Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จ.ราชบุรีจัดพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนพิการจังหวัดราชบุรีในมูลนิธิคุณพุ่ม ปี 2568

    จ.ราชบุรีจัดพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนพิการจังหวัดราชบุรีในมูลนิธิคุณพุ่ม ปี 2568

    จ.ราชบุรีจัดพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนพิการจังหวัดราชบุรีในมูลนิธิคุณพุ่ม ปี 2568


    29/08/2568 | 15 |

    จ.ราชบุรีจัดพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนพิการจังหวัดราชบุรีในมูลนิธิคุณพุ่ม ปี 2568

    วันที่ 29 สิงหาคม 2568 นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนพิการจังหวัดราชบุรีในมูลนิธิคุณพุ่ม โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นพื้นฐาน ซึ่งจัดขึ้นทุกปี ตามพระดำริทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ได้ทรงมีพระเมตตาประทานทุนให้เด็กพิการ ที่มีฐานะยากจนเพื่อส่งเสริมสนับสนุน การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนพิการ ทั่วประเทศ ในพิธีมีส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ปกครองเด็กเข้าร่วม ที่ ห้องประชุมเทศบาลตำบลหลักเมือง จ.ราชบุรี

    โดยปีการศึกษานี้มีเด็กพิการที่มีฐานะยากจนทั่วประเทศได้รับประทานทุน จำนวน 10,633 ทุน ในส่วนของจังหวัดราชบุรี ได้รับประทานทุน จำนวน 122 ทุน ทุนละ 5,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 610,000 บาท อันประกอบด้วยนักเรียนพิการจากหน่วยงาน ดังนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรี ,สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และเขต 2, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดราชบุรี

    สำหรับทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม เป็นทุนการศึกษาที่ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงมีพระกรุณาธิคุณประทานให้แก่นักเรียนเด็กออทิสติกและเด็กพิการ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาสมรรถภาพให้ตรงตามความจำเป็นเฉพาะบุคคล ทุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมเด็กพิการให้ได้รับการศึกษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยทุนการศึกษาจะมอบให้ผ่าน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ในแต่ละจังหวัด.

    /////////////////////////////////////////////////////////////////////////


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/419183&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KtySXUvhO-_4pr9M-B6nQ

  • ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามของอียิปต์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามของอียิปต์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามของอียิปต์

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามของอียิปต์

    วันที่นำเข้าข้อมูล 29 ส.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 ส.ค. 2568

    | 96 view

    เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับและพบหารือกับศาสตราจารย์ ดร. Nazir Mohammed Ayyad ผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามของอียิปต์ เนื่องในโอกาสเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงฯ

    ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศที่มีมาตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี และได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการศึกษา ศาสนศึกษา และวัฒนธรรม รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ปาเลสไตน์

    ผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามย้ำความตั้งใจของฝ่ายอียิปต์ในการจัดตั้งศูนย์ภาษาอาหรับระดับภูมิภาคในประเทศไทย ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญและการเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศไทย ขณะที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ แสดงความขอบคุณที่อียิปต์ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสนับสนุนข้อเสนอการจัดตั้งศูนย์ภาษาอาหรับในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อนักศึกษาไทยและประชาชนทั่วไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/vfm-meets-grand-mufti-of-egypt-aug-25-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fbE3XjsSmiHwx0EZCHMm-

  • เปิด 5 แคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ หลัง “แพทองธาร” ไม่ได้ไปต่อ

    เปิด 5 แคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ หลัง “แพทองธาร” ไม่ได้ไปต่อ

    เปิดรายชื่อ 5 แคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ หลัง “แพทองธาร ชินวัตร” ไม่ได้ไปต่อ ถูกศาลรัฐธรรมนูญฟันพ้นตำแหน่ง ปมคลิปเสียงฮุนเซน 

