Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทีดีอาร์ไอ ห่วง “สุญญากาศนโยบาย” กระทบเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัว

    ทีดีอาร์ไอ ห่วง “สุญญากาศนโยบาย” กระทบเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัว

    ทีดีอาร์ไอ ห่วง “สุญญากาศนโยบาย” กระทบเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัว

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยกับสำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทั้งคณะ ส่งผลโดยตรงต่อ “ความไม่แน่นอนของนโยบาย” เนื่องจากทำให้เกิดช่องว่างทางการเมืองจนกว่าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 

    แม้รัฐบาลรักษาการยังสามารถเดินหน้าภารกิจต่าง ๆ ได้ แต่สถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลต่อภาคเอกชนและนักลงทุน ซึ่งมีแนวโน้มจะชะลอการตัดสินใจในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ซึ่งแม้ผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ความไม่แน่นอนก็จะยิ่งยืดเยื้อ และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างที่จำเป็นสำหรับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    “การเมืองรอบนี้ถือได้ว่าเป็นแรงซ้ำเติมต่อเศรษฐกิจไทยในระดับหนึ่ง เพราะเดิมทีเศรษฐกิจก็เผชิญแรงกดดันอยู่แล้ว ทั้งการส่งออกที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่สูง และการฟื้นตัวของการลงทุนที่ยังเปราะบาง พอเจอความไม่แน่นอนทางการเมืองและความเสี่ยงที่นโยบายจะขาดความต่อเนื่อง ย่อมทำให้การฟื้นตัวมีโอกาสล่าช้าออกไป โดยเฉพาะหากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยืดเยื้อหรือเกิด “สุญญากาศนโยบาย” ในช่วงที่ควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปีใหม่” ดร.นณริฏ กล่าว

    นอกจากนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากสถานการณ์การเมืองรอบนี้หลัก ๆ จะอยู่ที่ “ความไม่แน่นอน” ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ทั้งการลงทุนภาคเอกชนและการตัดสินใจบริโภคอาจชะลอลงในระยะสั้น ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจซ้ำเติมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เดิมก็มีแรงกดดันจากการส่งออกที่ชะลอและหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว หากไม่สามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นได้ทันเวลา การฟื้นตัวก็มีโอกาสช้ากว่าที่คาด

    ในภาคเอกชน สิ่งที่ต้องทำคือการปรับตัวให้อยู่กับความไม่แน่นอนให้ได้ เช่น การชะลอการลงทุนใหม่ขนาดใหญ่ รักษาสภาพคล่อง และมองหาตลาดหรือแหล่งรายได้ที่กระจายความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่ควรหาตลาดใหม่รองรับแรงกดดันภาษีจากต่างประเทศ และธุรกิจในประเทศก็ควรเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพภายใน

    “ในด้านการลงทุนสาธารณะ แม้ร่างงบประมาณผ่านสภาแล้ว แต่ถ้ารัฐบาลไร้เสถียรภาพก็มีความเสี่ยงที่การเบิกจ่ายจะสะดุด ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่รอเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐ ทำให้ภาคเอกชนต้องยิ่งวางแผนการเงินอย่างระมัดระวังและเผื่อความล่าช้าของโครงการไว้” ดร.นณริฏ กล่าว

    สำหรับความเชื่อมั่น นักลงทุนในตลาดการเงินมีแนวโน้มตอบสนองทันทีผ่านความผันผวนของหุ้นและค่าเงิน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนใหม่จนกว่าสถานการณ์การเมืองจะชัดเจนขึ้น หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อย่อมกระทบภาพรวมความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในตลาดและนอกตลาด แต่หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลและส่งสัญญาณนโยบายที่ต่อเนื่องและชัดเจนได้เร็ว ก็ยังมีโอกาสฟื้นความเชื่อมั่นและประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/729586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kYl3wwCSiiFAtbMoA4Ep0

  • เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดีการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    ส่วนทางด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    ด้านภาวะการเงิน การระดมทุนของภาคธุรกิจ โดยรวมปรับลดลงจากช่องทางตลาดตราสารหนี้และสินเชื่อ โดยการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ปรับลดลงในเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ อสังหาริมทรัพย์และพลังงาน โดยเป็นผลจากปริมาณการออกหุ้นกู้ใหม่ที่ต่ำกว่าปริมาณหุ้นที่ครบกำหนด ทั้งนี้การออกหุ้นกู้ใหม่ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด

    การระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อยในสาขาธุรกิจการผลิตในสาขาเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่มและปิโตรเลียม อย่างไรก็ดีการระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขายหุ้นเพิ่มทุนของธุรกิจในภาคบริการโดยเฉพาะธุรกิจให้บิการโฆษณาเป็นสำคัญ สำหรับการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม-25 สิงหาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเฉลี่ยปรับลดลงตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจากตัวเลจผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) และเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ

    ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โดยรวมหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยอุปสงค์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศหดตัวจากทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด สะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่ที่หดตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้อุปสงค์ที่ซบเซาและอุปทานคงค้างที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อุปทานเปิดขายใหม่หดตัวทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด สำหรับราคาที่อยู่อาศัยในภาพรวมหดตัวจากไตรมาสก่อนเล็กน้อยจากอาคารชุดและบ้านเดี่ยว โดยราคาอาคารชุดปรับลดลงโดยเฉพาะอาคารชุดแนวสูง ส่วนหนึ่งจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขณะที่ราคาบ้านเดี่ยวลดลงตามอุปสงค์ที่ชะลอตัว

    สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม 1) ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2) พัฒนาการภาคการท่องเที่ยว 3) สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910617&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pw5TWzKLJ2VDv0TjLHrzA

  • เส้นทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ที่จะทำให้ทุกคนได้เพื่อนใหม่เป็น ‘แมลง’

    เส้นทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ที่จะทำให้ทุกคนได้เพื่อนใหม่เป็น ‘แมลง’

    จะดีไหมถ้าการท่องเที่ยวสักทริปเป็นมากกว่าการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติสวย ๆ แต่เรายังได้สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ตัวน้อยที่เรียกว่า ‘แมลง’

    เมื่อพูดถึงแมลง คนเมืองอาจนึกถึงในฐานะตัวก่อความรำคาญ แต่แท้จริงแล้วแมลงนั้นมีหลากหลายมาก หากเราได้เริ่มต้นทำความรู้จัก ก็จะพบกับความมหัศจรรย์ไม่รู้จบ เช่น ตั๊กแตนตำข้าวบางชนิดมีรูปร่างและสีสันราวกับดอกกล้วยไม้ ด้วงบางชนิดมีสีทองแวววับราวกับกระดาษทองไหว้เจ้า แมลงน้ำบางชนิดมีท่อยาว ๆ ยื่นมาหายใจเหนือน้ำราวกับเป็นท่อสน็อกเกิลส่วนตัว ส่วนด้วงอีกชนิดก็มีลมตดพิฆาตที่อุณหภูมิสูงนับร้อยองศาเซลเซียส ส่วนตัวอ่อนแมลงน้ำบางชนิดก็ชอบทำท่าวิดพื้นเมื่อหายใจติดขัด

    ทั้งหมดนี้เป็นแค่เสี้ยวส่วนของยอดภูเขาน้ำแข็งเมื่อพูดถึงจักรวาลแมลงอันกว้างใหญ่ที่เราได้เรียนรู้กันใน ‘The Cloud Journey : Butterfly Effect’ ที่ The Cloud จัดขึ้นจากการสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคตะวันออก เพื่อให้คนได้สัมผัสมุมใหม่ของการเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ซึ่งทริปนี้เราไปกันที่จังหวัดนครนายก

    หากใครพลาดไม่ต้องเสียใจไป เพราะนี่คือเส้นทางที่คุณตามรอยได้ และบทความนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นไกด์ ราวกับคุณได้เดินตามวิทยากรไปกับเรา

    หากพร้อมแล้ว หยิบไฟฉายย่อส่วนขึ้นมา แล้วท่องไปในแดนมหัศจรรย์ขนาดจิ๋วกันเลย

    การเที่ยวน้ำตกให้สนุกไม่ได้มีเพียงการเล่นน้ำหรือกินไก่ย่างส้มตำริมลำธารเท่านั้น แต่เราได้นักสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติอย่าง ‘กลุ่มใบไม้’ เป็นผู้นำกิจกรรมที่จะทำให้เรามองสายน้ำไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นคือกิจกรรมที่ชื่อว่า ‘นักสืบสายน้ำ’

    นี่เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย เพียงแค่มีแว่นขยายสักอันกับคู่มือนักสืบสายน้ำสักเล่ม (หรือลายแทงแมลงน้ำสักแผ่น) ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราได้ท่องไปในโลกไซซ์จิ๋วของแมลงน้ำราวกับอลิซในแดนมหัศจรรย์ (แต่ถ้าให้ดี อาจเพิ่มพู่กันและถ้วยน้ำจิ้มเล็ก ๆ ไปด้วย ก็จะทำให้เราสังเกตน้อง ๆ ได้ชัดและนานขึ้น)

    “เป้าหมายของกิจกรรมนี้คืออยากพาทุกคนไป Add Friend กับแมลงน้ำ เพราะกลุ่มใบไม้เชื่อว่าเราจะตัดสินใจปกป้องธรรมชาติได้ง่ายขึ้น ถ้าหัวใจรู้สึกว่า ‘เราเป็นเพื่อนกัน’ ” เก่ง-โชคนิธิ คงชุ่ม แห่งกลุ่มใบไม้ กล่าวไว้ในช่วงแนะนำกิจกรรม

