Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กนง.มีมติเอกฉันท์  ‘คงอัตราดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 1.0%  ชี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง

    กนง.มีมติเอกฉันท์ ‘คงอัตราดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 1.0% ชี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง

    กนง.มีมติเอกฉันท์ 6 เสียง คงดอกเบี้ยที่ 1.0% รับ ศก.มีโอกาสชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ จากผลกระทบสงคราม ห่วงผลกระทบน้ำมันส่งผ่านธุรกิจ รายย่อย

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลง ผลการประชุม กนง. ในวันที่ 29 เมษายน 2569

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง)ให้ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี

    เศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ และการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2569 แต่จะโน้มลดลงในปี 2570 ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย

    ด้านสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยต้องติดตามผลของสงครามต่อคุณภาพ และอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ คณะกรรมการ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอลง และความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง

    ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-driven inflation) จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ โดยต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อ และเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด

    ข้อมูลเศรษฐกิจก่อนสงครามในตะวันออกกลางสะท้อนแนวโน้มที่ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้จากการประชุมครั้งก่อนจากทั้งอุปสงค์ในประเทศ และการส่งออกสินค้า

    แต่ผลกระทบของสงครามส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ร้อยละ 1.5 และ 2.0 ตามลำดับ โดยการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และแนวโน้มรายได้ที่ลดลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงจากต้นทุน และข้อจำกัดการเดินทาง

    แต่การส่งออกสินค้ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีโลก นอกจากนี้ กรณีที่รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการคลังด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่จะปรับลดลงในปีหน้าเมื่อผลของมาตรการหมดไป และผลของฐานที่สูงขึ้น ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง

    โดยต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply disruption) ที่อาจส่งผลรุนแรงต่อภาคการผลิต และการจ้างงาน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.9 ในปี 2569 จากที่ติดลบร้อยละ 0.5 ในไตรมาสแรกของปี

    โดยอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก และการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ และจะอยู่สูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 3.0 เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ในปี 2570 ภายหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย

    ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 1.6 และ 1.5 ตามลำดับ ตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้า และบริการ แต่การปรับขึ้นราคาจะไม่เป็นวงกว้าง และต่อเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนได้จำกัดภายใต้อุปสงค์ที่อ่อนแอ

    สำหรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงาน และการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจยืดเยื้อกว่าคาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่สูงกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่อาจปรับเพิ่มสูงขึ้น

    ราคาสินทรัพย์ และอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับตลาดโลก ขณะที่เงินบาทปรับอ่อนค่าเนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง

    สำหรับอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่สินเชื่อยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบของสงคราม

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

    คณะกรรมการ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานแต่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง

    จึงต้องติดตามผลกระทบของสงคราม และปัจจัยอื่นๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1231721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-88sbWMg9La_EH3vifYV8

  • กนง.มติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตามคาด รับเศรษฐกิจชะลอ เงินเฟ้อพุ่ง

    กนง.มติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตามคาด รับเศรษฐกิจชะลอ เงินเฟ้อพุ่ง

    กนง.มติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตามคาด รับเศรษฐกิจชะลอ เงินเฟ้อพุ่ง

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ว่า คณะกรรมการ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี

    เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2569 แต่จะโน้มลดลงในปี 2570 ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย

    ด้านสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยต้องติดตามผลของสงครามต่อคุณภาพและอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอลงและความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-driven inflation) จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ โดยต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด

    ข้อมูลเศรษฐกิจก่อนสงครามในตะวันออกกลางสะท้อนแนวโน้มที่ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้จากการประชุมครั้งก่อนจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและการส่งออกสินค้า แต่ผลกระทบของสงครามส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ 1.5% และ 2.0% ตามลำดับ โดยการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและแนวโน้มรายได้ที่ลดลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงจากต้นทุนและข้อจำกัดการเดินทาง แต่การส่งออกสินค้ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีโลก

    นอกจากนี้ กรณีที่รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการคลังด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่จะปรับลดลงในปีหน้าเมื่อผลของมาตรการหมดไปและผลของฐานที่สูงขึ้น

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply disruption) ที่อาจส่งผลรุนแรงต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9% ในปี 2569 จากที่ติดลบ 0.5% ในไตรมาสแรกของปี โดยอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลกและการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ และจะอยู่สูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ 3.0% เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ในปี 2570 ภายหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย 

    ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มอยู่ที่ 1.6% และ 1.5% ตามลำดับ ตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ แต่การปรับขึ้นราคาจะไม่เป็นวงกว้างและต่อเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนได้จำกัดภายใต้อุปสงค์ที่อ่อนแอ 

    หรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงานและการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจยืดเยื้อกว่าคาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่สูงกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่อาจปรับเพิ่มสูงขึ้น 

    ราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับตลาดโลก ขณะที่เงินบาทปรับอ่อนค่าเนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง

    สำหรับอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่สินเชื่อยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบของสงคราม

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานแต่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง จึงต้องติดตามผลกระทบของสงครามและปัจจัยอื่น ๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/657836&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GMZp7dPD9w6nr-WdU1HQz

  • เลยดัน “มะคาเดเมีย” พืชเศรษฐกิจ ตั้งเป้าขึ้นแท่นอันดับ 1 ของประเทศ

    เลยดัน “มะคาเดเมีย” พืชเศรษฐกิจ ตั้งเป้าขึ้นแท่นอันดับ 1 ของประเทศ

    ภูมิภาค

    เลยดัน “มะคาเดเมีย” พืชเศรษฐกิจ ตั้งเป้าขึ้นแท่นอันดับ 1 ของประเทศ

    วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.12 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    จังหวัดเลยเดินหน้าผลักดัน “มะคาเดเมีย” เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตอบโจทย์ตลาด และตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกขึ้นเป็นอันดับ 1 ของประเทศ

    เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านโนนพัฒนา หมู่ 7 ตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มอบหมายให้นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมโครงการส่งเสริมการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการตลาดสินค้าเกษตร ในกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะคาเดเมีย โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และเกษตรกรเข้าร่วม 40 ราย

    การอบรมมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีความรู้ด้านการจัดการศัตรูพืช การปรับปรุงดิน และการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิต ควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ชีวภัณฑ์และการจัดการแบบผสมผสาน
    ภายในกิจกรรมมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม การสังเกตอาการผิดปกติของพืช การวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ ตลอดจนแนวทางลดต้นทุนการผลิต และการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมอบปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วม

    นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า มะคาเดเมียเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ให้ผลตอบแทนดี และมีความต้องการของตลาดต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกประมาณ 400 ครัวเรือน พื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่ กระจายในหลายอำเภอ เช่น นาแห้ว ด่านซ้าย ภูเรือ และภูหลวง ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสม

    ทั้งนี้ จังหวัดตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดปีนี้เพิ่มอีกประมาณ 5% เพื่อก้าวสู่การเป็นแหล่งผลิตอันดับ 1 ของประเทศ จากปัจจุบันที่ยังเป็นรองจังหวัดเชียงราย

    นอกจากนี้ การส่งเสริมปลูกมะคาเดเมียยังช่วยด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ช่วยดูดซับฝุ่น ลดปัญหา PM2.5 รักษาความชุ่มชื้นของดิน ลดความเสี่ยงไฟป่า และช่วยฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ สอดคล้องแนวทาง “สร้างป่า สร้างรายได้” ของจังหวัดอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474345&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dX5vB7HIU6t1Kni5jc6l-

  • สั่งศึกษารอบใหม่! ก่อนลุย ‘แลนด์บริดจ์’

    สั่งศึกษารอบใหม่! ก่อนลุย ‘แลนด์บริดจ์’

    ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ให้ไปศึกษาการเดินหน้า “โครงการแลนด์บริดจ์” นั้น มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ไปศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งมีผลการศึกษาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้อัปเดต รวมถึงการไปรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่ ว่าโครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และมีความเห็นอย่างไร ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

    อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมในรัฐบาล รวมถึงพรรคเพื่อไทยเองเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว แต่หัวใจหลักคือ ต้องศึกษาให้รอบคอบ ซึ่งการจะดำเนินโครงการต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ

    1. ผลการศึกษาความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน
    2. ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่
    3. งบประมาณในการลงทุน ว่าจะนำมาจากแหล่งใด

    ส่วนจะเสนอโครงการดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม.สัญจรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นผู้ตั้งเรื่องที่จะต้องเสนอโครงการเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/prime-minister-orders-study-of-land-bridge-project-feasibility&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RlhcRBq866nraO6-RA7n6

  • นักหวดชายไทย U14 ทุบไต้หวัน 2-1 คู่ ลิ่ว 8 ทีมสุดท้ายเทนนิสไอทีเอฟ 2026

    นักหวดชายไทย U14 ทุบไต้หวัน 2-1 คู่ ลิ่ว 8 ทีมสุดท้ายเทนนิสไอทีเอฟ 2026

    ทีมชาติไทยรุ่น 14 ปีชาย ฟอร์มแกร่งเฉือนชนะ ไต้หวัน 2-1 คู่ คว้าชัย 2 นัดรวด การันตีเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายศึก ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส แน่นอนแล้ว ลุ้นชิงแชมป์กลุ่มกับอินโดนีเซีย

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนชิงแชมป์โลก ประเภททีมชาย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี รอบคัดเลือกตัวแทนโซนเอเชีย/โอเชียเนีย รายการ “2026 ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส, เอเชีย/โอเชียเนีย ไฟนอลส์ ควอลิฟายอิ้ง อีเวนท์” ณ เมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2569 เป็นการแข่งขันนัดที่สองของรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี

    ทีมชาติไทย (ทีมวางอันดับ 6) ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชเอ็กซ์” นายพชรพล คำสมาน พบกับ ทีมชาติไต้หวัน โดยผลการแข่งขันมีดังนี้ : ประเภทเดี่ยวมือสอง: “น้องอันปัน” ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล ชนะ แม็กซ์ โจฮันสัน 2-0 เซต (6-1, 6-3)

    ประเภทเดี่ยวมือหนึ่ง: “น้องเเทน” วริษฐ์ เลิศสินธพานนท์ ชนะ ไซ่ เชิง เอน 2-0 เซต (6-0, 6-3)

    ประเภทคู่: วริษฐ์ เลิศสินธพานนท์ และ “น้องเดนิส” เดนิส เขียวรักษา แพ้ให้กับ เฉิน ซิเฉ่ และ แม็กซ์ โจฮันสัน 0-2 เซต (6-7 ไทเบรก 4-7 และ 4-6)

    จบการแข่งขัน ทีมชาติไทย ชนะ ทีมชาติไต้หวัน 2-1 คู่ ส่งผลให้ทัพนักหวดชายไทยและ อินโดนีเซีย (ทีมวางอันดับ 3) การันตีผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ หรือ 8 ทีมสุดท้าย แน่นอนแล้ว แม้จะเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งแมทช์ในรอบแบ่งกลุ่มก็ตาม

    สำหรับโปรแกรมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ทีมชาติไทย จะต้องพบกับ อินโดนีเซีย เพื่อชิงอันดับ 1 ของกลุ่ม บี เนื่องจากทั้งสองทีมมีสถิติชนะ 2 แมตช์รวดเท่ากันในขณะนี้

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/103087/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3loNnqVe92mqHRPfqyl_G_

  • พิธีสวมเสื้อกาวน์วิชาชีพสำหรับนิสิตเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3

    พิธีสวมเสื้อกาวน์วิชาชีพสำหรับนิสิตเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3

    Skip to content

    คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จัดพิธีสวมเสื้อกาวน์วิชาชีพ ให้กับนิสิตเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 เป็นหมุดหมายสำคัญก่อนก้าวสู่การฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพในสถานการณ์จริง เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569

    การรับมอบเสื้อกาวน์วิชาชีพเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความพร้อม ความรู้ และจรรยาบรรณในวิชาชีพการให้บริการด้านยาและสุขภาพแก่ประชาชนอย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งเป็นช่วงเวลาที่นิสิตตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจที่สังคมมอบให้ในฐานะเภสัชกรในอนาคต

    ในโอกาสนี้ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับเกียรติจากนิสิตเก่าผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับวงการเภสัชกรรมและประเทศกลับมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีในการมอบเสื้อกาวน์ให้แก่นิสิตรุ่นน้อง การมีส่วนร่วมดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน แต่ยังเป็นการส่งต่อคุณค่า ประสบการณ์ และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพจากรุ่นสู่รุ่นอย่างงดงาม เปรียบเสมือนการส่งไม้ต่อที่ไม่ได้มีแค่ความรู้ แต่มี “หัวใจของความเป็นเภสัชกรแห่งอนาคต”

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/301174/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QZ-l5YFBahV8rIhum8F5h

  • “อนุทิน” มอบ “พิพัฒน์” ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ก่อนนำเข้า ครม.

