Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สพท. สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ. 2568

    ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สพท. สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ. 2568


    ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สพท. สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ. 2568

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  

    [ซื้อ 1 แถม 1] ไฟโซล่าเซลล์ ไฟสปอร์ตไลท์ LED โซล่าเซลล์สปอตไลท์ solar light กันน้ำและกันฟ้าผ่ เปิดปิดอัตโนมัติ

    ฿74 – ฿1,153

    https://s.shopee.co.th/801HUF4aRi?share_channel_code=6


    ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สพท. สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ. 2568ประกาศผลสอบ รองผอ.เขตผลสอบ รอง ผอ.สพทผลสอบ รอง ผอ.เขต

    ≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

    :: เรื่องปักหมุด ::

    Advertisement

    ≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡

    ≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

     

    หมวดหมู่เนื้อหา
    เนื้อหา แยกตามหมวดหมู่ สามารถเลืออ่านได้ตามหมวดหมู่ที่นี่

    ครูบ้านนอกดอทคอม

    เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

          kroobannok.com

    © 2000-2020 Kroobannok.com  
    All rights reserved.

    Design by : kroobannok.com

    ครูบ้านนอกดอทคอม
    การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

    วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
     

    ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

    เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

    Email : kornkham@hotmail.com
    Tel : 096-7158383

    สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
    คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ
     
         

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/92933&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MVuW5gwONYpCjl5jRFmUG

  • SYNNEX มั่นใจปิดรายได้ปี 68 แตะ 4.6 หมื่นล้าน รับแรงหนุน iPhone 17 ดันยอดขายพุ่งอีก 30%

    SYNNEX มั่นใจปิดรายได้ปี 68 แตะ 4.6 หมื่นล้าน รับแรงหนุน iPhone 17 ดันยอดขายพุ่งอีก 30%

    “สถานการณ์ของตลาดสินค้าไอทียังสดใส แม้จะอยู่ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ไม่เว้นแม้แต่การเข้ามาของ AI ที่วันนี้ได้กลายเป็นผู้ช่วยตัวจริงของพนักงานออฟฟิศไปแล้ว” สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX ดิสทริบิวเตอร์ผู้นำด้านไอทีอีโคซิสเต็ม กล่าวในงาน ‘SYNNEX PARTNER CONNECT 2025’ ซึ่งเป็นอีเวนต์ที่ SYNNEX จัดขึ้นทุกปี

    สุธิดา ฉายภาพต่อไปว่า ในมุมมองธุรกิจ พบว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า โดยปัจจัยสำคัญมาจากการที่ AI ไม่ได้ถูกใช้แค่เพื่อเสริมการทำงาน แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ไปจนถึงสมาร์ทดีไวซ์ เช่น AI Phone ที่กลายเป็นอวัยวะสำคัญของชีวิตการทำงานไปแล้ว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    เทรนด์ล่าสุดยังชี้ให้เห็นถึงการเข้าสู่ยุคของ Agentic AI ที่สามารถทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยการควบคุมจากมนุษย์ในทุกขั้นตอน ซึ่งไม่เพียงเพิ่มความเร็วและความแม่นยำในการทำงาน แต่ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจสร้างโมเดลใหม่ ๆ ทั้งด้านบริการลูกค้า การตลาด และการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรม

    จากความเคลื่อนไหวข้างต้น ทำให้กลยุทธ์ของ Synnex ต่อจากนี้จะไม่ได้แค่ขายอุปกรณ์ไอที แต่พร้อมจะนำเสนอโซลูชันและฟังก์ชันครบวงจรเพื่อตอบโจทย์พันธมิตรทางธุรกิจ โดยปี 2568 ได้ทุ่มงบรวม 100 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนครอบคลุมตั้งแต่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมพัฒนาพื้นที่ขึ้นมานำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันที่หลากหลาย ควบคู่กับเพิ่มขีดความสามารถด้านคลังสินค้า ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมศักยภาพการขาย

    ผู้บริหาร Synnex ย้ำว่า แม้ในยุคนี้การเข้าถึงข้อมูลด้วย AI จะทำได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ การสร้างความไว้วางใจ จึงทำให้บริษัทตัดสินใจเปิดตัว AI Touch เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอ โดย AI จะเข้าไปอยู่ในทุกกลุ่มสินค้า ตั้งแต่ คอมพิวเตอร์, สมาร์ตโฟน, เกมมิ่ง, อุปกรณ์อัจฉริยะ, ซอฟต์แวร์โซลูชัน, จนถึงระบบไอทีสำหรับองค์กร พร้อมบริการหลังการขายทั้งหมด

    อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ทั้งหมดจะทำให้บริษัททำรายได้ในปี 2568 ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 4.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี ทำรายได้กว่า 2.2 หมื่นล้านบาท เติบโตทุก 6 กลุ่มสินค้า โดยกลุ่มสินค้าที่เติบโตสูงสุดคือกลุ่มคอมมูนิเคชัน

    ซึ่งประเมินว่าหลังจากจะมีการเปิดให้จอง iPhone17 ผ่านเครือข่ายพาร์ตเนอร์ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กันยายนนี้ ก็จะยิ่งผลักดันให้ยอดขายของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้น 30% เพราะยังไงวันนี้กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นสาวก iPhone ก็ยังต้องการอัปเกรดเป็นรุ่นใหม่ และส่วนใหญ่คนไทยจะนิยมซื้อรุ่นที่แพงสุด อย่างรุ่น Pro Max

    ในส่วนของปัจจัยด้านภาษี บริษัทฯ ยืนยันว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทนำเข้าโดยตรง ขณะเดียวกันสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบันกลับช่วยให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้ายังคงทรงตัว

    สุดท้ายแล้ว สุธิดา ยังแสดงความเห็นต่อการเมืองไทย โดยระบุว่า รัฐบาลชุดใหม่มีระยะเวลาในการทำงานเพียงแค่ 4 เดือน จึงขอไม่ให้ความเห็นเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าที่ผ่านมานโยบายภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว แต่หากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น จะถือเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจ เพราะนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคและสร้างบรรยากาศให้การจับจ่ายคึกคักขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/synnex-revenue-46-billion-iphone-17-boost/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20-bHIHVgkqhzto7NIFaCf

  • ความ(คาด)หวัง ‘ทีมเศรษฐกิจ’ ภูมิใจไทย คืนชีพ ‘คนละครึ่ง’ เปิดเกมภารกิจท้าทายจากนโยบายสู่การปฏิบัติ!!

