Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • 7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ตอกย้ำบทบาทหน่วยงานนโยบายระดับชาติ ในโอกาสครบรอบ 7 ปี แห่งการก่อตั้ง 

    ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ฉายภาพผลสำเร็จจากการขับเคลื่อน “7 นโยบายหลัก” ที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม กำลังคน และ สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
     

    นโยบายที่ 1 การขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ (Climate & Net Zero) 

    สอวช. ทำหน้าที่ออกแบบนโยบายและกลไกเชิงระบบเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยมีโครงการ “Net Zero Campus” เป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่ยกระดับมหาวิทยาลัยกว่า 50 แห่ง ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคาร์บอนต่ำของประเทศ 

    คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนด้านการประเมินคาร์บอนรองรับมาตรฐาน ESG ในอนาคต รวมถึงการพัฒนา “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” และเครื่องมือ Green Enterprise Indicator (GEI) เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

                                   7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    นโยบายที่ 2 การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) 

    สอวช. เร่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การผลิตอาหารมูลค่าสูง ผ่านการพัฒนากลไกสำคัญ เช่น บัญชีสารสำคัญ (Positive List) และ Regulatory Sandbox เพื่อรองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพและเร่งการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท และตลาดในประเทศประมาณ 190,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของไทยในการยกระดับเศรษฐกิจฐานเกษตรสู่ฐานนวัตกรรม

    นโยบายที่ 3 การผลักดันกลไก University Holding Company และธุรกิจ Spin-off เพื่อเร่งนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 

    ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาจัดตั้ง Holding Company แล้ว 12 แห่ง ลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมกว่า 110 แห่ง มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดย สอวช. มุ่งพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

                              7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    นโยบายที่ 4 Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปการอุดมศึกษา 

    เปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาทดลองรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน โดยมีการอนุมัติหลักสูตรแล้ว 24 ข้อเสนอ และคาดว่าจะผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงกว่า 26,620 คน 

    พร้อมทั้งเกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ เช่น Competency-based Learning การออกแบบหลักสูตรแบบ Modular และการร่วมพัฒนาหลักสูตรกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนา Top-down Sandbox ในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ และรูปแบบสหกิจศึกษา Coop+ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

                               7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    นโยบายที่ 5 STEMPlus Platform เป็นกลไกเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับการจ้างงานจริง 

    โดยสามารถสร้างงานทักษะสูงด้าน STEM แล้วกว่า 13,000 ตำแหน่ง จากกว่า 200 บริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินเดือนรวมกว่า 4,400 ล้านบาทต่อปี และมีผู้ผ่านการพัฒนาทักษะแล้วมากกว่า 450,000 คน พร้อมทั้งขับเคลื่อนมาตรการ STEM++ ร่วมกับ BOI เพื่อพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสร้างฐานข้อมูลความต้องการกำลังคนของประเทศอย่างเป็นระบบ

    นโยบายที่ 6 Social Enterprise Incubation Platform (SEIP) เป็นกลไกบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม 

    โดยทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนและหน่วยบ่มเพาะในพื้นที่จริงทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างผลกระทบทางสังคมอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ผ่านโครงการนำร่องในพื้นที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ และ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ซึ่งใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ในการออกแบบนโยบายและกลไกความร่วมมือที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะ และสามารถขยายผลเชิงนโยบายในระยะต่อไป

                               7 ปี สอวช. 7 นโยบายหลักยกระดับประเทศ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม

    นโยบายที่ 7 การปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม 

    ผ่านการจัดตั้ง สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อเป็นกลไกใหม่ที่มีความคล่องตัวสูงในการบริหารจัดการทุนวิจัย การลงทุนร่วมกับภาคเอกชน และการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร

    โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ถึงร้อยละ 2 ของ GDP ภายในปี 2570

    ดร.สุรชัย กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา สอวช. ได้วางรากฐานสำคัญของระบบ อววน. ให้สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการพัฒนากำลังคน การยกระดับเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

    “สอวช. ไม่ได้เพียงทำหน้าที่ออกแบบนโยบาย แต่ยังยกระดับระบบของประเทศ เพื่อให้สามารถใช้ศักยภาพของ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อววน. ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างมั่นคง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวปิดท้าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658156&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Uz_qS2cZFKzIk68nBdVjh

