Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อารักชี: อิหร่านจะตอบโต้การกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม

    อารักชี: อิหร่านจะตอบโต้การกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม

    อารักชี: อิหร่านจะตอบโต้การกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม
    🔹รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสามประเทศในยุโรป และผู้แทนฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้โทรศัพท์ถึงนายซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เพื่อแจ้งความตั้งใจที่จะรายงานอย่างเป็นทางการต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า “การระงับข้อพิพาท” ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA)
    🔹รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านเน้นย้ำถึงบทบาทที่รับผิดชอบและเจตนาดีของอิหร่านในการยึดมั่นในแนวทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และกล่าวว่า สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจะตอบสนองต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของทั้งสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์แห่งชาติของตน
    🔹อารักชียังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของอิหร่านในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) พร้อมแสดงความหวังว่าสามประเทศยุโรปจะปรับเปลี่ยนแนวทางที่ผิดพลาดนี้ให้เหมาะสมภายในไม่กี่วันข้างหน้า ด้วยความรับผิดชอบและการเข้าใจต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

  • เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย “แบนมือถือ” ในห้องเรียน แก้ปัญหา”เด็กติดจอ”

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย “แบนมือถือ” ในห้องเรียน แก้ปัญหา”เด็กติดจอ”

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย “แบนมือถือ” ในห้องเรียน แก้ปัญหา”เด็กติดจอ”

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย

    สภาเกาหลีใต้ลงมติผ่านร่างกฎหมายแบนการใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะในห้องเรียนทั่วประเทศ หวังแก้ปัญหาเด็กติดจอและเพิ่มสมาธิในการเรียนรู้ เริ่มมีผลปี 2026

    • เกาหลีใต้ผ่านกฎหมาย ห้ามใช้สมาร์ทโฟนระหว่างชั่วโมงเรียนทั่วประเทศ โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม ปี 2026 เพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับโรงเรียน
    • เป้าหมายหลักคือเพื่อต่อสู้กับ “ภาวะเสพติดสมาร์ทโฟน” ในกลุ่มเยาวชน ซึ่งมีสถิติสูงถึง 43% และเพื่อส่งเสริมสมาธิในการเรียนรู้และพัฒนาการทางสังคมของนักเรียน
    • แม้จะผ่านการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น แต่ยังคงมี ข้อถกเถียงในประเด็นสิทธิของนักเรียน และการมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แทนที่จะจัดการกับความกดดันในระบบการศึกษา

    สภาเกาหลีใต้ลงมติผ่านร่างกฎหมายแบนการใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะในห้องเรียนทั่วประเทศ หวังแก้ปัญหาเด็กติดจอและเพิ่มสมาธิในการเรียนรู้ เริ่มมีผลปี 2026

    สภาเกาหลีใต้ได้ผ่านร่างกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ Smart Device ระหว่างชั่วโมงเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ภาคการศึกษาใหม่ในเดือนมีนาคม ปี 2026

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย

    กฎหมายฉบับนี้เป็นผลมาจากความพยายามร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์เสพติดสมาร์ทโฟนที่ทวีความรุนแรงขึ้น และมีงานวิจัยชี้ถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ

    สถิติจากรัฐบาลในปี 2024 พบว่า เกือบ 1 ใน 4 ของประชากรเกาหลีใต้กว่า “51 ล้านคน” มีภาวะพึ่งพาสมาร์ทโฟนมากเกินไป แต่ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว เป็น “43%” ในกลุ่มเยาวชนอายุ 10-19 ปี

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย

    ผู้ปกครองและครูต่างแสดงความกังวลว่า ‘การใช้สมาร์ทโฟนส่งผลกระทบต่อผลการเรียนของนักเรียน ทำให้ขาดสมาธิ และแย่งชิงเวลาที่ควรใช้ในการทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น การสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์’

    โช จอง-ฮุน ส.ส. ผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า มี “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่สำคัญ” ซึ่งบ่งชี้ว่าการเสพติดสมาร์ทโฟนมี “ผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางสมองและการเติบโตทางอารมณ์ของนักเรียน”

    แม้กฎหมายจะห้ามใช้โทรศัพท์เฉพาะช่วงเวลาเรียน แต่ยังให้อำนาจครูในการจำกัดการใช้ในบริเวณโรงเรียนได้ พร้อมทั้งกำหนดให้โรงเรียนต้องจัดอบรมเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม กฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ หรือกรณีจำเป็นเพื่อการศึกษาและเหตุฉุกเฉิน

