Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ เตรียมเยือนอินโดนีเซีย ในรอบ 15 ปี ปูทางการค้า-ลงทุน

    นายกฯ เตรียมเยือนอินโดนีเซีย ในรอบ 15 ปี ปูทางการค้า-ลงทุน

    “การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกระชับมิตรภาพระหว่างผู้นำ แต่เป็นการนำความสัมพันธ์ที่ดีมาเปลี่ยนเป็นโอกาสทางการค้า การลงทุน การสร้างรายได้ รัฐบาลต้องการให้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”

    นอกจากมิติทวิภาคี ไทยและอินโดนีเซียยังเป็นสองประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน และต่างมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของภูมิภาค การหารือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะร่วมกันผลักดันให้อาเซียนมีเอกภาพ เข้มแข็ง และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก อาชญากรรมข้ามชาติ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การเชื่อมโยงในภูมิภาค อาหาร พลังงาน และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับประชาชนทุกประเทศ

    การเยือนครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำคัญที่นายกรัฐมนตรีจะประกาศวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศของไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อแสดงบทบาทของไทยในการร่วมกำหนดอนาคตของภูมิภาค และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 โดยจะเน้นการสร้างอาเซียนที่มีเอกภาพ มีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภารกิจครั้งนี้สะท้อนแนวทางการต่างประเทศของรัฐบาลที่มองไกลกว่าการเยือนตามพิธีการ โดยมุ่งสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ รักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางการแข่งขันและความไม่แน่นอนของโลก

    เปิดกำหนดการ นายกฯเยือนอินโดนีเซีย

    สำหรับกำหนดการสำคัญ วันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ไปยังท่าอากาศยานฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา กรุงจาการ์ตา ก่อนเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ การหารือกลุ่มเล็กระหว่างผู้นำ การหารือเต็มคณะ และการแถลงข่าวร่วม ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

    วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดงาน Business Forum ซึ่งจัดโดยสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย หรือ KADIN ร่วมกับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจและผลักดันโอกาสการลงทุนระหว่างสองประเทศ

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยังสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อหารือกับเลขาธิการอาเซียนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนความร่วมมือของภูมิภาค และกล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน ก่อนหารือกับภาคเอกชนอินโดนีเซียเพื่อแสวงหาโอกาสต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ และเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงเย็นภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378981082&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1opyF2qW0xIr9M2A1GzI6Q

  • คอลัมน์การเมือง – รายงานวิเคราะห์ภูมิทัศน์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย ปี 2569 (1)

    คอลัมน์การเมือง – รายงานวิเคราะห์ภูมิทัศน์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย ปี 2569 (1)

    บทวิเคราะห์สถานการณ์ โอกาสความเสี่ยงและทางออกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย

    บทนำ: บริบทประเทศไทยในปี 2569

    ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ปี 2569

    ภายใต้โครงสร้างทางการเมืองใหม่ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

    (รัฐบาลอนุทิน สมัยที่ 2 ตั้งแต่มีนาคม 2569)

    ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่รวดเร็ว

    – การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด

    – ปัญหาหนี้สินสะสม และ

    – การแบ่งขั้วของเศรษฐกิจโลก(Deglobalization)

    เป็นปัจจัยเร่งรัดที่บีบให้ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

    1. สภาพการณ์ที่ดีที่สุด (Best-Case) VS สภาพการณ์ที่แย่ที่สุด (Worst-Case)

    สภาพการณ์ที่ดีที่สุด(Best-Case Scenario):

    “The Golden Pragmatism”

    การเมืองมีเสถียรภาพและประนีประนอม:

    รัฐบาลผสมภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน

    สามารถเชื่อมประสานกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว

    ลดความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์รุนแรง

    มุ่งเน้นนโยบายที่เน้นผลสัมฤทธิ์เชิงปฏิบัติ (Pragmatic Policies)

    เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างทั่วถึง:

    ภาคการท่องเที่ยวเติบโตอย่างมีคุณภาพสูง (High-value Tourism)

    การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV)เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน

    พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    หนี้สินได้รับการบรรเทา:

    นโยบายปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากเริ่มส่งผลสัมฤทธิ์

    ดึงดูดแรงงานนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบภาษีได้มากขึ้น

    ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคพุ่งสูง:

    ดัชนีความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนกลับมาเป็นบวก

    ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสเงินสดภายในประเทศอย่างแข็งแกร่ง

    สภาพการณ์ที่แย่ที่สุด (Worst-Case Scenario):

    “The Stagnant Split”

    ทางตันทางการเมืองและการประท้วง:

    ความตึงเครียดระหว่างขั้วอนุรักษนิยมและขั้วก้าวหน้าปะทุขึ้นอีกครั้ง

    หากนโยบายรัฐบาลถูกมองว่าเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใหญ่

    หรือไม่สามารถตอบสนองความต้องการปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึกของภาคประชาชน

    วิกฤตต้มยำกุ้งเงียบ (Silent Crisis):

    ปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมที่สูงเกินกว่า 90% ของ GDP

    ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

    ส่งผลให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้เป็นโดมิโน

    สถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ

    เกิดภาวะเงินฝืดในระบบเศรษฐกิจฐานราก

    การย้ายฐานการผลิตหนีไทย:

    เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง (Skill Mismatch)

    และต้นทุนพลังงานที่สูง

    ทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์

    ที่มีประชากรวัยแรงงานมากกว่า

    ภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรง:

    ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ส่งผลให้เกิดภัยแล้งสลับน้ำท่วมใหญ่ทำลายพื้นที่เกษตรกรรมหลัก

    ซ้ำเติมรายได้ของเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

    • 2. ปัจจัยสำคัญภายในประเทศ (Internal Factors)

    ปัจจัยด้านดี (Opportunities & Strengths)

    1. โครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมสำเร็จรูป:

    โครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และท่าเรืออุตสาหกรรม

    ที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้เริ่มเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ

    ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ

    2. จุดแข็งด้านการบริการและการแพทย์ (Medical & Wellness Hub):

    ประเทศไทยยังคงเป็นหมุดหมายอันดับต้นๆ ของโลกในด้านการแพทย์

    และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรสูง

    3.การปรับตัวของภาคเอกชนไทย:

    กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และ SMEs ของไทยมีความยืดหยุ่นสูง

    มีความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ

    การเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (ESG) ได้อย่างรวดเร็ว

    ปัจจัยด้านร้าย (Threats & Weaknesses)

    1.วิกฤตโครงสร้างประชากร (Super-Aged Society):

    ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

    ทำให้สัดส่วนวัยแรงงานลดลง

    รัฐบาลต้องเผชิญกับงบประมาณรายจ่ายด้านสวัสดิการและการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    ขณะที่จัดเก็บภาษีได้น้อยลง

    2. ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ:

    ระดับหนี้สินที่สูงลิ่วกลายเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อภายในประเทศอย่างรุนแรง

    และจำกัดพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของรัฐบาล

    ในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    3. คุณภาพการศึกษาและทักษะแรงงาน:

    ระบบการศึกษาไทยยังปรับตัวไม่ทันความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve)

    ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรด้านเทคโนโลยีชั้นสูงและดิจิทัล

    • 3. ปัจจัยสถานการณ์โลกที่มีผลต่อประเทศไทย (Global Factors)

    ผลกระทบด้านบวก (Global Positives)

    การกระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (China + 1):

    ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน

    ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงมองหาประเทศที่มีความเป็นกลางและ

    มีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐาน

    ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับแรกในภูมิภาคอาเซียน

    กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (GreenTransition):

    ความต้องการส่วนประกอบ EV

    เทคโนโลยีสีเขียว และ

    แนวคิด Carbon Neutrality ทั่วโลก

    เปิดโอกาสให้ไทยเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค

    หากรัฐบาลให้การสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างถูกจุด

    ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security):

    ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนของสภาพอากาศ

    แหล่งผลิตอาหารที่มั่นคงอย่างประเทศไทย

    จึงมีโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงไปสู้ตลาดโลก
    ได้มากขึ้น

    ผลกระทบด้านลบ (Global Negatives)

    ลัทธิปกป้องทางการค้า (Protectionism) และกำแพงภาษี:

    มาตรการภาษีศุลกากรใหม่จากขั้วอำนาจเศรษฐกิจ (เช่น สหรัฐฯและสหภาพยุโรป)

    อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง

    ความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์:

    ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ ที่ยืดเยื้อ

    ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานนำเข้าของไทยผันผวนและอยู่ในระดับสูง

    กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน

    วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Crisis):

    ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาที่รุนแรงขึ้น

    ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำในการทำเกษตรกรรมและ

    การอุปโภค-บริโภคในเขตอุตสาหกรรม

    ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/67176&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05-Bfr_Q3ERPfYZ3w6cuoN

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 3 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 3 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/164747&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MYWAge-ydw7ounMvR0d1C

  • “ปิยบุตร” ร่ายมนต์ให้สาวกคลั่ง กลัวกระแสตก หวด ปชน.เมินทำภารกิจเปลี่ยนประเทศขนานใหญ่ | TOPNEWS

    “ปิยบุตร” ร่ายมนต์ให้สาวกคลั่ง กลัวกระแสตก หวด ปชน.เมินทำภารกิจเปลี่ยนประเทศขนานใหญ่ | TOPNEWS

    “ปิยบุตร” ร่ายมนต์ให้สาวกคลั่ง กลัวกระแสตก หวด ปชน.เมินทำภารกิจเปลี่ยนประเทศขนานใหญ่

    • เผยแพร่ : 02/08/2026 19:06

    “ปิยบุตร” ร่ายมนต์ให้สาวกคลั่ง กลัวกระแสตก หวด ปชน.เมินทำภารกิจเปลี่ยนประเทศขนานใหญ่

    #topnewstv #ปิยบุตร #พรรคประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1649803&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CrLJWb7LbHg837OOF22CE

  • ปิยบุตร เพ้อหนัก ฉันทามติต้องเปลี่ยนแปลง รอแค่พรรคกองหน้า มาปลุกเร้า

    ปิยบุตร เพ้อหนัก ฉันทามติต้องเปลี่ยนแปลง รอแค่พรรคกองหน้า มาปลุกเร้า

    วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.

    2 สิงหาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ขนานใหญ่ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ จำต้องมีเงื่อนไขทางอัตวิสัย 2 ข้อ เกิดขึ้นเสียก่อน

    กล่าวคือ ภายในจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนจำนวนมหาศาลในสังคม เห็นพ้องต้องกันว่า

    1. จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ อยู่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้

    2. เชื่อว่ามีโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

    พรรคการเมืองที่ประกาศตนว่า กำเนิดขึ้นมาเพื่อภารกิจเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ต้องเป็น “กองหน้า” ในการเร่งเร้า ปลุกความคิดจิตใจของผู้คน เพื่อให้สองเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วน

    ณ เวลานี้ ในประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา น่าจะเกิดเงื่อนไขข้อแรกแล้ว

    นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 + รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สภาพสังคมไืทย ดำเนินมาจนถึงขนาดที่ว่า คนจำนวนมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การศึกษาใด อาชีพใด ภูมิลำเนาใด สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจใด ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลง

    เมื่อเห็นตรงกันเสมือนเป็นฉันทามติว่า “ต้องเปลี่ยน” แต่ไฉนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จึงยังไม่เกิดขึ้น

    ปัญหาอยู่ที่ว่า เงื่อนไขข้อที่ 2 คือ มองเห็น หวัง เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ยังไม่เกิดขึ้น

    สภาพการณ์เช่นนี้ ทำให้หลายคนสิ้นหวัง อดทนอยู่ต่อไป ย้ายไปอาศัยที่อื่น ทำใจยอมรับสิ่งที่เป็น เอาตนเองให้รอด ทำมาหากิน หาหนทางรวยให้ได้ เพื่อให้ชีวิตสบาย

