Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธุรกิจโรงแรมปี 68 สะดุด รายได้หดครั้งแรกในรอบ 5 ปี

    ธุรกิจโรงแรมปี 68 สะดุด รายได้หดครั้งแรกในรอบ 5 ปี

    ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 เครื่องชี้ธุรกิจโรงแรมและที่พักสะท้อนภาพที่ปรับตัวลดลง  จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ในช่วงเดือนม.ค-ก.ค. 2568 อัตราการเข้าพักของสถานพักแรมทั่วประเทศอยู่ที่ 71.66% หดตัว 0.2% (YoY)

    เนื่องจากธุรกิจโรงแรมและที่พักต้องเผชิญกับหลายปัจจัยลบ อาทิ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยหดตัว คนไทยเที่ยวในประเทศโตช้าลง อุทกภัยในจังหวัดภาคเหนือตอนบน รวมถึงสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา

    ในช่วงที่เหลือของปี แม้ธุรกิจจะมีปัจจัยบวกจากโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง แต่เนื่องจากปัจจัยลบของธุรกิจโรงแรมที่มากขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2568 รายได้ของธุรกิจโรงแรมและที่พักจะปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี จากรายได้ที่ลดลงตามอัตราการเข้าพัก และราคาห้องพักที่ปรับตัวลดลง รวมถึงรายได้จากการจัดงานประชุมสัมมนาที่ลดลง

    ·     อัตราการเข้าพักของสถานพักแรมทั้งประเทศน่าจะอยู่ที่ประมาณ 69.83% หดตัว 2.3% จากปี สาเหตุหลักมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยที่คาดว่าจะหดตัว 9% จากปีก่อน หรือมีจำนวน 32.2 ล้านคน และวันพักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง

    และแม้ว่าการท่องเที่ยวจะได้รับปัจจัยหนุนจากคนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อพิจารณารูปแบบการท่องเที่ยว พบว่า คนไทยมากกว่าครึ่งเป็นกลุ่มเดินทางแบบไม่พักค้างในพื้นที่ หรือกลุ่มนักทัศนาจร ซึ่งมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ·     ราคาห้องพักเฉลี่ยทั้งปี 2568 คาดว่าจะปรับลดลง 4% จากปีที่ผ่านมา ขณะที่ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ดัชนีราคาห้องพักเฉลี่ยปรับลดลง 5% โดยผู้ประกอบการต้องปรับใช้กลยุทธ์ด้านราคาในการดึงดูดผู้ใช้บริการ เนื่องจากความต้องการเดินทางท่องเที่ยวลดลง ขณะที่การแข่งขันในธุรกิจโรงแรมและที่พักสูง จากจำนวนห้องพักสะสมในตลาดสูง โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมพักเป็นกลุ่ม Midscale โดยราคาห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ 1,850 บาทต่อคืน 

    ·     รายได้อื่นๆ อาทิ การจัดงานประชุม/สัมมนาจากองค์กรภาครัฐและเอกชนในประเทศ รวมถึงจากต่างประเทศปรับลดลง นอกจากนี้การจัดงานระดับนานาชาติและคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลกมีจำนวนลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของ TCEB ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การจัดงานประชุม/สัมมนาทั้งจากในและต่างประเทศ หดตัว 13% (YoY)

    จากปัจจัยดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในปี 2568 รายได้ของธุรกิจโรงแรมและที่พักน่าจะหดตัว 4.5% จากปี 2567 หรือมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยปรับลดลงทั้งรายได้ที่พักและรายได้อื่นๆ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 มองว่า ภาพรวมรายได้ของธุรกิจโรงแรมและที่พักหดตัวประมาณ 2.8% และในช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่ายังมีทิศทางที่ลดลงต่อเนื่อง สำหรับผลกระทบของผู้ประกอบการจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับทำเล รูปแบบที่พัก การแข่งขัน การทำราคา และกลยุทธ์การตลาดที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ

