Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 05/08/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 05/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/165331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QmCEv25pTrrfWAVUFCdkY

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 05/08/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 05/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/165321&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rAAwt92u8O9C4qjPSA_o-

  • รัฐบาลปรับแผนดันบิ๊กโปรเจ็กต์แสนล้าน เสียบแทนแลนด์บริดจ์ บูมเศรษฐกิจใต้

    รัฐบาลปรับแผนดันบิ๊กโปรเจ็กต์แสนล้าน เสียบแทนแลนด์บริดจ์ บูมเศรษฐกิจใต้

    รัฐบาลประกาศล้มอภิมหาโปรเจ็กต์ “แลนด์บริดจ์” หรือโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงเฉียด 1 ล้านล้านบาท ภายหลังมีเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนและนักวิชาการเรื่องความคุ้มทุน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตลอดจนความคุ้มค่าในการยกตู้สินค้าขึ้น-ลงหลายรอบ

    เช่นเดียวกับผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน ได้ข้อสรุปออกมาอย่างเป็นทางการว่า จำเป็นต้องขอยุติการลงทุนในโครงการไปก่อน เพราะยังไม่คุ้มค่า และกระทบต่อภาระงบประมาณ โดยเฉพาะการศึกษาผลตอบแทนทางการเงิน (Rate of Return) ลดลงจาก 8% เหลือเพียง 4.8% โดยเมื่อคิดมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบ จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกกว่า 6 แสนล้านบาท กลับกลายเป็น ติดลบถึง 10,287 ล้านบาท

    นอกจากนี้โครงการฯยังมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงเพราะจากการศึกษา เมื่อมีผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การค้าโลกลดลง ผลตอบแทนที่เคยมองว่า เป็นบวกอาจจะเป็นลบได้ทำให้มีความเสี่ยงสูง รวมถึงมีความเสี่ยงในเรื่องคู่แข่งและการจัดการ ซึ่งจากเดิมคาดว่าจะมีสายเรือต่าง ๆ ย้ายมาทางเรา แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะสายการเดินเรือต่าง ๆ มีพันธมิตรไปเรียบร้อย

    อย่างไรก็ดีเพื่อไม่ให้การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ชะงัก คณะกรรมการศึกษาชุดดังกล่าว ได้มีมติให้ไปพิจารณาปรับปรุงแผนการใช้ท่าเรือระนองให้เต็มศักยภาพ พร้อมพิจารณาเชื่อมโยงทางรถไฟเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง และระบบการขนส่งทางราง หรือ Missing Link เชื่อมโยงไปทางเหนือขึ้นไปประเทศจีน และเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งตะวันออก ทำให้กระทรวงคมนาคม ต้องกลับมาปัดฝุ่นโครงข่าย Missing Link อย่างโครงการรถไฟสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง แทน

    ดันมิสซิ่งลิงก์ชุมพร-ระนอง

    รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวทางพัฒนาท่าเรือเดิมและเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟ Missing Link ในโครงการรถไฟสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง ระยะทาง 110 กม. วงเงินลงทุน 27,287 ล้านบาท ต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐด้วย ที่ผ่านมารฟท.ศึกษาออกแบบรายละเอียดเส้นทางดังกล่าวแล้ว โดยรอเตรียมเสนอรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ตามขั้นตอนรฟท.จะต้องผลักดันโครงการฯ เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการรถไฟฯ (บอร์ด) พิจารณาก่อนส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงคมนาคมพิจารณาตามลำดับ

    ลุยเปิดประมูลปี 2570

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า หากโครงข่ายรถไฟ Missing Link ได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐ กรมฯ จะหารือร่วมกับรฟท.เพื่อผลักดันโครงการภายในปีนี้ โดยประเมินว่า อีไอเอจะผ่านความเห็นชอบจาก กก.วล. ก่อนเปิดประมูลก่อสร้างได้ภายในปี 2570 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดยระยะเวลาดังกล่าวเป็นการประเมินเบื้องต้น เนื่องจากยังมีขั้นตอนการเวนคืนที่ดินและกระบวนการตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน

    “ภาคเอกชนมองว่าไม่จำเป็นต้องรอโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ให้เร่งสร้างทางรถไฟช่วงที่ยังขาดอยู่ก่อน ซึ่งเมื่อเชื่อมโครงข่ายได้ครบ จะสามารถขนส่งสินค้าจากภาคเหนือมายังท่าเรือฝั่งอันดามันได้โดยตรง ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่” นายพิเชฐ กล่าว

    สแกนผลศึกษารถไฟสายใหม่

    สำหรับโครงการรถไฟสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง วงเงิน 27,287 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานประเมิน EIA 300 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยสิ่งปลูกสร้าง 1,640 ล้านบาท ค่าควบคุมงานก่อสร้าง 692 ล้านบาท ค่าก่อสร้างงานก่อสร้างโยธา 21,548 ล้านบาท ค่าก่อสร้างรางและระบบอาณัติสัญญาณ 3,106 ล้านบาท ด้านการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินของโครงการฯ พบว่า ต้องใช้วงเงินรวม 4,451 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าทดแทนเวนคืนที่ดิน 828 แปลง 1,684 ล้านบาท, ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง 525 รายการ 914 ล้านบาท, ค่าทดแทนต้นไม้ 2,583ไร่ 591 ล้านบาท, ค่าทดแทนและค่าเสียหายอื่นๆ 300 ล้านบาท ,ค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 960 ล้านบาท

    ขณะที่รูปแบบการลงทุนโครงการฯ พบว่า แนวทางที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการฯ ต้องมีการสนับสนุนในด้านต่างๆ โดยภาครัฐจะสนับสนุนในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน รวมค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และระบบอาณัติสัญญาณ โดยรฟท.จะรับผิดชอบในส่วนของการจัดหาขบวนรถ รวมถึงค่าดำเนินการการบริหารและซ่อมบํารุง ซึ่งรฟท.จะเป็นผู้จัดเก็บรายได้โครงการทั้งหมด

    อย่างไรก็ตามการสนับสนุนดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้โครงการมีความเหมาะสมในการดำเนินการ ดังนั้นเพื่อลดภาระในการลงทุนของ รฟท. ภาครัฐต้องสนับสนุนเงินในช่วงเปิดดำเนินการโครงการเพิ่มเติมตลอดระยะเวลา 30 ปี เป็นมูลค่าประมาณ 78,161 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันเท่ากับ 27,986 ล้านบาท ที่จะทำให้ รฟท. ปลอดภาระในการลงทุนพัฒนาโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้

    เส้นทางเชื่อม 4 อำเภอ 2 จังหวัด

    ทั้งนี้โครงการรถไฟสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง มีแนวเส้นทางโครงการพาดผ่าน 4 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร อำเภอกระบุรี อำเภอละอุ่น และอำเภอเมือง จังหวัดระนอง คือ เส้นทางหลักจากชุมพร-ท่าเรือน้ำลึกระนอง โดยเชื่อมจากรถไฟสายใต้ (สุราษฎร์ธานี) เข้าสู่เส้นทางหลัก และเส้นทางแยกเข้าสู่ตัวเมืองระนอง โดยรูปแบบการก่อสร้าง 3 รูปแบบ คือ รูปแบบคันทาง รูปแบบโครงสร้างสะพาน และรูปแบบโครงสร้างอุโมงค์ เขตทางทั่วไป 50 ม. ความเร็วที่ใช้ในการออกแบบ คือ 160 กม.ต่อชม. ในบริเวณพื้นที่ทั่วไป และ 120 กม.ต่อชม. ในบริเวณที่มีข้อจำกัดพื้นที่

