Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC หนุนเศรษฐกิจพื้นที่ขยายตัว สร้างความมั่นใจประชาชน +นักลงทุน+ และเกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอ

    กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC หนุนเศรษฐกิจพื้นที่ขยายตัว สร้างความมั่นใจประชาชน +นักลงทุน+ และเกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอ

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 และผู้บริหารในพื้นที่นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง และอ่างเก็บน้ำบางพระ จ. ชลบุรี เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถกระจายน้ำได้ทั่วถึงและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งสามารถรักษาระบบนิเวศ การเกษตร การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาภัยแล้งในปี 2569 ที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาสภาพภูมิกาศของโลกที่มีความแปรปรวน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

    นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 เปิดเผยว่า ปัจจุบัน(28 ส.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้ง 58 แห่ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 1,344ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นเกือบ 53% ของความจุอ่างฯรวมกันจนถึงขณะนี้มีผลการสูบน้ำโครงข่ายบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก ดังนี้
    1) การสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ฯและคลองชลประทานพานทอง มาเติมน้ำต้นทุนในอ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวมประมาณ 35.4 ล้านลบ.ม.
    2) การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเติมน้ำต้นทุนให้อ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวม 3.1 ล้านลบ.ม.
    3) การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 27.44 ล้านลบ.ม.
    4) การสูบผันน้ำกลับจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ปริมาณน้ำสะสมรวม 7.8 ล้านลบ.ม.
    5) การสูบผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพื่อไปเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างฯหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 20.17 ล้านลบ.ม.
    6) การสูบผันน้ำกลับจากวัดละหารไร่ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 1.58 ล้านลบ.ม.

    ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศ การเกษตรและภาคอุตสหกรรม ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ได้อย่างเพียงพอ ตลอดทั้งปี

    ​อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้น กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ตั้งแต่ปี 2563-2580 รวมทั้งสิ้น 39 โครงการ ทั้งการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ ปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม สร้างโครงข่ายน้ำเพิ่มขึ้น จัดทำระบบสูบน้ำกลับ รวมทั้งการขุดลอก และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มเติม และยังได้มีการนำแนวคิดและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 17 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 6 โครงการ และเป็นโครงการที่ต้องขับเคลื่อนอีก 16 โครงการ หากดำเนินการโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด จะมีโอกาสสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ถึง 909 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำให้แก่ประชาชนและเกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่ EEC ให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตรใช้ได้อย่างเพียงพอและไม่ขาดแคลน

    นายทินกร เหลือล้น กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมชลประทานยังได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาภัยแล้งโดยมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำโดยใช้ศักยภาพของลุ่มน้ำต่าง ๆ ให้เกิดความสมดุลเพียงพอต่อความต้องการ บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ มีแนวทางในการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วม รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกภาคส่วน กำหนดให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่พร้อมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_ZjitXvh1mg8jk79Go-hw

  • TISCO ESU คาดปีนี้เฟดลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.50% | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    TISCO ESU คาดปีนี้เฟดลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.50% | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) คาดการณ์ว่า เฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ภายในปี 2568 เพื่อรับมือตลาดแรงงานที่อ่อนตัวลง โดยคาดว่าจะทยอยลดในเดือนก.. และธ.. และอาจลดเพิ่มเติมอีก 0.25-0.50% ในปีหน้า หากเศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ด้านเงินเฟ้อยังเป็นโจทย์ใหญ่ของสหรัฐฯ

    นายธนภัทร ธนชาต ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ภายในปี 2568 เพื่อรองรับกับความเสี่ยงด้านต่ำของตลาดแรงงาน โดยคาดว่าจะทยอยลดในเดือนกันยายนและเดือนธันวาคม และอาจปรับลดลงอีก 0.25-0.50% ในปี 2569 หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย และไม่มีการเลิกจ้างงานอย่างรุนแรง

