Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จับตา! รมต.พลังงาน คนใหม่ ‘รื้อโครงสร้างพลังงาน’ คุมราคาแก๊ส-น้ำมัน

    จับตา! รมต.พลังงาน คนใหม่ ‘รื้อโครงสร้างพลังงาน’ คุมราคาแก๊ส-น้ำมัน

    เศรษฐกิจ

    จับตา! รมต.พลังงาน คนใหม่ ‘รื้อโครงสร้างพลังงาน’ คุมราคาแก๊ส-น้ำมัน

    จับตา “รมว.พลังงาน” คนใหม่ ทบทวน “โครงสร้างราคาพลังงาน” ในช่วงที่ราคาพลังงานตลาดโลกยังไม่พุ่งสูงมาก จ่อขยายเวลาตรึงราคา LPG ภาคครัวเรือนออกไปอีก เคาะชื่อผอ. กองทุนน้ำมันฯ คนใหม่ พร้อมเร่งเครื่องเตรียม “แผนพลังงานชาติ” ดันไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 

    รัฐมนตรีพลังงาน คนใหม่คือความหวังของประเทศในการแก้ปัญหาพลังงานที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยภารกิจสำคัญที่ไม่สามารถรอได้คือการเร่งแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีนโยบายหลักที่ควรดำเนินการโดยด่วน 

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หาก นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล สิ่งที่ควรจะแก้ไขในเรื่องราคาพลังงานในภาพรวมคือ การทบทวนโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งราคาน้ำมันที่ควรสะท้อนต้นทุนหน้าโรงกลั่น ซึ่งปัจจุบันนั้น ทั้งราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินยังมีความแตกต่างกัน รวมถึงโครงสร้างค่าไฟด้วยเป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบัน ทั้งราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าจะไม่ถือว่าแพงมาก อยู่ในภาวะที่ประชาชนยังรับไหว เพราะด้วยประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานสูง ยิ่งน้ำมันมีสัดส่วนกว่า 90% ส่วนค่าไฟฟ้าโดยส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนมานำเข้าก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น แต่หากจะให้ยั่งยืนสิ่งสำคัญคือในเรื่องของโครงสร้างพลังงานที่ต้องทบทวน

    “รอให้ได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานท่านใหม่มาเรียบร้อย น่าจะมีการหารือกับหน่วยงานในสังกัดอย่างครบถ้วน อีกทั้ง ในแต่ละหน่วยงานจะต้องรายงานความคืบหน้าในภารกิจต่าๆ เพื่อร่วมตัดสินใจ แต่เชื่อว่าด้วยการที่นายอรรถพล ถือเป็นอดีต CEO บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) น่าจะมีความคุ้นเคยและคุ้นชินกับข้าราชการ และมีความรู้ความสามารถมากพอที่จะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงพลังงานได้เร็วมากขึ้น”

    แหล่งข่าว กล่าวว่า สิ่งที่อาจจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพิลง (กบน.) คือการรับทราบผลการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลง (สกนช.) ซึ่งขณะนี้ กระบวนการสรรหาได้สิ้นสุดลงแล้ว และได้มีการเสนอเลขา กบน. ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเชื่อว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะได้ ผอ. กองทุนน้ำมันฯ ท่านใหม่โดยเร็ว

    รวมถึงการ การอนุมัติตรึงราคาก๊าซหุงต้น LPG ภาคครัวเรือนต่อไปอีก ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) จะมีการอนุมัติขยายระยะเวลาตรึงราคา LPG หน้าโรงกลั่นที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพื่อให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มสำหรับถังขนาด 15 กิโลกรัม อยู่ที่ประมาณ 423 บาท โดยจะครบกำหนดที่ตรึงราคาไว้ถึง  30 กันยายน 2568 นี้

    “อีกสิ่งที่จะต้องเร่งพิจารณาคือ (ร่าง) แผนพลังงานชาติ ฉบับใหม่ ซึ่งได้มีการลงนามแต่งตั้งคณะทำงานไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้แผนพลังงานชาติ ฉบับใหม่พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้า Net Zero ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้” 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ ฐานะของกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 7 ก.ย. 2568 ติดลบรวม 21,957 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันมีเงินอยู่รวม 20,834 ล้านบาท ส่วนบัญชี LPG ติดลบ 42,791 ล้านบาท ขณะที่หนี้เงินกู้เหลือที่ 51,943 ล้านบาท จากเดิมที่กู้มาราว 1 แสนล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Rm3LDZ7wHJa9-atEtZN8

  • การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบริบทของนิด้า

    การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบริบทของนิด้า

    การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในบริบทของพัฒนบริหารศาสตร์

    โดย ศ.ดร.จำลอง โพธิ์บุญ อาจารย์ประจำคณะบริหารการพัฒนา และ ศ.ดร.วิสาขา ภู่จินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ

    นิด้ายึดวิสัยทัศน์ Wisdom for Sustainable Development สร้างองค์ความรู้และผู้นำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน บทสนทนานี้ถอดบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับ SDG 13: Climate Action และวิธีแปลงแนวคิดสากลให้เป็นการปฏิบัติได้จริง ทั้งในห้องเรียน นโยบายของสถาบัน และการทำงานร่วมกับชุมชน

    SDG 13 คืออะไร และทำไมทุกคนต้องพร้อมรับมือ

    ศ.ดร.วิสาขา ภู่จินดา อธิบายว่า SDG 13 เน้นการเตรียมพร้อมรับมือและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งโยงกับพฤติกรรมมนุษย์ การใช้พลังงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ผลกระทบจะแสดงผ่านภัยพิบัติ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต จึงต้องวางทั้งมาตรการเชิงป้องกันและการรับมือในหลายมิติ

    สาระสำคัญ

    • ตระหนักรู้ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน สุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
    • วางแผนเชิงรุก ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวของเมือง/ชุมชน

    กรอบการขับเคลื่อน: จากสากลสู่ระดับประเทศ

    ศ.ดร.จำลอง โพธิ์บุญ ฉายภาพว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านสภาพภูมิอากาศดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยพัฒนาแผนและกลไกภาครัฐหลายระดับเพื่อจัดการเรื่องนี้ ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว และการบริหารทรัพยากร โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบชัดเจนและเชื่อมโยงกัน

    หัวใจการดำเนินงานในประเทศ

    • แผนระดับชาติและแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ
    • กลไกกำกับติดตามและบทบาทของหน่วยงานเฉพาะทาง
    • การขยายผลสู่ระดับจังหวัด องค์กรท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย

    บทบาทของนิด้า: จากมหาวิทยาลัยสู่กลไกสังคม

    นิด้าไม่ได้ทำแค่ “วิจัย–สอน” แต่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงครบวงจร

    1) หลักสูตรและห้องเรียน

    • บูรณาการประเด็นสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศในวิชาหลากหลายคณะ
    • สร้างทักษะคิดเชิงระบบและการออกแบบมาตรการลด/ปรับตัวสำหรับผู้เรียน

    2) นโยบายและโครงสร้างภายในสถาบัน

    • นโยบาย “นิด้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” และคณะกรรมการกำกับ
    • การจัดการขยะที่ต้นทางและแยกประเภทอย่างเป็นระบบ
    • จุดรับทิ้ง E-waste เพื่อส่งต่อสู่การจัดการที่ถูกต้อง
    • โครงการ “เก่าของใคร ใหม่ของฉัน” ส่งต่อเสื้อผ้ามือสองให้ผู้ขาดแคลน
    • รวบรวมวัสดุสำนักงาน (เช่น ไส้แม็ก, กระดาษ) เพื่อแปรรูป/นำกลับมาใช้ประโยชน์
    • ทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ และเริ่มสวนผักออร์แกนิกในพื้นที่มหาวิทยาลัย
    • งดใช้โฟมในร้านค้าภายใน และกำหนดมาตรฐานร้านค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • ติดตั้งจุดชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และใช้ข้อมูลพลังงานเพื่อบริหารการใช้ไฟฟ้า
    • พัฒนา Smart City / Smart Campus เพื่อติดตามการใช้พลังงาน คุณภาพอากาศ และตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง

    3) ขยายผลสู่ชุมชน

    • ถ่ายทอดความรู้เรื่องคัดแยกขยะ การจัดการของเสีย และความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    • ทำงานกับเขตพื้นที่และเครือข่ายท้องถิ่น (เช่น พื้นที่บางกะปิ) พัฒนาโครงสร้างเดินเท้า/เชื่อมต่อการเดินทาง ลดการปล่อยจากการสัญจร
    • ใช้ชุมชนเป็น “ห้องปฏิบัติการทางสังคม” เพื่อออกแบบแผน ลดการปล่อย และสร้างรายได้จากทรัพยากรที่หมุนเวียน