    อย่างไรก็ดีโครงการฯมีจุดเริ่มต้นของเส้นทางรถไฟตั้งอยู่บริเวณที่โล่งระหว่างสถานีชุมพรกับสถานีรถไฟแสงแดด โดยก่อสร้างเป็นทางเลี่ยง แยกออกมาจากทางรถไฟสายใต้ปัจจุบัน และมุ่งไปทางด้านทิศตะวันตก ตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 2009 และทางหลวงหมายเลข 41 

    หลังจากนั้นแนวเส้นทางรถไฟจะยังคงมุ่งไปด้านทิศตะวันตกและขนานกับทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) มีระยะห่างไม่เกิน 1 กม. ผ่านพื้นที่ตำบลขุนกระทิงตำบลบ้านนา ตำบลวังใหม่ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และผ่านตำบล จ.ป.ร. ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

    จากนั้นเส้นทางรถไฟจะมุ่งลงด้านทิศใต้และขนานไปกับถนนเพชรเกษมด้านฝั่งตะวันออกมีระยะห่างราว 1-2 กม. ผ่านพื้นที่ตำบลมะมุ ตำบลน้ำจืดน้อย ตำบลน้ำจืด อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

    ก่อนที่แนวเส้นทางจะยกข้ามถนนเพชรเกษมใกล้กับรอยต่อระหว่างตำบลน้ำจืดกับตำบลลำเลียง โดยแนวรถไฟจะยังคงมุ่งลงใต้ขนานกับถนนเพชรเกษม แต่สลับมาอยู่ด้านตะวันตก

    ผ่านพื้นที่ตำบลลำเลียง ตำบลบางใหญ่ อำเภอกระบุรี และตำบลบางแก้ว อำเภอละอุ่น และเข้าสู่พื้นที่ตำบลทรายแดง อำเภอเมืองระนอง หลังจากนั้นทางรถไฟจะแยกเข้าสู่สถานีรถไฟระนอง ที่ตำบลบางนอน อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนองและทางรถไฟสายหลักจะมุ่งหน้าสู่จุดสิ้นสุดโครงการที่สถานีขนส่งสินค้าภายในท่าเรือน้ำลึกระนอง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง

    อย่างไรก็ดีหากโครงการนี้แล้วเสร็จ สินค้าจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จะสามารถขนส่งทางรางตรงสู่ท่าเรือระนองได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปใช้รถบรรทุกในช่วงสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ลดระยะเวลาการขนส่ง เพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก ทำให้ประเทศไทยมีทางเลือกในการเชื่อมโยงการค้าทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน โดยโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศจะสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือสำคัญฝั่งอ่าวไทย เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุด

    ดัน 3 รถไฟทางคู่สายใต้

    นอกจากการผลักดันรถไฟทางสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง แล้ว การพัฒนาโครงข่ายระบบรางทางภาคใต้ของประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญผ่านการผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 จำนวน 3 เส้นทาง ประกอบด้วย รถไฟทางคู่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท ควบคู่ไปกับโครงการรถไฟสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง รวม 4 เส้นทาง วงเงินรวม 131,751 ล้านบาท 

    สำหรับความคืบหน้าการผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 จำนวน 3 เส้นทาง วงเงินรวม 104,464 ล้านบาท แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า ประกอบด้วย ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ขณะนี้ รฟท. อยู่ระหว่างเร่งรัดเสนอต่อที่ประชุมครม. เพื่อขออนุมัติโครงการ ภายในเดือนกันยายนหรือตุลาคมนี้ เนื่องจากทั้ง 3 เส้นทางนี้มีความต่อเนื่องกัน

    ขณะเดียวกันยังต้องรอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณารายละเอียดโครงการ เนื่องจากมีการทบทวนราคาวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่ง ค่าน้ำมันที่มีการปรับตัวสูงขึ้นมากจากช่วงก่อนหน้า รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของการวางแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งการปรับปรุงข้อมูลเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อวงเงินงบประมาณและเนื้อโครงการบางส่วน ซึ่งหากทางสศช. มองว่าภาพรวมในเชิงเศรษฐกิจยังคงมีความคุ้มค่าและไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อาจอนุมัติให้นำเสนอต่อ ครม.เห็นชอบได้โดยไม่ต้องนำกลับมาพิจารณาซ้ำ

    “เรื่องการปรับปรุงราคาวัสดุให้เป็นปัจจุบันถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากใช้ราคากลางเดิมที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน จะเกิดผลกระทบต่อการประมูลอย่างแน่นอน ดังนั้น รฟท. จึงจำเป็นต้องปรับปรุงราคาให้เป็นปัจจุบันที่สุดก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประกวดราคา” แหล่งข่าวจากรฟท. กล่าว

    อย่างไรก็ดีตามแผนหาก ครม. อนุมัติโครงการฯทั้ง 3 เส้นทาง คาดว่าจะเตรียมจัดทำร่างเอกสารการประกาศประกวดราคา ประมาณ 3-4 เดือน ก่อนเปิดประมูลทั้ง 3 เส้นทาง พร้อมกันภายในต้นปี 2570 เนื่องจากเป็นแนวเส้นทางที่มีความจำเป็นเรื่องระบบอาณัติสัญญาณและเทคนิคต่าง ๆ ที่ต้องมีความสอดคล้องกันตลอดทั้งเส้นทาง

    นอกจากนี้ด้านการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2570 ซึ่งระยะเวลาการก่อสร้างแต่ละเส้นทางจะไม่เท่ากัน โดยเส้นทางช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ จะใช้เวลาก่อสร้างนานที่สุดประมาณ 72 เดือน ซึ่งมีงานก่อสร้างอุโมงค์รวมอยู่ด้วย

    ขณะที่ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี จะใช้เวลาประมาณ 60 เดือน และช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ จะใช้เวลาก่อสร้างสั้นที่สุด ประมาณ 48 เดือน เนื่องจากระยะทางสั้นกว่าเส้นทางอื่น ก่อนทยอยเปิดให้บริการตามลำดับต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/665666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZSKw2leb9mgptXQisfA2g

  • ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบเล็กน้อย จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบเล็กน้อย จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดขยับลงเล็กน้อยในวันนี้ (5 ส.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการของจีนในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงข้อมูลการค้าและเงินเฟ้อ

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] เปิดที่ระดับ 3,815.12 จุด ลดลง 7.16 จุด หรือ -0.19%

    นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีนในสัปดาห์นี้ โดยในวันนี้จะมีการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือนก.ค.จาก RatingDog ขณะเดียวกัน ทางการจีนจะเปิดเผยข้อมูลการค้าประจำเดือนก.ค.ในวันศุกร์ (7 ส.ค.) และข้อมูลเงินเฟ้อประจำเดือนก.ค.ในวันอาทิตย์ (9 ส.ค.)