    สำหรับทริปนี้ เก่งและทีมพาเราไปที่น้ำตกกะอาง เดินแค่ราว ๆ 200 เมตรก็ถึงลำธารใส ๆ ความลึกประมาณครึ่งแข้ง จากนั้นเราก็เดินลุยน้ำ พลิกก้อนหินขึ้นมาส่องหาแมลงตัวจิ๋วที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ หากเจอก็จะใช้พู่กันปัดน้องอย่างเบามือลงในถ้วยเล็ก ๆ ที่ใส่น้ำไว้ จะได้ใช้แว่นขยายส่องดูได้ถนัดตา โดยมีแผ่นพับลายแทงนักสืบสายน้ำที่จะช่วยจำแนกว่าน้องคือแมลงกลุ่มไหน

    “แมลงแต่ละกลุ่มมีคะแนนประจำตัวตั้งแต่ 1 – 10 ซึ่งเป็นคะแนนชี้วัดคุณภาพน้ำ เพราะแมลงแต่ละชนิดชอบแหล่งน้ำไม่เหมือนกัน บางชนิดอยู่ได้แค่ในลำธารไหลแรงออกซิเจนสูงเท่านั้น ส่วนบางชนิดชอบน้ำนิ่ง ๆ มีใบไม้ผุ ๆ เน่า ๆ ยิ่งคะแนนสูงก็แปลว่าคุณภาพน้ำยิ่งดี” เก่งอธิบาย

    จากนั้นเหล่านักสืบก็จะต้องตามหาเหล่าน้อง ๆ แล้วจดชื่อชนิดที่เจอลงไปพร้อมระบุคะแนน พอจบก็จะนำคะแนนทั้งหมดมาหารเฉลี่ยกัน

    “ตัวนี้มีหางยาว ๆ 3 เส้น น่าจะเป็นตัวนี้นะ” นักสืบคนหนึ่งชี้ไปที่รูปที่เขียนว่า ‘ตัวอ่อนชีปะขาว’ วิทยากรยืนยันว่าถูกต้อง 

    “ตัวนี้มีหางพอง ๆ 3 อัน เหมือนตัวอ่อนแมลงปอเข็มหางโป่งเลย” นักสืบอีกคนกล่าวถึงแมลงอีกตัว ซึ่งปรากฏว่าจำแนกชื่อได้ถูกต้อง แต่ที่ผิดไปเล็กน้อยคือส่วนที่ดูเหมือนหาง แท้จริงแล้วคือเหงือกสำหรับหายใจ

    ส่วนอีกตัวที่แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกน่าสนใจแล้ว นั่นคือ ‘ตัวอ่อนแมลงเกาะหินจั๊กกะแร้ฟู’ ที่มีเหงือกฟู ๆ เป็นกระจุกใต้โคนขา แถมพฤติกรรมของน้อง ๆ กลุ่มนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะเมื่อใดที่ออกซิเจนในน้ำเริ่มต่ำ บางชนิดจะทำท่าวิดพื้นเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำ

    หรืออีกชนิดที่เท่มากก็คือ ‘ด้วงสี่ตา’ ซึ่งน้องมี 4 ตาจริง ๆ โดยตาคู่บนใช้มองหาเหยื่อเหนือน้ำ ส่วนตาคู่ล่างมองหาเหยื่อใต้น้ำ เทพสุด ๆ

    ส่วนอีกกลุ่มก็เจ๋งไม่แพ้กัน นั่นคือตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำที่ปล่อยเส้นใยพิเศษเพื่อเชื่อมเม็ดทรายหรือวัสดุใต้น้ำให้เป็นปลอกหุ้มลำตัวเหมือนปลอกหมอนข้างได้ บางชนิดใช้เศษใบไม้ บางชนิดใช้เม็ดทราย หรือบางชนิดก็ใช้ก้านพืชมาสานจนดูเหมือนตะกร้าหวาย

    หลังจบกิจกรรม เรานำคะแนนของทั้ง 3 กลุ่มที่สำรวจ 3 จุดของลำธารมาเฉลี่ยกัน และได้ผลคะแนนอยู่ที่ 8.4 ซึ่งถือว่าคุณภาพน้ำดีทีเดียว สิ่งที่สำคัญที่สุดของกิจกรรมนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่การทำให้เราได้สัมผัสและมองเห็นด้วยสองตาตัวเองว่า ‘สายน้ำที่มีชีวิต’ เป็นอย่างไร

    แม้เราอาจจำชื่อน้องแต่ละตัวที่เจอไม่ได้ แต่สิ่งที่เราจะไม่ลืมแน่ ๆ ก็คือการได้ใช้แว่นขยายส่องดูน้องตัวจิ๋ว ได้เห็นเหงือกที่กำลังโบกสะพัด ขาเล็ก ๆ ขยับไปมา นี่คือภาพที่บอกเราอย่างชัดเจนว่า สายน้ำไม่ได้มีแค่ H2O แต่คือ ‘บ้าน’ ของชีวิตเล็ก ๆ มากมาย

    และเมื่อเรารู้อย่างนี้ เราก็จะรู้ว่าการไปเปลี่ยนระบบนิเวศลำธาร ไม่ว่าจะการสร้างฝาย การขุดลอก หรือการทำตลิ่งปูน ล้วนเป็นการทำลาย ‘บ้าน’ ของน้อง ๆ เหล่านี้ เมื่อเราได้มองน้อง ๆ ด้วยสองตาตนเองแบบใกล้ชิด มันก็มีความรู้สึกพิเศษบางอย่างในแบบที่การดูรูปภาพให้ไม่ได้… นี่อาจเป็นความรู้สึก ‘เป็นเพื่อน’ ที่เก่งพูดถึงตอนเริ่มกิจกรรมก็เป็นได้

    Holotype café คือคาเฟ่เล็ก ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยความรู้และความหลงใหลของนักกีฏวิทยา ผู้ค้นพบตั๊กแตนตำข้าวชนิดใหม่ของโลกมาแล้วเกือบ 10 สปีชีส์ นั่นคือ ฟลุ๊ค-ธรณ์ธันย์ อุณหะโชติ

    ที่นี่มีตัวอย่างแมลงให้เราดูนับร้อยชนิด ทั้งตัวอย่างมีชีวิตและแมลงสตัฟฟ์ราวกับเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อม ๆ แถมเจ้าของคาเฟ่ยังเล่าเรื่องสนุกจนพาเราหลงเสน่ห์แมลงเข้าเต็ม ๆ

    มุมแรกมีตู้กระจกใบใหญ่ตั้งโดดเด่น มองแวบแรกเราไม่เห็นแมลงใด ๆ นอกจากต้นไม้ แต่พอตั้งใจมองดี ๆ เอ๊ะ นั่นไง แมลงที่หน้าตาเหมือนกิ่งไม้ไม่มีผิด ส่วนอีกตัวก็ปลอมตัวแนบเนียนเป็นใบไม้นี่คือตั๊กแตนกิ่งไม้และตั๊กแตนใบไม้ ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ตั๊กแตน

    “บางทีชื่อภาษาไทยก็ทำให้สับสน ผมเลยมักเรียกว่าแมลงกิ่งไม้กับแมลงใบไม้ เพราะภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เรียกว่า Grasshopper แต่เรียกว่า Stick Insects กับ Leaf Insects” ฟลุ๊คเล่า

    ถัดมาอีกตู้ก็มีแมลงที่หน้าตาดูคล้ายใบไม้เช่นกัน แต่ตัวนี้ออกแนวใบไม้แห้งและเป็นคนละกลุ่มกับตัวแรก น้องคือตั๊กแตนตำข้าวชนิดหนึ่งที่กำลังเกาะในท่าห้อยหัวและกัดกินเหยื่ออย่างสบายอารมณ์จากนั้น ฟลุ๊คก็หยิบแมลงอีกตัวจากกล่องอีกใบมาให้เราดู ตอนแรกเราเดาว่านี่คือ Stick Insects เหมือนในตู้แรก

    แต่ปรากฏว่าผิดจ้า!

    เฉลยคือน้องเป็นตั๊กแตนตำข้าวชนิดหนึ่งที่บังเอิญเลือกเลียนแบบกิ่งไม้เหมือนกัน และที่พิเศษคือเป็นชนิดใหม่ของโลกที่ฟลุ๊คเป็นผู้ค้นพบ

    หลังจากได้เห็นพวกเลียนแบบกิ่งไม้และใบไม้แล้ว แน่นอนว่าถ้าจะให้ครบสูตรก็ต้องเจอพวกเลียนแบบดอกไม้ด้วย ซึ่งที่นี่ก็มีจริง ๆ นั่นคือ ‘ตั๊กแตนตำข้าวดอกกล้วยไม้’

    “แต่ผมไม่เคยเห็นมันอยู่บนดอกกล้วยไม้นะ พวกนี้เลียนแบบดอกไม้เพื่อล่อแมลงอื่นมาใกล้แล้วจับกิน” ฟลุ๊คเล่าถึงจุดประสงค์การพรางตัวที่หลากหลายของแมลง

    ความหลากหลายในจักรวาลตั๊กแตนตำข้าวยังไม่หมดแค่นั้น ฟลุ๊คยังพาเราไปรู้จักตั๊กแตนตำข้าวมอสส์ (Moss Mantis) ที่เลียนแบบมอสส์, ตั๊กแตนตำข้าวไวโอลิน (Violin Mantis) ที่รูปทรงเหมือนไวโอลินไม่มีผิด, ตั๊กแตนตำข้าวปีกนกยูง (Peacock Mantis) ที่เมื่อกางปีกจะเหมือนมีปีกผีเสื้อแปะอยู่กลางลำตัว ซึ่งน้องจะกางเมื่อต้องการขู่ศัตรู ไปจนถึงตั๊กแตนตำข้าวหน้ายิ้ม (Banded Flower Mantis) ที่เมื่อหุบปีกจะเห็นลาย 2 จุดพร้อมเส้นโค้งราวกับหน้ายิ้ม

    จากจักรวาลตั๊กแตนตำข้าว ฟลุ๊คพาเราว้าวต่อกับจักรวาลด้วง ซึ่งหมายถึงกลุ่มแมลงปีกแข็ง เริ่มตั้งแต่ ‘ด้วงกว่างสามเขาจันทร์’ ตัวเป็น ๆ ที่ยาวเกือบเท่าฝ่ามือและถือเป็นด้วงกว่างที่ใหญ่สุดในไทย ต่อด้วยคอลเลกชันแมลงทับ-แมลงกินูน-ด้วงดอกไม้ เจ้าของสีสันเมทาลิกแวววาวหลากหลายเฉด ตั้งแต่สีเขียว สีเงิน สีทอง

