Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เช็กเลย! “ไทยช่วยไทย” คนละครึ่ง 2569 รับสิทธิ 4,000 บาท เริ่มลงทะเบียนพ.ค.นี้ | เดลินิวส์

    เช็กเลย! “ไทยช่วยไทย” คนละครึ่ง 2569 รับสิทธิ 4,000 บาท เริ่มลงทะเบียนพ.ค.นี้ | เดลินิวส์

    รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน โดยเน้นการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง รัฐสนับสนุนงบประมาณช่วยจ่ายถึง 60% ครอบคลุม วงเงินสูงสุด 4,000 บาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือนเต็ม เตรียมตัวให้พร้อม ลงทะเบียน พฤษภาคม 2569 นี้

    รายละเอียดสิทธิประโยชน์

    โครงการไทยช่วยไทยถูกออกแบบมาในรูปแบบการร่วมจ่าย (Co-pay) เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่ร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

    • วงเงินรวมตลอดโครงการ: 4,000 บาท ต่อคน

    • สัดส่วนการช่วยจ่าย: รัฐออกให้ 60% ประชาชนออกเอง 40%

    • ตัวอย่างการใช้งาน: หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และเราจ่ายจริงเพียง 40 บาทเท่านั้น

    ตารางกำหนดการและไทม์ไลน์

    เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โครงการจะแบ่งจ่ายวงเงินเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท

    วิธีการลงทะเบียนและช่องทางการใช้สิทธิ

    • ลงทะเบียน: เริ่มในเดือนพฤษภาคม 2569

    • เริ่มใช้สิทธิ: ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

     ช่องทางหลัก: ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

    • ร้านค้าที่ร่วมรายการ: สามารถใช้ได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ

    เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้

    • ใช้จ่ายได้เฉพาะกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น

    • ห้ามถอนเป็นเงินสด หรือโอนสิทธิให้ผู้อื่นในทุกกรณี

    • ต้องใช้สิทธิให้หมดภายในเดือนที่ได้รับ (วงเงินรายเดือนไม่สะสมไปเดือนถัดไป)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5827161/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TzrcfUxsMtUEGXUZjpytl

  • บทเรียนจากเขาสามร้อยยอด เมื่อการอนุรักษ์เติบโตจากการมีส่วนร่วม สรุปผล 3 ปี โครงการอนุรักษ์เสือปลา – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    บทเรียนจากเขาสามร้อยยอด เมื่อการอนุรักษ์เติบโตจากการมีส่วนร่วม สรุปผล 3 ปี โครงการอนุรักษ์เสือปลา – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565 – 2568) พื้นที่รอบอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดได้สร้างบทเรียนสำคัญของงานอนุรักษ์สัตว์ป่ายุคใหม่ เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ป่าหายากให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ผ่านโครงการส่งเสริมการอนุรักษ์เสือปลาโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

    โครงการนี้ริเริ่มผ่านเรื่องราวที่ว่า พื้นที่รอบๆ อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด นอกเป็นที่ตั้งของชุมชนหลายแห่งแล้ว พื้นที่รอบๆ ยังประกอบด้วยระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งที่มีความซับซ้อนทางนิเวศสูงที่สุดแห่งหนึ่งของไทย และเป็นบ้านของ ‘เสือปลา’ สัตว์ผู้ล่าขนาดกลางที่คนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่ายังเหลืออยู่ในธรรมชาติอีกมากน้อยแค่ไหน

    ทว่าหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ชุ่มน้ำได้ลดขอบเขตลงมาก มีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงใช้ประโยชน์ที่ดิน การขยายตัวของบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นพื้นที่เกษตร และการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้ส่งผลกระทบต่อเสือปลา สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์โดยตรง

    ด้วยความเป็นนักล่าที่ผูกพันแนบแน่นกับพื้นที่ชุ่มน้ำ คูคลอง ทุ่งน้ำกร่อย และพื้นที่เกษตรกรรมริมน้ำ ทำให้การดำรงอยู่ของเสือปลาเชื่อมโยงกับชีวิตผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่ผ่านมาพบความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเสือปลาเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

    ภายใต้บริบทดังกล่าว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงริเริ่มโครงการส่งเสริมการอนุรักษ์เสือปลา โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน รอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด มีเป้าหมายทั้งเพื่อปกป้องสัตว์ป่าชนิดหนึ่งที่ใกล้สูญพันธุ์ และสร้างต้นแบบการอนุรักษ์ที่ยืนอยู่บนฐานของ ‘การมีส่วนร่วม’ วางแผนการดำเนินงานในระยะ 3 ปี (เริ่มวันที่ 1 กันยายน 2565 – 31 สิงหาคม 2568) กรอบงบประมาณ 5 ล้านบาท ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมไทย

    โครงการนี้ยังต่อยอดมาจากงานวิจัยและสำรวจประชากรเสือปลาในพื้นที่เขาสามร้อยยอดที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียร องค์กร Panthera ประเทศไทย มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

    งานวิจัยระยะแรกมีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานข้อมูลประชากรเสือปลา พื้นที่หากิน พฤติกรรม และการกระจายตัวของประชากรในพื้นที่ชุ่มน้ำรอบเขาสามร้อยยอด ก่อนขยายผลสู่ระยะที่สองซึ่งเน้นการทำงานกับชุมชนโดยตรง

    ภารกิจโครงการเริ่มต้นจากโจทย์ที่ต้องการเห็นชุมชนกับเสือปลาสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขเพราะในพื้นที่จริง ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมองว่าเสือปลาเป็นนักล่าที่สร้างความเสียหายต่อการประกอบอาชีพทำบ่อปลา บ่อกุ้ง และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แม้ในภาพรวมอาจปรากฏความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่มากนัก แต่ก็ก่อให้เกิดความรู้สึกเชิงลบ และมองสัตว์ป่าเป็นส่วนเกินของระบบนิเวศแทน

    ด้วยเหตุนี้ วัตถุประสงค์โครงการจึงครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาข้อมูลเชิงนิเวศ การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อลดผลกระทบต่อประชากรเสือปลา การสร้างความตระหนักรู้แก่ชุมชนให้เห็นคุณค่าของเสือปลาในฐานะตัวชี้วัดสุขภาวะระบบนิเวศ ไปจนถึงการเสนอแนวนโยบายและเครื่องมือเชิงพื้นที่ที่สามารถนำไปใช้จริงในระดับจังหวัดและระดับหน่วยงาน

    จวบจนปัจจุบันซึ่งเป็นระยะเวลาที่โครงการสิ้นสุดลงแล้ว ในรายงานการติดตามประเมินผลระยะสิ้นสุดโครงการ โดยคณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเมินโครงการให้อยู่ในระดับ ‘ดีเด่น’ สามารถดำเนินตัวชี้วัดได้ครบทั้งหมดตามแผนที่ตั้งไว้ (ตัวชี้วัด 11 เรื่อง)

    กิจกรรมส่งเสริมให้ชุมชนเลี้ยงปลาแบบบ่อดิน เพื่ออนุรักษ์ถิ่นอาศัยเสือปลา
    กิจกรรมสื่อความหมายธรรมชาติภายใต้โครงการส่งเสริมการอนุรักษ์เสือปลา
    ออกแบบผลิตภัณฑ์ชุมชนเชื่อมร้อยงานอนุรักษ์เสือปลา

    หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญ คือ การเกิดขึ้นของฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ด้านการอนุรักษ์เสือปลา ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อมูลถิ่นอาศัย การใช้ประโยชน์ที่ดิน และองค์ความรู้จากงานวิจัย เพียงพอสำหรับใช้วางแผนจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ

    อีกผลลัพธ์ที่โดดเด่น คือ การขยายเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเสือปลาในพื้นที่ ซึ่งนอกจากเพิ่มความตระหนักรู้แล้ว โครงการยังสามารถเปลี่ยนสถานะทางความรู้สึก จากเดิมชุมชนมองเห็นแต่ ‘สัตว์ที่เป็นปัญหา’ มาเป็น ‘ทุนทางธรรมชาติ’ ที่สร้างรายได้ให้ชุมชน

    รวมถึงในรายงานการประเมินข้อหนึ่ง ระบุว่า ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเกิดการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มชุมชนให้สามารถบริหารจัดการกิจกรรมได้ด้วยตนเอง

    ความสำเร็จนี้ นับเป็นบทเรียนสำคัญของงานอนุรักษ์ยุคใหม่ ที่ชุมชนมองเห็นประโยชน์จากการอยู่ร่วมกันกับสัตว์ป่า สร้างความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างคนกับสัตว์ป่าเพื่อสร้างหัวใจงานอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

    ในด้านการสื่อสาร โครงการได้ผลิตสื่อเผยแพร่หลายมิติ ทั้งงานออนไลน์ และออฟไลน์ ทั้งสื่อสารกับสาธารณชนทั่วไป สร้างองค์ความรู้สำหรับท้องถิ่นที่นำไปใช้ต่อได้จริง เพราะเดิมเสือปลาเป็นสัตว์ที่แทบไม่มีพื้นที่ในความรับรู้ของสาธารณะ และการทำให้ผู้คน ‘รู้จัก’ คือจุดเริ่มต้นของการทำให้ผู้คน ‘อยากปกป้อง’

    และอีกประเด็นสำคัญ อย่างการผลักดันข้อมูลและข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการวางแผนเชิงนโยบาย ทั้งในรูปแบบแผนที่ข้อมูล แผนผังภูมินิเวศ และข้อเสนอเชิงพื้นที่สำหรับบรรจุในแผนจัดการทรัพยากรธรรมชาติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายความว่าโครงการไม่ได้หยุดอยู่แค่งานภาคสนาม แต่ยังยกระดับองค์ความรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

    ข้อมูลจากการสำรวจประชากรล่าสุดยังสะท้อนแนวโน้มเชิงบวก รายงานการประเมินประชากรเสือปลาในพื้นที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่จำนวน 81 ตัว ถือเป็นสัญญาณว่าการจัดการพื้นที่ร่วมกับชุมชนกำลังส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของประชากรเสือปลา

    ความสำเร็จของโครงการ จึงเป็นมากกว่าการอนุรักษ์แมวป่าหายากชนิดหนึ่ง แต่ยังสร้างโมเดลความสัมพันธ์แบบใหม่ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เป็นโมเดลที่ยอมรับความจริงของการอยู่ร่วมกัน และหาทางออกผ่านองค์ความรู้ การมีส่วนร่วม และผลประโยชน์ร่วม

    เพราะการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน จะเกิดขึ้นก็ค้อเมื่อผู้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาเป็นผู้พิทักษ์ธรรมชาติด้วยตัวเอง

    ตัวชี้วัดโครงการ

    1. เกิดชุดข้อมูลพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของเสือปลา ไม่ลดลงไปจากเดิม
    2. เกิดชุดข้อมูล 3 ชุด จากการศึกษาวิจัย เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์กับโครงการ
    3. ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเสือปลาในพื้นที่ และมีทัศนคติที่ดีในการอนุรักษ์เสือปลา
    4. ขยายเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเสือปลาเพิ่มขึ้น และกลุ่มอนุรักษ์ในพื้นที่เป้าหมาย และมีแผนการทำงาน มีกระบวการการทำงานเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง
    5. เกิดเป็นแผนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของเสือปลาในระดับจังหวัด
    6. เกิดสื่อ VDO 4 ชิ้น คลิปสั้น 4 คลิป บทความ 28 บทความ Roll Up 7 ชิ้น และร่างหลักสูตรท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้งานเพื่อการสื่อสารเรื่องการอนุรักษ์เสือปลา
    7. เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการดำเนินการเพื่ออนุรักษ์เสือปลา
    8. เกิดแผนการจัดการที่ดิน เพื่อป้องกันการลดถิ่นที่อยู่อาศัย และแผนอนุรักษ์เสือปลาในระดับนโยบาย
    9. ชุดข้อมูลที่สามารถนำเสนอ ‘เสือปลา’ และ ‘แผนผังภูมินิเวศ’ ไว้เป็นชนิดพันธุ์ที่ต้องทำการอนุรักษ์ ผ่านแผนการจัดการสัตว์ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
    10. มีแผนผลักดันโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ให้อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดพิจารณษเพื่อทำแผนบรรจุการฟื้นฟูแหล่งอาหารเสือปลาไว้เป็นแผนงบประมาณประจำปี
    11. ข้อมูลจากแผนผังภูมินิเวศถูกบรรจุไว้ในแผนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

    ขอขอบคุณ

    • คณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    • สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
    • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี
    • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
    • กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า
    • ส่วนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สำนักอุทยานแห่งชาติ
    • อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด
    • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี
    • องค์กร Panthera ประเทศไทย
    • กลุ่มเด็กรักษ์ทุ่ง
    • ชุมชนบ้านดอนมะขาม
    • ชุมชนบ้านหนองจอก
    • ชุมชนบ้านบ่อกุ่ม
    • ชุมชนบ้านสามร้อยยอด
    • ชุมชนบ้านเกาะไผ่

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/work/2026-114/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yQDmhwakaZWnY0WWvB_55

  • เดิมพันประเทศด้วยฝีมือ ‘รัฐบาล’ ดัน’แลนด์บริดจ์’ขุมทรัพย์หรือขายฝัน

    เดิมพันประเทศด้วยฝีมือ ‘รัฐบาล’ ดัน’แลนด์บริดจ์’ขุมทรัพย์หรือขายฝัน

    “ด้วยขนาดของโครงการที่มีการลงทุนในวงเงินมหาศาล เกี่ยวพันในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจึงถูกมองด้วยความกังขา และถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องเร่งดำเนินการ”

    ผู้นำหลายประเทศมองการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกและความผันผวนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใจจดใจจ่อ

    สิ่งที่สำคัญคือการส่งสัญญาณให้คนในชาติของตนเองตระหนักรู้ว่าต้องใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อลดแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี และเตรียมยุทธศาสตร์ระยะยาวรองรับอย่างเป็นระบบ

