Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “พรรคประชาชน” ขน สส. ออนทัวร์รถไฟสายมหาชัย รับฟังเสียงสะท้อน

    “พรรคประชาชน” ขน สส. ออนทัวร์รถไฟสายมหาชัย รับฟังเสียงสะท้อน

    สส.ค่ายส้ม สมุทรสาครและกรุงเทพฯ ร่วมสำรวจเส้นทางรถไฟสายมหาชัย-วงเวียนใหญ่ รับฟังเสียงสะท้อนโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม

    วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พร้อมด้วยคณะ สส. พรรคประชาชนจากจังหวัดสมุทรสาครและกรุงเทพมหานคร ร่วมลงพื้นที่สำรวจเส้นทางรถไฟสายมหาชัย-วงเวียนใหญ่ รับฟังเสียงสะท้อนประชาชนที่รอคอยความชัดเจนโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้มมานานกว่าทศวรรษโดยระบุว่า การมาครั้งนี้ต้องการรวมข้อมูลส่งตรงถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  ประชาชนอยากทราบความชัดเจนว่าโครงการนี้จะเกิดหรือไม่ เพื่อจะได้วางแผนชีวิตถูก ไม่ใช่ศึกษาแล้วศึกษาเล่าจนงบประมาณสูญเปล่า แต่กลับไม่มีอะไรคืบหน้า” นายณัฐพงษ์ กล่าวและว่า นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต สส.พรรคประชาชน ยังพบปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขทันที สถานีขาดแสงสว่าง ชานชาลาบางจุดสูงเกินไปทำให้ขึ้นลงลำบาก และบนขบวนรถยังไม่มีกล้อง CCTV

    นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ (สส.กทม. เขต 27) ตั้งคำถามแทนพ่อค้าแม่ค้าว่า หากเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าลอยฟ้า จะยังขนส่งสินค้าได้เหมือนเดิมหรือไม่ และอัตราค่าโดยสารจะกระทบรายได้ประชาชนเพียงใด การเชื่อมต่อมีข้อเสนอให้พิจารณาเชื่อมเส้นทางจากวงเวียนใหญ่ไปยังหัวลำโพง เพื่อให้ระบบรางเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องลงรถต่อหลายต่อ

    นายพงษ์สรณัฐ ทองลี (สส.กทม. เขต 26) ตั้งข้อสังเกตว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากขาดการติดป้ายประชาสัมพันธ์ตามสถานีอย่างทั่วถึง พร้อมเรียกร้องให้ รฟท. และที่ปรึกษาโครงการเร่งกระจายข่าวโดยด่วน

     นางสาวธัญธร ธนินวัฒนาธร (สส.กทม. เขต 30) เผยว่า แผนรถไฟฟ้ายังไม่สอดคล้องกับการตัดถนนใหม่ของ กทม. (พุทธมณฑลสาย 1) และขาดความชัดเจนเรื่องการเวนคืนที่ดิน

    ขณะทีนายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา (สส.กทม. เขต 24) ย้ำให้พิจารณาผลกระทบต่อวัดและสถานที่ประวัติศาสตร์ตลอดเส้นทางจนถึงอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินฯ

    “เราหวังว่าการศึกษาครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย และขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้คำตอบที่ชัดเจนกับประชาชนเสียที” นายณัฐพงษ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930264&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R81RK4sJRB8Eyi-QHQWhT

  • นักวิชาการ มธ. เชียร์ เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน
 ชี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    นักวิชาการ มธ. เชียร์ เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน
 ชี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    ท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยหลังวิกฤตโควิด เสียงจากภาควิชาการเริ่มสะท้อนข้อกังวลต่อมาตรการ ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ ที่อาจเปิดช่องให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาว โดยเฉพาะในมิติของคุณภาพนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศ

    ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แสดงความเห็นสนับสนุนแนวคิดการยกเลิกมาตรการดังกล่าว พร้อมเสนอให้ปรับกลยุทธ์การดึงดูดนักท่องเที่ยวใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางที่ประเทศไทยต้องการยกระดับสู่ ‘การท่องเที่ยวคุณภาพ’

    ฟรีวีซ่าแบบเหมารวม เปิดช่อง ‘นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำ’

    ศ.วิทวัส ระบุว่า การให้ฟรีวีซ่าแบบเหมารวมกับทุกประเทศ แม้จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น แต่กลับมีข้อเสียสำคัญ คือเปิดโอกาสให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศในสัดส่วนที่มากขึ้น

    กลุ่มดังกล่าวรวมถึงนักท่องเที่ยวที่เน้นการใช้จ่ายต่ำ เลือกจุดหมายปลายทางราคาประหยัด หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ และทุนสีเทาที่แฝงตัวเข้ามาใช้ประโยชน์จากช่องว่างของนโยบาย

    นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ที่ตามมา เช่น การเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ หรือการที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหรือเช่าพื้นที่เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน ซึ่งลดโอกาสของผู้ประกอบการไทยในระบบ

    กระทบภาพลักษณ์-ดันต้นทุนพื้นที่ท่องเที่ยว

    หลังโควิดประเทศไทยได้ปรับยุทธศาสตร์ไปสู่การดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงมากขึ้น แต่มาตรการฟรีวีซ่ากลับสวนทางกับเป้าหมายดังกล่าว

    การมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เน้นราคาประหยัด ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งเกิดภาวะ ‘โอเวอร์ทัวริซึม’ หรือมีนักท่องเที่ยวเกินขีดความสามารถในการรองรับ ส่งผลต่อคุณภาพการบริการ และภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศ