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/626050&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XfPm5ODiJ5xv_h7Efcrlv

  • “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหลายล้านครัวเรือน และมีพื้นที่เพาะปลูกคิดเป็นสัดส่วนสูงของพื้นที่เกษตรทั้งหมด ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 3 ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ร่วมกับอินเดียและเวียดนาม โดยมีจุดแข็งด้านคุณภาพและความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าว มากกว่าการแข่งขันด้านราคา แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็ง โดยเฉพาะ ข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นสินค้าพรีเมียม ได้รับการยอมรับในตลาดโลกด้านคุณภาพและกลิ่นหอม

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    แต่ความท้าทายของอุตสาหกรรมข้าวไทยคือ มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าคู่แข่ง เช่น อินเดีย เวียดนาม และปากีสถาน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่ง รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ค่าระวางเรือ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายความมั่นคงทางอาหารของประเทศผู้นำเข้า ซึ่งอาจลดการนำเข้าบางช่วง

    ชี้สงคราม สู้รบ กระทบตลาดส่งออกข้าวไทย

    นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ ถึงสถานการณ์การส่งออกข้าว ว่า 6 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยส่งออกข้าวแล้ว 3.5 ล้านตัน จากเป้าทั้งปี 7 ล้านตัน ดังนั้นในช่วง 1-2 เดือนหลังจากนี้ คาดว่าจะยังส่งออกได้เฉลี่ย 700,000 ตัน/เดือน เนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ยังมีความต้องการสั่งซื้อข้าวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ตลาดที่หายไปอย่างอิรัก เริ่มกลับมาซื้อแต่จะไม่ใช้ลักษณะเดิมที่ซื้อตรงจากผู้ส่งออก แต่จะเป็นการซื้อผ่านประเทศที่สามอย่างตุรกี โดยข้าวจะถูกส่งไปยังตุรกีและขนส่งโดยรถบรรทุกเข้าอิรักอีกที

    “นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

    “นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

    ทั้งนี้ในอดีตอิรักเคยสั่งซื้อข้าวเดือนละ 80,000-90,000 ตัน โดยปี 2568 ไทยส่งออกข้าวขาว 5% ไปอิรักประมาณ 1 ล้านตัน ส่วนปีนี้ถือว่าลดลงอย่างมาก โดยไทยส่งออกไปอิรักแค่เดือนเดียวเพียง 90,000 ตันเท่านั้น และไม่มีการส่งออกไปอีกเลยซึ่งหากดูจากสถานการณ์เชื่อว่าตลาดอิรักคงไม่กลับมาเหมือนเดิม เพราะการสู้รบยังคงรุนแรงขึ้น ประกอบกับการส่งออกไปอิรักจากนี้คงต้องผ่านประเทศที่สาม ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้นำเข้าที่สูงขึ้นอีกตันละ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯโดยเฉพาะโลจิสติกส์ที่ปรับตัวขึ้น เพราะต้องผ่านตุรกีวิ่งข้ามไปอิรักระยะทางประมาณ 300-400 กิโลเมตร เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นตลาดอิรักคงไม่กลับสู่ภาวะปกติในเร็วๆนี้

    ลุ้นฟิลิปปินส์-มาเลเซีย สั่งซื้อข้าวเพิ่ม รองรับ “เอลนีโญ”

    นายกกิตติมศักดิ์ฯ กล่าวอีกว่า ในช่วง1-2 เดือนจากนี้จะมีการส่งมอบข้าวให้กับฟิลิปปินส์และมาเลเซีย และต้องติดตามต่อว่าทั้ง 2 ประเทศจะซื้อข้าวกับไทยต่อหรือไม่ เพราะข้าวอินเดียและปากีสถานกำลังออกครอปใหม่ในเดือนก.ย.นี้ประกอบกับราคาข้าวของทั้งอินเดียและปากีสถาน มีราคาที่ถูกกว่าข้าวไทย แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้าวไทยจะแพงกว่าข้าวอินเดียและปากีสถาน แต่ทั้ง2ประเทศยังซื้อข้าวไทยเพราะต้องการข้าวใหม่ ในขณะที่อินเดียเป็นข้าวเก่าแม้ว่าราคาจะต่างกัน 50-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    การซื้อกับอินเดีย อาจจะมีปัญหาเรื่องส่งมอบและเป็นข้าวเก่า 2 ประเทศนี้ ไม่นิยมกินข้าวเก่าถือว่าเป็นโอกาสของข้าวไทยที่แม้ราคาจะแพงกว่า แต่ทั้งนี้ต้องระวังข้าวเวียดนาม เพราะฟิลิปปินส์และมาเลเซียเริ่มหันไปซื้อข้าวเวียดนามเพราะราคาถูกกว่าไทย

    อย่างไรก็ตามดูผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกมาในช่วง ส.ค.-ก.ย. ประมาณ 3 ล้านตันข้าวเปลือก ว่าราคาจะปรับลดลงมาหรือไม่ ซึ่งถ้าราคาลงมาระดับหนึ่งคาดว่าฟิลิปปินส์และมาเลเซียจะยังคงซื้อข้าวไทย คาดว่าปีนี้ฟิลิปปินส์จะนำเข้าไม่ต่ำกว่า 6 ล้านตัน จากปกติที่นำเข้า 3.5-5 ล้านตัน เนื่องจากมีการประเมินว่าผลผลิตในประเทศอาจได้รับผลกระทบจากเอลนีโญที่ค่อนข้างรุนแรงทำให้ปริมาณข้าวในประเทศลดลง 1.5-2 ล้านตันทำให้ฟิลิปปินส์จะต้องนำเข้าข้าวเพิ่มเพื่อสต็อกด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    เช่นเดียวกับมาเลเซียช่วงสถานการณ์ปกติจะนำเข้าปีละ 1.4-1.5 ล้านตัน แต่คิดว่าปีนี้รัฐบาลมาเลเซียกลัวในเรื่องของเอลนีโญและผลผลิตในประเทศที่ลดลง ดังนั้น รัฐบาลสั่งให้เบอร์นาส หรือ Padiberas Nasional Berhad (Bernas) เป็นบริษัทเอกชนรายเดียวในประเทศมาเลเซียที่ได้รับสัมปทานผูกขาดจากรัฐบาล ให้ทำสต็อกข้าวจาก 3 เดือนเป็น 9 เดือน เพื่อป้องกันการขาดแคลนหรือเกิดเหตุการณ์วิกฤตเรื่องอาหาร ดังนั้นคาดว่ามาเลเซียจะมีการซื้อข้าวเพิ่มเป็น 2 ล้านตัน

