Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 2 ปี 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 2 ปี 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 2 ปี 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวต่อเนื่อง

    rn

    จากราคายางพาราและปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลว่าผลผลิตจะลดลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนแล้ง ทำให้โรงงานแข่งขันราคาเพื่อรับซื้อวัตถุดิบ และความต้องการน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น สำหรับราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นหลังปัญหาการตรวจเข้มสารปนเปื้อนก่อนส่งออกไปจีนปีก่อนคลี่คลาย

    rn

     

    rn

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม หดตัว

    rn

    จากการผลิตน้ำมันปาล์มที่ลดลงตามผลผลิต จากผลของสภาพอากาศร้อนแล้ง และการผลิตไม้ยางพาราหดตัวตามการส่งออกไม้แปรรูปไปตลาดจีน และไม้ไฟเบอร์บอร์ดไปตลาดตะวันออกกลางที่ลดลงจากผลกระทบของความขัดแย้ง อย่างไรก็ดี การผลิตยางพาราแปรรูปขยายตัวตามปริมาณผลผลิตยางพาราที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้หดตัว

    rn

    จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้จำนวนเที่ยวบินลดลงและต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้รายได้ภาคท่องเที่ยวโดยรวมหดตัว

    rn

     

    rn

    การบริโภคภาคเอกชน หดตัว

    rn

    จากปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศที่ลดลงตามราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวเล็กน้อย จากผลดีของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐในเดือน มิ.ย. 69

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน ทรงตัว

    rn

    การลงทุนหมวดยานพาหนะขยายตัวตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง และรถจักรยานยนต์ ด้านการก่อสร้างหดตัวจากการก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ทั้งกลุ่มโรงแรม อาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่การก่อสร้างที่อยู่อาศัยปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากบ้านเดี่ยว หมวดเครื่องจักรหดตัวตามการนำเข้าสินค้าทุน

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร 

    rn

    มูลค่าการส่งออก หดตัว ตามการส่งออกน้ำมันปาล์มจากผลผลิตที่ลดลงเป็นสำคัญ ขณะที่มูลค่าส่งออกยางแปรรูปปรับดีขึ้น ส่วนหนึ่งจากราคายางพาราที่เพิ่มขึ้น

    rn

    มูลค่าการนำเข้า ขยายตัว ตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลางประเภทชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรอุปกรณ์ ตามการลงทุนในสาขาเทคโนโลยีของประเทศที่ขยายตัว

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว ทำให้เงินเฟ้อหมวดพลังงาน ค่าโดยสาร อาหารสำเร็จรูป และสินค้าอื่นปรับเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน ทรงตัว

    rn

    จำนวนผู้ประกันตน ม.33 ทรงตัว ตามการจ้างงานนอกพื้นที่ท่องเที่ยวที่ทรงตัว ส่วนความต้องการแรงงานลดลงทั้งสาขาการค้า การผลิต อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 

    rn

     

    rn

    แนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 3/2569

    rn

    คาดว่า “ขยายตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน” จากผลดีของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้การบริโภคขยายตัว สำหรับรายได้ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่กลับมามากขึ้น ด้านการผลิตและส่งออกคาดว่าทรงตัว

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    5 สิงหาคม 2569

    rn

     

    rn

     

    rn

     

    rn

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    rnโทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    rnE-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    rn”}}” id=”text-e39f8580d6″>

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวต่อเนื่อง

    จากราคายางพาราและปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลว่าผลผลิตจะลดลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนแล้ง ทำให้โรงงานแข่งขันราคาเพื่อรับซื้อวัตถุดิบ และความต้องการน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น สำหรับราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นหลังปัญหาการตรวจเข้มสารปนเปื้อนก่อนส่งออกไปจีนปีก่อนคลี่คลาย

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม หดตัว

    จากการผลิตน้ำมันปาล์มที่ลดลงตามผลผลิต จากผลของสภาพอากาศร้อนแล้ง และการผลิตไม้ยางพาราหดตัวตามการส่งออกไม้แปรรูปไปตลาดจีน และไม้ไฟเบอร์บอร์ดไปตลาดตะวันออกกลางที่ลดลงจากผลกระทบของความขัดแย้ง อย่างไรก็ดี การผลิตยางพาราแปรรูปขยายตัวตามปริมาณผลผลิตยางพาราที่เพิ่มขึ้น

