Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “รมว.นฤมล” นำประชุม “สกศ.ถก” ปฏิรูปการศึกษา ยกระดับระบบการเรียนรู้สู่มาตรฐานสากล มุ่งสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งของประเทศ

    “รมว.นฤมล” นำประชุม “สกศ.ถก” ปฏิรูปการศึกษา ยกระดับระบบการเรียนรู้สู่มาตรฐานสากล มุ่งสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งของประเทศ

    29 สิงหาคม 2568 13:47 น. สยามรัฐออนไลน์ การศึกษา

    เมื่อวันที่ 29 ส.ค.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมีคณะกรรมการสภาการศึกษา และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุม

    โดยการประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ร่างทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทยเพื่อสร้างพลเมืองที่เข้มแข็ง ผ่านเสาหลักการเรียนรู้ 5 ด้าน หรือ The L.E.A.R.N. Pillars ซึ่งประกอบด้วย การเสริมศักยภาพผู้เรียน การสร้างบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพและสุขภาวะที่ดี การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม โดยทั้งหมดจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย

    รวมถึงแนวทางการปรับระบบการบริหารงบประมาณและทรัพยากรด้านการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ โดยเน้นการกระจายอำนาจ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อการวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้ถึงผู้เรียนโดยตรง ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนพื้นฐานและพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อการวัดผลและปรับปรุงอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังพิจารณานโยบายการสร้างเสริมชุดทักษะจำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนบนฐานทักษะที่จำเป็น การจัดระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เป็นระบบ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้โดยใช้ทุนทางสังคมและทรัพยากรในแต่ละพื้นที่

    นอกจากนั้นที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าของการดำเนินงานของ สกศ. อาทิ ผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา 2025 ที่ไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์ยกระดับให้ชัดเจน มติสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติที่ผลักดันแนวคิด “Learn to Earn” และระบบเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนากรอบคุณวุฒิสำหรับเยาวชนฝีมือ พร้อมการเปิดแพลตฟอร์มธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติในปีหน้า รวมถึงความคืบหน้าการผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาทางกฎหมาย ตลอดจนการจัดทำแผนการศึกษาในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ เพื่อรับมือสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้เรียนและบุคลากรในพื้นที่

    “ทั้งสามเรื่องที่สภาการศึกษาผลักดันในการประชุมครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งและยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647556&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3030Jz50p-kfoMb3BFtlKN

  • หอการค้าฯ เตือน การเมืองไม่แน่นอน ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯ เตือน การเมืองไม่แน่นอน ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะทันที

    มีความเห็นจากภาคเอกชน โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย ซึ่งอาจซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแออยู่แล้ว โดยไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง มาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาชายแดนและการปิดด่านการค้า รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่ลดลง

    ดร.พจน์ กล่าวย้ำว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นปัจจัยหลักที่บั่นทอนศรัทธาต่อนักลงทุน “หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพ นักลงทุนต่างชาติจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว และเศรษฐกิจไทยจะกระทบเป็นลูกโซ่”

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนคาดหวังว่าฝ่ายการเมืองจะเร่งหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ พร้อมจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับ

    “สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ”

    — ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thaichamber-warns-political-uncertainty-worsening-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JexXc4R_oFfYk0BuNHLfR

  • นักธุรกิจเกาะติดคดี ‘แพทองธาร’ มอง 2 ฉากทัศน์ ‘รอด-ไม่รอด’

    นักธุรกิจเกาะติดคดี ‘แพทองธาร’ มอง 2 ฉากทัศน์ ‘รอด-ไม่รอด’

    เศรษฐกิจ

    29 ส.ค. 2025 เวลา 7:30 น.

