที่เกิดวิกฤตการเงิน ธนาคารก็จะขาดสภาพคล่อง หากในเวลาเช่นนี้ คนแห่กันไปถอนเงิน ธนาคารก็จะมีเงินไม่เพียงพอให้คนที่มาถอนเงิน

    ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช หัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ภาวะแบงก์รันนั้นเป็นเรื่องของความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) หรือหมายความว่าปรากฏการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นกับธนาคารหลายแห่งพร้อมกัน ไม่ใช่เกิดขึ้นกับธนาคารแค่แห่งเดียว

    “เมื่อแบงก์หนึ่งล้ม สิ่งที่เขากลัวก็คือแบงก์อื่นจะล้มตามไปด้วย นี่คือความหมายของคำว่าแบงก์รันแต่ถ้าแบงก์เราเจ๊งแบงก์เดียว แล้วแบงก์อื่นเขาไม่สะเทือน อย่างงี้เราไม่เรียกแบงก์รัน เราก็เรียกแบงก์เราเจ๊ง” ศ.ดร.อาณัติ อธิบายกับบีบีซีไทย

    สำหรับมิติของแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว กรรมการจากสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชี้ว่า ภาวะแบงก์รันที่ถูกอ้างถึงในกรณีของบิทคับมีความแตกต่างจากแบงก์รันในภาคการธนาคารอยู่ เนื่องจากตามกฎหมาย ธนาคารสามารถนำเงินฝากไปบริหารจัดการเพื่อหารายได้ต่อได้ หรือก็คือการที่ธนาคารนำเงินฝากที่ได้มาไปปล่อยกู้ต่อนั่นเอง ทว่าสำหรับแพลตฟอร์มซื้อขายเหรียญดิจิทัล (crypto exchange) ตามมาตราที่ 31 ของ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ห้ามไม่ให้ทำเช่นนั้น

    “เอ็กซ์เชนจ์มีหน้าที่ดูแลสินทรัพย์ของลูกค้าให้ปลอดภัย ไม่สามารถเอาไปทำอะไรได้ เพราะฉะนั้น สมมติว่าถ้าเกิดมีคนถอนเยอะ ๆ ในกรณีที่ถ้าเงินอยู่ครบ… สิ่งที่เกิดขึ้นคือสินทรัพย์ทุกอย่างต้องพร้อมให้ถอนและต้องถอนได้ อาจจะมีล่าช้าบ้างแต่สุดท้ายคือเงินต้องอยู่ครบ มันเป็นหลักการที่ต่างกันระหว่างธนาคารกับเอ็กซ์เชนจ์” พีรพัฒน์ ชี้

    บีบีซีไทยถามกรรมการสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยผู้นี้ต่อไปว่า สมมติในวันที่บริษัทโดนแฮก แล้วมีการประกาศข่าวออกไปให้รับทราบโดยทั่วกัน และมีลูกค้าแห่มาถอนเงินกันจริง ๆ โดยที่ทางบริษัทยังไม่สามารถหาเงินมาเติมได้จะเกิดอะไรขึ้น

    พีรพัฒน์ตอบว่า “ถ้าทุกคนแห่กันถอนจนหมดจริง ๆ ก็ใช่ เอ็กซ์เชนจ์ล่ม”

    ศ.ดร.อาณัติ เสริมว่า ในกรณีที่เป็นเช่นนั้นจริง ผลกระทบจะเกิดขึ้นในวงกว้างแน่นอน เนื่องจากบิทคับครองสัดส่วนตลาดสูงในตลาดแพลตฟอร์มซื้อขายเหรียญดิจิทัลไทย แต่สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่คำว่า ‘แบงก์รัน’ อยู่ดี

    “ถามว่าถ้าเขาล้ม ก็ต้องบอกว่ามันคือผลกระทบใหญ่ แต่การใช้ศัพท์คำว่าแบงก์รัน ว่ามันจะกระเทือนไปอย่างอื่น ผมก็เลยต้องแก้ด้วยวิธีการนี้ เพื่อเอาผลประโยชน์ประเทศชาติมาเป็นข้ออ้าง มันฟังดูไม่เมคเซนส์ (ไม่สมเหตุสมผล)” ศ.ดร.อาณัติ กล่าว

    การเติมเงิน 1.7 พันล้าน คือหน้าที่-ความรับผิดชอบ หรือการเอาตัวรอด ?