    ความ(คาด)หวัง ‘ทีมเศรษฐกิจ’ ภูมิใจไทย คืนชีพ ‘คนละครึ่ง’ เปิดเกมภารกิจท้าทายจากนโยบายสู่การปฏิบัติ!!

    หลังจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ บรรยากาศทางการเมืองก็เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมสำหรับการเดินหน้าแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะใน ด้านเศรษฐกิจ ที่ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนอันดับต้นๆ ที่ประชาชนให้ความสนใจ รัฐบาลภายใต้การนำของ พรรคภูมิใจไทย จึงตกเป็นเป้าหมายของความคาดหวังจากทุกภาคส่วน ว่าจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวให้กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง!?!?

    ล่าสุด! ได้มีการเปิดเผยโฉมหน้าของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่เตรียมจะเข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการ โดยมีบุคลากรที่มีประสบการณ์ในด้านการบริหาร การคลัง ด้านเศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะ เข้ามารับหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสความสนใจจากประชาชนถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยเฉพาะโครงการที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตอย่าง ‘คนละครึ่ง’ ที่หลายฝ่ายต่างจับตามองว่าเป็นโครงการที่จะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในฐานะเครื่องมือฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า

    บทบาทและความเคลื่อนไหวของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ในระยะเริ่มต้นจึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่ของนโยบายที่กำลังจะผลักดัน การจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ ตลอดจนมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งล้วนมีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ภายใต้ความคาดหวังของสังคมต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะตามมาในอนาคตอันใกล้

    หนุนรัฐบาลใหม่เร่งสร้างความเชื่อมั่น

    ‘ทีมเศรษฐกิจ’ แน่นอนว่าเมื่อเป็นที่จับตามอง ก็ย่อมต้องมาพร้อมความคาดหวังกับนโยบายต่างๆ ที่จะถูกผลักดันออกมาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยในภาวะที่ค่าครองชีพสูง สถานการณ์หนี้สินภาคครัวเรือนยังน่าเป็นห่วง ซึ่งได้ส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ไปในทุกมิติ แต่โจทย์สำคัญของรัฐบาลชุดนี้คือ ‘ระยะเวลา 4 เดือน’ ที่อาจเป็นเงื่อนตายบีบให้ทีมเศรษฐกิจต้องเร่งแสดงฝีมือกู้เศรษฐกิจของประเทศ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า หอการค้าฯ มีความคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าอย่างจริงจัง จัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ประกอบด้วยบุคลากรคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ เข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจ และยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศและประชาชนเหนือผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อร่วมกันฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย

    พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบายเร่งด่วน 4 ด้านของรัฐบาล นั่นคือ ด้านเศรษฐกิจ โดยการดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพ ทั้งค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การเดินทาง แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้กับประชาชน, ด้านความมั่นคงชายแดน ผ่านการจัดการปัญหาข้อพิพาทชายแดนด้วยแนวทางสันติ ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และดูแลเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและทั่วถึง, ด้านภัยธรรมชาติ ผ่านการพัฒนาระบบเตือนภัย การป้องกัน และกลไกเยียวยาฟื้นฟู เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม ทันท่วงที และด้านภัยสังคม ด้วยการเร่งรัดมาตรการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงปัญหาการพนันและการพนันออนไลน์

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะที่ล่าสุด ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ตอบรับเป็น รมว.พาณิชย์ ว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะได้ผู้บริหารที่มีฝีมือ เพียงแต่ต้องประสานกับภาคราชการให้ราบรื่น เพราะหากเทียบกับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็น รมว.พลังงาน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็น รมว.การต่างประเทศ และ วรภัค ธันยาวงษ์ เป็น รมช.การคลัง ทุกคนล้วนผ่านการทำงานกับข้าราชการมาก่อน

    ในส่วนของกระทรวงเศรษฐกิจที่เหลือ อยากให้นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเช่นกัน ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อต้องทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกับคลัง พลังงาน และพาณิชย์ ซึ่งพบว่าทั้ง 4 กระทรวงมีรัฐมนตรีมาจากพรรคร่วมรัฐบาล จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีสร้างกลไกที่ทำให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกกระทรวงทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ต่างคนต่างทำเหมือนในอดีต ต้องสร้างกลไกการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพให้ได้

    และแน่นอน มีการบ้านสำคัญที่ภาคเอกชนอยากฝากเป็นโจทย์ให้ทีมเศรษฐกิจเร่งดำเนินการ นั่นคือ ปัญหาเรื่อง ‘การแข็งค่าของเงินบาท’ ซึ่งขณะนี้เงินบาทไทยแข็งค่าเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค และตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าขึ้น 7% หลายฝ่ายคาดว่าจะแข็งค่าถึงระดับ 31.50 บาท เรื่องนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กังวลมาก จึงเตรียมนำเสนอต่อรัฐบาล ทั้งกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยจะนำเสนอทันทีหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีผลและเริ่มทำงาน

    อีกหนึ่งอุตสาหกรรมอย่าง ‘ภาคการท่องเที่ยว’ ที่ก็ต่างคาดหวังกับรัฐบาลชุดใหม่ไม่แพ้กัน โดย เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) ให้ความเห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย หากสามารถทำให้เห็นได้ชัดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยได้อย่างปลอดภัย โอกาสในการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นทันที เพราะพื้นฐานของการท่องเที่ยวไทยยังแข็งแกร่งและพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว

    โดยเสนอให้รัฐบาลตั้งทีมโฆษกเฉพาะกิจด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยว ทำหน้าที่สื่อสารความคืบหน้าการจับกุมผู้กระทำผิด การปราบปรามขบวนการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว รวมถึงมาตรการเชิงรุกที่หน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่การต่อต้านข่าวลบ แต่เป็นการตอบสนองต่อข่าวสารอย่างทันท่วงที หากทำได้จริงจะเป็นผลงานที่จับต้องได้ของรัฐบาล แม้จะอยู่ในวาระเพียงไม่กี่เดือน

    ขณะที่ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ททท.อยู่ระหว่างออกโครงการ ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังกระแสโครงการคนละครึ่งได้รับเสียงตอบรับดี ขณะที่งบประมาณที่จะมาใช้ในโครงการนี้อาจพิจารณาขอใช้งบคงเหลือจากโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งหากมี โดยจะนำเสนอรัฐบาลเพื่อเร่งดำเนินการและกระตุ้นการเดินทางคนไทยเที่ยวไทยก่อนที่ค่าเงินบาทที่แข็งจะเปลี่ยนใจคนไทยแห่เที่ยวนอกในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปีนี้มากขึ้น

