Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ฆ่าฝังดินกลางหุบเขา เชื่อเป็นศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” หลังหายตัวปริศนากว่า 1 เดือน – Workpoint News

    ฆ่าฝังดินกลางหุบเขา เชื่อเป็นศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” หลังหายตัวปริศนากว่า 1 เดือน – Workpoint News

    พบศพถูกฆ่าฝังดิน กลางหุบเขาในพื้นที่ อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจเชื่อเป็นศพของ “ฟิล์ม หลักช้าง” สมาชิกขบวนการค้ายาเสพติดที่หายตัวไปนานกว่า 1 เดือน.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/slide/crime/Nw65oErUa&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MrijTV29usy5vhk7aZYTw

  • ‘เนื้อสุรินทร์’ ขึ้น GI พรีเมียมเนื้อไทย รายได้ชุมชนโตแรง

    ‘เนื้อสุรินทร์’ ขึ้น GI พรีเมียมเนื้อไทย รายได้ชุมชนโตแรง

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ‘เนื้อสุรินทร์’ สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่สะท้อนวิถีปศุสัตว์ของชาวอีสาน พร้อมช่วยเพิ่มมูลค่าตลาดกว่า 43 ล้านบาทต่อปี และสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยมาตรฐานคุณภาพสากล

    ‘เนื้อสุรินทร์’ เนื้อโคขุนลูกผสมวากิวไม่น้อยกว่า 50% เพาะเลี้ยงในสภาพภูมิอากาศเหมาะสมของจังหวัดสุรินทร์ ได้เนื้อสีแดงอมชมพู ไขมันแทรกสวย ระดับคุณภาพตามมาตรฐานญี่ปุ่น รสชาติกลมกล่อม เนื้อนุ่มไม่มีกลิ่นสาบ ผลิตปีละกว่า 144,000 กิโลกรัม สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 43 ล้านบาท

    นุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับ ‘เนื้อสุรินทร์’ สู่สินค้าพรีเมียม แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้เกษตรกร-ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีรายได้มั่นคง พร้อมเดินหน้าหนุนระบบควบคุมคุณภาพ และขยายช่องทางการตลาด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจชุมชนสุรินทร์

    ipthailand-surin-beef-gi-premium-income-community-SPACEBAR-Photo01.jpg

    โดย ‘เนื้อสุรินทร์’ ถือเป็นอีกหนึ่งสินค้าเศรษฐกิจที่โดดเด่นของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีรากฐานมาจากวิถีการทำปศุสัตว์ที่ผูกพันกับชาวอีสานมายาวนาน เมื่อผสานเข้ากับระบบการควบคุมคุณภาพ และการส่งเสริมการตลาดอย่างจริงจัง โดยความร่วมมือของผู้ประกอบการและหน่วยงานในพื้นที่ ยิ่งทำให้ ‘เนื้อสุรินทร์’ มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นสินค้า GI สำคัญของจังหวัดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    “หลังจากการขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังคงเดินหน้าส่งเสริมผู้ผลิตและผู้ประกอบการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐาน GI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พี่น้องเกษตรกรผู้ผลิต ‘เนื้อสุรินทร์’ ทุกท่าน จะร่วมกันบูรณาการการทำงานกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อควบคุมคุณภาพและรักษามาตรฐานของสินค้า อันจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ‘เนื้อสุรินทร์’ อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมต่อไป”

    — นุสรา กล่าว

    ipthailand-surin-beef-gi-premium-income-community-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ipthailand-surin-beef-gi-premium-income-community&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W8lPauM0rzfDahs9xfJSA

  • เศรษฐกิจ ก.ค.68 รับปัจจัยหนุนจากการส่งออก

    เศรษฐกิจ ก.ค.68 รับปัจจัยหนุนจากการส่งออก

    กรุงเทพฯ 28 ส.ค.-คลัง เผยเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค.68 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 หลังมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนและการท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งสัญญาณชะลอตัวจากเดือนก่อน ทั้งนี้ จำเป็นต้องติดตามทิศทางการส่งออกสินค้าครึ่งปีหลังและการผลิตอุตสาหกรรม ภายหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป” โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 1.7 และ 6.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.8 และ 8.8 ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนกรกฎาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -4.3 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 51.7 จากระดับ 52.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 17.7 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.8 ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ –10.2 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 6.0 สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -4.2 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -0.8

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 28,580.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ที่ร้อยละ 11.0 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 16.6 ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยขยายตัวร้อยละ 61.0 54.9 และ 44.1 ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง น้ำตาลทราย และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 107.7 36.2 และ 9.8 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การส่งออก ยางพารา ข้าว และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 31.4 23.1 และ 7.1 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดทวีปออสเตรเลีย ลดลงร้อยละ -11.5