    ในวันที่ 29 ส.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

    หลังจากนายกฯ แพทองธารถูกฟันพ้นจากตำแหน่ง อาจมีการยุบสภาฯ หรือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากแคนดิเดตในบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอไว้เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ซึ่งหากเป็นการเลือกนายกฯ จากบัญชรแคนดิเดต จะมีเงื่อนไขดังนี้

    1. แคนดิเดตที่ถูกเสนอชื่อมาโหวตในสภาต้องมาจากพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ในสภามากกว่า 5% (25 คน) มี ส.ส. รับรองอย่างน้อย 50 คน

    2. การลงมติเลือกนายกฯ ต้องลงมติอย่างเปิดเผย โดยการออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคน ผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ หรืออย่างน้อย 247 เสียง

    ทั้งนี้ แคนดิเดตที่เข้าเงื่อนไขมาจากพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ในสภาเกิน 25 คน มีจำนวน 5 คน ได้แก่

    1. นายชัยเกษม นิติสิริ

    พรรค : เพื่อไทย จำนวน ส.ส. 140 คน

    อายุ : 77 ปี

    การศึกษา : ปริญญาตรีรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโทกฎหมาย (L.L.M.) มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐฯ

    ประสบการณ์ : เคยดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด และ รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

    ข้อจำกัด : อาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่ล่าสุดทางเจ้าตัวยืนยันตอนนี้แข็งแรงดี ก้อนเลือดที่ท้ายทอยสลายไปหมดแล้ว 

    2. นายอนุทิน ชาญวีรกูล

    พรรค : ภูมิใจไทย จำนวน ส.ส. 69 คน

    อายุ : 58 ปี

    การศึกษา : จบวิศวกรรมศาสตร์ ม.ฮอฟตรา สหรัฐฯ, พาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. (Mini MBA)

    ประสบการณ์ : ผู้บริหาร บ.ซิโน-ไทย ที่ดูแลโครงการก่อสร้างเมกะโปรเจกต์จำนวนมาก เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ, อาคารรัฐสภา และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง ล่าสุดคือ รมว.มหาดไทย ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร

    ข้อจำกัด :  พัวผันกับคดี ฮั้ว สว. ซึ่งกำลังอยู่ในชั้นไต่สวนของ กกต.และดีเอสไอ อาจนำไปสู่กระบวนการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณายุบพรรคได้ 

    3. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    พรรค : รวมไทยสร้างชาติ จำนวน ส.ส. 36 คน

    อายุ : 71 ปี

    การศึกษา : โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.)

    ประสบการณ์ : รับราชการทหารและขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดคือผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก่อนดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อการรัฐประหารปี 2557 และดำรงตำแหน่งนายกฯ ปี 2557 – 2562

    ข้อจำกัด : ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี ดังนั้นหากมีการเสนอชื่อและสภาลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกจากตำแหน่งก่อน

    4. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

    พรรค : รวมไทยสร้างชาติ จำนวน ส.ส. 36 คน

    อายุ : 66 ปี

    การศึกษา : ปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปริญญาโทกฎหมายอเมริกันทั่วไป (LLM) และกฎหมายเปรียบเทียบ (MCL) ม.ทูเลน สหรัฐฯ

    ประสบการณ์ : ทำงานด้านกฎหมายโดยเคยเป็นทนายความ ผู้พิพากษาจังหวัดและผู้พิพากษาประจำกระทรวง ในด้านงานการเมือง เคยเป็น รมว.ยุติธรรม ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์, เลขาธิการนายกฯ ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึง รมว.พลังงาน ในรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร

    ข้อจำกัด : ถูกมองว่าไม่สามารถคุมเสียงในพรรคได้ มีการแบ่งขั้วกัน 

    5. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์

    พรรค : ประชาธิปัตย์ จำนวน ส.ส. 25 คน

    อายุ : 69 ปี

    การศึกษา : ปริญญาตรีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ ม.นิด้า

    ประสบการณ์ : เป็น ส.ส.หลายสมัย ก่อนเข้ามาดำรงรัฐมนตรีในหลายกระทรวง เช่น รมว.ศึกษาธิการ ในรัฐบาลอภิสิทธิ์, รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นต้น 

