Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    บอร์ด EEC ไฟเขียวตั้ง 5 เขตส่งเสริมพิเศษ 3 จังหวัดภาคตะวันออก พื้นที่ EEC หวังดึงลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ‘กกร.’ เสนอดึง จ.ปราจีนบุรี ลุ้นร่วมพื้นที่ EEC

    จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือ บอร์ด EEC ไฟเขียวประกาศเพิ่มเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 5 แห่ง ดังนี้

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท พร้อมพัฒนาชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเท่านั้น

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น

    คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการลงทุน เครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดยบริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยองเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง

    เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับ
    พรีเมี่ยม คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งนี้ ให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี

    5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานี LNG มาบตาพุด แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดย LNG ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า ใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพ LNG จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอว์เบอร์รี เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป

    เปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่ง

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4’ และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอระยอง 36’ และขอขยาย เนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหารพัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ยัง เห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง

    อีกทั้ง ได้รับทราบ การศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่ EEC

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน สกพอ. ได้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 แล้วเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    ภาพ: kampee patisena / Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/5-new-eastern-economic-zones/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fUR1pjCZhjF9mK56X3dpI

  • มาเลเซียปราบปรามแท็กซี่โก่งราคา หวังกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    มาเลเซียปราบปรามแท็กซี่โก่งราคา หวังกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลมาเลเซียประกาศปราบปรามแท็กซี่โกงค่าโดยสาร ชี้เป็นการหลอกลวงนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี และกำลังทำลายชื่อเสียงของประเทศ

    แอนโทนี โลค รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การโก่งราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ เป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 10 ปีแล้ว และกำลังบ่อนทำลายผลประโยชน์ของประเทศ

    รมว.คมนาคมกล่าวว่า นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อสำรวจมาเลเซียอย่างกระตือรือร้น แต่กลับต้องถูกหลอกตั้งแต่ทางออกสนามบิน โดยคิดค่าโดยสารไปกัวลาลัมเปอร์ 300-400 ริงกิต (2,300-3,000 บาท) ในขณะที่ค่าโดยสารจริงไม่ถึง 100 ริงกิต (ราว 750 บาท)

    “เมื่อนักท่องเที่ยวเหล่านั้นไม่พอใจและโพสต์ประสบการณ์ลงบนโซเชียลมีเดีย สุดท้ายภาพลักษณ์ของประเทศก็แปดเปื้อน และนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ อาจลังเลที่จะมาเที่ยวมาเลเซีย” โลคกล่าว พร้อมเผยว่า ตนได้สั่งการให้กรมการขนส่งทางบกดำเนินการกับแท็กซีโกงค่าโดยสารด้วยการออกหมายเรียก ยึดรถ และดำเนินคดีตามกฎหมาย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525517&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KrceaD3sC81guXR4aoDgj

  • ททท.เผยท่องเที่ยวตะวันออกพุ่ง 7 เดือน นักท่องเที่ยว 51 ล้านคน รายได้ทะลุ 5.3 แสนล้าน

    ททท.เผยท่องเที่ยวตะวันออกพุ่ง 7 เดือน นักท่องเที่ยว 51 ล้านคน รายได้ทะลุ 5.3 แสนล้าน

    ภูมิภาค

    ททท.เผยท่องเที่ยวตะวันออกพุ่ง 7 เดือน นักท่องเที่ยว 51 ล้านคน รายได้ทะลุ 5.3 แสนล้าน

    วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวภาคตะวันออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม–กรกฎาคม) มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 51.02 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 10.08% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สร้างรายได้กว่า 534,053 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 58.87%

    ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะการท่องเที่ยว (TAT Intelligence Center) ระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ สร้างรายได้กว่า 405,904 ล้านบาท เติบโตถึง 105.82% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยสร้างรายได้ 128,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.77% โดยมีนักท่องเที่ยวไทยรวม 34 ล้านคน-ครั้ง และต่างชาติ 17 ล้านคน-ครั้ง อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 70.90% จากจำนวนห้องพักรวมกว่า 137,000 ห้อง

    ชลบุรีครองแชมป์ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ เนื่องจากมีพัทยาเป็นจุดหมายยอดนิยม รองลงมาคือ ระยอง สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และนครนายก ขณะที่ต่างชาตินิยมมากที่สุดได้แก่ สมุทรปราการ ระยอง ตราด และจันทบุรี โดยตราดยังคงเป็นจุดหมายเด่นจากเกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก ซึ่งได้รับความนิยมสูงขึ้นต่อเนื่อง

    ด้านว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ตราดมีนักท่องเที่ยวรวม 1.27 ล้านคน-ครั้ง (ไทย 1.07 ล้าน ต่างชาติ 2 แสน) สร้างรายได้รวมกว่า 18,820 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีจะทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แน่นอน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่คือ เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร รัสเซีย และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนคนไทยส่วนใหญ่เดินทางมาจากจันทบุรี กรุงเทพมหานคร และชลบุรี

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/444374&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E359_cZ4U-ntZpBrMGgTD

  • ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวส่อวิกฤต หลังนายกฯหลุดเก้าอี้ ไร้รัฐบาล มาตรการกระตุ้นศก.

    ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวส่อวิกฤต หลังนายกฯหลุดเก้าอี้ ไร้รัฐบาล มาตรการกระตุ้นศก.

    ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวส่อวิกฤต หลังนายกฯหลุดเก้าอี้ ไร้รัฐบาล มาตรการกระตุ้นศก.

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง  สถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและกำลังซื้อจากผู้บริโภคภายในประเทศ

    หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถตั้งเสร็จและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนภายใน 60 วัน หรือไม่ทำการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวไทยและธุรกิจบริการที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นหลัก ก็จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารและ SMEs ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ไตรมาสสุดท้ายของปีถือเป็นช่วงทองของเศรษฐกิจท่องเที่ยว แต่ถ้าไม่มีมาตรการออกมา ธุรกิจรากหญ้าและ SMEs จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก รายได้จะลดลงกว่า 50% ในขณะที่ภาระหนี้สินยังคงอยู่ การฟื้นตัวในช่วงหลังการปรับเปลี่ยนรัฐบาลจะยากขึ้น เพราะทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นใหม่” 

    หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ไม่ต่างจากปีที่แล้ว ซึ่งได้ประสบกับการชะลอตัวในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจท่องเที่ยวและร้านอาหารที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารและ SMEs

    การขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาเช่นนี้ จะทำให้ธุรกิจในภาคการบริการและการท่องเที่ยวประสบปัญหาการขาดแคลนกำลังซื้อจากประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งภาระหนี้สินที่ยังคงสูง และรายได้ที่ลดลงจากการขาดตลาด

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    ในระยะสั้น หากยังไม่มีรัฐบาลใหม่และไม่มีการออกมาตรการ กระทบต่อภาคธุรกิจจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นซีซันท่องเที่ยวที่สำคัญ ส่วนในระยะกลางและระยะยาว หากรัฐบาลใหม่ไม่ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาตรการที่จะออกมาอาจจะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากต่อไป

    “ธุรกิจรากหญ้าเช่นร้านอาหารได้รับผลกระทบโดยตรงจากการไม่มีมาตรการสนับสนุน เพราะไม่มีเงินหมุนเวียนในระบบมากพอที่จะให้ผู้บริโภคใช้จ่าย การขาดมาตรการเช่นนี้จะยิ่งเพิ่มความยากลำบากให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น” นายสรเทพกล่าว

    ข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการ 

    นายสรเทพยังได้ยกข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการร้านอาหารที่หวังให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกมาตรการที่สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากนี้ โดยมีข้อเรียกร้องหลักๆ ดังนี้

    • ลดหย่อนภาษีให้กับลูกค้าร้านอาหาร – เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจร้านอาหาร
    • ควบคุมราคาค่าไฟและวัตถุดิบ – ลดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาไฟฟ้าและวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบทั้งธุรกิจและประชาชน
    • ลดภาระประกันสังคม – สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
    • กระตุ้นการท่องเที่ยว – วางแผนระยะยาวเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/637427&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0erwkT7mn8d8BfbJUkh5nU

  • ท่องเที่ยวจี้เร่งตั้งนายกรัฐมนตรี-ครม.ใหม่ ใครเป็นรัฐบาลไม่สำคัญเท่าเสถียรภาพนโยบาย

    ท่องเที่ยวจี้เร่งตั้งนายกรัฐมนตรี-ครม.ใหม่ ใครเป็นรัฐบาลไม่สำคัญเท่าเสถียรภาพนโยบาย

    ท่องเที่ยวจี้เร่งตั้งนายกรัฐมนตรี-ครม.ใหม่ ใครเป็นรัฐบาลไม่สำคัญเท่าเสถียรภาพนโยบาย

    ล่าสุดวันนี้ (วันที่ 29 สิงหาคม 2568) มติศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ผิดจริยธรรมร้ายแรง พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และครม.พ้นทั้งคณะขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวอยากให้มีการตั้งครม.ชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อให้ดำเนินการทางนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง

    โดยการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่อยากให้โฟกัส เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ผ่านมารัฐบาลชุดที่ผ่านมา ก็ออกโครงการต่างๆกระตุ้นท่องเที่ยว ก็อยากให้เดินต่อ และอยากให้มีการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง

    ธนพล ชีวรัตนพร

    ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า จากนี้ทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวอยากให้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และครม.ใหม่โดยเร็ว เพื่อมาบริหารประเทศให้เกิดความต่อเนื่อง ผู้นำรัฐบาลที่จะต้องมีความคิดในการเสียสละเพื่อส่วนรวมช่วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจรัฐ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    เบื้องต้นต้องยอมรับว่าประเทศไทยต้องกลับมาเผชิญกับสุญญากาศทางการเมืองอีกครั้ง นโยบายของรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง การมีรัฐบาลใหม่คงใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ทำให้เศรษฐกิจที่อ่อนแอมากอยู่แล้ว การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีที่มีการคาดว่าจะโตเพียง 1% อาจโตต่ำกว่าระดับดังกล่าวได้ โดยคาดหวังว่าการตั้งรัฐบาลใหม่ภายใน 1-2 เดือนควรมี ครม.เข้ามาบริหารงานได้เต็มอำนาจแล้ว เพื่อไม่ให้ทุกอย่างซึมตัวลง เหมือนช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทุกอย่างซึมลงจากการที่นายกฯ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

    เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี การท่องเที่ยวในประเทศที่คาดหวังว่าจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ เกิดการจับจ่ายใช้สอยในช่วงสุดท้ายของปี 2568 ที่ปกติมักเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) แต่ปีนี้อาจมีการเดินทางลดน้อยลง ส่วนตลาดต่างประเทศ นโยบายการกระตุ้นตลาด หรือการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวที่ต้องใช้งบประมาณ

    อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกในเมืองรอง หรือโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มคงต้องหยุดชะงัก หรือมีการเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ผลกระทบจึงมีในส่วนของการตัดสินใจลงทุนจากเอกชนแน่นอน เพื่อรอดูโฉมหน้าของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาก่อน

    ทั้งการค้าที่มีผลกระทบจากภาษีสหรัฐ รวมถึงการลงทุนเอกชนที่ความเชื่อมั่นหายไปจากสุญญากาศทางการเมือง ที่ต้องรอรัฐบาลเต็มอำนาจใหม่อีกครั้ง รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่อาจชะลอตัวลง ทั้งไทยเที่ยวช่วงที่เหลือของปีนี้ และตลาดต่างชาติที่ชะลอตัวอยู่แล้ว จึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมสูงมาก โดยช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นไฮซีซั่น สิ่งที่ทำไปแล้ว การกระตุ้นท่องเที่ยวต่างๆ ยังสามารถไปได้ แต่อาจไม่ได้ดีเท่าที่คาดไว้

    เพราะหากมีรัฐบาลที่ทำหน้าที่ได้ตามปกติ จะสามารถออกมาตรการเติมส่วนที่ขาดไปได้ จากการพิจารณาทั้งปี 2568 นี้ เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมคงได้เห็นที่ 34.5 ล้านคน ไม่น่าจะต่ำกว่านี้แล้ว เพราะตัวเลขดังกล่าวถือว่าต่ำสุดแล้ว

    สำหรับการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว ประเทศไทยควรใช้โอกาสภายในสองหรือสามปีนี้ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ แทน อาทิ ญี่ปุ่นและเวียดนาม นอกจากนี้ ต้องอาศัยเป็นจังหวะในการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ใช้จ่าย เพราะไทยยังมีจุดแข็งด้านการต้อนรับและการเดินทางระยะสั้นจากจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

    นโยบายการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวต้องได้รับการให้ความสำคัญมากที่สุดเพราะเหลือเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักเครื่องเดียวที่ดันเศรษฐกิจของประเทศที่เดินหน้าได้ การปรับโครงสร้างการพัฒนาในทุกมิติในการรองรับ การแข่งขันของโลกในยุค AI รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาคน และ เทคโนโลยี ไปพร้อมเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

    นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ (ไทยเวียตเจ็ท) กล่าวว่า ภาคเอกชนสนใจเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า ใครมาเป็นรัฐบาล เราก็พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐตลอด แต่เรื่องใครจะมาเป็นรัฐบาลนั้น ไม่สำคัญเท่ากับความมีเสถียรภาพของนโยบาย เราไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะในมุมนักลงทุนต่างชาติอาจขาดความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจ

    วรเนติ หล้าพระบาง

    สิ่งที่เราสนใจมากที่สุดคือเรื่องของความมั่นคง ความมีเสถียรภาพ และการไม่เปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายที่บ่อยครั้งจนเกินไป สำหรับสถานการณ์การเมืองในตอนนี้ เราคงเอาใจช่วยทุกพรรคการเมือง โดยอยากให้มองภาพรวมของประเทศเป็นหลัก เมื่อพรรคการเมืองนั้นๆ เข้ามาบริหารประเทศแล้วก็อยากให้ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ

    ที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพราะตอนนี้เราต้องดูคู่แข่งรอบด้าน ยกตัวอย่าง เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพด้านการเมือง และมีนโยบายผลักดันการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637411&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o5nSCzwZ3iH6ierESbdFB

  • “พัชรินทร์-อัญชิสา” ยังแรง! ลิ่วตัดเชือกหญิงเดี่ยวเทนนิส ITF นครปฐม

    “พัชรินทร์-อัญชิสา” ยังแรง! ลิ่วตัดเชือกหญิงเดี่ยวเทนนิส ITF นครปฐม

    “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช และ “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ ยังคงอยู่ในเส้นลุ้นแชมป์หญิงเดี่ยว เทนนิสไอทีเอฟ จี เฮช แบงก์ ไอทีเอฟ เวิล์ด เทนนิส ทัวร์ 2025 สัปดาห์ที่ 2 ที่นครปฐม หลังทุบคู่แข่งจากญี่ปุ่น และจีน ตามลำดับ ในการลงสนามรอบ 8 คนสุดท้าย

    การแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ที่ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม สัปดาห์ที่ 2 รายการ จี เฮช แบงก์ ไอทีเอฟ เวิล์ด เทนนิส ทัวร์ 2025 (2) ซึ่งมีเทนนิสหญิง W35 ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ และชาย M15 ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวม 2 รายการ เป็นเงินไทยประมาณ 1,525,050 บาท เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2568 ในประเภทเดี่ยวเป็นรอบก่อนรองชนะเลิศ