    สำหรับในช่วงที่เหลือของปีนี้กลุ่มโรงแรมและที่พักที่ต้องระวัง อาทิ

    ·     กลุ่มโรงแรมและที่พักที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก อาทิ กลุ่มโรงแรมในพื้นที่กรุงเทพฯ ชลบุรี สงขลา และเชียงใหม่ กอปรกับจังหวัดดังกล่าวมีจำนวนห้องพักสะสมในพื้นที่สูง ทำให้การแข่งขันในพื้นที่จะสูงขึ้นตามมา

    ·     กลุ่มโรงแรมและที่พักที่อยู่แนวเขตชายแดนไทย-กัมพูชา อาทิ สระแก้ว และอุบลราชธานี อย่างไรก็ดี สำหรับจังหวัดตราด ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาตินิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสุดท้าย หากสถานการณ์ชายแดนไม่มีความรุนแรง คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวขึ้นของอัตราการเข้าพัก

    อย่างไรก็ดี จังหวัดที่คาดว่าจะยังเห็นการเติบโต ส่วนใหญ่จะเป็นจังหวัดที่เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของคนไทย อาทิ กาญจนบุรี พังงา นครศรีธรรมราช นครราชสีมา และนครพนม เป็นต้น

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ไปข้างหน้าธุรกิจโรงแรมและที่พักเผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอนสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้และผลกำไรของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กซึ่งผู้ประกอบการมากกว่าครึ่งยังมีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด (ค่าเฉลี่ยภาระหนี้สินต่อรายได้ของตลาดอยู่ที่ประมาณ 3.5 เท่า) ขณะที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    ·   ความเสี่ยงจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทยอาจต่ำกว่าที่ประเมิน เนื่องจากตลาดยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มชะลอตัว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบแผนการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ

    ·   การแข่งขันธุรกิจโรงแรมสูงในทุกเซ็กเม้นท์ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวหลักที่มีจำนวนห้องพักสะสมสูง อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และชลบุรี ซึ่งมีจำนวนห้องพักคิดเป็น 40% ของจำนวนห้องพักทั่วประเทศ และในปี 2568 นี้ จำนวนห้องพักสร้างเสร็จเข้าสู่จังหวัดดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ พื้นที่กรุงเทพฯ มีจำนวนห้องพักเพิ่มขึ้นประมาณ 3,000 ห้อง หรือ 2% จากปีก่อน และภูเก็ต จำนวนห้องพักเพิ่มขึ้นประมาณ 1,500 ห้อง หรือ 3% จากปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมระดับ upscale ขึ้นไป จะเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากในระยะหลังโรงแรมและที่พักที่สร้างเสร็จเปิดใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม upscale ขึ้นไป ทำให้การทำราคาอาจมีข้อจำกัด

    ·   ความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนจากต้นทุนการดำเนินงานอย่างค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์ท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัว และการแข่งขันรุนแรงทำให้การส่งผ่านต้นทุนมายังผู้ใช้บริการทำได้จำกัด เนื่องจากต้นทุนเงินเดือนพนักงานของธุรกิจโรงแรมและที่พักเฉลี่ยที่ประมาณ 25%-30% จากต้นทุนทั้งหมด (ขึ้นอยู่กับขนาดและโครงสร้างของธุรกิจ)

    สำหรับผลกระทบต่อโรงแรมแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงส่วนใหญ่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวรอง เนื่องจากอัตราการเพิ่มของต้นทุนแรงงานจะสูงขึ้นจากเดิมมากกว่าจังหวัดอื่นเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 14%-19% เมื่อเทียบกับอัตราค่าจ้างในเดือน ม.ค. 2568

    ·   การปรับตัวสู่โรงแรมยั่งยืนมีความจำเป็นต่อธุรกิจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกฎระเบียบและมาตรการของทางการทั้งทางตรงและอ้อม ความต้องการของลูกค้าและพันธมิตรการค้าที่ต้องการใช้บริการโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงโรงแรมคู่แข่งมีการปรับตัวในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-hotels-accommodations-tourists&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TF0N4xygoP8jgjWQ9d8Tw

  • จังหวัดนครสวรรค์ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว “ม่วนอก ม่วนใจ๋ แอ่วเชียงราย – พะเยา” | TOPNEWS