     ในส่วนของไทย รัฐบาล ย้ำเสมอว่า ในวิกฤตคือโอกาส ขอให้เชื่อมือในทีมงานมืออาชีพที่จะนำพาประเทศผ่านพ้นปัญหาดังกล่าวไปได้  ทำให้แผนงาน โครงการ ที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ถูกหยิบขึ้นมาขับเคลื่อนท่ามกลางความกังวลใจของหลายภาคส่วนว่าจะมีผลต่อเนื่องไปถึงวิกฤตงบประมาณในอนาคตหรือไม่

    เป็นที่ชัดเจนว่า ตลอดเดือนนี้ “รัฐบาล” จะผลักดันโครงการ กฎหมาย ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้าน แต่สุดท้ายแล้วเชื่อว่าโครงการหรือกฎหมายเหล่านั้นจะได้รับการผลักดันจนประสบความสำเร็จ ด้วยองค์ประกอบของเสียงในสภาที่แข็งแรงเพียงพอ

    โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 พ.ค.นี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายปี 69 และ พ.ร.ก.กู้เงิน ขณะที่สัปดาห์ถัดไปจะเสนอมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีโครงการคนละครึ่งพลัสรวมอยู่ด้วย หลังจากผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจก่อน 

    ประมาณการว่า ไทยช่วยไทยพลัส รัฐต้องจ่ายเงินเดือนละอย่างต่ำ 34,000 ล้านบาท 4 เดือน เม็ดเงินหมุนรอบแรก 1.36 แสนล้านบาท มีแนวโน้มสูงว่าส่วนหนึ่งอาจต้องใช้วงเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ที่คาดหมายว่าจะกู้ประมาณ 4 แสนล้านบาท จึงถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ใช้เพื่อช่วยในเรื่องค่าครองชีพของประชาชน และเป็นประชานิยมที่เลิกไม่ได้ เป็นเหมือนยุทธวิธีทางการเมืองที่ใช้หล่อเลี้ยงกระแสความนิยมไปในคราวเดียวกัน 

    ที่สำคัญคือ การดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจสุ่มเสี่ยงที่จะสวนทางกับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ย้ำหลายครั้งในหลักการบริหารงานของตนเองและรัฐบาล

    ในขณะที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็กำลังเจอกับมรสุม ดรามาทุเรียน จากการทำงานแบบหลุดกรอบการบริหารงานแบบเดิมๆ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่กำลังจะเจอกับภาวะทุเรียนล้นตลาดได้แค่ไหน

    เลยไปถึงการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ทำกลไกราคาตลาดเสียหาย พร้อมตั้งคำถามว่าจะใช้วิธีการลักษณะนี้ในการช่วยชาวสวนผลไม้อื่นที่เจอกับปัญหาราคาตกต่ำหรือไม่

    แต่นั่นก็เป็นเพียงยกแรกในการทำงานสไตล์แบบเอกชน และมองช่องทางทดลองในการสร้างพื้นที่แก้ไขปัญหาในแบบอื่นๆ ที่แตกต่างจากในอดีต ซึ่งทุกปีเรามักเห็นรัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องสินค้าเกษตรราคาตกต่ำด้วยการใช้งบประมาณในการประกันราคา อุดหนุน ช่วยเหลือ เยียวยา เป็นสูตรสำเร็จทุกครั้ง 

    สำหรับนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาการันตีว่า “รมต.ศุภจี” จะรับมือมรสุมที่เกิดขึ้นได้ และไม่มีท้อ แสดงออกถึงความเชื่อมั่นว่า รมต.คนนอกที่ดึงเข้ามาจะฝ่ากระแสดรามาและสร้างผลงานให้กับรัฐบาลได้ และน่าจะเป็นไพ่ใบสุดท้ายในการพยุงรัฐบาลที่หัวทิ่มจากปมการเมืองเรื่องผลประโยชน์ 

    อย่างไรก็ตาม นอกจากมาตรการและโครงการเฉพาะหน้าที่เตรียมทยอยออกมาแล้ว ยังมี “เมกะโปรเจกต์ใหญ่” อย่าง “แลนด์บริดจ์” ที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเร่งผลักดันในลำดับต่อไป และกำลังถูกจับตามองว่าเป้าหมายในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศนั้น จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

    หลายรัฐบาลได้ให้หน่วยงานภาครัฐศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างต่อเนื่อง มีการ “โรดโชว์” ดึงนักลงทุนที่สนใจลงทุนอยู่ตลอด แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล โครงการดังกล่าวก็ถูกพับเก็บไป เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารก็ตั้งเรื่องเปิดประเด็น โยนหินถามทาง กันอีกรอบ    

    ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เตรียมลงพื้นที่วันที่ 8 พฤษภาคมนี้ เพื่อระดมความคิดเห็น ฟังเสียงของคนในพื้นที่ 

    โดยขั้นตอนต่อไปจะนำข้อมูลมาประมวลกับผลศึกษาเดิม ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ต่อ ครม.ภายในไตรมาส 3 เมื่อ ครม.อนุมัติแล้วจะนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ตั้งเป้าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2573

    สำหรับโครงการ แลนด์บริดจ์ ในรัฐบาลชุดนี้ ใช้ผลการศึกษาของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร วางโมเดลพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเล และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างกันด้วยระบบราง และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ภายใต้แนวคิด “One Port Two Side” และการพัฒนาพื้นที่หลังท่าด้วยอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องและกิจกรรมเชิงพาณิชย์

    โดยได้คัดเลือกจุดก่อสร้างท่าเรือทั้ง 2 ฝั่งคือ บริเวณแหลมริ่ว ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร และแหลมอ่าวอ่าง ต.ราชกรูด อ.เมืองฯ จ.ระนอง ที่สามารถรองรับตู้สินค้าได้ฝั่งละ 20 ล้านทีอียู (ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดยาว 20 ฟุต)

    ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรค ยื่นญัตติด่วนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอที่ประชุมสภาพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้ปรากฏในนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการหาเสียง และยังไม่ได้ปรากฏในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา แต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญ และอ้างว่าเป็นโครงการระดับประเทศที่พร้อมผลักดัน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความกังวล

    “บริษัทเดินเรือก็สะท้อนมายังพรรคประชาธิปัตย์ว่า แม้รัฐบาลจะสร้างแลนด์บริดจ์แล้วเสร็จก็ไม่คุ้มค่าที่จะมาใช้บริการ เพราะไม่สามารถประหยัดเวลาได้เท่ากับการผ่านช่องแคบมะละกา และการใช้แลนด์บริดจ์ยังต้องขนย้ายสินค้าขึ้นลงจากเรือหลายต่อ ซึ่งเป็นภาระและเงื่อนไขเวลา รวมถึงยังมีภาระค่าใช้จ่ายอีก ดังนั้นโครงการนี้จึงมีความสุ่มเสี่ยงว่าจะถูกทิ้งร้าง เอกชนไม่ใช้บริการ จึงควรให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกันพิจารณา” นายกรณ์ระบุ

                   นอกจากนั้นยังมีเสียงต้านจากนักอนุรักษ์ที่มองว่าการสูญเสียพื้นที่ทางธรรมชาติทางทะเลที่ประเมินค่าไม่ได้ ไม่คุ้มกับโครงการที่ได้มา 

