เรียบร้อยโรงเรียน “เสี่ยหนู” “อนุทิน ชาญวีรกูล” ขึ้นนั่งบัลลังก์นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เดินหน้าจัดตั้ง “รัฐบาลหนู 1” ดูหน้าตาคณะรัฐมนตรี(ครม.) คนนอกเรียกว่ายังขายได้ 4 เดือนนี้ต้องพิสูจน์ผลงาน ตามนโยบายเร่งด่วน 4 ด้านที่เป็นภัยคุกคาม และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน
คือ 1.ปัญหาเศรษฐกิจ จะเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมทั้งแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และเสริมสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ ประชาชน และตลอดจนชุมชนท้องถิ่น
2.จะเร่งแก้ปัญหากรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชน แต่จะยึดหลักการไทยไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว คนไทยต้องไม่เสียประโยชน์ และดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข
3.เรื่องภัยธรรมชาติ จะต่อยอดทำระบบเตือนภัย และระบบเยียวยาฟื้นฟู และ4.จะแก้ปัญหาภัยสังคม โดยจะเร่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน การพนันออนไลน์

งานนี้ “นายกหนู” ไม่รอช้าขุดโครงการคนละครึ่งของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาฟื้นเศรษฐกิจเชื่อมั่นว่า เชื่อว่าจะกระจายเงินได้โดยเร็วที่สุด
ต้องจับตาดูว่า “รัฐบาลหนู 1”จะดึงเงินจากตรงไหนมาใช้แก้ปัญหาฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนกำลังรอความหวังอยู่
แต่การเมืองก็อาจมีโรคแทรกเกี่ยวกับ “รัฐมนตรีสายล่อฟ้า” หรือไม่ เพราะนอกจาก 6 รัฐมนตรีคนนอกแล้ว รัฐมนตรีที่เหลือยังเป็นคนหน้าเดิม เหล้าเก่าในขวดใหม่ เป็นการจัดสรรโควตาแบบเดิมๆ เพื่อพยุงรัฐบาลเสียงข้างน้อยให้ ไปต่อได้

ท่ามกลางคดีร้อนที่ยังคาราคาซัง มีทั้ง “เขากระโดง-ฮั้วสว.” ถูกจับตามองว่าถ้าทำอะไรไม่คงเส้นคงวา ศรัทธาก็จะเสื่อมลง โดยเฉพาะ “เสี่ยหนู” ประกาศกลับมหาดไทยแล้วจะมีสัญญาณการโยกย้าย ข้าราชการเอาคนเดิมกลับคืนถิ่น คืนความชอบธรรม เกมนี้ถือเป็นการฟาดกันคนละดอกกับพรรคเพื่อไทย
อีกหนึ่งวาระร้อนนโยบายเร่งด่วนเรื่องความมั่นคงชายแดนไทยกัมพูชาที่ “อนุทิน” ไม่เปลี่ยนม้ากลางศึกใช้บริการ “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมและ ว่าที่รมว.กลาโหม
ล่าสุด“บิ๊กเล็ก”เข้าประชุมคณะกรรมการทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถึงแม้จะอยู่ในสถานะได้เปรียบแต่ก็ถูกทัวร์ลงยับ จากการที่มีข้อตกลงเปิดด่านจันทบุรีและตราด ให้สิ้นค้าจาก 3 ประเทศผ่านเข้ากัมพูชา

เกรงว่าเราจะหลงเล่ห์เหลี่ยมเขมร เรื่องนี้ต้องใช้ความกล้าหาญของ“อนุทิน”ต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาชายแดน เพื่อให้คนไทยต้องไม่เสียประโยชน์ และดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข ตามที่พูดโดยเร็ว
ดูแล้วการแก้ปัญหาชายแดน ไม่น่าจะเหมือนช่วงที่ผ่านมา “ทหารกับการเมือง”น่าจะยังมีความสัมพันธ์ที่ดี และมีแนวทางที่น่าจะไปด้วยกันได้ ทหารและการเมือง อาจมีเอกภาพมากขึ้น เพราะไม่ต้องหวาดระแวงว่าใครเป็นไส้ศึก
ปมร้อนล่าสุดเกมแก้รัฐธรรมนูญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีความเห็นว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน ซึ่งต้องดำเนินการการประชามติ 3 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งที่ 1-2 สามารถดำเนินการด้วยกันได้
ศาลรธน.ยังชี้อีกว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ได้โดยตรง

เกมแก้รัฐธรรมนูญนี้ส่อแววเกิดรอยร้าวขึ้นระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน เพราะการที่ “เสี่ยหนู” ขึ้นเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาลประสบความสำเร็จ
ก็เพราะพรรคประชาชนโหวตหนุน เป็นนั่งร้านให้ ด้วยคะแนน143 เสียง โดยมีสัญญา MOA ข้อ4 ระบุให้มีเรื่องการตั้งส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญปิดทางสรรหาส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง จะทำให้ MOA ส่อสะดุดกลายเป็นวาระร้อน หรือไม่
งานนี้“เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ( ปชน.) ออกมาทวงสัญญาพรรคภูมิใจไทยทันที ว่า เราควรเดินหน้าสู่การจัดทําประชามติรอบที่ 1 พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นจากการยุบสภาภายใน 4 เดือน หลัง ครม. ใหม่ เข้าปฏิบัติหน้าที่
พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนํารัฐบาล ควรพิจารณารวบรวมเสียง สส.รัฐบาล เพื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ของตนเองเข้าสู่รัฐสภาโดยเร็ว ควรมีเนื้อหาที่เป็นการเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งตามข้อตกลง แม้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เราเห็นว่าคําวินิจฉัยฯอาจยังไม่ได้ปิดประตูต่อการมี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐสภา สามารถออกแบบกลไกให้ ส.ส.ร. ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ ส.ส.ร. จัดทํา มาที่รัฐสภา ก่อนส่งไปทําประชามติกับประชาชนได้

“ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร บอก ‘พรรคประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ เห็นพ้องเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คือ 1 การทำประชามติทั้งหมด 2 รอบ เริ่มจะให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15 / 1 คือ กลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาผ่าน 3 วาระแล้ว ก็จะจัดทำประชามติรอบแรก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 คำถาม ซึ่งก็จะสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งกระบวนการดังกล่าวสามารถเดินหน้าเพื่อให้มีการจัดทำประชามติรอบแรกให้ทันพร้อมกับการเลือกตั้ง ภายในกรอบเวลาMOA ที่ต้องยุบสภาภายใน4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย หากแถลงนโยบายช่วง ปลายเดือนก.ย. 2568 หมายความว่าต้องมีการยุบสภาภายในช่วงปลายเดือนม.ค. 2569 ส่วนเรื่องส.ส.ร.ก็ต้องมาทบทวนอีกครั้งว่าจะใช้วิธีการใด
ขณะที่“นายกหนู” รีบบอก “การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของสภา ภายใน 4 เดือนถ้าทำได้ก็จะเป็นไปตามขั้นตอน แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องค้างเอาไว้ก่อน จากนั้นก็ยุบสภาก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ และทุกคนก็ต้องชี้แจงให้พี่น้องประชาชนฟังว่าแต่ละพรรคมีแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร”

เบื้องต้น“พรรคภูมิใจไทย” สตาร์ทแก้รัฐธรรมนูญ ตามแนววินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยตั้ง “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคฯ นำทีมศึกษาทำประชามติ
ดูแล้วหลายคนจับตาดูพรรคส้มจะเสียเหลี่ยมพรรคภูมิใจไทยหรือไม่
เรื่องนี้ถ้า “พรรคภูมิใจไทย” เห็นด้วยว่าการสรรหาส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งก็จะเดินไปได้ จุดนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจ “พรรคภูมิใจไทย”
เวลานี้รัฐมนตรีกำลังแต่งตัวรอเข้าถวายสัตย์เตรียมแถลงนโยบาย เพื่อนับหนึ่งการทำหน้าที่ 4 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพรรคการเมืองมุ่งสู่สงครามการเลือกตั้งงานนี้ใครพลาดต้องเจ็บปวดระยะยาว
ที่เห็นชัดตอนนี้คือ “พรรคส้ม” ที่ถูกทัวร์ลงยับ หลังเป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย หนุน “อนุทิน” ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรี เจอด้อมส้มรุมถล่ม ต้องสลับฉากแก้เกมกางโจทย์ส่งไม้ให้ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างอิสระ และขับเคลื่อน สส.กลุ่มหนึ่งอย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องคำนึงถึงพันธะหรือข้อตกลงใดๆ ที่ไปตกลงกับ“อนุทิน” จะติดตามตรวจสอบการตั้งคณะรัฐมนตรีเหมาะสมหรือไม่ และได้มีการดำเนินการตาม MOA ที่ตกลงกันไว้หรือไม่
และใช้โอกาสนี้ช่วงชิงจังหวะทำความเข้าใจกับด้อมส้มสร้างศรัทธาขึ้นมาใหม่เพื่อชักธงรบครั้งหน้า
ขณะเดียวกันการเมืองพรรคเพื่อไทยฝ่ายค้านน้องใหม่ “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เจอศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้พ้นจากนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย ก็ต้องเข้าเรือนจำ

แต่ไฟการเมืองก็ยังไม่สงบ “ทักษิณ” ส่งสัญญาณสู้ ไม่ได้ประกาศวางมือหรือความพ่ายแพ้แต่อย่างใด พร้อมกลับมาทำสงครามครั้งใหม่เตรียมปรับทัพพรรคเพื่อไทยใหม่
ประเมินว่าด้วยรอยแผลของพรรคเพื่อไทย ณ เวลานี้จะมีสมาชิกพรรคไหลออกกลายเป็นพรรคขนาดกลาง ขณะเดียวกัน ทั้ง“อิ๊งค์และทักษิณ” 2 พ่อลูก ก็ยังมีคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาอยู่หลายคดี
หลายคนโยนโจทย์ไปให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งต้องดูสัญญาณจาก “นายใหญ่” ว่าจะวางรูปแบบการรบของพรรคเพื่อไทยครั้งต่อไปอย่างไร
การเมืองนาทีนี้ใครจะพลาดไมได้ เพราะทุกพรรคการเมืองกำลังเคลื่อนไหวปรับโหมดเข้าสู่วาระการเลือกตั้ง.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5107056/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v668y83wbXHO1t3hQABUu