    การติดตามผลและตัวชี้วัด

    นิด้ากำหนดตัวชี้วัดและระบบติดตาม เช่น จำนวนหลักสูตรด้านสิ่งแวดล้อม การใช้/ประหยัดพลังงาน การเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลลัพธ์จากความร่วมมือกับภาคีในและนอกมหาวิทยาลัย เพื่อให้เห็นความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

    ผลประโยชน์ที่สังคมได้รับ

    • ทุนมนุษย์: บัณฑิตที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสภาพภูมิอากาศ พร้อมขับเคลื่อนในหน่วยงานรัฐ เอกชน และท้องถิ่น
    • องค์ความรู้เพื่อการตัดสินใจ: งานวิจัยตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับพื้นที่ นำไปใช้ได้จริง
    • ความร่วมมือหลายระดับ: อาจารย์และบุคลากรมีบทบาทในคณะ/คณะกรรมการระดับประเทศ เชื่อมผลลัพธ์สู่การปฏิบัติ
    • ผลลัพธ์เชิงพื้นที่: โครงงานและแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด/ชุมชน ช่วยลดความเสี่ยงและยกระดับคุณภาพชีวิต

    ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ: จากวันนี้ที่ “นิด้า” ถึง “ทุกคน”

    • คิดเชิงรุก: วางแผนลดการปล่อยและการปรับตัวควบคู่กัน
    • ใช้ข้อมูลตัดสินใจ: บริหารพลังงาน ขยะ และการสัญจรด้วยข้อมูลจริง
    • ร่วมมือหลายฝ่าย: มหาวิทยาลัย–ท้องถิ่น–เอกชน–ชุมชน เพื่อสร้างผลกระทบกว้าง
    • ลงมือทำเรื่องเล็กให้ต่อเนื่อง: แยกขยะ ใช้ซ้ำ ลดฟุ่มเฟือย เปลี่ยนพฤติกรรมเดินทาง—เล็กแต่ยั่งยืน

    สรุป

    นิด้าแปลง SDG 13 จากกรอบคิดสากลให้เป็นการปฏิบัติได้จริง ผ่านการเรียนการสอน นโยบายภายใน การวิจัย และการทำงานกับชุมชน ผลที่เกิดขึ้นไม่เพียงลดความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ แต่ยังสร้างสังคมที่พร้อมรับมือ เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และส่งต่อความยั่งยืนสู่คนรุ่นต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/climate-change-preparedness-nida/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wsM6ePZ0FovdfGSS9lRJD

  • เช็กเงื่อนไข “คนละครึ่งอนุทิน” ได้เท่าไร เปิดขั้นตอนลงทะเบียนใช้สิทธิ

    เช็กเงื่อนไข “คนละครึ่งอนุทิน” ได้เท่าไร เปิดขั้นตอนลงทะเบียนใช้สิทธิ

    เช็กเงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่งอนุทิน” ได้เท่าไร เพิ่มสิทธิให้ “กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้” เป็นรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนออก 40% คาดได้ใช้เร็วสุด ในเดือนตุลาคม 2568 นี้

     หลังจากที่มีกระแสข่าว รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำโครงการ “คนละครึ่ง”  มาปัดฝุ่นใช้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ทำให้สังคมต่างให้ความสนใจและจับตากันเป็นจำนวนมากว่า “คนละครึ่งอนุทิน” ในเวอร์ชั่นที่มีการอัปเกรด หรือมีชื่อเรียกว่า “คนละครึ่งพลัส” จะมีเงื่อนไขหรือรูปแบบอะไร ที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง

    ทั้งนี้ ทางด้าน “กระทรวงการคลัง” ได้ออกมายืนยันแล้วว่า มีความพร้อมที่จะทำโครงการคนละครึ่งได้ทันที หากมีนโยบายออกมาชัดเจน เพราะขณะนี้มีความพร้อมทั้งในส่วนระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน โดยคาดการณ์ว่าเริ่มใช้ได้เร็วสุดในเดือนตุลาคม 2568 นี้

    อัปเดตโครงการ คนละครึ่ง 2568 คาดได้เร็วสุด ต.ค. นี้

    สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความเร็วในการแถลงนโยบายจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ด้วย หากแถลงนโยบายแล้วสามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งจะจบ 30 กันยายนนี้ หากหลังจากนั้นจะต้องไปใช้งบประมาณปี 2569 

    ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ตอบคำถามไว้ว่า “โครงการคนละครึ่งจะได้ใช้เร็วสุดเมื่อไรนั้น คิดว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ หลังจากมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ระยะเวลาจะตามที่ปลัดกระทรวงการคลังได้พูดไว้”

    เช็กเงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่งอนุทิน” ได้เท่าไร 

    ก่อนหน้านี้ “คนละครึ่ง” คือโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ 50% โดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ

    แต่สำหรับ “คนละครึ่งอนุทิน” เวอร์ชันใหม่ที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอ และนายกฯ อนุทิน ไฟเขียว คือการเพิ่มสิทธิพิเศษให้ผู้เสียภาษีเงินได้ ดังนี้

    • กลุ่มคนทั่วไป (นอกระบบภาษี) : รัฐช่วย 50% ประชาชนออก 50%
    • กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้ : รัฐช่วย 60% ประชาชนออก 40%

    โดย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่ จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคนในอัตรา 50:50 แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีจะได้รับการสนับสนุนในอัตราที่สูงกว่า อาจอยู่ที่ 60:40

    ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เสียภาษีจริงกับรัฐเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายเบื้องต้นจะไม่แตกต่างจากโครงการเดิมมากนัก แต่อาจมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวงเงินการใช้จ่ายต่อวันและวงเงินรวมของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป

    เมื่อถามเรื่อง การเพิ่มวงเงินต่อวัน จาก 150 บาท เป็น 200 ได้หรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยได้ตอยคำถามไว้ว่า “ต้องแลกกัน หากวงเงินเพิ่มขึ้น สิทธิก็จะลดลง หรืออาจจะต้องหางบประมาณมาเพิ่ม จะต้องดูอีกที”

    วิธีลงทะเบียนใช้สิทธิ “คนละครึ่ง 2568” 

    สำหรับโครงการคนละครึ่ง ที่ผ่านมา จะเปิดให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตามวันและเวลาที่กำหนด

    เมื่อลงทะเบียนผ่านแล้ว ให้ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน ดังนี้

    • ประชาชน ติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อใช้จ่าย
    • ร้านค้า ติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระเงินจากการขายสินค้า
    • ประชาชนจะต้องใช้จ่ายเงิน ภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ตนได้รับ SMS แจ้งรับสิทธิหรือวันที่เปิดให้เริ่มใช้จ่ายตามโครงการ
    • ภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ ตามเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ โดยในรอบก่อนคือ 50% ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน
    • ไม่หักสิทธิ หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน โดยระบบจะคืนสิทธิที่ไม่ได้ใช้เข้ายอดรวมของผู้ได้รับสิทธิ และจะคำนวณสิทธิใหม่ในเวลา 06.00 น. ของทุกวัน
    • ใช้สิทธิได้ที่ร้านค้าที่ร่วมโครงการฯ เท่านั้น 
    • สามารถใช้สิทธิ “คนละครึ่ง” ได้เวลา 06.00-23.00 น. ไม่สามารถใช้สิทธินอกเวลาดังกล่าวได้

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ “คนละครึ่งอนุทิน” นั้น มีการเพื่มเติมเงื่อนไขใหม่สำหรับ “กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้” ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2882489&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jf1UFQmVtK0WPIyLO7F4i

  • “ศุภจี” เปิดใจรับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ย้ำขอทำเต็มที่ แม้เวลาจำกัดเพียง 4 เดือน

    “ศุภจี” เปิดใจรับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ย้ำขอทำเต็มที่ แม้เวลาจำกัดเพียง 4 เดือน

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี เปิดเผยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่าปัจจัยสำคัญคือประเทศกำลังเผชิญความท้าทายทั้งภายในและภายนอก หากประสบการณ์ของตนจะช่วยแบ่งเบาภาระหรือสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ ก็พร้อมเข้ามาทำงาน

    แม้เวลาการทำงานจะมีเพียง 4 เดือน ก่อนการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่ตั้งใจจะโฟกัสให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ได้มีเป้าหมายทางการเมืองระยะยาว

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี เปิดเผยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    นางศุภจี กล่าวว่า การทำงานของกระทรวงพาณิชย์ต้องเชื่อมโยงทั้งการค้าภายในและต่างประเทศ และไม่สามารถทำงานแบบแยกส่วนได้ ด้วยรัฐบาลมีเวลาจำกัด ทุกกระทรวงจึงต้องประสานความร่วมมือเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับนโยบายหลักของนายกรัฐมนตรี