    จังหวัดนครสวรรค์ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว “ม่วนอก ม่วนใจ๋ แอ่วเชียงราย – พะเยา” | TOPNEWS

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ร่วมกับศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพะเยา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครสวรรค์ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว “ม่วนอก ม่วนใจ๋ แอ่วเชียงราย – พะเยา”

    วันที่ 12 กันยายน 2568 เวลา 16.00 น. ชั้น G ลานน่านนที ศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครสวรรค์ นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว “ม่วนอก ม่วนใจ๋ แอ่วเชียงราย – พะเยา” โดยมีนายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย พร้อมด้วย​ นางวัชราภรณ์​ แตงหมี​ ปลัดจังหวัด​นครสวรรค์​ หัวหน้าส่วนราชการ สมาคมการท่องเที่ยว​ และประชาชน เข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าว

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ร่วมกับศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพะเยา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครสวรรค์ ได้กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว “ม่วนอก ม่วนใจ๋ แอ่วเชียงราย – พะเยา” ระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครสวรรค์ โดยมีวัตถุประสงค์

    1. เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ตลอดจนผลิตภัณฑ์ และสินค้าชุมชนที่มีเอกลักษณ์และคุณภาพของจังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

    2. เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ OTOP จำนวน 20 ราย ได้มีเวทีนำเสนอและขยายช่องทางการตลาด

    3. เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และภาคเหนือตอนล่าง ไปยังจังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยาในภาคเหนือตอนบนเพิ่มมากขึ้น

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย มีความเชื่อมั่นว่ากิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค และช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


    อัมพณ​ จับ​ศร​ทิพย์​ ผู้สื่อข่าว Top News ทั่วไทย จ.นครสวรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1312914&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QRYCdrjsiCi64MWunRn6z

  • ราชบุรีจัดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP และสินค้าชุมชมชนท่องเที่ยว OTOP กิจกรรม

    ราชบุรีจัดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP และสินค้าชุมชมชนท่องเที่ยว OTOP กิจกรรม

    ราชบุรีจัดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP และสินค้าชุมชมชนท่องเที่ยว OTOP กิจกรรม “Woww…ของดีราชบุรี” 


    12/09/2568 | 16 |

    ราชบุรีจัดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP และสินค้าชุมชมชนท่องเที่ยว OTOP กิจกรรม “Woww…ของดีราชบุรี” 
    วันที่ 12 กันยายน 2568 นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิดงานจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP และสินค้าชุมชมชนท่องเที่ยว OTOP จังหวัดราชบุรี ครั้งที่ 2 กิจกรรม “Woww…..ของดีราชบุรี” ที่ห้างสรรสินค้าเซ็นทรัลนครปฐม บริเวณลานสวนส้มโอ ซึ่งจังหวัดราชบุรี โดย สนง.พัฒนาชุมชนจังหวัดราชบุรีจัดขึ้น ตามโครงการส่งเสริมและขยายช่องทางการตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มช่องทางเศรษฐกิจของจังหวัดราชบุรี จึงดำเนินการจัดกิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP และสินค้าชุมชนท่องเที่ยวOTOP จังหวัดราชบุรีขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และชุมชน ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้า เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า ขยายตลาดสินค้าทั้งในจังหวัดราชบุรีและต่างจังหวัด
    โดยภายในงานมีทั้งของกิน ของใช้ งานหัตถกรรม และสินค้าแปรรูปสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น มีการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP สินค้าชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมกว่า 50 บูธ การจัดสาธิตการผลิตสินค้าจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และชุมชน การแสดงภูมิปัญญาท้องถิ่น เอกลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งนี้งานจะมีไปจนถึงวันที่ 16 กันยายน 2568 บริเวณลานสวนส้มโอ เซ็นทรัลนครปฐม จ.นครปฐม
    ——————————————————————–


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/423079&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-_GN8KquM7BMEJEuEOCN3