                   ที่สำคัญคือ ความกังวลว่าพื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ที่จะมีการช่วงชิงพื้นที่การนำระหว่างกัน เลยไปถึงพันธมิตรในภูมิภาคที่เสียประโยชน์จากโครงการดังกล่าวจะมีท่าทีอย่างไร 

                   และด้วยขนาดของโครงการที่มีการลงทุนในวงเงินมหาศาล เกี่ยวพันในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม “รัฐบาล” ถูกมองด้วยความกังขา และถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องเร่งดำเนินการ 

                   ดังนั้นการสื่อสารเพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นและโอกาสที่เป็นไปได้ พร้อมรับประกันว่าไม่เป็นภาระในภายภาคหน้ากับประเทศหากโครงการไปไม่รอด รวมถึงไทม์ไลน์ขั้นตอนต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจนตั้งแต่ต้น

                   โดยเฉพาะนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้รับผิดชอบการขับเคลื่อนโครงการ ย่อมถูกมองว่าหวังผลทางการเมือง หรือมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

    ยิ่งล่าสุดเกิดประเด็นดรามากับ รมต.พรรคเดียวกัน หลังผู้สื่อข่าวที่ถามถึงประเด็นที่ “วราวุธ ศิลปอาชา” ห่วงผลกระทบสิ่งแวดล้อมถ้าไม่ศึกษาอย่างรอบคอบ โดยโต้กลับว่า คงลืมไปว่าตัวเองเป็น รมว.อุตสาหกรรม ไม่ใช่กระทรวงทรัพยากรฯ พร้อมกับปิดไมค์แล้วเดินออกไปจากโต๊ะแถลงข่าวทันที

    ตอกย้ำความเป็น รมต.สายล่อฟ้า ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยในมาตรการแก้ปัญหาน้ำมันแพง ช่วงต้นของเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยไปผูกโยงภูมิหลังเดิมในการทำธุรกิจปั๊มน้ำมัน 

    ไม่เท่านั้น ยังมีการขยับตัวของเครือข่ายประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ ประกาศรวมพลังต้านโครงการ และ พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เพราะกังวลว่าต่างชาติจะฮุบที่ดิน 99 ปี ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต โดยมุ่งเน้นเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนพัฒนาให้ตรงจุด

    เชื่อว่า “แลนด์บริดจ์” จะกลายเป็นเผือกร้อนของ “รัฐบาล” เพราะกว่าจะตกผลึกและเริ่มนับหนึ่งได้ต้องผ่านหลายขั้นตอนและใช้เวลา แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “ฉันทามติ” ของคนในสังคมที่ออกมาว่าจะไปในทิศทางไหนด้วย

    จึงต้องดูอีกสักระยะว่ารัฐบาลจะแสดงท่าทีเอาจริงเอาจัง ผลักดันสุดตัว หรือใส่เกียร์ถอย ลบกระแสต้านที่กำลังใช้ประเด็นนี้เป็นเชื้อไฟในการรวมตัวของฝ่ายต่อต้าน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/989555/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sAtXFoNaPB4HymEsf-X0S

  • เชียงใหม่-เชิดชู “ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ” มอบรางวัลการศึกษาเอกชน 2569 ยกระดับการศึกษานอกระบบ | TOPNEWS

    เชียงใหม่-เชิดชู “ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ” มอบรางวัลการศึกษาเอกชน 2569 ยกระดับการศึกษานอกระบบ | TOPNEWS

    “ดร.วีระ แข็งกสิการ” มอบรางวัลเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษาเอกชน ประจำปี 2569 ยกย่อง 200 บุคลากรผู้ปิดทองหลังพระ ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ครู และผู้บริหาร พร้อมมอบเกียรติบัตรเยาวชนดาวรุ่ง เตรียมส่งตัวแทนโชว์ศักยภาพไกลถึงกรุงเวียนนา

    เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ จังหวัดเชียงใหม่ จัดพิธีมอบรางวัลและเชิดชูเกียรติ “ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษาเอกชน ประจำปี 2569” เพื่อยกย่องบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการศึกษา โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 75 ปี ศูนย์พันธกิจ สภาคริสตจักรในประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่

    นายคงกระพัน เวฬุสาโรจน์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับว่า พิธีดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งวาระแห่งความภาคภูมิใจของแวดวงการศึกษาเอกชน ที่ได้ร่วมกันยกย่องผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งอุทิศตนทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา พร้อมเน้นย้ำว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นผลจากความร่วมมือของสถานศึกษาเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ ตลอดจนทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ด้าน ดร.วิไลวรรณ วรรณโชติผาเวช ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวรายงานว่า เบื้องหลังความสำเร็จของกิจกรรมทางการศึกษาจำนวนมาก ยังมีบุคลากร “ผู้ปิดทองหลังพระ” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันการศึกษาให้ก้าวหน้า พิธีมอบรางวัลในครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติผู้มีคุณูปการ โดยแบ่งรางวัลออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ 22 ราย ผู้บริหาร 31 ราย และครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา 47 ราย

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลผู้บริหารดีเด่น ครูผู้สอนกลุ่มสาระดีเด่น และบุคลากรดีเด่น เนื่องในวันการศึกษาเอกชนภาคเหนือ ประจำปี 2569 รวม 76 ราย พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่เยาวชนที่ผ่านการอบรมโครงการ Research Essay Writing และเยาวชนผู้มีผลงานโดดเด่นระดับนานาชาติและด้านจิตอาสา เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนไทยสู่เวทีนานาชาติ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย รวมผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 200 คน

    ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีว่า ความสำเร็จทางการศึกษาไม่ได้เกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากเกิดจากพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบุคลากรที่อุทิศตนอย่างเงียบงาม ผู้ได้รับรางวัลในครั้งนี้ล้วนเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้า

    “การเชิดชูเกียรติครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จที่ผ่านมา แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับบุคคลและระบบการศึกษาโดยรวม” รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

    ทั้งนี้ การจัดพิธีดังกล่าวสะท้อนถึงความเข้มแข็งของภาคการศึกษาเอกชนนอกระบบในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพคนอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1564296&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YyTWSm3OiGf6-EIsqBVIM

  • สมาคมครูชนบทชัยภูมิ ร้องเอาผิด “รองเลขาสพฐ.” ร่างหลักสูตรป.4-6 ขัดกม.การศึกษา

    สมาคมครูชนบทชัยภูมิ ร้องเอาผิด “รองเลขาสพฐ.” ร่างหลักสูตรป.4-6 ขัดกม.การศึกษา

    ภูมิภาค

    สมาคมครูชนบทชัยภูมิ ร้องเอาผิด “รองเลขาสพฐ.” ร่างหลักสูตรป.4-6 ขัดกม.การศึกษา

    วันเสาร์ ที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายสานิตย์ พลศรี นายกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วยนายสมคิด หอมเนตร รองประธานคณะมนตรีสภาปฏิรูปการศึกษาภาคประชาชน นายประทีปพลมณี เลขาธิการสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ นายดำรง ศรีวงศ์ชัย อุปนายกฝ่ายวิเทศสัมพันธ์สมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ นายชูเดช ฦาแสง กรรมการสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ นายปัญญา ทะนารี นายทะเบียนสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ นายสุรสิทธิ์ โคบำรุง สมาชิกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ นางราตรี โคบำรุง สมาชิกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ และผู้ปกครองนักเรียน ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดุสิต พร้อมมอบสารหลักฐานประกอบการพิจารณา เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา เพื่อให้ดำเนินคดีนายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการสพฐ. เนื่องจากได้การจัดทำร่างหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ชั้น ป. 4-6 ) พ.ศ.2569 โดยขัดต่อกฎหมายการศึกษาทุกฉบับ ทั้งความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 83,46 และเป็นตัวแทนและผู้สนับสนุนมาตรา 90 มาตรา 91 เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระในขอบเขตทั้งประเทศ
        