    ในบางพื้นที่ยังเกิดแรงกดดันด้านค่าครองชีพ เช่น กรณีของอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เคยเผชิญกับการปรับตัวของราคาสินค้าและบริการจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    จังหวะเหมาะ ยกเลิกช่วงท่องเที่ยวโลกชะลอตัว

    ศ.วิทวัส มองว่า ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เนื่องจากสถานการณ์ท่องเที่ยวทั่วโลกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว จากปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

    การปรับนโยบายในช่วงนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวน้อยกว่าช่วงที่ตลาดกำลังคึกคัก ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวและวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลง

    เสนอ ‘Travel Fee’ และวีซ่าเฉพาะกลุ่มประเทศ

    เพื่อทดแทนมาตรการเดิม นักวิชาการธรรมศาสตร์เสนอให้รัฐบาลใช้เครื่องมือใหม่ในการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว เช่น

    • การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว (Travel Fee) หรือค่าเหยียบแผ่นดินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    รายได้สามารถนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือเป็นกองทุนดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยว ลดภาระงบประมาณภาครัฐ

    • การให้ฟรีวีซ่าแบบเฉพาะเจาะจง เช่น

    1.ฟรีวีซ่าทวิภาคี (แลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ)

    2.ฟรีวีซ่าสำหรับประเทศที่เปิดเส้นทางการบินใหม่

    3.ระบบลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยว (คล้ายเกาหลีหรือญี่ปุ่น)

    แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น และยกเลิกสิทธิ์ได้เป็นรายกรณีหากพบความเสี่ยง

    ยังต้องรักษาสมดุล ‘นักท่องเที่ยวทุกระดับ’

    แม้จะเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง แต่ ศ.วิทวัส ชี้ว่า รัฐบาลไม่ควรมองข้ามนักท่องเที่ยวระดับกลางและระดับล่าง

    เนื่องจากกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก เช่น การใช้จ่ายในร้านค้าท้องถิ่น หรือการเข้าพักโรงแรมขนาดเล็กที่คนไทยเป็นเจ้าของ

    ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวระดับสูงมักใช้บริการโรงแรมหรูที่อยู่ในเครือบริษัทต่างชาติ และบริโภคสินค้านำเข้า ซึ่งอาจไม่ได้กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากนัก

    ‘Exit Fee’ ทำได้ แต่ต้องไม่กระทบคนทำงานต่างประเทศ

    สำหรับแนวคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินทางออกนอกประเทศ (Exit Fee) จากคนไทย เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ศ.วิทวัส เห็นว่าเป็นแนวคิดที่ ‘รับได้ในหลักการ’

    เนื่องจากช่วยสร้างรายได้ให้รัฐ ลดการพึ่งพางบประมาณ และกระทบคนในวงจำกัด

    อย่างไรก็ตาม ควรกำหนดเงื่อนไขยกเว้นให้กับผู้ที่ต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ หรือองค์กรธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องส่งพนักงานเดินทางบ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดภาระเกินควร

    ใช้รายได้คืนสู่ระบบท่องเที่ยวไทย

    ท้ายที่สุด ศ.วิทวัส เสนอว่า รายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ควรถูกนำกลับมาพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ไม่ว่าจะเป็นการทำแคมเปญส่งเสริมเมืองรอง โครงการคูปองท่องเที่ยว หรือมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเที่ยวในประเทศ

    แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยกระจายรายได้ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเลือกท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น และรู้สึกถึง “ผลตอบแทน” จากเงินที่จ่ายออกไป

    การปรับนโยบายฟรีวีซ่าอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวน แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางการท่องเที่ยวไทย ว่าจะเดินไปสู่การเติบโตเชิงปริมาณ หรือเลือกยกระดับสู่คุณภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/end-free-visa-travel-fee/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jy3lriQMp9gDKP8tPkbxL

  • รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน หนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชน

    รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน หนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชน

    รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน พร้อมหนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด ณ จังหวัดสุโขทัย ว่า ในวันนี้ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำลุ่มแม่น้ำยม โดยมีนายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปิยะ ลืออุติกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 บรรยายสรุปความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 4 ตำบลในเมือง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ซึ่งสถานการณ์น้ำในปัจจุบันของจังหวัดสุโขทัยยังบริหารจัดการได้ตามแผน โดยกรมชลประทานใช้ประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมและระบายน้ำให้สอดคล้องกับฤดูกาล ทั้งการเตรียมพื้นที่รองรับน้ำในช่วงฤดูฝน และการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อรักษาระดับน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ควบคู่กับการจัดสรรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

    “ได้มอบหมายให้กรมชลประทานพัฒนาระบบชลประทานและการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างรอบด้าน โดยการจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำในระดับภูมิภาคให้เหมาะสมกับความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันในแต่ละลุ่มน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อรองรับภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งรวมถึงให้ความสำคัญกับการเติมน้ำในเขื่อนหลัก แหล่งกักเก็บน้ำในชุมชน การจัดการข้อมูลน้ำแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต จากนั้นได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ และพบปะกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานในพื้นที่ ณ ที่ทำการกำนัน หมู่ 9 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานร่วมบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกของโครงการฯ อย่างทั่วถึง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรและชาวสุโขทัยให้ดีขึ้น” รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าว

    รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าวต่อว่า ได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลป่าแฝก อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โดยมีนายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และ จ.ส.ท.สุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2561 ซึ่งเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และนวัตกรรมการเกษตรสู่ชุมชนให้การต้อนรับ โดยได้มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรสู่ “เกษตรมูลค่าสูง” (High Value Agriculture) เน้นการลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และได้เน้นย้ำบทบาทของ ศพก. ให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน” ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร และต่อยอดสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ในโอกาสนี้ ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร จำนวน 50 ราย มอบบัตรดินดีแก่ผู้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน แก่ผู้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย รวมทั้งปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร อาทิ พันธุ์ปลา พันธุ์ผัก เป็นต้น พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย  

    ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/_d44lTNRY&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R8RK3u7M-n4jocKvQettb

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล B7 ,น้ำมันดีเซล B20 ลิตรละ 60 สตางค์

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน  แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,E85 และ E20 ขึ้น 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 62.10 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.80 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 62.10 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.80 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.80 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (3 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/658086&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o78mrBrOPSNlX69d4II7v

  • เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    โรงเรียนนานาชาติยังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” ไหม? 