    “ถ้ามองด้วยสายตามนุษย์ พวกนี้อาจดูโดดเด่นสะดุดตา แต่มีงานวิจัยพบว่าในสายตาของนักล่า สีเมทาลิกพวกนี้จะทำให้มันเหมือนล่องหนกลมกลืนไปกับผืนป่า” ฟลุ๊คเล่าถึงอีกแง่มุมมหัศจรรย์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

    มาถึงกล่องเล็ก ๆ อีกใบที่มีด้วงสีดำหน้าตาธรรมดากำลังว่ายน้ำ ตอนแรกเราเกือบมองข้ามไป แต่ฟลุ๊คชวนให้เห็นความพิเศษด้วยการบอกว่า นี่คือด้วงดิ่งที่หายใจในอากาศ แต่ดำน้ำได้นาน ๆ ด้วยการเก็บฟองอากาศไว้ใต้ปีกตรงรูหายใจราวกับเป็นถังสกูบาส่วนตัว

    มีนักดำน้ำสกูบาแล้ว ก็ต้องมีชาวสน็อกเกิล ซึ่งก็คือแมลงดานาที่อยู่ตู้ข้าง ๆ นั่นเอง นี่คือแมลงนักซุ่มที่อ้าขารอเหยื่ออยู่ใต้น้ำ พอจะหายใจก็ไม่ต้องขึ้นมาบนผิวน้ำให้เหนื่อย แต่แค่ยื่นท่อยาว ๆ เกือบ 2 นิ้วขึ้นมาเหนือน้ำ ดึงอากาศไปเก็บไว้ แล้วหดท่อกลับเข้าไปในลำตัว ยื่นท่อหนึ่งครั้ง เก็บอากาศไว้ใช้ได้นับชั่วโมง

    “มีอีกตัวหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นครับ เป็นแมลงจากอินเดีย” ฟลุ๊คกล่าวพร้อมเดินไปหยิบกล่องใบหนึ่งมาเปิดให้ดู ในนั้นมีเศษใบไม้ที่เป็นอาหารน้อง และเมื่อเขาปัดใบไม้ที่ทับน้องออก ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดกับความน่ารักของเจ้าแมลงดำลายจุดที่ลายเหมือนโดมิโน

    “จับได้นะครับ” เขาชวนให้เราลองสัมผัสน้องเบา ๆ ซึ่งปรากฏว่าขนน้องนิ่มราวกับกำมะหยี่ ความพีกอยู่ที่ตอนจบที่เขาเฉลยว่า นี่คือแมลงสาบชนิดหนึ่ง

    “ผมใช้ตัวนี้แหละเพื่อปลดล็อกความกลัวแมลงสาบของหลายคน” ฟลุ๊คเล่า พร้อมอธิบายว่าแมลงสาบไม่ได้สกปรกด้วยตัวของมันเอง แต่ความสกปรกมาจากสิ่งแวดล้อม ถ้าเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่สะอาด มันก็ไม่นำโรคอะไร

    เพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้มาเยือน Holotype café เรารู้สึกเหมือนได้เปิดประตูทะลุมิติไปสู่โลกอีกใบที่มีอะไรอีกมากมายเหลือเกินให้เรียนรู้ ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราอยากชวนทุกคนให้มาเยือนจริง ๆ เพราะการได้เห็นน้อง ๆ ด้วยสองตาตนเอง มันพิเศษกว่าการเห็นจากภาพถ่ายแบบเทียบกันไม่ได้

    • Holotype café 101 หมู่ 5 ตำบลเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก (แผนที่)
    • 08.30 – 17.00 น. (ปิดวันพฤหัสบดี)
    • Holotype café

    The Tropical Eco-Cafe & Tropical Camp Ground : มหัศจรรย์ธรรมชาติยามค่ำคืน

    หากคุณกำลังมองหาที่พักที่มีความสะดวกสบาย ใกล้ชิดธรรมชาติ และได้ช่วยสนับสนุนงานอนุรักษ์ไปในตัว เราก็ขอแนะนำที่พักสไตล์ Glamping ที่มีทั้งเต็นท์กระโจมติดแอร์และรถบ้านของ Tropical Camp Ground ที่นี่คือพื้นที่กิจกรรมของกลุ่มใบไม้ นักกิจกรรมที่เน้นด้านการเรียนรู้ธรรมชาติและงานอาสา เช่น งานปกป้องแม่ปลาในฤดูวางไข่ โครงการเขาใหญ่ดีจัง ฯลฯ

    ส่วนในช่วงกลางวัน ที่นี่มีโซนคาเฟ่สไตล์ Slow Bar มีทั้งกาแฟสเปเชียลตี้ น้ำผึ้งหมัก ขนมโฮมเมด และอาหารจานหลัก อีกทั้งยังมีมุมวาดรูปสีน้ำชิลล์ ๆ ซึ่งในทริปนี้ กลุ่มใบไม้ได้สอนเราสกัดสีธรรมชาติ ทั้งสีจากใบเตย ขมิ้น ผงถ่าน ดอกไม้ต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้หินสีระบายบนกระดาษทราย เป็นศิลปะแบบง่าย ๆ ที่ทำตามเองได้ที่บ้าน

    แต่ความพิเศษของ The Cloud Journey : Butterfly Effect ยังไม่จบแค่นี้ เพราะในยามค่ำคืนเรามีแขกรับเชิญ 2 ท่านมาสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ คนแรกคือ ลุงรีย์-ชารีย์ บุญญวินิจ แห่ง ‘ฟาร์มลุงรีย์’ ผู้เป็นทั้งนักเลี้ยงไส้เดือน นักปลูกผัก นักเพาะเห็ด และเชฟ ‘โอมากาเห็ด’ ที่วันนี้จะมารังสรรค์เมนูฟิวชันจากแมลง 3 ชนิด ผสานกับสารพัดหอยที่เสิร์ฟพร้อมแผ่นสาหร่ายที่เขาตั้งชื่อเมนูให้ว่า River Roll

    ส่วนทางครัว Tropical Canteen ก็มาเสริมทัพด้วยเมนู ‘แกงส้มตกน้ำ’ ที่ใช้ผักพื้นบ้าน เช่น สายบัว ไหลบัว ดอกโสน แกล้มด้วยปลาทอดและยำผักกูดกรอบ ๆ ที่เพิ่งเก็บมาตอนเช้า บวกด้วยน้ำพริก 3 อย่างที่มาพร้อมผักพื้นบ้านนับสิบชนิด

    “ทั้งหมดนี้คือความงดงามและความสมบูรณ์ของหน้าฝน ลองเปิดใจและลองกินดู ผมคิดว่าอาหารแห่งอนาคตไม่ใช่เทคโนโลยีใหญ่โต แต่เป็นรากเหง้า เป็นการกลับมาหาอาหารท้องถิ่นแบบบ้าน ๆ ของเรา” เชฟลุงรีย์กล่าวปิดท้ายก่อนจะให้ทุกคนได้ลิ้มลองความอร่อย

    เมื่อท้องอิ่มหนำ ฝนที่พรำ ๆ ก็เริ่มซา และนี่ก็ถึงเวลาของแขกรับเชิญคนที่ 2 ที่จะพาเราเดินสำรวจแมลงกลางคืน พร้อมขึงผ้าขาวหน้าหลอดไฟที่เรียกว่า Light Trap เพื่อล่อแมลงมาเกาะให้เราเห็นใกล้ ๆ วิทยากรคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือฟลุ๊คแห่ง Holotype café นั่นเอง

    แมลงที่เป็นตัวเอกของ Light Trap คือกลุ่มผีเสื้อกลางคืนหรือมอธ ซึ่งคืนนี้เราได้เจอทั้งตัวใหญ่ ๆ อย่าง ‘มอธทองเฉียงพร้า’ ที่มีแถบสีเหลืองสดใส มอธขนาดกลางหลายชนิด เช่น ‘มอธเหยี่ยว’ ที่สีออกน้ำตาล ๆ ชนิดที่ถ้าเกาะบนต้นไม้คงมองไม่เห็น ไปจนถึงมอธตัวจิ๋วที่เล็กกว่าเมล็ดข้าวสารจนเราไม่นึกว่านี่คือผีเสื้อ

    “ส่วนตัวนี้คือมอธลายเสือ” ฟลุ๊คชี้ให้ดูแมลงสีชมพูสลับดำที่เราก็คาดไม่ถึงว่าเป็นผีเสื้อเช่นกัน เพราะท่าเกาะของน้องคือการหุบปีกแนบชิดลำตัว

    “ผีเสื้อกลางคืนหลายชนิดในกลุ่ม Tiger Moth ปล่อยฟองเหม็น ๆ ออกมาจากอกเพื่อป้องกันตัวเวลาถูกคุกคามได้” ซึ่งเจ้ามอธสีชมพูดำตัวนี้คือหนึ่งในนั้น

    ส่วนอีกตัวที่น่าประทับใจก็คือ ‘แมลงเหนี่ยง’ หากดูเผิน ๆ ก็เป็นด้วงสีดำธรรมดา แต่เมื่อฟลุ๊คจับหงายท้องให้ดู เราทึ่งกับอวัยวะที่เป็นเข็มแหลม ๆ ติดอยู่ตรงท้อง

    “ด้วงชนิดนี้พิเศษตรงที่แผ่นแข็งใต้ท้องฟอร์มตัวเป็นเข็ม เป็นไปได้ว่าเพื่อการป้องกันตัว ทำให้ผู้ล่ากินมันลำบาก”