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้หดตัว

    จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้จำนวนเที่ยวบินลดลงและต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้รายได้ภาคท่องเที่ยวโดยรวมหดตัว

    การบริโภคภาคเอกชน หดตัว

    จากปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศที่ลดลงตามราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวเล็กน้อย จากผลดีของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐในเดือน มิ.ย. 69

    การลงทุนภาคเอกชน ทรงตัว

    การลงทุนหมวดยานพาหนะขยายตัวตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง และรถจักรยานยนต์ ด้านการก่อสร้างหดตัวจากการก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ทั้งกลุ่มโรงแรม อาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่การก่อสร้างที่อยู่อาศัยปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากบ้านเดี่ยว หมวดเครื่องจักรหดตัวตามการนำเข้าสินค้าทุน

    การค้าผ่านด่านศุลกากร 

    มูลค่าการส่งออก หดตัว ตามการส่งออกน้ำมันปาล์มจากผลผลิตที่ลดลงเป็นสำคัญ ขณะที่มูลค่าส่งออกยางแปรรูปปรับดีขึ้น ส่วนหนึ่งจากราคายางพาราที่เพิ่มขึ้น

    มูลค่าการนำเข้า ขยายตัว ตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลางประเภทชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรอุปกรณ์ ตามการลงทุนในสาขาเทคโนโลยีของประเทศที่ขยายตัว

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว ทำให้เงินเฟ้อหมวดพลังงาน ค่าโดยสาร อาหารสำเร็จรูป และสินค้าอื่นปรับเพิ่มขึ้น

    ตลาดแรงงาน ทรงตัว

    จำนวนผู้ประกันตน ม.33 ทรงตัว ตามการจ้างงานนอกพื้นที่ท่องเที่ยวที่ทรงตัว ส่วนความต้องการแรงงานลดลงทั้งสาขาการค้า การผลิต อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 

    แนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 3/2569

    คาดว่า “ขยายตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน” จากผลดีของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้การบริโภคขยายตัว สำหรับรายได้ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่กลับมามากขึ้น ด้านการผลิตและส่งออกคาดว่าทรงตัว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    5 สิงหาคม 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    โทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    E-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/southern-economy/the-state-of-southern-economy/press-so-q2-69.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09j46Qi4t1yWWu7YAkQGv2

  • บอร์ด EEC จ่อเคาะสิทธิประโยชน์ลงทุนครั้งแรก ประเดิม 8 โครงการใหญ่แสนล้าน

    บอร์ด EEC จ่อเคาะสิทธิประโยชน์ลงทุนครั้งแรก ประเดิม 8 โครงการใหญ่แสนล้าน

    การลงทุน อีอีซี

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนภายใต้สิทธิประโยชน์ของอีอีซีเป็นครั้งแรก รวม 8 โครงการ วงเงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ

    ดร.จุฬา กล่าวว่า ที่ผ่านมา EEOC ได้จัดเตรียมเรื่องการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนผ่านสิทธิประโยชน์ของสำนักงานเอง ตั้งแต่การพิจารณาว่ามีเขตส่งเสริมที่ไหนเหมาะสมกับการลงทุนอะไรไปบ้าง และพยายามให้เห็นว่าการมี One Stop Service ช่วยสนับสนุนจะช่วยให้นักลงทุนได้รับความสะดวกในการเข้ามาลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง พรัอมทั้งกำหนดสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมในแต่ละรายด้วย

    “เราพยายามแนะนำคนที่อยากมาลงทุนตั้งแต่ชวนเข้ามาจนถึงให้เขาประกอบกิจการได้จริงๆ โดยจะบอกว่า ลงทุนแบบนี้ควรจะอยู่ในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจในโซนไหน แล้วเตรียมให้สิทธิประโยชน์ อย่างเช่น การก่อสร้าง การตั้งโรงงานต่าง ๆ แต่ในขั้นตอนที่ผ่านมา เรายังไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์อย่างจริงจัง เนื่องจากไปเตรียมเรื่องเชิงกฎหมาย เพราะสิทธิประโยชน์ EEC ครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งสิทธิประโยชน์ในเชิงภาษีต้องคุยกับสรรพากร คุยกับศุลกากร หรือเรื่องใบอนุญาติ หรือวีซ่าต่าง ๆ ด้วย” ดร.จุฬา กล่าว

    สำหรับการพิจารณาสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น ดร.จุฬา กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ด กพอ. ครั้งนี้ จะเป็นการอนุมัติสิทธิประโยชน์ทั้งหมด ซึ่งแต่ละรายจะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่เหมือนกัน เพราะจะมีการประเมินเป็นรายโครงการ และนำเสนอเข้ามายัง กพอ. พิจารณา ส่วนใหญ่จะครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลส่งเสริม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

    ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่าการลงทุน กว่า 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมามีการประเมินกันว่า จะมีการเสนอทางเลือกให้บอร์ด กพอ. พิจารณาว่าจะเดินหน้าแก้ไขสัญญาหรือยุติสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือ กลุ่มซีพี นั้น ล่าสุด ดร.จุฬา ยอมรับว่า กรณีโครงการดังกล่าวอาจจะยังไม่ได้เสนอรายละเอียดเข้ามายังที่ประชุมครั้งนี้ได้ทัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/665566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wJvBLH7Rr0ABtHqZ-fPrB

  • จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนอ่อนค่าลงวันนี้ที่ 6.7917 หยวนต่อดอลลาร์ : อินโฟเควสท์

    จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนอ่อนค่าลงวันนี้ที่ 6.7917 หยวนต่อดอลลาร์ : อินโฟเควสท์

    China Foreign Exchange Trading System (CFETS) รายงานว่า อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนในวันนี้อ่อนค่าลง 0.0019 หยวน แตะที่ระดับ 6.7917 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

    ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดอินเตอร์แบงก์จะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/625351&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mqjIv3kKkXwVtRxIuH5EJ

  • วิ่งฉลุย เปิดใช้ถนน ตง.3012 ตรัง ปลุกเศรษฐกิจชุมชน-หนุนเที่ยวอันดามัน

    วิ่งฉลุย เปิดใช้ถนน ตง.3012 ตรัง ปลุกเศรษฐกิจชุมชน-หนุนเที่ยวอันดามัน

    กรมทางหลวงชนบท เปิดใช้ถนนสาย ตง.3012 อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ระยะทาง 3.6 กม. อย่างเป็นทางการ หนุนขนส่งยางพารา-ปาล์มน้ำมัน พร้อมเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวอันดามัน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    กรมทางหลวงชนบท เปิดถนนสาย ตง.3012 อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินงานตามนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงถนนให้มีความมั่นคงแข็งแรง ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับการคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวบนพื้นฐานของความปลอดภัย สำหรับพื้นที่ภาคใต้นั้น ทช. ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย ตง.3012 แยก ทล.404 – บ้านหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ระยะทางรวม 3.600 กิโลเมตร เสร็จสมบูรณ์ และพร้อมเปิดให้ประชาชนสัญจรเรียบร้อยแล้ว 

    ขยายถนน-สร้างสะพานใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 38.990 ล้านบาท โดยใช้วิธีการปรับปรุงชั้นทางเดิมแบบ Pavement In-Place Recycling พร้อมเสริมผิวจราจรแอสฟัลต์คอนกรีต ซึ่งสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่:

    • ช่วงที่ 1 ระยะทาง 3.200 กิโลเมตร (กม.ที่ 2+150 – 5+250 และ กม.ที่ 5+650 – 5+750) ขยายความกว้างถนนจาก 8 เมตร เป็น 12 เมตร พร้อมไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร

    • ช่วงที่ 2 ระยะทาง 0.225 กิโลเมตร (กม.ที่ 5+250 – 5+475) ปรับปรุงผิวทางความกว้าง 8 เมตร

    • ช่วงที่ 3 ระยะทาง 0.175 กิโลเมตร (กม.ที่ 5+475 – 5+650) ก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กแบบใหม่ทดแทนโครงสร้างเดิม ความยาว 20 เมตร ผิวจราจรกว้าง 12 เมตร พร้อมยกระดับถนนทางเข้าสะพาน