    หลังปีที่ผ่านมาถูกจับตาว่าเป็นธุรกิจดาวรุ่ง จากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งขยายตัวสวนทางกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ส่วนโรงเรียนเอกชนทยอยปิดต่อต่อเนื่อง รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ใครต่างก็บ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี 

    สำหรับแนวโน้มตลาด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินไว้ว่า 2568 มูลค่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติขยายตัวแตะระดับ 95,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกว่า 85,000 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่จำนวนโรงเรียนมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 257 แห่ง สะท้อนดีมานด์การศึกษาหลักสูตรนานาชาติที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยหลักการเติบโตคือผู้ปกครองที่มีกำลังทรัพย์ ยอมลงทุนเพื่อการศึกษา

    แรงงานต่างชาติทักษะสูงยังเพิ่มขึ้น

    ข้อมูลจาก LH BANK พบว่าในด้านดีมานด์ กลุ่มเป้าหมายหลักมาจากทั้งคนไทยที่มีความมั่งคั่งสูง และชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย โดยคาดว่าในปี 2569 จำนวนคนไทยที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 162,000 คน เติบโตเฉลี่ย 11.7% ต่อปี ส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ 

    ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานต่างชาติทักษะสูง เช่น ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในภาคการเงิน เทคโนโลยี และบริการ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ระบุว่า คนต่างด้าวมาตรา 62 ซึ่งจัดเป็นกลุ่มแรงงานทักษะสูง มีรายได้และสวัสดิการดี โดยในช่วงปี 2563-2567 เติบโตเฉลี่ยราว 9.3% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 เติบโตเฉลี่ย 13.4% ซึ่งกลุ่มนี้มีศักยภาพในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ จึงเป็นฐานลูกค้าสำคัญของตลาด

    นานาชาติโตสวนทางอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อดูภาพรวมโครงสร้างประชากรไทยกำลังเป็นแรงกดดันในระยะยาว  เนื่องจากจำนวนเด็กเกิดใหม่และประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปีมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2563-2567 อัตราการเกิดลดลงเฉลี่ยประมาณ 4.5% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ลดลง 2.7% ส่งผลให้ฐานนักเรียนในอนาคตมีขนาดเล็กลง และทำให้การแข่งขันระหว่างโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนเอกชนทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในแง่การดึงดูดนักเรียนและการใช้ทรัพยากรที่นั่งให้คุ้มค่า

    สถิติ 5 ปี เอกชนทยอยปิด นานาชาติขยายตัว 

    ส่วนภาพรวมการศึกษาเอกชนไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนข้อมูล สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ชี้ว่า ระหว่างปี 2562- 2567 “โรงเรียนเอกชน” โดยรวมมีจำนวนลดลงจากกว่า 4,100 แห่ง ในปี 2562 เหลือ 3,946 แห่งในปี 2567 หรือลดลงประมาณ 4.8% โดยเฉพาะโรงเรียนสามัญศึกษาที่หายไปมากที่สุด นั่นหมายความว่าโรงเรียนเอกชนแทบจะทยอยปิดตัวทุกปี 

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง “โรงเรียนนานาชาติ” กลับโตสวนทางอย่างชัดเจน เพิ่มจาก 207 แห่ง ปี 2562 เป็น 249 แห่ง ปี 2567 หรือขยายตัวกว่า 20% และข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรที่ระบุว่าปี 2568 เพิ่มเป็น 257 แห่ง

    ในฝั่ง “จำนวนนักเรียน” นักเรียนเอกชนทั้งระบบลดลง จากประมาณ 2.24 ล้านคน ปี 2562 เหลือราว 2.03 ล้านคน ปี 2567 หรือลดลงกว่า 9% 

    ขณะที่นักเรียนนานาชาติ เคยมีนักเรียนสูงถึง 87,343 คน เมื่อช่วงปี 2562 แต่กลับลดฮวบเมื่อช่วงโควิดปี 2563 เหลือประมาณสองหมื่นกว่าคน และค่อยๆ ฟื้นตัวจนเป็น 77,734 คน ในปี 2567

    พูดง่าย ๆ คือ ภาพรวมอาจดูซบลง แต่ “ตลาดบน” อย่างโรงเรียนนานาชาติ กลับยังโตต่อเนื่อง และยิ่งชัดว่าเป็นหนึ่งในเซกเตอร์ที่กำลังขยายตัวในระบบการศึกษาไทย

    ฟังมุมมจากโรงเรียนนานาชาติ มั่นใจยังโตได้

    มุมมองจาก ดร.เย่า ล่าง จาง (Dr.ChangYao-Lang) ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส (Wells International School) กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ทิศทางของโรงเรียนนานาชาติยังคงเติบโตดี โดยเฉพาะไทยที่มีจำนวนเกือบ 300 แห่ง ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค แต่อย่างไรก็ตามต้องเผชิญกับความท้าทาย จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้โรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งต้องปิดตัวลง 