    หรือบ้างเลวร้ายกว่านั้น ก็หันเหเข้าสู่ระบบ รับใช้คณะผู่ปกครองผู้มีอำนาจไปเสียเลย

    หากเงื่อนไขข้อที่ 2 ยังไม่เกิด ทอดเวลายาวออกไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าไปกัดกินเงื่อนไขข้อที่ 1

    นานวันเข้า จากเชื่อมั่นว่าต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ก็จะกลายเป็นเชื่อว่า เอาล่ะ ประเทศไทยก็ได้เท่านี้แหละ เท่านี้ก็เปลี่ยนมาพอได้แล้ว อยู่ต่อไป ไม่ต้องเปลี่ยน

    ภารกิจของพรรค “กองหน้า” ผู้ประกาศตนว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ คือ ทำให้คนจำนวนมากมายมหาศาลที่เชื่อว่า “ต้องเปลี่ยน” เชื่อต่อไปว่า “มีโอกาสเปลี่ยน” และ “โอกาสนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”
    ณ เวลานี้ พรรคได้ทำภารกิจนี้แล้วหรือยัง?

    ต่อมา นายปิยบุตร โพสต์ข้อความอีก ระบุว่า ถ้าคนจำนวนมากมายมหาศาลเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ว่าอย่างไร ประเทศไทยต้องเปลี่ยน พรรคการเมืองที่ประกาศตนเป็น “กองหน้า” ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ ต้องทำอย่างไรต่อไป?

    พรรคต้องปลุกเร้าทางความคิดต่อไปให้คนเห็นว่า มีโอกาส มีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

    แน่นอน ภายหลังการเลือกตั้ง 3 ครั้งผ่านไป และ “นิติสงคราม” ยังคงเดินหน้าบดขยี้ประชาชนและนักการเมืองของพรรค ก็อาจเป็นสถานการณ์ที่ยากกว่าช่วงปี 2561-2566

    แต่ก็ยังพอมีหนทาง

    ผมเห็นว่า มีวิธีการอันเป็นรูปธรรมที่พรรคควรเร่งทำ 2 เรื่อง

    เรื่องแรก การรณรงค์ฉายภาพประเทศไทยในฝันให้สังคมไทยได้เห็น

    เมื่อคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ต้องเปลี่ยน” แต่เปลี่ยนอะไรล่ะ เปลี่ยนอย่างไร เปลี่ยนไปเป็นอย่างไร

    เราจะแปลงความรู้สึกนึกคิดอันเป็นนามธรรมนั้นให้เป็นรูปธรรมได้ ก็ต้องวาดภาพให้คนเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้น เปลี่ยนแล้วจะได้อะไรมาแทนที่สิ่งเก่า

    พรรคควรอธิบายการปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขและสวัสดิการ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบภาษี และงบประมาณ การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูปการเกษตร และอีกสารพัดการปฏิรูป

    หากการปฏิรูปเหล่านี้เกิด ภายในกี่ปี่ ประเทศไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไร

    พูดง่ายๆ คือ พรรคต้องทำหน้าที่วาดภาพจินตนาการให้คนเห็นว่า สิ่งใหม่ ที่จะมาแทนที่ สิ่งเก่า คืออะไร จะทำให้ชีวิตของผู้คน และสังคมดีขึ้นอย่างไร อาจต้องเสียสละ กลืนเลือดกันคนละนิดคนละหน่อย อดทนร่วมกัน เพื่อให้การปฏิรูปขนานใหญ่เกิดขึ้น

    เรื่องที่สอง รัฐธรรมนูญใหม่

    ประชามติรอบที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดว่าคนส่วนใหญ่ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในประเทศนี้ เห็นว่า ต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ

    พรรคควรใช้ฐานความชอบธรรมนี้ในการรณรงค์ต่อไป

    แน่นอน ด้วยองค์ประกอบรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้ เสนอร่างเข้าไป ก็คงตกหมด

    แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะทำอะไรไม่ได้เลย

    พรรคควรขยายประเด็นไปรณรงค์เรื่องเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย ไม่ควรติดกับอยู่กับแค่การถกเถียงเรื่องรูปแบบและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น

    นอกจากนี้ เพื่อมิให้ติดกับดักกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่คอยขวางการทำรัฐธรรมนูญใหม่ตลอดเวลา พรรคควรขยายความคิดเรื่อง “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ให้กว้างขวาง

    อำนาจชนิดนี้ทรงพลานุภาพยิ่งนัก ถ้ามันถูกติดตั้งเข้าไปในสมองของผู้คนแล้ว การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจะบังเกิดขึ้น

    เริ่มต้นจากการอธิบายว่า ประชามติครั้งที่ผ่านมา คือ การใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่ต้องการเปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นอย่างอื่น ส่วนอำนาจแก้ รธน ของรัฐสภา นั่นเป็นเพียงอำนาจแก้รัฐธรรมนูญ

    และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจรับมาจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีศักดิ์ต่ำกว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนแสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติรอบที่ผ่านมา

    การรณรงค์สองเรื่องนี้ เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมความคิดคนให้เห็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง

    เป็นรูปธรรม

    เข้าใจง่าย

    เห็นภาพชัด

    โดนใจทุกคน ทุกส่วน

    เหมาะกับการสร้าง “แนวร่วม” แห่งการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

    พรรคทำงานในสภา เสนอร่างกฎหมายก็ดี อภิปรายในสภาก็ดี ตรวจสอบทุจริตก็ดี แฉงบประมาณรายบรรทัดก็ดี

    นั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำ ควรทำ ต่อไป

    มันช่วยให้คนคิดว่า “อยู่ไม่ไหว ต้องเปลี่ยน”

    แต่ไม่ได้ไปถึงขนาดที่ทำให้คนเห็นว่า “มีโอกาสเปลี่ยนในเร็ววัน” “เปลี่ยนแบบใด เปลี่ยนเป็นอะไร”

    การแฉก็ดี การเสนอกฎหมายแล้วคว่ำไปแล้วมาแฉต่อก็ดี เป็นการรักษาฐานที่มั่น แต่ไม่ได้รุกคืบกินแดน

    ฝากให้พรรคกองหน้าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นำไปพิจารณาครับ

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/980908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HO4xh9aued8m3tMjQveRX

  • นิด้าโพลชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ตัดสินใจหนุนรัฐบาลหรือไม่  – ข่าวสด

    นิด้าโพลชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ตัดสินใจหนุนรัฐบาลหรือไม่ – ข่าวสด

    เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม” สำรวจระหว่างวันที่ 16-21 ก.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,850 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ของประชาชน

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.35 ระบุว่า เป็นบุคคลทั่วไปที่เข้าโครงการ เพื่อใช้จ่าย ซื้อสินค้า รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 1.89 ระบุว่า เป็นร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ ร้อยละ 1.57 ระบุว่า เป็นทั้งบุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการ

    โดยผู้ที่ไม่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (จำนวน 466 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 47.42 ระบุว่า ไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ รองลงมา ร้อยละ 27.04 ระบุว่า ไม่สนใจ จะเข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 24.47 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน ร้อยละ 1.07 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ไม่ทราบวิธีการลงทะเบียน และไม่มีเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสำหรับใช้ในการลงทะเบียน

    เมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการ ที่เข้าโครงการ จำนวน 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มรายได้ของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ พบว่า

    1.ด้านการช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขาย ร้อยละ 42.12 ระบุว่า ช่วยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 39.52 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ ร้อยละ 7.67 ระบุว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ในด้านนี้ ร้อยละ 7.51 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 2.02 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย ร้อยละ 1.16 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2.ด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 48.92 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย

    3.ด้านการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ร้อยละ 45.09 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 33.74 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 15.83 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 4.62 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย ร้อยละ 0.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการ ที่เข้าโครงการ จำนวน 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล หลังจากได้รับผลประโยชน์จากการเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า

