Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธปท.อีสานเผยเศรษฐกิจเริ่มฟื้น การบริโภค-ท่องเที่ยวคึกคัก รับมาตรการรัฐพยุงกำลังซื้อ

    ธปท.อีสานเผยเศรษฐกิจเริ่มฟื้น การบริโภค-ท่องเที่ยวคึกคัก รับมาตรการรัฐพยุงกำลังซื้อ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/164843&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3151bVbSLlL_1l_A5wIjsQ

  • “อนุทิน” ไม่ปิดประตู “ไทยช่วยไทย 60/40” เฟต 2 ชี้ต้องดูงบฯ-เศรษฐกิจ

    “อนุทิน” ไม่ปิดประตู “ไทยช่วยไทย 60/40” เฟต 2 ชี้ต้องดูงบฯ-เศรษฐกิจ

    วันนี้ (3 ส.ค.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงข้อเสนออยากให้รัฐบาลต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลต้องพิจารณา แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานการณ์และงบประมาณทางเศรษฐกิจ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลประชานิยม แต่เป็นรัฐบาลที่ทำให้ทุกคนยืนอยู่บนขาของตนเองได้ หากจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจติด รัฐบาลก็จะดำเนินการ

    ส่วนกระแสตอบรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เป็นอย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรีถามกลับผู้สื่อข่าวว่า “ได้ใช้หรือไม่ ชอบหรือเปล่า ถ้าชอบก็ขอให้พูดดัง ๆ หน่อย”

    ส่วนกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลที่ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าโครงการดังกล่าวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยประชาชนได้จริง แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะยังมีเวลาอีก 3 ปี ให้ประชาชนพิจารณาว่า รัฐบาลมีความจริงใจและความตั้งใจ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของประชาชน

    “รัฐบาลไม่สามารถประเมินหรือตัดสินตัวเองได้ สิ่งที่ทำได้คือทำงานให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าหากคนกลุ่มนี้บริหารประเทศต่อ จะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร รัฐบาลก็พร้อมยอมรับทุกกรณี” นายอนุทิน กล่าว

    ส่วนความเป็นไปได้ของโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 และโอกาสเพิ่มวงเงินจากวันละ 200 บาท นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ ถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง

    อ่านข่าว :

    ช่วยเกือบ 100 ชีวิต ปลาทะเลติดลอบดักปลา กลางแนวปะการังเกาะบิดะนอก จ.กระบี่

    “ทองคำ” เช้านี้ -100 บาท “ทองแท่ง”ขายออก 64,100 บาท

    จนท.คุมตัว 4 ผู้ต้องสงสัยเข้าศูนย์ซักถามฯ สอบข้อเท็จจริงคดียิง ตำรวจ สภ.ตากใบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508950&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m0wF6TNMStYo4cveRqZRf

  • เฟดคงดอกเบี้ย ผลต่อเศรษฐกิจไทย

    เฟดคงดอกเบี้ย ผลต่อเศรษฐกิจไทย

    สัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด (FOMC) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 3.5-3.75 ตรงกับที่ตลาดการเงินส่วนใหญ่คาด แม้แรงกดดันเงินเฟ้อจะมีมากขึ้นชัดเจนช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

    ทั้งจากราคาน้ำมันที่กลับมาสูงขึ้นตามภาวะสงครามระลอกสอง อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่โน้มสูงขึ้นก่อนหน้าการประชุม จากที่นักลงทุนห่วงว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวและลดลงยาก รวมทั้งความเห็นของกรรมการสามคนในการประชุม FOMC ล่าสุดที่สนับสนุนให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย

    ถึงวันนี้ ตลาดการเงินส่วนใหญ่มองว่า ธนาคารกลางสหรัฐคงต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ถ้าเงินเฟ้อเร่งตัวและสงครามยืดเยื้อ ซึ่งจะนําเศรษฐกิจโลกกลับเข้าสู่ยุคสามสูง คือ ราคาน้ำมันสูง เงินเฟ้อสูง อัตราดอกเบี้ยสูง 

    สำหรับประเทศไทย ต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นจะกระทบทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจและฐานะการคลัง เงินทุนต่างประเทศจะไหลออก และแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดจะมีต่อเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูง ทำให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะยิ่งยากขึ้น ทั้งการเติบโตและเสถียรภาพ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    ธนาคารกลางสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 3.5-3.75 ในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ห้าในปีนี้ ด้วยมติ 9 ต่อ 3 โดยในใบแถลงข่าวให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเข้มแข็ง ตลาดแรงงาน ผลิตภาพการผลิต การลงทุนเข้มแข็ง แม้จะมีความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อัตราการว่างงานเสถียรไม่เปลี่ยนแปลง

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าร้อยละ 2 โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุด วัดจากดัชนีราคาผู้บริโภค อยู่ที่ร้อยละ 3.5 ลดลงจากร้อยละ 4.2 เดือนก่อนหน้า ซึ่งเฟดมองว่าเป็นผลจากช็อกด้านอุปทาน และยืนยันที่จะรักษาเสถียรภาพราคา

    ในช่วงแถลงข่าวและตอบคำถามสื่อมวลชน ประธานเฟด นายเควิน วอร์ช ยอมรับว่าคณะกรรมการมีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องการคงหรือขึ้นดอกเบี้ย เปรียบเหมือนครอบครัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และย้ำว่าเฟดจะไม่ส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยเพราะต้องการให้ตลาดการเงินประเมินเองและปรับตัว ซึ่งต่างจากในอดีต ซึ่งสำหรับตลาดการเงินความไม่ชัดเจนในทิศทางดอกเบี้ยหมายถึง ความไม่แน่นอนที่จะมีมากขึ้น 