    “หอการค้า” ขอให้ยอมรับคำวินิจฉัยศาล ไม่ว่าตัดสินให้นายกฯ อยู่ต่อหรือพ้นตำแหน่ง เพียงขอให้มีผู้มีความรู้ความสามารถมาบริหารท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ ส.อ.ท.หวั่นรัฐบาลสุญญากาศ-กระทบเศรษฐกิจ-ลดทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน

    ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค.2568

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่มองศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร นายกฯจะรอดหรือไม่รอด ขณะนี้บ้านเมืองกำลังมีปัญหา แต่ขอใครก็ได้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ ภาคเอกชนต้องการเห็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เป็นมืออาชีพเข้ามาบริหารประเทศ

    “คำตัดสินเป็นอย่างไรก็ขอให้คำวินิจฉัยมีเหตุมีผลเป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่เกิดความปั่นป่วนเกิดขึ้นอีกในบ้านเมือง ให้การเมืองเดินตามขั้นตอน มีนายกฯ มีครม. ที่เป็นยอมรับของนานาชาติและมุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้โดยเร็ว” นายพจน์ กล่าว

    นักธุรกิจมอง 2 ฉากทัศน์การเมือง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยถึงประเด็นเสถียรภาพทางการเมืองของไทย โดยได้แบ่งการวิเคราะห์สถานการณ์ออกเป็น 2 ฉากทัศน์ เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

    ฉากทัศน์ที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ผิด โดยหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกฯ ไม่ผิด จะช่วยให้รัฐบาลบริหารประเทศได้ต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนโดยรวม การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชนยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ โดยการผลักดันนโยบายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การสร้างงาน และการดูแลคุณภาพชีวิต

    ฉากทัศน์ที่ 2  ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด ทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีถูกวินิจฉัยว่าทำผิดจนต้องพ้นจากตำแหน่ง และครม. ทั้งหมดต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย จะทำให้ต้องมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ตามรายชื่อแคนดิเดตที่เหลืออยู่ และอาจนำไปสู่การจับขั้วรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้การเมืองขาดเสถียรภาพ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้

    “ความขัดแย้งกับกัมพูชา ที่ยืดเยื้อและความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ลดทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ภาคเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ผันผวน ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพื่อรักษาตัวเลขการลงทุนและภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาวต่อไป” นายเกรียงไกร กล่าว

    ต้องการเสถียรภาพการเมือง

    นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า ภาคเอกชนสนใจเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า ใครมาเป็นรัฐบาล เราก็พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐตลอด แต่เรื่องใครจะมาเป็นรัฐบาลนั้น ไม่สำคัญเท่ากับความมีเสถียรภาพของนโยบาย เราไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะในมุมนักลงทุนต่างชาติอาจขาดความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจ

    “สิ่งสำคัญสุดคือความมั่นคง ความมีเสถียรภาพ และการไม่เปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายที่บ่อยครั้งจนเกินไป สำหรับสถานการณ์การเมืองในตอนนี้คงเอาใจช่วยทุกพรรค อยากให้มองภาพรวมของประเทศเป็นหลัก อยากให้ดูแลเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพราะตอนนี้เราต้องดูคู่แข่งรอบด้าน ยกตัวอย่าง เวียดนาม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xZAFW67BGHSdcbSrN1zdS

  • สปป.ลาว กำหนดลำดับความสำคัญหลักในเดือนกันยายนเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

    สปป.ลาว กำหนดลำดับความสำคัญหลักในเดือนกันยายนเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

    รัฐบาล สปป.ลาว ได้กำหนดลำดับความสำคัญหลักในเดือนกันยายน โดยมุ่งเน้นที่การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการคงไว้ซึ่งเสถียรภาพของประเทศ การตัดสินใจเหล่านี้เกิดขึ้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมกับเจ้าแขวงทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–26 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมา 
    โดยมีนายกรัฐมนตรี สอนไช สีพันดอน เป็นประธาน

    เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่ง สปป.ลาว จะดำเนินมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและรักษาระดับทุนสำรองระหว่างประเทศไว้ ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ได้รับมอบหมายให้ลดต้นทุนการผลิตสินค้าจำเป็น เช่น ข้าว เนื้อหมู ไข่ และปลา โดยต้องปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน พร้อมทั้งลดการนำเข้าสินค้าที่ไม่จำเป็น ในขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและป่าไม้จะดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารสัตว์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ในด้านการศึกษาและการพัฒนาแรงงานก็เป็นอีกหนึ่งลำดับความสำคัญ โดยกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา จะดำเนินการให้ปีการศึกษาใหม่เริ่มต้นได้อย่างราบรื่น พร้อมแก้ไขปัญหาขาดแคลนครู ด้วยการบรรจุครูอาสาสมัครเข้าเป็นข้าราชการ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งเมื่อได้รับการบรรจุแล้วจะได้รับเงินเดือนตามปกติ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจะให้ความสำคัญกับแรงงานลาวที่เดินทางกลับประเทศ โดยจะมีการเก็บข้อมูล จัดฝึกอบรม และสร้างงานเพื่อสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคม

    การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานยังคงเป็นเป้าหมายหลัก โดยกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง จะเร่งดำเนินการก่อสร้างถนนและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากอุทกภัย เพื่อเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างแขวง ซึ่งในช่วงฤดูฝน ทางการของแขวงต่าง ๆ ได้รับคำสั่งให้เฝ้าระวังระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่าง ๆ และต้องออกคำเตือนล่วงหน้าอย่างทันท่วงทีเพื่อลดความเสี่ยงจากพายุ ในขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการแก้ไขประกอบด้วย กฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน กฎหมายต่อต้านการสนับสนุนการก่อการร้าย การยึดทรัพย์สิน การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ และบทลงโทษเกี่ยวกับกฎหมายรถไฟ

    ในส่วนของ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมรัฐบาลรายงานว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีความคืบหน้าในด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน โดยอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือร้อยละ 5 ทุนสำรองระหว่างประเทศสามารถครอบคลุมการนำเข้าได้เกือบ 5 เดือน รายได้จากงบประมาณแตะระดับเกือบ 47 ล้านล้านกีบ (ประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือร้อยละ 69 ของเป้าหมายทั้งปี รวมถึงการปลูกข้าวถึงเป้าหมายตามฤดูกาลแล้วร้อยละ 97 การส่งออกพืชเศรษฐกิจทำรายได้กว่า 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการส่งออกปศุสัตว์ทำรายได้ 1.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านการท่องเที่ยวก็เติบโตเช่นกัน โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.35 ล้านคนในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปี 2024 ขณะที่การเดินทางภายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 46 อยู่ที่ 2.46 ล้านเที่ยว สำหรับอนาคต รัฐบาลได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมใหญ่ของพรรคทั้งในระดับส่วนกลางและระดับจังหวัด รวมถึงการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการของผู้นำพรรคและรัฐ

    *****************************************************

    ที่มา : Laotian times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sfr04x6u7xzr5xf77b5ys3lz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0glVqeh2iP92FOU50tZyp_

  • ทม.แพร่ คว้ารางวัล “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่น ด้านการศึกษา”

    ทม.แพร่ คว้ารางวัล “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่น ด้านการศึกษา”

    เทศบาลเมืองแพร่คว้ารางวัล “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่นด้านการศึกษา” ระดับประเทศ

    ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้จัดการแข่งขันมหกรรมงานจัดการศึกษาท้องถิ่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 ณ เทศบาลนครสกลนคร ระหว่างวันที่ 25 – 28 สิงหาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ และมอบรางวัลให้กับบุคลากรผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา

    เมื่อวันที่28 สิงหาคม 2568 เทศบาลเมืองแพร่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติถึง 4 รางวัล ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเทศบาล ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายนามผู้ได้รับรางวัลดังนี้

    นายเจตนิพิฐ หล้าประเสริฐ ปลัดเทศบาลเมืองแพร่ ได้รับโล่รางวัล “ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการศึกษาดีเด่น”