    ร้อยละ 33.24 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมา ร้อยละ 26.81 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 25.43 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุรัฐบาล ร้อยละ 14.23 ระบุว่า จะมีหรือไม่มีโครงการ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว ร้อยละ 0.29 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.05 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.59 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.74 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 34.11 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.08 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 8.43 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10345112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HdPe8jpME_9uwq8g3XnyJ

  • เปิดเกณฑ์ช้อน ‘หุ้นปันผล’ ยุคศก.ผันผวน แนะคัด Yield 5.5%

    เปิดเกณฑ์ช้อน ‘หุ้นปันผล’ ยุคศก.ผันผวน แนะคัด Yield 5.5%

    บล.บัวหลวงเปิดเกณฑ์ช้อน ‘หุ้นปันผล’ ในยุคเศรษฐกิจผันผวน แนะประเมิน 3 ปัจจัย คัด Yield 5.5% พิจารณาจุด Worst Case

    หนึ่งในอาวุธลับสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสามารถเอาตัวรอดและสร้างผลตอบแทนได้ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูงคือกลยุทธ์การล่า “หุ้นปันผล“

    10 ปีตลาดหุ้นไทย พ้นวิกฤติด้วย “เงินปันผล“

    หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไม “ตลาดหุ้นไทย” จึงยังมีความน่าสนใจ? คำตอบซ่อนอยู่ในสถิติผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา 

    โดยพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ชำแหละผลตอบแทน 100% ของ SET Index จะพบความจริงที่น่าทึ่งว่าผลตอบแทนถึง 61% มาจาก “เงินปันผล“

    ในขณะที่มาจากอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE) 20% และมาจากการเติบโตของกำไรเพียง 20% เท่านั้น

    โครงสร้างนี้แตกต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐอย่างสิ้นเชิง เช่น ดัชนี NASDAQ ที่ผลตอบแทนกว่า 75% มาจากการเติบโตของกำไร 

    ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนว่า เสน่ห์และจุดแข็งที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทยคือการเป็นตลาดที่ “เก่งปันผล” แม้กำไรโดยรวมอาจไม่ได้เติบโตหวือหวา แต่บริษัทจดทะเบียนก็มีความสามารถในการจ่ายเงินสดคืนสู่นักลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ การแบ่งสัดส่วนพอร์ตการลงทุนมาที่หุ้นปันผลจึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับตลาดหุ้นไทย 

    เจาะลึก “หุ้นธนาคาร” เมื่อค่าธรรมเนียมกลายเป็นตัวแบก

    เมื่อนึกถึงหุ้นปันผล “กลุ่มธนาคาร” คือกลุ่มที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้นๆ แม้ว่าในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง การเติบโตของสินเชื่ออาจจะชะลอตัวลงและการปล่อยกู้มีความเข้มงวดขึ้น แต่โครงสร้างรายได้ของกลุ่มธนาคารในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว 

    ปัจจุบัน ธนาคารมีสัดส่วนรายได้จาก “ค่าธรรมเนียม” เช่น การขายกองทุนรวม หรือธุรกิจนายหน้า พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 15-25% ของรายได้รวม ซึ่งรายได้ส่วนนี้ยังคงเห็นการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้ธนาคารยังคงรักษาความสามารถในการจ่ายปันผลที่แข็งแกร่งไว้ได้ 

    เปิดเกณฑ์ช้อนหุ้นปันผล คัด Yield 5.5% และประเมินจาก Worst Case

    การเข้าซื้อหุ้นปันผลเพียงเพราะเห็นตัวเลขประกาศจ่ายปันผลสูงๆ ในอดีตอาจไม่ใช่สิ่งที่ปลอดภัยเสมอไป พิริยพล แนะนำกฎเหล็กในการหาจุดเข้าซื้อที่ปลอดภัยไว้ 3 ส่วนสำคัญ