    ประเด็นนี้ทำให้หลังแถลงข่าว ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลง ดัชนีดาวโจนส์ปรับลง 1.6% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.6% ส่วนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 30 ปีเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 5.2 เพราะนักลงทุนห่วงเงินเฟ้อและกลัวว่าเฟดจะตามสถานการณ์เงินเฟ้อไม่ทัน (behind the curve)

    เพราะไม่ดุดันหรือจริงจังพอเรื่องเงินเฟ้อจากมติคงอัตราดอกเบี้ย ประเด็นไม่ดุดันนี้ทำให้ตลาดบางส่วนมองว่าอัตราดอกเบี้ยอาจยืนระดับนี้อีกในเดือนกันยายน คือไม่ปรับขึ้น

    สำหรับผม ความสมดุลของความเสี่ยงได้ปรับไปทางอัตราเงินเฟ้อสูงมากขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมเมื่อสงครามสหรัฐ-อิหร่านรอบสองประทุขึ้นและราคาน้ำมันกลับมาสูงขึ้นอีก ซึ่งจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในสหรัฐและการตัดสินใจของเฟดเรื่องดอกเบี้ยจากนี้จนถึงการประชุมในเดือนกันยายน

    ทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจ การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐ ช่วงสองเดือนข้างหน้าจะเป็นตัวตัดสินทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ขึ้นอยู่ว่าสถานการณ์สงครามและเงินเฟ้อ ณ จุดนั้น จะออกมาอย่างไร ซึ่งมีความเป็นไปได้สามทาง

    1.สงครามระลอกสองเป็นภาวะชั่วคราว ราคาน้ำมันยืนระยะในระดับปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวขึ้นตามราคาน้ำมันที่แพงขึ้นแต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานค่อนข้างเสถียร ในกรณีนี้ เฟดอาจเลือกที่จะมองข้าม คือ look through อัตราเงินเฟ้อที่สูงเพราะเป็นเรื่องชั่วคราว และคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน คือ ไม่ปรับขึ้น

    2.สงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นในระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเดือนๆ ทำให้ทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัวขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่สูงส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ กรณีนี้ เฟดคงขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพื่อลดเงินเฟ้อ

    3.เป็นความเสี่ยงส่วนหาง คือ สงครามรุนแรงมากขึ้นและขยายวง ทำให้ราคาน้ำมันทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบเงินเฟ้อและเศรษฐกิจรุนแรง เข้าค่าย Stagflation ซึ่งจะท้าทายเฟดและนโยบายการเงิน

    ในชั้นนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มองไปที่ความเป็นไปได้ หนึ่ง หรือ สอง คือ คงหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน นี่คือเหตุผลทำไมเฟดจึงสงวนท่าทีไม่ส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย เพราะความไม่แน่นอนที่มีมาก ซึ่งผมเห็นด้วย

    สำหรับเศรษฐกิจไทยและประเทศตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าเฟดคงหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน อัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงอย่างในปัจจุบันก็จะยืนระยะต่อไปหรือไม่ก็ปรับสูงขึ้นอีก เป็นภาวะแวดล้อมของสามสูงที่จะกระทบเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง คือ ราคาน้ำมันสูง อัตราเงินเฟ้อสูง และ อัตราดอกเบี้ยสูง

    สำหรับไทย ราคาน้ำมันที่สูงจะทำให้ต้นทุนการผลิตและอัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้น กระทบเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความเป็นอยู่ของคนในประเทศ รวมถึงกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดให้ขาดดุลต่อเนื่อง สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    อัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงจะกดดันให้เงินทุนต่างประเทศไหลออก กระทบตลาดหุ้นและสภาพคล่องในประเทศ ส่วนฐานะการคลังของประเทศที่ตึงมืออยู่แล้ว ก็จะถูกกดดันมากขึ้นจากเศรษฐกิจและรายได้ภาษีที่ชะลอ รวมถึงต้นทุนการกู้ยืมและชําระหนี้ที่จะสูงขึ้น

    นี่คือพายุอีกลูกที่จะเข้ามากระทบเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เหมือนย้ำว่าโลกสวยอย่างเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ทุกอย่างต่ำได้จบไปแล้ว ปัจจุบันคือโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ความไม่แน่นอน ความผันผวน ภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม ที่ทำให้ทุกอย่างแพงขึ้น ไม่ว่า ราคาสินค้าทั่วไปหรือเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะอยู่กันยากขึ้น

    เฟดคงดอกเบี้ย ผลต่อเศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1245672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fnFgmuktaeyID2ETkIXVS

  • โบรกฯ เตือนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัว-FED จ่อขึ้นดอกเบี้ย หลังราคาน้ำมันดิบร่วงแรง 6.9%

    โบรกฯ เตือนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัว-FED จ่อขึ้นดอกเบี้ย หลังราคาน้ำมันดิบร่วงแรง 6.9%


    บล.เอเซีย พลัส ชี้ราคาน้ำมันดิบร่วงแรง 6.9% รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจารอบใหม่ เตือนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัว-FED จ่อขึ้นดอกเบี้ย ก.ย. ชูกลยุทธ์สู้ความผันผวนด้วยหุ้นปัจจัยบวกเฉพาะตัว