    นอกจากนี้ ทช. ยังได้ติดตั้งเครื่องหมายจราจร ป้ายเตือน และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ใช้เส้นทาง

    หนุนขนส่งยางพารา-ปาล์มน้ำมัน เชื่อมแหล่งท่องเที่ยวอันดามัน

    นอกจากนี้ ถนนทางหลวงชนบทสาย ตง.3012 ยังเป็นเส้นทางเชื่อมต่อจากแยก ทล.404 ผ่านพื้นที่ตำบลย่านตาขาวและตำบลใกล้เคียงเข้าสู่จังหวัดตรัง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางการเกษตร สามารถขนส่งผลผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน เข้าสู่อำเภอเมืองตรังได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดต้นทุนในการขนส่ง พร้อมทั้งเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามัน อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเดินทางสู่สถานที่สำคัญ อาทิ สวนพฤกษศาสตร์เขาช่อง น้ำตกโตนเต๊ะ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ตลอดจนส่งเสริมการเดินทางไปยังศาสนสถานอย่างวัดถ้ำเขาปินะ และวัดเขาช่อง ซึ่งเป็นการเปิดเส้นทางคมนาคมสายรองที่สมบูรณ์แบบในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น กระจายรายได้ให้กับชุมชน รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัดตรังให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2950564&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v10dYwoTiLha2qkhcsZby

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 5 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 5 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/165233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GYxTY4iAhizuaf8DDp8Ch

  • “รมว.สุรศักดิ์” ควง “รมต.สุขสมรวย” ลุยยโสธร ดันท่องเที่ยวชุมชน – ฟาร์มสเตย์ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    “รมว.สุรศักดิ์” ควง “รมต.สุขสมรวย” ลุยยโสธร ดันท่องเที่ยวชุมชน – ฟาร์มสเตย์ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    “รมว.สุรศักดิ์” ควง “รมต.สุขสมรวย” ลุยยโสธร ดันท่องเที่ยวชุมชน–ฟาร์มสเตย์ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    (2 ส.ค.69) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดยโสธร เพื่อติดตามการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยมอบนโยบายและพบปะผู้บริหารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ณ หอประชุมอำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จังหวัดยโสธรมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่น ทั้งด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างมีศักยภาพ หากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาและบูรณาการการทำงานอย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพร้อมสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน การยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ และการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยว เพื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    จากนั้น เวลา 15.30 น. คณะได้เดินทางลงพื้นที่ตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย เยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์มาลัยข้าวตอก แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่าของจังหวัดยโสธร ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ พร้อมพบปะผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและประชาชน เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าทางวัฒนธรรมของชุมชน

    ต่อมา เวลา 16.30 น. นายสุรศักดิ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังตำบลบากเรือ อำเภอมหาชนะชัย เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานของ บ้านสวนเพิ่มสุข ฟาร์มสเตย์ ต้นแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เชื่อมโยงวิถีเกษตรเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพด้านการบริการ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว รวมถึงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มสเตย์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการผลักดันการท่องเที่ยวชุมชนให้เป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยว และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรง อันจะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชุมชนสู่การท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/76763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1epI7Xih69eaDI70X1gweP

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.09 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T1nNOQhw5nN9FFsYfd2bs

  • ไทย-อินโดนีเซีย ตั้งเป้าการค้าสองประเทศ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์

    ไทย-อินโดนีเซีย ตั้งเป้าการค้าสองประเทศ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์

    วันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจาการ์ตา ซึ่งตรงกับประเทศไทย) ณ ห้อง Oval Room อาคาร Istana Merdeka ทำเนียบ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือเต็มคณะกับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในโอกาสการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การพบกันครั้งนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางความร่วมมือของสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะขับเคลื่อน “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของอาเซียนในฐานะแกนกลางของภูมิภาค

    ด้านเศรษฐกิจ

    ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากปัจจุบันประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศ เป้าหมายดังกล่าวสามารถบรรลุได้เร็วกว่ากำหนด

    นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ของอินโดนีเซีย ทั้งการขยายการค้าสินค้าเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค

    โดยเชิญชวนภาคเอกชนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของอาเซียนภาคพื้นทวีป เชื่อมโยงตลาดสำคัญในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะผลักดัน อุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงของโลก โดยผสานจุดแข็งของอินโดนีเซียในฐานะตลาดผู้บริโภคมุสลิมขนาดใหญ่ กับศักยภาพด้านการผลิต คุณภาพสินค้า และมาตรฐานฮาลาลของไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ

    ด้านความมั่นคง

    ทั้งสองประเทศตกลงยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้ายาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เป็นภัยคุกคามที่ไม่มีพรมแดน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ไทยได้อำนวยความสะดวกในการส่งชาวอินโดนีเซียกว่า 1,000 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน ให้เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย

    ไทย-อินโดนีเซีย ตั้งเป้าการค้าสองประเทศ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์

    ขณะที่ความสัมพันธ์ทางทหารมีความใกล้ชิดในทุกระดับ และทุกเหล่าทัพ มีการฝึกร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยประธานาธิบดี ยังได้เคยฝึกร่วมกับหน่วยรบพิเศษของไทยด้วย

    ด้านการท่องเที่ยว

    ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อแนวโน้มการเดินทางระหว่างประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแสดงความยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับสายการบิน TransNusa เพื่อเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และ ภูเก็ต–บาหลี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้นำทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องที่จะร่วมกันผลักดันการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาค

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งต่างอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ควรประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับ OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การลงทุน และธรรมาภิบาลของภูมิภาคให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    ภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองประเทศยังร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นกรอบการขับเคลื่อนความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ และ บันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และองค์ความรู้ อันจะช่วยวางรากฐานความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต

    จากนั้น ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยประธานาธิบดีอินโดนีเซียกล่าวย้ำว่า การหารือระหว่างไทยและอินโดนีเซียในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ทั้งสองประเทศในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน จะร่วมกันรับผิดชอบในการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมแสดงบทบาทนำในการผลักดันให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายของโลกและรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาคได้อย่างเข้มแข็ง

    ประธานาธิบดี ยังกล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือในการส่งพลเมืองอินโดนีเซียซึ่งตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย โดยเห็นว่าเป็นความช่วยเหลือที่มีความหมายและสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

    พร้อมยืนยันว่าไทยและอินโดนีเซียจะยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงในรูปแบบใหม่ เพื่อคุ้มครองประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ในประเด็นระดับภูมิภาค ประธานาธิบดีกล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการมีส่วนช่วยเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของเมียนมากับอาเซียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการริเริ่มการหารืออย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน

    พร้อมยืนยันว่าอินโดนีเซียพร้อมทำงานร่วมกับไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้แนวทางฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาอย่างสันติ

    นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังแสดงความหวังว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะคลี่คลายลงด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกที่สร้างสรรค์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและอินโดนีเซียจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียนระยะยาว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1245872&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hNW24zDccJmbWTxa2VNHq

  • ภาคการท่องเที่ยวออสเตรียคึกคัก ครึ่งแรกปี 2569 โตต่อเนื่องหนุนภาคบริการ แม้ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน

    ภาคการท่องเที่ยวออสเตรียคึกคัก ครึ่งแรกปี 2569 โตต่อเนื่องหนุนภาคบริการ แม้ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน

    ภาคการท่องเที่ยวของออสเตรียยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดจาก Statistics Austria ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม–มิถุนายน) ออสเตรียต้อนรับนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพักรวม 22.79 ล้านคน ขณะที่จำนวนคืนเข้าพัก (Overnight Stays) อยู่ที่ 73.71 ล้านคืน ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเดินทางท่องเที่ยวยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ภาวะเศรษฐกิจในภูมิโรปยุโรปจะยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากอัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่พุ่งสูง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะตัวเลขในเดือนมิถุนายน 2569 พบว่า จำนวนคืนเข้าพักอยู่ที่ 9.56 ล้านคืน ลดลงร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งทาง Statistics Austria ชี้แจงว่า เป็นผลกระทบจากปัจจัยทางปฏิทิน (Calendar Effect) เนื่องจากเทศกาลวันหยุด Pentecost ในปี 2569 ตรงกับเดือนพฤษภาคม แตกต่างจากปี 2568 ที่ตรงกับเดือนมิถุนายน ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวของประชาชนเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ และไม่ได้เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวแต่อย่างใด

