Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้ประกอบการค้าปลีกฝรั่งเศสคาดหวังว่า   การเปิดภาคเรียนเดือนกันยายนจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ

    ผู้ประกอบการค้าปลีกฝรั่งเศสคาดหวังว่า การเปิดภาคเรียนเดือนกันยายนจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ

    ช่วงสองสัปดาห์ก่อนการเปิดภาคศึกษาใหม่ในเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่มีความสำคัญต่อธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากยอดขายสินค้าในช่วงเวลานี้สามารถทำได้ใกล้เคียงกับช่วงเทศกาลปลายปีหรือมหกรรมลดราคา Black Friday (ช่วงเดือนพ.ย.) ผู้ประกอบการค้าปลีกจึงตั้งความหวังว่าการจับจ่ายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอมจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม   

    ตลาดการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมในฝรั่งเศสช่วงครึ่งปีแรกปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากตัวเลขยอดขายรวมของห้างค้าปลีกก่อนที่ปิดเทอมภาคฤดูร้อนจะสิ้นสุดลง   โดยมีปัจจัยสภาพอากาศเป็นแรงหนุนสำคัญ

    • ผลการประเมินตัวเลขการบริโภคล่าสุด (ระหว่างวันที่ 16 มิ.ย. – 13 ก.ค.) ของบริษัทการตลาด Kantar พบว่า อัตราการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคของผู้บริโภคฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  โดยมีแรงหนุนจากปริมาณการซื้อสินค้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3  หลังจากที่การบริโภคซบเซามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง  นาง Gaëlle Le Floch ผู้อำนวยการบริษัท Kantar กล่าวว่าตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งหนึ่ง

    • ห้างค้าปลีก Carrefour ระบุว่ายอดขายสินค้าไอศครีม เครื่องดื่ม น้ำอัดลม ผักผลไม้ และเครื่องสำอาง เพิ่มขึ้นระหว่างร้อยละ 5–20  ขณะที่คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมหลายประเทศในยุโรปรวมทั้งฝรั่งเศส ส่งผลให้ยอดขายพัดลมพุ่งสูงถึงร้อยละ 320

    • กลุ่มห้างค้าปลีก  Coopérative U (Hyper U, Super U, U Express)  เปิดเผยข้อมูลว่ายอดขายสินค้าอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์และเนยสูงขึ้น เนื่องมากจากความนิยมในการจัดปิกนิกหรือทำอาหารทานเล่นเพื่อการสังสรรค์ร่วมกันในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนเพิ่มขึ้น   ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภาวะเศรษฐกิจตึงตัว  แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคกลับปรับลดการรับประทานอาหารนอกบ้าน ส่งผลให้ความถี่ในการเข้าร้านอาหารลดลงราวร้อยละ 15–20 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    ในส่วนของสินค้าอุปกรณ์การเรียนเตรียมรับเปิดเทอมนี้ ยอดขายกลับไม่เป็นไปตามคาดหวังของผู้ประกอบการ   นาย Dominique Schelcher ผู้อำนวยการ  Coopérative U ระบุว่าผู้บริโภคยังคงขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ  ส่งผลให้ยอดขายสินค้าอุปกรณ์การเรียนลดลงร้อยละ จากปีก่อนหน้าถึงแม้ว่าสินค้าหลายรายการมีการปรับราคาลดลงจากปีที่แล้วก็ตาม     สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก่อให้เกิดภาวะ “การลดการบริโภค”  ซึ่งได้สร้างผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกหลายประการโดยที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว  ได้แก่ การลดขนาดพื้นที่ห้างค้าปลีกบางส่วนหรือปิดบางสาขา ปริมาณพื้นที่เช่าร้านค้าที่เพิ่มขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น 

    สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ  บรรยากาศทางการเมืองในประเทศและการเตรียมประท้วงใหญ่ประจำปีในฝรั่งเศสซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 10 กันยายนที่จะถึงนี้   ล้วนส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคฝรั่งเศสลดลงและเลือกชะลอการใช้จ่าย    นาย Emmanuel Le Roch ตัวแทนผู้ประกอบการค้าปลีกสมาพันธ์ Procos1  กล่าวเสริมว่าสถานการณ์ชะลอการบริโภคส่งผลให้ระดับเงินออมเพิ่มสูงขึ้นส่งผลเสียต่อตลาดการบริโภค   เห็นได้จากยอดขายของสินค้าทุกประเภทรวมกันในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปีนี้ลดลงร้อยละ 0.5   มีเพียงสินค้าบางประเภทเท่านั้นที่ยังสามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้แก่ สินค้าที่ผู้บริโภคซื้อเพื่อมอบเป็นของขวัญ ของเล่นและเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย   ในขณะที่ร้านอาหาร สินค้าเกี่ยวกับกีฬา ของตกแต่งบ้านและน้ำหอมมียอดขายลดลง  

    นาย Christophe Noël  ตัวแทนผู้ประกอบการศูนย์การค้าของสมาคมการค้าปลีก FACT กล่าวว่า สถานการณ์ของศูนย์การค้าในปัจจุบันยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในลักษณะที่ทรงตัว โดยไม่มีความเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นเป็นพิเศษ  สามารถดำเนินอยู่ได้เนื่องมาจากกิจกรรมหลักที่ขับเคลื่อนด้วยสินค้าในหมวดหมู่ความงาม-สุขภาพ   ความบันเทิง  และบริการต่าง ๆ

    ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจฝรั่งเศสกลับเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีนที่รุกหนักในตลาดทวีปยุโรป หลังจากที่ตลาดทางฝั่งสหรัฐอเมริกาเริ่มปิดตัวมากขึ้น   โดยเฉพาะเว็บไซต์ Shein และ Temu ที่มียอดขายรวมในครึ่งแรกของปี 2025 คิดเป็นมูลค่า 2.6 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้นถึง 400 ล้านยูโรเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าตามรายงานของบริษัท Circana

    ความเห็นสคต.

    เดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและการเมืองฝรั่งเศสในอนาคตอันใกล้  นอกเหนือจากการเปิดภาคการศึกษาใหม่ที่มีผลต่อตัวเลขการบริโภคซึ่งฝรั่งเศสมีจำนวนนักเรียน นักศึกษาประมาณ 16 ล้านคนทั่วประเทศ    ในช่วงปลายเดือนนี้ของทุกปีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลจะต้องนำเสนอแผนงบประมาณสำหรับปีหน้าเพื่อขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร    โดยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นาย François Bayrou  นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ได้แถลงแผนร่างนโยบายงบประมาณประจำปี 2026 ผ่านสื่อต่างๆ สรุปใจความสำคัญได้ว่า  รัฐบาลจะต้องทำการปรับลดงบประมาณรวมมูลค่า 43,800 ล้านยูโรซึ่งมากกว่าจากเดิมที่คาดการณ์ไว้จำนวน 40,000 ล้านยูโร  โดยใช้วิธีการลดงบประมาณในหลายส่วนและเพิ่มรายได้จากภาษีบางประเภท  ดังเช่น 

    • งดการขึ้นเงินช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคม เงินบำนาญ และอัตราภาษี ซึ่งคาดว่าจะประหยัดงบประมาณได้ราว พันล้านยูโร

    • ยกเลิกวันหยุดราชการ วันในเดือนพฤษภาคม เพื่อเพิ่มวันทำงานและเพิ่มประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ

    • ลดจำนวนข้าราชการลง 3,000 ตำแหน่งภายในปี 2026 โดยจะไม่มีการแต่งตั้งบุคคลใหม่แทน อาจนำไปสู่การยุบหน่วยงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ

    • เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบภาษี 

    • เพิ่มการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มผู้มีรายได้สูง  เป็นต้น 

    ขณะเดียวกัน งบประมาณด้านกลาโหมเป็นเพียงส่วนเดียวที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น จำนวน 3.5 พันล้านยูโร

    นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจในวงกว้าง โดยสมาพันธ์แรงงานได้ประกาศจัดการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในวันที่ 10 กันยายนนี้ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่างนโยบายของรัฐบาล  ซึ่งหากสถานการณ์บานปลายอาจส่งผลให้เกิดความตึงเครียดทางการเมือง และมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต   อย่างไรก็ตามทาง สคต. ณ กรุงปารีส จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

    ที่มาของข่าว

    Julia Lemarchand

    ข้อมูลจาก 

    https://www.lesechos.fr/industrie-services/conso-distribution/consommation-les-acteurs-du-commerce-jouent-gros-en-cette-rentree-2182761

    1. สมาพันธ์ Procos ประกอบด้วยสมาชิกผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าและงานบริการทุกประเภท  310 ราย ยกเว้นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ มีร้านค้าและพื้นที่ค้าปลีกจำนวนรวมกันทั้งสิ้น 60,000  แห่ง มียอดขายของผู้ประกอบการสมาชิกรวมกันคิดเป็นมูลค่า 110,000 ล้านยูโร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 35 ของยอดขายตลาดค้าปลีกโดยรวม 

    2. สมาพันธ์ผู้ประกอบการค้าปลีก  FACT – Fédération des Acteurs du Commerce dans les Territoires  ประกอบด้วยสมาชิกมากกว่า 170 ราย ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการห้างค้าปลีกทุกประเภท ได้แก่ ผู้ประกอบการร้านอาหาร (Mc Donald’s, La Brioche Dorée เป็นต้น)  รวมทั้ง บริษัทนักพัฒนาโครงการหรือบริษัทเจ้าของโครงการศูนย์การค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zlgez05z3hmblp7re3lbreuz&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YjGuRzai-SLQlXFUzARy5

  • “นฤมล” นำถกปฏิรูปการศึกษา มุ่งเป้าปรับปรุงข้อกม. พัฒนาศักยภาพเรียนรู้ ก้าวทันโลกยุคใหม่ | TOPNEWS

    “นฤมล” นำถกปฏิรูปการศึกษา มุ่งเป้าปรับปรุงข้อกม. พัฒนาศักยภาพเรียนรู้ ก้าวทันโลกยุคใหม่ | TOPNEWS

    29 ส.ค. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมีคณะกรรมการสภาการศึกษา และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุม

    โดยการประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ร่างทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทยเพื่อสร้างพลเมืองที่เข้มแข็ง ผ่านเสาหลักการเรียนรู้ 5 ด้าน หรือ The L.E.A.R.N. Pillars ซึ่งประกอบด้วย การเสริมศักยภาพผู้เรียน การสร้างบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพและสุขภาวะที่ดี การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม โดยทั้งหมดจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย

    รวมถึงแนวทางการปรับระบบการบริหารงบประมาณและทรัพยากรด้านการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ โดยเน้นการกระจายอำนาจ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อการวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้ถึงผู้เรียนโดยตรง ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนพื้นฐานและพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อการวัดผลและปรับปรุงอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังพิจารณานโยบายการสร้างเสริมชุดทักษะจำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนบนฐานทักษะที่จำเป็น การจัดระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เป็นระบบ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้โดยใช้ทุนทางสังคมและทรัพยากรในแต่ละพื้นที่

    นอกจากนั้นที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าของการดำเนินงานของ สกศ. อาทิ ผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา 2025 ที่ไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์ยกระดับให้ชัดเจน มติสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติที่ผลักดันแนวคิด “Learn to Earn” และระบบเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนากรอบคุณวุฒิสำหรับเยาวชนฝีมือ พร้อมการเปิดแพลตฟอร์มธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติในปีหน้า รวมถึงความคืบหน้าการผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาทางกฎหมาย ตลอดจนการจัดทำแผนการศึกษาในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ เพื่อรับมือสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้เรียนและบุคลากรในพื้นที่

    “ทั้งสามเรื่องที่สภาการศึกษาผลักดันในการประชุมครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งและยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1292784&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NneTexrOrclHBmy6r0VSR

  • พช. ประชุมกรมการพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 8/2568 ขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งสู่เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    พช. ประชุมกรมการพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 8/2568 ขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งสู่เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    พช. ประชุมกรมการพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 8/2568 ขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งสู่เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน


    29/08/2568 | 59 | |

    วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) เวลา 13.30 น. ณ ห้อง 5001 ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ผู้อำนวยการสำนัก/กอง และพัฒนาการจังหวัดทุกจังหวัด เข้าร่วมผ่านระบบ Cisco Webex Meeting 

    การประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานสำคัญของกรม อาทิ การดำเนินงานตามประเด็นเน้นย้ำ 5+1 ของอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนประจำปี 2568 ประจำเดือนสิงหาคม 2568 CD Creativity Award การขับเคลื่อนภารกิจของผู้ตรวจราชการกรม การดำเนินงานโครงการตลาดอะเมซิ่ง ของกินของใช้ ของดีทั่วไทย ปี พ.ศ. 2568 การส่งเสริมช่องทางการตลาดออนไลน์ “OTOP ยุคใหม่ ช็อปง่ายแค่ปลายนิ้ว” รายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 การขับเคลื่อนงานทุนชุมชนที่สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในการนี้ได้ติดตามความก้าวหน้างาน วันพัฒนาชุมชน ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 10 – 12 กันยายน 2568 ในธีม “CDD NEXT” 

    #กรมการพัฒนาชุมชน
    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/260311&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30n_ENAWeD76UHrcHHsY2w

  • สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง อบรมการศึกษาระบบทวิภาคี | เดลินิวส์

    สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง อบรมการศึกษาระบบทวิภาคี | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5066711/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZtDxQfFoczP05Gf3RUEnd

  • เอกชนขอตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ผวาเศรษฐกิจชะงัก! เชื่อมั่นหด! ท่องเที่ยวลด! ลงทุนหาย!

    เอกชนขอตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ผวาเศรษฐกิจชะงัก! เชื่อมั่นหด! ท่องเที่ยวลด! ลงทุนหาย!

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ว่า คำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ต้องน้อมรับ ยอมรับว่าเหตุการณ์วันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย กระทบต่อเศรษฐกิจที่เผชิญวิกฤตอยู่แล้ว ทั้งกำลังซื้อถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว 

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าห่วงเพราะเรากำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตาการเมืองไทยใกล้ชิด หากยังไร้เสถียรภาพ ความเชื่อมั่นจะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนลังเล การท่องเที่ยวชะลอตัว ทุกอย่างกระเทือนเป็นลูกโซ่” 

    นายพจน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วม ออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้สังคมและนักลงทุนได้ ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์ม ครม.ที่ดี ได้บุคคลที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับบริหารประเทศ 

    ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เมื่อศาลมีความชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว ทางตลาดทุนหวังว่า ประเทศไทยจะสามารถที่จะจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและดูแลความมั่นคงของประเทศ โดยตลาดทุนพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สำหรับความผันผวนของตลาดหุ้นในระยะสั้น อาจมีบ้าง แต่โดยรวมถือว่าตลาดซึมซับรับข่าวเรื่องนี้ไปพอสมควรแล้ว ประเด็นสำคัญที่จับตามองเวลานี้ คือ ความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ ที่จัดตั้งขึ้นมาและรายชื่อครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญก้าวแรกในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน 

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวยอมรับว่าประเทศไทยกลับมาเผชิญกับสุญญากาศทางการเมืองอีกครั้ง นโยบายรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง การมีรัฐบาลใหม่คงใช้เวลาอีก 2-3 เดือน ทำให้เศรษฐกิจที่อ่อนแอมากอยู่แล้ว อาจโตต่ำกว่าครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะโตเพียง 1% หวังว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้ใน 1-2 เดือน และควรมี ครม.เข้ามาบริหารงานได้เต็มอำนาจแล้ว เพื่อไม่ให้ทุกอย่างซึมลง เหมือนช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หลังนายกฯ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ส่วนความคาดหวังการท่องเที่ยวในประเทศที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจช่วงสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นฤดูกาลไฮซีซั่น แต่ปีนี้อาจมีการเดินทางน้อยลง 

    ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น มาตรการกระตุ้นตลาดที่ต้องใช้งบประมาณ หรือโครงการใหญ่ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม หยุดชะงัก กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของเอกชน เพราะต้องรอดูโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา โดยไทยควรใช้โอกาสใน 2-3 ปีนี้ ปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆแทน เช่น ญี่ปุ่นและเวียดนาม 

    “การค้าที่มีผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ รวมถึงการลงทุนเอกชนที่ความเชื่อมั่นหายไปจากสุญญากาศการเมือง รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่อาจชะลอตัว มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมสูงมาก ทั้งปี 68 นี้ เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมคงได้เห็นที่ 34.5 ล้านคน ไม่น่าต่ำกว่านี้แล้ว เพราะตัวเลขนี้ถือว่าต่ำสุดแล้ว” 

    ด้านนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เป็นห่วงเศรษฐกิจไทย เพราะนโยบายของรัฐบาลที่วางไว้ หรือกำลังทำต้องชะลอหรือหยุดชะงัก ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ โดยภาคธุรกิจมีความกังวลว่า สิ่งใดที่ภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่มา “ข้อตกลงระหว่างรัฐมนตรีที่ตกลงไว้กับต่างประเทศ ก็ต้องหยุดทั้งหมด ไม่สามารถเดินต่อ ส่วนดีลภาษีสหรัฐฯน่าจะเดินต่อไปได้ เพียงแต่ต้องรอครม.ชุดใหม่มาสานต่อ” 

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเปลี่ยนรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 รวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์ ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าลดลง รวมทั้งการปรับอัตราภาษีส่งออกกับสหรัฐฯ อาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังโตต่ำกว่าที่คาด โดยหากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะกระทบนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตัดสินใจ ช่วงที่เสถียรภาพการเมืองยังไม่แน่นอน ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนของเอสเอ็มอี (SMEs) รวมทั้งทำงานร่วมภาคเอกชนเพื่อวางแผนระยะกลางและระยะยาว 

    “การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว” 