    ท่าทีต่อกฎหมายฉบับนี้ยังคงเสียงแตกในหมู่ครู โดยสมาพันธ์ครูแห่งเกาหลี (KFTA) ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษนิยม สนับสนุนกฎหมายโดยให้เหตุผลว่าช่วยสร้างรากฐานทางกฎหมายที่มั่นคง ในการควบคุมการใช้โทรศัพท์และลดปัญหาการกระทบกระทั่งกับนักเรียน

    ขณะที่สหภาพครูและคนทำงานด้านการศึกษาเกาหลี (KTU) ยังไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน โดยสมาชิกบางส่วนกังวลว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิของนักเรียน และมองว่ากฎหมายนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แทนที่จะจัดการกับต้นตอความเครียดที่แท้จริงของนักเรียน เช่น ระบบการแข่งขันเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่กดดันอย่างหนัก

    ที่มา : BBCREUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-tech/gadget/859516&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FohL-DujXLDGZpfTiS7B8

  • TISCO ESU เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายปี เพิ่มแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายปี เพิ่มแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีนจัดว่ามีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาดน้ำมันโลกอย่างมากในหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากแม้จีนจะเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ทว่าศักยภาพในการผลิตน้ำมันของจีนค่อนข้างต่ำมากเมื่อเทียบกับความต้องการบริโภค จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนที่สูง และกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก อุปสงค์น้ำมันของจีนจึงมีอิทธิพลต่อดุลอุปสงค์-อุปทานน้ำมันโลกโดยตรง

    • โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 (7M25) จีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นราว 300,000 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า (7M24) อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากฐานต่ำ เนื่องจากปี 2024 จีนชะลอการนำเข้าน้ำมันลงจากปีก่อนหน้า ทำให้เมื่อเทียบกับปี 2023 (7M23) ซึ่งจีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.21 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะคิดเป็นการเติบโตเพียง 40,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

    • สำหรับระยะข้างหน้า เศรษฐกิจจีนคาดมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายของปี สะท้อนผ่านดัชนีเศรษฐกิจจีนหลายภาคส่วน อาทิ การลงทุนสินทรัพย์ถาวร และการบริโภคครัวเรือนที่เริ่มอ่อนแรงลง

    • อีกทั้งการตกเป็นเป้าหมายหลักของสงครามการค้า ประกอบกับการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศที่เปราะบาง ทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง กดดันกำไรภาคอุตสาหกรรม ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการบริโภคในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตของการบริโภคน้ำมัน

    • นอกจากนี้ จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ (VLCC) ที่กำลังมุ่งสู่ประเทศจีนก็ยังอยู่ในแนวโน้มลดจำนวนลง สะท้อนการนำเข้าที่อาจชะลอลงในระยะถัดไป ปัจจัยเหล่านี้ชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันของจีนจะไม่เพียงพอที่จะผลักดันอุปสงค์น้ำมันโลกในช่วงท้ายของปี 2025 เราจึงประเมินว่าตลาดน้ำมันยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักจาก OPEC ขณะที่แรงหนุนจากอุปสงค์โดยเฉพาะจากจีนมีจำกัด ราคาน้ำมันดิบ WTI จึงมีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อไปสู่ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายปี และความเสี่ยงยังโน้มเอียงไปทางด้านต่ำ

    Highlighted Headlines

    • ไทย: ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ว่าจะผิดจริยธรรมร้ายแรง จนต้องสิ้นสุดการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ โดยศาลฯ จะอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. วันนี้

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภคกรุงโตเกียว (Tokyo CPI) เดือน ส.ค. และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ก.ค.

    • ไทย: รายงานตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือน โดย ธปท. เดือน ส.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE), รายได้ส่วนบุคคล (Personal Income), การใช้จ่ายส่วนบุคคล (Personal Spending) และปริมาณสินค้าคงคลังภาคการค้าส่ง (Wholesale Inventories) เบื้องต้น เดือน ก.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573697/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PAW6SQlQMJy5UfK7SxzEE

  • สมาคมธนาคารไทย ชูแก้หนี้ครัวเรือน เสริมแกร่งเศรษฐกิจ

    สมาคมธนาคารไทย ชูแก้หนี้ครัวเรือน เสริมแกร่งเศรษฐกิจ

    สมาคมธนาคารไทย นำโดย ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมฯ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมเวทีเสวนา “หนี้ครัวเรือนและความเปราะบางทางการเงิน” ในงาน Thailand Focus 2025 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Beyond the Challenges โดยระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยที่อยู่ในระดับสูงเป็นสัญญาณสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก

    ผยง ชี้ว่า เศรษฐกิจนอกระบบและแรงงานนอกระบบยังมีสัดส่วนสูง ขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากยังพึ่งพาหนี้นอกระบบ ส่งผลให้ภาระหนี้จริงอาจเกิน 100% ของจีดีพี การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยแนวทางที่ครอบคลุม ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การยกระดับข้อมูลเครดิตให้ครบถ้วน และการสร้างระบบสวัสดิการที่ตรงจุด เพื่อลดความเปราะบางของครัวเรือนไทย

    สำหรับแนวทางเชิงโครงสร้าง สมาคมธนาคารไทยเสนอ 5 หลักการสำคัญ ได้แก่ ความครอบคลุม ความเป็นธรรม การแข่งขันเท่าเทียม การเข้าถึงข้อมูลอย่างเปิดกว้าง และการสร้างความรู้ความเข้าใจในการกู้ยืม เพื่อให้หนี้กลายเป็นเครื่องมือในการลงทุนสร้างรายได้ มากกว่าการกู้เพื่อบริโภค พร้อมย้ำว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy โดยมีรัฐบาลเป็นผู้นำทางเพื่อสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน

    นายผยง กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยั่งยืน ควรยึด 5 แนวทางหลัก คือ
    1.ความครอบคลุม (Inclusive) โดยต้องชัดเจนว่าจะใช้สวัสดิการ กลไกตลาด หรือการช่วยเหลือเฉพาะหน้า 
    2.ความเป็นธรรม (Fairness) ดอกเบี้ยต้องสะท้อนความเสี่ยงจริง ไม่สร้าง moral hazard 
    3.การแข่งขันเท่าเทียม (Level Playing Field) ระหว่างสถาบันการเงินแต่ละประเภท
    4.การแข่งขันและการเข้าถึงข้อมูลที่เปิดกว้าง (Open Competition & Data Access) แข่งขันภายใต้กลไกตลาด และ
    5.การมีความรู้ความเข้าใจในการกู้ยืม (Healthy Borrowing) เพื่อให้หนี้กลายเป็นเครื่องมือในการลงทุนสร้างรายได้ มากกว่าการกู้เพื่อบริโภค

    พยง ยังย้ำ ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy โดยมีรัฐบาลเป็นผู้นำทางเพื่อสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน

    “จังหวะนี้เป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ยกระดับสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy ซึ่งประเทศไทยยังมีศักยภาพอีกมาก โดยเฉพาะการพัฒนาแรงงานสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ใช้ประโยชน์จาก Generative AI ให้มากขึ้นจากการที่ประชากรเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้วกว่า 91% ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นผู้นำทาง (Lighthouse) ในการปฏิรูป และแก้ไขหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน”

    — พยง กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thai-bankers-association-thailand-focus-2025-household-debt&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lgdvA1Jlw3IOTZooECUAH

  • เอกชน จับตาเศรษฐกิจ Q 4 ของจริง! หวังมีทีมเศรษฐกิจ ขี่ม้าขาว

    เอกชน จับตาเศรษฐกิจ Q 4 ของจริง! หวังมีทีมเศรษฐกิจ ขี่ม้าขาว

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ปัจจุบันภาคแรงงานจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ

    เศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากดัชนีสำคัญที่บ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัวอย่างมีนัยยะคือ ราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) ที่ซื้อขายในตลาดโลกได้รักษาระดับต่ำที่ประมาณ 63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมานานกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับราคาปกติที่ควรจะอยู่ที่ประมาณ 75 เหรียญสหรัฐฯ ราคาน้ำมันที่ต่ำสะท้อนถึงอุปสงค์ที่ลดลง บ่งชี้ว่าการเดินทาง กิจกรรมการผลิต และการใช้ไฟฟ้าลดลงทั่วโลก

    ค่าระวางเรือ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดปริมาณการขนส่งสินค้าทั่วโลก คุณธนิตระบุว่าค่าระวางเรือได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยเฉพาะเส้นทางการเดินเรือไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา (เช่น นิวยอร์ก, ลอสแอนเจลิส, ลองบีช) และยุโรป (เช่น ร็อตเตอร์ดัม, แฮมบวร์ก, เลออาฟวร์) มีการลดลงถึง 11-13% ในเดือนมิถุนายนเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 