    บล.เอเซีย พลัส ชี้ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งแรงรับข่าวบวกทางภูมิรัฐศาสตร์-อุปทาน OPEC+ เพิ่ม ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรง โดยน้ำมันดิบ BRENT ปรับลดลงถึง -6.9% ลงมาแตะระดับ 83.9 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากความกังวลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีสัญญาณผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าได้ตัดสินใจยกเลิกแผนการโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ และเตรียมเปิดฉากการเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงบ่ายของวันจันทร์ (3 ส.ค. 2569)
    นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงกดดันจากฝั่งอุปทาน (Supply) เนื่องจากกลุ่ม OPEC+ เดินหน้าทยอยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงกันยายน 2569 รวมแล้วประมาณ 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาดและลดความตึงตัวลง ส่งผลให้แนวโน้มราคาน้ำมันในระยะสั้นมีโอกาสถูกจำกัดอัปไซด์ (Upside) อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงต้องจับตาพัฒนาการของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด เพราะหากมีการกลับมาตอบโต้รุนแรงอาจทำให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนอุปทานและดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีกครั้ง

    ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินโลกยังมีความเสี่ยงจากประเด็นอัตราแลกเปลี่ยน หลังจากค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากบริเวณ 164 เยนต่อดอลลาร์ สู่ระดับ 156 เยนต่อดอลลาร์ ภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน ภายหลังสหรัฐฯ และญี่ปุ่นร่วมมือกันเข้าแทรกแซงตลาดเงินเพื่อหยุดยั้งการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งประเด็นนี้อาจส่งผลให้เกิดการปิดสถานะ Carry Trade (Unwind Yen Carry Trade) และสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นโลกได้

    เตือนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัวทั่วโลก-กังวลเงินเฟ้อหนุน FED จ่อขึ้นดอกเบี้ย ก.ย. นี้ แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) โลกทั้งในประเทศมหาอำนาจและประเทศไทยในช่วงครึ่งปีหลัง (ไตรมาส 3 และ 4) มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันและต้นทุนต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้

    • สหรัฐฯ และจีน: คาดการณ์ GDP ไตรมาส 4 จะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.0% และ 4.6% ตามลำดับ (จากที่เคยทำได้ 2.7% และ 5.0% ในช่วงต้นปี)

    • ประเทศไทย: คาดว่า GDP จะชะลอตัวลงอย่างรุนแรงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก เหลือเพียง 0.9% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเดือนสิงหาคมคือ ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของไทย (ประกาศ 6 ส.ค.) ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ +2.6% YoY (สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ +2.4% YoY) รวมถึงตัวเลข GDP ไตรมาส 2 (ประกาศ 17 ส.ค.) และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 26 ส.ค. ซึ่งคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ตามเดิม

    ทางด้านนโยบายการเงินต่างประเทศ กรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) หลายท่านเริ่มออกมาประสานเสียงเตือนถึงความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ. ส่งผลให้ปัจจุบันเครื่องมือ FedWatch Tool ชี้ว่า ตลาดการเงินให้น้ำหนักสูงถึง 74% ที่ FED จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. 2569. โดยทิศทางดอกเบี้ยระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน (ADP), ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls)

    อัปเดตตลาดต่างประเทศ: “Spider-Man” ภาคใหม่ทุบสถิติโลก – งบ KIOXIA ต่ำคาดแต่มีแนวกันชน
    • อุตสาหกรรมภาพยนตร์: ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง “SPIDER-MAN: BRAND NEW DAY” (ภาคต่อของ Spider-Man: No Way Home) สร้างปรากฏการณ์ทำรายได้เปิดตัววันแรกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสหรัฐฯ ที่ราว 168 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ชนะ Avengers: Endgame ที่ทำได้ 157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และทำรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกทั่วโลกสูงถึง 927 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของประวัติศาสตร์. บล.เอเซีย พลัส มองเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงภาพยนตร์และผู้ถือลิขสิทธิ์ แนะนำเก็งกำไรระยะสั้นใน DR: SONY80 และ DR: DISNEY19 ในช่วงที่ราคาหุ้นย่อตัวลงมา

    • หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์: บริษัท KIOXIA รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีบัญชี 2027 มีรายได้รวม 1.76 ล้านล้านเยน (+415% YoY) และกำไรสุทธิ 8.42 แสนล้านยีน (+4506% YoY) แม้ตัวเลขดังกล่าวจะต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เล็กน้อยจากผลกระทบของธุรกิจสมาร์ตโฟนรุ่นราคาต่ำ แต่ธุรกิจ SSD & Storage ยังเติบโตแกร่งถึง +440% YoY. นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศซื้อหุ้นคืนวงเงิน 8 แสนล้านเยน (สูงสุด 30 ล้านหุ้น) พร้อมประกาศแตกพาร์หุ้น 3 ต่อ 1 ซึ่งคาดว่าจะช่วยจำกัดดาวน์ไซด์ (Downside) ให้กับ DR: KIOXIA23 ได้

    กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทย: แนะนำ “Selective Buy” เน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงปลายปี บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเน้นความระมัดระวังและเลือกลงทุนแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวระยะสั้น. โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) แนะนำดังนี้
    1. DOHOME : คาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตอย่างโดดเด่นทั้ง QoQ และ YoY โดยได้รับอานิสงส์หลักจากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาขาย
    2. CPALL : คาดผลการดำเนินงานทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง (2H2569) และเป็นหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Domestic Play) ที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเข้าสู่ระบบ
    3. CENTEL : หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวที่เตรียมรับอานิสงส์เชิงบวกจากการเดินทางเข้าสู่ช่วง High Season ของภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับสัญญาณตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยยังคงมีการฟื้นตัวที่ดีแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ (WoW)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/45343&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21HE398KpdwA7EVDXbbi9w

  • ท่องเที่ยวฯ ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนไทย

    ท่องเที่ยวฯ ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนไทย

    ท่องเที่ยวฯ ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนไทย

    ท่องเที่ยวฯ ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนไทย

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ชูวิสัยทัศน์ ‘เศรษฐกิจการท่องเที่ยว’ บูรณาการทุกมิติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้ มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่จุดหมายระดับโลก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน Thailand Tourism Leadership Forum ซึ่งจัดโดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
     

    โดยรัฐมนตรีฯ ได้เน้นย้ำว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมบริการ แต่เป็น “ระบบเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงกับการบิน โรงแรม อาหาร เกษตร สุขภาพ และการลงทุนเข้าด้วยกัน

    รัฐบาลชุดนี้มุ่งมั่นที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการบริหาร “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” สู่การบริหาร “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” (Tourism Economy) แบบบูรณาการ

     โดยจะมีการปรับวิธีคิดด้วยการรวมภารกิจด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เพื่อขาย “ประสบการณ์” ผ่านทุนทางวัฒนธรรม เช่น อาหารไทย มวยไทย และเทศกาลต่างๆ แทนการขายเพียงสถานที่ท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังกำหนดทิศทางใหม่ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าต่อหัวนักท่องเที่ยวมากกว่าการเน้นปริมาณ และให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

     รัฐบาลจะทำหน้าที่สร้างนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการแข่งขัน ขณะที่ภาคเอกชนจะเป็นทัพหน้าในการสร้างมาตรฐานใหม่ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/746336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02vYkLpdNiCy9K_8LihVUJ

  • ในรอบ 10 ปี! ธปท.ต้อนรับ สมาคมนักวิเคราะห์ฯ หารือเศรษฐกิจ-การเงินไทย | เดลินิวส์

    ในรอบ 10 ปี! ธปท.ต้อนรับ สมาคมนักวิเคราะห์ฯ หารือเศรษฐกิจ-การเงินไทย | เดลินิวส์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ให้การต้อนรับนายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (ไอเอเอ) พร้อมคณะกรรมการไอเอเอ และตัวแทนนักวิเคราะห์การลงทุนอาวุโส ในโอกาสเข้าพบ และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทิศทางนโยบายการเงิน รวมถึงการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินไทย เพื่อฉายภาพนโยบายการเงินระยะข้างหน้าและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันแก่ภาคการลงทุน เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ การเข้ามาหารือของสมาคมนักวิเคราะห์ฯในครั้งนี้ ถือเป็นการเข้ามาหารือกับ ธปท.ครั้งแรกในรอบนานนับ 10 ปี โดยการแลกเปลี่ยนมุมมองในครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทิศทางอัตราเงินเฟ้อ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นข้อมูลฐานรากสำคัญที่นักวิเคราะห์จะนำไปใช้วางแผนประเมินมูลค่าสินทรัพย์และกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในตลาดทุน

    นอกจากนี้ยังมีเรื่องการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบาย ธปท.สู่ความผ่อนคลายและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของ ธปท.ที่มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและรักษาสภาพคล่องในระบบ ควบคู่กับการขยับบทบาทเชิงรุกเข้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งการจัดการปัญหาหนี้สิน และการกำหนดทิศทางการกำกับดูแลสถาบันการเงินในอนาคตให้มีความยืดหยุ่น เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

    ขณะเดียวกันได้มีการหารือการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินและปัญหาทุนสีเทา โดย ธปท. ได้ฉายภาพและเล่าถึงรายละเอียดโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ตลอดจนแผนงานที่จะทำต่อในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะการตั้งรับและสกัดกั้นวงจรทุนสีเทา หรือเงินทุนผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ที่เป็นในส่วนของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินและภาคธุรกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6075769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rioOhhgTvrwQWaVOmvxDO

  • การพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศประชากรสูงอายุ

    การพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศประชากรสูงอายุ

    ครั้งที่แล้ว ผมนำเสนอข้อมูลที่สะท้อนการแก่ตัวอย่างรวดเร็วของประชากรไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา (ตารางประกอบ) เพราะจำนวนเกิดเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต้นทศวรรษ 60 ถึง ปลายทศวรรษ 70

    เริ่มเข้าสู่วัยกลางคนและแก่ตัวลงตั้งแต่ทศวรรษ 90 เป็นต้นไป ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่จะแก่ตัวต่อไปอีก (แต่ยังไม่ตาย) ในอีก 15 ปีข้างหน้า

    การพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศประชากรสูงอายุ

    ในทศวรรษ 90 นั้น อาจมองได้ว่า เป็นช่วงที่ประชากรไทยอายุน้อย (อายุมัธยฐาน 24.6 ปี) และประชากรหนุ่มแน่นและแข็งแรงมากที่สุด ในช่วงดังกล่าว เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงมาก มีคนอยู่ในวัยทำงาน (15-19 ปี) ถึง 34.59 ล้านคน (คนทำงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 63.4% ของประชากรทั้งหมด) และมีเด็ก (อายุ 0-14 ปี) ที่จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตมากถึง 15.92 ล้านคน 