  • คนชอบเที่ยวอุทยานต้องรู้ เริ่มต.ค.68 ใช้ระบบ E-ticket

    คนชอบเที่ยวอุทยานต้องรู้ เริ่มต.ค.68 ใช้ระบบ E-ticket

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/agriculture-54&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VaekTCrVgSsZiTBYMxQRG

  • เส้นตาย 4 เดือนรัฐบาลใหม่ “เศรษฐกิจ-ค่าเงินบาท-ตลาดหุ้น” ด่านทดสอบใหญ่ทีมอนุทิน

    เส้นตาย 4 เดือนรัฐบาลใหม่ “เศรษฐกิจ-ค่าเงินบาท-ตลาดหุ้น” ด่านทดสอบใหญ่ทีมอนุทิน

    ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะลุยงานแบบ “ไม่หยุดพัก” พร้อมวางแนวทางการทำงานผ่าน “4 ภารกิจเร่งด่วน” หนึ่งในนั้นคือโจทย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งตัวเลขจริงและหลายสถาบันต่างเห็นพ้องว่า ไตรมาส 3 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังซบเซา

    เป้าหมายของรัฐบาลใหม่ชัดเจน คือการลดภาระค่าครองชีพ ทั้งพลังงานและการเดินทาง แก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และสร้างรายได้ใหม่ ๆ ในระดับชุมชน แต่คำถามสำคัญคือ เวลาที่มีเพียง 4 เดือน จะเพียงพอหรือไม่ สำหรับการพิสูจน์ผลลัพธ์จริง

    หนึ่งในมูฟที่สร้างแรงสะเทือนมากที่สุดคือการดึง “คนนอกการเมือง” เข้ามานั่งเก้าอี้เศรษฐกิจ สะท้อนว่ารัฐบาลเลือกใช้มืออาชีพมากกว่าการเมืองล้วน ๆ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ลูกหม้อตัวจริงเสียงจริงของกระทรวงการคลังขึ้นแท่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    เสริมทัพด้วย นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยมีประสบการณ์ร่วมทีมเจรจาภาษีทรัมป์กับสหรัฐอเมริกา

    ด้านการค้า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตซีอีโอ ดุสิตธานี ได้รับการเชิญให้มาคุมกระทรวงพาณิชย์ ส่วนกระทรวงพลังงาน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์อดีตซีอีโอ ปตท. ขยับมารับตำแหน่งรัฐมนตรี ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่น โดยเลือกใช้ “มืออาชีพ” เข้ามาขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

    ชูโครงการ “คนละครึ่ง” เวอร์ชันใหม่ “โมเดล 60:40”

    โครงการ “คนละครึ่ง” เวอร์ชันใหม่ ซึ่งออกแบบให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้รับสิทธิพิเศษ รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ขณะที่ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการ ยังคงใช้สูตร 50:50 ตามเดิม

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุในวันที่ 11 กันยายน 2568 ว่า หากมาตรการนี้เริ่มใช้เดือนตุลาคม 2568 (ปีงบประมาณใหม่) จะใช้งบประมาณราว 25,000 ล้านบาท จากงบปี 2569 หมวดกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า วงเงินดังกล่าวจะก่อเม็ดเงินหมุนเวียน 70,000–100,000 ล้านบาท และหากขยายเป็น 50,000 ล้านบาทจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน 100,000–150,000 ล้านบาท ดันจีดีพีไตรมาส 4 และต้นปี 2569 โตเกิน 3% ได้

    ท่องเที่ยว–พาณิชย์–พลังงาน : โจทย์ใหญ่ไม่แพ้กัน

    รายได้หลักของไทยอย่างการท่องเที่ยวก็กำลังเผชิญความท้าทาย จากกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ลดลงตั้งแต่ต้นปี แนวคิด “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” จึงถูกหยิบขึ้นมา โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เสนอให้บริษัททัวร์ทำแพ็กเกจพิเศษ เพื่อดึงกำลังซื้อคนไทยเอง โดยอาจใช้งบประมาณที่เหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” กว่า 1,700 ล้านบาท