    อย่างไรก็ตาม สมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ ชี้แจงว่า ทางสมาคมฯ ได้ส่งหนังสือคัดค้าน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายการศึกษา แต่หากยังดำเนินการโดยไม่มีการทบทวนใดๆ เมื่อได้รับการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว สมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ องค์กรการศึกษาภาคประชาชน ผู้ปกครอง นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จะดำเนินการต่อต้านและคัดค้านให้ถึงที่สุด และจะดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายอีกด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้ถูกรับฟังและยังเร่งดำเนินการ ดังนั้นหากปล่อยไว้ อาจจะเสี่ยงกระทบต่อการจัดการศึกษาของชาติที่ไม่ผ่านการอนุมัติทางกฎหมาย และเป็นการทำลายการศึกษาของชาติทั้งระบบ ซึ่งใครจะเป็นผู้รับผิดชอบกับอนาคตการศึกษา อย่างไรก็ตามไม่มีกฎหมายใดให้ดำเนินการปรับรับหลักสูตรการศึกษาได้ ผู้เรียนต้องได้เรียนครบทั้ง 8 กลุ่มสาระตามวิถีชีวิตของคนไทย โดยยึดกฎหมายประกอบด้วย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ 2560 มาตรา 258 จ (4) ข้อ 5 ด้านการศึกษา กำหนดให้ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน ได้ในระดับชั้นเรียนเท่านั้น (ไม่มีบัญญัติไว้ให้ทำการปรับหลักสูตรในระดับชาติแต่อย่างใด) และให้ผู้เรียนได้เรียนตามถนัด พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และแผนการจัดการศึกษาชาติ พ.ศ. 2560-2579
         
    ทางสมาคมเตรียมที่จะยื่นหนังสือถึง ประเสริฐ จันทรรวงทอง เพื่อให้พิจารณาดำเนินการย้าย วิษณุ ทรัพย์สมบัติ ออกจากตำแหน่งในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเห็นว่าการย้ายดังกล่าวเป็นมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงพยานหลักฐานหรือกระบวนการตรวจสอบ
       
    ทั้งนี้ สมาคมฯ เห็นว่าประเด็นดังกล่าวไม่เพียงเป็นเรื่องของบุคคล แต่ยังเกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของกระบวนการจัดทำหลักสูตรการศึกษาระดับชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพผู้เรียนและทิศทางการศึกษาของประเทศในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน รอบคอบ และยึดหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474710&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j5DTQu-pjMQpvcRU06ITi

  • เปิดประวัติ 3 อินฟลูฯ หญิงสายการเงินของไทย “บุ้งกี๋ – นิคกี้ – แอนนาเบล”

    เปิดประวัติ 3 อินฟลูฯ หญิงสายการเงินของไทย “บุ้งกี๋ – นิคกี้ – แอนนาเบล”

    ในยุคที่ AI และเครื่องมือทางการเงินพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่ “มนุษย์” ก็ยังคงต้องการประสบการณ์จริงหรือการสื่อสารจาก “มนุษย์” ด้วยกัน โดยเฉพาะในโลกการลงทุนที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญต่างหันมาสร้างพื้นที่แชร์ความรู้และประสบการณ์ผ่านเพจโซเชียลมีเดีย วันนี้ Thairath Money จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 3 อินฟลูเอนเซอร์หญิงด้านการเงินของไทย มาเจาะลึกเส้นทางชีวิตทั้งการศึกษา จุดเปลี่ยนของชีวิต และกว่าจะมาถึงตอนนี้ต้องสอบผ่านใบอนุญาตด้านการเงินอะไรมาบ้าง

    GEE Money & More 
    จากเซลล์บัตรเครดิต สู่ Director ด้าน Wealth Management

    บุ้งกี๋ – ณัฐชนก มานะสมจิตร เจ้าของเพจ GEE Money & More ที่มีผู้ติดตามกว่า 154,000 คน เธอเล่าว่าปัจจุบันทำงานเป็น Director, Regional Wealth Management Solutions ที่ ICHAM Pte. Ltd. ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งงานหลักคือการดูแลลูกค้า Wealth หรือเหล่าคนที่มีทรัพย์สินมหาศาล โดยจะให้คำแนะนำและช่วยบริหารด้านการเงินแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวม, หลักทรัพย์, ประกันภัย ฯลฯ 

    กว่าจะมาถึงวันนี้เธอมีประสบการณ์ทำงานในหลายรูปแบบ ช่วงอายุ 16 ปี เริ่มทำงาน Part-time พนักงานขายบัตรเครดิต และเริ่มเรียนรู้การขาย การดีลตรงกับลูกค้า จนเลือกเข้าเรียนสาขา Finance and Banking ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) และต่อยอดจนจบปริญญาโทที่ Master of Business Administration จาก Singapore Management University

    ส่วนเส้นทางสู่แวดวงการเงิน บุ้งกี๋-ณัฐชนก เริ่มทำงานที่ บล.เคทีซิมิโก้ ในแผนก Equity Proprietary Trading และย้ายไปทำนักวิเคราะห์ในฝ่าย Investment Banking ต่อมาได้ร่วมงานกับหลายองค์กรในไทย ทั้งธนาคารทหารไทย (ปัจจุบันชื่อธนาคารทหารไทยธนชาต) ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย จนพบเส้นทางที่ใช่ในสาย Wealth Management คือก่ีดูแลลูกค้ากลุ่ม Private Bank และ Affluent ช่วงที่อยู่ไทยจึงมีใบอนุญาตฯ รอบด้าน ทั้ง 

    • Single License (ใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน)
    • Derivative License (ใบอนุญาตสัญญาซื้อขายล่วงหน้า)
    • CFA Level 1, Level 2

    หลังจากนั้น เธอตัดสินใจบินไปร่วมงานกับธนาคาร UOB ในสิงคโปร์ที่แผนก Privilege Banking จนเลื่อนสู่ตำแหน่ง Director, Senior Client Advisor ประสบการณ์ทำงานธนาคารกว่า 9 ปี ต่อยอดให้เธอมาสู่ตำแหน่งล่าสุดในปัจจุบันที่เน้นความเชี่ยวชาญ Wealth Management ไม่ว่าจะภาษี หรือการวางแผนส่งต่อ โดยในสิงคโปร์ บุ้งกี๋-ณัฐชนก มีใบอนุญาตฯ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงินหลายฉบับส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การกำกับของ ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้แก่