    รอบนี้สองนักหวดสาวไทย “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช และ “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ ยังอยู่ในเส้นทางการแข่งขันของประเภทหญิงเดี่ยว ดับเบิลยู 35 หลังจากคว้าชัยได้ทั้งคู่ โดย พัชรินทร์ มือ 475 โลก และแชมป์สัปดาห์ที่แล้ว ออกแรงหวดถึง 3 เซต กว่าจะปราบ ฮิคารุ ซาโตะ สาวญี่ปุ่น มือ 426 โลก ด้วยการเฉือนชนะ 2-1 เซต 6-1, 4-6 และ 6-4 ในเวลา 2.29 ชั่วโมง พัชรินทร์ ทะลุรอบรองชนะเลิศ พบ เอริ ชิมิสึ จากญี่ปุ่น มือ 392 โลก ที่ชนะ ลี อึนฮเย มือวาง 7 จากเกาหลีใต้ และมือ 366 โลก 2-0 เซต 7-5, 6-2

     ด้าน อัญชิสา มือ 745 โลก พบ เทียน ฟรางหราน สาวจีน มือ 593 โลก โดยเซตแรก อัญชิสา พลิกจากที่ตามถึง 2-5 เกม กลับมาเป็นฝ่ายชนะ 7-5 เซตสอง สถานการณ์เหมือนเซตแรก อัญชิสา ตาม 1-4 ก่อนฮึดสู้จนทำได้ 5 เกมรวด แซงเอาชนะอีกครั้ง สรุป อัญชิสา ชนะ 2-0 เซต 7-5, 6-4 ทะลุตัดเชือกกับ จาง กาอึล จากเกาหลีใต้ มือ 965 โลก ที่ชนะ ชิโฮะ อาคิตะ จากญี่ปุ่น มือ 498 โลก 2-0 เซต 6-0, 6-3

     ส่วนผลการแข่งขันคู่อื่น ๆ มีดังนี้ ชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์ แพ้ โดมินิค ปาแลน (วาง 3-เช็ก) 1-6, 1-6 และ ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ (วาง 5) แพ้ ศศิกุมาร์ มุกุนด์ (วาง 1-อินเดีย) 3-6, 0-6

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/88998/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qkgvf-aYMcJKyYZsfpmlN

  • ไบโอเทค สวทช.-TSP และพันธมิตรภาคเอกชน จัดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่อุทยานวิทย์ฯ

    ไบโอเทค สวทช.-TSP และพันธมิตรภาคเอกชน จัดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่อุทยานวิทย์ฯ

    ไอที

    ไบโอเทค สวทช.-TSP และพันธมิตรภาคเอกชน จัดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่อุทยานวิทย์ฯ

    วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ไบโอเทค สวทช.-TSP และพันธมิตรภาคเอกชน จัดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่อุทยานวิทย์ฯ

    ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค-สวทช.) จัดงาน “Smart Agi Days 2025: นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต” เพื่อส่งเสริมและเชื่อมโยงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและพืชศักยภาพสูง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลากหลาย อาทิ การเสวนาเชิงวิชาการ กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Work shop) เช่น การสร้างสรรค์เมนูจากสมุนไพรพรีเมียมูลค่าสูง งานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้านการเกษตรและสมุนไพร เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจและยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ กลุ่มเป้าหมายของงาน ทั้งเกษตรกรผู้ผลิต สมุนไพร ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพืชและสมุนไพร หน่วยงานรัฐและเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้สนับสนุนการจัดงานตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่งาน Smart Agri Days 2025: นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต” จัดขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ

    ของผู้ประกอบการไทย ในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมให้ก้าวทันยุคสมัย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและพืชเศรษฐกิจ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญ การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ยุทธศาสตร์ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) AI และหุ่นยนต์การเกษตรมาใช้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง รวมทั้งที่สำคัญคือ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตจากฝีมือคนไทย

    “ในนามหน่วยงานงานวิจัย ไบโอเทค สวทช. เชื่อมั่นว่า ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปต่อยอดในธุรกิจได้อย่างสร้างสรรค์ การมีบทบาทร่วมกันในงานนี้ จะเป็นการผนึกกำลังที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนได้ ทั้งนี้ งาน Smart Agri Days 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานพันธมิตรอย่างยิ่งใหญ่ ในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งเป็นประชาคมวิจัยที่มีระบบนิเวศวิจัยที่ครบครัน หวังว่างานทั้ง 2 วันที่จัดขึ้น จะเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปใช้พัฒนาและยกระดับการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม”  

    ภายในงานยังมีการจัดแสดง Tech Hi-light: หุ่นยนต์อัจฉริยะเพื่อการเกษตร “PhenoRobot” ฟีโน-โรบอท หุ่นยนต์สำหรับวิเคราะห์ลักษณะทางฟีโนไทป์ของพืช และ “Herbotron” หุ่นยนต์เก็บเกี่ยวสมุนไพรในโรงเรือน การแสดงและจำหน่ายสินค้าด้านการเกษตรอัจฉริยะ และผลิตผลด้านการเกษตร บริการให้คำปรึกษาด้านการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งเวทีพบปะเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจที่ครบวงจร ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ณ ลานกิจกรรม (Event Square) ชั้น 2 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/444346&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zkl4qhO6oSCejY8CHcrEJ

  • ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย ก.ค.ชะลอจากเดือนก่อนตามท่องเที่ยว-ภาคการผลิต แม้ส่งออกขยายตัว

    ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย ก.ค.ชะลอจากเดือนก่อนตามท่องเที่ยว-ภาคการผลิต แม้ส่งออกขยายตัว