    หากดูจากตัวเลขที่ประเมินไว้ คิดว่าไทยน่าจะส่งออก 7 ล้านตันตามเป้าที่ตั้งไว้ เดือน ก.ค.-ส.ค.จะส่งออกไปต่ำกว่า 7 แสนตัน ส่วน ก.ย.-ต.ค. ต้องมาดูตัวเลขอีกที ส่วนปัญหาเอลนีโญที่ทำให้หลายประเทศมีการนำเข้าข้าวเพิ่มนั้น ขณะนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่า เอลนีโญจะรุนแรงเพียงใด มีแต่คาดการณ์ ว่าจะเป็นซุปเปอร์เอลนีโญหรือสตรองเอลนีโญ หรือจะเอลนีโญธรรมดา

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    คาด “เอลนีโญ” ฉุดผลผลิตข้าวลดทั่วโลก

    ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯคาดการณ์ ผลผลิตจะลดลง โดยนาปรังจะลดลง 5 แสนตันข้าวเปลือก ข้าวนาปีลดลง 1 ล้านตันข้าวเปลือกแต่เชื่อว่าผลผลิตไม่น่าลดลงเพราะ 1.ราคาข้าวยังดี 2.นาปรังส่วนใหญ่ปลูกที่ภาคกลางที่มีระบบชลประทานที่ดี และ3.น้ำในเขื่อนปีนี้ไม่ขาดแคลน

    สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ข้าวนาปี เพราะสิ่งที่จะเกิดจากวันนี้ หากเอลนีโญมีผลกระทบจริงและฝนทิ้งช่วง ส.ค.-ก.ย. ฝนตกน้อยหรือไม่ตกอาจจะมีปัญหา เพราะข้าวนาปีอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ผลผลิตปีหนึ่งประมาณ 25 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งต้องดูข้าวนาปีเป็นหลักว่ามีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    ตอนนี้เราไม่ได้เห็นราคาข้าวเปลือกราคาที่ 5,000-6,000 บาทในความชื้น 15% แต่ราคาข้าวขาว 5% ราคาอยู่ที่ 9,500 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลิราคาไปถึง 19,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก ที่ชาวนาบอกว่าราคาข้าวยังต่ำ ไม่รู้ว่าชาวนาจังหวัดไหน ตอนนี้สต็อกข้าวทั้งหมดอยู่ที่โรงสีเป็นหลัก

    สำหรับราคา FOB เดือน ก.ค. ข้าวไทยเคยราคาขึ้นไปถึง 485-490 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน หลังจากนั้นก็ทยอยลงมาที่ 460 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน แต่ยังถือว่าแพงกว่าคู่แข่ง สาเหตุที่ราคาร่วง เพระราคาขึ้นไปเร็วมาก จาก 11 บาท/กก. ขึ้นไป 15 บาท/กก. หรือขึ้นมาตันละ 4,000 บาท ประมาณ 100 ดอลลาร์/ตัน (ค่างินบาทที่ 33 บาท/ดอลลาร์) ส่วนหนึ่งเพราะส่งออกมากในช่วงที่ผ่านมาและเป็นการเก็งกำไรของโรงสี

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    USDA คาดการณ์สต็อกข้าวโลกหาย 2.8%

    นายชูเกียรติ มองว่า เอลนีโญ ปี 2569–2570 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการผลิตข้าวโลก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ /เอเชียใต้ และแอฟริกา ขณะที่ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงานยิ่งซ้ำเติมตลาดข้าวโลก โดย USDA คาดการณ์การค้าข้าวโลก ปี 2570 ผลผลิตข้าวโลกจะลดลง 1.6% เหลือ 537.2 ล้านตันข้าวสาร และสต็อกข้าวโลกจะลดลง 2.8% เหลือ 192.6 ล้านตันข้าวสาร

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    หากเอลนีโญมีความรุนแรงตามที่หลายสำนักคาดการณ์จะกระทบกับประเทศผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็น “ไทย” คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ต่ำและน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลง โดยเฉพาะการทำนาปรังในปี 2570 ส่งผลให้ผลผลิตอาจลดลง 5–10% หากเกิดภาวะแล้งรุนแรง “เวียดนาม” พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมีความเสี่ยงจากภัยแล้งและการรุกล้ำของน้ำเค็ม คาดว่าผลผลิตอาจลดลง 3–7%

    “ฟิลิปปินส์” เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีการประเมินว่าหากเกิดเอลนีโญรุนแรง ผลผลิตข้าวอาจลดลงได้ประมาณ 6 ล้านตันข้าวเปลือก เมื่อเทียบกับภาวะปกติ ส่งผลให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ “อินโดนีเซีย” คาดว่าผลผลิตอาจลดลงประมาณ 11% จากผลกระทบของภัยแล้งและการลดพื้นที่เพาะปลูกในบางพื้นที่ และ “ อินเดีย” แม้มีความเสี่ยงจากฝนมรสุมที่แปรปรวน แต่ยังมีสต็อกข้าวขนาดใหญ่ จึงคาดว่าจะยังรักษาสถานะผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกได้ และสามารถช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาดโลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    ดังนั้นแนวโน้มความต้องการนำเข้าข้าวโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยฟิลิปปินส์ยังเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุด คาดนำเข้ามากกว่า 5 ล้านตันเพื่อชดเชยผลผลิตทีลดลง ขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียมีแนวโน้มนำเข้าเพิ่มขึ้นหากผลผลิตลดลงตามที่คาดการณ์และรองรับการบริโภคภายในประเทศ เพราะ 40% พึ่งพาการนำเข้า

    ส่วนประเทศในแอฟริกาหลายแห่ง จะเพิ่มการนำเข้า เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร เช่นเดียวกับจีนยังอาจนำเข้าเพื่อบริหารสต็อกและรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ อย่างไรก็ตามการค้าข้าวโลกยังขยายตัว แม้อุปทานลดลง โดย USDA คาดว่าปริมาณการค้าข้าวโลกปี 2570 จะทำสถิติสูงสุดที่ 62.9 ล้านตัน สะท้อนว่าความต้องการนำเข้าของหลายประเทศยังอยู่ในระดับสูง

    “ไทย” ผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 3ของโลก รั้งท้ายเวียดนาม

    นายชูเกียรติ กล่าวว่า ปีนี้ ไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 3 ของโลกเช่นเดิม เพราะถ้าดูตัวเลข 6 เดือนแรกที่ส่งออกได้ 3.5 ล้านตัน อินเดียส่งออก 12 ล้านตัน เวียดนาม ส่งออก 4.5 ล้านตัน โดยราคาข้าวเวียดนามอยู่ที่ 415-420 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วนอินเดีย ราคา 355-360 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ปากีสถาน ราคาขึ้นมาที่ 390 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วน ราคาข้าวเมียนมาราคาใกล้เคียงกับไทยที่ 450-460 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    สิ่งที่ลูกค้าคอมเพลนเกี่ยวกับข้าวไทย คือ ราคาหอมมะลิแพงมาก 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ซึ่งทุกตลาดชะลอมาก ทั้งตลาดสหรัฐฯและตลาดจีน โดยเฉพาะตลาดจีนซื้อข้าวหอมมะลิไทยลดลงมากและหันไปซื้อข้าวกัมพูชาแทน อย่างข้าวผกาลำดวน ซึ่งคุณสมบัติใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทยอย่างมากและราคาต่างกันเพียง 400 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน โดยข้าวผกาลำดวนของกัมพูชาราคาอยู่ที่ 800 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ซึ่งน่าเป็นห่วง หากปล่อยไปแบบนี้ในอนาคตตลาดข้าวหอมมะลิจะถูกกลืนไปเรื่อยๆและถ้าไปแล้วไปลับไม่กลับมาเพราะคนกินเริ่มชินกับข้าวของคู่แข่ง