    ดร.มุกดา เลขะวิพัฒน์ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ได้รับรางวัล “ศึกษานิเทศก์ดีเด่น”

    นางจินตนา ทุ่งเก้า ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลวัดเหมืองแดง ได้รับรางวัล “ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น”

    นางชลธิดา สังข์ศิริ ครูโรงเรียนเทศบาลวัดหัวข่วง ได้รับรางวัล “ครูดีเด่น”

    ​เทศบาลเมืองแพร่ขอแสดงความยินดี และขอบคุณทุกท่านที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาการศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดจนเป็นที่ประจักษ์ และสร้างชื่อเสียงให้กับเทศบาลเมืองแพร่ในระดับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3755064/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FeBtECu3YU19K6Qk_FxIU

  • ‘นครนนท์’ เตรียมแข่งขันเรือยาวประเพณีส่งเสริมการท่องเที่ยว ชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 16 | เดลินิวส์

    ‘นครนนท์’ เตรียมแข่งขันเรือยาวประเพณีส่งเสริมการท่องเที่ยว ชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 16 | เดลินิวส์

    วันที่ 29 ส.ค. นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี นาวาเอก สุธี มาเกิด รองเลขาธิการสมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย ดร.มนัส ชูผกา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำสายบริหารทรัพยากรมนุษย์และองค์กร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ร่วมกันแถลงข่าวโครงการงานแข่งขันเรือยาวประเพณีส่งเสริมการท่องเที่ยว ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 16 โดยมีคณะผู้บริหาร ที่ปรึกษา สมาชิกสภาเทศบาล ประชาชน ร่วมพิธี ณ บริเวณริมเขื่อนท่าน้ำนนทบุรี

    เทศบาลนครนนทบุรี ร่วมกับ สมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีส่งเสริมการท่องเที่ยว ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 6 – 7 กันยายน 2568 บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา ริมเขื่อนท่าน้ำนนทบุรี เพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น รณรงค์ปลูกจิตสำนึกและร่วมกันอนุรักษ์สายน้ำเจ้าพระยา และเป็นการสร้างกิจกรรมที่สร้างความผูกพัน ความเป็นหนึ่งน้ำใจเดียวของคนทุกกลุ่มวัย ที่สามารถมารวมตัวกันเพื่อร่วมชม และเชียร์ ให้กำลังใจทีมเรือในดวงใจที่เดินทางมาจากทั่วประเทศมาแข่งขันกันในสนามนี้

    โดยในปีนี้ เทศบาลนครนนทบุรีได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานถ้วยรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเภท 55 ฝีพาย ก.1 และถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประเภท 30 ฝีพาย ก.1 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การแข่งขันเรือยาวประเพณีจังหวัดนนทบุรี และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน ตลอดจนคณะกรรมการจัดการแข่งขัน และประชาชนชาวจังหวัดนนทบุรี

    นอกจากนี้ วันที่ 5 – 7 กันยายน 2568 มีการจัดตลาดถนนคนเดิน โดยจะปิดการจราจรในบริเวณถนนประชาราษฎร์ ตั้งแต่แยกศรีพรสวรรค์ ถึงท่าน้ำนนทบุรี ตั้งแต่เวลา 18.00 เป็นต้นไป เอาใจสายช๊อป กับอาหารอร่อย ของดีของเด็ด สินค้าราคาถูก ผลิตภัณฑ์ OTOP สินค้าชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5065916/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w4wK7s8-8JMRy7naSCdj0

  • หอการค้าฯวอนเร่งฟอร์มรัฐบาลใหม่ที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับโดยเร็ว

    หอการค้าฯวอนเร่งฟอร์มรัฐบาลใหม่ที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับโดยเร็ว


    หอการค้าไทยห่วงการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนลังเล การท่องเที่ยวชะลอตัว  ย้ำครม.ใหม่ต้องมืออาชีพพร้อมบริหารประเทศ    

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  เปิดเผยภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัย ว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งต้องถือว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว

     “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว”