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาดพบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มหลักของออสเตรียมาจาก เยอรมนี (+2.8%) เนเธอร์แลนด์ (+2.5%) สวิตเซอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์ (+1.6%) และสหรัฐอเมริกา (+8,4%) ขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอาหรับหดตัวลงอย่างชัดเจน โดยมียอดการเข้าพักรวมอยู่ที่ 138,000 คืน ลดลงถึงร้อยละ 43.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

    แม้จำนวนผู้เดินทางและยอดการจองห้องพักจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงต้องรับมือกับความท้าทายด้านต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งค่าพลังงาน ค่าแรง และค่าบริหารจัดการ รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคบริการ ส่งผลให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นผลกำไรในสัดส่วนเดียวกัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้มากขึ้น และบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวดควบคู่กับการรักษามาตรฐานการบริการ

    ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสำนักงานฯ

    การที่ภาคการท่องเที่ยวของออสเตรียยังขยายตัวต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะท้อนว่าภาคบริการยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การจัดเลี้ยง และกิจกรรมท่องเที่ยว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการใช้จ่ายภายในประเทศ ขณะเดียวกัน แนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจ HoReCa ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและตอบสนองความต้องการด้านประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ

    สำหรับผู้ประกอบการไทย การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวออสเตรียนับเป็นโอกาสในการเพิ่มการส่งออกสินค้าเข้าสู่ธุรกิจบริการ โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป และสินค้าเพื่อธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารที่มีคุณภาพและมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้ ความนิยมของอาหารเอเชียและอาหารไทยในออสเตรียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังเอื้อต่อการขยายตลาดของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารไทยในช่องทางร้านอาหาร โรงแรม และผู้จัดจำหน่ายอาหาร อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรติดตามแนวโน้มการท่องเที่ยวและพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด พร้อมพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสหภาพยุโรปและความต้องการของธุรกิจ HoReCa เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา

    สิงหาคม 2569

    แหล่งอ้างอิง:

    https://www.statistik.at/en/statistics/tourism-and-transport/tourism/accommodation/arrivals-overnight-stays

    https://www.statistik.at/fileadmin/announcement/2026/07/20260724AnkuenfteNaechtigungenJuni2026EN.pdf

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/glhbwdsvljn5xvmt2x1toti9&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NbKGOwzid_DpY8GqQTB0x

  • ส่องเป้าหมายยกระดับเศรษฐกิจไทยของรัฐบาล-เอกชน (กรอ.) พร้อมเปิดคณะทำงาน 5 ยุทธศาสตร์พัฒนาการลงทุนใหม่

    ส่องเป้าหมายยกระดับเศรษฐกิจไทยของรัฐบาล-เอกชน (กรอ.) พร้อมเปิดคณะทำงาน 5 ยุทธศาสตร์พัฒนาการลงทุนใหม่

    รัฐบาลตั้ง 5 คณะทำงานภายใต้ กรอ. โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันเป้าหมายเศรษฐกิจไทยภายในปี 2572 3 ด้าน ได้แก่

    • ยกระดับการเติบโตของ GDP เป็น 3% Plus
    • ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันสู่ 20 อันดับแรกของโลก
    • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP

    เพื่อต่อยอดไปสู่ การเป็นประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี หรือ พ.ศ. 2581 ซึ่งประกอบด้วย

    • การยกระดับอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ (Investment & Industry Transformation Hub)
    • การผลักดัน AI และเศรษฐกิจดิจิทัล (AI & Digital Hub)
    • การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
    • การพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค (Financial Hub)
    • การยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตและนวัตกรรมการแพทย์มูลค่าสูง (Medical Investment Hub)

    อินโฟกราฟิกแสดงเป้าหมายและ 5 ยุทธศาสตร์ยกระดับเศรษฐกิจไทยของรัฐบาล-เอกชน 1

    ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-investment-strategies/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uSju26CNRAQS72HvpFki_