    นอกจากนั้น เรายังได้เจอตั๊กแตนหนวดยาว พร้อมความรู้ใหม่ที่ว่าหูของมันอยู่ที่ขาหน้า (จริง ๆ แล้วเป็นแค่อวัยวะรับแรงสั่นสะเทือน ไม่ใช่หูแบบคนเรา) ไปจนถึงตัวเต็มวัยของแมลงหนอนปลอกน้ำที่เราเจอที่น้ำตก ความน่าทึ่งคือวัยนี้มันกินอาหารไม่ได้เพราะปากไม่พัฒนา เป้าหมายเดียวของชีวิตช่วงนี้คือการสืบพันธุ์

    หลังจากปิดไฟ Light Trap เพื่อปล่อยให้น้อง ๆ ไปหากินต่อ ฟลุ๊คพาเราเดินสำรวจบริเวณที่พัก ซึ่งเพียงแค่ระยะทางสั้น ๆ แค่ไม่กี่ร้อยเมตร เราได้เจอกับแง่มุมมหัศจรรย์ที่คาดไม่ถึงเยอะมาก ซึ่งเราขอจัดเป็น 3 อันดับความพีกมาเล่าให้ฟัง 

    อันดับ 3 ตัวอ่อนหิ่งห้อย 

    โชคดีที่พื้นที่ข้าง ๆ แคมป์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เราเลยได้เห็นน้องคลานอยู่ริมตลิ่งพร้อมปล่อยแสงไฟวิบวับที่ก้น

    อันดับ 2 ด้วงตด (Bombardier Beetle) 

    แม้น้องจะมุดตัวหายไปก่อนที่วิทยากรจะจับมาให้ชาวทริปได้ดู แต่แค่ได้ฟังความสามารถพิเศษของเจ้าตัวนี้ก็ชวนให้เราตาลุกวาว นี่คือด้วงที่มี ‘ลมตดพิฆาต’ เมื่อใดที่ศัตรูเข้าใกล้ น้องจะปล่อยสาร 2 ชนิดออกมาทางก้น สารทั้งสองนี้จะทำปฏิกิริยากันจนมีอุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียส ขนาดผิวคนยังแสบไหม้ แมลงเล็ก ๆ คงไม่ต้องพูดถึง นี่มันมังกรที่พ่นไฟทางก้นชัด ๆ!

    อันดับ 1 ปลวกเรืองแสง

    เพียงแค่เปลี่ยนจากไฟฉายธรรมดาเป็นไฟฉายแบล็กไลต์ ก็ทำให้โลกค่ำคืนดูแฟนตาซีขึ้นมาอีกหลายเท่า การเรืองแสงแบบนี้ต่างจากหิ่งห้อยตรงที่มันไม่ได้ผลิตแสงเอง แต่เพียงแค่สะท้อนแสงยูวีออกมาเป็นสีสันต่าง ๆ

    คืนนี้เราได้เจอทั้งแมงป่องจิ๋วที่เรืองแสงสีเขียวอมฟ้า ไลเคนบนต้นไม้ที่เป็นรอยด่างสีขาว ๆ เขียว ๆ ภายใต้แสงไฟธรรมดา แต่เมื่อส่องไฟแบล็กไลต์กลับกลายเป็นสีทองอร่าม และเซอร์ไพรส์ที่สุดก็คือปลวกสกุล Globitermes ที่ปลวกทหารมีสารประกอบกำมะถันในตัว ทำให้เราเห็นเป็นจุดเรืองแสงสีเขียวระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยบนผืนดิน

    นี่คืออีกครั้งที่อยากชวนทุกคนให้มาเห็นความวิเศษนี้ด้วยสองตาตนเอง

    สวนหนึ่งไร่พอ : ตามหาแมลงผู้ช่วยชาวสวน

    ชีวิตของแมลงไม่เพียงมหัศจรรย์ แต่ยังสำคัญยิ่งต่อโลกใบนี้ รวมถึงชีวิตของคนเรา

    กิจกรรมช่วงนี้จึงเป็นการพาชาวคณะไปรู้จักกับความสำคัญของเหล่าแมลงที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์เรา ซึ่งทริปนี้เราเลือกไปกันที่ ‘สวนหนึ่งไร่พอ’ ใกล้ ๆ กับแคมป์ของกลุ่มใบไม้ เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นสวนเกษตรอินทรีย์และปลูกพืชหลากหลายแล้ว ยังมีคาเฟ่น่ารักและร้านค้าเล็ก ๆ ที่ขายผักสดจากสวนและผ้าสีธรรมชาติลวดลาย Eco Print โดยเราได้ผู้เชี่ยวชาญด้านผีเสื้อและแมลงอย่าง โจ-ภราดร ดอกจันทร์ มาเป็นผู้นำตามหาแมลงผู้ช่วยชาวสวน

    “ระบบเกษตรอินทรีย์คือธรรมชาติ ธรรมชาติคือความสมดุล ในระบบที่สมดุลและสมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีตัวอื่นที่มาควบคุม ทำให้ไม่มีชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป และวันนี้เราจะไปดูกันว่าระบบนิเวศแบบนี้จะมีตัวอะไรบ้าง” โจกล่าวเกริ่นนำก่อนพาทุกคนลุยสวน

    “ต้นนี้มีแมลงอยู่ 1 ตัว อยากให้ทุกคนลองหาดูครับ มีใครเจอไหม” เขาชี้ไปที่ไม้พุ่มข้างทาง ชาวทริปตาดีคนหนึ่งชี้ไปที่ปลายยอด

    ตั๊กแตนตำข้าวนั่นเอง

    “ตั๊กแตนตำข้าวเป็นตัวห้ำ ซึ่งหมายถึงพวกที่กินตัวอื่น” โจอธิบายพร้อมบอกว่า ตั๊กแตนตำข้าวคือนักล่าขาโหดผู้ว่องไวที่กินเหยื่อไม่เลือกหน้า อะไรที่ขยับได้และขนาดพอเหมาะ นางจับกินหมด

    ความสวยงามหนึ่งของธรรมชาติอยู่ตรงที่ว่า สัตว์แต่ละกลุ่มล้วนมีหน้าที่ที่มาเติมเต็มกันในระบบนิเวศ เช่น ตั๊กแตนตำข้าวมักล่าเหยื่อที่เคลื่อนไหว ทำให้น้องไม่ค่อยได้ล่าหนอนที่ชอบนอนนิ่ง ๆ หน้าที่นี้จึงตกเป็นของมวนเพชฌฆาตที่มีปากเป็นท่อดูด จึงต้องเลือกเหยื่อลำตัวอ่อนนิ่ม ใช้ปากเจาะลงไป ปล่อยน้ำย่อย แล้วดูดสารอาหารกลับมา ส่วนแมงมุม (ที่ไม่ใช่แมลง) ก็ดักใยรอเหยื่อที่บินไปบินมา เช่น เพลี้ย

    “พูดถึงตัวห้ำ ก็ต้องพูดถึงตัวเบียน พวกนี้จะวางไข่ในแมลงอื่น โดยมีความจำเพาะสูง เช่น แตนเบียน A จะวางไข่ในหนอน B เท่านั้น ไม่วางไข่ในหนอนอื่น ทำให้เกษตรกรใช้ตัวเบียนพวกนี้จัดการศัตรูพืชที่จำเพาะได้ ต่างจากตัวห้ำที่กินไม่เลือก”

    แน่นอนว่า เมื่อเจอผู้ช่วยชาวสวน ก็ต้องเจอศัตรูชาวสวนด้วย ตัวแรกที่เราเจอคือด้วงเต่าแตงที่กินพืชตระกูลแตง ต่อมาคือเจ้าหอยทากจอมตะกละ แต่การที่เรายังได้เห็นผลผลิตสวยงามอยู่ตรงหน้า ก็แปลว่าศัตรูพืชเหล่านี้ต้องมีผู้ล่าอยู่

    “หนึ่งในนักล่าหอยทากที่เก่งมากก็คือตัวอ่อนหิ่งห้อย พวกนี้จะมุดเปลือกหอยเข้าไปกินเนื้อข้างใน แล้วไม่ใช่แค่กินธรรมดา แต่มันจะปล่อยพิษที่ทำให้หอยเป็นอัมพาตและมีส่วนช่วยย่อยเนื้อให้นุ่มขึ้น กัดกินง่ายขึ้น”
    ตัวต่อไปคือแมลงวันแคคตัส ซึ่งไม่ใช่ทั้งตัวห้ำและตัวเบียน แต่ระยะตัวหนอนของมันคือนักรีไซเคิลผู้กินเศษซากพืชเน่าเปื่อย เปลี่ยนเศษใบไม้ให้กลายเป็นปุ๋ย

    ด้วยเวลาที่มีจำกัด ทำให้เราไม่ได้เจอแมลงนักผสมเกสร แต่ก็มั่นใจว่าน้องต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในสวนนี้แน่ ๆ

    “แมลงผสมเกสรที่สำคัญไม่ได้มีแค่ผึ้งแบบที่เรารู้จักที่อยู่รวมกันเป็นรังเท่านั้น แต่ในธรรมชาติยังมีผึ้งหลายชนิดที่อาศัยโดดเดี่ยว หรือที่เรียกว่า Solitary Bee เช่น แมลงภู่หรือผึ้งตัวสีฟ้า ๆ กลุ่มนี้สำคัญต่อการผสมเกสรของพืชหลายชนิด เช่น พืชตระกูลถั่ว เพราะดอกมีขนาดใหญ่ ต้องอาศัยแมลงตัวใหญ่ ๆ อย่างแมลงภู่ถึงจะเขย่าเกสรออกมาได้ แต่พวกนี้เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากสารเคมี”

    โจเล่าถึงแมลงเล็ก ๆ ที่หลายคนมักมองข้าม พร้อมเล่าเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจว่า เมื่อถึงฤดูวางไข่ ตัวเมียของผึ้งเดี่ยวเหล่านี้จะมาขุดรูหรือเจาะโพรงเพื่อวางไข่ไว้รวมกัน ผลัดเวรกันเฝ้าลูกของเพื่อน ๆ ในขณะที่ตัวอื่นออกไปหาอาหาร โดยไม่มีใครเป็นนางพญา พอลูกโตก็แยกย้าย

    แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันก็ทำให้เราได้รู้ว่าเบื้องหลังผักผลไม้ปลอดภัยที่เรากิน มีแมลงและสัตว์ผู้อยู่เบื้องหลังมากมายที่แอบช่วยเราอยู่เงียบ ๆ ทุกวันโดยไม่คิดค่าตัว

    บ้านบิ๊กหรั่ง : อิ่มอร่อยกับอาหารไทยสไตล์บ้าน ๆ

    ทริปนี้ความรู้ว่าแน่นแล้ว แต่ท้องก็แน่นยิ่งกว่า

    มื้อสุดท้ายของเรามากันที่ร้านเด็ดแห่งอำเภอบ้านนา นั่นคือ ‘บ้านบิ๊กหรั่ง’ ร้านอาหารไทยที่บรรยากาศดี ดนตรีเพราะ มีเมนูหลากหลาย แถมหลายเมนูหากินที่อื่นไม่ได้ เมนูเด็ดที่เราได้ลองและรับประกันความอร่อย ได้แก่ ปลาช่อนอบโอ่งมะเขือเผา (เสิร์ฟพร้อมน้ำพริก 3 อย่าง) แตงโมปลาแห้ง ปลาทอดน้ำปลากับน้ำยำผลไม้ ใบเหลียงผัดไข่แกงสับซี่โครงหมูใบยี่หร่า

    แนะนำสถานที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

    ภาคตะวันออกยังมีแหล่งท่องเที่ยวดูแมลงที่น่าสนใจอีกมากที่ทริปนี้ไม่ได้ไปเพราะอยู่นอกฤดูกาลและเวลาจำกัด หากคุณมีโอกาส เราก็ขอแนะนำ

    • อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว 

    ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ดินแดนผีเสื้อภาคตะวันออก’ ทั้งพบง่าย มากมาย และหลากหลาย ในทริปนี้ ผู้เชี่ยวชาญผีเสื้อเมืองไทยอย่าง อาจารย์สินธุยศ จันทรสาขา มาบรรยายถึงมรดกทางธรรมชาติของที่นี่ให้ฟัง พร้อมโชว์ภาพผีเสื้อสวย ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย เช่น ‘ผีเสื้อหางติ่งปารีส’ ที่ลวดลายมีจุดสีเขียวแวววับราวกับขนนกยูง ‘มอธเหยี่ยวหัวกะโหลก’ ที่มีลายเหมือนหัวกะโหลกอยู่บนหลัง ‘ผีเสื้อหางพลิ้ว’ ที่หางพลิ้วตามชื่อเหมือนผูกริบบิ้นไว้ท้ายลำตัว ‘ผีเสื้อใบไม้ใหญ่อินเดีย’ ที่ตอนหุบปีกดูเหมือนใบไม้แห้ง แต่พอกางปีกมาเห็นสีน้ำเงินสดใส ฯลฯ

    • อุทยานแห่งชาติปางสีดา ตำบลท่าแยก อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว (แผนที่)
    • ฤดูกาลที่เหมาะสม : เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม (ขึ้นกับสภาพอากาศแต่ละปี)
      ช่วงเวลาที่เหมาะสม : เวลา 09.00 – 11.00 น. และ 14.00 – 17.00 น. ในวันที่ฟ้าเปิด มีแดด
    • ดินแดนหิ่งห้อยนับแสน จ.ปราจีนบุรี

    แหล่งชมหิ่งห้อยขึ้นชื่อแห่งภาคตะวันออก ในค่ายพรหมโยธี กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ แต่ละปีมีให้ดูแค่ช่วงสั้น ๆ ไม่กี่เดือน

    • กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ 1 หมู่ที่ 5 ค่ายพรหมโยธี ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี (แผนที่)
    • ฤดูกาลที่เหมาะสม : เดือนกรกฎาคม (อาจต่างกันในแต่ละปี)
      ช่วงเวลาที่เหมาะสม : เวลา 18.30 – 20.30 น.
    • ดินแดนหิ่งห้อย ปราจีนฯ
    • กลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง จ.ปราจีนบุรี

    หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านสมุนไพรลำดับต้น ๆ ของประเทศ เป็นแหล่งผลิตสมุนไพรวิถีอินทรีย์แหล่งใหญ่ที่ส่งให้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้สมุนไพรแห่งแรกของไทย

    กิจกรรมแนะนำ : ชมสวนสมุนไพร เรียนรู้ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว ไปจนถึงแปรรูป ทำลูกประคบสมุนไพร ทำน้ำสมุนไพร เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ชิมอาหารพื้นถิ่นจากสมุนไพร บริการสปา นวด ประคบสมุนไพร และที่นี่มีที่พักแบบโฮมสเตย์

    • ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี (แผนที่
    • 09 1425 8924

    หากต้องการข้อมูลท่องเที่ยวภาคตะวันออกเพิ่มเติม หาข้อมูลได้ที่
    Facebook : เที่ยวตะวันออก
    Facebook : ททท. สำนักงานนครนายก (นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว)

    Write on The Cloud

    Travelogue

    ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/butterfly-effect-journey-nakhon-nayok/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ni146OOYB0qvgFms91FyG

  • กรมอนามัย หนุน สิทธิสุขภาพผู้พิการอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ มอบรางวัล 8 หน่วยงาน 2 บุคคลต้นแบบ ร่วมส่งเสริมสุขภาพผู้พิการ – อนามัยมีเดีย

    กรมอนามัย หนุน สิทธิสุขภาพผู้พิการอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ มอบรางวัล 8 หน่วยงาน 2 บุคคลต้นแบบ ร่วมส่งเสริมสุขภาพผู้พิการ – อนามัยมีเดีย

               #ANAMAINEWS วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย มอบหมายให้ ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนและเชิดชูเกียรติบุคคลองค์กรต้นแบบด้านการส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหว พร้อมด้วย นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์วัชโรทัย และที่ปรึกษาโครงการฯ แพร้อมทั้งเครือข่ายผู้ดำเนินงานด้านส่งเสริมสุขภาพคนพิการ ร่วมงาน ณ โรงแรมที เค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

               ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านส่งเสริมสุขภาพคนพิการ โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ เพราะการส่งเสริมสุขภาพคนพิการถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขที่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิคนพิการ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรคนพิการประมาณ 2.2 ล้านคน ซึ่งมีความต้องการด้านสุขภาพที่หลากหลายและซับซ้อน ทั้งในด้านการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม ดังนั้น การส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกายวัยทำงาน จึงเป็นกลุ่มประชากรที่มีศักยภาพเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ซึ่งไม่เพียงตอบสนองต่อสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพ แต่ยังเป็นการลงทุนด้านทุนมนุษย์ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว การมีสุขภาพที่ดีจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงโอกาสในการศึกษา การทำงาน และการมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

               นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมอนามัยได้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนพิการอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health Promotion) ที่เน้นมิติทางกายภาพ (Physical Dimension) การดูแลร่างกาย การออกกำลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม การพักผ่อนที่เพียงพอ และการป้องกันโรค มิติทางจิตใจ (Mental/Emotional Dimension) ครอบคลุมสุขภาพจิต การจัดการความเครียด มิติทางสังคม (Social Dimension) เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การมีเครือข่ายทางสังคม การสื่อสาร และการมีส่วนร่วมในชุมชน มิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Dimension) รวมถึงความหมายของชีวิต และการมีจุดหมายปลายทางในการดำรงอยู่ มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental Dimension) ครอบคลุมสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สังคม และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี นอกจากนี้กรมอนามัย ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพคนพิการ โดยมีเครื่องมือหลักสูตร ” 13 ชม. สุขภาพดี มี.ไว้.ใช้.” เพื่อให้คนพิการมีความรู้ ทักษะในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม

               นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์วัชโรทัย และที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อถอดบทเรียนจากแนวปฏิบัติที่ดีของบุคคลและองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมสุขภาพคนพิการ ทั้งในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ สร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน หรือความสัมพันธ์เชิงสุขภาพที่เข้มแข็งระหว่างระบบสุขภาพ ชุมชน และคนพิการ เพื่อให้การขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพคนพิการในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ กรมอนามัยยังให้ความสำคัญในการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคคลและองค์กรที่ดำเนินงานด้านสุขภาพคนพิการ ประกอบด้วย 8 หน่วยงานต้นแบบ 1) สมาคมคนพิการอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน 2) ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป เพื่อชมรมคนพิการจังหวัดยโสธร 3) ศูนย์บริการคนพิการตำบลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 4) ชมรมเพื่อเพื่อนผู้พิการตำบลแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง 5) สมาคมคนพิการจังหวัดตรัง 6) สมาคมผู้ปกครองและผู้ดูแลคนพิการไทยจังหวัดเชียงใหม่ 7) สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายจังหวัดสิงห์บุรี และ
    8) มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จังหวัดชลบุรี และมอบโล่เชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบ 2 รางวัล ได้แก่ 1) นางพิมพ์ปวีณ์ วงษ์ธนะปัด จากสมาคมคนพิการอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน และ 2) นายชำนาญ ทรัพย์แก้ว จากสมาคมคนพิการจังหวัดตรัง

    ***

    กรมอนามัย /29 สิงหาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/290868/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A5T7FljebnjJtv2QC_cni

  • มะเร็งลำไส้ใหญ่กลัวมาก “ผักชนิดนี้” วิจัยชี้ลดความเสี่ยงโรค ประโยชน์ราคาไม่แพง

    มะเร็งลำไส้ใหญ่กลัวมาก “ผักชนิดนี้” วิจัยชี้ลดความเสี่ยงโรค ประโยชน์ราคาไม่แพง

    มะเร็งลำไส้ใหญ่กลัวมาก “ผักตระกูลนี้” วิจัยชี้ช่วยลดความเสี่ยง ป้องกันโรค หากินได้ง่ายราคาไม่แพง

    การศึกษาล่าสุดพบว่า การรับประทานผักในตระกูลกะหล่ำ (Cruciferous vegetables) เช่น บร็อกโคลี กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำบรัสเซลส์ อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิด มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 20% ตามรายงานของ The Sun สื่ออังกฤษ

    แม้การบริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปจะถูกระบุว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ แต่ทีมนักวิจัยพบว่าการกินผักตระกูลกะหล่ำมีผลชัดเจนต่อการช่วยป้องกันโรคนี้

    ผลการศึกษา

    • วิเคราะห์ข้อมูลจาก 17 งานวิจัย รวมผู้เข้าร่วม 639,539 คน

    • ในจำนวนนี้ มี 97,595 คน เป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้

    • พบว่าการรับประทานผักตระกูลกะหล่ำ วันละ 20-40 กรัม ให้ผลป้องกันดีที่สุด

    • การกินเกิน 40 กรัม/วัน ไม่ได้เพิ่มผลการป้องกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผลคงที่ในช่วง 40-60 กรัม/วัน

    ทำไมผักตระกูลกะหล่ำช่วยต้านมะเร็ง?