    อย่างไรก็ตามขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

    ทั้งนี้เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่ 

    สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34788&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HftGEagtkwoH6cP4RbZj9

  • หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลังศาลชี้ “แพทองธาร” ขาดคุณสมบัติ พ้นตำแหน่งนายกฯ ครม.พ้นทั้งคณะ

    • ภาคเอกชนแสดงความกังวลว่าปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองหลังนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่
    • ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้การลงทุนและการท่องเที่ยวชะลอตัวลง
    • ภาคเอกชนเรียกร้องให้เร่งจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญและการเบิกจ่ายงบประมาณไม่หยุดชะงัก

    หอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลังศาลชี้ “แพทองธาร” ขาดคุณสมบัติ พ้นตำแหน่งนายกฯ ครม.พ้นทั้งคณะ

    วันที่ 29 สิงหาคม ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งต้องถือว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” ดร.พจน์ กล่าว

    ประธานกรรมการหอการค้าไทยระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

    “เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่” 

    “สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

    ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว

    แม้ว่าว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์

    นายเกรียงไกร วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    รวมทั้งการปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้  

    “หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859535&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IFt4vKnn4HUd4cXn7t9f6

  • สภาพัฒน์ มอง ศาล รธน.ถอดถอน แพทองธาร กระทบเศรษฐกิจไทยไม่มาก

    สภาพัฒน์ มอง ศาล รธน.ถอดถอน แพทองธาร กระทบเศรษฐกิจไทยไม่มาก

    วันนี้ (29 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

    โดยดนุชาให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาอื่นต้องแก้อยู่แล้ว และประเทศไทยยังมีระบบต่างๆ เพื่อให้เดินหน้าแก้ปัญหาต่อไปได้ เช่น เรื่องการเจรจาภาษีสหรัฐฯ 

    “ไม่ว่าพรรคไหนจะเข้ามาเป็นรัฐบาลต่อก็จำเป็นต้องดำเนินข้อตกลงต่อไป เพราะเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ” ดนุชากล่าว

    สำหรับกฎหมายต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ รวมไปถึงนโยบายต่างๆ ที่จำเป็นต้องรอดำเนินการต่อ ดนุชาตอบ จำเป็นตรวจสอบกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกที

    อย่างไรก็ตาม ดนุชาคิดว่า มติครม. ตั้งแต่รับทราบคำสั่งศาล น่าจะยังมีผลใช้ได้ต่อไป เพราะถ้าใช้ไม่ได้อาจจะมีผลต่อปัญหาการบริหารประเทศ

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/nesdc-view-paetongtarn-removal/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KFzic-3l31iUGxl5h9jcM

  • คาเฟ่โอดเศรษฐกิจแย่ ยังเจอ 2 สาวมาถ่ายรูปรอบร้านจอย ๆ ได้รูปแล้วกลับเลย

    คาเฟ่โอดเศรษฐกิจแย่ ยังเจอ 2 สาวมาถ่ายรูปรอบร้านจอย ๆ ได้รูปแล้วกลับเลย

     
               จากใจผู้ประกอบการ.. ร้านคาเฟ่ นนทุบรี โอดเศรษฐกิจก็แย่ ยังเจอ 2 สาวมาถ่ายรูปรอบร้านทุกจุด ได้รูปแล้วกลับเลย ไม่สั่งสักออเดอร์ ชี้ทำแบบนี้ใจร้ายมาก

    คาเฟ่
    ภาพจาก ภาพจาก Hansacafe.food.garden

                วันที่ 29 สิงหาคม 2568 บนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์โพสต์ของร้านคาเฟ่ร้านหนึ่งย่านนนทบุรี ที่ได้ออกมาบอกเล่าถึงพฤติกรรมที่ไม่น่ารักและรู้สึกไม่เป็นธรรมในมุมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีเช่นนี้ ทางร้านเองก็แย่เหมือนกัน แต่กลับต้องรับมือกับลูกค้า (ที่ไม่ใช่ลูกค้า) มาแวะถ่ายรูปสนุกสนานรอบร้าน ก่อนจะกลับออกไปโดยที่ไม่ได้สั่งออเดอร์อะไรเลย 