    รัฐมนตรีทุกคนก็ต้องร่วมมือกัน แล้วก็ทำในเป้าเดียวกันเพื่อจะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว  ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องภายในหรือภายนอกประเทศ ก็ต้องฟังนโยบายภาพรวม ซึ่งเราจะต้องรีบช่วยกันร่างขึ้นมา เพื่อจะเสนอหลังจากที่ทุกคนได้รับโปรดเกล้าฯ

    ย้ำ! ประเทศมีจุดเด่นหลายด้านที่ควรนำมาใช้

    ขณะเดียวกันด้านเศรษฐกิจของไทย นางศุภจี ยอมรับว่าปีนี้เป็นปีที่ท้าทาย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกผันผวน มีความขัดแย้งในหลายภูมิภาค รวมถึงปัญหาชายแดนไทย จึงจำเป็นต้องหยิบประเด็นสำคัญมาทำงานร่วมกันหลายกระทรวงเพื่อให้เกิดผลในช่วงระยะสั้นนี้

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในมุมมองของภาคเอกชน นางศุภจี ระบุว่า ตัวเลข GDP ครึ่งปีแรกออกมาดี โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้มีการประเมินตัวเลขของปี 2568 ไว้ราว 2% แต่ครึ่งปีหลังยังมีความผันผวนสูง จึงคาดว่าจะอยู่ในช่วง 1–2% ขึ้นอยู่กับมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจว่าจะสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด

    ในส่วนของจุดแข็งและจุดอ่อนของเศรษฐกิจนั้น นางศุภจี ย้ำว่า ประเทศมีจุดเด่นหลายด้านที่ควรนำมาใช้ให้ชัดเจน ส่วนจุดด้อยต้องเรียงลำดับความสำคัญว่าจะจัดการเรื่องใดก่อน เพราะไม่สามารถทำทุกอย่างได้พร้อมกัน

    ขณะที่ประเด็นค่าเงินบาทแข็งและภาคส่งออก นางศุภจี ชี้ว่า เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการคลัง แต่กระทรวงพาณิชย์ก็พร้อมที่จะสนับสนุนนโยบายให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เช่นเดียวกับโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ยืนยันว่าจะเดินหน้าแน่นอน เพราะจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย แต่จำเป็นต้องเสริมด้วยมาตรการสร้างรายได้ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    พร้อมร่วมมือ เจรจา FTA

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ นางศุภจี ระบุว่า การเจรจา FTA ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์เพียงลำพัง แต่ต้องประสานงานร่วมกับ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ และทีมเศรษฐกิจ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แต่มีจุดมุ่งหมายหลักคือ กำหนดทิศทางการเจรจา ที่สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ทั้งการรักษาสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ และการเปิดตลาดใหม่ ๆ ให้ผู้ประกอบการไทย

    นอกจากนี้ยังมีความท้าทายจาก มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการปรับตัว เพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางการค้าในอนาคต

    มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ไทยต้องมีแผนรองรับหลายทาง

    ส่วนประเด็นมาตรการภาษีของสหรัฐฯ นางศุภจีชี้ว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ไม่สามารถดำเนินการคนเดียวได้ ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงหลักอื่น ๆ เพื่อวางยุทธศาสตร์เจรจา ซึ่งหลังจากที่มีการหารือเรื่องภาษีไปแล้ว ไทยยังต้อง หาตลาดส่งออกใหม่ๆ มาชดเชย เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และกระจายความเสี่ยง โดยประเด็นนี้ถูกโยงกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทำให้ไทยต้องมี แผนรองรับหลายทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการเสริมตลาดอาเซียน ตะวันออกกลาง หรือประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เมื่อถามต่อถึงภาคการท่องเที่ยวจะเป็นไปในทิศทางไหน นางศุภจีให้มุมมองว่า การค้าภายในและการท่องเที่ยวจะต้องเดินไปด้วยกัน เพราะถือเป็นเส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจไทย หากการท่องเที่ยวฟื้น การค้าภายในก็จะขยับตัวตามไปด้วย

    ย้ำ! จะไม่ทำงานการเมืองระยะยาว

    สำหรับความคาดหวังของสังคมต่อทีมเศรษฐกิจและรัฐบาลเฉพาะกิจนี้ ยืนยันว่าไม่ใช่ความกังวล แต่เป็นแรงผลักดัน เพราะการเข้ามาทำงานครั้งนี้ตั้งใจใช้สิ่งที่มีของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่อยากให้ประชาชนผิดหวัง

    คอนเทนต์แนะนำ

    อย่างไรก็ดี ในมุมการทำงาน นางศุภจียอมรับว่าต้องปรับตัวจากภาคเอกชนเข้าสู่ระบบราชการ โดยระบุว่า สิ่งที่เคยสำเร็จในอดีตไม่ได้การันตีอนาคต ทุกวันจึงต้องเรียนรู้และพร้อมทำงานร่วมกับข้าราชการ พร้อมเปิดใจเพื่อคลี่คลายข้อจำกัด เพื่อให้เวลาที่มีเพียง 4 เดือนเกิดความหมายสูงสุดต่อประเทศ

    นางศุภจียืนยันว่า จะไม่ทำงานการเมืองระยะยาว หากหมดภารกิจ 4 เดือนก็จะกลับไปทำหน้าที่ที่ดุสิตธานีตามเดิม โดยการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในแผนชีวิต แต่เมื่อได้รับการทาบทามจากนายกรัฐมนตรี จึงได้หารือกับครอบครัวและบริษัทดุสิต ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ จึงตัดสินใจเข้ามาช่วยประเทศในเวลาที่จำกัดนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/256963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tAEaxfl5LyNtmIGb7kOuC

  • สว.ภิญญาพัชญ์ หนุน “คนะครึ่ง” เชื่อปลุกเศรษฐกิจชุมชน

    สว.ภิญญาพัชญ์ หนุน “คนะครึ่ง” เชื่อปลุกเศรษฐกิจชุมชน

    กรุงเทพฯ 13 ก.ย.- สนับสนุนเต็มที่! “สว.ภิญญาพัชญ์ หนุน “คนะครึ่ง” เชื่อปลุกเศรษฐกิจชุมชนฟื้นคืนชีพได้ เสนอเข้าถึงท้องถิ่น-พื้นที่ห่างไกล ขยายโครงการทั่วประเทศ

    น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้าผลักดันโครงการคนละครึ่ง ว่า ตนเชื่อว่าจะเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยกระตุ้นการจับจ่ายของประชาชน และสนับสนุนรายได้ของร้านค้ารายย่อยและชุมชน โครงการคนละครึ่งจะช่วยให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร สามารถจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคได้สะดวกมากขึ้น ร้านค้ารายย่อยในตลาดท้องถิ่นก็สามารถรักษารายได้ ลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสในการทำมาค้าขายต่อไป

    “โครงการคนละครึ่งไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าว

    น.ส.ภิญญาพัชญ์ ระบุต่อว่า ตนเสนอว่ารัฐบาลควรขยายโครงการให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกลและท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ตนมั่นใจว่าการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่น จะช่วยให้แต่ละจังหวัดและเทศบาลสามารถบริหารจัดการสิทธิ์คนละครึ่งได้ตรงตามความต้องการของประชาชน และหากโครงการคนละครึ่งสามารถเชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรกรชุมชน จะช่วยให้ประชาชนสามารถขายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนได้โดยตรง ลดการพึ่งพาคนกลาง และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    “นี่คือโอกาสสำคัญ ตอนนี้แหละค่ะ ที่รัฐบาลจะใช้เครื่องมือคนละครึ่งเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง” น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าว.-312-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    สน.บางซื่อ 12 ก.ย. – อธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดัง กลายเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ ถูกหลอกลงทุนเทรดหุ้น สูญเงินกว่า 38 ล้านบาท ตำรวจนครบาลเร่งสอบสวน อายัดเงินทันกว่า 3 ล้านบาท ขยายผลโยงบัญชีม้ากว่า 20 บัญชี จากกรณีอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถูกเครือข่ายมิจฉาชีพหลอกลงทุน เสียหายกว่า 38 ล้านบาท พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางมาร่วมสอบปากคำผู้เสียหายด้วยตัวเอง ที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ช่วงเที่ยงที่ผ่านมา พล.ต.ต.พัลลภ เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าว พนักงานธนาคารได้ตรวจพบความผิดปกติการถอนเงินจากบัญชีผู้เสียหาย แล้วโอนเงินไปยังบัญชีอื่น 3 บัญชี ซึ่งเป็นบัญชีนิติบุคคล หรือบริษัท เป็นจำนวนเงินกว่า 1 ล้าน 9 แสนบาท จึงได้อายัดไว้ก่อนและติดต่อจากศูนย์ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบไปยังผู้เสียหาย ก่อนทราบว่าผู้เสียหายได้เอาเงินไปลงทุนเทรดหุ้น พร้อมให้ผู้เสียหายตรวจสอบว่า เงินที่โอนไปลงทุนนั้นสามารถถอนออกจากบัญชีในระบบบริษัทได้หรือไม่ ปรากฏว่าผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินได้ เจ้าหน้าที่จึงแน่ใจว่าถูกเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง […]