    “มั่นใจว่าจะเป็นการช่วยผู้ประกอบการนำเที่ยว ที่จะสร้างสรรค์สินค้าการท่องเที่ยวใหม่ๆ สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับคนไทย ซึ่งแน่นอน จะส่งผลขยายต่อถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วย โดย ททท.ไม่เพียงมองเศรษฐกิจระดับใหญ่ แต่ยังใส่ใจถึงกำลังซื้อของคนไทยทุกครัวเรือน ขณะนี้ ททท.อยู่ระหว่างการเตรียมรายละเอียดเพื่อหารือกับรัฐบาลและบริษัททัวร์เพื่อจัดแคมเปญที่ว้าว สร้างแรงจูงใจให้คนไทยเที่ยวในประเทศ และกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศอีกด้วย”ขณะที่ วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเผยถึงมุมมองต่อสถานการณ์การเมืองไทย ว่า ภาคเอกชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมือง และความต่อเนื่องของนโยบาย เป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศปกติแล้ว สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้งสร้างผลเสียมากกว่าผลดี เพราะจะทำให้เกิดความไม่มั่นใจต่อผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยมองว่าหากรัฐบาลสามารถสร้างความต่อเนื่องทางนโยบายได้ โครงการดีๆ ที่ริเริ่มไว้ก็จะเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด และจะทำให้เอกชนมั่นใจและลงทุนได้มากขึ้น

    พร้อมทั้งมองว่า ไทยควรให้ความสำคัญของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยมองว่าประเทศไทยควรเรียนรู้จากคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง และรัฐบาลสามารถผลักดันโครงการใหญ่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไม่หยุดชะงัก ซึ่งประเทศไทยจะต้องมองรอบด้านและกลับมาย้อนดูว่าไทยจะรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างไร

    หวัง ‘คนละครึ่ง’ คืนชีพช่วยกระตุ้น ศก.

    สำหรับโครงการที่รัฐบาลยืนยันแล้วว่าจะปัดฝุ่นนำกลับมาดำเนินการอีกครั้งอย่าง ‘คนละครึ่ง’ ที่ถูกจับตามองและกลายเป็นอีกหนึ่งความคาดหวังในการปลุกเศรษฐกิจไทยอีกครั้งนั้น ภาคเอกชนอย่าง จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า Grab พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่หากมีการนำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาอีกครั้งเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งร้านขนาดเล็กและขนาดกลางที่น่าจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก

    ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลที่ Grab เคยสนับสนุนโครงการเมื่อ 3 ปีที่แล้วพบว่าโครงการนี้สามารถสร้างผลเชิงบวกที่เป็นรูปธรรม โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการในช่วงที่ผ่านมามียอดขายเติบโตขึ้นสูงสุดถึง 5 เท่า หากรัฐบาลประกาศโครงการอย่างเป็นทางการ Grab พร้อมร่วมผลักดันทั้งในรูปแบบของแคมเปญการตลาด การให้ส่วนลด หรือโปรแกรมแพ็กเกจเพื่อจูงใจร้านค้าต่างๆ

    ขณะที่ ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai เปิดเผยว่า จากแนวคิดการนำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมา จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมากระแสในโลกโซเชียลส่วนมากก็ค่อนข้างเห็นด้วย และอยากให้มีการจัดทำโครงการดังกล่าว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยบริษัทเองก็เป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่ต้องการสนับสนุนอยู่แล้ว เนื่องจากในแพลตฟอร์มมีร้านค้ารายย่อยค่อนข้างเยอะ หากมีโครงการดังกล่าวก็จะช่วยร้านค้าให้มีลูกค้ามากขึ้น

    “ก่อนหน้าที่มีโครงการ ต้องบอกว่าแทบไม่มีจุดอ่อน แต่อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเรื่องการใช้คูปองบ้างเล็กน้อย และการใช้ Co-Payment เป็นหลักการที่ถูกต้อง และดีกว่าแจกเงินช่วยเหลือแบบ 100% หากต้องการนำโครงการกลับมาก็สามารถใช้ระบบเทคโนโลยีและข้อมูลเดิมได้เลย ซึ่งโครงการคนละครึ่งคราวก่อน สามารถทำให้ร้านค้ามียอดโต 1.7-4 เท่า และลูกค้าก็ยังใช้บริการร้านค้านั้นๆ อย่างต่อเนื่องอีกด้วย”

    สำหรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เท่าที่ทราบก็จะมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่จะเข้ามาเป็น รมว.การคลัง ซึ่งส่วนตัวมองว่าเหมาะสม เป็นคนมีความสามารถ มีความรู้ เชื่อมั่นว่าจะเข้ามาดูในเรื่องของเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

    เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการคณะทำงานจัดการองค์ความรู้และสื่อสารสาธารณะ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ว่า ในเวอร์ชันใหม่นี้ มองว่า เหมาะสม และ ดี เป็นช่วงที่จะกระตุ้นกำลังซื้อได้ดี ทั้งการออกแบบสัดส่วนของเงินก็อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ต้องมั่นใจว่าจะมีวงเงินมากพอที่สร้าง Impact สูงๆ และสามารถที่จะทำได้เร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อีกประเด็นที่สำคัญและเป็นข้อดี คือ ใช้เงินน้อยกว่าการแจกเงินก้อน และเห็นผลทันที คนก็คุ้นเคยมาตรการนี้อยู่แล้ว ดังนั้นคนสามารถจะเริ่มได้ทันที ผู้ประกอบการก็พร้อมทันที ข้อเสียน่าจะเกิดตรงที่จะออกแบบยังไงให้มาเร็ว เงินมากพอ กระจายมากพอ ที่ทำให้เกิดผลได้ไม่กระจุกตัว คนละครึ่งแบบ 60:40 เหมาะแล้วในเวลานี้ เพราะว่าจะทำให้เกิดแรงจูงใจให้กับคนที่มีกำลังซื้อมากขึ้น ก็ดีกว่าการที่รัฐจะจ่ายให้แบบ 100%

    สำหรับทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่เพิ่งออกมาเป็นนักบริหารมืออาชีพ ถ้ามองตอนนี้กับประสบการณ์ที่ผ่านมาขอให้คะแนน 8.5-9 เต็ม 10 จะเห็นว่ามีเสียงตอบรับดีมากในแง่ของสังคมและวิชาการ ที่มองว่ามีความพร้อม แต่ในหลายครั้งที่มีความพร้อม ขณะที่นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) และทีมการเมืองไม่พร้อมที่จะยอมรับและช่วยเหลือเขา อาจจะทำให้ความหวังมันอาจจะไม่ใช่ความหวังที่เป็นจริงได้ ต้องมาดูกันอีกทีว่าทีมเศรษฐกิจชุดใหม่จะได้การสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน!.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/860997/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Kp0mgss-K0L08hp0HhhX6

  • ‘รัฐบาลหนู1’ โชว์จัดทัพฟื้นเศรษฐกิจ เดินเครื่องเต็มสูบเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง | เดลินิวส์

    ‘รัฐบาลหนู1’ โชว์จัดทัพฟื้นเศรษฐกิจ เดินเครื่องเต็มสูบเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง | เดลินิวส์

    เรียบร้อยโรงเรียน “เสี่ยหนู” “อนุทิน ชาญวีรกูล” ขึ้นนั่งบัลลังก์นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เดินหน้าจัดตั้ง “รัฐบาลหนู 1” ดูหน้าตาคณะรัฐมนตรี(ครม.) คนนอกเรียกว่ายังขายได้ 4 เดือนนี้ต้องพิสูจน์ผลงาน ตามนโยบายเร่งด่วน 4 ด้านที่เป็นภัยคุกคาม และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

    คือ 1.ปัญหาเศรษฐกิจ จะเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมทั้งแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และเสริมสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ ประชาชน และตลอดจนชุมชนท้องถิ่น

    2.จะเร่งแก้ปัญหากรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชน แต่จะยึดหลักการไทยไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว คนไทยต้องไม่เสียประโยชน์ และดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข 

    3.เรื่องภัยธรรมชาติ จะต่อยอดทำระบบเตือนภัย และระบบเยียวยาฟื้นฟู และ4.จะแก้ปัญหาภัยสังคม โดยจะเร่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน การพนันออนไลน์

    งานนี้ “นายกหนู” ไม่รอช้าขุดโครงการคนละครึ่งของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาฟื้นเศรษฐกิจเชื่อมั่นว่า เชื่อว่าจะกระจายเงินได้โดยเร็วที่สุด

    ต้องจับตาดูว่า “รัฐบาลหนู 1”จะดึงเงินจากตรงไหนมาใช้แก้ปัญหาฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนกำลังรอความหวังอยู่

    แต่การเมืองก็อาจมีโรคแทรกเกี่ยวกับ “รัฐมนตรีสายล่อฟ้า” หรือไม่ เพราะนอกจาก 6 รัฐมนตรีคนนอกแล้ว รัฐมนตรีที่เหลือยังเป็นคนหน้าเดิม เหล้าเก่าในขวดใหม่ เป็นการจัดสรรโควตาแบบเดิมๆ เพื่อพยุงรัฐบาลเสียงข้างน้อยให้ ไปต่อได้

    ท่ามกลางคดีร้อนที่ยังคาราคาซัง มีทั้ง “เขากระโดง-ฮั้วสว.” ถูกจับตามองว่าถ้าทำอะไรไม่คงเส้นคงวา ศรัทธาก็จะเสื่อมลง โดยเฉพาะ “เสี่ยหนู” ประกาศกลับมหาดไทยแล้วจะมีสัญญาณการโยกย้าย ข้าราชการเอาคนเดิมกลับคืนถิ่น คืนความชอบธรรม เกมนี้ถือเป็นการฟาดกันคนละดอกกับพรรคเพื่อไทย

    อีกหนึ่งวาระร้อนนโยบายเร่งด่วนเรื่องความมั่นคงชายแดนไทยกัมพูชาที่ “อนุทิน” ไม่เปลี่ยนม้ากลางศึกใช้บริการ “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมและ ว่าที่รมว.กลาโหม

     ล่าสุด“บิ๊กเล็ก”เข้าประชุมคณะกรรมการทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี)  ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถึงแม้จะอยู่ในสถานะได้เปรียบแต่ก็ถูกทัวร์ลงยับ จากการที่มีข้อตกลงเปิดด่านจันทบุรีและตราด ให้สิ้นค้าจาก 3 ประเทศผ่านเข้ากัมพูชา

    เกรงว่าเราจะหลงเล่ห์เหลี่ยมเขมร เรื่องนี้ต้องใช้ความกล้าหาญของ“อนุทิน”ต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาชายแดน เพื่อให้คนไทยต้องไม่เสียประโยชน์ และดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข ตามที่พูดโดยเร็ว

    ดูแล้วการแก้ปัญหาชายแดน ไม่น่าจะเหมือนช่วงที่ผ่านมา “ทหารกับการเมือง”น่าจะยังมีความสัมพันธ์ที่ดี และมีแนวทางที่น่าจะไปด้วยกันได้ ทหารและการเมือง อาจมีเอกภาพมากขึ้น เพราะไม่ต้องหวาดระแวงว่าใครเป็นไส้ศึก

    ปมร้อนล่าสุดเกมแก้รัฐธรรมนูญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีความเห็นว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน ซึ่งต้องดำเนินการการประชามติ 3 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งที่ 1-2 สามารถดำเนินการด้วยกันได้

    ศาลรธน.ยังชี้อีกว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้  แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ได้โดยตรง

    เกมแก้รัฐธรรมนูญนี้ส่อแววเกิดรอยร้าวขึ้นระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน เพราะการที่ “เสี่ยหนู” ขึ้นเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาลประสบความสำเร็จ

    ก็เพราะพรรคประชาชนโหวตหนุน เป็นนั่งร้านให้ ด้วยคะแนน143 เสียง โดยมีสัญญา MOA  ข้อ4 ระบุให้มีเรื่องการตั้งส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญปิดทางสรรหาส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง จะทำให้ MOA ส่อสะดุดกลายเป็นวาระร้อน หรือไม่

    งานนี้“เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ( ปชน.)  ออกมาทวงสัญญาพรรคภูมิใจไทยทันที ว่า เราควรเดินหน้าสู่การจัดทําประชามติรอบที่ 1 พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นจากการยุบสภาภายใน 4 เดือน หลัง ครม. ใหม่ เข้าปฏิบัติหน้าที่  

    พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนํารัฐบาล ควรพิจารณารวบรวมเสียง สส.รัฐบาล เพื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ของตนเองเข้าสู่รัฐสภาโดยเร็ว  ควรมีเนื้อหาที่เป็นการเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.)  ที่มาจากการเลือกตั้งตามข้อตกลง  แม้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เราเห็นว่าคําวินิจฉัยฯอาจยังไม่ได้ปิดประตูต่อการมี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐสภา สามารถออกแบบกลไกให้ ส.ส.ร. ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ ส.ส.ร. จัดทํา มาที่รัฐสภา ก่อนส่งไปทําประชามติกับประชาชนได้

    ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร บอก ‘พรรคประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ เห็นพ้องเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คือ 1 การทำประชามติทั้งหมด 2 รอบ เริ่มจะให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15 / 1 คือ กลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาผ่าน 3 วาระแล้ว ก็จะจัดทำประชามติรอบแรก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 คำถาม  ซึ่งก็จะสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

    ซึ่งกระบวนการดังกล่าวสามารถเดินหน้าเพื่อให้มีการจัดทำประชามติรอบแรกให้ทันพร้อมกับการเลือกตั้ง ภายในกรอบเวลาMOA ที่ต้องยุบสภาภายใน4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย หากแถลงนโยบายช่วง ปลายเดือนก.ย. 2568 หมายความว่าต้องมีการยุบสภาภายในช่วงปลายเดือนม.ค. 2569 ส่วนเรื่องส.ส.ร.ก็ต้องมาทบทวนอีกครั้งว่าจะใช้วิธีการใด

    ขณะที่“นายกหนู” รีบบอก “การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของสภา ภายใน 4 เดือนถ้าทำได้ก็จะเป็นไปตามขั้นตอน แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องค้างเอาไว้ก่อน จากนั้นก็ยุบสภาก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ และทุกคนก็ต้องชี้แจงให้พี่น้องประชาชนฟังว่าแต่ละพรรคมีแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร”

    เบื้องต้น“พรรคภูมิใจไทย” สตาร์ทแก้รัฐธรรมนูญ ตามแนววินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยตั้ง “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคฯ นำทีมศึกษาทำประชามติ 

    ดูแล้วหลายคนจับตาดูพรรคส้มจะเสียเหลี่ยมพรรคภูมิใจไทยหรือไม่

    เรื่องนี้ถ้า “พรรคภูมิใจไทย” เห็นด้วยว่าการสรรหาส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งก็จะเดินไปได้ จุดนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจ “พรรคภูมิใจไทย”

    เวลานี้รัฐมนตรีกำลังแต่งตัวรอเข้าถวายสัตย์เตรียมแถลงนโยบาย เพื่อนับหนึ่งการทำหน้าที่ 4 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพรรคการเมืองมุ่งสู่สงครามการเลือกตั้งงานนี้ใครพลาดต้องเจ็บปวดระยะยาว

    ที่เห็นชัดตอนนี้คือ “พรรคส้ม” ที่ถูกทัวร์ลงยับ หลังเป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย หนุน “อนุทิน” ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรี เจอด้อมส้มรุมถล่ม ต้องสลับฉากแก้เกมกางโจทย์ส่งไม้ให้ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างอิสระ และขับเคลื่อน สส.กลุ่มหนึ่งอย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องคำนึงถึงพันธะหรือข้อตกลงใดๆ ที่ไปตกลงกับ“อนุทิน” จะติดตามตรวจสอบการตั้งคณะรัฐมนตรีเหมาะสมหรือไม่ และได้มีการดำเนินการตาม MOA ที่ตกลงกันไว้หรือไม่

    และใช้โอกาสนี้ช่วงชิงจังหวะทำความเข้าใจกับด้อมส้มสร้างศรัทธาขึ้นมาใหม่เพื่อชักธงรบครั้งหน้า

    ขณะเดียวกันการเมืองพรรคเพื่อไทยฝ่ายค้านน้องใหม่ “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เจอศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้พ้นจากนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร  ผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย ก็ต้องเข้าเรือนจำ 

    แต่ไฟการเมืองก็ยังไม่สงบ “ทักษิณ” ส่งสัญญาณสู้ ไม่ได้ประกาศวางมือหรือความพ่ายแพ้แต่อย่างใด พร้อมกลับมาทำสงครามครั้งใหม่เตรียมปรับทัพพรรคเพื่อไทยใหม่

    ประเมินว่าด้วยรอยแผลของพรรคเพื่อไทย ณ เวลานี้จะมีสมาชิกพรรคไหลออกกลายเป็นพรรคขนาดกลาง ขณะเดียวกัน ทั้ง“อิ๊งค์และทักษิณ” 2 พ่อลูก ก็ยังมีคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาอยู่หลายคดี

    หลายคนโยนโจทย์ไปให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งต้องดูสัญญาณจาก “นายใหญ่” ว่าจะวางรูปแบบการรบของพรรคเพื่อไทยครั้งต่อไปอย่างไร

    การเมืองนาทีนี้ใครจะพลาดไมได้ เพราะทุกพรรคการเมืองกำลังเคลื่อนไหวปรับโหมดเข้าสู่วาระการเลือกตั้ง.

    คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5107056/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v668y83wbXHO1t3hQABUu

  • 4เดือนชี้ชะตา! รัฐบาลต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    4เดือนชี้ชะตา! รัฐบาลต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.53 น.