    1.) ห้ามเชื่อตัวเลขปันผลในอดีตเพียงอย่างเดียว

    ตัวเลขเหล่านั้นเกิดจากช่วงที่บริษัทมีกำไรดี หากเศรษฐกิจแย่ลง กำไรลดลง เงินปันผลก็จะต้องถูกปรับลดลงตามไปด้วย 

    2.) คำนวณจากสถานการณ์ Worst Case 

    ต้องจำลองสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดว่า หากเศรษฐกิจไม่ดีเลย เงินปันผลต่อหุ้น อย่างแย่ที่สุดที่บริษัทน่าจะจ่ายได้คือกี่บาท 

    3.) เกณฑ์ขั้นต่ำ 5.5% 

    นำตัวเลขปันผลในกรณี Worst Case นั้น มาหารเทียบกับราคาหุ้นบนกระดาน ณ ปัจจุบัน อัตราผลตอบแทน และในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด “ควรจะต้องมากกว่า 5.5% ขึ้นไป” จึงจะถือว่าเป็นจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ 

    ตัวอย่างเช่น ในอดีตหุ้นธนาคารบางตัวหากจะให้ปลอดภัย ควรมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย เช่น SCB ควรมี Yield สูงกว่า 7.2%, KTB ควรมากกว่า 5.6% เป็นต้น การเข้าซื้อในจุดที่ประเมินความเสี่ยงไว้ต่ำที่สุดแล้ว จะทำให้นักลงทุนถือครองหุ้นได้อย่างสบายใจ

    จัดพอร์ตสู้ศึกเศรษฐกิจด้วย “Barbell Strategy“

    สำหรับข้อควรระวังในการลงทุนกลุ่มธนาคาร คือเรื่องของช่วงเวลา โดยปกติหุ้นปันผลมักจะมีแรงเก็งกำไรเข้ามาในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ก่อนที่จะมีการขึ้นเครื่องหมาย XD ในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งนักลงทุนต้องระมัดระวังแรงเทขายปรับฐานที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนด้วย 

    ท้ายที่สุด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนและสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ กลยุทธ์การจัดพอร์ตที่เหมาะสมที่สุดในยุคนี้คือ Barbell Strategy หรือการจัดพอร์ตแบบผสมผสาน 

    นอกเหนือจากการกอด “หุ้นปันผล” ไว้เพื่อรับกระแสเงินสดแล้ว นักลงทุนควรมี “หุ้นกลุ่มพลังงาน” ติดพอร์ตไว้ด้วย

    ตัวอย่างเช่น PTT ที่ให้ปันผลในระดับ 4-5% และยังมีโอกาสได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากปัจจัยสงคราม 

    การกระจายความเสี่ยงเช่นนี้ จะช่วยสร้างความสมดุลและทำให้นักลงทุนพร้อมรับมือกับทุกสภาวะเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1245668&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M9HVMXxemkRUdenkrSP0e

  • กรมสรรพากรยืนยันการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เท่าเดิม

    กรมสรรพากรยืนยันการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เท่าเดิม

    วันนี้, 20:43น.

              ตามที่กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 7 ออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติไปเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นั้น

             กรมสรรพากร ขอเรียนว่า การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าและให้บริการทั่วไปยังคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น วัตถุดิบในการประกอบอาหาร (ข้าวสาร เนื้อสัตว์ พืชผักผลไม้ อาหารทะเลสด ไข่สด ฯลฯ) และการขนส่งทางรถยนต์ ยังให้ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันได้อีกทางหนึ่ง

              สำหรับผู้ประกอบการขนาดย่อมที่ขายสินค้าหรือให้บริการทุกประเภท หากมีรายรับไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ก็จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยเช่นเดียวกัน

              หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161

    …

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YdKOqnsIInIahGCP_muar

  • กรมสรรพากร ย้ำยังจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ถึง 30 ก.ย. 2570

    กรมสรรพากร ย้ำยังจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ถึง 30 ก.ย. 2570