    ซึ่งปีที่ผ่านมามีโรงเรียนที่ปิดตัวไปเกือบ 10% โรงเรียนที่คาดว่าจะอยู่รอดได้คือโรงเรียนที่เปิดมานานเกิน 10 ปี ส่วนโรงเรียนเปิดใหม่อาจต้องระวัง ซึ่งเป็นสาเหตุให้แต่ละแห่งต้องพยายามอัพเกรดมาตรฐานให้ดีขึ้น 

    เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    สำหรับโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส ยังคงลงทุนต่อเนื่อง พร้อมเตรียมตัวเข้า IPO ในช่วงกลางปี 2569 นี้ หรืออย่างช้าสุดคือปีหน้า เพื่อพัฒนาทั้งการศึกษาและบุคลากรใน 4 วิทยาเขต ล่าสุดได้ทุ่มงบกว่า 15 ล้านบาท ที่วิทยาเขตชลบุรี (เปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2565 และเปิดระดับมัธยมปลายในปี พ.ศ. 2567) รวมถึงแผนขยายแคมปัสไปยังจังหวัดใหญ่ๆ ที่มองไว้ คือ เชียงใหม่ และ ภูเก็ต 

    “ทั้งสองจังหวัดเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่เยอะ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของโรงเรียนนานาชาติที่ไม่ได้มีแค่เด็กไทย แต่ต้องมีสัดส่วนนักเรียนต่างชาติประมาณ 50% ซึ่งในภูเก็ตมีชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ระยะยาว (Long-term) เป็นจำนวนมาก”

    ดร.เย่า ล่าง จาง ยังเผยว่า แนวทางการขยายสาขาอาจเป็นการ “ควบรวมกิจการ” กับโรงเรียนที่มีอยู่แล้วในทำเลที่ดี ซึ่งหากมีทำเลที่เหมาะสม  ก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมดำเนินงานหรือควบรวมกิจการ ซึ่งในปัจจุบันมีการเตรียมความพร้อมในด้านการบริหารจัดการและตัวบุคคลกรระดับผู้นำเพื่อรองรับการขยายตัวนี้

    “มองว่าทิศทางของตลาดโรงเรียนนานาชาติ ยังมีแววเติบโต แม้จะมีความท้าทายอยู่บ้าง เชื่อว่ายังไปต่อได้”

    ขณะที่ เครือ EtonHouse สิงคโปร์ ล่าสุดพึ่งเปิดตัว โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ (Middleton International School Bangkok: MISB) แคมปัสใหม่ย่านปิ่นเกล้า บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม.

    Ng Yi-Xian ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EtonHouse International Education Group ระบุว่า ยังคงมั่นใจกับศักยภาพของตลาดในประเทศไทย แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว เชื่อว่าพ่อแม่จะมีการลงทุนกับการศึกษาสำหรับบุตรหลานมากขึ้น

    ส่วนการตัดสินใจตั้งโรงเรียนในย่านปิ่นเกล้า เนื่องจากมองทำเลดังกล่าวเป็นย่านที่อยู่อาศัยของครอบครัว มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว และเอื้อต่อการสร้างชุมชนการเรียนรู้ เชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ของกลุ่มที่มีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจกว่า 30 ปี และมีเครือข่ายการศึกษาระดับโลกที่มีโรงเรียนกว่า 100 แห่งใน 8 ประเทศ ทำให้เชื่อมั่นสำหรับการเข้ามาแข่งขันในไทย

    จับตากลุ่มทุนเริ่มจับมือกัน หรือควบรวม มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม LH BANK มองว่า หลังจากนี้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติจะไม่ได้เร่งเปิดสาขาแบบหว่านเหมือนที่ผ่านมา แต่จะ “เลือกเปิด” มากขึ้น เน้นทำเลที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการชัดเจน เช่น ย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ พื้นที่ EEC รวมถึงเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ หรือพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาสูง

    พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่เน้นขยายจำนวนโรงเรียน ตอนนี้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาเน้น “คุณภาพและความคุ้มค่า” ของการลงทุนมากขึ้น และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เริ่มมีโรงเรียนเยอะเกินไปหรือความต้องการเริ่มชะลอ

    อีกด้านหนึ่ง ด้วยจำนวนเด็กที่ลดลงและการแข่งขันที่แรงขึ้น มีแนวโน้มว่าจะได้เห็นการ “จับมือกันมากขึ้น” ทั้งการควบรวมกิจการหรือร่วมทุน ระหว่างผู้ประกอบการ โรงเรียน และนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เช่นเดียวกับที่ ดร.เย่า ล่าง จาง ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส บอกกับโพสต์ทูเดย์ ถึงแผนขยายแคมปัสที่กล่าวไปเบื้องต้น 

    ขณะเดียวกัน โรงเรียนนานาชาติยังเร่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีการศึกษา หรือ EdTech เข้ามาใช้มากขึ้น รวมถึงการเรียนแบบผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอน โดยไม่จำเป็นต้องขยายโรงเรียนให้ใหญ่ขึ้นเหมือนในอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JjPW-RQ_vuxIcbrkMQlYo

  • รัฐบาลมั่นใจไทยขยับขึ้น Tier 1 หลังแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตรงเป้า สร้างเชื่อมั่นเศรษฐกิจ-ลงทุน

    รัฐบาลมั่นใจไทยขยับขึ้น Tier 1 หลังแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตรงเป้า สร้างเชื่อมั่นเศรษฐกิจ-ลงทุน