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    สิ่งที่ผู้ส่งออกกังวลและต้องการให้หน่วยงานรัฐเร่งดำเนินการ คือ ทำอย่างไร “ข้าวกินอิ่ม” สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นและมีต้นทุนถูกลง เพราะการที่ข้าวของไทยมีราคาแพงกว่า ข้าวเวียดนาม เมียนมาร์ อินเดีย ปากีสถาน เหตุผลเพราะว่า ผลผลิตต่อไร่ของไทยต่ำกว่าและไทยมีพันธุ์ข้าวที่ไม่หลากหลาย ซึ่งหากจะมองไปในระยะยาว ต้องทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมข้าวไทยโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องเร่งพัฒนาและมองหาจุดอ่อนของข้าวไทยให้สามารถกลับมาแข็งขันได้และทำอย่างไรให้ต้นทุนข้าวไทยถูกลงและมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยทำให้อึตสาหกรรมข้าวไทย ชาวนาไทย อยู่ได้ในระบบการค้าโลก

    อ่านข่าว:

    เกมรุกข้าวไทยแดนมังกร “ชนินทร หริ่มเจริญ” ชี้คุณภาพเหนือราคา คือ คำตอบ

    ข้าวไทยปักหมุด “กว่างโจว” รุกจีนตอนใต้ ดัน”ข้าวประณีต”เจาะตลาดพรีเมียม

    Twin Crisis เขย่าตลาดข้าวไทย เอลนีโญฉุดผลผลิต ส่งออกแข่งขันรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kKKuYUoAUaEuYD4RVB40x

  • จังหวัดพะเยา เดินหน้าขับเคลื่อนการวางผังเมืองรวมเมืองพะเยา รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการเติบโตของเมืองในอนาคตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    จังหวัดพะเยา เดินหน้าขับเคลื่อนการวางผังเมืองรวมเมืองพะเยา รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการเติบโตของเมืองในอนาคตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    จังหวัดพะเยา เดินหน้าขับเคลื่อนการวางผังเมืองรวมเมืองพะเยา รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการเติบโตของเมืองในอนาคตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน


    4/08/2569 | 79 |

    จังหวัดพะเยา เดินหน้าขับเคลื่อนการวางผังเมืองรวมเมืองพะเยา รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการเติบโตของเมืองในอนาคตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

          ที่ห้องประชุมจอมทอง ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดพะเยา นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาผังเมืองรวมในเขตจังหวัดพะเยา ครั้งที่ 1/2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
         การประชุมในครั้งนี้ เป็นการรับทราบความก้าวหน้าโครงการวางและจัดทำผังเมืองรวมเมืองพะเยา ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา จัดทำผังให้ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองพะเยา เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางในการพัฒนา ทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบคมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภค ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาสรุปข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่ ที่ได้จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายการผังเมือง เพื่อนำมาปรับปรุงร่างผังเมืองรวมให้เหมาะสมกับบริบทจริงของจังหวัดพะเยามากที่สุด
         ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เน้นย้ำว่า ผังเมืองรวมเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดในระยะยาว จึงต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน และให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน เพื่อให้เมืองพะเยาเติบโตอย่างเป็นระเบียบ สมดุล และยั่งยืน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/528513&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sF7EAJMTxGar_ubW88K8T

  • ปิดฉาก ‘เทศกาลอีสานสร้างสรรค์’ ขับเคลื่อนภูมิภาคสู่ ‘พื้นที่แห่งโอกาส ความหวัง อนาคต’

    ปิดฉาก ‘เทศกาลอีสานสร้างสรรค์’ ขับเคลื่อนภูมิภาคสู่ ‘พื้นที่แห่งโอกาส ความหวัง อนาคต’

    วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

    เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 หรือ Isan Creative Festival 2026 (ISANCF2026) ปิดฉากลงพร้อมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาค ตอกย้ำศักยภาพของอีสานสู่การเป็น Creative Capital hub  สะท้อนผ่านความสำเร็จของเทศกาลฯ ตลอด 9 วัน ที่สามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติ กว่า 304,430  คน จากกิจกรรมรวมกว่า 200 โปรแกรมบน 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์ในจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่เครือข่ายทั่วภาคอีสาน ควบคู่กับความร่วมมือจาก 13 ประเทศ จนสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 800 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่า “เทศกาลสร้างสรรค์” คือ “Creative Business Platform” ที่สามารถเปลี่ยนทุนวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของผู้คน ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของภูมิภาคได้ในอนาคต

    นายสักก์สีห์ พลสันติกุล

    นายสักก์สีห์ พลสันติกุล ผู้อำนวยการสำนักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “ความสำเร็จของเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่ยังคงเดินหน้าต่อหลังจบเทศกาลฯ โดยจะยังคงทำหน้าที่เชื่อมโยงนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ และผู้พัฒนาเมือง ให้เติบโตไปด้วยกัน และร่วมพัฒนาโครงการที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่ ขยายโอกาสของภูมิภาคและธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีสานสู่ระดับนานาชาติ”

     “เมือง” ไม่ได้เติบโตจากโครงสร้าง แต่คือ “ผู้คน”

    หนึ่งในนิทรรศการที่ได้รับความสนใจคือ “เมืองดีย์ อะไรก็ดีย์ (The Good City, Better Living Exhibition)” ซึ่งชวนให้ตั้งคำถามว่า “เมืองที่ดีควรเติบโตจากอะไร และใครคือผู้ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง”  คำตอบของนิทรรศการไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานหรือโครงการขนาดใหญ่ หากแต่อยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้คนในพื้นที่ได้ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมกำหนดอนาคตของเมือง ผ่านการรวบรวมกรณีศึกษาจากเครือข่ายกว่า 25 องค์กร อาทิ We! Park ที่นำเสนอแนวคิดการสร้างเมืองสุขภาพดีผ่านพื้นที่สาธารณะ, รถเมล์เดิ้น (Isan Modern Mobility) ที่ถ่ายทอดบทเรียนจากขอนแก่นซิตี้บัสในฐานะต้นแบบระบบขนส่งสาธารณะของเมืองภูมิภาค และ GIZ ประเทศไทย ร่วมกับโครงการ Urban-Act / TGC EMC ที่นำเสนอแนวทางออกแบบเมืองเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย นิทรรศการ “เมืองดีย์ อะไรก็ดีย์ (The Good City, Better Living Exhibition)” เปิดพื้นที่ให้ร่วมคิดต่อเรื่องเมืองและโอกาส ณ Creative Space ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส  ระหว่างนี้จนถึง  7 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00น.