    พรรคประชาธิปัตย์ 12 ก.ย.-“เฉลิมชัย” ไขก๊อกจากหัวหน้าพรรค ปชป. แบบไม่บอกกล่าว ด้าน “ชัยชนะ” ยันไม่มีขัดแย้ง ในพรรครักกันดี ไม่มีแพแตก นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ยื่นหนังสือลาออกจากหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ว่า ตนก็เพิ่งทราบข่าว โดยไม่ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้ามาก่อน แต่ยืนยันว่าในพรรคไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งอะไร รักกันดี ทุกคนแต่การตัดสินใจลาออกครั้งนี้เป็นอย่างไรต้องไปถามนายเฉลิมชัยเอง แต่ยืนยันว่า หัวหน้าพรรคกรรมการบริหารพรรค ทุกคนมีความรักใคร่กันดี และตนเชื่อว่านายเฉลิมชัยก็เป็นคนหนึ่งที่รักพรรคประชาธิปัตย์ และทำงานให้กับพรรคมาโดยตลอด ซึ่งตนก็รู้สึกเสียดายและใจหายซึ่งที่ผ่านมานายเฉลิมชัย ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณหรือบอกอะไร สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ จะดำเนินการอย่างไรนั้น นายชัยชนะกล่าวว่า ก็ต้องดำเนินการตามข้อบังคับพรรคและตามกฎหมาย โดยต้องเรียกประชุมวิสามัญ เพื่อนเลือก หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคใหม่เมื่อถามว่าบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น นายชัยชนะกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องทำหน้าที่กันต่อไป ส่วนกรรมการบริหารพรรคก็มาเลือกคัดสรรกันใหม่ และหลังจากนี้ต้องรอดูว่าใครจะเข้ามาบริหารพรรค และกำหนดนโยบายทิศทางพรรคอย่างไร แต่ตนก็เป็นสมาชิกพรรคคนหนึ่งที่ยังยืนหยัด อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถามว่าการที่นายเฉลิมชัย ลาออกตอนนี้ เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่เนื่องจาก มีไทม์ไลน์ จะยุบสภา ภายใน สี่ เดือน จะไปสังกัดพรรคอื่นหรือไม่ ได้ชัยชนะกล่าวว่าอย่ามองเช่นนั้น เพราะตนเชื่อว่านายเฉลิมชัย […]

    ทำเนียบ 12 ก.ย.- “รมต.สุชาติ​” ตั้งคณะกรรมการสอบ​เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ​ ปม​ทรัพย์สิน​-​สีกา​ หลังถูกร้องสะพัดว่อนโซเชียล​ คาด​ไม่เกิน​ 1 สัปดาห์รู้ผล​ ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย นายสุชาติ​ ตันเจริญ​ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเปิดเผยว่า​ มีข้อร้องเรียน ถึงพฤติกรรมของเจ้าอาวาส วัดโสธรวรารามวรวิหาร เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง เข้าข่ายกระทำความผิดพระธรรมวินัย อีกทั้งยังมีข้อมูลเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยการร้องเรียนเป็นเรื่องทรัพย์สินและเรื่องสีกา ซึ่งเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ เป็นเจ้าคณะจังหวัด และเป็นพระสังฆาธิการด้วย ดังนั้นจึงต้องให้ความเป็นธรรม ทั้งกับผู้ร้องและประชาชน รวมถึงตัวเจ้าอาวาสด้วย เพราะหากไม่เป็นความจริงจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจึงได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประธาน​ ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ​ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูง​ รวมถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ​ และให้ผู้ตรวจของสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นคณะกรรมการด้วย เพราะไม่ทราบว่าในโลกออนไลน์พูดเพื่อความสนุกสนานหรือไม่ แต่ยอมรับว่าตนก็ได้ยินเรื่องนี้มานาน มีเค้าโครง​ ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้ผู้ร้องสบายใจ​ แต่หากเจ้าอาวาสทำผิดก็ต้องแบบว่าไปตามระเบียบกฎหมาย และต้องแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดำเนินการต่อไป เมื่อถามว่าวางกรอบระยะเวลาการตรวจสอบไว้เท่าใด นายสุชาติ​ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้วาง แต่คาดว่าไม่น่าจะเกิน 1 สัปดาห์ เพราะจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ของตน ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ และตนก็เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนเลือกมาเป็นผู้แทน […]

    เมืองทองธานี 12 ก.ย.- นายกฯ โต้ข่าว เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บอก ขอเป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการก่อน ชี้ ขั้นตอนยังมีอีกเยอะ เชื่อประชาชนเข้าใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสความชัดเจนในการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ทำไมข่าวออกไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ ไปบิดเบือน เท่าที่ตนดู พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ก็ยังไม่ได้พูดอะไรชัดเจนขนาดนั้น ต้องคำนึงถึงประชาชนคนไทยเป็นหลักก่อนอยู่แล้ว เมื่อถามถึง กระแสการต่อต้านการเปิดด่าน นายกรัฐมนตรีระบุ ขอให้ตนเข้าไปรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้เรายังไม่สามารถให้นโยบายอะไรได้ และการกระทำต่างๆ ยังถือว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันอยู่ ยังไม่ใช่รัฐบาลของตน เมื่อถามต่อว่า ท่าทีของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 และ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ที่คัดค้านการเปิดด่าน เพราะอาจจะเป็นการส่งเสริมบ่อนการพนันและสแกมเมอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบไม่ได้อยู่ดี ๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะ เมื่อปฏิบัติ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติที่อย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้ตนยังไม่สามารถไปสั่งการหรือให้นโยบายอะไรได้ เมื่อถามว่า […]

    ข่าวแนะนำ


    Nepal President and Interim Prime Minister

    กาฐมาณฑุ 13 ก.ย.- ทำเนียบประธานาธิบดีเนปาลออกแถลงการณ์เมื่อค่ำวันศุกร์ว่า ประธานาธิบดีได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร และกำหนดให้จัดการเลือกตั้งในวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2569 หลังจากที่ได้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลที่เป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศ ประธานาธิบดีรามจันทระ เปาเฑลของเนปาลสั่งยุบสภาและให้จัดการเลือกตั้งใหม่ดังกล่าว โดยก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมงเพิ่งแต่งตั้งนางสุชีลา การ์กี วัย 73 ปี อดีตประธานศาลฎีกา เป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลที่เป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศ หลังจากที่ได้เจรจาหารือกันอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 2 วัน กับผู้บัญชาการทหารบกและแกนนำผู้ประท้วงกลุ่มเจเนอเรชันซีหรือเจนซี (Gen Z) เพื่อเดินหน้าประเทศที่เกิดการลุกฮือครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปี มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 51 คน ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 1,300 คน มีการเผาอาคารรัฐสภา ที่ทำการรัฐบาล และบ้านพักนักการเมือง ทำให้นายกรัฐมนตรีเค.พี. ชาร์มา โอลี ต้องลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 กันยายน ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียที่มีพรมแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับเนปาล โพสต์เอ็กซ์ (X) แสดงความยินดีอย่างจริงใจต่อนางการ์กีที่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเฉพาะกาลเนปาล และว่าอินเดียมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมต่อสันติภาพ ความก้าวหน้า และความรุ่งเรืองของพี่น้องชาวเนปาล การประท้วงในเนปาลปะทุขึ้นในกรุงกาฐมาณฑุแล้วลุกลามไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ 8 กันยายน ชนวนเหตุเกิดจากการที่รัฐบาลสั่งห้ามการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไปโหมกระพือกระแสความไม่พอใจเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศที่ตกอยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยในปี 2551 […]

    พรรคภูมิใจไทย 13 ก.ย.-“อนุทิน” เข้าพรรคภูมิใจไทย วันเกิด นำคุย ว่าที่ รมต. หารือกรอบนโยบาย ก่อนแถลงต่อสภาฯ ขณะที่ภาคเอกชน-นักการเมือง-ข้าราชการ ส่งดอกไม้อวยพรวันเกิด ครบ 59 ปี บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย เวลา 14.15 น. นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ส่งแจกันดอกไม้สีฟ้า-ขาว มาร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิด ครบ 59 ปี ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขณะที่ตั้งแต่ช่วงบ่ายยังมีบรรดานักการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชน ส่งดอกไม้อวยพรวันเกิดและแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในสมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร พลเอกเทพพงษ์ ทิพยจันทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม นายกร ทัพพะรังสี อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย นอกจากนี้ยังมีแจกันดอกไม้ที่ส่งมาอวยพรนายอนุทิน ทั้งส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรฯ […]