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ “ศุภจี” ว่าที่ รมว.พาณิชย์ แสดงวิสัยทัศน์ชัดว่า จะไม่เดินเดี่ยว แต่จะทำงานร่วมกับทีมเศรษฐกิจทั้งระบบ เพื่อผลักดันทั้งการส่งออก เจรจาการค้า และการดูแลปากท้องของประชาชนภายในประเทศ ขณะที่ “อรรถพล” ว่าที่ รมว.พลังงานในรัฐบาลใหม่ เผยจุดยืนแรกว่า ไทยจะไม่เจรจาเรื่องผลประโยชน์พลังงานกับกัมพูชาจนกว่าข้อพิพาทเขตแดนจะยุติ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

    นอกจากค่าครองชีพที่สูงแล้ว อีกปัจจัยที่รัฐบาลเลี่ยงไม่ได้คือ “ค่าเงินบาทแข็ง” ซึ่งช่วงนี้เดินหน้าต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับภูมิภาค ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี แต่ในความจริงกลับกดดันเศรษฐกิจหลายทาง ทั้งทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นในสายตาต่างชาติ กัดเซาะกำลังแข่งขันของการส่งออก และทำให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในไทยลดลง เพราะเงินในกระเป๋าเขามีค่าน้อยลงเมื่อมาแลกเป็นบาท

    สำหรับตลาดทุน ค่าเงินบาทแข็งยังสะเทือน Fund Flow ต่างชาติ เพราะทำให้ต้นทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ไทยเปลี่ยนไปทันที คำถามจึงไม่ใช่แค่จะทำให้บาทอ่อนลงได้ไหม แต่คือทีมเศรษฐกิจใหม่จะจัดการสมดุลค่าเงินกับการฟื้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างไร? เพราะค่าเงินบาทแข็งในรอบนี้ไม่ใช่แค่ “ตัวเลขในกระดาน” แต่สะท้อนโจทย์ใหญ่ของทีมเศรษฐกิ

    อย่างไรก็ดี สัญญาณเชิงบวกต่อโฉมหน้า รัฐมนตรีจากโควต้าคนนอกของรัฐบาลอนุทิน เริ่มปรากฏในมุมมองโบรกเกอร์ แต่เพื่อความถูกต้อง ควรอธิบาย “กรอบ” และ “เงื่อนไข” ให้ครบถ้วนมากกว่าระบุเป็น “เป้าหมายแน่นอน”

    ด้าน บล.เอเซีย พลัส มองว่า มีโอกาสที่ดัชนีจะฟื้นกลับไปยืนแถว 1,300 จุด หากนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าและบรรยากาศการลงทุนครึ่งปีหลังเอื้อ ขณะที่ บล.กสิกรไทย  ประเมินกรอบรายสัปดาห์ 15–19 กันยายน 2568 วางแนวรับที่ระดับ 1,275- 1,255 จุด และแนวต้านที่ 1,300–1,315 จุด ซึ่งสะท้อนว่า 1,300 จุด ยังเป็นทั้งแนวต้านทางเทคนิคและระดับจิตวิทยาที่ตลาดจับตา

    นอกจากนี้ บทวิเคราะห์รายวัน/อินทราเดย์ จากโบรกเกอร์หลายแห่ง ก็ยังมองแนวต้านที่ 1,290–1,300 จุด และแนวรับย่อยที่ 1,270–1,283 จุด เพื่อใช้เป็นจุดอ้างอิงการเทรดระยะสั้น สิ่งนี้สะท้อนว่า แนวต้านสำคัญ 1,300 จุด ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่คือ “ด่านทดสอบ” ของความเชื่อมั่นตลาดในเวลานี้

    สุดท้าย เส้นตาย 4 เดือนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกรอบเวลาทางการเมือง แต่คือการวัดศรัทธาทางเศรษฐกิจทั้งระบบ ทีมคนนอกที่ถูกดึงเข้ามาจะสามารถเปลี่ยนความคาดหวังให้เป็นผลลัพธ์จริงได้หรือไม่? ค่าเงินบาทที่แข็งไม่หยุดจะถูกจัดการอย่างไร? และตลาดหุ้นที่จับตาแนวต้านสำคัญ 1,300 จุด จะยืนได้จริงหรือไม่?

    คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า “รัฐบาลอนุทิน1” จะสร้างแรงส่งเศรษฐกิจได้ทันก่อนครบกำหนด หรือจะปล่อยให้โอกาสครั้งสำคัญนี้หลุดมือไป……และสุดท้ายแล้ว กาลเวลาเท่านั้น… ที่จะพิสูจน์ “ฝีมือ” อย่างแท้จริง!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/782264&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20XRw2NfGbcB90Hxn0y6F6

  • “ศ.ดร.พวงทอง” แนะไทยควรเปิดด่าน เพื่อผลประโยชน์เศรษฐกิจของไทยเอง

    “ศ.ดร.พวงทอง” แนะไทยควรเปิดด่าน เพื่อผลประโยชน์เศรษฐกิจของไทยเอง

    วันที่ 12 ก.ย.2568 ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า

    โปรดเข้าใจเถิดว่าการเปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาให้กับการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย

    จากกรณีสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร้องขอให้รัฐบาลไทยเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และอนุญาตให้มีการส่งสินค้าข้ามแดนได้ แต่กลับถูกทัวร์ชาตินิยมไทยรุมประณามอย่างรุนแรง เพราะเข้าใจว่า สินค้าจากไทยจะทำให้กัมพูชาเข้มแข็งขึ้น เพราะคนไทยเชื่อว่าเราต้องลงโทษกัมพูชา ให้ย่อยยับทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่า ประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย นี่เป็นความเชื่อที่ผิดทั้งสิ้น ดังนี้

    1.สินค้าที่บริษัทญี่ปุ่นต้องการส่งข้ามแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เครื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของผู้คน แต่เป็นชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ที่ผลิตในลักษณะ Supply chain เช่น ประเทศหนึ่งผลิต และส่งไปประกอบในอีกประเทศหนึ่ง เป็นต้น ฉะนั้น หาก Supply chain ถูก disrupt ประเทศที่เกี่ยวข้องล้วนได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งหมด

    2.สถานทูตญี่ปุ่นกล่าวว่า บริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านนี้ เข้ามาลงทุนในไทยและกัมพูชา ตามนโยบาย Thailand Plus ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2562 หรือในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นโยบายนี้มุ่งชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ให้หันมาลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยไทยมีไอเดียว่า บริษัทต่างชาติสามารถผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงานไร้ฝีมือในกัมพูชาได้ (เพราะค่าแรงขั้นต่ำของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน) แล้วส่งชิ้นส่วนเข้ามาประกอบในประเทศไทยได้ โดยได้รับการยกเว้นภาษี (ใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรีของ AEC) ส่วนประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง และรัฐบาลไทยยังจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ

    3.เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลไทยก็พานักลงทุนกว่า 20 ราย ไปทัวร์กัมพูชา ไปเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา เพื่อหาทางจับคู่ทำการลงทุนตามแนวคิด Thailand Plus

    4.การปิดด่านชายแดนจึงกระทบต่อภาคการผลิตของบริษัทต่าง ๆ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทสัญชาติไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย แต่พวกเขาไม่กล้าปริปาก เท่าที่ได้รับข้อมูลมา บริษัทญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางอากาศและทางเรือแทน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละหลายร้อยล้านบาท

    คำถามคือ เขาไม่ได้เป็นคู่กรณีในความขัดแย้ง แต่เขาเข้ามาลงทุนด้วยความเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะอำนวยความสะดวกให้เขาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่รัฐบาลไทยกลับไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้เขาได้ ด้วยเหตุผลเรื่องชาตินิยมและความเกลียดชังชาวเขมร

    พวกเขาคงเข็ดกับประเทศไทย และในอนาคตอันใกล้ คงได้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยไม่สามารถสร้างมั่นใจให้นักธุรกิจต่างชาติได้เลย อินฟลูไม่กี่คนก็สามารถขัดขวางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้