    4 เดือน รัฐบาลต้องฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระในการทำงาน แนะลดค่าครองชีพ – ลุย Investment Roadshow

    12 กันยายน 2568 นักวิชาการธรรมศาสตร์ เห็นด้วยกับการเลือกรัฐมนตรีเศรษฐกิจคนนอก ชี้เป็นปัจจัยบวกเชิงสัญลักษณ์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แต่จุดชี้ขาดคือ “ความเป็นอิสระ” ในการทำงาน แนะรัฐบาลเร่งประกาศ Quick wins ขีดเส้น 4 เดือน “ความสร้างมั่นใจ-ลดภาระค่าครองชีพ-ชัดเจนนโยบายทรัมป์” แนะจัดทำ Investment Roadshow ดึงการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ ชี้เสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ รัฐบาลอนุทินต้องคืนอำนาจให้ประชาชนทำตามที่รับปากไว้

    ผศ. ดร.ธันยพร สุนทรธรรม อาจารย์คณะวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา (TIARA) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคนิคการมองอนาคต (Foresight and Futures Studies) เปิดเผยว่า สิ่งที่ประชาชนเฝ้าติดตามมากที่สุดและเป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจมาร่วมรัฐบาลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงสัญลักษณ์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวมองว่าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีหน้าตาสวย แต่จะสร้างผลงานได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระ และการเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นสามารถทำงานได้ตามความคิดของเขา 

    ผศ. ดร.ธันยพร กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำคือการประกาศแผนงานระยะเร่งด่วน (Quick wins) ให้ชัดเจนว่าในระยะ 4 เดือนนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ซึ่งต้องเป็น Quick wins ที่เกิดจากการวางแผนร่วมกันแบบสอดประสานกันของกระทรวงที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน โดยสิ่งที่คาดหวังในเดือนแรก คือการประกาศความพร้อมของคณะทำงานในแต่ละกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถสอดประสานการทำงานร่วมกันแบบข้ามกระทรวงได้ โดยไม่แบ่งแยกต่างฝ่ายต่างทำกันไปแบบเดี่ยวๆ พร้อมกับการเร่งประกาศนโยบายลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมไปถึงการฉายภาพให้เห็นถึงมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือกับเรื่องภาษีทรัมป์ 

    ส่วนเดือนที่สอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญไปที่การช่วยเหลือ บรรเทาแรงกดดันให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเดินต่อไปได้ หรือจะเป็นการเร่งออกมาตรการอำนวยความสะดวกให้โครงการลงทุนใหม่ๆ เช่น การตั้งโรงงาน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักร ฯลฯ ขณะที่เดือนที่สาม ควรมุ่งเน้นความสำคัญไปที่การสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ โดยจัดทำกิจกรรมการเชิญชวนการลงทุน (Investment Roadshow) ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ Next Gen เช่น อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ฯลฯ 

    “ระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน คงไม่สามารถทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจที่จะลงทุนในทันที แต่อย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจเริ่มต้นให้เกิดการหันมามองโอกาสและความเป็นไปได้ของประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกรัฐมนตรีคนนอกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวมากพอสมควร เนื่องจากบางท่านคุ้นชินกับวิธีการทำงานแบบเอกชน บางท่านคุ้นเคยกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากระบบราชการ” ผศ. ดร.ธันยพร กล่าว

    ด้าน ศ. ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หนึ่งในตัวชี้วัดความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ คือผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบันสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2025 ที่รายงานว่า ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 30 จากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว และเป็นประเทศที่รั้งอันดับท้ายๆ ในภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 14 ประเทศ โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหาระยะสั้นมากมาย แต่สิ่งที่เป็นตัวชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลายอย่างมาจากการสะสมกันของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข 

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในระยะสั้นของรัฐบาลที่มีระยะเวลาไม่มากนัก สิ่งที่ควรเร่งทำคือการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเกี่ยวข้องกับการมองไม่เห็นถึงความแน่นอนของฉากทัศน์การเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ เช่น จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ มีการเลือกตั้งเมื่อใด ฯลฯ ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนทางการเมืองด้วย

    “การเร่งสร้างความชัดเจนเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ทำได้ จริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยตรง แต่การมีความชัดเจนในเส้นทางทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคนในประเทศได้ว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้คือการลุกขึ้นมาแก้ปัญหา พูดจริงทำจริงตามกรอบระยะเวลาที่ได้ให้สัญญาไว้แล้วคืนเสียงให้กับประชาชนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนตัวเชื่อการที่รัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีได้ เขาจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกลไกนอกระบบประชาธิปไตยเข้ามาทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และหยุดชะงักการพัฒนาเศรษฐกิจ” ศ. ดร.ภวิดา กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/913989&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3diuItv5w6js4mWnEpPB83

  • นักวิชาการชี้4 เดือน รัฐบาลต้องฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระในการทำงาน | เดลินิวส์

    นักวิชาการชี้4 เดือน รัฐบาลต้องฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระในการทำงาน | เดลินิวส์

     เมื่อวันที่13 ก.ย. ผศ. ดร.ธันยพร สุนทรธรรม อาจารย์คณะวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา (TIARA) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคนิคการมองอนาคต (Foresight and Futures Studies) เปิดเผยว่า สิ่งที่ประชาชนเฝ้าติดตามมากที่สุดและเป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจมาร่วมรัฐบาลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงสัญลักษณ์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวมองว่าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีหน้าตาสวย แต่จะสร้างผลงานได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระ และการเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นสามารถทำงานได้ตามความคิดของเขา

     ผศ. ดร.ธันยพร กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำคือการประกาศแผนงานระยะเร่งด่วน (Quick wins) ให้ชัดเจนว่าในระยะ 4 เดือนนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ซึ่งต้องเป็น Quick wins ที่เกิดจากการวางแผนร่วมกันแบบสอดประสานกันของกระทรวงที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน โดยสิ่งที่คาดหวังในเดือนแรก คือการประกาศความพร้อมของคณะทำงานในแต่ละกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถสอดประสานการทำงานร่วมกันแบบข้ามกระทรวงได้ โดยไม่แบ่งแยกต่างฝ่ายต่างทำกันไปแบบเดี่ยวๆ พร้อมกับการเร่งประกาศนโยบายลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมไปถึงการฉายภาพให้เห็นถึงมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือกับเรื่องภาษีทรัมป์

    ส่วนเดือนที่สอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญไปที่การช่วยเหลือ บรรเทาแรงกดดันให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเดินต่อไปได้ หรือจะเป็นการเร่งออกมาตรการอำนวยความสะดวกให้โครงการลงทุนใหม่ๆ เช่น การตั้งโรงงาน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักร ฯลฯ ขณะที่เดือนที่สาม ควรมุ่งเน้นความสำคัญไปที่การสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ โดยจัดทำกิจกรรมการเชิญชวนการลงทุน (Investment Roadshow) ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ Next Gen เช่น อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ฯลฯ

    “ระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน คงไม่สามารถทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจที่จะลงทุนในทันที แต่อย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจเริ่มต้นให้เกิดการหันมามองโอกาสและความเป็นไปได้ของประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกรัฐมนตรีคนนอกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวมากพอสมควร เนื่องจากบางท่านคุ้นชินกับวิธีการทำงานแบบเอกชน บางท่านคุ้นเคยกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากระบบราชการ” ผศ. ดร.ธันยพร กล่าว