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่ผลผลิตสินค้าเกษตรยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนกรกฏาคม 2568
    มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.61 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -15.9 และลดลง เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -0.6 ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนกรกฏาคม 2568 จำนวน 21.8 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -0.5 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -1.5 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 7.8 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.8 ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ข้าวโพด และผลผลิตในหมวดไม้ผล เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.6 จากระดับ 87.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัยในภาคเหนือ และกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี: สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ -0.70 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.84 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 64.2
    ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 261.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า: สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.4 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 51.7 จุด และดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 49.7 จุด จากระดับ 50.4 จุด ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีกลับมาหดตัวอีกครั้งหลังจากขยายตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต และปริมาณคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 51.8 จุด และยังอยู่สูงกว่าระดับ 50 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการเป็นเดือนที่ 31 ติดต่อกัน

    ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน: โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ หลังจากที่ในเดือนกรกฎาคมมียอดขายสุทธิ แต่ในเดือนสิงหาคมกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้ง โดยในเดือนสิงหาคม (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 7,520.61 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ในระดับสูงที่ 96,084.51 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แม้จะมีแรงขายบางช่วงเพื่อทำกำไรระยะสั้น ขณะที่กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศยังคงมีการซื้อสุทธิรวม 1,504.57 ล้านบาท

    แม้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจะยังเป็นการขายสุทธิ -10,860.41 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิเล็กน้อย 318.67 ล้านบาท สำหรับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติพบว่ามีแรงขายสุทธิกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยในเดือนสิงหาคมมียอดขายสุทธิรวม -9,343.84 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ -71,894.29 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของค่าเงินบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ -9,066 ล้านบาทในเดือนสิงหาคม แต่เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 18,132.07 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้แรงซื้อจะชะลอตัวลงก็ตาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว.-515.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/latest-news-1578061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RtfjJDRZSPUENqsgNmTpL

  • ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2568 วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

    1. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลาจังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

    โดยเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ฯ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้กำหนดขึ้นใหม่ (ว 19/2567) และสอดคล้องกับบริบทด้านการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป

    2. เห็นชอบ การกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอปรับปรุงการกำหนดกรอบอัตรากำลังของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งส่วนราชการภายใน ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้จัดทำประชาพิจารณ์ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และได้แจ้งผลให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ทราบ ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ดำเนินการพิจารณาและวิเคราะห์ผลการทำประชาพิจารณ์ และมอบให้ สพฐ. จัดทำ (ร่าง) กรอบอัตรากำลังฯ ภายใต้เงื่อนไข จำนวนไม่เกิน 11,417 อัตรา ซึ่งไม่เกินจำนวนกรอบอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด (ตาม ว 26/2560 และ ว 24/2565)
    สพฐ. จึงได้ขอกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 245 เขต ตามโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ จำนวน 9 กลุ่ม 1 หน่วย ภายใต้เงื่อนไขงบประมาณด้านบุคคลไม่เพิ่มสูงขึ้น จำนวน 11,039 อัตรา ซึ่ง ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้

    1) เห็นชอบ (ร่าง) กรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 11,039 อัตรา
    2) เห็นชอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. กำหนดเลขที่ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ใหม่ โดยกำหนดเป็นเลขที่ตำแหน่ง จำนวน 10 หลัก เนื่องจากการกำหนดเลขที่ตำแหน่งเดิมมีความซ้ำซ้อนทำให้เกิดความยุ่งยากในการตรวจสอบและกำกับติดตามการบริหารงานบุคคลของส่วนราชการ
    3) เห็นชอบ แนวทางการบริหารกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยให้ สพฐ. จัดบุคลากรลงกรอบอัตรากำลังนี้ ภายใน 1 ปีงบประมาณโดยใช้แนวทางการบริหารกรอบอัตรากำลัง ตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ. กำหนด

    3. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา

    สืบเนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา (ว 8/2563) และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา (ว 2/2562) ได้ประกาศและบังคับใช้มาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี และ 6 ปี ตามลำดับ ซึ่งขอบข่าย เนื้อหา และรูปแบบของการพัฒนาอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของการจัดการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน จำเป็นต้องปรับปรุงรูปแบบ สาระสำคัญ และกระบวนการพัฒนา เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา

    รวมทั้ง ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ว 19/2567 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งให้ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา ต้องผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ดังนั้น จึงต้องมีการกำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ใหม่ โดยใช้กับทุกส่วนราชการเพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

    ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ว 8/2563 และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ว 2/2562 โดยในช่วงระหว่างที่หลักเกณฑ์และวิธีการนี้ประกาศใช้แล้ว แต่ยังไม่มีหลักสูตรการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้รองรับ ให้นำหลักสูตรการพัฒนาในหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา (ว 8/2563) และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา (ว 2/2562) มาใช้ไปพลางก่อน จนกว่าการจัดทำหลักสูตร การพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้จะแล้วเสร็จ และในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างที่ ก.ค.ศ. ยังมิได้ดำเนินการเกี่ยวกับการออกใบรับรองการผ่านการพัฒนาสมรรถนะตามมาตรฐานตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา ให้เพิ่มระยะเวลาในการพัฒนาและการฝึกประสบการณ์จากที่ส่วนราชการกำหนดระยะเวลาในการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้อีกไม่น้อยกว่า 21 ชั่วโมง

    4. อนุมัติ ย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 6 ราย

    5. อนุมัติ บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งขึ้นบัญชีรอการบรรจุ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2 ราย

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/92923&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X_ARyyKNBEU8wskgD1KCL

  • SCB รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก กยศ. ในฐานะองค์กรที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของ กยศ. อย่างเป็นระบบ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก กยศ. ในฐานะองค์กรที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของ กยศ. อย่างเป็นระบบ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติในฐานะนายจ้างที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ผ่านการหักเงินเดือนบุคลากรที่เป็นผู้กู้ยืม เพื่อส่งคืนเงินกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงาน “กยศ. Expo สร้างโอกาส สร้างอนาคต” โดยมี นางสาวสมฤทัย รัตนมณี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน People Strategic Partner เป็นผู้แทนธนาคารเข้ารับรางวัล จาก นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ รองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ อาคารคอนเวนชั่น ฮอลล์ ชั้น 3 สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

    ภายใต้กลยุทธ์ “Digital Bank with Human Touch” ธนาคารไทยพาณิชย์มุ่งนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อยกระดับกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใส่ใจในคุณค่าของมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนทุนมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในองค์กรพันธมิตรที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนภารกิจของ กยศ. ผ่านระบบการหักเงินเดือน ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการเงินแก่ผู้กู้ยืม และสนับสนุนการบริหารจัดการหนี้กองทุนได้อย่างเป็นระบบ โดยตลอดระยะเวลากว่า 27 ปีที่ผ่านมา  กยศ. สามารถสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทยแล้วกว่า 7.1 ล้านราย คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 800,000 ล้านบาท ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์มีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อโอกาสเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

    รางวัลในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของธนาคารไทยพาณิชย์ ในการร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งโอกาสและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573722/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39OSlPwuud66nBTWIfNftN

  • 10 อันดับประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ อันดับ 1 อยู่ในเอเชีย

    10 อันดับประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ อันดับ 1 อยู่ในเอเชีย

    10 ประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ จากงานวิจัยเผยที่ไหนบ้างที่การถ่ายเซลฟี่เสี่ยงที่สุด ส่งผลโดยตรงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

    ในยุคโซเชียลมีเดีย การถ่ายเซลฟี่ให้สวยสมบูรณ์แบบอาจกลายเป็นเรื่องอันตรายได้ และงานวิจัยใหม่โดยสำนักงานกฎหมาย The Barber Law Firm เผยว่าที่ไหนบ้างที่การถ่ายเซลฟี่เสี่ยงที่สุด

    นักวิจัยของสำนักงานได้ศึกษากรณีอุบัติเหตุจากการถ่ายเซลฟี่ทั่วโลกตั้งแต่มีนาคม 2014 ถึงพฤษภาคม 2025 โดยอ้างอิงจากรายงานข่าวใน Google News การศึกษาครอบคลุมเฉพาะกรณีที่การพยายามถ่ายเซลฟี่ส่งผลโดยตรงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

    “อินเดีย” ถูกจัดให้เป็นประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 42.1% ของอุบัติเหตุจากเซลฟี่ทั่วโลก จากกรณีผู้เสียชีวิตจากเซลฟี่ 271 รายที่รายงานในอินเดีย มีผู้เสียชีวิต 214 ราย และบาดเจ็บ 57 ราย

    นักวิจัยระบุว่าสาเหตุสำคัญมาจากการที่พื้นที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง การเข้าถึงสถานที่อันตรายได้ง่าย เช่น หน้าผาและรางรถไฟ รวมถึงวัฒนธรรมโซเชียลมีเดียที่เข้มแข็ง

    Ketut Subiyanto

    “สหรัฐอเมริกา” อยู่อันดับ 2 โดยมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าอย่างมาก โดยมีผู้ประสบอุบัติเหตุจากการถ่ายเซลฟี่รวม 45 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิต 37 ราย และบาดเจ็บ 8 ราย

    “รัสเซีย” อยู่อันดับ 3 มีผู้ประสบอุบัติเหตุรวม 19 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิต 18 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย

    แม้ตัวเลขเหล่านี้จะต่ำกว่าอินเดียมาก แต่ก็ยังสะท้อนรูปแบบที่น่ากังวล โดยเฉพาะในสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนมักเสี่ยงเพื่อเก็บภาพช่วงเวลาที่อันตราย

    “ปากีสถาน” อยู่อันดับ 4 มีผู้เสียชีวิต 16 ราย และไม่มีผู้บาดเจ็บ ขณะที่ “ออสเตรเลีย” ติดอันดับ 5 มีผู้เสียชีวิตจากเซลฟี่ 13 ราย และบาดเจ็บเพียง 2 ราย

    จากการศึกษาพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตจากเซลฟี่ที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลกคือการตกจากที่สูง คิดเป็น 46% ของเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจากหลังคา หน้าผา หรือโครงสร้างสูง การประสบอุบัติเหตุจากความสูงยังคงเกิดบ่อยที่สุดและมักร้ายแรงที่สุด

    “งานวิจัยของเราเผยให้เห็นเทรนด์ที่น่ากังวล เมื่อความต้องการการยอมรับบนโซเชียลมีเดียกลายเป็นเรื่องมีชีวิตจริง ภาพถ่ายที่สมบูรณ์แบบไม่คุ้มกับอันตรายแน่นอน” Kris Barber ผู้ก่อตั้งและทนายความหลักของ The Barber Law Firm กล่าวในแถลงการณ์

    “สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพียงแค่ถอยออกมาเล็กน้อยหรือเลือกมุมที่ปลอดภัยกว่า”

    James Frid

    10 อันดับประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่

    1. อินเดีย – 271 ราย
    2. สหรัฐอเมริกา – 45 ราย
    3. รัสเซีย – 19 ราย
    4. ปากีสถาน – 16 ราย
    5. ออสเตรเลีย – 15 ราย
    6. อินโดนีเซีย – 14 ราย
    7. เคนยา – 13 ราย
    8. สหราชอาณาจักร – 13 ราย
    9. สเปน – 13 ราย
    10. บราซิล – 13 ราย

    ด้วยความนิยมที่ยังคงสูงของแพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ TikTok แรงกดดันในการถ่ายเซลฟี่ที่โดดเด่นและท้าทายจึงเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคย

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความต้องการสร้างคอนเทนต์ไวรัลมักมีอิทธิพลมากกว่าความปลอดภัยพื้นฐาน ส่งผลให้ผู้คนเสี่ยงโดยไม่จำเป็นและบางครั้งถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งในชาเลนจ์อันตรายบน TikTok

    ไม่นานมานี้ นักท่องเที่ยวคนหนึ่งในอินเดียที่พยายามถ่ายภาพกับช้าง แต่กลับได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังจากถูกเหยียบย่ำและถอดเสื้อผ้า ทำให้เห็นก้นอันเปลือยเปล่าของเขาให้สัตว์ต่าง ๆ ได้เห็น

    นี่เป็นการเสี่ยงที่ประมาทและน่าอาย แต่โชคดีที่จบลงเพียงด้วยวิดีโอช็อก ไม่ใช่ชีวิตของเขา

    “มักมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในการเก็บภาพช่วงเวลาสวยงามโดยไม่เสี่ยงชีวิต ไม่มีจำนวนไลก์หรือแชร์ใดที่สามารถชดเชยความเสี่ยงต่อชีวิตของคุณได้” Barber กล่าวถึงอันตรายจากการเสี่ยงเพื่อถ่ายเซลฟี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9836326/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z4b3yuJvsrW7QdoCUqv0H

  • วช. ผลักดันแผนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์

    วช. ผลักดันแผนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์

    วช. ผลักดันแผนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อผลการดำเนินงานแผนงาน “ศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการประชุม และได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว รศ. ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ คณะที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วย ผู้บริหารจาก วช. และทีมนักวิจัย ณ ห้องทิวลิป โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การดำเนินงานแผนงาน “ศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” โดยมี รศ.ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการแผนงานฯ และคณะที่ปรึกษา ได้ดำเนินการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบของโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับทุนวิจัยจาก วช. มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 ซึ่งรูปแบบการให้ทุนมีการปรับเปลี่ยนตามการปฏิรูประบบวิจัย จุดเปลี่ยนที่สำคัญเริ่มในปีงบประมาณ 2562 จึงมีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงโครงการในระยะก่อน โครงการปัจจุบัน และโครงการในอนาคต เพื่อนำไปขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ต่อไป โดยการประเมินการใช้ประโยชน์ และความคุ้มค่าด้วยกลไกต่าง ๆ นั้น มีความสำคัญ วช. ภายใต้กระทรวง อว. ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม สามารถนำงานที่แล้วเสร็จจากทุนเดิมและจากทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์. (Strategic Fund : SF) ที่มีอยู่นำไปต่อยอดขยายผลสู่แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ที่ริเริ่มในปีงบประมาณ 2568 ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดจากการทำงานอย่างต่อเนื่องมาก่อน วช.จึงมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนท่านนักวิจัย การดำเนินงานของศูนย์ฯ และงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