    จึงมองได้ว่าตลาดไทยมีแต่จะขยายตัวใหญ่ขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันมีผู้สูงอายุเพียง 4.04 ล้านคน แปลว่าคนในวัยทำงาน 8.56 คนมีภาระต้องเสียภาษีเพื่อดูแลผู้สูงอายุ 1 คน

    แต่มาวันนี้ (ปี 2568) ประชากรโดยรวมเริ่มลดลง แปลว่าตลาดของประเทศไทยกำลังหดตัวลง และที่สำคัญคือ จำนวนคนที่อยู่ในวัยทำงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลคือในปี 2568 คนในวัยทำงานเพียง 2.9 คน จะต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุ 1 คน (ที่มีจำนวนมากถึง 14.3 ล้านคน) 

    นอกจากนั้นประชากรโดยรวมก็แก่ตัวลงโดยอายุมัธยฐาน เพิ่มขึ้นเป็น 41.5 ปี ถือว่าประชากรไทยเข้าสู่วัยกลางคนที่สุขภาพและพละกำลังย่อมไม่แข็งแรงเหมือนในช่วงปี 2533 และอีกเพียงไม่ถึง 15 ปี คือปี 2583 ประชากรโดยรวมแก่ตัวลงไปอีก อายุมัธยฐานเพิ่มขึ้นเป็น 46.5 ปี

    มีผู้สูงอายุกว่า 20 ล้านคน เทียบกับคนวัยทำงานเพียง 36.9 ล้านคน (คนวัยทำงานสัดส่วนเพียง 57.65% ของประชากรทั้งหมด) และคนวัยทำงานเพียง 1.8 คน จะต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน

    ผมเห็นว่า การจะเร่งให้มีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจะทำได้ยาก และจากประสบการณ์ในต่างประเทศก็ยังไม่เห็นประเทศใดที่ประสบความสำเร็จ นอกจากนั้นการเพิ่มการเกิดจะไม่ทันการณ์ เพราะกว่าเด็กจะโตเป็นผู้ใหญ่ และเป็นผู้มีผลผลิตและเสียภาษี ก็จะต้องใช้เวลาอีกนานนับ 10-20 ปี 

    ดังนั้น การแก้ปัญหาในระยะสั้นและระยะกลางสำหรับประชากรที่กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วคือ การทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี เพื่อให้สามารถทำงานอย่างแข็งขันต่อไปอีกและเป็นผู้เสียภาษีเพื่อลดภาระของลูกหลาน

    รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยปี 2567 ระบุว่า ผู้สูงอายุเพียง 38% ยังคงทำงาน โดยกลุ่มที่ทำงานในภาคการเกษตรมีมากถึง 58.66% และนอกภาคการเกษตร 41.31% แสดงว่าจำแป็นจะต้องมีสุขภาพที่ค่อนข้างแข็งแรง แต่ทั้งนี้ในระยะยาวน่าจะส่งเสริมให้ได้ทำงานในภาคนอกภาคการเกษตรที่มีผลผลิตสูงกว่าและสามารถทำงานได้ยาวนานกว่า

    การพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศประชากรสูงอายุ

    ผมเชื่อว่า นโยบายที่จะส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี มีร่างกายแข็งแรงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และที่สำคัญคือจะลดทอนการพึ่งพาลูกหลานและภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันผู้สูงอายุพึ่งพาทั้ง 2 ส่วนนี้ค่อนข้างมาก

    การพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศประชากรสูงอายุ

    ทำอย่างไร ประชากรที่กำลังแก่ตัวจะมีสุขภาพดีและร่างกายแข็งแรง? ข้อมูลของประชากรไทยพบว่า ตอนที่อายุ 30-39 ปี ส่วนใหญ่ยังจะไม่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Disease หรือ NCDs)

    แต่เมื่ออายุ 40-49 ปี พบว่า 1/3 มี NCDs อย่างน้อยหนึ่งโรค เช่น ความดันโลหิตสูง และบางคนมีภาวะไขมันในเลือดสูงอีกด้วย ต่อมาหากไม่ดูแลสุขภาพให้ดีก็จะตามมาด้วยระดับน้ำตาลในเลือดสูง (และโรคเบาหวานจะตามมา)

    กล่าวคือพบว่าในกลุ่มคนไทยที่อายุ 60 ปีหรือมากกว่า ประมาณครึ่งหนึ่งจะมี NCDs 2 โรค หรือมากกว่า โดย 50% มีความดันโลหิตสูง 20% มีน้ำตาลในเลือดสูง และมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคหัวใจและโรคกระดูกและกล้ามเนื้อเสื่อม ประเด็นคือ เมื่อเผชิญกับภาวะดังกล่าว ผู้สูงอายุจะมีร่างกายที่อ่อนแอ (ทำงานไม่ค่อยได้) และป่วยบ่อยๆ 

    ข้อมูลของไทยพบว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้สูงอายุในแต่ละปีมากกว่าหนึ่งแสนบาท สูงกว่าการดูแลสุขภาพของคนอายุ 20-29 ปีเกือบ 10 เท่าตัว ทั้งนี้ เพราะคนอายุ 20-29 ปี หากป่วยก็มักจะเกิดจากอาการที่รักษาให้หายได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่น ป่วยเพราะอาหารเป็นพิษ หรือบาดเจ็บเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์