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนก.ค.68 ชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้น สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการลงทุนภาคเอกชน ลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้า ยังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสด ตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงาน ตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อน และราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อย ตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

    – การบริโภคภาคเอกชน : เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นจากทุกองค์ประกอบย่อย ทั้งยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ และยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ด้านหมวดสินค้ากึ่งคงทนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน และหมวดบริการปรับลดลง สอดคล้องกับรายรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่ลดลง

    สำหรับความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายการค้าโลกเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า และสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

    – การลงทุนภาคเอกชน : เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ตามการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิที่ปรับลดลง จากหมวดคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สำนักงาน และหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานเฉพาะทาง ขณะที่ยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศทรงตัว

    สำหรับหมวดยานพาหนะทรงตัว โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง และรถบรรทุกปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าเรือปรับลดลง หลังเร่งไปมากในเดือนก่อน อย่างไรก็ดี หมวดก่อสร้างเพิ่มขึ้น จากทั้งการก่อสร้างที่มิใช่ที่อยู่อาศัยและที่อยู่อาศัย ตามพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างโรงแรม และบ้านเดี่ยวเป็นสำคัญ

    – จำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ : จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ยังต่ำกว่าปีก่อนมาก ขณะที่นักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม กัมพูชา และลาว ลดลงต่อเนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    อย่างไรก็ตาม รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำโปรโมชันของผู้ประกอบการเพื่อดึงดูดลูกค้า ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวคงค้างลดลง หลังสิ้นสุดฤดูกาลท่องเที่ยว

    – การส่งออกสินค้า : มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยหมวดที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ (1) อิเล็กทรอนิกส์ ตามการส่งออกอุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ไปสหรัฐฯ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ไปไต้หวัน และฮ่องกง (2) สินค้าเกษตร ตามการส่งออกทุเรียนไปจีน และ (3) เครื่องใช้ไฟฟ้า ตามการส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ ไปยังหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และออสเตรเลีย

    อย่างไรก็ดี การส่งออกหมวดปิโตรเลียมลดลงมาก จากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และราคาพลังงานโลกที่ลดลง สำหรับการส่งออกผ่านชายแดนไทยกัมพูชาลดลงต่อเนื่อง จากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ แม้เห็นการส่งออกทางเรือ และทางอากาศเพิ่มขึ้นบ้าง

    – การนำเข้า : มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อนในทุกหมวดสินค้าจาก 1) สินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน ตามการนำเข้าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม จากไต้หวัน 2) หมวดสินค้าอุปโภคและบริโภค ตามการนำเข้าสินค้าไม่คงทนจากทั้งจีน ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ 3) หมวดเชื้อเพลิง ตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และ 4) หมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ตามการนำเข้าโลหะ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไต้หวันเป็นสำคัญ

    – การผลิตภาคอุตสาหกรรม : ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน โดยส่วนใหญ่มาจากปัจจัยชั่วคราวจากทั้งกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออก น้อยกว่า 30% ที่ลดลงตามหมวดปิโตรเลียมที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นรายใหญ่ ซึ่งจะทยอยกลับมาผลิตในเดือน ส.ค. และกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกในสัดส่วน 30-60% ที่ลดลงจากหมวดยานยนต์ ตามการหยุดผลิตชั่วคราวของโรงงานบางแห่ง เพื่อย้ายโรงงานและปรับลดกำลังการผลิต

    อย่างไรก็ดี หากไม่รวมผลของปัจจัยชั่วคราวในหมวดปิโตรเลียม และยานยนต์ดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกมากกว่า 60% ที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตเครื่องปรับอากาศ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ สอดคล้องกับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น

    – ภาคบริการ : เครื่องชี้ภาคบริการที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำ และขจัดปัจจัย ฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อนในทุกหมวด โดยกิจกรรมในภาคการค้าลดลงสอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรม และการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลให้ภาคการขนส่งสินค้าลดลงตาม แม้ว่ายอดขายรถยนต์จะขยายตัว ด้านกิจกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวลดลงจากทั้งธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร และการขนส่งผู้โดยสาร สอดคล้องกับรายรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ

    – รายได้เกษตร : รายได้เกษตรกรหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน ตามราคาสินค้าเกษตรหลายชนิด ส่วนหนึ่งจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่ขยายตัวจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย โดยราคาข้าวขาว ยางพารา และมันสำปะหลัง ลดลงจากทั้งผลผลิตของไทยและโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาผลไม้ เช่น ทุเรียน และลำไย ลดลงจากผลผลิตที่ขยายตัวเช่นกัน ประกอบกับราคาทุเรียน ได้รับผลเพิ่มเติมจากอุปสงค์รับซื้อที่ลดลงตามความกังวลต่อการตรวจสอบสารตกค้างที่อาจล่าช้าของจีน

    – การใช้จ่ายภาครัฐ : การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ทั้งจากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางที่ไม่รวมเงินโอน และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลาง ขยายตัวตามการเบิกจ่ายงบบุคลากร บำเหน็จบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ส่วนรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ขยายตัวตามการเบิกจ่ายในโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางที่ไม่รวมเงินโอนหดตัวจากผลฐานสูงในปีก่อน ที่มีการเร่งเบิกจ่ายหลัง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้