    สำหรับประเด็นที่เหล่าผู้ร่วมก่อตั้งบิทคับช่วยกันนำเงินของตัวเองมาซื้อเหรียญที่ถูกแฮกไปเพื่อไม่ให้มีผู้ใช้บริการเสียผลประโยชน์นั้น หัวหน้าภาควิชาการเงิน มธ. ชี้ว่านี่เป็นหน้าที่ที่แพลตฟอร์มพึงกระทำอยู่แล้ว เพราะมาตราที่ 31 ของ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ชี้ชัดว่า “ทรัพย์สินของลูกค้าที่อยู่ในบัญชีของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงเป็นทรัพย์สินของลูกค้า”

    ศ.ดร.อาณัติ เสริมว่า ด้วยเหตุนี้ เมื่อบิทคับทำเหรียญของลูกค้าหาย แม้จะเป็นไปเพราะถูกโจรกรรม “บิทคับไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้เลย… ดังนั้นการจงใจปกปิดโดยอ้างว่ากลัวแบงก์รัน มันจึงเป็นเหตุที่ไม่ควร… เมื่อคุณไปทำทรัพย์สินของเขาหาย แทนที่คุณจะประกาศว่าจะแก้ไขปัญหาว่าไม่ต้องกลัวนะครับ ผมยินดีจะชดเชย นี่ต่างหากคือสิ่งที่พึงกระทำ”

    เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุโจรกรรมทางไซเบอร์นั้น เป็นช่วงเดียวกับที่บิทคับกำลังจะมีดีลธุรกรรมใหญ่ที่ข่าวการแฮกนั้นอาจส่งผลกับธุรกิจโดยตรงได้

    ข้อสังเกตแรกของ ศ.ดร.อาณัติ คือในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2564 บิทคับมีการออกเหรียญ KUB ของตัวเองเข้ามาให้ผู้ใช้งานซื้อขายได้ ทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติไม่ถึงเกณฑ์ โดยราว 1 ปี ถัดมา ก.ล.ต. เปรียบเทียบปรับบริษัท บิทคับ ออนไลน์ และกรรมการคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัลรวม 5 ราย รายละ 2,533,500 บาท รวมกว่า 15.2 ล้านบาท ฐานอนุมัติเหรียญ KUB เข้าซื้อขายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกฯ และไม่คำนึงถึงมาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ก่อนที่ต่อมาวันที่ 30 มิ.ย. 2565 คณะกรรมการ ก.ล.ต. จะมีคำสั่ง (ตามมาตรา 35) ให้บิทคับแก้ไขการคัดเลือกและอนุมัติเหรียญ KUB ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ภายใน 30 วัน

    ขณะที่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2564 ก็มีรายงานข่าวทั้งจากสื่อมวลชนและตัวบิทคับเอง ที่ระบุว่า คณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด มีมติอนุมัติให้ SCBS ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของธนาคารเข้าทำสัญญาซื้อหุ้นในบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ในสัดส่วน 51% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.78 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี ดีลนี้ล่มในปีถัดมา

    ด้าน เดวิด แลม เสริมว่าในระดับโลกมีหลายกรณีที่แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลถูกโจรกรรมผ่านทางไซเบอร์ แล้วก็มีทั้งแพลตฟอร์มที่ออกมาประกาศทันทีพร้อมเสนอแนวทางการรับผิดชอบ รวมไปถึงแพลตฟอร์มขนาดเล็กกว่าที่เลือกปิดเงียบไป

    แลม ชี้ว่า กรณีอย่างบายบิท (Bybit) แพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5 หมื่นล้านบาทไทยนั้น ฝั่งผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มเลือกที่จะออกมาแถลงความจริงทันทีและระบุว่าบริษัทจะคืนเงินให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