  • รัฐบาลผลงานไม่เข้าเป้า ‘ดัชนีการเมือง’ เดือนเม.ย.ลดลงทุกตัวชี้วัด

    รัฐบาลผลงานไม่เข้าเป้า ‘ดัชนีการเมือง’ เดือนเม.ย.ลดลงทุกตัวชี้วัด

    Print

    3 พฤษภาคม 2569 – สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,214 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน เฉลี่ย 3.79 คะแนน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่ได้ 3.89 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.31 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.22 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 39.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 28.22  ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 27.82 รองลงมาคือ รักชนก  ศรีนอก ร้อยละ 23.25  สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล คือ แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ร้อยละ 49.82 และสิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน คือ ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 44.37    

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาล     ในการบรรเทาผลกระทบแทน  วิกฤตภายนอกครั้งนี้จึงเป็น “บททดสอบ” ความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤตตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ “ระยะห่างของความคาดหวัง” ระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนต่อไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/989703/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SQuOhGCAM5eOqFV66Msgc

  • นิด้าโพล เผยคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” แม้กังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อม-ปัญหาทุจริตโครงการ : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผยคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” แม้กังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อม-ปัญหาทุจริตโครงการ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์ จะมาแล้ว”

    1. ท่านเคยได้ยินและมีความเข้าใจเกี่ยวกับ “โครงการแลนด์บริดจ์” หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) แค่ไหน

    กลุ่มตัวอย่าง 54.43% ระบุว่า เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ

    รองลงมา 26.67% ระบุว่า เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง เกี่ยวกับโครงการฯ

    ส่วนอีก 10.52% ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมากเกี่ยวกับโครงการฯ

    ขณะที่ 7.08% ระบุว่า ไม่เคยได้ยินใด ๆ เลย เกี่ยวกับโครงการฯ

    และอีก 1.30% ระบุว่า เคยได้ยินแต่ไม่เข้าใจเลย เกี่ยวกับโครงการฯ

    2.ท่านมีความกังวลใจเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ในเรื่องใดบ้าง

    อันดับ 1 กลุ่มตัวอย่าง 38.03% ระบุว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทั้งทางบกและทางทะเล

    อันดับ 2 กลุ่มตัวอย่าง 33.16% ระบุว่า ไม่กังวลใจใด ๆ เลย

    อันดับ 3 กลุ่มตัวอย่าง 29.71% ระบุว่า ผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น เช่น การถูกเวนคืนที่ดิน วิถีชีวิตท้องถิ่นที่อาจจะเปลี่ยนไป

    อันดับ 4 กลุ่มตัวอย่าง 25.81% ระบุว่า การทุจริตและความไม่โปร่งใสของโครงการฯ

    อันดับ 5 กลุ่มตัวอย่าง 15.30% ระบุว่า ความคุ้มค่าในระยะยาว

    อันดับ 6 กลุ่มตัวอย่าง 12.08% ระบุว่า การถูกต่อต้านจากชุมชน คนในพื้นที่

    อันดับ 7 กลุ่มตัวอย่าง 11.78% ระบุว่า คนใต้จะได้ประโยชน์อะไร

    อันดับ 8 กลุ่มตัวอย่าง 11.40% ระบุว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะได้ประโยชน์อะไร

    อันดับ 9 กลุ่มตัวอย่าง 10.50% ระบุว่า ปัญหาการก่อสร้างโครงการฯ ที่ล่าช้าหรือไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

    อันดับ 10 กลุ่มตัวอย่าง 7.58% ระบุว่า ปัญหางบประมาณของรัฐ หากต้องลงทุนทำโครงการเอง

    อันดับ 11 กลุ่มตัวอย่าง 6.30% ระบุว่า ปัญหาการหาผู้ลงทุนในโครงการฯ

    อันดับ 12 กลุ่มตัวอย่าง 6.15% ระบุว่า ในอนาคตไทยอาจจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแข่งขันกันของประเทศมหาอำนาจ

    อันดับ 13 กลุ่มตัวอย่าง 4.35% ระบุว่า ปัญหาโครงการฯ อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง

    อันดับ 14 กลุ่มตัวอย่าง 3.98% ระบุว่า การถูกต่อต้านจาก NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) นักวิชาการ นักการเมือง