    – ภาวะการเงิน : การระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมปรับลดลงจากช่องทางตลาดตราสารหนี้และสินเชื่อ โดยการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ปรับลดลงในเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน โดยเป็นผลจากปริมาณการออกหุ้นกู้ใหม่ที่ต่ำกว่าปริมาณหุ้นกู้ที่ครบกำหนด

    ทั้งนี้ การออกหุ้นกู้ใหม่ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด (rollover) ด้านการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อยในสาขาธุรกิจการผลิตในสาขาเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่ม และปิโตรเลียม อย่างไรก็ดี การระดมทุนผ่านตลาดทุน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขายหุ้นเพิ่มทุนของธุรกิจในภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจให้บริการโฆษณาเป็นสำคัญ สำหรับต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ตั้งแต่ 1 ก.ค. ถึง 25 ส.ค. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เฉลี่ยปรับลดลงตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ

    – อัตราแลกเปลี่ยน : อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. เดือนกรกฎาคม ถึง 25 สิงหาคม 2568 เงินบาทเฉลี่ยปรับแข็งค่าขึ้นจากความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมทั้งผลการเจรจาอัตราภาษีการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด

    ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เดือนกรกฎาคม 2568 เฉลี่ยปรับแข็งค่าจากเดือนมิถุนายน ตามเงินบาทที่เคลื่อนไหวนำสกุลคู่ค้าคู่แข่ง ภายหลังผู้ร่วมตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ต่อไทย ขณะที่เดือนสิงหาคม (ข้อมูลถึง 25 สิงหาคม 2568) ดัชนีค่าเงินบาทเฉลี่ยทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อน

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจ : อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนในทุกหมวด โดยอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสด ลดลงตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานลดลง ตามราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ชะลอลงจากผลฐานสูงของราคาอาหารสำเร็จรูปในปีก่อน และราคาของใช้ส่วนตัวที่ลดลงจากการทำโปรโมชัน

    สำหรับภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงเดือนก่อนทั้งภาคการผลิต และภาคบริการ อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามการจ้างงานในระยะข้างหน้าและการกลับมามีงานทำของผู้ว่างงานเดิม เนื่องจากสัดส่วนผู้ขอสิทธิว่างงานรวมและรายใหม่ต่อผู้ประกันตนรวมปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อน

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อย ตามดุลการค้าที่เกินดุลลดลง ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนขาดดุลลดลงจากเดือนก่อน ตามการส่งกลับกำไรไปต่างประเทศที่น้อยลง หลังพ้นช่วงฤดูกาลจ่ายปันผล

    – ภาคอสังหาริมทรัพย์ ไตรมาส 2/2568 : ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยอุปสงค์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศหดตัวจากทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบ และอาคารชุด สะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่ที่หดตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ อุปสงค์ที่ซบเซา และอุปทานคงค้างที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อุปทานเปิดขายใหม่หดตัวทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด

    สำหรับราคาที่อยู่อาศัยในภาพรวมหดตัวจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย จากอาคารชุดและบ้านเดี่ยว โดยราคาอาคารชุดปรับลดลงโดยเฉพาะอาคารชุดแนวสูง ส่วนหนึ่งจากความกังวลด้านความปลอดภัย หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขณะที่ราคาบ้านเดี่ยวลดลงตามอุปสงค์ที่ชะลอตัว

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR7S0IQE3BU5FYRFLVZOGBZ68IKIOOUL&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2siyEpysJIA6mx6OBMDvlk

  • แนะนำ 10 ที่พักนครนายก 2568 วิวสวย อากาศดี อยู่กลางธรรมชาติ

    แนะนำ 10 ที่พักนครนายก 2568 วิวสวย อากาศดี อยู่กลางธรรมชาติ

    นครนายกเป็นอีกหนึ่งจังหวัดยอดนิยมที่ผู้คนมักไปท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน เพราะเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังหลายแห่ง เช่น น้ำตกสาริกา น้ำตกวังตะไคร้ เขาช่องลม อีกทั้งมีกิจกรรมแอดเวนเจอร์ และวัดวาอารามให้แวะไหว้พระ เสริมสิริมงคลอีกด้วย ที่สำคัญอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ใช้เวลาเดินทางไม่นาน เหมาะแก่การเดินทางมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในช่วงวันหยุดสั้นๆ 

    สำหรับใครที่กำลังจะแพลนทริปไปเที่ยวนครนายก บทความนี้ได้คัดเลือกที่พักนครนายก ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มองเห็นวิวทิวทัศน์สวยๆ มาแนะนำ มีให้เลือกหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น เตนท์โดม, บ้านพักส่วนตัว บ้านพักพูลวิลล่าพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว มีที่ไหนน่าสนใจบ้าง ติดตามได้ที่นี่

    แนะนำ 10 ที่พักนครนายก 2568 วิวสวย อากาศดี อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

    1. เดอะ ชะมวง ฟอเรสต์

    ขอบคุณภาพจาก : เดอะ ชะมวง ฟอเรสต์

    เดอะ ชะมวง ฟอเรสต์ ที่พักนครนายกระดับ 4 ดาว อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ บรรยากาศดี และยังตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น แก่งสามชั้น น้ำตกบ้านตายาย และวัดถ้ำสาริกา เป็นต้น เดอะ ชะมวง ฟอเรสต์ มีห้องพักให้เลือกหลายประเภท ทั้งบ้านพักสำหรับ 2 คน, บ้านพักสำหรับครอบครัว, บ้านพักริมน้ำ, The Chamuang Dome เต็นท์โดมติดแอร์, และ Pool Villa พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน นอกจากห้องพักสะดวกสบายแล้ว ที่นี้ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ โซนถ่ายรูป และหอคอยสำหรับชมวิวที่พักได้ 360 องศาอีกด้วย