    กทม. 13 ก.ย.-ธปท. เรียกถกผู้ค้าทองรายใหญ่ 13 ราย หารือจันทร์นี้ หลัง กกร.ตั้งข้อสังเกตส่งออกทองคำไปกัมพูชาพุ่งสูงผิดปกติ กรณีนายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบัน (กกร.) ได้ทำการตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าแรงผิดปกติ สวนทางเศรษฐกิจปัจจุบัน จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบความผิดปกติของการส่งออกทองคำไปกัมพูชา มีตัวเลขสูงผิดปกติ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่านั้น ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เรียกด่วนผู้ค้าทองรายใหญ่ 13 ราย เพื่อหารือถึงประเด็นดังกล่าวในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ด้านวงในให้จับตา “ทองคำ” ช่องโหว่เศรษฐกิจ เหตุเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล จนกระทรวงการคลัง-แบงก์ชาติ ต้องถกหาวิธีดูแลธุรกรรมทองคำเพื่อปิดช่องฟอกเงิน เผย 7 เดือนไทยส่งออกทองไปกัมพูชาแล้วกว่า 71,800 ล้านบาท ทั้งนี้ การส่งออกทองคำของไทยที่อยู่ในหมวดอัญมณีและเครื่องประดับ ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ตามตัวเลขของสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) พบว่าไทยมีการส่งออกไปยังกัมพูชาอยู่ในอันดับ 3 รองจากการส่งออกไปยังสวิตเซอร์แลนด์ และอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งค้าทองคำที่สำคัญของโลก โดยตัวเลขการส่งออกไปยังกัมพูชา 7 เดือนแรกของปี 2568 […]

    สงขลา 13 ก.ย.-เข้าสู่วันที่ 3 เหตุปะทะเดือด อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เช้านี้ยังยิงปะทะกันต่อเนื่อง ยังไม่สามารถเข้าเคลียร์พื้นที่ได้ จนชาวบ้านไม่กล้าออกจากบ้าน วันนี้เป็นวันที่ 3 หลังวานนี้ เกิดเสียงยิงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว บนเนินเขา หมู่ 7 ต.คูหา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และหลังจากเสียงปืนสงบ ได้มีการเข้าเคลียร์พื้นที่โดยเชิญผู้นำศาสนาเข้าไปในพื้นที่เพื่อตรวจสอบและเป็นสักขีพยาน หลังเจ้าหน้าที่ ยืนยันพบผู้ก่อความไม่สงบเสียชีวิต 1 ราย และเมื่อคืนที่ผ่านมา ก็มีการปะทะต่อเนื่องประมาณ 2-3 ครั้ง ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงปะทะขึ้นอีกกว่า 10 ครั้งแล้ว ดังมาจากใกล้จุดเกิดเหตุเมื่อวานนี้ แต่ถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าเคลียร์พื้นที่ได้ ทราบเพียงว่าเจ้าหน้าที่ปลอดภัยทุกนาย และเจ้าหน้าที่ยังคงใช้ความระมัดระวัง โดยใช้โดรนบินลาดตระเวนตลอดตั้งแต่เช้าและขยับเคลื่อนกำลังเข้าทุกพื้นที่เพื่อกดดัน และจำกัดวงล้อมรอบเทือกเขา หาตัวผู้ก่อความไม่สงบ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา และติดกับอำเภอนาทวี จ.สงขลา ซึ่งคนร้ายอาจจะหลบหนีได้ แหล่งข่าวความมั่นคงคาดยังมีคนร้ายหลบหนี อยู่ในเทือกเขาอีกประมาณ 1-2 คน ขณะที่บรรยากาศในหมู่ 7 บ้านห้วยเต่า วันนี้ค่อนข้างเงียบเหงา ชาวบ้านยังคงอยู่บ้านเรือนของตนเองเพื่อความปลอดภัย […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1585264&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-9_PpJlMJsOwWdQgw1esN

  • “ศ.ดร.พวงทอง” แนะไทยควรเปิดด่าน เพื่อผลประโยชน์เศรษฐกิจของไทยเอง

    “ศ.ดร.พวงทอง” แนะไทยควรเปิดด่าน เพื่อผลประโยชน์เศรษฐกิจของไทยเอง

    วันที่ 12 ก.ย.2568 ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า

    โปรดเข้าใจเถิดว่าการเปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาให้กับการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย

    จากกรณีสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร้องขอให้รัฐบาลไทยเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และอนุญาตให้มีการส่งสินค้าข้ามแดนได้ แต่กลับถูกทัวร์ชาตินิยมไทยรุมประณามอย่างรุนแรง เพราะเข้าใจว่า สินค้าจากไทยจะทำให้กัมพูชาเข้มแข็งขึ้น เพราะคนไทยเชื่อว่าเราต้องลงโทษกัมพูชา ให้ย่อยยับทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่า ประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย นี่เป็นความเชื่อที่ผิดทั้งสิ้น ดังนี้

    1.สินค้าที่บริษัทญี่ปุ่นต้องการส่งข้ามแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เครื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของผู้คน แต่เป็นชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ที่ผลิตในลักษณะ Supply chain เช่น ประเทศหนึ่งผลิต และส่งไปประกอบในอีกประเทศหนึ่ง เป็นต้น ฉะนั้น หาก Supply chain ถูก disrupt ประเทศที่เกี่ยวข้องล้วนได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งหมด

    2.สถานทูตญี่ปุ่นกล่าวว่า บริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านนี้ เข้ามาลงทุนในไทยและกัมพูชา ตามนโยบาย Thailand Plus ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2562 หรือในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นโยบายนี้มุ่งชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ให้หันมาลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยไทยมีไอเดียว่า บริษัทต่างชาติสามารถผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงานไร้ฝีมือในกัมพูชาได้ (เพราะค่าแรงขั้นต่ำของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน) แล้วส่งชิ้นส่วนเข้ามาประกอบในประเทศไทยได้ โดยได้รับการยกเว้นภาษี (ใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรีของ AEC) ส่วนประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง และรัฐบาลไทยยังจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ

    3.เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลไทยก็พานักลงทุนกว่า 20 ราย ไปทัวร์กัมพูชา ไปเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา เพื่อหาทางจับคู่ทำการลงทุนตามแนวคิด Thailand Plus

    4.การปิดด่านชายแดนจึงกระทบต่อภาคการผลิตของบริษัทต่าง ๆ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทสัญชาติไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย แต่พวกเขาไม่กล้าปริปาก เท่าที่ได้รับข้อมูลมา บริษัทญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางอากาศและทางเรือแทน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละหลายร้อยล้านบาท

    คำถามคือ เขาไม่ได้เป็นคู่กรณีในความขัดแย้ง แต่เขาเข้ามาลงทุนด้วยความเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะอำนวยความสะดวกให้เขาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่รัฐบาลไทยกลับไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้เขาได้ ด้วยเหตุผลเรื่องชาตินิยมและความเกลียดชังชาวเขมร

    พวกเขาคงเข็ดกับประเทศไทย และในอนาคตอันใกล้ คงได้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยไม่สามารถสร้างมั่นใจให้นักธุรกิจต่างชาติได้เลย อินฟลูไม่กี่คนก็สามารถขัดขวางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้

    5.การปิดด่านย่อมทำให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในไทย ได้รับผลกระทบด้วยแน่นอน แม้ว่าสินค้านั้นจะเป็นของบริษัทญี่ปุ่น แต่รายได้จากการส่งออกนับเป็นรายได้ของประเทศไทยด้วย หุ้นส่วนก็เป็นคนไทย แรงงานก็เป็นคนไทย

    6.ที่น่าสนใจคือ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่ รมต.กลาโหม ดูจะมีความเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี ท่านจึงเสนอให้เปิดด่าน ทั้งนี้ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ท่านเป็นนายทหารที่สวมหมวกฝ่ายการเมืองด้วย จึงได้รับข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น แต่ที่น่าตกใจคือ ลูกน้องของท่าน แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดนเป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นขณะนี้ ที่กำลังเดินสายเลกเชอร์ในเมืองใหญ่) กลับเสนอความเห็นสวนทางแบบไม่เกรงใจผู้บังคับบัญชาเลย

    ท่านอาจจะมีความรู้เรื่องการรบดี แต่ท่านยังต้องทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจสังคมการเมืองและการต่างประเทศเพิ่มเติมอีกมาก

    7.ไทยส่งออกไปกัมพูชาเดือนละประมาณหมื่นล้านบาท จริง ๆ แม้แต่การห้ามส่งสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำไปยังกัมพูชา ฝ่ายที่เจ็บตัวกว่าแน่ ๆ คือ ฝ่ายไทย ทั้งเจ้าของโรงงานและแรงงานไทย ขณะที่สินค้าเหล่านี้ กัมพูชาสามารถหันไปซื้อจากเวียดนามและจีนได้ แถมราคาถูกกว่าด้วยซ้ำ เราจะต้องสูญเสียตลาดในกัมพูชา ที่นักธุรกิจไทยใช้เวลาสร้างสมมากว่า 30 ปีอย่างนั้นหรือ ? คนไทยอยู่กับการใช้อารมณ์ จนมองข้ามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในระยะยาวหรืออย่างไร ?