    รศ. ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการแผนงานฯ กล่าวว่า ในนามของ “แผนงานศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” ศูนย์ได้ดำเนินการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบของโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้การสนับสนุนทุนจาก วช. ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 รวมถึงการวิเคราะห์โอกาสตลอดจนการขับเคลื่อน การนำไปใช้ประโยชน์เชิงวิชาการ สังคม ชุมชน พาณิชย์ และนโยบาย ในการประชุมครั้งนี้จะเป็นผลจากการประเมินโครงการที่ได้รับทุนอุดหนุน ประจำปีงบประมาณ 2564

    ถัดมาเป็น การนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ พร้อมตัวอย่างผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ “โครงการจากวิจัยสู่ธุรกิจ Start-up ในนาม บริษัท สยามโนวาส จำกัด (Siamnovas Company Ltd.)” นำเสนอโดย : ผศ. ดร.วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์ ที่ปรึกษานวัตกรรม บริษัท สยามโนวาส จำกัด ซึ่งดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมานับสิบปี ปัจจุบัน M.Zlex พัฒนาถึง version5 และขยับไปขอรับการสนับสนุนจาก BOI เพื่อขยายไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการช่วยลด PM2.5 และก๊าซมีเทน

    “โครงการศึกษาเปรียบเทียบการให้น้ำแบบประหยัดสำหรับนาข้าว จังหวัดสุพรรณบุรี กรณีศึกษาสายพันธุ์ข้าว กข.41” นำเสนอโดย : นายชวกร ริ้วตระกูลไพบูลย์ หัวหน้าโครงการวิจัย สังกัดกรมชลประทาน ในการทำนาเปียกสลับแห้งที่ช่วยลดการใช้ปุ๋ย และก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในปัจจุบันขยายผลร่วมกับกรมการข้าวโดยเฉพาะในปัจจุบันที่การลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

    และ “แผนงานการย้ายปลูกหญ้าทะเลและนิเวศบริการของหญ้าทะเล นำเสนอโดย : รศ. ดร. จารุวรรณ มะยะกูล ผู้ร่วมโครงการวิจัย สังกัด มหาวิทยาสงขลานครินทร์ ที่นำผลงานไปดำเนินการขยายผลร่วมกับอาสาสมัครในพื้นที่เกาะลิบงซึ่งประสบปัญหาหญ้าทะเลลดลงอย่างรุนแรง รวมกับ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ

    สุดท้ายเป็นการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “แผนที่นำทางเพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ (Research Management Roadmap)” โดย ผศ. ดร.คัทลียา จิรประเสริฐกุล เพื่อเป็นข้อเสนอให้กับหน่วยงานบริหารทุนและนักวิจัยในการผลักดันให้ผลงานวิจัยได้รับการสนับสนุนสร้างผลลัพธ์ และผลกระทบมากยิ่งขึ้น

    และปิดท้ายด้วย ศ.อดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม วช. กล่าวปิดการประชุมด้วยการให้กำลังใจนักวิจัย และผู้ทำงานในระบบวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ต้อง การความทุ่มเทในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รู้จริง เพื่อผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952315&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hy9bY4ZW34IyI8bwY7fkL

  • ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจจับเด็กนักเรียนกัมพูชา แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รธน.คือปัญหา

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจจับเด็กนักเรียนกัมพูชา แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รธน.คือปัญหา

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจทำไมตำรวจจับเด็กนักเรียนกัมพูชาวัย 13 ปี แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รัฐธรรมนูญคือปัญหา เด็กต่างด้าวเรียนฟรีแย่งที่เรียนเด็กไทย แนะเน้นเด็กไทยให้ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอ รับเด็กต่างชาติได้แต่ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียน

    29 ส.ค.2568 -ที่ทำการพรรคเศรษฐกิจ นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่นักเรียนชาวกัมพูชาวัย 13 ปี ถูกตำรวจจับกุมที่โรงเรียน และเตรียมส่งกลับประเทศกัมพูชา หลังถูกแจ้งความว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่เด็กนักเรียนสัญชาติกัมพูชาที่เป็นเด็กตั้งใจเรียนหนังสือต้องถูกส่งกลับจากการจับของตำรวจ แต่ก็การกระทำของแม่เด็กก็ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองจริง แต่ก็ต้องขอตั้งสังเกตว่า เหตุใดตำรวจถึงกวดขันเข้มข้นกับการจับเด็กนักเรียนต่างด้าว แต่กลับไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายและกับแรงงานต่างด้าวรวมถึงคนกัมพูชาด้วยที่เข้าเมืองผิดกฎหมายที่ ที่มีประมาณ 4-6 ล้านคน ทั่วประเทศ