    ด้าน ศ. ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หนึ่งในตัวชี้วัดความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ คือผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบันสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2025 ที่รายงานว่า ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 30 จากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว และเป็นประเทศที่รั้งอันดับท้ายๆ ในภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 14 ประเทศ โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหาระยะสั้นมากมาย แต่สิ่งที่เป็นตัวชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลายอย่างมาจากการสะสมกันของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในระยะสั้นของรัฐบาลที่มีระยะเวลาไม่มากนัก สิ่งที่ควรเร่งทำคือการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเกี่ยวข้องกับการมองไม่เห็นถึงความแน่นอนของฉากทัศน์การเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ เช่น จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ มีการเลือกตั้งเมื่อใด ฯลฯ ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนทางการเมืองด้วย

    “การเร่งสร้างความชัดเจนเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ทำได้ จริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยตรง แต่การมีความชัดเจนในเส้นทางทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคนในประเทศได้ว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้คือการลุกขึ้นมาแก้ปัญหา พูดจริงทำจริงตามกรอบระยะเวลาที่ได้ให้สัญญาไว้แล้วคืนเสียงให้กับประชาชนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนตัวเชื่อการที่รัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีได้ เขาจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกลไกนอกระบบประชาธิปไตยเข้ามาทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และหยุดชะงักการพัฒนาเศรษฐกิจ” ศ. ดร.ภวิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5109290/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EFFkFnKhu4t-Gx2Htamq_

  • เกาหลีใต้แจกเงินแสนวอน ปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ | ทันโลก EXPRESS | 13 ก.ย. 68

    เกาหลีใต้แจกเงินแสนวอน ปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ | ทันโลก EXPRESS | 13 ก.ย. 68

    เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศเอเชียที่กำลังประสบภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้รัฐบาลต้องหาวิธีกระตุ้นการจับจ่ายของประชาชน โดยหนึ่งในมาตรการที่นำมาใช้คือ การแจกเงินคูปองเงินสดรอบใหม่มูลค่า 1 แสนวอน ให้กับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ยกเว้นผู้มีรายได้สูง

    #เกาหลีใต้ #แจกเงิน #ค่าครองชีพ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200805&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m8ZQCkwZbqmKiUZGCzLFU

  • ชาวโคราช เชื่อ โครงการคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 13 ก.ย. 68

    ชาวโคราช เชื่อ โครงการคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 13 ก.ย. 68

    หลังจาก พรรคภูมิใจไทย มีแนวคิดจะนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ชาวโคราช เชื่อว่า โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ย้ำต้องให้สิทธิ์อย่างทั่วถึง พร้อมวอนขอเพิ่มวงเงิน

    #คนละครึ่ง #กระตุ้นเศรษฐกิจ #โคราช #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันข่าวสุดสัปดาห์

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200800&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37T86cY19MQChfAXLruk3h

  • ประมวลภาพ ศุภจี ลาออก จากซีอีโอ ‘ดุสิตธานี’ มีผลทันที เตรียมนั่ง รมว.พาณิชย์

    ประมวลภาพ ศุภจี ลาออก จากซีอีโอ ‘ดุสิตธานี’ มีผลทันที เตรียมนั่ง รมว.พาณิชย์

    วันนี้ (12 กันยายน) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และกรรมการบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) โดยมีผลทันที เพื่อเตรียมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยบอร์ดมีมติแต่งตั้ง ชนินทธ์ โทณวณิก เข้าดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่

    ก่อนลาออก ศุภจีได้วางแผนการพลิกฟื้นธุรกิจ โดยคาดว่าในปี 2569 ดุสิตธานีจะสามารถกลับมามีกำไร และล้างผลขาดทุนสะสมราว 1,500 ล้านบาทได้หมด หลังเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากการโอนโครงการ Dusit Residences ซึ่งขายได้แล้วกว่า 90% ของมูลค่าโครงการรวม 17,000 ล้านบาท โดยจะมีการโอนประมาณ 16,000 ล้านบาทในปีหน้า

    ศุภจี เปิดเผยถึงเหตุผลหลักที่ตัดสินใจรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่า

    1.ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถปล่อยให้เกิดสุญญากาศด้านนโยบายได้ การเข้ามาช่วยงานรัฐบาลจึงเป็นการนำประสบการณ์ทั้งจาก IBM และไทยคมมาช่วยผลักดันด้านการค้าระหว่างประเทศและเศรษฐกิจในภาพรวม

    2.รัฐบาลชุดนี้มีเวลาทำงานเพียง 4 เดือนก่อนการเลือกตั้งใหญ่ จึงจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าในประเด็นสำคัญเพื่อสร้างผลลัพธ์และวางรากฐานต่อไป

    เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะไม่ได้รู้จักข้าราชการมากนัก แต่เชื่อว่าการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังจะช่วยผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าได้ ทั้งในมิติการส่งออก การเจรจาการค้า และการดูแลปากท้องประชาชน

    ศุภจี ย้ำว่า งานในช่วง 4 เดือนแรกยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ต้องรอโปรดเกล้าฯ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน แต่ยืนยันว่าจะทำงานร่วมกับทีมเศรษฐกิจและนายกรัฐมนตรีเพื่อเลือกประเด็นเร่งด่วนที่สุด โดยชี้ว่า “คนเราไม่ต้องรอให้รู้ 100% ถึงจะลงมือทำ แต่ขอให้ทำ 100% ในสิ่งที่เรารู้ และหาธงร่วมกันให้ได้”

    เธอยังเปิดเผยว่า หลังได้รับการทาบทามจากนายกฯ อนุทิน ได้ปรึกษาครอบครัวและผู้บริหารดุสิตธานี ซึ่งทุกฝ่ายเห็นด้วย เพราะเป็นโอกาสในการช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นก็ตาม และหลังจบภารกิจทางการเมืองจะกลับมาบริหารดุสิตธานี โดยไม่คิดที่จะเดินบนถนนสายการเมืองต่อ

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suphajee-resigns-dusit-thani-ceo/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qvROZq6PiqqCMQYCESDH4

  • ‘เชียงใหม่’ ร้องรัฐบาลทบทวน! ปลดล็อคขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ครอบคลุมร้านอาหาร

    ‘เชียงใหม่’ ร้องรัฐบาลทบทวน! ปลดล็อคขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ครอบคลุมร้านอาหาร

    จากกรณีที่มีการปลดล็อคขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับร้านอาหาร ในช่วง 14.00-17.00 น. ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 เพื่อให้การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแก้ไข ได้ประกาศใช้แล้วและมีผลให้ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติที่ 253 ปีพ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นต้นทางของการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น.-17.00 น.