    เมื่อถามว่า เหตุใดผู้ก่อตั้งบายบิทอย่าง เบน โจว เลือกเดินทางนี้ เมื่อเทียบกับกรณีของบิทคับ แลม วิเคราะห์ว่า เพราะแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลรายนี้มีขนาดใหญ่มาก และผู้คนเองก็เห็นธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกตินี้บนบล็อกเชนโดยทันที “เขาจึงต้องรีบออกมาชี้แจงต่อสาธารณะว่า ‘เราโดนแฮกนะ แต่เรามีแผนรองรับ เรามีสินทรัพย์พอ หรือเราได้ bridge loan (เงินกู้ระยะสั้น) มาเติมแล้ว เพื่อให้ทุกคนได้เงินคืนครบ ไม่ต้องกังวล’”

    เมื่อเทียบกับไทย แลมชี้ว่า บิทคับนับว่ามีขนาดเล็กกว่ามาก และในตอนที่เกิดเหตุโจรกรรมทางไซเบอร์ผู้ใช้งานก็อาจไม่ได้รู้สึกผิดปกติใด ๆ จึงทำให้ “ตอนนั้นอาจจะยังไม่ได้อยู่ในเรดาร์ของคนทั่วไป เขาเลยประคองตัวไปได้โดยไม่มีคนจับได้”

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “บอกตามตรง มิตินี้ถ้าเทียบกันแล้ว ถือว่าดีกว่ากรณี Zipmex เยอะมาก…” พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว กรรมการจากสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย กล่าว

    สำหรับพีรพัฒน์ จากสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชี้ว่าต้องแยกประเด็นการปกปิดข้อมูลออกจากการรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ

    “บอกตามตรง มิตินี้ถ้าเทียบกันแล้ว ถือว่าดีกว่ากรณี Zipmex เยอะมาก… เพราะสุดท้ายผลที่เกิดกับประชาชนมันรุนแรง ลองคิดภาพกรณี Zipmex มีการกล่าวโทษเยอะแยะเลย แต่สุดท้าย ก.ล.ต. ปรับไม่กี่บาทเมื่อเทียบกับความเสียหาย แล้วถามว่าประชาชนได้เงินคืนไหม ก็ไม่ได้คืน พูดง่าย ๆ คือมันระบุว่าความผิดมีอยู่จริง แต่เงินก็ไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้”

    พีรพัฒน์ อธิบายโดยชี้ว่า ที่ผ่านมามีแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลถูกแฮกมากมาย ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในกรณีที่เปิดเผย ลูกค้ารายย่อยที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับการชดเชยหรือช่วยเหลือ

    “ก็ต้องยอมรับว่าตรงนี้ถือว่า สปิริตดีมาก อันนี้ต้องยอมรับเลย แต่ว่ามันคือคนละเรื่องกับการที่เขาปกปิดข้อมูลแล้วก็อ้างว่าทำไปเพื่อลูกค้า คือพูดง่าย ๆ คือเหมือนกับว่าเขาเอาเงินมาเติม ตรงนี้มันเป็นการทำเพื่อบริษัทเขา… ไม่ได้ทำเพื่อปกป้องวงการ ถามว่าเกี่ยวกับลูกค้าไหม ก็เกี่ยวเพราะเป็นลูกค้าของเขา แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับวงการอยู่ดี” พีรพัฒน์ กล่าว

    ก.ล.ต. บกพร่องหรือไม่ ดำเนินการหลังผ่านไป 5 ปี

    หนึ่งในคำถามที่ผุดขึ้นมาจากกรณีนี้คือเหตุใด ก.ล.ต. จึงใช้เวลาร่วม 5 ปี กว่าจะพบความผิดปกติหรือการปลอมแปลงข้อมูลที่เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ทุกฝ่ายกำลังพูดถึงระบบที่อิงอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เป็นการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ดังนั้น เม็ดเงินที่อยู่ดี ๆ หายไป 1.7 พันล้านบาท สามารถเล็ดลอดสายตาของหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. ได้ง่ายเช่นนั้นเลยหรือ

    ถ้อยแถลงของบิทคับที่ระบุว่าเพิ่งมีการตรวจสอบช่วงเดือน ก.ย. 2568 สอดคล้องกับสิ่งที่ พีรพัฒน์ บอกกับบีบีซีไทยว่า ก.ล.ต. น่าจะเพิ่งลงมาดูประเด็นนี้หลังมีเอกสารรั่วไหลออกมา หรือหมายความว่า กว่า ก.ล.ต. จะรู้ตัวจริง ๆ ก็คือ 4 ปีหลังเกิดเหตุแล้ว