    “หลังจากที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.25–4.50% มาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่สัญญาณจากตลาดแรงงานเริ่มสะท้อนถึงความเปราะบาง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับท่าทีของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ในการประชุม Jackson Hole Economic Policy Symposium ล่าสุด ที่เริ่มโน้มเอียงไปทางผ่อนคลาย (Dovish) ส่งผลให้มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 กันยายน นี้”

    ด้านตลาดการเงินตอบรับด้วยการคาดการณ์ว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับประมาณ 3.0% ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งเทียบเท่ากับการลดดอกเบี้ยรวมกว่า 1.25–1.50% จากระดับปัจจุบัน ขณะที่ TISCO ESU มองว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยนโยบายได้น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจาก 1.โครงสร้างตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป 2.เงินเฟ้อที่ยังมีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมาย และ 3.ตลาดตีความท่าทีการสื่อสารของนายพาเวลล์ว่ามีความผ่อนคลายมากเกินไป

    สำหรับการจ้างงานในสหรัฐฯ แม้จะชะลอลง แต่อัตราการว่างงานยังทรงตัวในระดับต่ำ เป็นผลจากอุปทานแรงงานที่ชะลอตัวลงพร้อม ๆ กับอุปสงค์แรงงาน หลังประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินมาตรการกีดกันผู้อพยพอย่างเข้มงวด ทำให้จำนวนการเข้ามาของผู้อพยพแบบผิดกฎหมายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ระดับการจ้างงานที่ไม่ทำให้อัตราการว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น (Breakeven Employment) ลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตัวชี้วัดตลาดแรงงานอื่น ๆ เช่น อัตราการลาออกแบบสมัครใจ อัตราการเลิกจ้าง สัดส่วนงานว่างเปิดใหม่เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ว่างงาน และค่าจ้างแรงงาน ยังสะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานที่อยู่ในระดับค่อนข้างสมดุล

    ขณะที่ราคาสินค้าบางหมวดเริ่มเผชิญกับผลของการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งกำแพงภาษีศุลกากร ทั้งนี้ แม้ในภาพรวมยังไม่น่ากังวลเท่าที่เฟดเคยประเมินไว้ เพราะการส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลผลิตไปสู่ผู้บริโภคยังเกิดขึ้นน้อยและช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า แต่มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการจะยังทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคในช่วงที่เหลือของปี หลังต้นทุนการนำเข้าปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านสูงในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม แม้นายพาวเวลล์จะเริ่มมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น ในการประชุม Jackson Hole ล่าสุด แต่การสื่อสารยังผสมไปด้วยความระมัดระวัง โดยระบุว่า เงินเฟ้อเผชิญความเสี่ยงด้านสูง ขณะที่ตลาดแรงงานเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับงานประชุม Jackson Hole ในปี 2567 ที่เฟดเริ่มต้นวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง นายพาวเวลล์กล่าวว่า ความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้อมีลดลง และความเสี่ยงด้านต่ำของตลาดแรงงานมีเพิ่มขึ้น ทำให้โดยรวมเป็นการสื่อสารที่ค่อนข้างเป็นกลางกว่าปีก่อน อีกทั้งยังย้ำว่า เครื่องชี้วัดตลาดแรงงานหลายตัวยังทรงตัว หรือชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในช่วงที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นการลดดอกเบี้ยแบบต่อเนื่องหรือในอัตราที่มากกว่าปกติยังไม่น่าจะเกิดขึ้น เว้นแต่ตลาดแรงงานจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20250828-tiscoesu-sep25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S-ySxyTPBosbj_T3gvf1I

  • “เงินบาท” เปิดเช้านี้ 32.38 บ. จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ – ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย

    “เงินบาท” เปิดเช้านี้ 32.38 บ. จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ – ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย

    ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ (28 ส.ค. 2568) เปิดตลาดที่ระดับ 32.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ 32.48 บาทต่อดอลลาร์