    แต่ที่ผ่านมารัฐบาลแพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ลงนาม เมื่อ 23 มิถุนายน 2568 ซึ่งไม่ได้มีการยกเว้นให้ “ร้านอาหาร” สามารถขายได้ ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. มีเพียงเฉพาะท่าอากาศยานนานาชาติ  สถานบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย  และโรงแรมที่มีใบอนุญาตโรงแรม เท่านั้น

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าร้านอาหารต่างๆ ยังไม่สามารถให้บริการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น.

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที กล่าวว่า ร้านอาหารของตนเองจะเปิดให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นห้องอาหารที่ติดแอร์ เพื่อให้ความสะดวกสบาย แก่ลูกค้า ในช่วงก่อนหน้านี้ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มีลูกค้าจองเข้ามา ทุกวัน ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทำให้ลูกค้าลดลงบ้าง แต่ก็กลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงสถานการ์คลี่คลาย แต่หลังจาก ปี 2565 ประสบปัญสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ยอดขายลดลงไปกว่า 50  เปอร์เซ็นต์

    “โดยส่วนตัวมองว่า อยากให้รัฐบาลใหม่ เร่งเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ส่งเสริมนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว และ แก้กฎหมายงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ให้ครอบคุม ไม่ใช่อนุญาติเฉพาะบางแห่ง ร้านอาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ควรได้รับการลดล็อคด้วย”

    “การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงกลางวัน มีผลกับร้านอาหารที่เปิดตอนกลางวันค่อนข้างเยอะ เนื่องจากร้านเริ่มเปิด 11.00 น. ถึง 22.00 น. โดยลูกค้าจะเริ่มเข้าร้านอาหารตั้งแต่ร้านเปิด ด้วยเวลาที่จำกัดก็ส่งผลทำให้ลูกค้าหายไป นอกจากนี้ยังส่งผลกับนักท่องที่ต่างชาติ ไม่เข้าใจในกฎหมาย ก็ทำให้ร้านเสียลูกค้าไปจำนวนมาก”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ลัดดา ( สงวนนามสกุล ) ผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านถนนลอยเคราะห์ กล่าวว่า ลูกค้าหลักของร้านเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในย่านนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์กันตั้งแต่เช้าไปตลอดทั้งวัน แต่ด้วยช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดห้ามไว้ก็ทำให้ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยต้องผิดหวังเพราะทางร้านไม่สามารถขายให้ได้เพราะติดเรื่องกฎหมาย บางคนก็เข้าใจ บางคนก็หงุดหงิด 

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo03.jpg

    “ในฐานะผู้ประกอบการร้านอาหารเห็นด้วยกับแนวคิดแก้กฎหมายในครั้งนี้ แต่อยากให้มองมุมกว้าง โดยการปลดล็อคกฎหมายให้ครอบคลุมถึงร้านอาหารด้วย หากมีการปลดล็อคก็จะหนุนท่องเที่ยวและสร้างเศรษฐกิจให้คึกคักมากขึ้น จะส่งผลดีมากกว่าผลเสียอย่างแน่นอน”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ขณะที่ ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันเราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งคือเศรษฐกิจ ในประเทศไทยตอนนี้ถือว่าแย่มาก รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามา ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ รัฐบาลควรทำเป็นอันดับต้นๆ ก็คือทำยังไงให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาแล้ว มีการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มมากขึ้น

    “โดยเฉพาะกฎหมาย ที่มีการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. ถือเป็นกฎหมายเก่าที่ออกมาควบคุมข้าราชการในยุคนั้น ตั้งแต่ปี 2515  ซึ่งกฎหมายนี้มีผลกระทบกับผู้ประกอบการในยุคปัจจุบัน ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางวัน”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “อยากให้รัฐบาลประกาศปลดล็อคกฎหมายนี้ให้ครอบคลุมไปถึงร้านอาหารด้วย ไม่ใช่เฉพาะสนามบินนานาชาติ โรงแรม หรือสถานประกอบการเท่านั้น และมีเงื่อนไขอย่างมาก ที่จริงแล้วเราไม่จำเป็น ต้องมาควบคุมอีกแล้ว เพราะเจตนารมย์ของการประกาศก็คือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการประกาศให้ขายได้เฉพาะที่ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงใหม่สถานบริการที่จดทะเบียนมีประมาณ 20 แห่ง แต่ร้านอาหารนั้นมีถึง 15,000 แห่ง การประกาศก็แทบจะไม่มีประโยชน์”

    ด้าน วัลลภ นามวงศ์พรหม รองประธานสภาวัฒนธรรมเชียงใหม่ กล่าวว่า กรณีการปลดล็อคเวลางดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 น.- 17.00 น. ที่ไม่ใช่วันสำคัญทางพุทธศาสนา อันนี้ก็แล้วแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา

    “ส่วนตัวมองว่า ต่อให้จะมีการห้ามขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ช่วงเวลานี้ หากคนจะดื่มก็มีการลักลอบดื่มอยู่ดี ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามที่จะมีการปลดล็อค อยู่แล้ว ซึ่งก็เห็นด้วยหากจะเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo02.jpg

    วัลลภ กล่าวด้วยว่า แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยคือการ ปลดล็อคการขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงวันสำคัญทางศาสนา เพราะหลักการปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาไม่สมควรที่จะมีการจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ต้องเป็นหลักสำคัญที่สุด เพราะรัฐบาลประกาศเป็นวันหยุดให้กับพุทธศาสนิกชนไปทำบุญที่วัด

    “ซึ่งการปลดล็อคขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และหยุดจำหน่ายหยุดดื่มเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กฎหมายเดิมก็มีอยู่แล้วในเรื่องของการจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ภายในวัดและรอบบริเวณวัดก็ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะวันสำคัญทางพุทธศาสนาไม่ได้มีทุกวัน นานๆ ทีจะมีหนึ่งครั้งเท่านั้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-to-cover-the-restaurant-business&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IGR5hvZFDYbobDqqwqfjK