    2. วิลล่าพนาลัย 

    ขอบคุณภาพจาก : วิลล่าพนาลัย นครนายก

    วิลล่าพนาลัย อีกหนึ่งที่พักในนครนายกที่มีบรรยากาศสงบ ร่มรื่น และยังเป็น Pet Friendly สามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ ภายในโรงแรมมีกิจกรรมให้ทำมากมาย เช่น ปิงปอง พายซับบอร์ด ปั่นจักรยาน สปาผ่อนคลายความเครียด พร้อมมุมถ่ายรูปสวยๆ มากมาย มีห้องพักให้เลือกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ห้องพักวิวสวน, ห้องพักสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมอ่างจากุชชี่ส่วนตัว, ห้องพักสำหรับครอบครัว, ห้องพักพร้อมสระน้ำส่วนตัว และพูลวิลล่า

    3. อีโค่อายส์ วิลเลจ

    ขอบคุณภาพจาก : อีโค่อายส์ วิลเลจ

    อีโค่อายส์ วิลเลจ เป็นทั้งที่พักท่ามกลางธรรมชาติและเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติบรรยากาศดี โอบล้อมด้วยภูเขา เหมาะแก่การพักผ่อน ที่นี่โดดเด่นด้วยอาคารรับรองแขกที่ทำจากดิน และหลังคาจากไม้ไผ่ที่มีความสวยงาม เข้ากับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ห้องพักเป็นทรงกระโจมแยกเป็นหลังๆ ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว ภายในตกแต่งอย่างสวยงามด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีน้ำตาลอ่อน ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบายตา

    นอกจากนี้ภายในบริเวณโรงแรมยังมีกิจกรรมทัวร์ศึกษาระบบนิเวศน์เกษตร ปั่นจักรยาน ร้านกาแฟ ลานสำหรับเช่าพื้นที่กางเตนท์ ที่สำคัญเป็น Pet-Friendly นำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้

    4. แอท ไรซ์ รีสอร์ท

    ขอบคุณภาพจาก : แอท ไรซ์ รีสอร์ท

    แอท ไรซ์ รีสอร์ท เป็นอีกหนึ่งที่พักตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา รายล้อมไปด้วยป่าไม้ ให้ความสงบและเป็นส่วนตัว ห้องพักของที่นี่มีความสวยงาม ทันสมัย และมีให้เลือกหลากหลายแบบ เช่น ห้องพักแบบบังกะโลสไตล์บาหลี ห้องพักวิวสระว่ายน้ำ ห้องพักวิลล่า พร้อมสระส่วนตัว บ้านพักหลังเล็กตกแต่งสไตล์ยุโรป และยังมีบ้านพักพูลวิลล่า สำหรับครอบครัวและแก๊งเพื่อนอีกด้วย

    5. บ้านนาย บ้านนอก Baannai Baannok Villa & Cafe Nakhonnayok

    ขอบคุณภาพจาก : บ้านนาย บ้านนอก

    บ้านนาย บ้านนอก อีกหนึ่งที่พักนครนายกที่มีบรรยากาศร่มรื่น อากาศดี บ้านพักที่นี่เน้นความเงียบสงบและเป็นส่วนตัว ตกแต่งสไตล์มินิมอล ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายตา ถ้าหากใครอยากได้ที่พักฟีลตั้งแคมป์ ขอแนะนำบ้านพักแบบเตนท์โดม ด้านในมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีระเบียงและห้องน้ำส่วนตัว หรือถ้าหากต้องการแช่น้ำผ่อนคลายความเมื่อยล้า สามารถเลือกพักห้องสวีทพร้อมอ่างจากุชชี่หรืออ่างสปาได้ นอกจากนี้ยังมีห้องสวีทสำหรับครอบครัว พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวอีกด้วย

    บ้านนาย บ้านนอก Baannai Baannok Villa & Cafe Nakhonnayok
    ที่ตั้ง : 193 หมู่ที่ 11 ซอยเขาลำดวน 6 ตำบลเขาพระ อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก 26000
    https://maps.app.goo.gl/QGBujBZq3q7jznkv8  
    ดูรายละเอียดและจองห้องพักได้ที่นี่ : Trip.com  

    6. ภูมนตรา รีสอร์ท

    ขอบคุณภาพจาก : ภูมนตรา รีสอร์ท

    ภูมนตรา รีสอร์ท ที่พักนครนายกติดริมน้ำ ตั้งอยู่บริเวณแก่งสามชั้น จุดล่องแก่งยอดนิยมของจังหวัดนครนายก มีพื้นที่กว้างขวาง บรรยากาศเงียบสงบ และรายล้อมไปด้วยภูเขาเขียวขจี มีห้องพักหลากหลายแบบ ได้แก่ ห้องพัก Superior พร้อมระเบียงและวิวสวน, ห้อง Family Suite สำหรับ 3 คน และ Family Villa บ้านพักส่วนตัว ท่ามกลางต้นไม้นานาชนิด สามารถเข้าพักได้สูงสุด 6 คน 