    ค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน โดยเฉพาะการแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ ซึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาจะมีเสียงข้างมากในคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และจะผลักดันนโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ต้องการ การแสดงท่าทีดังกล่าวได้สร้างความกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มายาวนาน

    ตลาดเงินยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันศุกร์นี้ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2568 ซึ่งจะเป็นตัวชี้ทิศทางต่อการตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ยของเฟด

    ด้านการลงทุนต่างชาติ ล่าสุดพบว่ามีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,871 ล้านบาท ขณะเดียวกันซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 958 ล้านบาท สะท้อนการปรับพอร์ตลงทุนตามความเสี่ยง

    สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินวันนี้ ฝ่ายวิจัย ttb คาด USD/THB อยู่ที่ 32.30–32.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยแนะนำทยอยซื้อเมื่ออ่อนค่าที่ 32.30 บาท และขายทำกำไรที่ 32.60 บาท ขณะที่ค่าเงินหลักอื่น ได้แก่ EUR/THB คาดที่ 37.50–38.00 บาท แนะนำซื้อ 37.50 บาท/ขาย 38.00 บาท, JPY/THB อยู่ที่ 0.2170–0.2230 บาท แนะนำซื้อ 0.2170 บาท/ขาย 0.2230 บาท รวมถึง GBP/THB ที่ 43.50–44.00 บาท และ AUD/THB ที่ 20.80–21.30 บาท

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/778405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b7-sCsosBGUclbp635ve5

  • พบศพแล้ว “เอเยนต์ค้ายา” โดนฆ่าฝังดิน หลังครอบครัวเข้าแจ้งความหายตัวปริศนา – ช่อง3

    พบศพแล้ว “เอเยนต์ค้ายา” โดนฆ่าฝังดิน หลังครอบครัวเข้าแจ้งความหายตัวปริศนา – ช่อง3

    จว.นครศรีธรรมราช และตำรวจสืบสวน สภ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช เร่งทำการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีการหายตัวปริศนาของนายปฏิพล หรือ “ฟิล์ม หลักช้าง …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/crime/morning/446655&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KvE8S7cxekZOxda2iopz7

  • พบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฝังดินเขาหน้าเหมน พุ่งปมขัดแย้งธุรกิจค้ายาเสพติด – บ้านเมือง

    พบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฝังดินเขาหน้าเหมน พุ่งปมขัดแย้งธุรกิจค้ายาเสพติด – บ้านเมือง

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างกลาง พร้อมด้วยหน่วยพิสูจน์หลักฐาน บก.จ.นครศรีธรรมราช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้า…
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/crime/444133&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hOqPGYdp2yq3z7q49sdWU

  • หายตัวนานกว่าเดือน พบ “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน – ไทยรัฐออนไลน์

    หายตัวนานกว่าเดือน พบ “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน – ไทยรัฐออนไลน์

    กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ พร้อมขุดจุดต้องสงสัย จนพบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน ที่นครศรีธรรมราช หลังหายตัวนานเดือนครึ่ง คาดหักธุรกิจผิดกฎหมาย.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2879334&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zQBcpKIHXlZ13AwkWFfL_

  • พบศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฆ่าฝังดินกลางหุบเขา – สำนักข่าวไทย อสมท

    พบศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฆ่าฝังดินกลางหุบเขา – สำนักข่าวไทย อสมท

    นครศรีธรรมราช 28 ส.ค. – พบศพถูกฆ่าฝังกลางหุบเขาช้างกลาง คาดเป็นศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” หนึ่งในขบวนการค้ายาถูกอุ้มฆ่าฝังดิน ล้างหนี้ยาบ้า 42000 เม็ด จากกรณ…
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/latest-news-1578081&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw130py0L1OzA-i_B9ayXDKz

  • ‘จาตุรนต์’ แนะอนุโลมให้เด็กกัมพูชา 13 ปีได้รับการศึกษา

    ‘จาตุรนต์’ แนะอนุโลมให้เด็กกัมพูชา 13 ปีได้รับการศึกษา

    ข่าวทั่วไป

    28 ส.ค. 2025 เวลา 21:18 น.