    ข้อจำกัด : ถูกมองว่าไม่สามารถคุมเสียงในพรรคได้ มีการแบ่งขั้วกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/infographic/2879391&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K6QexY_tJDj9LNNdZ_Mes

  • สภาผู้บริโภค เปิดผลศึกษา 4 แนวทางบริหารสายสีเขียวหลังหมดสัมปทาน ยันใช้ 20 บาทได้ทุกสูตร : อินโฟเควสท์

    สภาผู้บริโภค เปิดผลศึกษา 4 แนวทางบริหารสายสีเขียวหลังหมดสัมปทาน ยันใช้ 20 บาทได้ทุกสูตร : อินโฟเควสท์

    สภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยผลศึกษารูปแบบและเงื่อนไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า กรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียวและกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานใน 2572 – 2585 ใช้ 20 บาทตลอดสาย ไม่กระทบ แถมคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    ศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาเบื้องต้น สรุปได้เป็น 4 แนวทาง คือ 1. ต่อสัญญาให้ผู้บริการรายเดิม 2. เปิดประมูลหาผู้บริการรายใหม่ 3. ให้กทม.บริหารเอง และ 4. โอนภารกิจการบริหารให้กระทรวงคมนาคม โดยตั้งสมมติฐานเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาท ทำได้หรือไม่

    ผลปรากฏว่า ไม่ว่าจะใช้รูปแบบไหนในการบริหาร อัตราค่าบริการรถไฟฟ้า 20 บาทก็สามารถทำได้ และผู้ประกอบการยังคงมีกำไร ที่สำคัญ มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่า 40% ซึ่งคุ้มค่ากว่าต้นทุนทางการเงินหลายเท่า

    ผลการศึกษา พบว่า ความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับ เช่น ประหยัดเวลาในการเดินทาง คิดเป็นมูลค่า 151 บาทต่อชั่วโมงต่อคน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็น 800 บาทต่อตัน ลดการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เมื่อการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะของคนเมืองดีขึ้น ทำให้การจ้างงาน การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเติบโต ที่สำคัญ คือการสร้างความเท่าเทียมในสังคม คนรายได้น้อยมีโอกาสใช้รถไฟฟ้า ไม่ถูกกีดกันด้วยราคา

    “เราใช้สมมติฐานหากใช้ราคา 20 บาทตลอดสาย และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 30% ผู้ประกอบการจะต้องเพิ่มรถไฟฟ้าใหม่ 25 – 46 ขบวน ในช่วงที่มีการต่อสัญญา ปี 2572 – 2585 ต้นทุนการเดินทางต่อหัวยังอยู่แค่ 14 – 17 บาทต่อเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่า รถไฟฟ้า 20 บาท สามารถครอบคลุมต้นทุนได้ในระยะยาว ส่วนความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็นตัวเลขสูงจนผู้วิจัยยังตกใจ อย่างไรก็ตามจะมีการจัดทำรายงานฉบับเต็ม โดยสัมภาษณ์ผู้ให้บริการเพิ่มเติม เพื่อให้ข้อมูลวิจัยแน่นขึ้น” ทีมผู้วิจัยระบุ

    นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่ากทม. ให้ความเห็นว่า งานวิจัยที่ระบุว่าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ในกรณีสายสีเขียวให้ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ถึง 40% ถือว่าสูงผิดปกติ อาจเป็นเพราะประเมินต้นทุนต่ำเกินไป ขณะที่ผลตอบแทนทางการเงินยังขาดทุน ดังนั้นการดำเนินโครงการ 20 บาท แม้จะคุ้มค่าทางสังคม แต่อาจไม่ยั่งยืน หากรัฐต้องชดเชย เพราะสายสีเขียว มีปัญหาหนี้สินที่กทม.จะต้องชำระเป็นเงินกว่า 70,000 ล้านบาท หรือหากรัฐจะเลือกวิธีซื้อคืนมาบริหารเอง ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท

    “หนี้สินของกทม. และสัญญาที่ผูกพันถึงปี 2585 เป็นอุปสรรคใหญ่ ที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะเจรจาต่อสัญญา, เปิดประมูลใหม่ หรือโอนให้รฟม. เห็นด้วยหากจะทำให้อัตราค่าโดยสารลดลง แต่ 20 บาทเหมาะสมหรือไม่ และรัฐจะหาเงินที่ไหนมาชดเชย ต้องคิดต่อว่าจะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนได้อย่างไร” นายสามารถกล่าว

    ขณะที่น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การศึกษาของกระทรวงคมนาคมก่อนหน้านี้คิดที่อัตรา 25 บาท ซึ่งกทม.สามารถดำเนินการได้ และยังมีรายได้จากการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์อีกกว่า 32,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันทุกพรรคการเมือง ไม่เฉพาะเพื่อไทยที่เสนออัตราค่าโดยสาร 20 บาท พรรคก้าวไกล 15 บาท พรรคประชาธิปัตย์เสนอ 50 บาทตลอดวันเดินทางกี่เที่ยวก็ได้ พรรคภูมิใจไทยเสนอ 40 บาททั้งรถไฟฟ้า เรือ และรถเมล์ สะท้อนให้เห็นว่าทุกพรรคการเมืองมองแล้วโครงการนี้เป็นไปได้ หรืออาจจะใช้ภาษีรถยนต์ ซึ่งกทม.เก็บอยู่ปีละ 16,000 ล้านบาทมาใช้ในโครงการนี้ก็ได้เช่นกัน

    “ประเทศเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ปัญหาคือการบริหารจัดการ และจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ เช่น ค่าก่อสร้างทางด่วน เราไม่มีทางแก้รถติดได้ ถ้ายิ่งสร้างถนนรถก็ยิ่งติด ทำอย่างไรให้ทุกพรรคการเมืองสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อไทย ที่ลดราคาลง ให้ทุกคนขึ้นได้ และขยายไปสู่ต่างจังหวัดในอนาคต ซึ่งหลายจังหวัดได้เริ่มทำแล้ว” น.ส.สารี กล่าว

    สถานการณ์ในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหาหนักจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ค่าครองชีพสูง สวนทางกับรายได้ที่ลดลง ค่าโดยสารรถไฟฟ้าถือเป็นภาระหนักของประชาชน ค่าโดยสารเต็มระยะทางอาจเกิน 100 บาทต่อเที่ยว ขณะที่ธนาคารโลกมีคำแนะนำว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนไม่ควรเกิน 10% ของค่าจ้าง

    ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำของไทยอยู่ที่ประมาณ 400 บาท ดังนั้นค่าเดินทางไม่ควรเกิน 40 แต่ทุกวันนี้ค่าเดินทางของคนกรุงเทพเกินไปมาก ไป-กลับอาจเกิน 200 บาทต่อวัน ถือเป็นภาระหนักมากของคนกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะสายสีเขียว ซึ่งเป็นเส้นทางหลักและกำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 แต่มีการต่อสัญญากับเอกชนไปอีก 13 ปี

    แม้จะยังมีข้อโต้แย้ง แต่ตัวเลขจากงานวิจัยในเบื้องต้น ได้ชี้ชัดว่า 20 บาท ยิ่งกว่าคุ้ม และไม่เพียงแค่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวกและราคายุติธรรม แต่ยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล ไม่ว่ารัฐจะเลือกโมเดลการบริหารแบบใดหลังหมดสัญญา สิ่งสำคัญที่สุดคือ การยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้ “20 บาทตลอดสาย” เป็นเครื่องมือพลิกโฉมระบบขนส่งไทยให้ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525447&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37bCcu9Ueif92ci1wwJjBq

  • ปลัด ศธ. “สุเทพ” หารือความร่วมมือ ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม กับมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนาน – กระทรวงศึกษาธิการ

    ปลัด ศธ. “สุเทพ” หารือความร่วมมือ ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม กับมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนาน – กระทรวงศึกษาธิการ