    5.การปิดด่านย่อมทำให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในไทย ได้รับผลกระทบด้วยแน่นอน แม้ว่าสินค้านั้นจะเป็นของบริษัทญี่ปุ่น แต่รายได้จากการส่งออกนับเป็นรายได้ของประเทศไทยด้วย หุ้นส่วนก็เป็นคนไทย แรงงานก็เป็นคนไทย

    6.ที่น่าสนใจคือ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่ รมต.กลาโหม ดูจะมีความเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี ท่านจึงเสนอให้เปิดด่าน ทั้งนี้ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ท่านเป็นนายทหารที่สวมหมวกฝ่ายการเมืองด้วย จึงได้รับข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น แต่ที่น่าตกใจคือ ลูกน้องของท่าน แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดนเป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นขณะนี้ ที่กำลังเดินสายเลกเชอร์ในเมืองใหญ่) กลับเสนอความเห็นสวนทางแบบไม่เกรงใจผู้บังคับบัญชาเลย

    ท่านอาจจะมีความรู้เรื่องการรบดี แต่ท่านยังต้องทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจสังคมการเมืองและการต่างประเทศเพิ่มเติมอีกมาก

    7.ไทยส่งออกไปกัมพูชาเดือนละประมาณหมื่นล้านบาท จริง ๆ แม้แต่การห้ามส่งสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำไปยังกัมพูชา ฝ่ายที่เจ็บตัวกว่าแน่ ๆ คือ ฝ่ายไทย ทั้งเจ้าของโรงงานและแรงงานไทย ขณะที่สินค้าเหล่านี้ กัมพูชาสามารถหันไปซื้อจากเวียดนามและจีนได้ แถมราคาถูกกว่าด้วยซ้ำ เราจะต้องสูญเสียตลาดในกัมพูชา ที่นักธุรกิจไทยใช้เวลาสร้างสมมากว่า 30 ปีอย่างนั้นหรือ ? คนไทยอยู่กับการใช้อารมณ์ จนมองข้ามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในระยะยาวหรืออย่างไร ?

    อ่านข่าว : “แม่ทัพภาค 2” แจงเอกชนมาเสนอโครงการโดรน แต่ไม่ได้ดำเนินการอะไรทั้งสิ้น

    กสม.ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ทบทวนรื้อเหมืองฝาย จ.เชียงใหม่

    CTG เป็นใคร? เสนอ “โครงการโดรนเกษตรอัจฉริยะ” ให้กองทัพภาคที่ 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356483&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AAFEVyOXXpNSQBbNzDTsO

  •  อมตะ ซิตี้ ฮาลอง พัฒนาคนคุณภาพ หนุนภาคเศรษฐกิจฟู้เถาะคะ

     อมตะ ซิตี้ ฮาลอง พัฒนาคนคุณภาพ หนุนภาคเศรษฐกิจฟู้เถาะคะ

    เศรษฐกิจ

     อมตะ ซิตี้ ฮาลอง พัฒนาคนคุณภาพ หนุนภาคเศรษฐกิจฟู้เถาะคะ

    วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.02 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

     อมตะ ซิตี้ ฮาลอง พัฒนาคนคุณภาพ หนุนภาคเศรษฐกิจฟู้เถาะคะ

    อมตะ ซิตี้ ฮาลอง ผนึกพันธมิตรพัฒนาคนคุณภาพ หนุนภาคเศรษฐกิจฟู้เถาะ

    อมตะซิตี้ ฮาลอง ประเทศเวียดนาม ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียประจำประเทศเวียดนาม (Asia Institute of Technology – AIT Vietnam) และมหาวิทยาลัยหูม เวือง (Hung Vuong University – HVU) เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านทรัพยากรมนุษย์ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจจังหวัดฟู้เถาะ ซึ่งในพิธีลงนามมี นางสมหทัย พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน), ดร.ฟุง วัน ด่ง ผู้อำนวยการ AIT Vietnam และ ดร.โด คัก ทั้ง อธิการบดี HVU ร่วมลงนาม ร่วมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเขตอุตสาหกรรมจังหวัดฟู้เถาะร่วมเป็นสักขีพยาน