    นายเกรียงไกรว่า ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก 

    “ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัว และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2879640&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38ZE9UNIf4ReWtexpl06uP

  • ILM ‘อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์’ โตไม่หยุด เดินเกมบุกครึ่งปีหลัง ขยายสาขาใหม่ลำดับที่ 35 ปักหมุดจังหวัดเชียงราย ทุ่มงบ 200 ล้านบาท ชูความครบครันสินค้าเรื่องบ้าน ภายใต้แนวคิด ‘แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก’ รองรับความต้องการผู้บริโภค ตอบรับดีมานด์ภาคธุรกิจและกา

    ILM ‘อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์’ โตไม่หยุด เดินเกมบุกครึ่งปีหลัง ขยายสาขาใหม่ลำดับที่ 35 ปักหมุดจังหวัดเชียงราย ทุ่มงบ 200 ล้านบาท ชูความครบครันสินค้าเรื่องบ้าน ภายใต้แนวคิด ‘แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก’ รองรับความต้องการผู้บริโภค ตอบรับดีมานด์ภาคธุรกิจและกา

    มิติหุ้น – บมจ.อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM) เดินหน้าครึ่งปีหลังอย่างแข็งแกร่ง เตรียมแผนรับความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ ย้ำการเป็นผู้นำด้านสินค้าเรื่องบ้าน THAILAND’s NO.1 Furniture & Home Decorative Destination เปิดเกมบุกขยายสาขาใหม่ ปักหมุดเมืองรองของการท่องเที่ยวสู่ภูมิภาคทางตอนเหนือของไทย ทุ่มงบ 200 ล้านบาท เปิด ‘อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย’ ลำดับที่ 35 ภายใต้แนวคิด ‘แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก’ ชูความครบครันสินค้าเรื่องบ้าน ผสานดีไซน์โมเดิร์นโคซี่และสเน่ห์ที่เป็นอัตลักษณ์ของเมืองเชียงราย เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปอย่างลงตัวตอบรับความต้องการของผู้บริโภค พร้อมรองรับกับดีมานด์เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านจากภาคธุรกิจบริการ โรงแรม รีสอร์ต สู่เป้าหมายการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คนอยากไปสัมผัสมากที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือ  โดยคาดจะสามารถขับเคลื่อนรายได้ให้เติบโตตามเป้าหมาย

              นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM ผู้นำธุรกิจ ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน และของตกแต่งบ้าน เปิดเผยว่า การขยายธุรกิจไปสู่ภูมิภาคที่มีศักยภาพเป็นกลยุทธ์ที่เราวางไว้ โดยครึ่งปีหลังปี 2568 บริษัทฯ ได้เตรียมแผนงานให้ยืดหยุ่นพร้อมเผชิญกับความท้าทาย ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในอย่างแข็งแกร่ง  เพื่อย้ำการเป็น “THAILAND’s NO.1 FURNITURE & HOME DECORATIVE DESTINATION” โดยเลือกเจาะการขยายสาขาในเมืองรองและเมืองท่องเที่ยว  ล่าสุดปักหมุดสู่ภูมิภาคทางภาคเหนือของไทย กับ “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์  สาขาเชียงราย” ลำดับที่ 35 หนึ่งในเมืองรองดาวรุ่งที่น่าจับตามอง  เป็นแห่งที่ 2 บนพื้นที่ภาคเหนือ (หลังจากเปิดสาขาเชียงใหม่)  โดย อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย ได้นำเสนอภายใต้แนวคิด “แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก” ยังชูครบครันของสินค้าทั้งเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ ของแต่งบ้าน ให้เป็นมากกว่าสินค้าเรื่องบ้าน แต่ยังช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน

    อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย ตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของ อ.เมืองเชียงราย พิกัดสี่แยกแม่กรณ์ (ห่างจากสนามบินเชียงรายระยะทาง 13 กม.) พื้นที่ราว 6,300 ตารางเมตร โดยทุ่มงบ 200 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์การช้อปสินค้าเรื่องบ้านพร้อมสร้างประสบการณ์ช้อป THE NEW LIFE EXPERIENCE’ ที่พร้อมให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสกับ 5 ไฮไลท์ ดังนี้