    ขณะที่เส้นทางในเอเชีย แม้จะคงที่มาประมาณ 3-4 เดือน แต่ก็อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น ค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตไปยังเซี่ยงไฮ้มีราคาเพียง 80 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2,500 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปกติมาก สิ่งเหล่านี้กำลังบอกว่า “ของไม่มี” หรือปริมาณสินค้าที่จะขนส่งมีน้อย แต่เรือยังคงต้องวิ่ง ทำให้เกิดการแข่งขันลดราคา ค่าระวางเรือที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะไม่ดีอย่างแน่นอน

    ผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ แม้การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ จะยังคงเติบโต แต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้จะเป็น “ของจริง” ที่ไทยจะต้องเผชิญ หลังจากสต็อกสินค้าที่ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ตุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีเริ่มหมดลง อย่างไรก็ตาม คุณธนิตยังคงเชื่อว่าผลกระทบต่อไทยจะไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าประเภท “โลว์เทค” และเป็นผู้ผลิต OEM ให้กับสหรัฐฯ ซึ่งการย้ายฐานการผลิตกลับไปยังสหรัฐฯ ทำได้ไม่ง่ายและต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1.5-2 ปี ในการสร้างโรงงานและหาแรงงานที่มีทักษะ 

    นอกจากนี้ อัตราภาษีนำเข้าของไทยที่ 19% ยังคงใกล้เคียงและสามารถแข่งขันได้กับคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม 20%.และอินโดนีเซีย 19% ทำให้สหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไทยและภูมิภาคนี้อยู่

    การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศจะปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งจะสะท้อนออกมาในตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปีหน้า นักลงทุนใหม่ๆ อาจเกิดความไม่มั่นใจจากข่าวปัญหาชายแดนที่อาจถูกมองว่าเป็น “สงคราม” และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่เคยลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้วอาจจะเข้าใจสถานการณ์และยังคงดำเนินการลงทุนต่อไปได้

    นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสถียรภาพของรัฐบาลที่ยังขาดความชัดเจนและการไม่มีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน แม้ไทยจะมีจุดแข็งในการสามารถแยกแยะปัญหาการเมืองออกจากปัญหาเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี จากประสบการณ์วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่หนักหน่วงในอดีต เช่น การปฏิวัติ การเผาเมือง การปิดสนามบิน ซึ่งไม่เคยส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตหรือท่าเรือ 

    แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่ขาดความเชื่อมั่น รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวจากความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน ยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งแก้ไข

    นายธนิต กล่าวว่า ประเทศไทยต้องการ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน เข้าใจทุกปัญหาเชิงลึก และมีวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศ มากกว่าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพียงอย่างเดียว ทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้

    แม้ตลาดแรงงานไทยจะยังคงมีภูมิคุ้มกันที่ดีจากการส่งออก แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ กำลังจะเข้ามาทดสอบความแข็งแกร่งของไทยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การมีผู้นำและทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q00vmKwUHAzqw9isihyiX

  • สอศ. เดินหน้าแกร่ง! จับมือ สมศ. ยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวะ

    สอศ. เดินหน้าแกร่ง! จับมือ สมศ. ยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวะ

    การศึกษา

    สอศ. เดินหน้าแกร่ง! จับมือ สมศ. ยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวะ

    วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.01 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สอศ. เดินหน้าแกร่ง! จับมือ สมศ. ยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวะ

    สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลการสนเทศด้านการอาชีวศึกษา ณ ห้องประชุมสันถวมิตร สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลา 4 ปี

    นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศด้านการอาชีวศึกษา”เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานและการประกันคุณภาพการอาชีวศึกษา การใช้ข้อมูลสารสนเทศร่วมกันอย่างเป็นระบบ ในกระบวนการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอาชีวศึกษา และเพื่อบริหารจัดการข้อมูลด้านการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพ มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นปัจจุบัน ปลอดภัยง่ายต่อการใช้งาน เเละการขับเคลื่อนการประกันคุณภาพด้านการอาชีวศึกษา ซึ่งมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและผู้รับบริการถึงคุณภาพและมาตรฐานของการจัดการอาชีวศึกษาของสถานศึกษา โดยอาศัยกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคือการประกันคุณภาพภายในและการประกันคุณภาพนอก ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการจัดการอาชีวศึกษาของสถานศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ขึ้นกับผู้สำเร็จการศึกษา สังคม และประเทศชาติ