    แต่ในกรณีของผู้สูงอายุจะมี NCDs เรื้อรังมาเป็นเวลานับ 10 ปี และเมื่อเจ็บป่วยก็มีอาการแทรกซ้อน ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ยาวนาน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 24 คนต่อผู้ป่วย 100 คน เมื่อเทียบกับคนอายุ 25-29 ปี ซึ่งสัดส่วนที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลมีเพียง 3-4 คนต่อผู้ป่วย 100 คน

    ประเด็นคือ การดูแลสุขภาพของประชากรที่กำลังแก่ตัวนั้นจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่อายุประมาณ 35 ปีที่ยังไม่มีโรคประจำตัว และเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (ออกกำลังกาย เป็นประจำ ควบคุมน้ำหนักตัว เลิกสูบบุหรี่และดื่มสุรา) เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็น NCDs ที่จะบั่นทอนสุขภาพเมื่อสูงอายุ

    การให้ความสำคัญกับการป้องกันการเป็นโรคมากกว่าการรอรักษาโรค จึงจะเป็นทางรอดให้กับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับการแก่ตัวของประชากรครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1245511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T4Rpgc2948C2_Pyck9ZNc

  • การแก้ปัญหาร่วมกันทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรมไทย-เมียนมา

    การแก้ปัญหาร่วมกันทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรมไทย-เมียนมา

    การแก้ปัญหาร่วมกันทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรมไทย-เมียนมา

    การแก้ปัญหาร่วมกันทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรมไทย-เมียนมา

    ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ประธานาธิบดีเมียนมา ฯพณฯท่านพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ก็จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มีหลายคนสอบถามมาว่า การมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ จะสามารถทำให้สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของไทย-เมียนมา มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่? ซึ่งในใจของผมเองก็หวังว่าจะมีผลไปในทิศทางที่เป็นบวกนะครับ แต่ทุกอย่างก็คงอยู่ที่ผลของการเจรจา ที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเป็นหลักครับ ในฐานะภาคเอกชน เราก็คงจะหวังได้แต่เพียงว่า มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลกับทางฝ่ายราชการเท่านั้นครับ 

    อย่างไรก็ตาม ในบริบทของภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาค ประเทศไทยและประเทศเมียนมาไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกัน แต่เรายังมีเส้นพรมแดนธรรมชาติและทางบกยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่จะตั้งอยู่บนความห่างเหินได้ หากแต่เป็นความจริงทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้เสถียรภาพ ความมั่นคง และความกินดีอยู่ดีของประชาชนทั้งสองฝั่ง ได้มีความเชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของท่านพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำประเทศเมียนมาในครั้งนี้ จะมีการเปิดเวทีหารือทวิภาคีร่วมกับรัฐบาลไทย ในมุมมองของภาคธุรกิจเอกชน คิดว่านี่เป็นการถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่ง ในการใช้ประโยชน์จาก “กลไกเพื่อนบ้าน” เพื่อพูดคุยและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนเร่งด่วนที่สั่งสมมานาน ซึ่งน่าจะเป็นการสร้างพื้นที่พูดคุยอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเป็นจริง จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและภาคเศรษฐกิจจริงในระดับพื้นที่

    หากมองในมิติทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน การเยือนครั้งนี้ครอบคลุมน่าจะมี ประเด็นหลัก 3 ประการที่ต้องเร่งเดินหน้าคู่ขนานกันไป เรื่องแรก คือ การหดตัวของมูลค่าการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งเป็นหลอดเลือดใหญ่ที่ค้ำจุนชีวิตของประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ทั้งสองฝั่ง การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการนำเข้าของเมียนมา และการลดอุปสรรคทางกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงขั้นตอนทางศุลกากร จะช่วยให้สินค้าอุปโภคบริโภค ยา เวชภัณฑ์ และวัตถุดิบซึ่งเป็นปัจจัยการผลิต หมุนเวียนได้อย่างราบรื่น ซึ่งจะช่วยให้ลดต้นทุนการขนส่ง และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย 

    เรื่องที่สอง คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจชายแดน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านความร่วมมือในการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ แก๊งสแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างมหาศาล

    สุดท้ายคือเรื่องที่สาม คือเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน โดยเฉพาะมลพิษทางน้ำในแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำกกที่จังหวัดเชียงราย และปัญหาฝุ่นควันจากการเผาป่าข้ามพรมแดน ซึ่งกระทบต่อการท่องเที่ยว สุขภาพประชาชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นทางภาคเหนือของประเทศไทยเราอย่างหนัก การตั้งเป้าหมายและประสานงานแก้ไขร่วมกัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป

    ท่ามกลางมิติทางเศรษฐกิจดังกล่าว สิ่งที่ภาคเอกชนเราต่างให้ความสำคัญ ห่วงใย และปรารถนาจะเห็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด คือ เรื่องการบริหารจัดการด้านแรงงาน เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า แรงงานชาวเมียนมาในประเทศไทยเรา มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน ภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง เกษตรกรรม และบริการของเรา

    ขณะเดียวกันประเทศไทยก็เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเขา ที่เปิดโอกาสให้พวกเขามีอาชีพ มีรายได้ และส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวในยามยากลำบาก ทว่าความซับซ้อนในระบบจัดการแรงงานปัจจุบัน ตลอดจนสถานการณ์ความสงบในพื้นที่ ได้ทำให้มีประชาชนข้ามแดนเข้ามาเป็นจำนวนมาก    