    โฆษกรัฐบาลเผย รัขฐบาลเดินหน้ายายความร่วมมือไทย–สหรัฐ กวาดล้าง “คอลเซ็นเตอร์–ค้ามนุษย์” ดันไทยสู่ Tier 1 ป้องกันค้ามนุษย์ สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจส่งผลดีต่อการลงทุน

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ให้การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีผลงานใหญ่ คือการดำเนินคดียึดและอายัดทรัพย์สิน นาย เบน สมิธ – ยิม เลียก กับพวก รวมมูลค่า สองหมื่นกว่าล้านบาท และมีการขยายผลเพิ่มเติมไปยังกลุ่มอื่น ครอบคลุมการกระทำผิดที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการฟอกเงิน

    อีกทั้งยังมีการการทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพบผู้ถูกบังคับใช้แรงงานกว่า 10,000 คน จากหลายสัญชาติ ที่ถูกหลอกลวงและบังคับใช้แรงงานในลักษณะ Romance Scam และการหลอกลวงให้ลงทุน

    โดย นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำทุกภาคส่วน “ต้องกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนทั้งในและนอกประเทศ จะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้โดยเด็ดขาด“

    ล่าสุด มีการหารือร่วมกันระหว่างไทย-สหรัฐ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 21-25 เม.ย.ที่ผ่านมา หน่วยงานไทย นำโดย พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนิละบุตร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน จะร่วมกับหน่วยงานสหรัฐในการยกระดับความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ด้านการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมออนไลน์  โดยจะแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางการทำงานเชิงลึก อนึ่ง ในปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวอเมริกันตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท

    โฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า จากนโยบายรัฐบาลสู่การปฏิบัติการอย่างจริงจัง เชื่อว่าประเทศไทยสามารถตั้งเป้ายกระดับสถานะจากการประเมินการค้ามนุษย์ที่อยู่ Tier 2 ต่อเนื่องมาสี่ปี สู่ Tier 1 เพื่อเสริมภาพลักษณ์ประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมเปิดตัวระบบ “SHIELD” ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกมากกว่า 10 ประเทศ ในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    มากไปกว่านั้น ประเทศไทยยังได้รับคำชมจากสหรัฐ เรื่องการจัดตั้ง Warroom IAC ซึ่งสามารถบูรณาการข้อมูลร่วมกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นำไปสู่การอายัดบัญชีและติดตามทรัพย์สินคืนสู่ผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก

    “ผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งการขยายความร่วมมือกับนานาชาติ การยกระดับระบบสืบสวน และการเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน” โฆษกรัฐบาลกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h6pcyMvqJ7NbWwPX3royy

  • น้ำมันดิบ 02/05/69 แนวโน้มราคาก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    น้ำมันดิบ 02/05/69 แนวโน้มราคาก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15FrK4I18ki4U4FK0CBKZR

  • เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวมอาหารเด็ด ของดีจากท้องถิ่น

    เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวมอาหารเด็ด ของดีจากท้องถิ่น

    เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวบรวมของดีรสชาติเด็ดแห่ง 3 จังหวัดภาคตะวันออก ถ่ายทอดวัตถุดิบอาหารจากท้องถิ่น สู่รันเวย์แฟชั่นสุดทันสมัย เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลิ้มลอง ต่อยอดธุรกิจ สร้างรายได้

    กลับมาอีกครั้งสำหรับ “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 โดยการรวมตัวของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (EEC) ประกอบด้วย จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ภายใต้การจัดงานโดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 4 พฤษภาคม 2569 ณ ถนนเลียบชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี 

    การจัดงานครั้งนี้ นำเสนอแนวคิดสุดพิเศษ ภายใต้ธีม “From Local Cuisine to Modern Culinary Fashion” หรือ “จากอาหารท้องถิ่น สู่อาหารแฟชั่นสุดทันสมัย” สะท้อนการนำ “ของดีท้องถิ่น” จาก 3 จังหวัด EEC มาต่อยอดสู่ประสบการณ์สร้างสรรค์ที่ผสานอาหาร ศิลปะ แฟชั่น และความบันเทิง เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหาทั้ง “คอนเทนต์” และ “ความอร่อย” ไปพร้อมกัน

    โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อ 1 พฤษภาคม 2569 โดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการรวบรวม “รสชาติแห่งภาคตะวันออก” มาไว้ในที่เดียวอย่างครบถ้วน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองอาหารหลากหลายเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นคุณภาพ พร้อมสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุข ความคึกคัก และเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีสำคัญให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ผลิตสินค้า OTOP และผู้ประกอบการท้องถิ่น ได้แสดงศักยภาพ สร้างรายได้ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต 

    ไฮไลท์สำคัญในพิธีเปิดคือ กระทะยักษ์สุดอลังการ ที่รวบรวมวัตถุดิบขึ้นชื่อจาก 3 จังหวัด EEC  เป็นสัญลักษณ์แห่งการผนึกกำลังของชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ให้ผู้ร่วมงานได้ชิมรสชาติแห่งความเป็น “ภาคตะวันออก” ผ่านเมนูข้าวผัด EEC ควบคู่ไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์แห่งรสชาติ ผ่านการแสดงบนเวทีที่ผสานดนตรี การเคลื่อนไหว และเรื่องราวของอาหารท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ 

    ภายในงานรวบรวมร้านอาหารและสินค้าท้องถิ่นกว่า 120 ร้านค้าจาก 3 จังหวัด คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมบรรยากาศริมทะเลสุด Chill ในรูปแบบ Night Festival ที่เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา มางานเดียว ชิมครบ กลับบ้านพร้อมของฝากจาก 3 จังหวัด