    เมื่อสอบถามประเด็นนี้ต่อ ศ.ดร.อาณัติ เขาอธิบายว่า โดยปกติแล้ว สำหรับการควบคุมดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ก.ล.ต. จะดูจากรายงานที่บริษัทส่งมา แล้วหากพบว่ามีความผิดปกติหรือมองว่าไม่น่าเชื่อถือจึงสามารถตามกลับไปเช็คได้

    “ถ้าผมเป็น ก.ล.ต. แล้วบอกว่าผมไม่เชื่อที่บิทคับรายงาน ผมเข้าไปที่ Blockchain.com ผมก็ไปไล่กวาดทุกธุรกรรมว่าตอนนี้ถือ Bitcoin อยู่เท่าไหร่ ในทางทฤษฎีทำได้ แต่ถามว่าทำแล้วผมจะรู้ไหมว่าอันไหนเป็นเงินลูกค้าเท่าไหร่ เงินบริษัทเท่าไหร่ ก็ไม่รู้อยู่ดี และผมเชื่อว่า ก.ล.ต. ไม่ได้ไปเช็กแบบนั้นด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิ่งที่เขาอาจไม่ถนัด ขณะที่เอ็กซ์เชนจ์หรือหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศเขาจะมีเครื่องมือที่เรียกว่า blockchain analytics พอของเราไม่มี เราก็เชื่อตามที่เขารายงาน แล้วก็พยายามบังคับให้เขารายงานอย่างละเอียด มันก็อารมณ์เหมือนกรณีหุ้นทิพย์ที่พูดถึงกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือคุณรายงานอะไรมา ผมเชื่อคุณไปก่อน แต่ถ้าคุณผิด คุณผิดกฎหมายนะ”

    เขาทิ้งท้ายว่า สุดท้ายเมื่อเรื่องเพิ่งมาแดงหรือเริ่มจะมาลงดาบกันตอนนี้ “เรื่องขนาดนี้ ผ่านมาไม่รู้กี่ปีแล้วค่อยกลับมานั่งไล่กัน… มันก็สะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานกำกับดูแล”

    ด้าน เดวิด แลม ชี้ว่าหาก ก.ล.ต. ออกมาดำเนินการสิ่งนี้ตั้งแต่ตอนที่เรื่องเกิดขึ้น เขาจะประเมินให้เกรดสี่เต็มกับหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมเสริมว่า การตามกำกับดูแลโดยอิงอยู่กับรายงานที่ได้รับมาทำให้หน่วยงานฯ ต้องพึ่งว่าแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลจะรายงานข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่

    “การตรวจแบบนี้ไม่ใช่แค่ดูสินทรัพย์ แต่ต้องรู้หนี้สินด้วย และหนี้สินมาจากการที่เอ็กซ์เชนจ์รายงานเท่านั้น สุดท้ายคุณต้องพึ่งให้เอ็กซ์เชนจ์รายงานยอดเงินฝากลูกค้าอย่างถูกต้อง” แลม กล่าว

    เขาเสริมว่า “ผมไม่ทราบว่าตอนนั้น หน่วยงานกำกับดูแลของคุณได้เช็กบนบล็อกเชนหรือทำ due diligence (การสอบทานธุรกิจ) แบบนั้นไหม ถ้าตอนนั้นเขาทำ ผมจะให้เกรด A เลย ดีมาก แต่ผมไม่รู้ว่ามันเป็นแนวปฏิบัติปกติในตอนนั้นหรือเปล่า มันเป็นสิ่งที่ควรทำแน่ ๆ แต่ผมคิดว่ามันก็ยากมากสำหรับหน่วยงานกำกับดูแลที่จะทำ”

    บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยัง ก.ล.ต. เพื่อขอความเห็นและคำชี้แจงต่อประเด็นต่าง ๆ ที่ถูกพาดพิง อย่างไรก็ดี เราไม่ได้รับการตอบกลับก่อนที่รายงานฉบับนี้จะถูกเผยแพร่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cn7nvm5dxpxo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qpnN8UtswZdN4yyEkQMnZ