    • อุดมด้วย ฟลาโวนอยด์ ใยอาหาร วิตามิน C แคโรทีนอยด์ และกลูโคซิโนเลต (glucosinolate)

    • เมื่อเคี้ยว กลูโคซิโนเลตจะสลายเป็น isothiocyanate ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

    • Isothiocyanate ทำงานโดย:

      • ยับยั้งเอนไซม์ที่กระตุ้นสารก่อมะเร็ง

      • กระตุ้นกระบวนการ apoptosis (ทำให้เซลล์มะเร็งตายเอง)

      • ขัดขวางการสร้างเส้นเลือดใหม่ในก้อนมะเร็ง

    ประโยชน์อื่น ๆ ของผักตระกูลกะหล่ำ

    • ลดความดันโลหิต และชะลอการเกิดคราบพลัคในหลอดเลือด

    • มีวิตามิน K สูง ช่วยลดการแข็งตัวของแคลเซียมในหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง

    • ราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายในเวียดนาม รวมถึงในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กะหล่ำปลี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9836458/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VQ80Oet2VrB68CxciGHsz

  • “จิราพร” เปิด “เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้“ ดันเศรษฐกิจ 14 จว.ใต้ ผ่านโมเดล ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ’ เชื่อมโยงท่องเที่ยว-คุณภาพชีวิต

    “จิราพร” เปิด “เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้“ ดันเศรษฐกิจ 14 จว.ใต้ ผ่านโมเดล ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ’ เชื่อมโยงท่องเที่ยว-คุณภาพชีวิต

    สงขลา, วันที่ 28 สิงหาคม – นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รมต.นร.) เป็นประธานในพิธีเปิดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) ซึ่งเป็นความร่วมมือของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับจังหวัดสงขลา จังหวัดในภาคใต้ และเครือข่ายพันธมิตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ ลาน Creative Market (ลานจอดรถเทศบาลฯ) ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา โดยมี ผวจ.สงขลา นายกเทศมนตรีนครสงขลา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คณะกรรมการ คณะที่ปรึกษา ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภาคีเครือข่ายจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด

    นางสาวจิราพร กล่าวว่า ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยทุนวัฒนธรรมอันโดดเด่น ธรรมชาติที่งดงาม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้หลากหลาย ทั้งการออกแบบ สถาปัตยกรรม แฟชั่น ดนตรี อาหาร และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ได้อย่างมหาศาล รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้สงขลาและเมืองต่าง ๆ ในภาคใต้ ก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ชั้นนำบนเวทีโลก โดยเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับอาเซียนและนานาชาติอย่างเต็มศักยภาพ

    ทั้งนี้ การจัดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในชื่องาน เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 หรือ Pakk Taii Design Week 2025 (PTDW2025) ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ เมืองเก่าสงขลาและหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยการจัดเทศกาลดังกล่าว ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ของภาคใต้ แต่ยังต่อยอดแนวคิด “South Paradise  มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” ที่นำเสนอโมเดล “De-Stress Economy” หรือ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” เปลี่ยนความสุขให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของเมืองและชุมชน เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตและการท่องเที่ยว ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งความสงบ ความผ่อนคลาย และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ซึ่งตอบโจทย์ยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเครียดและความท้าทายรอบด้าน

    “รัฐบาลมีนโยบายในการกระจายโอกาสและองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าถึงทุกภูมิภาค ผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC แห่งใหม่ 10 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA กับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเป็นกลไกเสริมศักยภาพนักออกแบบ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และกระจายโอกาสอย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยในภาคใต้จะมี TCDC แห่งใหม่ 2 จังหวัด ได้แก่ TCDC ภูเก็ต และ TCDC ปัตตานี คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2569 นี้“ นางสาวจิราพร กล่าว

    ปัจจุบัน CEA จัดเทศกาลงานออกแบบประจำปีใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ 1) เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) 2) เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) 3) เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) และ 4) เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ซึ่งทุกเทศกาลล้วนเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ โดยเพิ่มโอกาสทางการท่องเที่ยว การลงทุน และต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับปี 2568 มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) และเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) มีมูลค่าสูงถึง 2,913.2 ล้านบาท และคาดว่าการจัดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 และเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) ในระหว่างวันที่ 6 – 14 ธันวาคม 2568 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1,469.2 ล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/238259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O6pHTlETiPpzK0mAjck7y

  • คาร์บอน-14 “นาฬิกาที่เริ่มเดินหลังความตาย” ช่วยไขคดีอาชญากรรมและความลับในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร – BBC News ไทย

    คาร์บอน-14 “นาฬิกาที่เริ่มเดินหลังความตาย” ช่วยไขคดีอาชญากรรมและความลับในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร – BBC News ไทย

    Montage showing a frog on a bamboo stick, a separate frog skeleton, and a countdown clock

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

      • Author, คริส บารานิวก์
      • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

    ในช่วงกลางทศวรรษ 1940 วิลลาร์ด ลิบบี นักเคมีชาวอเมริกัน มั่นใจว่าเขาจะต้องพบสารเคมีสำคัญบางอย่างที่มีประโยชน์มหาศาล ในน้ำเสียที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ซึ่งรวมถึงปัสสาวะและอุจจาระของมนุษย์

    เป้าหมายในการค้นหาท่ามกลางสิ่งโสโครกน่ารังเกียจดังกล่าว คือคาร์บอนในรูปแบบที่เป็นไอโซโทปกัมมันตรังสี หรือ “คาร์บอน-14” (carbon-14) ที่อยู่ในธรรมชาตินั่นเอง เนื่องจากลิบบีเกิดความคิดที่ว่า หากมีคาร์บอน-14 อยู่ในสิ่งมีชีวิตและในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจริง มันจะทิ้งร่องรอยของการสลายตัวช้า ๆ เอาไว้ในพืชและสัตว์ที่ตายลง ดังนั้นหากทราบว่ายังมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากพืชซากสัตว์เท่าไหร่ ก็จะสามารถคำนวณและประมาณการได้ว่า พืชและสัตว์นั้นตายลงเมื่อใดกันแน่

    อย่างไรก็ตาม ลิบบีจะต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ทั่วไปในธรรมชาติจริง และต้องมีความเข้มข้นตรงกับที่เขาได้ประมาณการไว้ด้วย เพราะก่อนหน้านั้นนักวิทยาศาสตร์จะพบคาร์บอน-14 ได้ ก็แต่ในสารที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

    ลิบบีคาดว่าสิ่งมีชีวิตจะขับถ่ายคาร์บอน-14 ที่สะสมในร่างกายออกมา เขาจึงเริ่มค้นหาร่องรอยของมันจากท่อน้ำทิ้งในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ซึ่งตอนนั้นเต็มไปด้วยของเสียที่ชาวเมืองได้ขับถ่ายออกมาในทุกวัน

    ในที่สุดลิบบีก็ได้พบสารกัมมันตรังสีคาร์บอน-14 ในธรรมชาติ สมดังใจปรารถนา แต่ในตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่า ในอนาคตคาร์บอน-14 หรือ “คาร์บอนกัมมันตรังสี” (radioactive carbon) ซึ่งเบื้องต้นมีประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือตรวจหาอายุของวัตถุ จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ ได้อีกอย่างมากมายมหาศาล

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • แพทองธาร ชินวัตร เดินทางออกจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ หลังการฟังการอ่านคำวินิจฉัย

    • พระองค์ภา

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    วิลลาร์ด ลิบบี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อปี 1960

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, วิลลาร์ด ลิบบี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อปี 1960

    ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา คาร์บอนกัมมันตรังสีได้นำมนุษยชาติเข้าสู่ “ยุคทอง” แห่งการค้นพบความลับเบื้องหลังวัตถุโบราณจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งยังช่วยไขคดีอาชญากรรมเช่นการค้นหาบุคคลสูญหาย และติดตามจับกุมผู้ลักลอบค้างาช้างเพื่อนำตัวมาลงโทษ นอกจากนี้ คาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้น ถึงความซับซ้อนของระบบภูมิอากาศโลก จนอาจจะกล่าวได้ว่า การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยไขปริศนาต่าง ๆ ของมนุษยชาติ

    ลิบบีได้อธิบายถึงต้นกำเนิดของคาร์บอน-14 ไว้ว่า คาร์บอนกัมมันตรังสีถูกผลิตขึ้น เมื่อรังสีคอสมิกจากห้วงอวกาศ ชนเข้ากับอะตอมของธาตุไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศโลก จนโครงสร้างของอะตอมไนโตรเจนเปลี่ยนไป กลายเป็นอะตอมคาร์บอน-14 ซึ่งจะรวมตัวกับออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เป็นสารกัมมันตรังสีขึ้นในอากาศ

    พืชและสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน ได้ดูดซับและกลืนกินคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย โดยมีการสะสมเพิ่มพูนเอาไว้ภายในตลอดระยะเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อพืชและสัตว์ซึ่งรวมถึงมนุษย์หมดลมหายใจ กระบวนการดังกล่าวจะหยุดลงทันที

    เนื่องจากเรารู้ถึงอัตราเร็วในการสลายตัวของคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างแน่ชัด การตรวจวัดว่ายังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากอินทรีย์ในปริมาณเท่าใด จะช่วยบอกได้ว่าซากศพหรือวัตถุโบราณมีอายุเก่าแก่แค่ไหนกันแน่ จะว่าไปแล้ววิธีการนี้ก็เหมือนกับนาฬิกาพิเศษ ที่จะเริ่มเดินเมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงเท่านั้น

    “จัดสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ ตามลำดับเวลา”

    เมื่อลิบบีสามารถพิสูจน์ยืนยันได้แล้วว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ในก๊าซมีเทนที่เกิดจากน้ำเสียของเมืองบัลติมอร์จริง เขาก็เริ่มออกค้นหาคาร์บอนกัมมันตรังสีจากแหล่งอื่นในธรรมชาติต่อไป ซึ่งการตรวจหาปริมาณของคาร์บอน-14 ในสิ่งต่าง ๆ ทำให้เขาสามารถตรวจวัดอายุหรือความเก่าแก่ของวัตถุโบราณ อย่างเช่นผ้าลินินที่ใช้ห่อม้วนหนังสือเดดซี (Dead Sea Scroll) และชิ้นไม้ที่มาจากเรือลำหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสุสานของฟาโรห์เซซอสตริสที่สาม (Sesostris III) ผู้ปกครองอาณาจักรอียิปต์โบราณเมื่อเกือบ 4,000 ปีก่อน

    ลิบบีเคยเล่าถึงการทำงานของเขาว่า “งานของผมมีปัญหาอย่างหนึ่ง นั่นคือคุณไม่อาจจะเที่ยวไปบอกใคร ๆ ได้ว่า กำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันฟังดูเหมือนผมบ้าหรือกำลังเพี้ยนมากเกินไป คุณไม่อาจบอกใครได้ว่า รังสีคอสมิกสามารถบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้ ไม่มีทางที่จะอธิบายให้ใครฟังได้เลย ดังนั้นผมจึงเก็บมันไว้เป็นความลับ”

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่า คาร์บอน-14 มีประโยชน์ต่อการไขปริศนาจากอดีตได้จริง ลิบบีก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาของเขาให้โลกรู้ ซึ่งต่อมาทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี 1960

    อย่างไรก็ตาม เทคนิคการตรวจหาอายุของวัสดุอินทรีย์ด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ก็มีข้อจำกัดอยู่ด้วยเช่นกัน โดยสามารถใช้ตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่แค่ไม่เกิน 50,000 ปีเท่านั้น เพราะสิ่งของที่มีอายุเกินเกณฑ์ดังกล่าว จะมีปริมาณของคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่น้อยมาก จนไม่อาจนำมาคำนวณหาอายุได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป

    Fragment of the Dead Sea Scrolls showing ancient Hebrew text

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, ชิ้นส่วนของม้วนหนังสือเดดซี (Dead Sea Scroll) เป็นโบราณวัตถุชิ้นแรก ๆ ที่ได้รับการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14

    ปัจจุบันการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ถือเป็นวิธีหลักในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ โดยดร.ราเชล วูด จากหน่วยเครื่องเร่งอนุภาคคาร์บอนกัมมันตรังสีของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการชั้นนำของโลก ในด้านการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 บอกว่า

    “ในแง่ของการจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ ตามลำดับเวลา และในแง่ของการที่เราจะสามารถเปรียบเทียบระหว่างภูมิภาคที่แตกต่างกันได้ รวมทั้งเข้าใจจังหวะย่างก้าวของความเปลี่ยนแปลง เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีนี้ มีความสำคัญมากจริง ๆ”

    ดร.วูดและคณะ เคยตรวจหาอายุของวัสดุต่าง ๆ มาแล้วหลายสิ่ง ทั้งกระดูกมนุษย์, ถ่าน, เปลือกหอย, เมล็ดพืช, เส้นผม, ฝ้าย, เซรามิก, และแผ่นหนังที่ใช้เขียนหนังสือของคนโบราณ (parchment) นอกจากนี้ยังเคยตรวจวิเคราะห์ของแปลก ๆ อย่างเช่นปัสสาวะของค้างคาวที่แข็งตัวจนกลายเป็นหินฟอสซิลด้วย

    ห้องปฏิบัติการของดร.วูด ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดอายุที่ล้ำสมัย ซึ่งเรียกว่า “เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบในโมเลกุลของสาร” (accelerator mass spectrometer) เพื่อนับจำนวนของอะตอมคาร์บอน-14 ในตัวอย่างวัสดุที่นำมาตรวจได้โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากวิธีการโดยอ้อมแบบดั้งเดิมของลิบบี ที่วัดการแผ่รังสีแล้วนำไปคำนวณเพื่อกะประมาณว่า ยังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่เท่าใด

    เครื่องเร่งอนุภาคในห้องปฏิบัติการของดร.วูด สามารถตรวจวัดอายุของวัสดุที่มีขนาดเล็กจิ๋วมาก ๆ ได้ แม้แต่สิ่งที่มีน้ำหนักเบาเพียงแค่มิลลิกรัมเดียว ก็สามารถนำมาตรวจวัดอายุได้เช่นกัน ในขณะที่วิธีการแบบดั้งเดิมของลิบบี จะต้องใช้ตัวอย่างวัสดุในปริมาณที่มากกว่านั้นหลายเท่า

    การตรวจหาอายุกระดูก

    ตามปกติแล้ว การแยกสารปนเปื้อนที่มีคาร์บอนกัมมันตรังสีออกมา ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ แต่ในตอนที่เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อการตรวจวิเคราะห์สารทำขั้นตอนนี้สำเร็จ ก็จะทราบถึงอายุโดยประมาณของวัตถุได้ทันที “มันน่าตื่นเต้นมากที่ได้ทราบผลการวิเคราะห์อย่างรวดเร็วทันใจ” ดร.วูดกล่าว

    เทคนิคนี้ยังช่วยให้คำตอบที่แน่ชัด เพื่อตัดสินข้อถกเถียงที่โต้แย้งกันมานานถึงหนึ่งศตวรรษได้ด้วย เช่นในกรณีของโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ที่วิลเลียม บักแลนด์ นักภูมิศาสตร์และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ ค้นพบในแคว้นเวลส์เมื่อปี 1823 เขายืนกรานหนักแน่นมาโดยตลอดถึงความเชื่อของตนเองว่า โครงกระดูกนี้มีอายุเก่าแก่อย่างมากก็ราว 2,000 ปีเท่านั้น แต่การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา กลับชี้ชัดว่าแท้จริงแล้ว โครงกระดูกดังกล่าวมีอายุเก่าแก่ประมาณ 33,000 – 34,000 ปี เลยทีเดียว ทำให้มันครองตำแหน่งโครงกระดูกมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด เท่าที่เคยมีการค้นพบมาในสหราชอาณาจักร

    เมื่อช่วงต้นปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมานี้ เทคนิคตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยไขคดีอาชญากรรมค้างเก่า ที่ตำรวจอเมริกันยังสะสางไม่สำเร็จ ของเด็กหญิงลอรา แอน โอมอลลีย์ วัย 13 ปี ที่หายสาบสูญไปจากบ้านในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1975

    ในช่วงทศวรรษ 1990 มีผู้พบศพนิรนามที่ก้นแม่น้ำสายหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในตอนนั้นตำรวจคาดว่า น่าจะเป็นศพจากสุสานเก่าแก่ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนพังลงและถูกพัดพามา ทว่าผลการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ที่มีขึ้นในปีนี้ ชี้ว่าศพดังกล่าวเป็นของคนที่เกิดระหว่างปี 1964-1967 และน่าจะเสียชีวิตลงในช่วงปี 1977-1984 ซึ่งตรงกับข้อมูลประวัติของเด็กหญิงโอมอลลีย์พอดี ต่อมาผลตรวจดีเอ็นเอยังยืนยันว่า ศพนิรนามดังกล่าวคือเธออย่างไม่ต้องสงสัย

    ปัจจุบันการตรวจวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ยังอาศัยวิธีวัดอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีแบบ “บอมบ์พัลซ์” (bomb pulse) หรือการค้นหาปีที่บุคคลเสียชีวิต จากการวัดความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในเนื้อเยื่อ โดยเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างสูงของปริมาณคาร์บอน-14 ในบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศหลายร้อยครั้ง ระหว่างช่วงทศวรรษ 1950 – 1960

    การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้ปลดปล่อยคาร์บอน-14 ปริมาณมหาศาล ซึ่งต่อมาได้ปนเปื้อนในอากาศและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถตรวจหาอายุของซากอินทรีย์ต่าง ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ได้อย่างแม่นยำ โดยในหลายกรณีมีความคลาดเคลื่อนเพียงไม่เกินหนึ่งปีเท่านั้น

    ดร.แซม วาสเซอร์ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน บอกว่า “ผมไม่รู้จักเทคนิควิธีอื่น ที่สามารถตรวจหาอายุได้ใกล้เคียงความจริงขนาดนั้น นับว่ามันเป็นวิธีการที่มีประโยชน์แบบไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”

    ควันหลงจากการล่าช้างเอางา

    ดร.วาสเซอร์ ใช้การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี มาตรวจสอบตัวอย่างงาช้างเพื่อค้นหาว่า งาช้างกิ่งใดมาจากการลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย หากพบว่าเป็นงาจากช้างที่ตายลงหลังปี 1989 ซึ่งคำสั่งห้ามการค้างาช้างทั่วโลกมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ครอบครองงาช้างนั้นจะมีความผิดทันที