    หากปราศจากกลไกการขึ้นทะเบียนที่ยืดหยุ่น คนเหล่านี้จะถูกผลักไปอยู่ในสภาวะแรงงานนอกระบบทันที สภาธุรกิจไทย-เมียนมา จึงขอสนับสนุนให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน ในการพัฒนากลไกการผ่อนผัน และการทำเอกสารประจำตัวให้สะดวกรวดเร็วและเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยให้ฝ่ายความมั่นคงสามารถควบคุมสถิติตัวเลขได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังคุ้มครองแรงงานให้ได้รับสิทธิพื้นฐานตามหลักมนุษยธรรม เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการถูกกดขี่หรือการค้ามนุษย์ และช่วยให้ภาคธุรกิจไทยมีกำลังแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    ผมในฐานะประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ ที่จะสามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่พึ่งพาเพื่อนบ้าน ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ เราไม่อาจแก้ไขได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่มองโลกตามความเป็นจริง ความเห็นอกเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ และการแสวงหาจุดร่วมบนประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศ การพบปะหารือในระดับผู้นำครั้งนี้ จึงมีความหวังว่า จะสามารถนำไปสู่ความร่วมมือเชิงนโยบาย และการปฏิบัติได้จริงที่จับต้องได้ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยเราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ

    ส่วนผลของการมาเยือนในครั้งนี้ ซึ่งโดยมารยาทแล้ว ผมคงไม่สะดวกที่จะวิพากษ์-วิจารณ์ก่อนล่วงหน้าได้ คงต้องรอให้มีการแถลงการณ์ร่วม หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมร่วมกันก่อน จึงจะสามารถนำมาวิเคราะห์ตามหลังได้ครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/665451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LRaTv6a3GuoDopt4dasCR

  • นายกฯ เตรียมเยือนอินโดนีเซีย ในรอบ 15 ปี ปูทางการค้า-ลงทุน

    นายกฯ เตรียมเยือนอินโดนีเซีย ในรอบ 15 ปี ปูทางการค้า-ลงทุน

    “การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกระชับมิตรภาพระหว่างผู้นำ แต่เป็นการนำความสัมพันธ์ที่ดีมาเปลี่ยนเป็นโอกาสทางการค้า การลงทุน การสร้างรายได้ รัฐบาลต้องการให้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”

    นอกจากมิติทวิภาคี ไทยและอินโดนีเซียยังเป็นสองประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน และต่างมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของภูมิภาค การหารือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะร่วมกันผลักดันให้อาเซียนมีเอกภาพ เข้มแข็ง และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก อาชญากรรมข้ามชาติ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การเชื่อมโยงในภูมิภาค อาหาร พลังงาน และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับประชาชนทุกประเทศ

    การเยือนครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำคัญที่นายกรัฐมนตรีจะประกาศวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศของไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อแสดงบทบาทของไทยในการร่วมกำหนดอนาคตของภูมิภาค และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 โดยจะเน้นการสร้างอาเซียนที่มีเอกภาพ มีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภารกิจครั้งนี้สะท้อนแนวทางการต่างประเทศของรัฐบาลที่มองไกลกว่าการเยือนตามพิธีการ โดยมุ่งสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ รักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางการแข่งขันและความไม่แน่นอนของโลก

    เปิดกำหนดการ นายกฯเยือนอินโดนีเซีย

    สำหรับกำหนดการสำคัญ วันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ไปยังท่าอากาศยานฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา กรุงจาการ์ตา ก่อนเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ การหารือกลุ่มเล็กระหว่างผู้นำ การหารือเต็มคณะ และการแถลงข่าวร่วม ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

    วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดงาน Business Forum ซึ่งจัดโดยสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย หรือ KADIN ร่วมกับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจและผลักดันโอกาสการลงทุนระหว่างสองประเทศ

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยังสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อหารือกับเลขาธิการอาเซียนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนความร่วมมือของภูมิภาค และกล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน ก่อนหารือกับภาคเอกชนอินโดนีเซียเพื่อแสวงหาโอกาสต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ และเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงเย็นภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378981082&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1opyF2qW0xIr9M2A1GzI6Q

  • คอลัมน์การเมือง – รายงานวิเคราะห์ภูมิทัศน์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย ปี 2569 (1)

    คอลัมน์การเมือง – รายงานวิเคราะห์ภูมิทัศน์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย ปี 2569 (1)

    บทวิเคราะห์สถานการณ์ โอกาสความเสี่ยงและทางออกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย

    บทนำ: บริบทประเทศไทยในปี 2569

    ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ปี 2569

    ภายใต้โครงสร้างทางการเมืองใหม่ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

    (รัฐบาลอนุทิน สมัยที่ 2 ตั้งแต่มีนาคม 2569)

    ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่รวดเร็ว

    – การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด

    – ปัญหาหนี้สินสะสม และ

    – การแบ่งขั้วของเศรษฐกิจโลก(Deglobalization)

    เป็นปัจจัยเร่งรัดที่บีบให้ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

    1. สภาพการณ์ที่ดีที่สุด (Best-Case) VS สภาพการณ์ที่แย่ที่สุด (Worst-Case)

    สภาพการณ์ที่ดีที่สุด(Best-Case Scenario):