    28 สิงหาคม 2568 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับนายหลิว หย่งเทา (Mr. Liu Yongtao) ประธานสภามหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนาน (Henan Polytechnic University) สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยและหารือความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกัน โดยมีนายพิเชฐโพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.  เข้าร่วมหารือ ณ ห้องดำรงราชานุภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

    ปลัด ศธ. กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการอาสาสมัครสอนภาษาจีน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาทักษะ 3+1 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งภาษาจีนถือเป็นภาษาต่างประเทศที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้งปีนี้เป็นโอกาสอันดีของการเฉลิมฉลองครบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน

    กระทรวงศึกษาธิการยินดีให้ความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยฯ ทั้งเรื่องอาสาสมัครสอนภาษาจีน และการสอนวิชาไท้เก๊ก โดยเฉพาะในโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมจีน โดยจะหารือเพิ่มเติมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนานอย่างเป็นรูปธรรมในโอกาสต่อไป

    ประธานสภามหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนาน กล่าวว่า ขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนาน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2410 มีชื่อเสียงในด้านการเรียนการสอนสาขาวิชาด้านวิศวกรรมความปลอดภัย และสาขาวิชาไท้เก๊ก โดยที่ผ่านมามีสถานศึกษาของไทยส่งนักเรียนไปศึกษาต่อจำนวนมากจึงมีความสนใจที่จะเผยแพร่การเรียนการสอนวิชาไท้เก๊กให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 

    นอกจากนี้ นางหลี่ ซินจวน ได้กล่าวเสริมว่า ทางมหาวิทยาลัยฯ ได้จัดส่งนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 ไปฝึกปฏิบัติเป็นอาสาสมัครสอนภาษาจีนในหลายประเทศ เช่น อิตาลีและรัสเซีย จึงมีความสนใจที่จะส่งนักศึกษามาฝึกปฏิบัติเป็นอาสาสมัครสอนภาษาจีนในประเทศไทยเพิ่มเติม สำหรับการรับนักเรียนและนักศึกษาระดับ ปวช. – ปวส. ของไทยนั้นยินดีร่วมมือกับในการดำเนินหลักสูตรอาชีวศึกษาแบบทวิวุฒิ 

    พบพร ผดุงพล / ข่าว , กราฟิก
    สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ. / ข้อมูล , ภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-henan/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G2gNcYF-NxkWvnB0kDsdv

  • “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมีคณะกรรมการสภาการศึกษา และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยมีวาระหลัก 3 ประเด็น ได้แก่

                                “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    1. การพัฒนาศักยภาพคนไทยสู่การเป็นพลเมืองเข้มแข็ง
    ผ่านร่างทิศทางการเรียนรู้ใหม่ภายใต้ “The L.E.A.R.N. Pillars” ประกอบด้วย

    การเสริมศักยภาพผู้เรียน

    การสร้างครูและบุคลากรการศึกษาที่มีคุณภาพและสุขภาวะที่ดี

    การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

    การเปิดโอกาสให้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างยืดหยุ่น

    การสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม

    เสาหลักทั้ง 5 จะเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมการปรับปรุงกฎหมายการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

                              “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    2. การปรับระบบงบประมาณและทรัพยากรด้านการศึกษา
    โดยเน้นการกระจายอำนาจ การลงทุนวิจัยและนวัตกรรม การจัดสรรงบประมาณตรงถึงผู้เรียน และการปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนพื้นฐาน รวมทั้งการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อการวัดผลและปรับปรุงคุณภาพอย่างเป็นระบบ

    3. ยุทธศาสตร์การสร้างทักษะจำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชน
    มุ่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนบนฐานทักษะสำคัญ จัดระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เป็นระบบ และสร้างพื้นที่เรียนรู้โดยใช้ทุนทางสังคมในแต่ละพื้นที่

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าสำคัญ อาทิ

    การวิเคราะห์ผลจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา 2025 เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ยกระดับ

    มติสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ผลักดันแนวคิด “Learn to Earn” และการสร้าง “เมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