    ธัญจิรา แก่นสุวรรณ

    ธัญจิรา แก่นสุวรรณ Project Manager บริษัท UrbanKraft.co กล่าวว่า “เราไม่ได้ต้องการนำเสนอภาพของเมืองในอุดมคติ แต่ต้องการชวนให้ทุกคนมองเห็นศักยภาพที่แต่ละพื้นที่มีอยู่ เพราะเมืองไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากอาคาร ถนน หรือโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการตัดสินใจและการลงมือทำของผู้คนในทุกภาคส่วน สำหรับเรา เมืองที่ดีคือเมืองที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้ชีวิต เติบโต และร่วมออกแบบอนาคตไปด้วยกัน เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ จึงเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายสาขาให้ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง มองเห็นศักยภาพของเมืองอีสาน และร่วมกันเปลี่ยนต้นทุนที่มีอยู่ให้กลายเป็นโอกาสใหม่ของการพัฒนา”

    “สายฝน” คือโอกาส และวัตถุดิบหลักในการสร้างสรรค์ความเป็นไปได้ใหม่ๆ

     อีกหนึ่งนิทรรศการที่ชวนผู้ชมมองอีสานในมุมใหม่ คือ “อีสานเรนนี่สีสัน (The Isan Rainy Season Exhibition)” ผลงานความร่วมมือของ นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย, ดลพร ชนะชัย ผู้ร่วมก่อตั้ง Cloud-floor ร่วมกับ ปราชญ์ นิยมค้า (แมนคราฟ), DANU x inutt และ ดร.ธนัชพร กิตติก้อง ที่ชวนเปลี่ยนมุมมองต่อ “ฤดูฝน” จากข้อจำกัดของการใช้ชีวิตให้กลายเป็นต้นทุนของการสร้างสรรค์ ผ่านผลงานที่ใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นร่มที่เปลี่ยนสีเมื่อสัมผัสน้ำฝน งานย้อมผ้าจากหยดน้ำฝน หรือการสร้างสรรค์เสียงจากน้ำที่กระทบวัสดุต่างๆ เพื่อสะท้อนว่า สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นอุปสรรค อาจเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างสรรค์ผลงานได้เช่นกัน

    จากพื้นที่จัดแสดงศิลปะ สู่ “พื้นที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ”

    อีกหนึ่งโปรแกรมที่สะท้อนบทบาทของเทศกาลในฐานะแพลตฟอร์มสร้างโอกาส คือ “Kupper Art Fes 2026 upforce” ซึ่งเข้าร่วมเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้ธีม “แฮงฮุ่ง เดชคะนอง” ที่ใช้ “บั้งไฟ” เป็นสัญลักษณ์ของพลังและความมุ่งมั่นของผู้คนในภูมิภาค พร้อมจัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยกว่า 200 ชิ้น จากศิลปินกว่า 50 คน และเชื่อมโยงเครือข่ายศิลปินจากประเทศไทยและอีกกว่า 10 ประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ให้งานศิลปะได้พบทั้งผู้ชม นักสะสม และเครือข่ายทางธุรกิจในวงกว้าง

    ประภัสสร สุโคตร

    ประภัสสร สุโคตร ผู้ประสานงานเทศกาล Kupper Art Fes กล่าวว่า “ที่ผ่านมา ศิลปินในอีสานยังมีโอกาสเข้าถึงนักสะสมและตลาดศิลปะค่อนข้างจำกัด เราจึงอยากให้เทศกาลเป็นพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างคนสร้างงานกับคนที่มองเห็นคุณค่าของงานศิลปะ โดยในแต่ละปีเราได้ทดลองขยายพื้นที่จัดแสดงจากโรงแรมสู่ศูนย์การค้า เพื่อให้งานศิลปะเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ศิลปินได้พบกับนักสะสม ผู้ซื้อ และพันธมิตรทางธุรกิจโดยตรง อีกทั้งยังเชื่อมโยงเครือข่ายศิลปินจากทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 10 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร โคลอมเบีย ญี่ปุ่น กัมพูชา และ สปป.ลาว ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การแลกเปลี่ยนผลงาน แต่ยังเป็นการสร้างความร่วมมือและเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ทางธุรกิจ เพื่อผลักดันให้ศิลปะร่วมสมัยของอีสานเติบโตได้ในระดับประเทศและระดับสากล”

    อัตลักษณ์แห่งสิ่งทอไทย สู่สินทรัพย์ในการต่อยอดมูลค่า

    ปิดท้ายด้วยอุตสาหกรรมที่อยู่คู่คนอีสานมาอย่างเนิ่นนานอย่าง “สิ่งทอไทย” กับงาน HOMEWORK’s Wonder of Fabric ซึ่งเข้าร่วมเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Uniqueness”

    ที่ชวนผู้ชมมอง “ผ้าไทย” ในมิติใหม่ ไม่ใช่เพียงเครื่องนุ่งห่มหรือมรดกทางวัฒนธรรม แต่เป็นวัสดุแห่งการออกแบบที่สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์และธุรกิจร่วมสมัยได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวอลเปเปอร์ ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่

    ทวีชัย สิริกุลธาดา

    ทวีชัย สิริกุลธาดา Director บริษัท Goldhouse Decor Co., Ltd. กล่าวว่า “เราอยากให้คนเห็นว่าผ้าไทยไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องเก็บรักษาไว้ แต่เป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างคุณค่าใหม่ผ่านการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัย การนำ ‘ฮูปแต้ม’ มาตีความใหม่จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยเชื่อมรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับการออกแบบ เพื่อให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้าถึงคนรุ่นใหม่และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งทอไทย และเหนือสิ่งอื่นใดเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงผลงาน แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงนักออกแบบ ผู้ผลิต และภาคธุรกิจให้ได้มาพบกัน จนเกิดการต่อยอดแนวคิด ความร่วมมือ และโอกาสทางการตลาด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทุนวัฒนธรรมของอีสานให้เติบโตเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน”

    CEA เดินหน้าต่อยอดสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาค

    “สิ่งที่ CEA มุ่งสร้างจึงไม่ใช่เทศกาลที่ใหญ่ขึ้นในทุกปี แต่คือ ‘ระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้งานเทศกาลจะสิ้นสุดลง แต่ความร่วมมือระหว่างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงโอกาสใหม่จะยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อขับเคลื่อน ‘อีสานยุคใหม่’ ให้เป็น ‘ภูมิภาคแห่งโอกาส ความหวัง และอนาคต’ ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นพลังในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” นายสักก์สีห์ พลสันติกุล กล่าวปิดท้าย

    ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Website: www.isancreativefestival.com, Facebook/Instagram: IsanCreativeFestival

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/981330&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27AEPlSRcEJKM50TwYkf9C

  • ผู้ค้าจี้ ‘กขค.’ เอาผิดแพลตฟอร์มเจ้าดัง ปมผูกขาดขนส่ง-ขึ้นค่าธรรมเนียม | เดลินิวส์