    อ่านข่าว : “แม่ทัพภาค 2” แจงเอกชนมาเสนอโครงการโดรน แต่ไม่ได้ดำเนินการอะไรทั้งสิ้น

    กสม.ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ทบทวนรื้อเหมืองฝาย จ.เชียงใหม่

    CTG เป็นใคร? เสนอ “โครงการโดรนเกษตรอัจฉริยะ” ให้กองทัพภาคที่ 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.thaipbs.or.th/news/content/356483&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36nSuCZXmrdBF9Ab02RxS0

  • ‘ฮารุ อุราระ’ ตำนานม้าแข่งที่ ‘ไม่เคยชนะ’ แต่ใจไม่เคยยอมแพ้ สัญลักษณ์แห่งความหวังในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ

    ‘ฮารุ อุราระ’ ตำนานม้าแข่งที่ ‘ไม่เคยชนะ’ แต่ใจไม่เคยยอมแพ้ สัญลักษณ์แห่งความหวังในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ

    ในโลกของกีฬาม้าแข่ง ความสำเร็จมักวัดจากจำนวนชัยชนะและเงินรางวัล แต่มีม้าตัวหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าบางครั้ง ‘การไม่ชนะ’ ก็สามารถสร้างความหมายและแรงบันดาลใจได้มากกว่าแชมป์ใดๆ นั่นคือเรื่องราวของ ‘ฮารุ อุราระ’ ม้าแข่งที่กลายเป็นตำนานแห่งความไม่ยอมแพ้  

    จุดเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยความท้าทาย…  

    ฮารุ อุราระ เกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ปี 1996 ที่ฟาร์ม โนบุตะ โบคุโจ ในฮอกไกโด แม้พ่อพันธุ์ของเธอคือ นิปโป เทอิโอ ม้าแข่งชื่อดังที่เคยคว้าแชมป์รายการใหญ่อย่าง เท็นโนโช และ ยาซุดะ คิเน็น แต่ฮารุ อุราระกลับเป็นลูกม้าที่อ่อนแอและหาผู้ซื้อได้ยาก  

    ชื่อ ฮารุ อุราระ แปลว่า ‘ความอ่อนโยนแห่งฤดูใบไม้ผล’ ซึ่งกลายเป็นชื่อที่เต็มไปด้วยความเสียดสีเมื่อเทียบกับอาชีพการแข่งขันของเธอ เมื่อไม่มีใครต้องการซื้อ ฟาร์มจึงตัดสินใจฝึกเธอเป็นม้าแข่งเอง  

    การออกแข่งครั้งแรกของฮารุ อุราระเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ปี 1998 ที่สนามแข่งโคจิ เธอเข้าเส้นชัยเป็นอันดับสุดท้ายจากม้า 5 ตัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะกลายเป็นตำนาน  

    ยุคเศรษฐกิจตกต่ำและการเกิดขึ้นของสัญลักษณ์แห่ง ‘ความหวัง’   

    ช่วงเวลาที่ ฮารุ อุราระ แข่งขันตั้งแต่ปี 1998-2004 ตรงกับยุคเศรษฐกิจตกต่ำของญี่ปุ่น เศรษฐกิจชะงักงันหลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกในต้นทศวรรษ 1990 ผู้คนต้องเผชิญกับปัญหาว่างงาน บริษัทล้มละลาย และความไม่แน่นอนในอนาคต  

    สนามแข่งโคจิซึ่งเป็นบ้านของฮารุ อุราระก็ประสบปัญหาเขื่องอย่างหนัก จำนวนผู้ชมลดลงเหลือเพียง 1,600 คนต่อวัน ในเดือนมีนาคม 2003 สนามแข่งใกล้จะปิดตัวลงเนื่องจากขาดทุนอย่างต่อเนื่อง  

    ปรากฏการณ์ ‘ฮารุ อุราระ’ บูม  

       (Photo by JIJI PRESS / JIJI PRESS / AFP)

    (Photo by JIJI PRESS / JIJI PRESS / AFP)

    เมื่อเดือนมิถุนายน 2003 เรื่องราวของ ฮารุ อุราระ ที่แพ้มาแล้ว 80 ครั้งติดต่อกันถูกหยิบยกขึ้นมาโดยสื่อญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สนามโคจิ มาซาชิ โยชิดะ และผู้ประกาศ โคจิ ฮาเซงุจิ เห็นศักยภาพในการนำเรื่องราวของเธอมาใช้ช่วยเหลือสนามแข่งที่กำลังจะล้มละลาย  

    หนังสือพิมพ์โคจิ ชิมบุงเผยแพร่บทความ ‘ขอให้ชนะสักครั้ง วิ่งต่อไปเถอะ ฮารุ อุราระ!’ ซึ่งสร้างกระแสอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ เธอได้รับฉายา ‘ดาวแห่งผู้แพ้’ (makegumi no hoshi) และกลายเป็นสัญลักษณ์ของคนญี่ปุ่นที่กำลังดิ้นรนในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ  

    สิ่งที่ทำให้ ฮารุ อุราระ แตกต่างคือการที่เธอแข่งด้วยหน้ากากสีชมพูลาย Hello Kitty และแสดงความมุ่งมั่นเหมือนเดิมในทุกๆ การแข่งขัน ไม่ว่าจะแพ้กี่ครั้งก็ตาม ใบเสร็จแทงม้าของเธอกลายเป็น ‘โมโมริ’ เครื่องรางป้องกันอุบัติเหตุ เนื่องจากคำว่า ‘อาตารานาย’ ในญี่ปุ่นมีความหมายทั้ง ‘แทงแล้วไม่ถูก’ และ ‘ไม่ชน’  

    ผลกระทบทางการค้าที่น่าทึ่ง!  

    ฮารุ อุราระ สร้างจักรวรรดิสินค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่ตุ๊กตา พวงกุญแจ สติกเกอร์ เสื้อผ้า ไปจนถึงข้าว และแม้กระทั่งชุดชั้นใน สินค้าเหล่านี้ขายดีอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะใบเสร็จแทงม้าของเธอที่ขายได้ในราคาสูงถึง 3,000 เยน  

    หนังสือเกี่ยวกับฮารุ อุราระได้รับการตีพิมพ์หลายเล่ม มีการแต่งเพลงเกี่ยวกับเธอ และยังมีการสร้างภาพยนตร์อีกด้วย ความนิยมนี้ช่วยให้สนามแข่งโคจิรอดพ้นจากการปิดตัว  

    วันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…และความหวังสุดท้าย  

       (Photo by JIJI PRESS / JIJI PRESS / AFP)

    (Photo by JIJI PRESS / JIJI PRESS / AFP)

    จุดสูงสุดของอาชีพ ฮารุ อุราระ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2004 เมื่อ ยูตากะ ทาเกะ จ็อกกี้ชื่อดังที่ควบม้าเข้าเส้นชัยมากกว่า 3,000 ครั้ง รวมทั้งแชมป์ ‘Japanese Derby’ 3 สมัย ตกลงที่จะขี่ ฮารุ อุราระ ในการแข่งขันครั้งที่ 106  

    การแข่งขันครั้งนี้ดึงดูดผู้ชมมากกว่า 13,000 คน เพิ่มขึ้นจากจำนวนปกติ 8 เท่าตัว นายกรัฐมนตรีจุนอิจิโร โคอิซูมิแม้จะออกมาให้กำลังใจว่า อยากให้ฮารุ อุราระชนะสักครั้งหนึ่ง เธอเป็นตัวอย่างที่ดีของการไม่ยอมแพ้  

    ผู้คนแทงม้าในการแข่งขันนี้รวม 121,751,200 เยน (ประมาณ 35 ล้านบาท) โดยหวังว่าจะได้เห็นชัยชนะครั้งแรกของเธอ แต่ผลคือ ฮารุ อุราระเข้าเส้นชัยอันดับที่ 10 จากม้า 11 ตัว สร้างสถิติการแพ้ครั้งที่ 106 ติดต่อกัน  

    มรดกที่ยั่งยืนและการจากไปอย่างสงบ  

    หลังจากปลดจากม้าแข่งในปี 2004 ฮารุ อุราระใช้ชีวิตอย่างสงบจนกระทั่งจากโลกไปเมื่อ 9 กันยายน 2025 ด้วยวัย 29 ปี แต่มรดกของเธอยังคงดำรงอยู่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ เกม และแม้กระทั่งละครโทรทัศน์ที่นำเรื่องราวของเธอมาดัดแปลง  