    วันนี้ (2 ส.ค.2569) กรมสรรพากร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 7 ออกไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2570 ซึ่ง ครม.ได้มีมติอนุมัติไปเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 นั้น

    กรมสรรพากรขอเรียนว่า การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าและให้บริการทั่วไปยังคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป

    อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น วัตถุดิบในการประกอบอาหาร (ข้าวสาร เนื้อสัตว์ พืชผักผลไม้ อาหารทะเลสด ไข่สด ฯลฯ) และการขนส่งทางรถยนต์ ยังให้ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันได้อีกทางหนึ่ง

    สำหรับผู้ประกอบการขนาดย่อมที่ขายสินค้าหรือให้บริการทุกประเภท หากมีรายรับไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ก็จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยเช่นเดียวกัน

    อ่านข่าว

    กต.แจ้งเตือน “คนไทย” ในตะวันออกกลาง เฝ้าระวังสถานการณ์ตึงเครียดรอบใหม่

    “ไทยช่วยไทย พลัส” ครบ 2 เดือน เงินสะพัดกว่า 86,000 ล้าน

    ชาวระนอง 8 ตำบล อ.เมือง-กะเปอร์ เฝ้าระวังพื้นที่ จากภูเขาถึงทะเล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508933&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DJdF7SPkm9aZIC1ULenCn

  • ปภ. สั่ง 17 จว.ภาคเหนือ รับมืออุทกภัย

    ปภ. สั่ง 17 จว.ภาคเหนือ รับมืออุทกภัย

    (2 ส.ค. 69) นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัย ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานและ ปภ. ภาคเหนือ 17 จังหวัด โดยเปิดเผยคาดการณ์สภาพอากาศว่า ในเดือนสิงหาคมนี้ปริมาณฝนจะตกมากกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันตก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ก่อนที่แนวโน้มฝนจะลดลงในเดือนกันยายนถึงตุลาคม และย้ายไปตกหนักทางภาคใต้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน จึงได้กำชับให้ทุกจังหวัดเตรียมแผนรับมือล่วงหน้าอย่างรัดกุม

    สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบัน หลายพื้นที่เสี่ยงสามารถบริหารจัดการได้ดี อาทิ จ.เชียงราย ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่า 3 อำเภอ แต่การตั้ง “วอร์รูมคู่ขนาน” เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ช่วยปกป้องพื้นที่เขตเศรษฐกิจไว้ได้ ส่วน จ.เพชรบูรณ์ มวลน้ำป่าจาก อ.หล่มเก่า ไหลสมทบเข้า อ.หล่มสัก เจ้าหน้าที่ได้เร่งระดมเครื่องสูบน้ำควบคู่กับการแจ้งเตือนล่วงหน้าผ่านระบบ Cell Broadcast ช่วยให้ชาวบ้านเก็บของขึ้นที่สูงได้ทันท่วงที ขณะที่ จ.พิษณุโลก น้ำจากลำน้ำเฟียล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือน แต่หน่วยงานได้บูรณาการนำเรือและเครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเหลือเร่งระบายน้ำแล้ว ด้าน จ.เชียงใหม่ สถานการณ์ภาพรวมเรียบร้อยดีจากมาตรการเชิงรุกป้องกันน้ำท่วมขังเขตเมือง ประกอบกับอ่างเก็บน้ำยังคงรองรับน้ำได้ดี

    อธิบดี ปภ. ได้สั่งการเน้นย้ำด้านการเตรียมความพร้อมและการเผชิญเหตุ โดยให้ทุกศูนย์ ปภ.เขต และสำนักงาน ปภ.จังหวัด นำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำการในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าทันที “โดยไม่ต้องรอให้เกิดสถานการณ์” พร้อมประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อปพร. และมูลนิธิกู้ภัยอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจและเขตเมืองต้องเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ลอกท่อระบายน้ำ และสำรองสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มเปราะบางให้เพียงพอ

    ที่มา : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/NDGz1OD9x&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Msas2a2FZAIDLTpXCS2Ow