    7. มิรายามา วิลล่า

    ขอบคุณภาพจาก : มิรายามา วิลล่า

    ถ้าหากกำลังมองหาที่พักนครนายกที่เป็นบ้านพูลวิลล่า เข้าพักได้หลายคน มีสระว่ายน้ำ บรรยากาศเงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัว ขอแนะนำมิรายามา วิลล่า โดดเด่นด้วยบ้านพักสีขาวสะอาดตา ในบ้านมีพื้นที่กว้างขวาง มี 4 ห้องนอนพร้อมเตียงควีนไซส์ถึง 6 เตียง มีอุปกรณ์ครัวและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมสระว่ายน้ำระบบเกลือ เหมาะสำหรับมาพักผ่อนกับเพื่อนและครอบครัวเป็นอย่างมาก โดยสามารถเข้าพักได้สูงสุด 12-15 คน 

    นอกจากนี้ที่พักยังอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย เช่น เขาช่องลม น้ำตกนางรอง อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ 

    8. Uncle Jo Valley

    ขอบคุณภาพจาก : Uncle Jo Valley

    Uncle Jo Valley บ้านพักที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์โฮมมี่ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ ลำธาร และวิวทิวทัศน์ของภูเขา บรรยากาศร่มรื่น เงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจและหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมือง ภายในบ้านพักมี 5 ห้อง และ 5 ห้องน้ำ พร้อมอุปกรณ์ทำครัวและเตาปิ้งย่างครบเซต สำหรับทำบาร์บีคิว เมนูปิ้งย่างปาร์ตี้ในยามค่ำคืน

    9. Villa Paramount 2

    ขอบคุณภาพจาก : Villa Paramount 2

    Villa Paramount 2 อีกหนึ่งที่พักพูลวิลล่าขนาดใหญ่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ที่ไทยรัฐช็อปปิ้งคัดเลือกมาแนะนำ ภายในบ้านพักตกแต่งสวยงาม มีห้องนอน 3 ห้อง พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ครัว และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ด้านนอกมีสระว่ายน้ำพร้อมสไลเดอร์ ช่วยสร้างความเพลิดเพลินได้เป็นอย่างดี บรรยากาศโดยรอบมีความเงียบสงบและเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับมาพักผ่อนกับแก๊งเพื่อนและครอบครัว

    10. ภูไอยรา รีสอร์ท

    ขอบคุณภาพจาก : ภูไอยรา รีสอร์ท

    ภูไอยรา รีสอร์ท ที่พักนครนายกตกแต่งสไตล์ยุโรป ตั้งอยู่ใกล้กับเขื่อนขุนดาลปราการชล และแหล่งท่องเที่ยวมากมาย มีห้องพักหลากหลายแบบให้เลือก ทั้งห้องพักสำหรับ 2 คน ห้องพักสำหรับครอบครัว หัองพักแบบ Duplex เป็นต้น ยังมีลานสำหรับกางเตนท์ สำหรับคนชื่นชอบแคมป์ปิ้งอีกด้วย

    ทั้งหมดนี้เป็นที่พักนครนายกที่ไทยรัฐช็อปปิ้งคัดเลือกมาแนะนำ แต่ละแห่งตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ วิวสวย อากาศดี มีห้องพักให้เลือกหลากแบบ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เหมาะสำหรับไปเที่ยวพักผ่อนช่วงวันหยุดกับเพื่อน คนรัก และครอบครัวเป็นอย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/shopping/travel/1000782&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zAZbPQmPjC7ClnFz5VT5m

  • กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม ‘ราชการดิจิทัล’

    กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม ‘ราชการดิจิทัล’

    ประชาสัมพันธ์

    29 ส.ค. 2025 เวลา 12:50 น.

    กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบ

    28 ส.ค. 68 กรมการท่องเที่ยว จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อยกระดับการทำงานและการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “ครบรอบ 23 ปี สถาปนากรมการท่องเที่ยว” มีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ กรมการท่องเที่ยว ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้วางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ยกระดับผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และวันนี้เราได้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้กับความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบราชการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

    กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม 'ราชการดิจิทัล'

    นายจาตุรนต์ กล่าวเพิ่มว่า โครงการหลักที่ดำเนินการอยู่ คือการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางเพื่อพัฒนา e-Service และฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งบูรณาการระบบงานสำคัญของ กรมการท่องเที่ยว ครอบคลุมฐานข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว แผนที่ด้านการท่องเที่ยว การประเมินและการยื่นขอรับรองมาตรฐาน การอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย ไปจนถึงระบบให้บริการงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (e-Service) ระบบการทดสอบเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ (e-Exam) ระบบการอบรมเพื่อต่ออายุใบอนุญาต เป็นมัคคุเทศก์ (e-Learning) และระบบ Thailand Smart Tour (TST) ระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ จะทำให้การให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเปิดใช้งานไปแล้วบางส่วน และตั้งเป้าพร้อมใช้งานเต็มระบบในปลายปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

    “ปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 23 ปีของกรมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นปีแห่งความหวัง ที่ใกล้จะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ” นายจาตุรนต์ กล่าว

    กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม 'ราชการดิจิทัล' กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม 'ราชการดิจิทัล'

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/news/prnews/1196411&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p1SfppMmZp1q-rlFcQzAu