    อันดับ 15 กลุ่มตัวอย่าง 0.98% ระบุว่า การถูกต่อต้านจากต่างประเทศ

    3. ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กับโครงการแลนด์บริดจ์

    กลุ่มตัวอย่าง 34.21% ระบุว่า เห็นด้วยมาก

    รองลงมา 33.01% ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย

    ส่วนอีก 19.43% ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย

    และอีก 13.35% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย

    ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว มาจากความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคใต้ จำนวน 14 จังหวัด ประกอบด้วย ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง สตูล นราธิวาส ปัตตานี และยะลา กระจายทุกระดับการศีกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,455 หน่วยตัวอย่าง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589668&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sTJxvUp0tEouj-IACepWv

  • รมช.มหาดไทยดันสตูลเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    รมช.มหาดไทยดันสตูลเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    รมช.มหาดไทย “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” เปิดกิจกรรม “Satun SUP Board and Geo Craft on the Beach” ดันสตูลเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬา สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจชุมชน

    2 พ.ค. 69 เวลา 19.00 น. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Satun SUP Board and Geo Craft on the Beach” ณ บริเวณชายหาดบางศิลา ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล โดยมี นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักกีฬา และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

    กิจกรรม “Satun SUP Board and Geo Craft on the Beach” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 พ.ค. 69 เป็นการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ควบคู่กับการนำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดสตูล อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ภายในกิจกรรม มีการให้ความรู้ด้วย SUP Clinic กีฬากระดานยืนพาย (Stand Up Paddle Board) การแข่งขัน SUP Board รุ่น Open ทั้งประเภทบุคคลและทีม ชิงโล่รางวัลรวม 12 รางวัล พร้อมเงินรางวัลรวม 24,000 บาท รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เช่น การออกร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารพื้นถิ่น งานศิลปหัตถกรรม การแสดงบนเวที และกิจกรรมชุมชน เพื่อสร้างสีสันและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/989753/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eMI5XRgbneepawmii1W2v

  • การขาดแคลนเชื้อเพลิงเพราะสงครามจะทำลาย

    การขาดแคลนเชื้อเพลิงเพราะสงครามจะทำลาย

    ความกังวลกำลังเพิ่มขึ้นว่า การขาดแคลนน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินเนื่องจากปัญหาด้านอุปทานที่เกิดจากสงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา อาจทำให้วันหยุดฤดูร้อนของโลกตะวันตกซึ่งถือเป็น ‘ช่วงไฮซีซั่น’ ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องพังทลาย

    แพทริก ปูยานน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส เตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดต่อไปอีกสองหรือสามเดือน ทั่วโลกจะเผชิญกับ “การขาดแคลนพลังงานเช่นเดียวกับที่บางประเทศในเอเชียกำลังเผชิญอยู่”

    ทำไมจึงมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลน?
    นับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ การเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติแล้วเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณหนึ่งในห้าของโลก ได้ถูกปิดโดยอิหร่าน

    ตามรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) น้ำมันดิบประมาณ 11 ล้านบาร์เรลต่อวันจึงถูกตัดออกจากตลาด

    โรงกลั่นในอ่าวเปอร์เซียยังผลิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินในปริมาณมากอีกด้วย

    ปูยานน์กล่าวว่าโลกไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากอุปทานเหล่านี้โดยไม่ได้รับผลกระทบร้ายแรง

    หลายประเทศในแอฟริกาและเอเชีย ซึ่งพึ่งพาอุปทานจากตะวันออกกลางมากกว่า ต่างต้องจำกัดการใช้เชื้อเพลิงหรือไฟฟ้าแล้ว

    ทั้งคณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกต่างพยายามสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับอุปทาน อย่างน้อยก็ในระยะสั้น

    ทำไมต้องกังวลกันด้วยในช่วงฤดูร้อน?
    ฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนขับรถกันมากที่สุด (ในซีกโลกเหนือหรือประเทศตะวันตก) เนื่องจากครอบครัวต่างเตรียมรถเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางในวันหยุดหรือขึ้นเครื่องบิน

    เมื่ออุปทานลดลง การแข่งขันแย่งชิงก็จะทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสองภูมิภาคผู้นำเข้าหลัก ได้แก่ เอเชียและยุโรป

    เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นในปี 2022 หลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