    ชลบุรี — อาหารทะเลและตำนานรสชาติแห่งอ่าวไทย 

    นำโดย ร้านสมชายไข่หมึก ร้านดังขึ้นชื่อเรื่อง ไข่หมึกทอด กรอบนอก นุ่มใน กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอตั้งแต่ได้กลิ่น ชุมชนตะเคียนเตี้ย ส่งมอบ แกงไก่กะลา อาหารพื้นบ้านสูตรดั้งเดิมที่หาชิมได้ยากยิ่ง สะท้อนภูมิปัญญาของชุมชนที่สืบทอดมานานกว่าร้อยปี และ ทะเลถังบางแสน ที่มาพร้อมเมนูหลากหลาย ทั้ง ทะเลถัง มาม่าไข่กุ้ง และ คอร์นชีส เมนูโปรดที่กินแล้วอยากกินอีก

    ระยอง — รสเด็ดจากเมืองผลไม้

    ระยองมาพร้อมความหลากหลายที่ถูกใจทั้งคนรักความเผ็ดและคนรักความหอม เตี๋ยวต้มยำ โต้ตอมตั้น ขวัญใจนักชิมมาพร้อม เตี๋ยวต้มยำ สูตรต้นตำรับและ น้ำซอสเตี๋ยวต้มยำ ขวดพิเศษที่ซื้อกลับบ้านเป็นของฝากได้เลย โชคหมูอบโอ่ง นำเสนอ หางหมูอบโอ่ง และ สามชั้นอบโอ่ง กรอบนอกนุ่มในด้วยภูมิปัญญาการอบด้วยโอ่งดินที่สืบทอดมายาวนาน และปิดท้ายด้วยความสดชื่นจาก COCO LOVE กับเมนูเด็ด น้ำมะพร้าวปั่นใส่เม็ดสาคูต้นแท้ รสชาติหวานมันหอมกลิ่นมะพร้าวสดจากต้นเองโดยแท้

    ฉะเชิงเทรา — ของดีเมืองแปดริ้ว

    ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ริมสองฝั่งแม่น้ำบางปะกง ส่งตรงความสดใหม่มาให้ชิมกันถึงในงาน นำโดย บ้านสวนเมล่อน บ้านโพธิ์ ที่มาพร้อม Garno Sparkling Wine เครื่องดื่มผลไม้อัดลมสูตรพิเศษที่กลิ่นหอมละมุนเป็นเอกลักษณ์ ฟาร์มสุขสำราญ นำ มะม่วงสดและน้ำมะม่วงปั่น จากสวนโดยตรง หวานฉ่ำถึงใจฉบับชาวสวนแท้ๆ และ mAke On Farm ที่การันตีความสดด้วย กุ้งก้ามกราม ตัวโตสดจากฟาร์ม เนื้อแน่น รสหวานธรรมชาติ

    และไฮไลท์สุดพิเศษ คือ การประกวด EEC Food Runway Contest ครั้งแรกในประวัติศาสตร์เทศกาลสีสันตะวันออก ที่นำ “อาหาร” ขึ้นชื่อของแต่ละพื้นที่มาตีความใหม่เป็น “ชุดแฟชั่นที่สวมใส่ได้จริง” บนรันเวย์สายยาวริมทะเล ผู้เข้าแข่งขันจะต้องออกแบบและสร้างสรรค์ชุดที่สื่อถึงอาหาร หรือวัตถุดิบท้องถิ่นจากกลุ่มจังหวัด EEC โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านแฟชั่นและอาหารร่วมตัดสิน ซึ่งจัดประกวดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม บนเวทีกลาง ริมชายหาดพัทยากลาง 

    นอกจากนี้ ยังจะได้เต็มอิ่มกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ท่ามกลางสายลมทะเลและแสงไฟริมหาด ได้แก่ YOURMOOD (1 พ.ค. — คืนพิธีเปิด), HERS (2 พ.ค.), ก้านตอง ทุ่งเงิน (3 พ.ค.) และ ปลานิลเต็มบ้าน (4 พ.ค.) และอีกหนึ่งในไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด คือโซนกิจกรรมสาธิตงานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ผู้เข้าร่วมจะได้ลงมือทำด้วยตัวเองและนำผลงานกลับบ้านได้เลย 

    ได้แก่ การทำ ขนมควยลิง ขนมพื้นบ้านโบราณที่หาชิมได้ยากในยุคนี้ การทำ แจงลอน งานจักสานอันละเอียดอ่อนที่สะท้อนฝีมือช่างพื้นบ้านภาคตะวันออก การประดิษฐ์พวงมโหตรการบูร เครื่องหอมพื้นถิ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว รวมถึงการ เพนต์ที่วางสบู่กะลา งานศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติที่นำกลับไปตั้งโชว์ได้ทันที

    ตลอดงานยังมีการแสดงมายากล เดอะแจ็คคอมเมดี้ ที่นำเสนอโชว์สนุกสนานเฮฮาเอาใจทุกเพศทุกวัย พร้อมด้วย ดนตรีขับกล่อมตลอดงาน สร้างบรรยากาศอบอุ่นและมีชีวิตชีวาตั้งแต่เช้าจนค่ำ แคมเปญสะสมคูปองลุ้นรับของรางวัล, กิจกรรมสำหรับครอบครัวและเด็กๆ รวมถึงจุดถ่ายรูปธีม Food Runway สุดเก๋ เอาใจสายคอนเทนต์โดยเฉพาะ 

    และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายในงานมีการรณรงค์ลดการใช้พลาสติก โดยใช้ภาชนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จัดจุดคัดแยกขยะอย่างชัดเจน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถต่อยอดธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ “ไทยมีดี.com” พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะบนแพลตฟอร์ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2930282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HthlaoGMkB-pQbGodfc5w