    โดยความร่วมมือได้มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การฝึกอบรมบุคลากร การสรรหางาน และการวิจัยทางวิชาการ เพื่อยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ สนับสนุนการจ้างงาน การฝึกงาน และการวิจัยนวัตกรรม สู่การพัฒนาคนคุณภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืนของจังหวัดฟู้เถาะ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/446278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2azp3TjyGjpfnatK_L3HXV

  • สจด. จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115172/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1anzmDtsNwNS4pK6L-Tm4I

  • ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ประกาศแต่งตั้งผู้บริหาร รองรับการเติบโตของงานใหญ่กลางปี

    ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ประกาศแต่งตั้งผู้บริหาร รองรับการเติบโตของงานใหญ่กลางปี

    BIG MOTOR SALE

    เพื่อรองรับการเติบโตของงานมหกรรมซื้อขายยานยนต์ Bangkok International Grand Motor Sale หรือ BIG MOTOR SALE โดย บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งสร้างความเคลื่อนไหวในภาคธุรกิจยานยนต์ของประเทศไทยให้อยู่ในระดับที่เพิ่มขึ้นทุกปี นางมนต์สวรรค์ ขันมณี ประธานใหญ่การจัดงาน และ  นายจรวย ขันมณี  ประธานกรรมการบริหาร ประกาศแต่งตั้งผู้บริหารเพิ่มเติมเพื่อให้การดำเนินงานสำคัญเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการจัดงานสมตามเป้าหมายของการจัดงานนี้ขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกในปี พ.ศ.2557  

    BIG MOTOR SALE

    เมื่อเสร็จสิ้นงาน BIG MOTOR SALE  ครั้งที่ 12 ในปีนี้ด้วยความสำเร็จอย่างน่าภาคภูมิใจ ตามที่ปรากฏต่อสายตาผู้ร่วมงานและข่าวสารมากมาย จึงได้แต่งตั้งให้ นางสาวจุฑามาศ  ขันมณี (แพรว)  ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ “แบรนด์แอมบาสเดอร์กิตติมศักดิ์” ของงาน และได้ใช้เวลาศึกษาข้อมูลความเป็นไปในด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์ยานยนต์  การสื่อสารประชาสัมพันธ์และการนำเสนอด้านการตลาดในแนวทางใหม่นอกเหนือจากการผลิตนิตยสารในเครือของบริษัท ได้รับประสบการณ์ด้านบริหารจัดการเพื่อดำเนินงาน BIG MOTOR SALE  มาเป็นเวลา 3 ปี  ให้เข้ารับตำแหน่ง Vice President of Organizing The Event  ของบริษัท โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2568 เป็นต้นไป 

    BIG MOTOR SALE

    ในตำแหน่งนี้ นางสาวจุฑามาศ จะดูแลและรับผิดชอบขับเคลื่อนการดำเนินงานทุกส่วนเพื่อให้งานมหกรรมซื้อขายรถยนต์กลางปีโดย ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ได้สร้างคุณค่าและคุณประโยชน์แก่ธุรกิจอุตสาหกรรม   ยานยนต์อย่างต่อเนื่องและเพิ่มพูนขึ้นในทุกปี 

    ประวัติส่วนตัวและการศึกษา 

    คุณแพรว จุฑามาศ เกิดเมื่อวันที่  14  กรกฎาคม  พ.ศ.2538   ศึกษาขั้นต้นจนถึงมัธยมปลายที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต ระหว่างการศึกษาได้พยายามหาความรู้ความเข้าใจในธุรกิจต่างๆ อยู่เสมอ     จากนั้นเดินทางไปประเทศอังกฤษเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านธุรกิจความงามที่ Liverpool John Moores  University และ  Academy of Medical Sciences  รวมทั้งศึกษาเพิ่มเติมด้านการลงทุนและการตลาดที่ London Business School แล้วกลับสู่ประเทศไทยเพื่อเตรียมเข้ารับหน้าที่บริหารจัดการงาน BIG MOTOR SALE อย่างเต็มตัว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://autostation.com/pr-csr/yanyont-square-group-announces-executive-appointments-to-support-growth-of-mid-year-mega-event/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17Ct8c0coquRiu6YRl4PDe