    “เอเชียกำลังจำกัดการใช้ทรัพยากร เปลี่ยนไปใช้ถ่านหิน และอาจประสบปัญหาขาดแคลนในบางพื้นที่” ขณะที่ “ยุโรปต้องจ่ายราคาสูงมากเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลน” แหล่งข่าววงในในอุตสาหกรรมพลังงานรายหนึ่งกล่าวโดยไม่ประสงค์ออกนาม

    นั่นหมายความว่ายุโรปมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำเป็นอันดับแรก แต่การขาดแคลนอาจเกิดขึ้นได้หากการจัดหาจากอ่าวเปอร์เซียยังคงหยุดชะงัก

    “หลายกรณีชี้ให้เห็นถึงการขาดแคลนน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินในยุโรปเมื่อฤดูร้อนดำเนินไป เนื่องจากปริมาณการนำเข้าจากแหล่งจัดหาที่สำคัญในตะวันออกกลางและเอเชียลดลงจากสถานการณ์ในปัจจุบัน” จานิฟ ชาห์ รองประธานฝ่ายตลาดน้ำมันและการวิเคราะห์ปลายน้ำของ Rystad Energy กล่าว

    สายการบินต่างๆ ได้ขึ้นราคาตั๋วและลดตารางเที่ยวบินลงเพื่อรับมือกับราคาน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้น โดยมีคำเตือนเรื่องการขาดแคลนน้ำมันเครื่องบินในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

    “น่าเสียดายที่วันหยุดของหลายคนอาจได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกเที่ยวบินหรือตั๋วเครื่องบินที่แพงมาก” แดน จอร์เกนเซน กรรมาธิการด้านพลังงานของสหภาพยุโรป กล่าวในรายการ Sky News เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    จะมีมาตรการอะไรบ้างเพื่อรับมือ?
    ประเทศส่วนใหญ่มีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ และประเทศสมาชิกองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ใช้คลังสำรองเหล่านั้นไปแล้วเพื่อช่วยควบคุมราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงสงคราม

    พวกเขาสามารถทำเช่นนั้นได้อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดการขาดแคลน

    ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปกำลังพยายามเพิ่มการผลิตในโรงกลั่นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และในบางกรณีก็เพิ่มการผลิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน ซึ่งสหภาพยุโรปต้องพึ่งพาการนำเข้า

    การส่งเสริมการทำงานจากที่บ้านและการใช้รถร่วมกันก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดการบริโภคในระยะสั้น

    ในระยะยาว การใช้ไฟฟ้าในการขนส่งและการทำความร้อนในบ้านมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า

    ราคาก็มีผลกระทบต่อการบริโภคเช่นกัน

    โอเล ฮันเซ่น หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ Saxo Bank กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบนั้นมีจำกัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาสูงทำให้ความต้องการลดลง

    “ราคาสูงขึ้นและการขาดแคลนได้ลดการบริโภคลงแล้ว โดยคาดการณ์ว่าความต้องการจะลดลงประมาณ 4 ถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 5 ของความต้องการทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่ส่งผลกระทบต่อเอเชีย” เขากล่าวในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อเร็วๆ นี้

    Agence France-Presse

    Photo – พนักงานคนหนึ่งเดินระหว่างที่นั่งบนเครื่องบินแอร์บัส A320neo ระหว่างพิธีส่งมอบเครื่องบินให้กับสายการบินต้นทุนต่ำ Transavia ในเมืองตูลูส ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 Transavia สายการบินต้นทุนต่ำในเครือ Air France-KLM จะปรับตารางเที่ยวบินสำหรับเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2569 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนเพื่อตอบสนองต่อราคาน้ำมันก๊าดที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับสงครามในตะวันออกกลาง โฆษกกล่าวกับ AFP เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 โดยยืนยันรายงานของ RMC (Photo by ED JONES / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/42440&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OrRkn1qRwv_QMcfNvfvjR

  • หอการค้าภาคใต้จี้รัฐเร่งเดินหน้า “ไทยช่วยไทย” อัดฉีดเศรษฐกิจ แก้วิกฤตท่องเที่ยวซบหนัก

    หอการค้าภาคใต้จี้รัฐเร่งเดินหน้า “ไทยช่วยไทย” อัดฉีดเศรษฐกิจ แก้วิกฤตท่องเที่ยวซบหนัก