    “The Golden Pragmatism”

    การเมืองมีเสถียรภาพและประนีประนอม:

    รัฐบาลผสมภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน

    สามารถเชื่อมประสานกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว

    ลดความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์รุนแรง

    มุ่งเน้นนโยบายที่เน้นผลสัมฤทธิ์เชิงปฏิบัติ (Pragmatic Policies)

    เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างทั่วถึง:

    ภาคการท่องเที่ยวเติบโตอย่างมีคุณภาพสูง (High-value Tourism)

    การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV)เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน

    พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    หนี้สินได้รับการบรรเทา:

    นโยบายปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากเริ่มส่งผลสัมฤทธิ์

    ดึงดูดแรงงานนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบภาษีได้มากขึ้น

    ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคพุ่งสูง:

    ดัชนีความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนกลับมาเป็นบวก

    ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสเงินสดภายในประเทศอย่างแข็งแกร่ง

    สภาพการณ์ที่แย่ที่สุด (Worst-Case Scenario):

    “The Stagnant Split”

    ทางตันทางการเมืองและการประท้วง:

    ความตึงเครียดระหว่างขั้วอนุรักษนิยมและขั้วก้าวหน้าปะทุขึ้นอีกครั้ง

    หากนโยบายรัฐบาลถูกมองว่าเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใหญ่

    หรือไม่สามารถตอบสนองความต้องการปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึกของภาคประชาชน

    วิกฤตต้มยำกุ้งเงียบ (Silent Crisis):

    ปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมที่สูงเกินกว่า 90% ของ GDP

    ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

    ส่งผลให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้เป็นโดมิโน

    สถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ

    เกิดภาวะเงินฝืดในระบบเศรษฐกิจฐานราก

    การย้ายฐานการผลิตหนีไทย:

    เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง (Skill Mismatch)

    และต้นทุนพลังงานที่สูง

    ทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์

    ที่มีประชากรวัยแรงงานมากกว่า

    ภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรง:

    ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ส่งผลให้เกิดภัยแล้งสลับน้ำท่วมใหญ่ทำลายพื้นที่เกษตรกรรมหลัก

    ซ้ำเติมรายได้ของเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

    • 2. ปัจจัยสำคัญภายในประเทศ (Internal Factors)

    ปัจจัยด้านดี (Opportunities & Strengths)

    1. โครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมสำเร็จรูป:

    โครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และท่าเรืออุตสาหกรรม

    ที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้เริ่มเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ

    ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ

    2. จุดแข็งด้านการบริการและการแพทย์ (Medical & Wellness Hub):

    ประเทศไทยยังคงเป็นหมุดหมายอันดับต้นๆ ของโลกในด้านการแพทย์

    และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรสูง

    3.การปรับตัวของภาคเอกชนไทย:

    กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และ SMEs ของไทยมีความยืดหยุ่นสูง

    มีความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ

    การเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (ESG) ได้อย่างรวดเร็ว

    ปัจจัยด้านร้าย (Threats & Weaknesses)

    1.วิกฤตโครงสร้างประชากร (Super-Aged Society):

    ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

    ทำให้สัดส่วนวัยแรงงานลดลง

    รัฐบาลต้องเผชิญกับงบประมาณรายจ่ายด้านสวัสดิการและการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    ขณะที่จัดเก็บภาษีได้น้อยลง

    2. ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ:

    ระดับหนี้สินที่สูงลิ่วกลายเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อภายในประเทศอย่างรุนแรง

    และจำกัดพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของรัฐบาล

    ในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    3. คุณภาพการศึกษาและทักษะแรงงาน:

    ระบบการศึกษาไทยยังปรับตัวไม่ทันความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve)

    ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรด้านเทคโนโลยีชั้นสูงและดิจิทัล

    • 3. ปัจจัยสถานการณ์โลกที่มีผลต่อประเทศไทย (Global Factors)

    ผลกระทบด้านบวก (Global Positives)

    การกระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (China + 1):

    ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน

    ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงมองหาประเทศที่มีความเป็นกลางและ

    มีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐาน

    ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับแรกในภูมิภาคอาเซียน

    กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (GreenTransition):

    ความต้องการส่วนประกอบ EV

    เทคโนโลยีสีเขียว และ

    แนวคิด Carbon Neutrality ทั่วโลก

    เปิดโอกาสให้ไทยเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค

    หากรัฐบาลให้การสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างถูกจุด

    ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security):

    ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนของสภาพอากาศ

    แหล่งผลิตอาหารที่มั่นคงอย่างประเทศไทย

    จึงมีโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงไปสู้ตลาดโลก
    ได้มากขึ้น

    ผลกระทบด้านลบ (Global Negatives)

    ลัทธิปกป้องทางการค้า (Protectionism) และกำแพงภาษี:

    มาตรการภาษีศุลกากรใหม่จากขั้วอำนาจเศรษฐกิจ (เช่น สหรัฐฯและสหภาพยุโรป)

    อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง

    ความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์:

    ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ ที่ยืดเยื้อ

    ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานนำเข้าของไทยผันผวนและอยู่ในระดับสูง

    กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน

    วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Crisis):

    ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาที่รุนแรงขึ้น

    ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำในการทำเกษตรกรรมและ

    การอุปโภค-บริโภคในเขตอุตสาหกรรม

    ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/67176&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05-Bfr_Q3ERPfYZ3w6cuoN