  • หวดยับ พวกไม่ศึกษา สักแต่จะด่า “อีเว้นทุเรียนล้านลูก” แค่จึ๋งเดียวจากทั้งประเทศ | TOPNEWS

    หวดยับ พวกไม่ศึกษา สักแต่จะด่า “อีเว้นทุเรียนล้านลูก” แค่จึ๋งเดียวจากทั้งประเทศ | TOPNEWS

    หวดยับ พวกไม่ศึกษา สักแต่จะด่า “อีเว้นทุเรียนล้านลูก” แค่จึ๋งเดียวจากทั้งประเทศ

    • เผยแพร่ : 03/05/2026 06:07

    หวดยับ พวกไม่ศึกษา สักแต่จะด่า “อีเว้นทุเรียนล้านลูก” แค่จึ๋งเดียวจากทั้งประเทศ กว่าพันล้านลูก

    #topnewstv #ทุเรียน #ศุภจี #พิมรี่พาย

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1564323&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Zfo-Hr3VEuTNb-HSOfn4h

  • เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    โรงเรียนนานาชาติยังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” ไหม? 

    หลังปีที่ผ่านมาถูกจับตาว่าเป็นธุรกิจดาวรุ่ง จากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งขยายตัวสวนทางกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ส่วนโรงเรียนเอกชนทยอยปิดต่อต่อเนื่อง รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ใครต่างก็บ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี 

    สำหรับแนวโน้มตลาด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินไว้ว่า 2568 มูลค่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติขยายตัวแตะระดับ 95,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกว่า 85,000 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่จำนวนโรงเรียนมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 257 แห่ง สะท้อนดีมานด์การศึกษาหลักสูตรนานาชาติที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยหลักการเติบโตคือผู้ปกครองที่มีกำลังทรัพย์ ยอมลงทุนเพื่อการศึกษา

    แรงงานต่างชาติทักษะสูงยังเพิ่มขึ้น

    ข้อมูลจาก LH BANK พบว่าในด้านดีมานด์ กลุ่มเป้าหมายหลักมาจากทั้งคนไทยที่มีความมั่งคั่งสูง และชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย โดยคาดว่าในปี 2569 จำนวนคนไทยที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 162,000 คน เติบโตเฉลี่ย 11.7% ต่อปี ส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ 

    ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานต่างชาติทักษะสูง เช่น ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในภาคการเงิน เทคโนโลยี และบริการ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ระบุว่า คนต่างด้าวมาตรา 62 ซึ่งจัดเป็นกลุ่มแรงงานทักษะสูง มีรายได้และสวัสดิการดี โดยในช่วงปี 2563-2567 เติบโตเฉลี่ยราว 9.3% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 เติบโตเฉลี่ย 13.4% ซึ่งกลุ่มนี้มีศักยภาพในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ จึงเป็นฐานลูกค้าสำคัญของตลาด

    นานาชาติโตสวนทางอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อดูภาพรวมโครงสร้างประชากรไทยกำลังเป็นแรงกดดันในระยะยาว  เนื่องจากจำนวนเด็กเกิดใหม่และประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปีมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2563-2567 อัตราการเกิดลดลงเฉลี่ยประมาณ 4.5% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ลดลง 2.7% ส่งผลให้ฐานนักเรียนในอนาคตมีขนาดเล็กลง และทำให้การแข่งขันระหว่างโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนเอกชนทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในแง่การดึงดูดนักเรียนและการใช้ทรัพยากรที่นั่งให้คุ้มค่า

    สถิติ 5 ปี เอกชนทยอยปิด นานาชาติขยายตัว 

    ส่วนภาพรวมการศึกษาเอกชนไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนข้อมูล สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ชี้ว่า ระหว่างปี 2562- 2567 “โรงเรียนเอกชน” โดยรวมมีจำนวนลดลงจากกว่า 4,100 แห่ง ในปี 2562 เหลือ 3,946 แห่งในปี 2567 หรือลดลงประมาณ 4.8% โดยเฉพาะโรงเรียนสามัญศึกษาที่หายไปมากที่สุด นั่นหมายความว่าโรงเรียนเอกชนแทบจะทยอยปิดตัวทุกปี 

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง “โรงเรียนนานาชาติ” กลับโตสวนทางอย่างชัดเจน เพิ่มจาก 207 แห่ง ปี 2562 เป็น 249 แห่ง ปี 2567 หรือขยายตัวกว่า 20% และข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรที่ระบุว่าปี 2568 เพิ่มเป็น 257 แห่ง

    ในฝั่ง “จำนวนนักเรียน” นักเรียนเอกชนทั้งระบบลดลง จากประมาณ 2.24 ล้านคน ปี 2562 เหลือราว 2.03 ล้านคน ปี 2567 หรือลดลงกว่า 9% 

    ขณะที่นักเรียนนานาชาติ เคยมีนักเรียนสูงถึง 87,343 คน เมื่อช่วงปี 2562 แต่กลับลดฮวบเมื่อช่วงโควิดปี 2563 เหลือประมาณสองหมื่นกว่าคน และค่อยๆ ฟื้นตัวจนเป็น 77,734 คน ในปี 2567

    พูดง่าย ๆ คือ ภาพรวมอาจดูซบลง แต่ “ตลาดบน” อย่างโรงเรียนนานาชาติ กลับยังโตต่อเนื่อง และยิ่งชัดว่าเป็นหนึ่งในเซกเตอร์ที่กำลังขยายตัวในระบบการศึกษาไทย