    • CMFAS 
    • Client Advisor Competency Standards หรือ CACS (ใบอนุญาตเฉพาะสำหรับ Private Banking)
    • Fund Management License 

    ศึกษาแนวคิดและความรู้ที่น่าสนใจของ บุ้งกี๋ – ณัฐชนก เพิ่มเติมได้ที่นี่

    Beauty Investor
    ชีวิตต้องลองจนกว่าจะรู้ เส้นทางสู่งานนักวิเคราะห์

    นิคกี้ – ธิดารัตน์ เจริญวุฒิ เจ้าของเพจ Beauty Investor ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 144,000 คน ปัจจุบันทำงานอยู่ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แห่งหนึ่ง เธอเล่าว่าเป็นเด็กสุราษฎร์ธานีที่เข้ามาเรียนต่อมัธยมในกรุงเทพฯ และตัดสินใจเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจนจบปริญญาตรีใบแรก

    หลังจากนั้นได้ลองทำงานอีกหลายด้าน ตั้งแต่ทำโบรกเกอร์ที่ บล.โนมูระ พัฒนสิน (ชื่อปัจจุบัน บล.กรุงศรี พัฒนสิน) ย้ายไปเป็น Financial Relationship Manager ที่ธนาคารยูโอบี ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รู้ตัวว่าชอบสายวิเคราะห์และการลงทุน จึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษในสาขา Financial & Investment จาก University of Exeter และจบการศึกษาด้วยระดับ Merit (เทียบเท่าเกียรตินิยมอันดับสองของไทย)

    เมื่อกลับมาที่ไทยเธอเลือกทำงานกับ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ในตำแหน่ง Investment Consultant และมีโอกาสได้ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตำแหน่งนักวิเคราะห์ ทำให้เข้าใจมุมมองฝ่ายกำกับดูแลที่ไม่เคยทำมาก่อน สุดท้ายตัดสินใจกลับคืนสู่สายตลาดทุนกับหลายองค์กร ทั้ง บล. หยวนต้า, บลจ.พรินซิเพิล (ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์การลงทุน) รวมถึงธนาคารไทยพาณิชย์ ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ลูกค้า จนมาถึงงานในปัจจุบันโดยรวมแล้ว นิคกี้ – ธิดารัตน์ มีประสบการณ์ทำงานในด้านการเงินกว่า 12 ปี และมีใบอนุญาตฯ หลายประเภท ได้แก่

    • ผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 (IC License)
    • นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
    • CISA (ลงทะเบียนกับ กลต.)
    • CMT Level 1 (Chartered Market Technician)

    ส่วนการมาทำเพจ Beauty Investor เริ่มเมื่อตอน Covid-19 ที่โลกมีแต่ข่าวร้าย ข่าวเรื่องโรคที่เกิดขึ้น จนเธออยากให้คนไทยเข้าถึงข้อมูลอื่นๆ อย่างการลงทุนในรูปแบบที่เข้าใจง่ายแต่เป็นข้อมูลที่นักลงทุนสถาบันเขาใช้กันจริงๆ ทุกวันนี้จึงไม่ได้มองว่าตัวเองเป็น FinFlu และให้เพจนี้เป็นงานอดิเรกไม่ใช่การสร้างอาชีพใหม่  

    ศึกษาแนวคิดและความรู้ที่น่าสนใจ นิคกี้ – ธิดารัตน์ เพิ่มเติมได้ที่นี่

    Annabel – Your Wealth Architect
    นักขายอสังหาฯ สู่สถาปนิกทางการเงิน

    แอนนาเบล – รัตนามาศ คชนันทน์ เจ้าของเพจ Annabel – Your Wealth Architect ที่มีผู้ติดตาม  247,000 คน หลายคนอาจคุ้นชื่อของเธอในการทำงานต่างประเทศคือ Annabel Kochanan (หรือ Annabel Gajanandana ในบางแห่ง) เธอเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับ 2) และไปเรียนต่อด้านการบริหารที่ University of Wales, Swansea (MSc.Management) ที่อังกฤษ ต่อมาเริ่มต้นอาชีพการทำงานเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ลอนดอน ก่อนจะเจอจุดเปลี่ยนว่าอยากจะเข้าสู่วงการการเงิน

    เมื่อบินกลับไทยมีโอกาสได้ทำงานที่ SCB Private Banking ด้าน Wealth Management เริ่มดูแลลูกค้าระดับสูง ระหว่างนั้นต้องสอบใบอนุญาตฯ ที่เกี่ยวข้อง และย้ายไปทำงานที่ธนาคาร ABN AMRO ในสิงคโปร์ รวมถึง LGT (เป็นธุรกิจด้านการบริหารความมั่งคั่งในแต่ละประเทศอาจมีใบอนุญาตฯ ที่แตกต่างกัน เช่น ในไทยเป็น บล.) ต่อมาย้ายทำงานที่ธนาคาร UBS สวิตเซอร์แลนด์ ในกรุงเจนีวา 

    แอนนาเบล – รัตนามาศ เล่าว่า ประสบการณ์ทำงานระหว่าง 2012 –  2025 ต้องผ่านช่วงเวลาที่เข้มข้นแทบไม่มีชีวิตส่วนตัว กินข้าวก็ต้องพร้อมรับลูกค้า ตลาดหุ้นทวีปไหนเปิดกี่โมงต้องติดตามให้ทัน ดังนั้นจากเงินที่สะสมส่วนตัว และเงินที่ได้จากธนาคาร UBS ช่วงปรับโครงสร้างองค์กร ก็ทำให้เธอออกมาเริ่มงานแบบ Family Office คือ ดูแลเงินให้ลูกค้าเดิมโดยตรง และเริ่มทำเพจจนถึงวันนี้ จากที่หลายคนถามว่าเธอมีใบอนุญาตฯ ด้านใดบ้าง เราจึงรวบรวมจาก ก.ล.ต. และข้อมูลที่เธอเปิดเผยไว้ในที่เดียว ได้แก่

    • ผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 (IC License)
    • AFPT ออกโดยสมาคมนักวางแผนการเงินไทย
    • CACS 1, 2 (ในสิงคโปร์)
    • Certified Wealth Management Advisor หรือ CWMA (ในสวิตเซอร์แลนด์)

    ศึกษาแนวคิดและความรู้ที่น่าสนใจ แอนนาเบล – รัตนามาศ เพิ่มเติมได้ที่นี่

    ทั้งหมดนี้คือเส้นทางของทั้ง 3 สาวสวยที่กว่าจะก้าวสู่วงการการเงิน และกลายเป็น FinFlu ที่หลายคนให้ความสนใจไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทุ่มเทศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ต้องผ่านการสอบใบอนุญาตฯ ที่เข้มข้น รวมถึงต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับคนทุกรูปแบบให้เข้าใจง่ายเพื่อเข้าถึงคนได้หลากหลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/wealth_management/2930027&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uNXKWATgwuMxfuJb8xFXK