    • New Design’ นิยามใหม่แห่งการดีไซน์ เชื่อมโยงการช้อปผ่านดีไซน์สไตล์โมเดิร์นโคซี่ ผสานเข้ากับอัตลักษณ์ของเมืองเชียงราย โดยนำดอกพวงแสดสัญลักษณ์ประจำจังหวัด มาสร้างแรงบันดาลใจเพื่อถ่ายทอดความงดงามแบบเฉพาะ ทั้งการดีไซน์จากโครงสร้างภายนอกและ Décor ภายในร้าน รวมถึงนำงานคราฟท์เครื่องเคลือบดินเผาวาดลวดลายด้วยมือและวัสดุธรรมชาติ จาก ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เครื่องเคลือบที่ดีที่สุดแห่งล้านนาจากช่างฝีมือที่สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น มาสร้าง Element ในร้าน บวกกับการจัดวางเลย์เอาท์ภายในให้ยืดหยุ่นในการจัดวางสินค้า, ใช้ผนังโปร่งของไม้ระแนงมาคั่นเฟอร์นิเจอร์แต่ละเซ็ตให้ดูโปร่งโล่ง โดยใช้สีเอิร์ธโทนที่นุ่มเบาสบายตา มาเสริมความอบอุ่น ผ่อนคลาย เชื่อมโยงการช้อปอย่างลงตัว
    • New Zone’ มอบประสบการณ์ช้อปด้วยสินค้าและบริการที่เหนือกว่า รวมแบรนด์เฟอร์นิเจอร์คุณภาพ อาทิ แบรนด์ Index Funiture, Younique (ยูนีค) บิวท์อินเฟอร์นิเจอร์ และแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา อาทิ Winner Funiture, Furinbox รวมถึงที่นอนแบรนด์ดังมากมาย นอกจากนี้ยังมี DESIGN STUDIO ดีไซน์เนอร์ฮับช่วยให้คำแนะนำและออกแบบห้องเสมือนจริง และพร้อมรองรับ BUSINESS TO BUSINESS (B2B) บริการด้านงานดีไซน์-ตกแต่งภายในรูปแบบธุรกิจและผู้ประกอบการตั้งแต่ SME รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ, โรงแรม, โรงพยาบาล และ VIP SPACE พร้อมรองรับลูกค้าคนพิเศษ
    • New Offers ด้วยโปรฯ ปัง ฉลองเปิดสาขา…สมาชิก JOY Member รับสิทธิพิเศษช้อป 1,000 บาท คืน 1,000 บาท (5 วัน)       รวม 400 สิทธิ์ และพบกับสินค้านาทีทองทุกวัน ตั้งแต่ 27-31 ส.ค.นี้ เท่านั้น! พร้อมรับสิทธิพิเศษจากเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เเละบัตรเครดิตKTC ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน เเละของสมนาคุณอีกมากมาย เช่น ทองคำแท่ง, E cash voucher Index เเละเเลกคะแนนสูงสุด15%* รวมถึง ช้อปครบรับของสมนาคุณ อาทิ ช้อป 3,000บาท รับฟรี! ร่มอินเด็กซ์ฯ มูลค่า 350บาท, ช้อป 15,000บาทรับ E-Gift Voucher Index มูลค่า 1,500บาท, ช้อป 80,000บาท รับบัตรกำนัลที่พัก PATAMMA Lagoon Villa Eco Luxury Resort จ.น่าน 3วัน 2คืน มูลค่า 18,000บาทพิเศษ! ช้อป 100,000บาท รับฟรี! เครื่องฟอกอากาศ Levoit มูลค่า 6,990บาท จำนวน 1 รางวัล สำหรับลูกค้าที่รีวิว Google review, Like & Share เพจ  รับฟรี! คูปอง 500บาท (เมื่อช้อป 1,500 บาท  ขึ้นไป  และช้อป 2,000บาทยังได้ร่วมเล่นเกมรับของสมนาคุณฟรี!  (จำกัด 100 ท่านแรก ตั้งแต่ 27 ส.ค.-30 ก.ย. 68)
    • New Member ต่อยอดขยายฐานสมาชิก JOY Member ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งจาก Data ยอดสมาชิกใน 5 จังหวัด (เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง) รวมกว่า 16,000 ราย อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มอบ สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก และสมาชิกใหม่ JOY Member รับทันทีคุ้ม 3 ต่อ ต่อที่ 1 รับส่วนลด 200 บาท (เมื่อช้อปสินค้าครบ 1,200 บาท ขึ้นไป/ใบเสร็จ) ต่อที่ 2 รับเพิ่ม 600 พอยท์ (มูลค่า 60บาท/พอยท์ ในวันถัดไป) ต่อที่ 3 พิเศษ! เมื่อช้อปและใช้คูปองส่วนลดสมาชิกใหม่ 200 บาท รับฟรี! ถุงช้อปปิ้ง JOY Member มูลค่า 69 บาท สมาชิกช้อปรับพอยท์ x3 (เมื่อช้อปสินค้าครบ 3,000บาท ขึ้นไป/ใบเสร็จ) ตั้งแต่ 27 ส.ค.–31 ธ.ค. 68
    • Sustainability ส่งต่อการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน เพราะเชื่อว่าพฤติกรรมเล็กๆ ในบ้าน สามารถเปลี่ยนโลกได้อย่างยั่งยืน  จึงได้รวบรวมกลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “เราได้ โลกได้ เขาได้”

    – ‘เราได้for US #wellbeing มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปลอดภัย ฟังก์ชันตอบโจทย์และใช้งานได้ยาวนาน

    – ‘โลกได้for planet #recycling ร่วมสร้างโลกให้น่าอยู่ ด้วยผลิตภัณฑ์ Eco Product เช่น หวาย ไม้ไผ่ ไม้ยางพารา เปลือกข้าวโพด, วัสดุรีไซเคิล เช่น ผ้า พลาสติก เศษยางพารา ฯลฯ เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมถึงไอเทมที่ช่วยเซฟพลังงาน และการลดแพ็กเกจสินค้าที่เป็นพลาสติกให้น้อยลงเพื่อเป็นการลดการสร้างขยะ

    – ‘เขาได้’ for all #supporting สร้างสรรค์สังคมที่แข็งแกร่ง ด้วยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่น เพื่อเป็นการสร้างงานสร้างรายได้สู่ชุมชน

    นอกจากนี้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย ยังได้วางโครงสร้างอาคารเพื่อรองรับแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, การเพิ่มสัดส่วนของสื่อสิ่งพิมพ์ภายในสโตร์ด้วยวัสดุกระดาษลูกฟูก (Eco) ย่อยสลายได้ง่ายรวม 80% และสื่อที่เป็นพีพีบอร์ดเพียง 20% รวมถึงมีการคัดแยกประเภทขยะภายในสาขาของพนักงาน  พร้อมกันนี้ยัง พัฒนาด้านสังคม ส่งเสริมการจ้างงานให้คนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชุมชนด้วยการนำผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานพัดไม้ไผ่งานแฮนด์เมดฝีมือชาวบ้านที่บ้านเมืองรวง ต.แม่กรณ์ และกลุ่มทอผ้าบ้านสันทรายน้อย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกในงานฉลองเปิดสาขา (วันที่ 27 ส.ค.) พร้อมทั้งสนับสนุนให้พนักงาน ILM ที่มีภูมิลำเนา จ.เชียงราย ได้ใช้สิทธิ์โอนย้ายกลับไปทำงานที่บ้านเกิดเพื่อได้อยู่ร่วมกับครอบครัว ภายใต้โครงการ ‘ปิ๊กบ้าน ILM สาขาเชียงฮาย กั๋นเต๊อะ’