    ผู้ค้าจี้ ‘กขค.’ เอาผิดแพลตฟอร์มเจ้าดัง ปมผูกขาดขนส่ง-ขึ้นค่าธรรมเนียม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ส.ค. นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เข้ายื่นเรื่องทวงถามความคืบหน้าต่อสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ขอให้ตรวจสอบเอาผิดกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ผสมรูปแบบการค้าชื่อดัง โดยเห็นว่าพฤติกรรมการล็อกขนส่งยังเหมือนเดิม อาจเข้าข่ายขัดต่อแนวทางการแข่งขันทางการค้าที่สำนักงาน กขค. ประกาศใช้ แม้สำนักงาน กขค. จะประกาศแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการไม่กีดกันการแข่งขัน การไม่บังคับใช้บริการของตนเอง และการไม่เอาเปรียบผู้ประกอบการ แต่สภาพตลาดที่พบยังไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงตามเจตนารมณ์ของประกาศ แพลตฟอร์มยังปิดกั้นในการเลือกขนส่ง และผูกขาดเพียงรายเดียวเช่นเดิม อีกทั้งการขอเปลี่ยนบริษัทขนส่งในแพลตฟอร์มก็ดำเนินการได้ยากหรืออาจถูกปฏิเสธ จนสุดท้ายผู้ประกอบการต้องก้มหน้าทนใช้ขนส่งที่ไม่มีศักยภาพเหมือนเดิมจนส่งผลกระทบต่อธุรกิจ

    ขณะเดียวกัน บริษัทขนส่งที่ไม่ได้รับโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม และมีศักยภาพการให้บริการที่พร้อมมากกว่าก็อาจได้รับผลกระทบจากปริมาณงานที่ลดลง ซึ่งผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหลายรายกังวลว่า หากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเลิกจ้างพนักงาน และความมั่นคงของพนักงานในธุรกิจขนส่งทั่วประเทศ

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะร้านค้า แต่ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้บริโภค เพราะเมื่อต้นทุนของร้านค้าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายด้านการจัดส่ง ร้านค้าจำนวนหนึ่งย่อมต้องปรับราคาสินค้า ลดการจัดโปรโมชั่น หรือรับกำไรที่น้อยลงเพื่อประคองธุรกิจ

    ทั้งนี้ นายอนันต์ชัย ทนายความ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า หากการแข่งขันในตลาดลดลง ผู้ประกอบการมีทางเลือกน้อยลง และต้นทุนการขายยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สุดท้ายผู้ที่ต้องรับภาระอาจไม่ใช่เพียงร้านค้า แต่รวมถึงผู้บริโภคที่ต้องซื้อสินค้าในราคาสูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

    ประเด็นที่สังคมจับตาในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการมีอยู่ของกฎหมาย แต่คือ การบังคับใช้กฎหมายจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เพราะหากข้อร้องเรียนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการจำกัดทางเลือกด้านขนส่ง และภาระค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบการระบุว่าเพิ่มสูงขึ้น ความเชื่อมั่นต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดอีคอมเมิร์ซก็อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ

    โดยผู้รับเรื่องครั้งนี้ คือ นายธีรวัฒน์ ทิพย์รัตน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นผู้แทนสำนักงาน กขค. รับหนังสือร้องเรียนและข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า

    ทั้งนี้ ผู้ร้องขอให้ กขค. ตรวจสอบพฤติกรรมของแพลตฟอร์มที่ถูกร้องเรียน ว่าเข้าข่ายจำกัดการแข่งขัน หรือสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยหรือไม่ รวมถึงขอให้เร่งดำเนินการหากพบว่ามีการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในตลาดอีคอมเมิร์ซ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6079813/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WEQYxmqH0x6Fxs4B_fdDw

  • นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดฯ ชู 4 ยุทธศาสตร์ยกระดับหุ้นส่วน สร้างห่วงโซ่คุณค่าภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดฯ ชู 4 ยุทธศาสตร์ยกระดับหุ้นส่วน สร้างห่วงโซ่คุณค่าภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia–Thailand Business Forum ภายใต้หัวข้อ “Advancing the Indonesia–Thailand Strategic Partnership: Building Integrated Value Chains in Industry, Services, and Halal Economy” ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Kadin Indonesia)

    นายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและอินโดนีเซีย ยกระดับจาก “คู่ค้า” สู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน พร้อมขอบคุณ Kadin Indonesia และหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ที่ร่วมจัดเวทีเชื่อมภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันความร่วมมือสู่โครงการจริง

    นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและอินโดนีเซียควรเชื่อม “แผ่นดินใหญ่–หมู่เกาะ” เข้าด้วยกัน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต และอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่และประตูเศรษฐกิจทางทะเล และจากการหารือกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต วานนี้  ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การรวมตัวทางเศรษฐกิจอาเซียนที่ลึกขึ้น ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็น โดยไทยและอินโดนีเซียต้องเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    “ภาครัฐต้องลดอุปสรรค สร้างความเชื่อมั่น และทำให้กติกาชัดเจน เพื่อให้เอกชนลงทุนและสร้างนวัตกรรมได้เต็มศักยภาพ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่นาน และมีประชากรรวมกว่า 350 ล้านคน สะท้อนศักยภาพตลาดขนาดใหญ่ที่ยังเติบโตได้อีกมาก

    นายกรัฐมนตรี ชี้ว่า เป้าหมายต่อไปต้องไม่หยุดที่การค้า แต่ต้องไปสู่การลงทุนร่วม–เทคโนโลยี–มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค พร้อมเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่

    1. ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลครบวงจร ยกระดับมาตรฐานและการรับรอง เพื่อขยายตลาดอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่โลก

    2. โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มการเดินทางระหว่างกัน โดยสนับสนุนเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และภูเก็ต–บาหลี รวมทั้งความสำเร็จของการลงทุนของสายการบิน Thai Lion Air ในไทย

    3. การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay–QRIS พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

    4. พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV, AI และดาต้าเซ็นเตอร์

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความสำเร็จของความสัมพันธ์ไทย–อินโดนีเซีย ต้องวัดจากสิ่งที่สร้างร่วมกัน ไม่ใช่เพียงตัวเลขการค้าแต่คือ อุตสาหกรรมที่แข็งแรง ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมกัน และอาเซียนที่แข่งขันได้มากขึ้น

    “ขอให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่แปรวิสัยทัศน์ให้เป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่จับต้องได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    โอกาสนี้ ภาคเอกชนกล่าวขอบคุณและรู้สึกยินดีที่นายกรัฐมนตรีมาเยือนอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี พร้อมกับเห็นด้วยกับผู้นำสองประเทศที่จะเดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านต่างๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการค้าที่ตั้งเป้าให้เป็น 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  

    สำหรับภาคธุรกิจ ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล-รัฐบาล เอกชน-เอกชน รวมทั้ง ประชาชน-ประชาชน จะทำให้ไทยและอินโดนีเซีย เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน และความร่วมมือ และทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาคด้วย รวมทั้งภาคเอกชนอินโดนีเซีย ยังมองเห็นจุดแข็งของสองประเทศที่โดดเด่นระดับโลก คือ อุตสาหกรรมฮาลาล Digital Connectivity และความมั่นคงทางอาหาร 