    “อนุทิน” มอบ “พิพัฒน์” ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ก่อนนำเข้า ครม.

    นายกฯ อนุทิน มอบ “พิพัฒน์” เดินหน้าศึกษา ความเป็นไปได้ “โครงการแลนด์บริดจ์” ก่อนนำเข้า ครม. รับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ พรรคร่วมไม่ขัด 

    วันที่ 29 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ให้ไปศึกษาการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์นั้น มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ไปศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งมีผลการศึกษาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้อัปเดต 

    รวมถึง การไปรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่ ว่าโครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และมีความเห็นอย่างไร ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมในรัฐบาล รวมถึงพรรคเพื่อไทย(พท.) เองเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว

    ทั้งนี้ หัวใจหลักคือ ต้องศึกษาให้รอบคอบ ซึ่งการจะดำเนินโครงการอะไรจะต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. ผลการศึกษาความคิดเห็นประชาชน และการมีส่วนร่วม 2. ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่  และ 3.งบประมาณในการลงทุน ว่าจะนำมาจากแหล่งใด ส่วนจะเสนอโครงการดังกล่าวต่อที่ประชุมครม.สัญจรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นผู้ตั้งเรื่องการเสนอโครงการเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2929693&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zZaJpyq2nrwhtebPKYmAk

  • “ประเสริฐ” ถก “ร.ร.ปอเนาะ-ร.ร.ตาดีกา” 5 จ.ชายแดนใต้ ได้ข้อสรุปพัฒนาการศึกษา 5 ประเด็น

    “ประเสริฐ” ถก “ร.ร.ปอเนาะ-ร.ร.ตาดีกา” 5 จ.ชายแดนใต้ ได้ข้อสรุปพัฒนาการศึกษา 5 ประเด็น

    วันนี้ (29 เม.ย.2569) ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมหารือ เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีผู้แทนจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.สงขลา จ.สตูล จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง

    “ประเสริฐ” ถก รร.ปอเนาะ-รร.ตาดีกา 5 จ.ชายแดนใต้ ได้ข้อสรุปพัฒนาการศึกษา 5 ประเด็น

    นายประเสริฐ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกัน 5 ประเด็นว่า ภารกิจด้านการศึกษาเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในเขตพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน้าที่หลักในการจัดการศึกษา จึงควรเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะการยกระดับการศึกษาเกี่ยวกับทุนมนุษย์

    “ประเสริฐ” ถก รร.ปอเนาะ-รร.ตาดีกา 5 จ.ชายแดนใต้ ได้ข้อสรุปพัฒนาการศึกษา 5 ประเด็น

    ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จะเร่งยกระดับการศึกษาของครูโรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา รวมถึงนักเรียน ทั้งเรื่องของการเทียบโอนหลักสูตร วุฒิการศึกษาที่ต้องทำให้รวดเร็วยิ่งขึ้น การอบรมให้ความรู้แก่ครู และนักเรียน รวมถึงการอัปเกรดหลักสูตรให้สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบัน

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    กระทรวงศึกษาธิการ ยินดีสนับสนุนงบประมาณ ตามความเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐานด้านการศึกษา เร่งจัดตั้งบอร์ดการศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และผู้ช่วยเลขา ศอ.บต.ด้านการศึกษา การพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ เช่น การพัฒนาด้านภาษาที่เป็นเอกลักษณ์

    “ประเสริฐ” ถก รร.ปอเนาะ-รร.ตาดีกา 5 จ.ชายแดนใต้ ได้ข้อสรุปพัฒนาการศึกษา 5 ประเด็น

    นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า บรรยากาศการพูดคุยในวันนี้เป็นไปด้วยดีและสร้างสรรค์ ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่า โรงเรียนสอนศาสนาเป็นที่บ่มเพาะกลุ่มสร้างความรุนแรง ยืนยันว่า ทาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ตรวจสอบมาโดยตลอด ยังไม่พบปัญหาว่ามีการบ่มเพาะตามที่ถูกกล่าวอ้าง

    นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้

    นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้

    ด้าน นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เปิดเผยว่า รู้สึกสบายใจ ที่ได้มาพูดคุยกันในวันนี้ และได้แนวทางในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ที่เป็นระบบมากขึ้น

    นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

    นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

    ขณะที่ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะดำเนินการเป็นรูปธรรม ในการตรวจสอบความโปร่งใสของโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัยจากสังคม ซึ่ง ศอ.บต. จะเป็นตัวกลางในการสร้างความเข้าใจและพิสูจน์ข้อเท็จจริง

    อ่านข่าว

    “ประเสริฐ” หารือ “รร.ปอเนาะ – ตาดีกา” 5 จังหวัดชายแดนใต้

    “ประเสริฐ” ถกปอเนาะ-ตาดีกา 29 เม.ย.หารือแนวทางทำงานร่วมกันในอนาคต

    “ประเสริฐ” ฟ้อง “ศุภชัย” หมิ่นประมาท ปม “MOU ดีอี–บริษัทสิงคโปร์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505276&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07A98RGU83eXggomIbwxrS

  • บยร.1 ลงพื้นที่ตราด! ประธานศาลรธน.นำคณะศึกษาดูงานความมั่นคง-เศรษฐกิจ-การศึกษา-วัฒนธรรมพื้นบ้าน

    บยร.1 ลงพื้นที่ตราด! ประธานศาลรธน.นำคณะศึกษาดูงานความมั่นคง-เศรษฐกิจ-การศึกษา-วัฒนธรรมพื้นบ้าน


    วิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ นำผู้บริหารหลักสูตร บยร. รุ่นที่ 1 ลงพื้นที่จังหวัดตราด เจาะลึกยุทธศาสตร์การค้าชายแดนและการศึกษาพื้นบ้าน พร้อมผนึกกำลังหน่วยนาวิกโยธินตรวจเยี่ยมความมั่นคงชายแดนตะวันออก

    วิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ นำโดย ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อาทิ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, ศ.พิเศษ ดร.จีรนิติ หะวานนท์, นายอุดม รัฐอมฤต, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล นำคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร “ผู้บริหารงานยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ” รุ่นที่ 1 (บยร.1) เดินทางศึกษาดูงานนอกสถานที่ ณ จังหวัดตราด ระหว่างวันที่ 27-29 เม.ย. 2569 เพื่อรับทราบข้อมูลด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรมท้องถิ่น

    ในวันแรกของการเดินทาง คณะ บยร.1 ได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปจาก นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ณ ศาลากลางจังหวัด โดยมีการแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดตราดที่พึ่งพาการท่องเที่ยว การเกษตร และอาหารทะเลเป็นหลัก รวมถึงการหารือถึงแนวทางรับมือในสภาวะที่ด่านชายแดนยังคงปิดตัวลง เพื่อหาลู่ทางในการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน

    คณะได้เดินทางต่อไปยังเกาะช้างใต้ เพื่อเยี่ยมชมการจัดการศึกษาที่ โรงเรียนวัดสลักเพชร โดยมี นส.นันทยา บัวตรี ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้การต้อนรับและนำเสนอแนวทางการบ่มเพาะเยาวชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาดูงาน “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ณ เทศบาลตำบลสลักเพชร โดยนายกเทศมนตรี นายจักฤษณ์ สลักเพชร ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคของคนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารและผู้เข้ารับการอบรม บยร.1 นำโดย คุณภรณี ลีนุตพงษ์ ประธานรุ่น พร้อมด้วยเพื่อนร่วมรุ่น อาทิ คุณโอฬาร แพพ่วง, คุณวรเดช วีระเวคิน และ ผศ.ดร.วีรวัฒน์ จันทโชติ ได้ร่วมกันทำกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ด้วยการเก็บขยะและฟื้นฟูทัศนียภาพบริเวณเกาะง่าม เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

    ส่งท้ายภารกิจด้วยการเยี่ยมชม หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีตราด เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนจาก พลเรือตรี อมรเทพ บุญยงค์ ซึ่งทำให้คณะผู้เข้าอบรมได้รับทราบถึงภารกิจสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่รอยต่อ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคตะวันออก

    การศึกษาดูงานครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างวิสัยทัศน์ให้กับผู้บริหารระดับสูงในกระบวนการยุติธรรม ให้เข้าใจถึงบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่หลากหลาย เพื่อการประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42354&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07l7agbz6s3DK3CBxOXLPV

  • “พิพัฒน์” เดินหน้าลงพื้นที่ชุมพร-ระนอง 8 พ.ค. นี้ รับฟังความเห็น

    “พิพัฒน์” เดินหน้าลงพื้นที่ชุมพร-ระนอง 8 พ.ค. นี้ รับฟังความเห็น

    “พิพัฒน์” เตรียมลงพื้นที่ชุมพร-ระนอง 8 พ.ค.นี้ ชี้แจงข้อดี-ข้อเสียโครงการ “แลนด์บริดจ์” พร้อมรับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ เตรียมดัน พ.ร.บ. SEC เข้าสภาฯ ไตรมาส 3 นี้ หวังคัดเลือกผู้ลงทุนและเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2573

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 พ.ค. นี้ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชุมพร (อ.หลังสวน-พะโต๊ะ) และจังหวัดระนอง เพื่อสำรวจแนวเส้นทางเชื่อมโยงท่าเรือ 2 ฝั่ง และรับฟังความคิดเห็นจากผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่

    โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) เป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก โดยผลศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ยืนยันว่า โครงการมีความคุ้มค่า และเป็นโอกาสของไทย

    “ผมจะไปชี้แจงข้อมูลข้อดี ข้อเสีย และผลการศึกษา ที่สนข.ได้ศึกษาไว้ มีอาชีพอะไรทำได้เมื่อมีท่าเรือเพิ่มขึ้น หรือการที่เรือมาจอดทอดสมอเพิ่มจะสร้างอาชีพอะไร ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทใหญ่ สามารถเป็นบริษัทในพื้นที่ และจะมีอาชีพอะไรที่ต้องสงวนให้คนในพื้นที่เท่านั้น เพื่อให้คนพื้นที่ได้รับประโยชน์ แต่ต้องเฉพาะสำหรับประชาชนในพื้นที่ระนองและชุมพรก่อนเท่านั้น”

    สำหรับกรณีมีกระแสคัดค้านโครงการดังกล่าว นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า ไม่กังวลและมองว่าเป็นเรื่องปกติของโครงการขนาดใหญ่พร้อมขอให้ทุกฝ่ายยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

    “คำว่าแรงต่อต้าน ไม่ว่าช่วงที่ผ่านมาหรือปัจจุบันนี้คืออนาคต ผมเชื่อว่าแรงต่อต้าน เมื่อมีประโยชน์มากขึ้น แรงต่อต้านก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะนี่คือคำว่า”ผลประโยชน์” ซึ่งคนที่ต่อต้านก็ต้องพูดกันตรงๆ ไม่กลัวทัวร์ลง มากันเพื่อผลประโยชน์ของใคร ดังนั้น หากพูดกันเรื่องผลประโยชน์ก็ต้องมองว่าผลประโยชน์ของคนในพื้นที่มากกว่า หรือของคนที่มาจากนอกพื้นที่ได้ประโยชน์มากกว่า เราก็ต้องฟัดกันแบบตรงไปตรงมา เพราะผมไม่เคยสนใจและไม่กลัวกับใครที่จะมาบอกว่า ผมคือ ตัวล่อเป้า เพราะพวกต่อต้านเป็นใครมาจากไหน เรารู้กัน คำพูดผมอาจจะแรงแต่เรามองที่ผลประโยชน์ประเทศและประชาชนในพื้นที่”

    โดยยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าแลนด์บริดจ์ และจะพยายามให้กระทบระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ยอมรับว่า จะหายไปบ้างแต่ก็แลกมากับผลประโยชน์รายได้ที่จะเข้ามาในอนาคต

    ทั้งนี้ คาดว่าจะเสนอครม.อนุมัติ พ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. …. หรือ พ.ร.บ. SEC ได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ และจะผลักดันกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภาและมั่นใจว่าจะผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเกิน 250 เสียง โดยคาดว่าจะได้ผู้ลงทุนและเริ่มเดินหน้าก่อสร้างได้ภายในปี 2573


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12810641&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FnsgD6tq9Xf4au9l1zjsY