    ทั้งนี้ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ ดร.ราตรีสวัสดิ์ ธนานันต์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม ร่วมลงนามในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) โดยมี ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อํานวยการสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ร่วมลงนาม

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/444257&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pm0btp5vIUQyfmnEZ-4K9

  • ผุด 5 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

    ผุด 5 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

    นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่านายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยเห็นชอบการประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมจำนวน 5 แห่ง คาดเกิดการลงทุนรวม 206,930 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดยบริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณ ต.ท่าสะอ้าน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดการลงทุน 6,960 ล้านบาท

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวม 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการลงทุน 77,480 ล้านบาท 3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดยบริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่ บริเวณ ต.สำนักทอง อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการลงทุน 100,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดยบริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดการลงทุน 1,478 ล้านบาท 5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 โดยบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณ ต.มาบตาพุด จ.ระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุน 21,012 ล้านบาท

    นอกจากนี้ เห็นชอบการเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่ง ได้แก่ 1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก เป็นต้น

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร พัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ กพอ. ได้รับทราบเรื่องการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือกกร. หารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่อีอีซี ขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป สกพอ. จะนำผลการศึกษาฯ เสนอต่อ กพอ. เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่ฯ ดังกล่าว สกพอ. จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ. และ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2879403&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31rUQl0Vb6Vn7yGg0uaP0H

  • รมว.ทส. เปิดโครงการฟื้นฟูแหล่ง “แก้มลิง” หนุนความมั่นคงน้ำ-เศรษฐกิจชุมชน

    รมว.ทส. เปิดโครงการฟื้นฟูแหล่ง “แก้มลิง” หนุนความมั่นคงน้ำ-เศรษฐกิจชุมชน

    ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ (แก้มลิง) ณ บ้านจานเขื่อง หมู่ 8 ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    ดร.เฉลิมชัย เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่กับระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชน เพื่อให้แหล่งน้ำสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งด้านอุปโภคบริโภค การเกษตร และการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนในระยะยั่งยืน

    ด้านนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 11 ผ่านการขุดปรับปรุงแหล่งน้ำและก่อสร้างอาคารประกอบ สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 1.375 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับประชาชนกว่า 329 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรกว่า 1,700 ไร่ ให้มีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี ไม่เพียงแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำยังมีแผนดำเนินการในปี 2569 ขุดลอกและเพิ่มระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำอีกกว่า 270,000 ลูกบาศก์เมตร รวมถึงฟื้นฟูแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำอีก 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำต้อน เลิงสะปรัง หนองขโหมย บ้านคำหมี และบ้านหนองใหญ่ โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/778678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BXxGbu6q2k23UrR5qxDqc

  • เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เป็นที่ทราบกันดีว่าการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกมักมาพร้อมความเสี่ยงด้านการลงทุน เนื่องจากต้นทุนที่สูงลิ่วแต่ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ซึ่งเป็นสาเหตุให้หลายประเทศลังเลที่จะรับเป็นเจ้าภาพ ทว่าประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส จากความสำเร็จในการจัดการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก FIVB Women’s World Championship 2025 ซึ่งจัดขึ้นใน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, นครราชสีมา และภูเก็ต
     

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    วอลเลย์บอล: กีฬาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

    แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายจะแสดงความกังวลต่อกระแสวอลเลย์บอลหญิงไทยที่อาจซบเซาลงจากผลงานใน Volleyball Nations League (VNL) ที่ไม่เป็นไปตามคาด แต่ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ได้ลบล้างความกังวลเหล่านั้น เมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่า การแข่งขันนี้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 8,435 ล้านบาท จากต้นทุนการจัดงานเพียง 1,124 ล้านบาท แม้การแข่งขันจะยังไม่สิ้นสุดลง

    มูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาจากหลายส่วน ได้แก่

    • ด้านการประชาสัมพันธ์: สร้างมูลค่าสูงถึง 5,596.5 ล้านบาท จากยอดผู้ชมการถ่ายทอดสดและย้อนหลังทั่วโลกกว่า 1,300 ล้านคน
    • ด้านการท่องเที่ยว: สามารถสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติกว่า 768.3 ล้านบาท
    • ด้านเศรษฐกิจโดยรวม: กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในพื้นที่การจัดงานสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 2,070.9 ล้านบาท