    หอการค้าภาคใต้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ไทยช่วยไทย” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน-ฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว หลังพบนักท่องเที่ยวลดลงในช่วงนี้

    วันนี้ (3 พ.ค.2569) นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวว่า แนวคิดของโครงการดังกล่าวซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง วงเงินรวม 4,000 บาท ระยะเวลา 4 เดือน ใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท โดยรัฐช่วยออก 90% และประชาชนจ่าย 10% ถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้ดี และมีประสิทธิภาพมากกว่ารูปแบบเดิมที่รัฐและประชาชนจ่ายคนละครึ่ง

    แม้ประชาชนจะต้องเติมเงินเพื่อใช้สิทธิ์ในแอปฯ แต่ก็ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมได้ โครงการลักษณะนี้แม้เป็นมาตรการระยะสั้น แต่สามารถสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้จริง อย่างไรก็ตาม ควรเพิ่มจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้สะดวกใกล้บ้าน ลดภาระค่าเดินทาง

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวควบคู่กัน เนื่องจากปัจจุบันทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติปรับตัวลดลงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและภาคเกษตรเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ทั้งสองภาคส่วนยังไม่ฟื้นตัว จึงเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถบริหารภาระหนี้สินได้ดีขึ้น และช่วยประคองเศรษฐกิจโดยรวมให้กลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/462216&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VX1yfzkX4NzNCHjwWrJO5

  • มิติใหม่การท่องเที่ยวแดนใต้!  รมช.มหาดไทย เปิดบิ๊กอีเวนต์ “หาดบางศิลา” ประกาศปั้นฮับสปอร์ตท่องเที่ยวครบวงจร

    มิติใหม่การท่องเที่ยวแดนใต้!  รมช.มหาดไทย เปิดบิ๊กอีเวนต์ “หาดบางศิลา” ประกาศปั้นฮับสปอร์ตท่องเที่ยวครบวงจร

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/145209&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Onu6FWPkKEFbAM14zSgha

  • ตลาดสีเขียวขยายตัว ไทยเร่งโตแซงโลก เปิดทางธุรกิจ BCG -เศรษฐกิจหมุนเวียน

    ตลาดสีเขียวขยายตัว ไทยเร่งโตแซงโลก เปิดทางธุรกิจ BCG -เศรษฐกิจหมุนเวียน

    ตลาดสีเขียวขยายตัว ไทยเร่งโตแซงโลก เปิดทางธุรกิจ BCG -เศรษฐกิจหมุนเวียน

    ตลาดสีเขียวไทยโตต่อเนื่อง ยังมีโอกาสสร้างมูลค่าประเทศในตลาดโลก หนุนปั้นระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างครบวงจร เร่งขับเคลื่อนมาตรฐาน GEI ยกระดับผู้ประกอบการทั้งห่วงโซ่อุปทาน

    ตลาดสีเขียวมีทิศทางโต ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ตลาดสีเขียวของโลกและโอกาสของไทย โดยพบว่ามูลค่าตลาดสีเขียวโลกปรับขึ้นจาก 20,518 พันล้านบาท ในปี ค.ศ. 2015 สู่มูลค่า 32,858 พันล้านบาทในปี ค.ศ. 2024 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.03% ต่อปี 

    ขณะที่ตลาดสีเขียวของไทยมีมูลค่าเติบโตขึ้นเช่นกัน จาก 218 พันล้านบาท ในปี ค.ศ. 2015 สู่มูลค่า 369 พันล้านบาทในปี ค.ศ. 2024 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.68% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของโลก 

    จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่าตลาดสีเขียวไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวาระทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากตลาดสีเขียวโลกกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานสีเขียวนี้และเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน อีกทั้งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการจากแรงกดดันด้านคาร์บอน มาตรฐาน และห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนและหากไม่ดำเนินการตามอาจทำให้กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไป

    สำหรับโอกาสของเศรษฐกิจหมุนเวียนไทยในตลาดวัตถุดิบรอบสอง (Secondary Raw Material, SRM) ที่เป็นตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของเศรษฐกิจหมุนเวียน จากการวิเคราะห์มูลค่าในตลาดของไทยพบว่า มูลค่าส่งออกสะสมช่วง 2015-2024 ของไทยอยู่ที่ 451.69 พันล้านบาท มีอัตราการเติบโต 1.16% ต่อปี 