    พร้อมกับเชื่อมั่นว่า ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยและอินโดนีเซียจะนำไปสู่ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เสริมศักยภาพ SME และมองไปถึงอนาคตที่ดีจากนอกภูมิภาคอาเซียนด้วย

    *ไทย-อินโดฯ แลกเปลี่ยน MOU 4 ฉบับ

    ภายหลังการกล่าว ปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) เปิดงาน Business Forum นายอนุทิน เป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) จำนวน 4 ฉบับ ระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชนของไทยและอินโดนีเซีย ครอบคลุมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ได้แก่

    1. MOU ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT Trinusa Travelindo (Traveloka Indonesia)

    2. MOU ความร่วมมือด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารและการท่องเที่ยว ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT TransNusa Aviation Mandiri (TransNusa Indonesia)

    3. MOU ความร่วมมือตลาดคาร์บอน ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    4. MOU ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย

    * Maspion Bank เปลี่ยนชื่อเป็น PT Bank Kasikorn Indonesia

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีเป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อของ Maspion Bank เป็น PT Bank Kasikorn Indonesia Tbk ทางการ ซึ่งได้รับการอนุมัติตามมติคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลภาคการเงินอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 ก.ค.69 โดยการลงทุนของธนาคารไทยในอินโดนีเซียสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทยต่อศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย และเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันการเงินไทยในการขยายบทบาทและสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค  

    การเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยน MOU ทั้ง 4 ฉบับ และพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อ PT Bank Kasikorn Indonesia Tbk ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของความสัมพันธ์ไทย–อินโดนีเซีย ที่มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยวเศรษฐกิจ การค้า การเงินและการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศและภูมิภาค

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/625618&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dvz98m23ObAuxfCYV9DPR

  • ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันฟุตบอลปรีซีซันนัดกระชับมิตรธรรมดาๆ ระหว่างเจ้าบ้าน ปัตตานี เอฟซี และมหาอำนาจฟุตบอลไทยอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เท่านั้น

    แต่นี่คือ “ปรากฏการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ” ที่สะท้อนให้เห็นว่า กีฬาสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    คำถามที่น่าสนใจคือ “จังหวัดปัตตานี ได้อะไรมากกว่าผลการแข่งขัน 0-1 บนสกอร์บอร์ด?”

    1.การปักหมุดยุทธศาสตร์ “Sport Tourism” อย่างเป็นรูปธรรม

    การที่ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เดินหน้าดันกิจกรรมกีฬาใหญ่ระดับประเทศ ถือเป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ที่ตรงจุด

    ฟุตบอลนัดนี้กลายเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดทั้งแฟนบอลในพื้นที่ ประชาชนจากจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงนักท่องเที่ยวและบุคคลสำคัญระดับประเทศ ให้เข้ามาในพื้นที่พร้อมๆ กัน

     ช่วยลบภาพจำเดิมๆ และส่งสารไปยังคนภายนอกว่า ปัตตานีมีความพร้อมและปลอดภัยสำหรับการจัดงานอีเวนต์ระดับใหญ่

    2.แรงกระตุ้นและอัดฉีดเม็ดเงินสู่ “เศรษฐกิจฐานราก”

    กิจกรรมที่มีผู้คนเข้าร่วมชมแน่นสนาม ส่งผลกระทบเชิงบวกทันทีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) ตั้งแต่ระดับจุลภาคไปจนถึงระดับจังหวัด:

    ร้านค้า/พ่อค้าแม่ค้า: ร้านอาหาร สตรีทฟู้ด และสินค้าชุมชนรอบสนามได้รับอานิสงส์อย่างมาก

    ธุรกิจบริการ: โรงแรม ที่พัก การเดินทาง และขนส่งสาธารณะในพื้นที่ได้รับการกระตุ้น

    การพัฒนาต่อยอด: รายได้จากการจัดงานการกุศลครั้งนี้ จะถูกส่งต่อไปเป็นกองทุนเพื่อพัฒนากีฬาของจังหวัดปัตตานีในทุกระดับ สร้างความยั่งยืนให้กับวงการกีฬาในพื้นที่ต่อไป

    3.การสร้าง “พื้นที่แห่งความสุข” และสะพานเชื่อมความสามัคคี

    รูปเกมที่สู้กันอย่างสนุกตลอด 3 Periods และการที่ปัตตานี เอฟซี สามารถต่อกรกับทีมระดับแชมป์ได้อย่างสูสีจนถึงนาทีที่ 89 ได้สร้างทั้งความภาคภูมิใจ และ รอยยิ้ม ให้กับแฟนบอลในพื้นที่

    กิจกรรมเช่นนี้ทำหน้าที่เป็น “ภาษาสากล” ที่ไร้พรมแดน ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาค (อีสาน-ใต้) และสร้างพื้นที่ตรงกลางให้ผู้คนได้มาร่วมสนุก มอบพลังบวกให้แก่ชุมชน

    4.นิมิตหมายทางนโยบายและการสนับสนุนระดับชาติ

    การปรากฏตัวของระดับผู้บริหารประเทศและรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทั้งด้านคมนาคมและยุติธรรม พร้อมด้วยผู้นำการเมืองในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า ปัตตานีอยู่ในสปอตไลต์ของการพัฒนา

    นี่ย่อมส่งผลดีต่อการผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยุทธศาสตร์กีฬา และงบประมาณเชิงพื้นที่ในอนาคต ผ่านความร่วมมือของภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง

    แม้ว่าในเกมการแข่งขัน ปัตตานี เอฟซี จะพ่ายแพ้ไปด้วยสกอร์ 0-1 แต่ในมุมมองเชิงการพัฒนา “ปัตตานี ได้ชัยชนะนอกสนามไปอย่างเต็มๆ”

    ศึกมิตรภาพครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “กีฬา” คือเครื่องมือทรงพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เปลี่ยนภาพลักษณ์ และสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างแนบเนียน

    หากจังหวัดปัตตานีสามารถถอดบทเรียนและต่อยอดจาก “ศึกมิตรภาพอีสาน-ใต้” ครั้งนี้ได้อย่างต่อเนื่อง การก้าวไปสู่การเป็นเมืองศูนย์กลาง Sport Tourism ในชายแดนใต้ คงไม่อยู่ไกลเกินจริง”

    ครับ..ในฐานะคนปัตตานี อ่านแล้วให้รู้สึกฮีลใจมากเลย ก็ต้องขอบคุณคุณเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

    ที่นอกจากจะนุ่งขาสั้นลงไปสร้างความสุขด้านกีฬา (ฟุตบอล) ให้กับพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้แล้ว..

    ยังได้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เปลี่ยนภาพลักษณ์ปัตตานีให้ดูคึกคัก สดใส มีชีวิตชีวา และสามารถ “หยุด” เสียงระเบิดลงได้แม้จะชั่วครู่ยาม!

    เออ..อย่าเปลี่ยน “นุ่งสนับเพลาขายาว” เสียล่ะ!.

    สันต์ สะตอแมน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1043970/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hJp7yFQQf-eQlnEj3ej1u