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำแคมเปญ “Sport Tourism” โดยมอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ถือบัตรเข้าชม สามารถใช้เป็นส่วนลดหรือเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    “หัวใจสีเขียว” สู่การจัดงานอย่างยั่งยืน

    นอกเหนือจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานการจัดงานกีฬาให้เป็นแบบ “Green & Sustainable” หรือ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน” ตามนโยบายของ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งเน้นแนวคิดนี้ให้เป็นหัวใจหลักของการจัดงาน

    การแข่งขันจึงยึดตามหลักการ Green Heart Event Criteria ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของการจัดงานอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การบริหารจัดการขยะ การใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้มีส่วนร่วม การนำแนวคิดนี้มาใช้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการส่งเสริมธุรกิจสีเขียวและยกระดับมาตรฐานการจัดงานของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติอีกด้วย

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์: พลังของกองเชียร์ชาวไทย

    สิ่งที่ทำให้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยแตกต่างและโดดเด่นจากที่อื่น คือพลังของ “กองเชียร์ชาวไทย” ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องความกระตือรือร้นและพลังบวก นักกีฬาระดับโลกหลายคนต่างกล่าวว่าการแข่งขันในประเทศไทยให้ความรู้สึกเหมือนเป็นซูเปอร์สตาร์ เพราะไม่ว่าจะเป็นทีมใดก็ได้รับเสียงเชียร์อย่างกึกก้อง ยิ่งในแมตช์ที่ทีมไทยลงแข่งขัน บัตรเข้าชมถูกจองเต็มทุกที่นั่ง และแม้ในเกมที่ไม่มีทีมไทย กองเชียร์ก็ยังคงเข้าชมอย่างคับคั่ง แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลในกีฬาวอลเลย์บอลอย่างแท้จริง

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    พลังของกองเชียร์ไทยไม่เพียงสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจ แต่ยังเป็น “เสน่ห์” ที่ดึงดูดนักกีฬา แฟนคลับจากทั่วโลก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ให้มอบความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าทีมใดที่ได้แข่งขันในประเทศไทย ก็จะรู้สึกราวกับได้เล่นอยู่ในบ้านของตนเอง

    ความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และกีฬา ได้ยืนยันสถานะของประเทศไทยในฐานะ “เมืองหลวงแห่งวอลเลย์บอล” และลูกรัก FIVB (สหพันธ์วอลเลย์บอลนานานชาติ) แห่งศตวรรษนี้อย่างสมศักดิ์ศรี เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729521&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g1ewvs2GRHXSyAAScndsf

  • อบจ.เชียงใหม่ ปล่อยหงส์ 10 ตัว สวนเฉลิมพระเกียรติ ดันแลนด์มาร์กท่องเที่ยวใหม่

    อบจ.เชียงใหม่ ปล่อยหงส์ 10 ตัว สวนเฉลิมพระเกียรติ ดันแลนด์มาร์กท่องเที่ยวใหม่

    วันนี้ (28 สิงหาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD เดินทางไปยังสวนเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.) ถนนคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อเก็บภาพหงส์จำนวน 10 ตัว เป็นหงส์ขาว 2 ตัว และหงส์ดำอีก 8 ตัว มาปล่อยในวันนี้เป็นวันแรก พบว่าได้รับความสนใจจากประชาชนชาวเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาชมความสวยงามและถ่ายภาพอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

    พิชัย เลิศพงษ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตนพร้อมกับอีกหลายท่าน ได้รวบรวมเงินเพื่อซื้อหงส์ดำจำนวน 8 ตัว และหงส์ขาวอีก 2 ตัว สายพันธุ์ประเทศเยอรมนี มาจากฟาร์มในจังหวัดเพชรบุรี โดยหงส์ขาวคู่ละ 130,000 บาท ส่วนหงส์ดำตัวละ 30,000 บาท

    ทั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อให้สัตว์ที่มีความน่ารัก สวยงาม มาช่วยสร้างบรรยากาศภายในบริเวณดังกล่าว อีกทั้งยังสร้างความแปลกใหม่ให้กับพื้นที่ ซึ่งการมีหงส์ นอกจากช่วยเพิ่มความสวยงาม แสดงถึงความตั้งใจในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็นมุมพักผ่อนเชิงธรรมชาติ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่อีกแห่งหนึ่ง

    ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้สวนเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กใหม่สำหรับชาวเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    พงศ์มนัส ทาศิริ

    ช่างภาพประจำการเชียงใหม่ สำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/chiangmai-swan-landmark/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18TC4LReyNW__WNb4-t9e7