    “จาตุรนต์” ชี้ไทยต้องปฏบัติตามสากล รัฐทุกรัฐต้องจัดการศึกษาให้เด็กโดยไม่เลือกปฏิบัติ ต้องอนุโลมเด็กกัมพูชาได้รับการศึกษากรณีถูกจับเข้าเมืองผิดกฎหมาย

    เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุถึงกรณีเด็กนักเรียนอายุ 13 ปีถูกจับข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายและอาจถูกส่งกลับกัมพูชา ว่า กรณีเด็กนักเรียนอายุ 13 ปี ถูกจับในข้อหาเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและอาจจะถูกผลักดันให้ออกจากประเทศไทยไปอยู่ในกัมพูชานั้น กรณีนี้เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13  ปีที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนของไทยมาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ทั้งนี้ แนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิในเวทีระหว่างประเทศ มีพันธะกรณีในการปฏิบัติตาม ปฏิญญาสากลและอนุสัญญาที่ไทยเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ที่มีแนวคิดเรื่องรัฐทุกรัฐต้องจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ (Education for All) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้การรับรองไว้ 

    อีกทั้งแนวคิดเดียวกันนี้ยังตรงตามอีกหลายอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(CRC), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AHRD)

    นายจาตุรนต์ ระบุว่า ประเทศไทยมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ในสมัยที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันทำให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี 2 ฉบับ ได้แก่ 18 ม.ค. 2548 และ 5ก.ค. 2548 เจตนารมณ์ก็คือต้องการคุ้มครองเด็กทุกคนในประเทศไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด เข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่ มีเอกสารหรือไม่ ไม่รู้ว่าเป็นคนของประเทศไหน ไม่มีบัตรอะไรติดตัวเลยก็ตาม แต่เด็กทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองทั้งนั้น โดยเฉพาะคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาเพื่อยืนยันหลัก Education for All

    มติ ครม.นี้เป็นเรื่องต่อเนื่องจากมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่าทั้งหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานทางการศึกษาเข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ดังนั้น กรณีพบเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเด็กไร้สัญชาติ ฝ่ายจัดการศึกษาจึงมีหน้าที่จัดการให้เด็กคนนั้นได้รับการศึกษา

    ส่วนเมื่อพบเด็กที่เรียนหนังสืออยู่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบางเรื่อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องหาทางอนุโลมผ่อนผันให้สามารถเรียนหนังสือต่อไปได้ ไม่พึงพรากเด็กจากการศึกษาและไม่พึงส่งเด็กออกไปจากประเทศโดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะไปอยู่ที่ไหนกับใครและจะได้รับการศึกษาหรือไม่ หลักการนี้ใช้กับเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะถือสัญชาติอะไรก็พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน รวมทั้งเด็กไร้สัญชาติไร้เอกสารหลักฐานก็พึงได้รับการคุ้มครองเช่นนี้เหมือนกัน

    นายจาตุรนต์ ระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านที่ติดตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ซึ่งอนาคตยิ่งมีเพิ่มขึ้น ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย หากเขาเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีความรู้ คุยกับนายจ้างคนไทยรู้เรื่องก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเรื่องนี้มีตัวอย่างแนวคิดจากหลากหลายประเทศทั่วโลกที่เผชิญปัญหาเดียวกัน เช่น ประเทศใน EU ที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อพัฒนาทักษะของแรงงานและมนุษย์ธรรมต้องได้สัดส่วนกัน

    การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติไทยเรานั้น ต้องการความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและการสนับสนุนจากประชาคมโลก เราจึงจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้มีภาพลักษณ์ในทางลบ ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

    “หลักง่ายๆที่ทั่วโลกยึดถือกันคือโลกนี้เขายอมรับว่าต้องให้เด็กได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้น ไม่ต้องไประแวงว่าเราจะเสียหายอะไร การใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมมากที่สุด”