    นางสาวกฤษชนก กล่าวว่า การขยายสาขาเชียงราย นอกจากจะขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของบริษัทฯ แล้ว  ยังส่งมอบสินค้าและบริการเรื่องบ้านที่ดีมีคุณภาพและราคาที่คุ้มค่าให้กับลูกค้าทั้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง  อีกนัยยังร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเมืองเชียงรายให้เติบโตไปพร้อมกัน  โดยจังหวัดเชียงรายถือเป็นเมืองรองเป้าหมายแห่งการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ  เนื่องจากมีความโดดเด่นจากภูมิศาสตร์ ทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ มีความหลากหลายทางศิลปะวัฒนธรรม จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองศิลปะ”สอดคล้องกับแผนการผลักดันด้านการท่องเที่ยวและพัฒนาจังหวัดด้วยวิสัยทัศน์ ‘เชียงรายเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ วิถีถิ่นร่วมสมัย เกษตรกรรมมูลค่าสูง สิ่งแวดล้อมสมดุล มุ่งสู่ความยั่งยืน’

    นอกจากนี้นโยบาย ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ทั้งการท่องเที่ยวเมืองหลัก 22 จังหวัด และเมืองน่าเที่ยวอีก (เมืองรอง) 55 จังหวัด ซึ่งข้อมูลจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ภาคการท่องเที่ยวไทยภายในประเทศมีรายได้รวม 1,340,000 ล้านบาท แบ่งเป็นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 770,000 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวไทย 570,000 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดเชียงรายเป็นเมืองรองที่มีผู้เยี่ยมเยือนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ทำให้เชียงรายยังเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดในช่วงเวลาเดียวกัน  และรองลงมาคือ จังหวัดสุพรรณบุรี, สมุทรสงคราม, อุดรธานี และอุบลราชธานี

    ในขณะที่ข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่าปี 2568 คนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศจะมีจำนวน 205 ล้านคน-ครั้ง หรือเติบโต 2.2% จากปีก่อน โดยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น เนื่องจากเทรนด์คนไทยที่หันมาเที่ยวเมืองรองในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยจากการเลี่ยงความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองหลัก เริ่มมองหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ มีการรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวจากสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงศาสนาก็ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยคาดการณ์สัดส่วนคนไทยที่จะเที่ยวเมืองรองในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นเป็น 41.4% จากในช่วง 5 เดือนแรกปี 2568 คนไทยเที่ยวเมืองรองมีสัดส่วนอยู่ที่ 41.3% และเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 (ก่อนโควิด-19) อยู่ที่ 32.3%

    ทั้งนี้จังหวัดเชียงรายยังมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในช่วงปี 2567-2568 มีการมุ่งเน้นด้านการพัฒนาเส้นทางคมนาคม  เพื่อเชื่อมโยงเชียงรายกับจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โครงการก่อสร้างถนนเส้นทางการค้า North-South Economic Corridor เพื่อเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศไทย กับสปป.ลาว เมียนมา และจีน (R3A) เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนที่สำคัญที่ใช้ในการนำเข้าและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค อีกทั้งอสังหาริมทรัพย์ยังได้รับความสนใจนักลงทุนต่างชาติ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง ทำให้ภาระผ่อนชำระบ้านลดลง และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ยิ่งช่วยเพิ่มความต้องการที่อยู่อาศัย รวมทั้งกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน และของตกแต่งบ้านจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ตั้งเป้าให้สาขาเชียงราย เป็นศูนย์กลางที่ตอบโจทย์สินค้าไลฟ์สไตล์เรื่องบ้านของทุกคนด้วยเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน และของตกแต่งบ้านครบโซลูชั่นและดีไซน์  โดยได้ทำพิธีฉลองเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยโชว์การแสดงกลองสะบัดชัย กลองไทโกะ กลองปูจา เพื่อสร้างบรรยากาศและเอาฤกษ์เอาชัย นอกจากนี้ในงานยังได้รับเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่เมืองเชียงราย อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย, ประธาน YEC หอการค้าจังหวัดเชียงราย, สมาคมขัวศิลปะเชียงราย, สมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย, สมาคมชาติพันธ์และท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดเชียงราย, สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงราย, สมาคมมัคคุเทศก์จังหวัดเชียงราย รวมถึงลูกค้าชาวเชียงรายที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยมาช้อปกันแน่นขนัดตั้งแต่ร้านเปิด  คาดว่าสาขาเชียงรายจะขับเคลื่อนรายได้ให้เติบโตตามเป้าหมาย” นางสาวกฤษชนก กล่าว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573769/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oDsUb15XQ1HwTg7d03mmz

  • ผู้ว่าฯนครนายกเป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาเด็กออทิสติก

    ผู้ว่าฯนครนายกเป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาเด็กออทิสติก

    ผู้ว่าฯนครนายกเป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาเด็กออทิสติก

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีมอบทุนสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการในมูลนิธิคุณพุ่ม พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี ณ ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก ซึ่งทางจังหวัดนครนายก ได้รับพระกรุณาธิคุณ จากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ประทานทุนการศึกษา ให้แก่บุคคลออทิสติกและเด็กพิการในจังหวัดนครนายก

    นางอาภัสรา ตังคกุลวิวิช ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก กล่าวว่า ด้วยมูลนิธิคุณพุ่ม โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญว่าบุคคลออทิสติก บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้นั้น ยังไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาและทางสังคมอยู่เป็นจำนวนมาก พระองค์ทรงมีความห่วงใยในคนเหล่านี้ จึงทรงพระกรุณาประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนแรกเริ่มในการก่อตั้งมูลนิธิคุณพุ่มขึ้นมา เพื่อเป็นการรำลึกถึง คุณพุ่มพระโอรส ซึ่งในปีนี้ ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก ได้รับการจัดสรรทุนดังกล่าว จำนวน 101 ทุน เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 505,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา และพัฒนาศักยภาพของผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาเท่านั้น และทางมูลนิธิคุณพุ่มได้ขอความอนุเคราะห์จากผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้แทนพระองค์ในการมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กพิการในจังหวัดนั้น ๆ โดยให้ผู้แทนผู้รับทุนการศึกษาฯ จำนวน 30 คน เข้ารับทุนดังกล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/910640&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VbXEmeq0Jl27WR_CGnu6W

  • เอกชนขอตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ผวาเศรษฐกิจชะงัก! เชื่อมั่นหด! ท่องเที่ยวลด! ลงทุนหาย!

    เอกชนขอตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ผวาเศรษฐกิจชะงัก! เชื่อมั่นหด! ท่องเที่ยวลด! ลงทุนหาย!

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ว่า คำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ต้องน้อมรับ ยอมรับว่าเหตุการณ์วันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย กระทบต่อเศรษฐกิจที่เผชิญวิกฤตอยู่แล้ว ทั้งกำลังซื้อถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว 

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าห่วงเพราะเรากำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตาการเมืองไทยใกล้ชิด หากยังไร้เสถียรภาพ ความเชื่อมั่นจะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนลังเล การท่องเที่ยวชะลอตัว ทุกอย่างกระเทือนเป็นลูกโซ่” 

    นายพจน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วม ออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้สังคมและนักลงทุนได้ ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์ม ครม.ที่ดี ได้บุคคลที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับบริหารประเทศ 

    ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เมื่อศาลมีความชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว ทางตลาดทุนหวังว่า ประเทศไทยจะสามารถที่จะจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและดูแลความมั่นคงของประเทศ โดยตลาดทุนพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สำหรับความผันผวนของตลาดหุ้นในระยะสั้น อาจมีบ้าง แต่โดยรวมถือว่าตลาดซึมซับรับข่าวเรื่องนี้ไปพอสมควรแล้ว ประเด็นสำคัญที่จับตามองเวลานี้ คือ ความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ ที่จัดตั้งขึ้นมาและรายชื่อครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญก้าวแรกในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน 

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวยอมรับว่าประเทศไทยกลับมาเผชิญกับสุญญากาศทางการเมืองอีกครั้ง นโยบายรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง การมีรัฐบาลใหม่คงใช้เวลาอีก 2-3 เดือน ทำให้เศรษฐกิจที่อ่อนแอมากอยู่แล้ว อาจโตต่ำกว่าครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะโตเพียง 1% หวังว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้ใน 1-2 เดือน และควรมี ครม.เข้ามาบริหารงานได้เต็มอำนาจแล้ว เพื่อไม่ให้ทุกอย่างซึมลง เหมือนช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หลังนายกฯ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ส่วนความคาดหวังการท่องเที่ยวในประเทศที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจช่วงสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นฤดูกาลไฮซีซั่น แต่ปีนี้อาจมีการเดินทางน้อยลง 

    ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น มาตรการกระตุ้นตลาดที่ต้องใช้งบประมาณ หรือโครงการใหญ่ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม หยุดชะงัก กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของเอกชน เพราะต้องรอดูโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา โดยไทยควรใช้โอกาสใน 2-3 ปีนี้ ปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆแทน เช่น ญี่ปุ่นและเวียดนาม 

    “การค้าที่มีผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ รวมถึงการลงทุนเอกชนที่ความเชื่อมั่นหายไปจากสุญญากาศการเมือง รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่อาจชะลอตัว มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมสูงมาก ทั้งปี 68 นี้ เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมคงได้เห็นที่ 34.5 ล้านคน ไม่น่าต่ำกว่านี้แล้ว เพราะตัวเลขนี้ถือว่าต่ำสุดแล้ว” 

    ด้านนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เป็นห่วงเศรษฐกิจไทย เพราะนโยบายของรัฐบาลที่วางไว้ หรือกำลังทำต้องชะลอหรือหยุดชะงัก ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ โดยภาคธุรกิจมีความกังวลว่า สิ่งใดที่ภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่มา “ข้อตกลงระหว่างรัฐมนตรีที่ตกลงไว้กับต่างประเทศ ก็ต้องหยุดทั้งหมด ไม่สามารถเดินต่อ ส่วนดีลภาษีสหรัฐฯน่าจะเดินต่อไปได้ เพียงแต่ต้องรอครม.ชุดใหม่มาสานต่อ” 

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเปลี่ยนรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 รวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์ ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าลดลง รวมทั้งการปรับอัตราภาษีส่งออกกับสหรัฐฯ อาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังโตต่ำกว่าที่คาด โดยหากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะกระทบนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตัดสินใจ ช่วงที่เสถียรภาพการเมืองยังไม่แน่นอน ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนของเอสเอ็มอี (SMEs) รวมทั้งทำงานร่วมภาคเอกชนเพื่อวางแผนระยะกลางและระยะยาว 

    “การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว” 

    นายเกรียงไกรว่า ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก 

    “ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัว และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2879640&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38ZE9UNIf4ReWtexpl06uP

  • ใครว่าไม่มีรวยเกิน 3 รุ่น แต่ตระกูลนี้ร่ำรวยถึง 15 รุ่น เผยคำสอน “ข้อเดียว” ส่งต่อลูกหลาน!

    ใครว่าไม่มีรวยเกิน 3 รุ่น แต่ตระกูลนี้ร่ำรวยถึง 15 รุ่น เผยคำสอน “ข้อเดียว” ส่งต่อลูกหลาน!

    บ้านไหนว่าไม่มีใครรวยเกิน 3 รุ่น แต่ “ตระกูลนี้” ร่ำรวยถึง 15 รุ่น เพราะสอนลูกหลานว่า “เงินคือสิ่งช่วยได้น้อยที่สุด”

    สุภาษิตโบราณที่ว่า “ไม่มีใครรวยเกินสามรุ่น” มักถูกยกมาเตือนใจผู้ที่มีทรัพย์สิน ว่าการรักษาความมั่งคั่งให้ยาวนานไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตระกูล “แซ่เป้ย” จากจีน กลับเป็นข้อยกเว้นที่หายาก เพราะสามารถรักษาความมั่งคั่งและอิทธิพลไว้ได้นานถึง 15 รุ่น นานกว่าครึ่งสหัสวรรษ