    การกลับมาของฮารุ อุราระในโลกดิจิทัลยุคใหม่ผ่านเกม Uma Musume Pretty Derby และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ทำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักเรื่องราวการไม่ยอมแพ้ของเธอ สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในชีวิต  

    เมื่อมองย้อนกลับ ฮารุ อุราระไม่ได้เป็นเพียงม้าแข่งที่แพ้ 113 ครั้งติดต่อกัน แต่เป็นสัญลักษณ์ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความหมายของชัยชนะมิได้อยู่ที่การข้ามเส้นชัยเป็นคนแรกเสมอไป บางครั้ง ‘การลุกขึ้นมาลองใหม่หลังจากล้มล้มลุกลุกเท่านั้น ก็เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว’ การที่เธอสามารถกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับมนุษย์หลายล้านคนทั่วโลก ถือเป็นชัยชนะที่ไม่มีม้าแข่งตัวใดเอาชนะได้  

    (Photo by JIJI PRESS / AFP) / JAPAN OUT 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/haru-urara-racehorse-who-lost-113-times-symbol-of-never-giving-up&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vyIrnsmUb2DFGMB75IUxI

  • “ดร.นก” บินลัดฟ้าสู่เซี่ยงไฮ้ ศึกษาแนวคิด “เมืองอัจฉริยะ” ต่อยอดพัฒนาสุพรรณบุรี | เดลินิวส์

    “ดร.นก” บินลัดฟ้าสู่เซี่ยงไฮ้ ศึกษาแนวคิด “เมืองอัจฉริยะ” ต่อยอดพัฒนาสุพรรณบุรี | เดลินิวส์

    จากนักบริหารผู้สั่งสมประสบการณ์ในแวดวงราชการ ไล่ตั้งแต่กระทรวง ทบวง กรม มายาวนาน “ดร.นก” ดร.สุจิตรา ทรงมัจฉา ได้ก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี (ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายก อบจ.สุพรรณบุรี) และพิสูจน์ให้เห็นถึงผลงานที่รุดหน้าอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาเพียง 6 เดือน จนได้รับคำชื่นชมจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

    ล่าสุด “ดร.นก” ดร.สุจิตรา ทรงมัจฉา เลขานุการนายก อบจ.สุพรรณบุรี พร้อมด้วย นางสาวมุจลินท์ งามเหมือน นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ  เป็นตัวแทนของ อบจ.สุพรรณบุรี เดินทางเข้าร่วมงาน Tomorrow.City Shanghai 2025 ณ  Zhangjiang Science City นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 2 – 6 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นการประชุมนานาชาติและศึกษาดูงานด้านเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อนำองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีต่อไป โดยมีผู้นำเมือง นักวิชาการ และผู้แทนจากนานาชาติเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    สำหรับคณะจากประเทศไทย ประกอบด้วย คณะจาก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)  ดร.นน อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ, ดร.อภิชาติบุตร รอดยัง ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก, นายรพีพัฒน์ นำนาผล ผู้จัดการสาขาภาคใต้ตอนล่าง และ นายต้น ใจตรง หัวหน้างานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สาขาภาคใต้ตอนบน  นอกจากนี้ ยังมีคณะผู้บริหารจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย เช่น นายกเทศมนตรีนครรังสิต เทศบาลเมืองชลบุรี เทศบาลนครนครศรีธรรมราช องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมงานด้วย เพื่อแสดงถึงความร่วมมือในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะตามแนวคิด “การสร้างคนก่อนการสร้างเมือง”

    คณะได้มีโอกาสศึกษาดูงานด้านต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย เริ่มตั้งแต่การบริหารจัดการขยะแบบ Smart Environment ณ โรงงาน Shanghai Organic Waste Center ที่เปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 1,600,000 วัตต์ต่อวัน รวมถึงผลิตน้ำมันไบโอดีเซลและวัสดุรีไซเคิล  ดร.สุจิตรา กล่าวว่า อยากจะนำวิธีการคัดแยกขยะที่ทันสมัยนี้ไปใช้ในสุพรรณบุรี พร้อมส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้วิธีการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี

    นอกจากนี้ ยังได้เข้าชมการเรียนการสอนแบบ Smart School ที่โรงเรียนมัธยม Lu Wan Senior High School โรงเรียนรัฐบาลที่เน้นการเรียนรู้ด้าน AI โดยมีห้องเรียนที่มีนักเรียนเพียง 14 คน มีห้องปฏิบัติการหุ่นยนต์ ห้องแล็บเขียนโปรแกรม AI รวมถึงห้องบันทึกเสียงที่ช่วยตรวจสอบการออกเสียงภาษาต่างประเทศด้วยระบบ AI ซึ่ง ดร.สุจิตรา เล็งเห็นว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และอยากให้โรงเรียนในประเทศไทยหันมาสนับสนุนหลักสูตรด้าน AI เพื่อให้เด็กๆ ได้ฝึกปฏิบัติจริงและนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในอนาคต

    ก่อนเดินทางกลับ คณะได้เข้าศึกษาดูงานด้านการบริหารภาครัฐที่ทันสมัย ณ เทศบาลเมืองหวงผู่ ซึ่งใช้ระบบ One Stop Service เน้นการให้บริการประชาชนและภาคเอกชนอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ รวมถึงมีช่องทางออนไลน์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการ ดร.สุจิตรา มีแนวคิดที่จะนำระบบการให้บริการนี้มาปรับใช้กับ อบจ.สุพรรณบุรี เพื่อยกระดับการบริการให้ประชาชนได้รับความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    จากการศึกษาดูงานตลอด 6 วัน ดร.สุจิตรา ได้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ในการตัดสินใจของผู้บริหาร และระบบห้องปฏิบัติการ IOC ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามการทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่ง ดร.สุจิตรา ตั้งใจที่จะนำแนวคิดเหล่านี้มาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนให้ อบจ.สุพรรณบุรี ก้าวสู่การเป็น Smart City หรือเมืองอัจฉริยะ ได้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

    เรื่องและเรียบเรียง :
    วัชระ พัฒนศรี หัวหน้าศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคตะวันตก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5110099/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Olq4BxRRt6qtq2dXuJpg4

  • 138 ปี “มจร” สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงให้เป็นสถานที่ “ศึกษาพระไตรปิฏก และวิชาชั้นสูง”

    138 ปี “มจร” สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงให้เป็นสถานที่ “ศึกษาพระไตรปิฏก และวิชาชั้นสูง”

    วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.14 น.

    วันที่ 13 กันยายน 2568 เนื่องในวโรกาสมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยครบรอบ 138 ปี ในวันที่ 13 กันยายน 2568 นี้ พระเมธีวัชรบัณฑิต ผู้อำนวยการหลักสูตรสตินวัตกรรมและสันติศึกษา ระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  (มจร) ได้เขียนบทความเชิงวิเคราะห์ 138 ปี วิเคราะห์ พระราชปณิธานล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ศึกษาพระไตรปิฏก และวิชาชั้นสูง  โดยมีรายละเอียดว่า ส่วนตัวไม่มั่นใจว่า เคยมีบูรพาจารย์ ศิษย์ปัจจุบัน หรือศิษย์เก่า มจร เคยนำพระราชปธิธานเส็ดจพ่อ ร.5 หรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นมาตั้งข้อสังเกตในประเด็น “ศึกษาพระไตรปิฏก” อย่างละเอียดลึกซึ้งและรอบด้านบ้างหรือไม่ อย่างไร ถ้ามีอย่างชัดแจ้ง แล้ว ขอให้วิญญชนได้โปรดอนุเคราะห์ข้อมูลมาทางช่องทางต่างๆ ด้วย  แต่ที่ได้อ่านมาบ้าง และได้เห็นมีการตีความชัดเจนมากคือ ประเด็น “วิชาชั้นสูง” บูรพาจารย์ตีความประเด็นวิชาชั้นสูงออกเป็น 2 นัย คือ

    1:วิชาชั้นสูงคือวิทยาการสมัยใหม่

    บูรพาจารย์กลุ่มหนึ่งตีความตามบริบทว่า ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป เห็นระบบการศึกษาของตะวันตกที่มุ่งศึกษาเรียนรู้วิทยาการสมัยใหม่ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ เป็นต้น ยามเสด็จกลับประเทศไทย จึงประสงค์ให้สถาปนามหาจุฬาฯ ศึกษาเพิ่มเติมจากพระไตรปิฏก ขยายขอบฟ้าไปศึกษาวิทยาการสมัยใหม่ด้วย เป็นการเพิ่มจากตาในไปเรียนรู้เปิดตานอกด้วย อันจะทำให้มี 2 ตา คือ ทวิจักขุ อันจะส่งผลต่อการเข้าใจชีวิต และเข้าใจโลกที่เอื้อตาฝ่อการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกล

    2: วิชาชั้นสูงคือวิปัสสนากรรมฐาน

    ประเด็นนี้ได้ยินจากลูกศิษย์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) ว่า เจ้าประคุณฯ ตีความว่า วิชาชั้นสูง หมายถึง วิปัสสนากรรมฐาน เท็จจริงอย่างไร?? สัทธิวิหาริก และอันเตวาสิกของเจ้าประคุณฯ สามารถเข้ามาแสดงความเห็นเพิ่มเติมได้ แต่ที่ได้ยินจากปากของลูกศิษย์บางท่านมานั้น ยืนยันว่า เจ้าประคุณฯ ผู้ใส่ใจไฝ่งานวิปัสสนากรรมฐานได้เคยสอนสานุศิษย์ในประเด็นดังกล่าว


    ด้วยเหตุผลที่ว่า วิชาวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง คือวิชาชั้นสูงในพระพุทธศาสนา ตามนัยที่สิทธัตถะโพธิสัตว์ได้ศึกษาและเจนจบ ทั้ง 18 ศาสตร์ แต่ก็มิอาจทำให้เข้าถึงความจริงได้ แต่เมื่อได้ค้นพบวิชาวิปัสสนากรรมฐานด้วยพระองค์เองจนเป็นเหตุแห่งการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า วิชาวิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นวิชาชั้นสูงเพราะเป็นเครื่องมือเข้าถึงความจริงสูงสุด

    ส่วนตัวมองประเด็นเหล่านี้อย่างไร?!?

    กล่าวถึงความคิดส่วนตนนั้น มิได้มีประเด็นใดที่เห็นแย้งกลับบูรพาจารย์ผู้เป็นที่รักของประชาคม มจร แต่ประการใดเลย เพราะมุมมองดังกล่าว ส่งผลต่อการศึกษาเรียนรู้ของลูกหลาน มจร มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงกระนั้น ประเด็นที่อยากจะแบ่งปันกับวิญญูชนทั้งหลาย ทั้งศิษย์ มจร หรือมิใช่ก็ตาม ไม่ใช่ประเด็นวิชาชั้นสูง ดังที่กล่าวในเบื้องต้น หากแต่เป็นประเด็นของพระราชปณิธานที่ว่าด้วย “ศึกษาพระไตรปิฏก” 

    ในพระพุทธศาสนาจะกล่าวถึงคุณสมบัติสำคัญของผู้ศึกษาอยู่คำหนึ่ง คือ คำว่า “วิชชาจรณสัมปันโน” ซึ่งแปลว่า “เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยวิชาและจรณะ” และการจะมีสภาวะดังกล่าวได้นั้น ผู้ศึกษาจะมุ่งจำเพาะปริยัติอย่างเดียวไม่ได้ จำต้องมุ่งแปรปริยัติลงสู่การปฏิบัติด้วย เพราะปริยัติและปฏิบัติจะเกื้อหนุนกันจนกลายเป็นรากฐานสำคัญของปฏิเวธที่สะท้อนสภาวะของวิชาและจรณะ

    การศึกษาพระไตรปิฏกตามพระราชปณิธานนั้น คำว่า “ศึกษา” ที่พระองค์ตรัสในความหมายและบริบทของพระพุทธศาสนานั้น หากมองให้ลึกซึ้งถึงพระประสงค์แล้ว จึงมิได้มุ่งจำเพาะการศึกษาข้างนอกที่มุ่งเพียงปริยัติเป็นแน่แท้ เชื่อมั่นว่า พระองค์ทรงมุ่งหมายไปถึงการศึกษาข้างใน โดยการนำปริยัติลงสู่การปฏิบัติด้วย เพราะการศึกษาในความหมายที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา มาจากคำว่า “ส+อิกขะ” แปลว่า “เห็นหรือเข้าใจตัวเอง” คำว่า “ตัวเอง หมายถึง ขันธ์ 5 หรือ รูปนาม ที่คนทั่วไปเรียกว่า กายใจ นั่นเอง

    เหตุใด?? ส่วนตัวจึงมั่นใจแบบนั้น เพราะพระราชปณิธานชุดแรกที่ว่า “ศึกษาพระไตรปิฏก” นั้น เป็นประปณิธานที่มุ่งให้ผู้ศึกษามุ่งศึกษาทั้งปริยัติ ปฏิบัติ จนเข้าถึงปฏิเวธ อันเป็นการศึกษาให้จบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยใช้ไตรสิกขา คือ อธิปัญญาสิกขา อธิศีลสิกขา และอธิจิตตสิกขา เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษา

    หลังจากนั้น จึงเข้าสู่พระราชปณิธานชุดที่สอง คือ คำว่า “วิชาชั้นสูง” อันหมายถึงวิทยาการสมัยใหม่ที่พระองค์เสด็จพระประพาสยุโรปแล้ว ทรงตระหนักรู้ว่า วิทยาการเหล่านี้ ควรค่าต่อการนำมาให้พระภิกษุสามเณร รวมถึงพากนิการชาวไทยได้ศึกษา เรียนรู้ และต่อยอด ให้เกิดการพัฒนาจนทัดเทียมอารยประเทศ จึงไม่แปลกที่บูรพาจารย์ มจร จะนำพระราชปณิธานมาปรับเป็นวิสัยทัศน์ ดังคำที่ว่า “ศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม”

    คำว่า “ศึกษาพระพุทธศาสนาก็คือศึกษาพระไตรปิฏก” ในขณะที่คำว่า “ บูรณาการกับศาสตร์สมัยก็คือวิชาชั้นสูง” แล้วขยายต่อยอดไปสู่เป้าหมายของทั้งสองชุดข้อความทั้งสองข้างต้นให้ชัดแจ้งว่า พัฒนาจิตใจและสังคม

    จะเห็นว่า การศึกษาพระพุทธศาสนาตามนัยบูรพาจารย์ก็ดี การศึกษาพระไตรปิฏกตามนัยแห่งพระปิยมหาราชผู้สถาปนา มจร ก็ดี จึงมิได้มุ่งหมายจำเพาะตัวหนังสือที่นำมาจารึกหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ในพระไตรปิฏกเท่านั้น หากแต่กระตุ้นให้ผู้ศึกษาเข้าถึงลมหายใจของธรรมวินัยตามที่ปรากฏในพระไตรปิฏกด้วย

    คำถามมีว่า แล้วจะเข้าถึงธรรมวินัยได้อย่างไร คำตอบก็คือ เข้าถึงได้ด้วยการศึกษาที่ผ่านการปฏิบัติ ฉะนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า บูรพาจารย์ชาว มจร นำโดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) จึงกระตุ้นให้ผู้ศึกษาปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานตามแนวมหาสติปัฏฐาน เพราะแนวทางนี้ จะทำให้ผู้ศึกษารู้จักและเข้าใจรูปนาม หรือกายใจอย่างชัดแจ้ง ตามพระราชปณิธานของเสร็จพ่อ ร.5

    “138 ปี” มาบรรจบครบ จึงเป็นเหตุแห่งการรำลึกนึกถึงคุณูปการของเสร็จพ่อ ร.5 พระผู้ทรงเป็นที่รักของลูกหลานชาว มจร และบูรพาจารย์ทั้งหลาย ที่มุ่งมาดปรารถนาให้พระลูกพระหลาน รวมถึง พุทธศาสนิกชนได้ศึกษาให้สิ้นสุดทั้งกระบวนการในการจัดการศึกษาพระไตรปิฏกหรือพระพุทธศาสนา ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ผ่านเครื่องมือและกลไกสำคัญคือไตรสิกขา

    การรักษาพระราชปณิธานของพระองค์ และเหล่าบูรพาจารย์ มจร เอาไว้ได้ก็ย่อมหมายถึงรักษาลมหายใจของพระองค์ และเหล่าบูรพาจารย์ผู้เป็นที่เคารพรักของลูกหลานชาว มจร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาแก่นแท้ของคำว่า “การศึกษาพระไตรปิฏกและพุทธศาสนา” ที่พระองค์ และบูรพาจารย์มุ่งหมายให้ลูกหลานชาว มจร ได้สำเหนียกและใส่ใจ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของพระไตรปิฏก หรือพุทธศาสนาสืบไปฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/446244&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vL8vXVPukMi0kzO1CWr_F

  • “ซินเน็ค”ผนึกพันธมิตรระดับโลกชูโซลูชั่นเทครักษาผู้นำไอทีคอนซูเมอร์ | เดลินิวส์

    “ซินเน็ค”ผนึกพันธมิตรระดับโลกชูโซลูชั่นเทครักษาผู้นำไอทีคอนซูเมอร์ | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5108146/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hic6wsJjSGhJjLNfQ0BaC