    การพัฒนากรอบคุณวุฒิสำหรับเยาวชนฝีมือ พร้อมเปิดใช้ “แพลตฟอร์มธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” ปีหน้า

    ความคืบหน้าการผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD

    การจัดทำ “แผนการศึกษาในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ” เพื่อรับมือสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรและผู้เรียนในพื้นที่

                             “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทั้งสามประเด็นที่สภาการศึกษาผลักดัน ถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะสร้างพลเมืองไทยที่เข้มแข็ง และยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/637387&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EcNrZWjOUQVJnExY3kkua

  • ธปท.ชี้การขับเคลื่อนนโยบายมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าใครเป็นนายกฯ

    ธปท.ชี้การขับเคลื่อนนโยบายมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าใครเป็นนายกฯ

    ธปท.ชี้การขับเคลื่อนนโยบายมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าใครเป็นนายกฯ

    ธปท.ชี้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ กระทบเชื่อมั่นเล็กน้อย มองความต่อเนื่องของนโยบายมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าใครเป็นนายกฯ

    ตามที่วันนี้ (29 ส.ค.2568) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 และมาตรา 169 เมื่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีว่างลง คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ 

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.มองประเด็นสำคัญที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่า คือ เรื่องของนโยบายที่วางไว้ หรือมาตรการที่กำลังดำเนินอยู่จะมีความต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด 

    “มองว่างบประมาณรายจ่ายปี 2569 ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ จะเป็นเรื่องของการดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้ ดังนั้นตราบใดที่กิจกรรม มาตรการ และนโยบายต่างๆ ยังเดินต่อไปได้ คิดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่ได้เยอะ แต่อาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นบ้าง ภาพเศรษฐกิจ ไม่ได้ขึ้นกับว่าใครเป็นนายกฯ สิ่งที่สำคัญกว่า คือการต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจมากกว่า” นางสาวชญาวดี กล่าว  

    ขณะเดียวกัน มองว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากวันนี้ หากให้มองในแง่บวก คือ จะเห็นภาพการเมืองความชัดเจนมากขึ้น ถึงแม้อาจจะยังมีหลาย scenario ในระยะต่อไป แต่อย่างน้อย ทำให้การตัดสินใจหลังจากนี้ จะชัดเจนขึ้นได้บ้าง เพราะที่ผ่านมาสถานการณ์การเมืองที่ไม่ชัดเจน ทำให้คนชะลอตัดสินใจการลงทุนไว้ก่อน

    ทั้งนี้ ธปท. มองว่าเศรษฐกิจยังเติบโตได้ต่อเนื่องตามคาด หากเกิดจะมีอะไรขึ้นมา คงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา แต่ไม่ได้กระทบ base line ที่วางไว้ โดยปัจจัยระยะสั้นที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า คือ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ขณะนี้สินค้าบางรายการยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องของอัตราภาษี ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาว คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    เศรษฐกิจไทย ก.ค.68 ชะลอตัว 

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค.2568 ชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศส อดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น 

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน 

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2) พัฒนาการภาคการท่องเที่ยว 3) สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/729581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jZFS4BE2LuywNgf7X9_0k

  • พิษเศรษฐกิจ ทุบอสังหาฯ ครึ่งหลังยอดโอน-โครงการใหม่ลดฮวบ

    พิษเศรษฐกิจ ทุบอสังหาฯ ครึ่งหลังยอดโอน-โครงการใหม่ลดฮวบ

    นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธอส. และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ในการลดค่าธรรมเนียมการโอน และการจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ส่งผลให้อุปสงค์การโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 (QoQ) ทั้งจำนวนหน่วย และมูลค่า โดยมีจำนวน 77,343 หน่วย เพิ่มขึ้น 18.5%

    จากการโอนในไตรมาส 1 ที่มีจำนวน 65,276 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 210,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.7% จากยอดการโอนในไตรมาส 1 ที่มีมูลค่า 181,545 ล้านบาท

    แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ในไตรมาส 2 ปี 2568 ลดลง ส่งผลให้ภาพรวมครึ่งแรกปี 2568 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 142,619 หน่วย ลดลง -10.7% และมีมูลค่า 391,601 ล้านบาท ลดลง -13.3% ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติ ไตรมาส 2 ปี 2568 มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนเช่นกัน โดยคาดว่ากำลังซื้อชาวจีนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังปี 2568

    ขณะที่เมียนมามีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำนวน 533 หน่วย เพิ่มขึ้น 119.3% มีมูลค่า 1,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.9% และคาดว่ากำลังซื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้ที่อยู่อาศัยในพม่าได้รับความเสียหาย
    นายกมลภพ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากช่วงครึ่งแรก ซึ่งเป็นผลมาจากผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่มีผลกระทบต่อรายได้ของภาคธุรกิจ ลูกจ้าง และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทำให้กำลังซื้อของประชาชนมีแนวโน้มลดลง

    สำหรับอุปทานโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ ในพื้นที่กรุงเทพฯ- ปริมณฑล พบว่า ผู้ประกอบการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในไตรมาสนี้เพียง 6,165 หน่วย ซึ่งเป็นจำนวนการเปิดขายที่น้อยที่สุด นับตั้งแต่ที่มีการสำรวจข้อมูลเป็นรายไตรมาส คือ เป็นการลดลง 6 ไตรมาสต่อเนื่องโดยที่อยู่อาศัยแนวราบ เปิดขายลดลง -59.7% และอาคารชุด เปิดขายลดลง -70.4% ซึ่งช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีการเปิดขายโครงการใหม่ รวม 17,988 หน่วย ลดลง -46.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยที่อยู่อาศัยแนวราบเปิดขายลดลง -58.1% และอาคารชุดเปิดขายลดลง -34.1% REIC คาดว่าทั้งปี 2568 ในพื้นที่กรุงเทพฯ – ปริมณฑลจะมีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ จำนวน 52,000 หน่วย ลดลง -17.2% จากปี 2567 หรือลดลงไปใกล้เคียงกับปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด ที่คาดว่าจะมีมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ประมาณ 390,000 ล้านบาท ลดลง -22.2% จากปี 2567

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/255891&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30Lp9Ozp-SWo4cr9YQP1xq

  • เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 แผ่ว ‘ธปท.’ ชี้การเมืองกระทบไม่มาก

    เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 แผ่ว ‘ธปท.’ ชี้การเมืองกระทบไม่มาก

    ‘ธปท.’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 ชะลอตัวลง จากภาคบริการท่องเที่ยว-การผลิตภาคอุตสาหกรรม-การลงทุนภาคเอกชนแผ่ว พร้อมจับตาผลกระทบภาษีสหรัฐฯ-สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้การเมืองกระทบเศรษฐกิจไม่มาก

    29 ส.ค. 2568 – นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. 2568 ขยายตัวชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งจากภาคบริการที่ลดลงตามกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยว และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากปัจจัยชั่วคราว ขณะที่การส่งออกขยายตัวได้ 9.7% โดยการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ด้านการนำเข้าขยายตัว 4.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขยายตัวลดลงจากเดือนก่อน ในทุกหมวดสินค้า จากสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดเชื้อเพลิง เป็นต้น

    ด้านการบริโภคภาคเอกชนทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นจากทุกองค์ประกอบ ทั้งยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ และยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายการค้าโลก เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า และสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ส่วนการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากเดือนก่อหน้า จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิที่ปรับลดลงจากหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน สำหรับหมวดยานพาหนะทรงตัว โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถบรรทุกปรับเพิ่มขึ้น

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวต่างชาติ พบว่า นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนตามการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวจีที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนมาก ขณะที่นักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม กัมพูชา ลาว ลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนก.ค.อยู่ที่ ติดลบ 0.7% ติดลบเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ติดลบ 0.25% จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดลดลงตามราคาผลิตไม้และเนื้อสัตว์ที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.84% ชะลอลงจากผลฐานสูงของราคาอาหารสำเร็จรูปในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ลดลงจากการทำโปรโมชั่น