    นายเอโดอูโอดจี เอมิล อึนบูเก เป็นหนึ่งในอาชญากรที่ต้องโทษจำคุก จากการลักลอบล่าและค้างาช้าง โดยเขาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาดังกล่าวที่ประเทศโตโก เมื่อปี 2014 หลังผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันถึงแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์ของงาช้างในครอบครอง และการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ช้างป่าตัวดังกล่าวถูกล่าเพื่อเอางามาเมื่อใดกันแน่

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงถึงคดีดังกล่าวว่า “หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทั้งสองแบบ ล้วนเป็นควันหลงที่ทิ้งร่องรอยสำคัญ ให้สามารถนำตัวนายอึนบูเกมาดำเนินคดีได้”

    Man writing a date on ivory

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, วิธีการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบได้ว่า งาช้างมาจากการล่าอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

    เทคนิคแบบเดียวกันยังช่วยเปิดโปงการปลอมแปลงผลงานศิลปะ อย่างเช่นภาพทิวทัศน์ของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่จิตรกรหัวใสทำปลอมขึ้นด้วยการวาดเลียนแบบ แต่อ้างว่าเป็นของจริงที่วาดขึ้นตั้งแต่ปี 1866 กลับได้รับการเปิดเผยในภายหลังด้วยเทคนิคคาร์บอนกัมมันตรังสีว่า แท้จริงแล้วเป็นของปลอมที่เพิ่งวาดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีการจงใจตกแต่งให้ภาพดูเก่ากว่าความเป็นจริงมาก

    การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ลึกซึ้งขึ้น โดยเข้าใจถึงผลกระทบของการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ผ่านการตรวจหาคาร์บอน-14 ในธารน้ำแข็งและระบบนิเวศเก่าแก่

    ผลการศึกษาวิจัยข้างต้น ถูกนำมาเผยแพร่ในรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2007 ร่วมกับนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากผลงานการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

    “การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล สำหรับผู้ที่ต้องการใช้แบบจำลองภูมิอากาศในอดีต มาทำนายถึงแนวโน้มของสภาพภูมิอากาศที่เป็นไปได้ในอนาคต” ดร.ทิม ฮีตัน จากมหาวิทยาลัยลีดส์ของสหราชอาณาจักรกล่าว

    นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ข้อมูลสถิติของคาร์บอนกัมมันตรังสีในอดีต ติดตามตรวจสอบว่าที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศของโลกผันผวนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แล้วนำข้อมูลนั้นมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่แบบจำลองภูมิอากาศได้ทำนายไว้ ก็จะทราบได้ว่าแบบจำลองภูมิอากาศที่ใช้กันอยู่ มีความแม่นยำเพียงพอหรือไม่

    การเจือจางของคาร์บอน-14

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน กำลังส่งผลกระทบต่อเทคนิคการวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างมาก เพราะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ปลดปล่อยคาร์บอนปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศโลก แต่ในจำนวนนั้นไม่มีคาร์บอน-14 รวมอยู่ด้วยเลย

    เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะสิ่งมีชีวิตที่กลายเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ตายลงในยุคบรรพกาลเมื่อหลายล้านปีก่อน จนคาร์บอน-14 ในซากอินทรีย์เหล่านี้ สลายตัวหมดสิ้นไปนานแล้ว ดังนั้นการปล่อยคาร์บอนชนิดธรรมดาสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาล จึงส่งผลให้ความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในอากาศเจือจางลง

    ฮีเธอร์ เกรเวน จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน หรือไอซีแอล (ICL) บอกว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป หากมีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูงมากในช่วงศตวรรษหน้า “สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นใหม่ หรือสารอินทรีย์ที่ถูกผลิตขึ้นใหม่ จะมีองค์ประกอบของคาร์บอนกัมมันตรังสี ไม่แตกต่างจากของโบราณที่มีอายุเก่าแก่ถึงสองพันปี”

    Smoke rising from chimneys burning coal or fossil fuels

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล อาจเจือจางความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในบรรยากาศโลกได้

    แม้ดร.ราเชล วูด จะเห็นแย้งว่า ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่ศาสตราจารย์กิตติคุณ พอลา ไรเมอร์ จากมหาวิทยาลัยควีนส์ยูนิเวอร์ซิตีเบลฟาสต์ (QUB) เห็นว่าการปล่อยคาร์บอนในทุกวันนี้ ทำให้เทคนิคการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ทำได้ยากขึ้น และจะส่งผลบั่นทอนความแม่นยำของวิธีนี้อย่างรุนแรงในที่สุด

    ศ.ไรเมอร์ เคยทำการศึกษาวิจัยนานหลายปี เพื่อหาวิธีเพิ่มความแม่นยำของเทคนิคดังกล่าว เช่นการตรวจหาสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ของปริมาณคาร์บอนกัมมันตรังสีในวงปีของต้นไม้ ซึ่งจะเผยให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศ ตลอดช่วงระยะเวลาหลายพันปีได้

    กราฟเส้นโค้งที่แสดงถึงการเพิ่มขึ้นและลดลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความถูกต้องแม่นยำมากที่สุดในขณะนี้ สามารถตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่ได้สูงสุดถึงราว 14,000 ปี แต่น่าเสียดายว่าการปล่อยคาร์บอนของมนุษย์ยุคปัจจุบัน อาจทำให้ยุคทองของเทคนิคการตรวจวัดอายุที่ยอดเยี่ยมนี้ต้องสิ้นสุดลง

    บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างบีบีซี กับฝ่ายประชาสัมพันธ์รางวัลโนเบล (Nobel Prize Outreach)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cvgn04ll8xjo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s93xpc1smBpzNlAQ4MPDU

  • 23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบ

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    วันนี้ (28 ส.ค. 68) กรมการท่องเที่ยว จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อยกระดับการทำงานและการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “ครบรอบ 23 ปี สถาปนากรมการท่องเที่ยว” มีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ กรมการท่องเที่ยว ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้วางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ยกระดับผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และวันนี้เราได้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้กับความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบราชการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการพัฒนา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล”

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    โดยโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางเพื่อพัฒนา e-Service และฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งบูรณาการระบบงานสำคัญของกรมการท่องเที่ยว ครอบคลุมฐานข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว แผนที่ด้านการท่องเที่ยว การประเมินและการยื่นขอรับรองมาตรฐานการอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ไปจนถึงระบบให้บริการงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (e-Service) ระบบการทดสอบเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ (e-Exam) ระบบการอบรมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (e-Learning) และระบบ Thailand Smart Tour (TST) ระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ จะทำให้การให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเปิดใช้งานไปแล้วบางส่วน และตั้งเป้าพร้อมใช้งานเต็มระบบในปลายปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    “ปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 23 ปีของกรมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นปีแห่งความหวัง ที่ใกล้จะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/729566&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2siqydLEmozwCv_UEQPaxh

  • กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่ “ราชการดิจิทัล” ครบปีที่ 23 พร้อมให้บริการประชาชน

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่ “ราชการดิจิทัล” ครบปีที่ 23 พร้อมให้บริการประชาชน

    ครบรอบ 23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชน ยกระดับการทำงานและการให้บริการตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล

    วันนี้ (28 ส.ค. 68) กรมการท่องเที่ยว จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อยกระดับการทำงานและการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “ครบรอบ 23 ปี สถาปนากรมการท่องเที่ยว” มีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ กรมการท่องเที่ยว ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้วางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ยกระดับผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และวันนี้เราได้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้กับความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบราชการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล”

    โดยโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางเพื่อพัฒนา e-Service และฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งบูรณาการระบบงานสำคัญของกรมการท่องเที่ยว ครอบคลุมฐานข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว แผนที่ด้านการท่องเที่ยว การประเมินและการยื่นขอรับรองมาตรฐาน การอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่

    ไปจนถึงระบบให้บริการงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (e-Service) ระบบการทดสอบเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ (e-Exam) ระบบการอบรมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (e-Learning) และระบบ Thailand Smart Tour (TST) ระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นเรื่องง่าย

    ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ จะทำให้การให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเปิดใช้งานไปแล้วบางส่วน และตั้งเป้าพร้อมใช้งานเต็มระบบในปลายปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    “ปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 23 ปีของกรมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นปีแห่งความหวัง ที่ใกล้จะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/pr-news/859524&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hbZpZPzygWiZ7y6nQLmYo

  • อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เยี่ยมชมเทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ | TOPNEWS

    อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เยี่ยมชมเทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ | TOPNEWS

    วันที่ 29 ส.ค. 2568 นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนางสาวศิริวรรณ สีหาราช ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต และคณะ ได้เข้าเยี่ยมชม เทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก คุณประพัชร์สร มีปา ผู้ก่อตั้งเทวาลัยฯ ในโอกาสนี้ คณะฯ ได้ร่วมสักการะ องค์พระพิฆเนศ ปางดั๊กดูเศรษฐ์ เนื่องในเทศกาล คเณศจตุรถี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 สิงหาคม 2568 โดย บริษัท ภูเก็ตไนน์ จำกัดนายยุทธศักดิ์ สุภสร ได้กล่าวชื่นชมความงดงามของสถานที่ พร้อมแสดงความยินดีกับภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตและแสดงความเชื่อมั่นว่า เทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ จะกลายเป็น แลนด์มาร์กด้านวัฒนธรรม ที่สำคัญอีกแห่งของภูเก็ต ซึ่งไม่เพียงแต่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศ แต่ยังสามารถสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อีกด้วย

    นอกจากนี้ เทวาลัยแห่งนี้ยังเป็นอีกหนึ่ง สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย ซึ่งมีรากฐานความเชื่อและศรัทธาในองค์พระพิฆเนศร่วมกัน โดยกิจกรรมในเทศกาลคเณศจตุรถีครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญ ในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ ผ่าน พลังแห่งความศรัทธา ที่มีร่วมกันอย่างลึกซึ้งจิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1293204&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Khrwf8Xpppwx44j1JYXZh