  • “หลานสุริยะ” โต้! ปัดเอี่ยวเด้งอธิบดีฝนหลวง ยันไม่จริง

    “หลานสุริยะ” โต้! ปัดเอี่ยวเด้งอธิบดีฝนหลวง ยันไม่จริง

    2 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามองสำหรับกรณีการสั่งย้าย อธิบดีกรมฝนหลวง ล่าสุด ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร หรือ หลานสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง หลังถูกพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในครั้งนี้ โดยยืนยันว่า ข่าวปลอม ที่ถูกเผยแพร่นั้นไม่ตรงกับความจริง พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาทุ่มเททำงานเพื่อ พัฒนาประเทศ และการศึกษามาโดยตลอด หวังให้ทุกฝ่ายยุติการให้ร้ายเพื่อให้การทำงานเดินหน้าต่อได้

    ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร หลานนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ

    โดย ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร ซีอีโอธุรกิจการบิน หลาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า

    “ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อความพาดพิงถึงผมในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผมขอเรียนว่า ผมไม่มีความประสงค์ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในขณะนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าจนถึงขณะนี้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้พิสูจน์ให้ทุกท่านเห็นแล้วว่าข้อกล่าวหาต่างๆ นั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง

    ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผมทุ่มเทเพื่อพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาและการพัฒนาประเทศเป็นที่ตั้งสูงสุด ดังที่บุคคลใกล้ชิดและผู้ที่เคยร่วมงานกับผมทราบถึงความตั้งใจนี้ดี

    ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการพาดพิงหรือกล่าวหาในลักษณะนี้จะสิ้นสุดลง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้กลับไปมุ่งเน้นกับการทำงานที่สร้างสรรค์ต่อไป

    ขอแสดงความนับถือ

    ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร 

    “หลานสุริยะ” โต้! ปัดเอี่ยวเด้งอธิบดีฝนหลวง ยันไม่จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976868&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TGec2yyEOwaVKB6PbyLQx

  • ‘สรรเพชญ’ กางโรดแมป 6 มิติ ยกเครื่อง ‘กรมเจ้าท่า’ ปลุกท่าเรือสำราญสายใต้

    ‘สรรเพชญ’ กางโรดแมป 6 มิติ ยกเครื่อง ‘กรมเจ้าท่า’ ปลุกท่าเรือสำราญสายใต้

    'สรรเพชญ' กางโรดแมป 6 มิติ ยกเครื่อง 'กรมเจ้าท่า' ปลุกท่าเรือสำราญสายใต้

    นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่กรมเจ้าท่า เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของประเทศด้านคมนาคมทางน้ำให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลนั้น

    สำหรับการพัฒนาระบบคมนาคมทางน้ำถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพการขนส่งและพาณิชยนาวี ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า ตนได้มอบนโยบายให้กรมเจ้าท่าเร่งดำเนินการใน 6 ด้านสำคัญ ดังนี้

    1. ด้านส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศผ่านการพัฒนาการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี โดยให้เร่งรัดการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การขุดลอกร่องน้ำเศรษฐกิจในพื้นที่สำคัญ เช่น ร่องน้ำสมุทรสาคร (ท่าจีน) บ้านดอน ปัตตานี สงขลา และบางปะกง

    นอกจากนี้สั่งให้ศึกษาการพัฒนาท่าเรือดอนสักเพื่อเชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์ และการนำระบบแพลตฟอร์ม MSW เชื่อมโยงกับ NSW เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการนำเข้า–ส่งออกของประเทศ

    2. ด้านการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวทางน้ำ โดยเร่งพัฒนาท่าเรือสำราญในพื้นที่ศักยภาพทั้งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในธุรกิจเรือสำราญและเรือยอชต์ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและอ่าวพังงา รวมถึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของท่าเรือท่องเที่ยวผ่านระบบ Port Control อย่างเป็นระบบ

    3. ด้านยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้ใช้บริการการขนส่งทางน้ำ โดยพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้ โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 ทั้งนี้ให้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบติดตามเรือ (Vessel Traffic Control) ระบบ AI และการบริหารจัดการท่าเรือ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ตลอดจนปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและกำกับดูแลค่าโดยสารให้เป็นธรรม

    4. ด้านการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน อันเนื่องจากอุทกภัย การฟื้นฟูแหล่งน้ำ และการกัดเซาะชายฝั่ง โดยให้ดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งนำกลไกขุดลอกต่างตอบแทนมาใช้แก้ไขปัญหาเร่งด่วน และตั้งเป้าฟื้นฟูชายฝั่งให้แล้วเสร็จภายในปี 2575

    5. ด้านส่งเสริมให้ระบบการขนส่งทางน้ำเป็นระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลักดันการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อย PM 2.5 และก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ตามเป้าหมายสากล สนับสนุนการใช้เรือพลังงานสะอาด และพัฒนาท่าเรือสีเขียว (Green Port) เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

    6. ด้านพิทักษ์ผลประโยชน์ทางพาณิชยนาวีของชาติไทย โดยให้เน้นย้ำการยกระดับมาตรฐาน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ผ่านความร่วมมือกับองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) 

    นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าส่งเสริมการผลิตบุคลากรด้านพาณิชยนาวีให้เพียงพอและตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยต้องได้มาตรฐานสากลตามที่ IMO กำหนด และมีเป้าหมายสามารถป้อนตลาดแรงงานโลกที่อยู่ในภาวะขาดแคลน

    นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

    ขณะเดียวกันให้สร้างกรอบความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีด้านพาณิชยนาวี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

    ทั้งนี้รวมถึงการพัฒนาร่องน้ำที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยว ให้มีมาตรฐานตามข้อกำหนดของสมาคมระหว่างประเทศว่าด้วยเครื่องช่วยการเดินเรือและประภาคาร (IALA)

    นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า ได้กำหนดแนวทาง Quick Win เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานในโครงการสำคัญ ดังนี้ Quick Win 1เร่งรัดโครงการให้แล้วเสร็จและเปิดใช้งานโดยเร็ว ครอบคลุมโครงการพัฒนาท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ท่าเรือเกาะสุกร จังหวัดตรัง และท่าเรืออเนกประสงค์อ่าวมะขามป้อม จังหวัดระยอง ทั้งนี้รวมถึงโครงการพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่สำคัญ เช่น ร่องน้ำบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่องน้ำสงขลา ร่องน้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ร่องน้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่องน้ำตำมะลัง จังหวัดสตูล และร่องน้ำเชียงแสง จังหวัดเชียงราย

    ขณะที่ Quick Win 2 ให้ริเริ่มโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการเสริมทรายชายหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี การพัฒนาระบบบริหารความปลอดภัยท่าเทียบเรือท่องเที่ยว (Port Control) ในพื้นที่ภูเก็ต กระบี่ และระยอง การศึกษาพัฒนาท่าเรือดอนสักเพื่อเชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์ การศึกษาด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม สำหรับการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำในทะเลสาบสงขลาตอนกลาง เช่นเดียวกับการพัฒนาท่าเรือสำราญและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ฝั่งอันดามัน อ่าวไทยตอนบน และอ่าวไทยตอนล่าง รวมถึงการพัฒนาระบบแพลตฟอร์ม MSW (Maritime Single Window) เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดต้นทุนในการนำเข้า–ส่งออกสินค้า

    การประชุมมอบนโยบายกรมเจ้าท่า (จท.)