    ‘จาตุรนต์’ แนะอนุโลมให้เด็กกัมพูชา 13 ปีได้รับการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1196358&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1djF3_2YzssoSXHXXnmDwc

  • ‘เท้ง’ แทงกั๊กเลิก MOU 43-44 ชงศึกษา 4 ข้อส่งต่อรัฐบาลหน้า มีความชอบธรรมสูงกว่า

    ‘เท้ง’ แทงกั๊กเลิก MOU 43-44 ชงศึกษา 4 ข้อส่งต่อรัฐบาลหน้า มีความชอบธรรมสูงกว่า

    “หัวหน้าพรรคประชาชน” มองไม่จำเป็นต้องรีบหาข้อสรุปยกเลิก MOU 43-44 แต่ควรศึกษาไว้เป็นแนวทาง 4 ข้อ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งและมีความชอบธรรมสูงกว่านี้ ชี้ต้นตอปัญหามาจากรัฐบาลปัจจุบัน-ผู้นำสองประเทศขัดแย้งกัน 

    28 สิงหาคม 2568 – เวลา 14.40 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกและทางทะเล (MOU 43 และ 44)

    นายณัฐพงษ์ อภิปรายว่า ถึงแม้สมาชิกทั้งหมดในสภาฯ ร่วมกันส่งข้อสรุปและส่งให้รัฐบาล ก๊เชื่อว่าปัญหาจะไม่จบ เพราะปัญหานี้มีต้นตอจากรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้นำประเทศ ความขัดแย้งของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เกิดขึ้นเพราะผู้นำ

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องสำคัญอย่างยิ่งคือความชอบธรรมของรัฐบาล คือความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหา แม้ผลการศึกษาของสภาจะดีแค่ไหน แต่สุดท้ายประชาชนคนไทยไม่เชื่อถือ ต่างประเทศไม่ให้ความเคารพ ปัญหาจะได้แก้ไขหรือไม่

    “จึงเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาก่อน หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ และส่งต่อไปยังรัฐบาลชุดหน้า ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีความชอบธรรมสูงกว่านี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

    นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เข้าใจดีว่าสมาชิกบางส่วนกังวลว่า MOU เป็นกลไกที่ขาดประสิทธิภาพ แต่อย่าลืมว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ ที่เราทำมากว่า 20 ปี ช่วยให้เราเดินหน้าปักปันเขตแดนไปแล้ว 74 หลักเขตด้วยกัน ดังนั้น สมาชิกทุกคนไม่มีความจำเป็นต้องรีบเร่งส่งข้อสรุปให้รัฐบาลที่ไร้ความชอบธรรมดำเนินการแก้ไขปัญหาในตอนนี้

    สำหรับกรอบในการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ ประกอบด้วย 1. ศึกษาผลกระทบกฎหมายระหว่างประเทศ และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเวทีระหว่างประเทศ

    2. ศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกระบวนการทวิภาคีในการเจรจาปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา

    3. ถ้าศึกษาเรื่องการยกเลิก ก็อย่าลืมคิดเผื่อว่าจะมีกลไกใดมาแทนที่ ระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงฉบับใหม่

    และ 4. การบริหารจัดการความมั่นคงชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ ระหว่างมีสภาวะช่องว่างที่ขาดกลไกการเดินหน้าปักปันเขตแดนระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/851808/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XKFkty5xkubSvn62vsjAG

  • หารือสภา ไฟส่องสว่างถนนสุวรรณศร 33 และถนนสาย 304 ดับสนิทยาวเกือบ 20 กม. หวั่นเกิดอันตราย บนถนนสายหลัก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    หารือสภา ไฟส่องสว่างถนนสุวรรณศร 33 และถนนสาย 304 ดับสนิทยาวเกือบ 20 กม. หวั่นเกิดอันตราย บนถนนสายหลัก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/108952&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ktO8cZcJ3wxff2p0lNLT_