    ในขณะที่มูลค่านำเข้าโลกสะสมในช่วงเวลาเดียวกันของ SRM อยู่ที่ 34,371.70 พันล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วน SRM การนำเข้าของโลกต่อตลาดสีเขียวโลกอยู่ร้อยละ 13.76 มีอัตราการเติบโต 5.04% ต่อปี เมื่อวิเคราะห์โอกาสของ SRM ในประเทศจะเห็นว่ามีสัดส่วน SRM การส่งออกไทยต่อตลาดสีเขียวโลกอยู่ร้อยละ 16.41 ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ลำดับต้นๆ ของการส่งออกไทยและการนำเข้าของโลกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ได้แก่ 

    • พลาสติกเป็นตลาด SRM หลักของไทยและของโลก
    • วัสดุก่อสร้างและวัสดุจากการรื้อถอนมีอัตราเติบโตของไทยสูงสุด
    • โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ แสดงว่ายังมีช่องว่างในการยกระดับความสามารถของไทยในการแข่งขันในตลาดโลกขึ้นได้อีก

    ดร.ศรวณีย์ กล่าวต่อถึงระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Ecosystem) ที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ และเป็นข้อมูลที่ระบุในกรอบนโยบายนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน: วิสัยทัศน์ พ.ศ. 2573 

    โดยระบบนิเวศนี้เริ่มตั้งแต่ระดับนโยบายที่ต้องมีความชัดเจนและเชื่อมโยงในระดับนานาชาติร่วมด้วย เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายระดับประเทศ ในระดับที่ต้องรับลูกดำเนินการคือโครงสร้างและปัจจัยเอื้อ ประกอบด้วย การพัฒนาขีดความสามารถ ระบบการรับรองคุณสมบัติ/มาตรฐาน การวิจัยและพัฒนา กฎระเบียบและแรงจูงใจทางการเงิน/การคลัง เครื่องมือการลงทุน และการส่งเสริมการขายและการส่งออก

    และผู้เล่นในระบบที่สำคัญคือระดับที่ 3 นี้ผู้ประกอบการ เป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งต้องมีแนวทางการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ สร้าง Feed Stock Loop อาทิ สร้างผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบรอบสอง (Secondary Material) ให้มากขึ้น และด้านประชาชน ที่เป็นส่วนสำคัญของการสร้างตลาด ดังนั้นต้องมีการสร้างความตระหนัก พฤติกรรมการบริโภค และเป็นส่วนในการจัดเก็บวัสดุส่งคืนของระบบ

    ตัวอย่างการขับเคลื่อนนโยบายที่ สอวช. กับเครือข่ายอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ร่วมกันพัฒนามาตรฐานการตรวจสอบรับรองแห่งชาติ (มตช.) ตัวชี้วัดสำหรับผู้ประกอบการเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Enterprise Indicator: GEI) ซึ่งการทำมาตรฐานนี้จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวในระดับห่วงโซ่อุปทานและเป็นการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่เป็นส่วนหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope3) ในบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินการเรื่องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

    นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ร่วมกับบริษัท Tact นำ GEI มาใช้งานบน AI Platform เพื่อสร้างระบบประเมินด้วย AI สำหรับให้รางวัลผู้ประกอบการ BCG โดย สอท. เป็นผู้ริเริ่ม ร่วมด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/741840&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-5l_DxXiqRRvfnKsiWRhe

  • เจาะลึกโปรเจกต์แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทยหรือช่องโหว่การเมือง

    เจาะลึกโปรเจกต์แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทยหรือช่องโหว่การเมือง

    เจาะลึกโปรเจกต์แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทยหรือช่องโหว่การเมือง

    เจาะลึกโปรเจกต์แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทยหรือช่องโหว่การเมือง

    ฝ่ายค้านผนึกกำลังจับตาวาระเร่งด่วน

    พรรคฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรคหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมได้ร่วมมือกันกำหนดให้โครงการแลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติที่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นที่สุด โดยมุ่งเน้นไปที่ความเหมาะสมของโครงการในสถานการณ์ปัจจุบัน การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่อาจไม่ก่อให้เกิดความคุ้มค่า และการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกแก่สาธารณชน เนื่องจากเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    ความคุ้มค่าและวิกฤตสูญเสียโอกาส