    ฟังมุมมจากโรงเรียนนานาชาติ มั่นใจยังโตได้

    มุมมองจาก ดร.เย่า ล่าง จาง (Dr.ChangYao-Lang) ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส (Wells International School) กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ทิศทางของโรงเรียนนานาชาติยังคงเติบโตดี โดยเฉพาะไทยที่มีจำนวนเกือบ 300 แห่ง ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค แต่อย่างไรก็ตามต้องเผชิญกับความท้าทาย จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้โรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งต้องปิดตัวลง 

    ซึ่งปีที่ผ่านมามีโรงเรียนที่ปิดตัวไปเกือบ 10% โรงเรียนที่คาดว่าจะอยู่รอดได้คือโรงเรียนที่เปิดมานานเกิน 10 ปี ส่วนโรงเรียนเปิดใหม่อาจต้องระวัง ซึ่งเป็นสาเหตุให้แต่ละแห่งต้องพยายามอัพเกรดมาตรฐานให้ดีขึ้น 

    เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    สำหรับโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส ยังคงลงทุนต่อเนื่อง พร้อมเตรียมตัวเข้า IPO ในช่วงกลางปี 2569 นี้ หรืออย่างช้าสุดคือปีหน้า เพื่อพัฒนาทั้งการศึกษาและบุคลากรใน 4 วิทยาเขต ล่าสุดได้ทุ่มงบกว่า 15 ล้านบาท ที่วิทยาเขตชลบุรี (เปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2565 และเปิดระดับมัธยมปลายในปี พ.ศ. 2567) รวมถึงแผนขยายแคมปัสไปยังจังหวัดใหญ่ๆ ที่มองไว้ คือ เชียงใหม่ และ ภูเก็ต 

    “ทั้งสองจังหวัดเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่เยอะ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของโรงเรียนนานาชาติที่ไม่ได้มีแค่เด็กไทย แต่ต้องมีสัดส่วนนักเรียนต่างชาติประมาณ 50% ซึ่งในภูเก็ตมีชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ระยะยาว (Long-term) เป็นจำนวนมาก”

    ดร.เย่า ล่าง จาง ยังเผยว่า แนวทางการขยายสาขาอาจเป็นการ “ควบรวมกิจการ” กับโรงเรียนที่มีอยู่แล้วในทำเลที่ดี ซึ่งหากมีทำเลที่เหมาะสม  ก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมดำเนินงานหรือควบรวมกิจการ ซึ่งในปัจจุบันมีการเตรียมความพร้อมในด้านการบริหารจัดการและตัวบุคคลกรระดับผู้นำเพื่อรองรับการขยายตัวนี้

    “มองว่าทิศทางของตลาดโรงเรียนนานาชาติ ยังมีแววเติบโต แม้จะมีความท้าทายอยู่บ้าง เชื่อว่ายังไปต่อได้”

    ขณะที่ เครือ EtonHouse สิงคโปร์ ล่าสุดพึ่งเปิดตัว โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ (Middleton International School Bangkok: MISB) แคมปัสใหม่ย่านปิ่นเกล้า บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม.

    Ng Yi-Xian ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EtonHouse International Education Group ระบุว่า ยังคงมั่นใจกับศักยภาพของตลาดในประเทศไทย แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว เชื่อว่าพ่อแม่จะมีการลงทุนกับการศึกษาสำหรับบุตรหลานมากขึ้น

    ส่วนการตัดสินใจตั้งโรงเรียนในย่านปิ่นเกล้า เนื่องจากมองทำเลดังกล่าวเป็นย่านที่อยู่อาศัยของครอบครัว มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว และเอื้อต่อการสร้างชุมชนการเรียนรู้ เชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ของกลุ่มที่มีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจกว่า 30 ปี และมีเครือข่ายการศึกษาระดับโลกที่มีโรงเรียนกว่า 100 แห่งใน 8 ประเทศ ทำให้เชื่อมั่นสำหรับการเข้ามาแข่งขันในไทย

    จับตากลุ่มทุนเริ่มจับมือกัน หรือควบรวม มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม LH BANK มองว่า หลังจากนี้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติจะไม่ได้เร่งเปิดสาขาแบบหว่านเหมือนที่ผ่านมา แต่จะ “เลือกเปิด” มากขึ้น เน้นทำเลที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการชัดเจน เช่น ย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ พื้นที่ EEC รวมถึงเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ หรือพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาสูง

    พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่เน้นขยายจำนวนโรงเรียน ตอนนี้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาเน้น “คุณภาพและความคุ้มค่า” ของการลงทุนมากขึ้น และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เริ่มมีโรงเรียนเยอะเกินไปหรือความต้องการเริ่มชะลอ

    อีกด้านหนึ่ง ด้วยจำนวนเด็กที่ลดลงและการแข่งขันที่แรงขึ้น มีแนวโน้มว่าจะได้เห็นการ “จับมือกันมากขึ้น” ทั้งการควบรวมกิจการหรือร่วมทุน ระหว่างผู้ประกอบการ โรงเรียน และนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เช่นเดียวกับที่ ดร.เย่า ล่าง จาง ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส บอกกับโพสต์ทูเดย์ ถึงแผนขยายแคมปัสที่กล่าวไปเบื้องต้น 

    ขณะเดียวกัน โรงเรียนนานาชาติยังเร่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีการศึกษา หรือ EdTech เข้ามาใช้มากขึ้น รวมถึงการเรียนแบบผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอน โดยไม่จำเป็นต้องขยายโรงเรียนให้ใหญ่ขึ้นเหมือนในอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741829&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JjPW-RQ_vuxIcbrkMQlYo