    “ซึ่งคนเหล่านี้กำลังแย่งงานคนไทยอยู่ทั่วทุกหัวระแหง และที่ยิ่งไปกว่านั้น บางส่วนอาจมีพฤติกรรมในการบ่อนทอนความมั่นคงโดยการเป็นสายให้รัฐบาลกัมพูชา โดยมีแหล่งข่าวแจ้งมาที่พรรคเศรษฐกิจว่า มีตำรวจเรียกเก็บส่วยจากแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่เดือนละ 500 บาทต่อหัว ซึ่งเงินจากการทุจริตก้อนนี้ตกอยู่ ประมาณเดือนละ 2,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ส่วนกรณีของเด็กวัย 13 ปี คนดังกล่าว ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะหลังถูกผลักดันออกจากประเทศ เด็กก็สามารถที่ดำเนินการขอวีซ่าให้ถูกกฎหมายและขอเข้าเรียนในประเทศไทยได้ใหม่” นายคริส กล่าว

    นายคริส กล่าวว่า ในส่วนของภาพใหญ่ นี่ไม่ใช่ปัญหาของเด็กคนเดียวแต่เป็นปัญหาเด็กต่างด้าวที่ทะลักเข้ามาเรียนหนังสืออยู่ในระบบโรงเรียนของประเทศไทยเป็นจำนวนมากกว่า 200,000 คน (ข้อมูลจากปี 2566) เป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน เรื่องนี้มี สาเหตุมาจากการที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ที่บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยกฎหมายข้อนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจให้คนต่างด้าวจำนวนมากหลบหนีเข้าเมือง โดยอุ้มลูกหลานของตนที่ไม่ใช่คนไทย เข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศไทยโดยที่ตนเองไม่ได้จ่ายภาษี ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้น

    หากเราแก้ไขบทบัญญัติมาตราดังกล่าวให้เพิ่มคำว่า “เด็กทุกคนที่มีสัญชาติไทย” จะช่วยลดปัญหาลงได้มาก ซึ่งพรรคเศรษฐกิจ มีจุดยืนให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา โดยเน้นหลักที่ว่า หากเด็กไทย ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอแล้ว เราก็สามารถขยายโรงเรียนไปรับเด็กต่างชาติได้ แต่ก็ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่าย ค่าเทอมในการเข้าเรียน

    โดยตามข้อแนะนำจาก OECD อัตราส่วนนักเรียนต่อครูในระดับประถมศึกษา โดยเฉลี่ยในประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ เด็ก 14 คน ต่อครู 1 ท่าน หากเราดำเนินตามนโยบายตามปัจจุบัน จะทำให้การพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนของไทย เทียบเท่ามาตรฐาน OECD ได้ยาก แม้ว่าแนวโน้มประชากรเกิดใหม่ของไทยจะอยู่ในช่วงขาลงก็ตาม

    ประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องที่บางฝ่ายอาจจะมองว่า หากมีการแก้ไขกฎหมาย จะเป็นการกีดกันการศึกษาของนักเรียนต่างด้าวอาจผิดข้อกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยสามารถขอสงวนข้อกฎหมายในเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องภาระงบประมาณภาครัฐที่ไม่เพียงพอ จากกรณีเด็กต่างด้าวที่ถูกแอบนำเข้ามาโดยความตั้งใจในการใช้ทรัพยากร เงินภาษี ของประเทศไทยโดยผิดกฎหมายจำนวนมาก ทั้งนี้หากมองในด้านมนุษยชน เราสามารถให้กลุ่มต่างด้าวนี้เรียนในระบบ การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) หรือทางโทรทัศน์ทางไกลได้ เพื่อให้กลุ่มนักเรียนต่างด้าวเหล่านี้สามารถศึกษาเนื้อหาทางการศึกษาของไทยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/852051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rt7PKFj4Rtvy6OTSzJ1k3

  • คาดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 แม้กระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา

    คาดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 แม้กระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา

    มหาวิทยาลัยเอเชีย และแปซิฟิก (UA&P) ประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของฟิลิปปินส์ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 5.8 เมื่อเทียบกับฐานที่ต่ำของปี 2567 ถึงแม้ว่าต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของภาษีศุลกากรจากสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลทรัมป์ รวมทั้งผลกระทบจากฤดูพายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงน้อยลง ทั้งนี้ หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ อัตราการขยายตัวดังกล่าวจะมากกว่าร้อยละ 5.2 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 และร้อยละ 5.5 ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายใหม่ของรัฐบาลที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 5.5 – 6.5 สำหรับปี 2568 ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงแข็งแกร่งจากปัจจัยสนับสนุนของอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ แม้จะถูกจำกัดด้วยภาษีใหม่ที่สหรัฐฯ กำหนดต่อเงินโอนกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (OFW) โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมปรับลดลงเหลือร้อยละ 0.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปี จากการลดลงของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและอาหาร ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยในช่วง 7 เดือนแรกของปีอยู่ที่ร้อยละ 1.7 ต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 2 – 4 รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3 หลังจากชะลอตัวในช่วงห้ามดำเนินโครงการลงทุนสาธารณะ 45 วันระหว่างการเลือกตั้ง วันที่ 28 มีนาคม – 12 พฤษภาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ภาคการก่อสร้างที่อยู่อาศัยยังคงชะลอตัวจากอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินยังอยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่าตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 125 จุดพื้นฐาน (bps) ทำให้ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ร้อยละ 5.25 สำหรับค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ อาจผันผวนตามแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางฟิลิปปินส์และธนาคารกลางสหรัฐฯ (US Federal Reserve) ขณะที่ตลาดพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากปัจจัยสนับสนุนด้านอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง การกู้ยืมของรัฐบาลกลางที่เกือบครบตามเป้าหมาย และแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางฟิลิปปินส์เพิ่มเติมอีกรวม 50 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี 2568

    ผลกระทบจากภาษีศุลกากร

    ANZ Research ประเมินว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์อาจเผชิญแรงกดดันภายนอกที่เพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยดุลการค้าด้านบริการมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา แม้ว่าการส่งออกในภาค Business Process Outsourcing (BPO) และเทคโนโลยีสารสนเทศ จะยังคงแข็งแกร่ง ดุลการค้าด้านบริการลดลงเหลือ 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในไตรมาลแรก จาก 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจ IT – BPO กำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้านในระยะสั้น โดยการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากมาตรการภาษี อาจส่งผลต่อความต้องการบริการจากภาคธุรกิจ IT – BPO โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ หากความต้องการจากสหรัฐฯ ชะลอลง อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้จากบริการของฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ IT- BPO ยังเผชิญกับแรงกดดันจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้มากขึ้น โดยแรงงานที่มีทักษะต่ำจะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทนที่มากที่สุด สำหรับบัญชีต่างประเทศของฟิลิปปินส์จะเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคาดว่าความต้องการส่งออกสินค้าจะอ่อนตัวลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้การพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จะมีสัดส่วนไม่มาก แต่ผลกระทบทางอ้อมจากภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลกจะส่งผลถึงฟิลิปปินส์เช่นกัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้อัตราภาษีร้อยละ 19 ต่อสินค้าหลายรายการที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ ความต้องการนำเข้าจากการบริโภคภาคเอกชนยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการเติบโตของค่าจ้างที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี เนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้มีความต้องการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลการค้าขยายตัวมากขึ้น 

    ในขณะเดียวกัน คาดว่า ภาษีสรรพสามิตร้อยละ 1 ที่จะเก็บจากการโอนเงินกลับประเทศ (Remittances) จากสหรัฐฯ โดยจะบังคับใช้เฉพาะการเงินโอนแบบเงินสด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 จะมีผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศของประเทศในระดับปานกลาง ทั้งนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อฟิลิปปินส์ เนื่องจากฟิลิปปินส์มีการพึ่งพารายได้จากเงินโอนกลับประเทศจากสหรัฐอเมริกาสูง คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของเงินโอนกลับประเทศทั้งหมด โดยเงินโอนกลับดังกล่าวยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน การบริโภคภายในประเทศ และเป็นปัจจัยสนับสนุนเสถียรภาพของดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินผลกระทบโดยรวมของการขึ้นภาษีดังกล่าวประมาณ 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยของยอดเงินโอนทั้งหมด ดังนั้น ผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศของฟิลิปปินส์จะจำกัดในปี 2569 การชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อการเงินโอนที่ส่งกลับฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 การส่งเงินกลับประเทศจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 อยู่ที่ 16.75 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเงินโอนกลับจากแรงงานบก (land-based workers) เป็นแรงงานที่มีสัดส่วนมากที่สุด

    ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World

    บทวิเคราะห์/ ข้อคิดเห็น
    •    เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 5.8 ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำหนดไว้ระหว่างร้อยละ 5.5 – 6.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ การบริโภคของภาคครัวเรือนที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง และการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานหลังสิ้นสุดช่วงห้ามดำเนินโครงการลงทุนสาธารณะ ทั้งนี้ เศรษฐกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจากการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในภาคธุรกิจ IT – BPO ซึ่งอาจกระทบต่อแรงงานทักษะต่ำ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้อัตราภาษีร้อยละ 19 ต่อสินค้าหลายรายการที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเตรียมบังคับใช้ภาษีสรรพสามิตร้อยละ 1 ต่อการโอนเงินกลับประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนและเสถียรภาพการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่ากระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินว่าผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศโดยรวมจะอยู่ในวงจำกัดก็ตาม ทั้งนี้ การโอนเงินกลับประเทศยังคงเติบโตในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ความผันผวนของค่าเงินและทิศทางตลาดพันธบัตร โดยตลาดพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงและการกู้ยืมของภาครัฐที่เกือบครบตามเป้าหมาย ขณะที่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป แต่การขาดดุลการค้ามีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 

    •    ทั้งนี้ เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 การบริโภคภาคครัวเรือนของฟิลิปปินส์ที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง และการฟื้นตัวของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาสแก่ผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง ขณะเดียวกันการผ่อนคลายนโยบายการเงินและเสถียรภาพตลาดพันธบัตรอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนธุรกรรม อย่างไร
    ก็ตาม ผู้ส่งออกไทยอาจต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรและภาษีการโอนเงินของสหรัฐฯ ที่อาจลดกำลังซื้อของภาคครัวเรือนฟิลิปปินส์ การขาดดุลการค้าที่มีแนวโน้มขยายตัว ซึ่งอาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการจำกัดการนำเข้า ตลอดจนความเสี่ยงจากผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อภาคแรงงานและรายได้ครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในระยะถัดไป ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรติดตามและประเมินสถานการณ์ตลาดฟิลิปปินส์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องและเหมาะสมต่อไป

    —————————————

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา
    สิงหาคม 2568
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/i4orjff4ml6ar8j1gqmheqmj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06nXtiDSBuUijzlAvy_Bm9

  • พ่อค้าแม่ค้าชายแดนวอน! อยากได้นายกฯ คนใหม่ที่เป็นกลาง เร่งแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    พ่อค้าแม่ค้าชายแดนวอน! อยากได้นายกฯ คนใหม่ที่เป็นกลาง เร่งแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในคดี “คลิปเสียง” ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยศาลนัดออกนั่งบัลลังก์เวลา 15.00 น. เพื่ออ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีรับฟัง

    ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่อสถานการณ์ทางการเมือง

    นายสุพรรณ รักษา พ่อค้าหมูสดฝั่งตรงข้ามตลาดชายแดน กล่าวว่า ตนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้จริง โดยเฉพาะแก้ไขปัญหาชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน เพราะส่งผลกระทบต่อการค้าขายอย่างหนัก “ชาวบ้านเดือดร้อนกันมาก ค้าขายไม่ได้ คนเงียบแทบทั้งตลาด”

    ด้านนางสาวอรุณ วรรณจีบสุข แม่ค้าขายผลไม้ในตลาดชายแดน เปิดเผยว่า อยากได้ผู้นำใหม่ที่จริงใจและมุ่งมั่นพัฒนาประเทศ พร้อมแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและชายแดนอย่างจริงจัง ไม่ใช่การเมืองที่มีคนบงการอยู่เบื้องหลัง “เราทำมาหากินลำบากมาก ต้องเลี้ยงครอบครัวและลูกน้อง แต่ช่วงนี้ขาดทุนตลอด อยากให้นายกฯ คนใหม่ มาช่วยพัฒนาและทำให้ประชาชนอยู่ได้จริง”

    เธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคประชาชนชายแดนต้องการมาตรการช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและธนาคาร ทั้งการผ่อนผันการชำระหนี้และสินเชื่อระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อบรรเทาภาระที่เกิดจากปัญหาชายแดน

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บางส่วนของประชาชนในพื้นที่ยังเรียกร้อง “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน” ที่มีความเป็นกลางและมีความสามารถเพื่อเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ เพราะยิ่งช้า ประชาชนก็ยิ่งลำบากมากขึ้น

    สำหรับบรรยากาศการค้าชายแดนช่องจอมในช่วงนี้ พบว่ามีฝนตกเป็นระยะ ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิด เพราะชาวกัมพูชาบางส่วนกลับประเทศ และผู้ค้าชาวไทยก็ยังไม่มั่นใจสถานการณ์ ขณะที่ร้านขายพืชผักและของสดบางร้านยังเปิดบริการ เพื่อรองรับลูกค้าประจำ แม้ยอดขายจะไม่ดีนัก โดยบางครอบครัวยังเตรียมเก็บเงินสำรองไว้สำหรับการอพยพรอบใหม่ หากสถานการณ์ชายแดนยังไม่คลี่คลาย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5062861/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y8f98kCDjlP8J-ddX-7Ql