    คาเฟ่
    ภาพจาก ภาพจาก Hansacafe.food.garden

                โดยทางร้าน Hansacafe.food.garden ระบุว่า วันนี้เป็นอีกวันที่ร้านเงียบมาก เราก็นั่งเฝ้ารอลูกค้า อยากบริการ เหลือบไปเห็นลูกค้า 2 ท่านกำลังถ่ายรูปรอบร้านกันอย่างสนุกสนาน ก็คิดว่าเดี๋ยวสักพักลูกค้าจะเข้ามาสั่งออเดอร์ แต่สักพักเหลือบตาขึ้นไปมอง กลับเห็นลูกค้าเดินขึ้นรถ และขับออกไปแล้ว 

                เมื่อทางร้านไปเช็กกับพนักงานและกล้องวงจรปิดก็พบว่า เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ซึ่งนี่ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก ที่ผ่านมามีทั้งที่เห็น และไม่เห็น บางรายมากัน 2 คน ถ่ายรูปทั่วร้านทั้งโซนสวน นานกว่า 20 นาที โดยที่ไม่ได้สั่งอะไรเลย 

    คาเฟ่
    ภาพจาก ภาพจาก Hansacafe.food.garden

                “ยอมรับว่าเหตุการณ์แบบนี้ ทำให้รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม และเสียกำลังใจเป็นอย่างมาก”

                “เราอยากให้ลูกค้าทุกคนเข้าใจในมุมเจ้าของกิจการ ว่าการที่ตั้งกฎเล็กน้อยในการใช้บริการคาเฟ่ เช่น รบกวนอุดหนุนเครื่องดื่มคาเฟ่หากลูกค้าจะถ่ายรูป หรือหากวันที่ลูกค้าเยอะ รบกวนท่านละหนึ่งออเดอร์หากนั่งภายในคาเฟ่ เพราะเราอยากให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่สำหรับลูกค้าน่ารักที่ตั้งใจมาใช้บริการร้านเราจริง ๆ และอยากให้ลูกค้าที่ตั้งใจมาทานเค้ก นั่งสบายค่ะ ไม่ใช่เป็นร้านสาธาราณะที่ใครจะแวะจอดรถเดินเข้ามาถ่ายรูปก็ได้ค่ะ”          

    คาเฟ่

    ภาพจาก ภาพจาก Hansacafe.food.garden

    คาเฟ่

              ทางร้านยังงบอกด้วยว่า “การเปิดคาเฟ่ พวกเราตั้งใจทำร้านมาก ๆ ธีมร้านที่คิดขึ้นมา ทุกคนประชุมกันช่วยกันแต่ง หาของมาแต่งกันเองทั้งหมด ไหนจะค่าบำรุงรักษาพื้นที่ให้สวยงามในทุกวัน ความตั้งใจคืออยากให้ลูกค้าที่มาแล้วรู้สึกคุ้มค่ากับการตั้งใจมาค่ะ”

    คาเฟ่

                ทั้งนี้ หลังจากที่ข้อความถูกแชร์ออกไป ก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยส่วนใหญ่เข้าใจทางร้าน มองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารักและแย่มาก ทำไปได้ยังไง, โคตรจะน่าเกลียด ฯลฯ บ้างก็เสนอให้ติดป้ายให้ชัดเจนไปเลย แต่หลายคอมเมนต์ก็คิดตรงกันว่าไม่จำเป็น เพราะมันเป็น “มารยาทพื้นฐาน”  ขณะที่ลูกค้าหลายคนที่เคยมาที่นี่ก็เข้ามาให้กำลังใจและช่วยยืนยันว่า จัดร้านสวยและอาหารเครื่องดื่มรสชาติดี 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/249196&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fi3jCcycKgzpyvSMt4ftp