    เริ่มจากหมอแผนโบราณ สู่เจ้าของพันอสังหาริมทรัพย์

    ตำนานของตระกูลเริ่มจาก เป้ย หลานถัง แพทย์แผนจีนในสมัยราชวงศ์หมิง ที่ริเริ่มเปิดคลินิกของตัวเองและต่อยอดสู่กิจการขนาดใหญ่ ด้วยวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่แหลมคม ในยุคราชวงศ์ชิง สมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ครอบครัวเป้ยก็กลายเป็นหนึ่งใน 4 ตระกูลร่ำรวยที่สุดในซูโจว

    จากธุรกิจยาสมุนไพร พวกเขาขยายกิจการไปหลากหลายอุตสาหกรรม แต่ยังคงยึดถือคุณค่าดั้งเดิม นั่นคือ การศึกษา ความมีคุณธรรม และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรัพย์สินของตระกูลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และไม่ถูกแบ่งแยกจนสูญสิ้นเหมือนหลายตระกูลอื่น

    ร่ำรวยจริง ไม่ใช่แค่คำร่ำลือ

    ตระกูลนี้มีอสังหาริมทรัพย์นับพันแห่งในเซี่ยงไฮ้ เมืองที่ราคาบ้านติดอันดับแพงที่สุดในเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นที่ 13 อย่าง เป้ย ไท่อัน ยังเป็นผู้ก่อตั้ง ธนาคารเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นธนาคารแรกในจีนที่รับฝากเงินสกุลต่างประเทศ

    ขณะที่น้องชายของเขา เป้ย หน่วนเซิง ได้รับฉายาว่า “ราชาสี” จากการสร้างอาณาจักรธุรกิจสีทาอาคาร และกล้าเข้าซื้อกิจการต่างชาติในช่วงปี 1950 ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่มีใครกล้าคิดถึงการลงทุนระดับโลกแบบนั้น

    หัวใจของความยั่งยืนคือ “การศึกษา”

    สิ่งที่ทำให้ตระกูลนี้คงความรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง คือ การลงทุนกับการศึกษา ลูกหลานเป้ยจำนวนมากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยระดับโลก โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น

    หนึ่งในบุคคลสำคัญของตระกูล คือ เป้ย อี้หมิง (Ieoh Ming Pei) สถาปนิกระดับโลก ผู้ออกแบบพีระมิดกระจกของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และเจ้าของรางวัล Pritzker อันทรงเกียรติ

    รุ่นต่อๆ มาก็ไม่ธรรมดา

    ลูกชายคนโตของเป้ย อี้หมิง จบฮาร์วาร์ดและกลายเป็นนักวางผังเมืองชื่อดัง ลูกชายคนที่สองและสามก็เรียนจบปริญญาโทด้านสถาปัตย์จากฮาร์วาร์ด และร่วมกันก่อตั้งบริษัทสถาปนิก “Pei Partners” ส่วนลูกสาวเป็นนักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

    แม้จะย้ายไปใช้ชีวิตในหลายประเทศ แต่ลูกหลานเป้ยยังรักษาค่านิยมดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

    ค่านิยมที่ถ่ายทอดข้ามรุ่น

    ความมั่งคั่งของตระกูลนี้ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจาก ค่านิยมครอบครัวที่ชัดเจน 2 ข้อ ได้แก่ “ต้องส่งต่อความรู้” และ “ต้องทำความดี”

    แม้จะเกิดในบ้านที่มั่งคั่ง แต่ลูกหลานเป้ยถูกเลี้ยงดูด้วยวินัยเข้มงวด เชื่อว่าเงินไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง แต่ การศึกษาและคุณธรรม คือกุญแจที่แท้จริงของความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

    บทสรุปจากครอบครัวที่รวยเกิน 3 รุ่น

    ตระกูลเป้ยพิสูจน์ให้เห็นว่า “ความร่ำรวยที่แท้จริง” ไม่ได้วัดกันที่ทรัพย์สิน แต่เป็นการสร้าง คนที่มีความรู้ มีจิตสำนึก และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ที่จะพาตระกูลไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

    พวกเขาไม่เพียงส่งต่อทรัพย์สิน แต่ยังส่งต่อความคิด วิธีการใช้ชีวิต และจิตวิญญาณของความเป็นผู้นำจากรุ่นสู่รุ่น  สิ่งที่หลายครอบครัวพยายามทำ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำสำเร็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9836498/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rm1xof4JuhRvcDG9guWEz

  • เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดีการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    ส่วนทางด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    ด้านภาวะการเงิน การระดมทุนของภาคธุรกิจ โดยรวมปรับลดลงจากช่องทางตลาดตราสารหนี้และสินเชื่อ โดยการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ปรับลดลงในเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ อสังหาริมทรัพย์และพลังงาน โดยเป็นผลจากปริมาณการออกหุ้นกู้ใหม่ที่ต่ำกว่าปริมาณหุ้นที่ครบกำหนด ทั้งนี้การออกหุ้นกู้ใหม่ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด

    การระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อยในสาขาธุรกิจการผลิตในสาขาเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่มและปิโตรเลียม อย่างไรก็ดีการระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขายหุ้นเพิ่มทุนของธุรกิจในภาคบริการโดยเฉพาะธุรกิจให้บิการโฆษณาเป็นสำคัญ สำหรับการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม-25 สิงหาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเฉลี่ยปรับลดลงตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจากตัวเลจผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) และเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ

    ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โดยรวมหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยอุปสงค์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศหดตัวจากทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด สะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่ที่หดตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้อุปสงค์ที่ซบเซาและอุปทานคงค้างที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อุปทานเปิดขายใหม่หดตัวทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด สำหรับราคาที่อยู่อาศัยในภาพรวมหดตัวจากไตรมาสก่อนเล็กน้อยจากอาคารชุดและบ้านเดี่ยว โดยราคาอาคารชุดปรับลดลงโดยเฉพาะอาคารชุดแนวสูง ส่วนหนึ่งจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขณะที่ราคาบ้านเดี่ยวลดลงตามอุปสงค์ที่ชะลอตัว

    สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม 1) ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2) พัฒนาการภาคการท่องเที่ยว 3) สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910617&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pw5TWzKLJ2VDv0TjLHrzA