    ความกังวลหลักของทุกภาคส่วนคือเรื่องความคุ้มค่าทางการเงินและการลงทุน โดยฝ่ายค้านตั้งคำถามว่าโครงการนี้จะสามารถดึงดูดสายการเดินเรือระดับโลกได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงยิ่งในภูมิภาค หากการประเมินผลตอบแทนทางการเงินผิดพลาดหรือโครงการไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดการณ์ไว้ งบประมาณมหาศาลที่ใช้ไปจะกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาว ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางแล้ว ยังอาจทำให้สถานะทางการคลังของประเทศเดินถอยหลังอย่างรุนแรง
     

    ปมทุจริตคอร์รัปชันและกลุ่มเก็งกำไร

    ประเด็นความโปร่งใสเป็นอีกหนึ่งจุดเสี่ยงที่ฝ่ายค้านและภาคประชาชนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงขบวนการ “ถอนทุน” หรือการทุจริตเชิงนโยบายที่อาจแฝงมากับการประมูลโครงการ นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับกลุ่มทุนหรือ “ไอ้โม่ง” ที่อาศัยข้อมูลภายในเข้าไปกว้านซื้อที่ดินในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของโครงการไว้ล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไร ซึ่งจะทำให้ค่าชดเชยที่ดินพุ่งสูงเกินจริงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่

    ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการจัดสรรผลประโยชน์

    การเชื่อมต่ออ่าวไทยและอันดามันย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน ภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) จึงเรียกร้องให้มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) อย่างจริงจังและโปร่งใส พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงกรอบการแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าดอกผลจากการลงทุนจะตกถึงมือประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง ไม่ใช่เพียงกลุ่มทุนข้ามชาติ
     

     ความเสี่ยงทางการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล

    ในมิติทางการเมืองครงการแลนด์บริดจ์เปรียบเสมือนดาบสองคมของรัฐบาล หากบริหารจัดการผิดพลาดหรือมีประเด็นความไม่โปร่งใสเพียงเล็กน้อย จะกลายเป็นช่องโหว่สำคัญให้ฝ่ายค้านใช้โจมตีผ่านกลไกสภาผู้แทนราษฎร การตรวจสอบที่เข้มข้นจาก 3 พรรคฝ่ายค้านที่มีอุดมการณ์ต่างกันแต่หันมาจับมือกันในเรื่องนี้โดยเฉพาะ อาจกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว

    บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

    แม้โครงการแลนด์บริดจ์จะถูกนำเสนอในฐานะโอกาสใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยท่ามกลางความผันผวนของการเดินเรือโลก แต่ความเสี่ยงที่รายล้อมอยู่ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและรัดกุมสูงสุด ฝ่ายค้านไม่ได้คัดค้านในหลักการของการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เรียกร้องให้มีการทบทวน “วิธีการ” และเพิ่มมาตรการตรวจสอบความโปร่งใสในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันไม่ให้โครงการนี้กลายเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/741831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dddASNpHL5tmlYH0BAuKY

  • จัดกิจกรรม “ปั่นข้ามโขง นครพนม-คำม่วน” กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ | เดลินิวส์

    จัดกิจกรรม “ปั่นข้ามโขง นครพนม-คำม่วน” กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 3 จังหวัดนครพนม ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้เข้าร่วมประมาณ 500 คน ประกอบด้วยนักปั่นจากประเทศไทยกว่า 350 คน จากมากกว่า 8 จังหวัด และนักปั่นจากแขวงคำม่วน สปป.ลาว อีกประมาณ 150 คน  สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม  ชมรมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ จังหวัดนครพนม  และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน จัดกิจกรรม “ปั่นข้ามโขง นครพนม–คำม่วน” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 

    เส้นทางใน สปป.ลาว นักปั่นได้เดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ กำแพงยักษ์ ถ้ำช้าง และเมืองเก่าท่าแขก พร้อมแวะสักการะ พระธาตุสีโคดตะบอง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่น้องชาวลาว สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสองฝั่งโขง

    ว่าที่ พ.ต.อดิศักดิ์ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมกำชับให้นักปั่นไทยทุกคนปฏิบัติตนเป็น “ทูตของประเทศไทย” เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความประทับใจแก่พี่น้องชาวลาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5830352/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BQ6KBJ-VqenzkgwfYt7gD