    “กิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง” นางสาวชญาวดี กล่าว

    นางสาวชญาวดี กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มชะลอลงจากการส่งออกสินค้าจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ และภาคท่องเที่ยวที่การแข่งขันในภูมิภาครุนแรงขึ้น ด้านการบริโภค ขยายตัวชะลอลงตามแนวโน้มรายได้และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้ายังต้องติดตาม ผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ พัฒนาการภาคการท่องเที่ยว และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

    ด้านปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะการตัดสินคดีคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายฮุน เซน มองว่า ความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับนโยบายและมาตรการที่วางไว้ว่าจะต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากงบประมาณประจำปี 2569 ได้ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว หากกิจกรรมต่าง ๆ ดำเนินการไปได้ ผลกระทบอาจไม่ได้มากนัก แต่เรื่องความเชื่อมั่นอาจจะส่งผลกระทบบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ คือ เรื่องของความชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมา คนอาจชะลอการตัดสินใจในการลงทุนได้

    “ภาพวันนี้ ธปท. ยังมองว่า เศรษฐกิจยังคงเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่หากมีอะไรที่เกินกว่านั้น ก็จะเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า ดังนั้นตราบใดที่กิจกรรม มาตรการและนโยบายต่าง ๆ ยังเดินหน้าต่อไปได้ ก็คิดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่ได้เยอะ แต่อาจมีกระทบบ้างต่อความเชื่อมั่น”นางสาวชญาวดี กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/852370/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VTB3QRj907-fPVSyCWLYe

  • ปิดตำนาน60ปี! ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังประกาศปิดกิจการ ยอมรับเศรษฐกิจแย่ทำยอดขายดิ่ง

    ปิดตำนาน60ปี! ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังประกาศปิดกิจการ ยอมรับเศรษฐกิจแย่ทำยอดขายดิ่ง

    วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

    29 สิงหาคม 2568 ทำเอาแฟนๆ ของก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าดังถึงกับใจหาย เมื่อเฟซบุ๊กของร้านก๋วยเตี๋ยวอนันศักดิ์ สิงห์สมบุญ ‘เนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว – อนันศักดิ์ สิงห์สมบุญเจ้าเก่า’ ได้แจ้งว่า ประกาศปิดกิจการ ทางไหม (หลาน) ขอเป็นตัวแทน ขอขอบคุณจากใจจริงแทนคุณย่าและอากง ที่คุณลูกค้าร่วมเดินทางมาด้วยกันอย่างยาวนาน หากถ้ามีโอกาส หวังว่าเราจะพบพบกันใหม่นะคะ ขอบพระคุณค่ะ  เปิดขายวันที่ 31สิงหาคมเป็นวันสุดท้าย #ปิดกิจการ #ปิดตํานาน #ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

    โดยภายในภาพ ระบุข้อความว่า “เรียนลูกค้าที่เคารพรักทุกท่าน ทางร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว อนันศักดิ์ สิงห์สมบุญ ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและไว้วางใจในรสชาติและบริการของเรามาโดยตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา พวกเราได้ทุ่มเมอย่างเต็มความสามารถเพื่อมอบก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสชาติที่ดีที่สุดให้กับทุกท่าน 

    เนื่องด้วยสถานการณ์ท่านเศรษฐกิจ และยอมขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทางร้านจึงขอแจ้งปิดกิจการอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2568 เป็นต้นไป พวกเราขอขอบคุณทุกกำลังใจและความทรงจำดีๆ ที่ได้มีร่วมกันและรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในมื้ออาหารของทุกท่านตลอดมา ด้วยความเคารพ ครอบครัวสิงห์สมบุญ”

    ขอบคุณภาพ : เนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว – อนันศักดิ์ สิงห์สมบุญเจ้าเก่า 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/910586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fPe_6ZxJ32QNFt0t0NrKT