    ส่วน Quick Win 3 เสนอขออนุมัติดำเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในการพัฒนาท่าเรือสำราญเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางน้ำในระยะยาว

    “ได้กำชับให้คณะผู้บริหาร และบุคลากรทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย และทำให้ระบบคมนาคมทางน้ำของไทยมีความปลอดภัย ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป” นายสรรเพชญ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/658092&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fnTveN3PZ3Bhuhh_sWNnU

  • ธุรกิจสระว่ายน้ำโตตามท่องเที่ยว เจ.ดี.พูลส์เร่งปั้นรายได้ใหม่จากสระเก่า

    ธุรกิจสระว่ายน้ำโตตามท่องเที่ยว เจ.ดี.พูลส์เร่งปั้นรายได้ใหม่จากสระเก่า

    ธนูศักดิ์ พึ่งเดช ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ดี.พูลส์ จำกัด ระบุว่า วันนี้สระว่ายน้ำแทบกลายเป็น “ของจำเป็น” สำหรับโรงแรม รีสอร์ต และพูลวิลล่าเหตุผลไม่ซับซ้อนเพราะนักท่องเที่ยวเลือกที่พักจาก “ประสบการณ์” มากกว่าราคา  ประเทศไทยจึงได้เปรียบทั้งภูมิอากาศ พื้นที่ และการเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวจนทำให้ตลาดสระว่ายน้ำในไทยเติบโตสูงสุดในอาเซียนและที่น่าสนใจคือการเติบโตนี้ “ผูกติด” กับอสังหาริมทรัพย์โดยตรง

    ถ้าอสังหาฯ โต 10%สระว่ายน้ำก็โตใกล้เคียงกันโดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต พัทยา และสมุย

    เปลี่ยนเกมจากหาลูกค้าใหม่สู่ลูกค้าเก่า

    แทนที่จะวิ่งหาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว เจ.ดี.พูลส์ เลือกหันกลับมามอง “ขุมทรัพย์เดิม”ฐานลูกค้ากว่า 18,800 รายคือโอกาสในการทำรายได้ซ้ำ (Recurring Income)ผ่านการรีโนเวทและอัปเกรดสระเก่าด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบ AI หุ่นยนต์ทำความสะอาด ระบบกันซึม PVC Liner เป้าหมายคือเข้าถึงลูกค้า 20% หรือราว 300 รายในระยะแรกสร้างรายได้ประมาณ 30 ล้านบาทในปีนี้นี่คือการเปลี่ยนจากธุรกิจ “ขายครั้งเดียว”สู่ “บริการต่อเนื่อง”
     

    แตกไลน์ “iBath” เจาะเทรนด์สุขภาพ

    อีกหมากสำคัญคือการเปิดตัว “iBath”อ่างน้ำเย็น (Ice Bath) สำหรับสายสุขภาพและนักกีฬา จุดขายคือใช้งานง่าย เป็นอ่างเป่าลม และทำความเย็นได้ภายใน 3 ชั่วโมง ตั้งราคาขายราว 70,000 บาทช่วงโปรโมชั่นสะท้อนว่า เจ.ดี.พูลส์ ไม่ได้ขายแค่ “สระ” แต่กำลังขาย “ไลฟ์สไตล์”

    ปัจจุบันบริษัทมีโชว์รูม 20 แห่ง และตั้งเป้าเพิ่มอีก 10 แห่งใน 3 ปีโมเดลสำคัญคือ “แฟรนไชส์”เพื่อลดภาระลงทุนขณะที่ตลาดต่างประเทศโฟกัสอาเซียนเป็นหลักโดยเฉพาะ “เมียนมา”ที่ยังเติบโต และคู่แข่งน้อยส่วนลาวและกัมพูชาเริ่มชะลอจากเศรษฐกิจและค่าขนส่ง

    เจาะตลาดรัฐแก้ปัญหาเด็กจมน้ำ

    อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการรุก “ภาครัฐ” ผ่านโครงการสระว่ายน้ำงบประมาณ 500,000 บาทเตรียมเสนอให้ อปท. กว่า 7,400 แห่งทั่วประเทศเป้าหมายไม่ใช่แค่รายได้แต่ยังแก้ปัญหา “เด็กจมน้ำ”ซึ่งเป็น Pain Point ของสังคมไทย

     ต้นทุนพุ่ง แต่ยัง “ตรึงราคา”

    แม้ต้นทุนก่อสร้างทั้งปูนและเหล็ก จะเพิ่มขึ้นราว 15%แต่บริษัทเลือก “พยุงราคา” ได้อีก 2-3 เดือนจากสต็อกที่มีอยู่อย่างไรก็ตามหากของล็อตใหม่เข้ามามีโอกาสปรับขึ้น 5-10%

    ปีนี้  เจ.ดี.พูลส์ ตั้งเป้าเติบโต 10% สู่รายได้ประมาณ 500 ล้านบาทแม้ไม่ใช่ตัวเลขหวือหวาแต่สิ่งที่น่าสนใจคือ“คุณภาพของการเติบโต”ที่กำลังเปลี่ยนจากรายได้ครั้งเดียว ไปสู่รายได้ระยะยาว และการต่อยอดสินค้าใหม่
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1232136&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mU5yHUYir3cIgImZZr8lL

  • ผู้ปกครองแห่ซื้อชุดนักเรียนรับเปิดเทอม ราคาเฉลี่ย 2,000-3,000 บาท/คน

    ผู้ปกครองแห่ซื้อชุดนักเรียนรับเปิดเทอม ราคาเฉลี่ย 2,000-3,000 บาท/คน

    (2 พ.ค. 69) บรรยากาศที่ตลาดสด ทม.มหาสารคาม เป็นไปอย่างคึกคัก หลังผู้ปกครองพาบุตรหลานออกมาเลือกซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน มาจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง ร้านจำหน่ายชุดนักเรียนหลายร้านมีลูกค้าแน่นขนัด

    ผู้ปกครองส่วนใหญ่ เน้นพาบุตรหลานมาวัดตัวที่ร้าน เพื่อให้ได้ขนาดที่พอดี โดยเฉพาะเด็กที่มีรูปร่างผอมหรืออ้วนเป็นพิเศษ หลายครอบครัวเลือกซื้อเพียง 1 ชุดก่อน และวางแผนกลับมาซื้อเพิ่ม เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย

    หากซื้อชุดนักเรียนแบบครบชุด ทั้งเสื้อผ้า , รองเท้า , กระเป๋าและอุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 2,000 – 3,000 บาท ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังคงเดิม แม้ค่าครองชีพด้านอื่นจะสูงขึ้น ขณะที่รองเท้านักเรียนบางยี่ห้อ ปรับราคาขึ้นอยู่ที่ประมาณ 300 – 400 บาทต่อคู่

    ผู้ปกครองหลายราย เล่าว่า จำเป็นต้องวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เนื่องจากในช่วงเปิดภาคเรียน มีค่าใช้จ่ายหลายด้านเพิ่มขึ้น ทั้งค่าเล่าเรียน , อุปกรณ์การศึกษา และค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน ส่งผลให้ต้องทยอยซื้อของเท่าที่จำเป็นก่อนในแต่ละครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NrYbi5h1e&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zLBlzlDhgW_gHxyiEXLDd