Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เอกชน วอน รัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจทันทีหลังโปรดเกล้าฯ 

    เอกชน วอน รัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจทันทีหลังโปรดเกล้าฯ 

    ส.อ.ท. วอน รัฐฯ เริ่มแก้ปัญหาเศรษฐกิจทันที หลังโปรดเกล้าฯ แนะ! ช่วยเหลือ SME แก้ปัญหาชายแดน ฟื้นโครงการเมดอินไทยแลนด์  ชี้ คนละครึ่ง ดีอยู่แล้วให้ทำต่อ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และทีมงาน เสร็จสิ้นว่า ในวันนี้ภาคเอกชนและรัฐบาลได้มีการหารือ พูดคุยและรับฟังแนวคิด ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและปัญหาต่างๆที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งภาคเอกชนอยากเรียกร้องให้ หลังจากที่มีการโปรดเกล้าแล้วรัฐบาลเริ่มทำงานได้เลยทันที เพราะทุกนาทีมีความหมาย

    โดยในที่ประชุมภาคเอกชนได้สะท้อนในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องกฎหมาย ,ภาษีสหรัฐ , Regional Value Content (RVC) และ Local content  ที่ไทยจะต้องเจรจากับสหรัฐ เพราะแม้จะมีอัตราภาษีออกมาที่ชัดเจนแล้ว แต่ในส่วนของ Local content  จะต้องมีการพูดคุยในรายละเอียดกับสหรัฐต่อ ว่าจะกำหนดมาตรฐานแบบใด และอุตสาหกรรมไหนทำได้และไม่ได้บ้าง รวมถึงรัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาอย่างไร 

    นอกจากนี้ ยังรวมถึง ปัญหาในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า โดยเฉพาะในปัญหาสินค้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาในไทย และส่งผลกระทบให้กับเอสเอ็มอีไทยในปี 2566 ถึง 24 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งหากปี 2568 รัฐาลไม่มีมาตรการที่เหมาะสม คาดว่า จะส่งผลให้มีสินค้าราคาถูกทะลักเข้ามาขยายเพิ่มเป็น 30 อุตสาหกรรม

    ขณะที่ เอสเอ็มอี ที่ถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดอยู่ ณขณะนี้ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับที่สูง ส่งผลถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาแก้ปัญหาให้ตรงจุด เช่น การ Haircut หนี้ และ การขยายวงเงิน โดยเฉพาะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่กดดันกำลังซื้อของคนในประเทศ

    ส่วนปัญหาสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น ก็ต้องยอมรับว่า ส่งผลกระทบต่อ supply chain ในภาคอุตสาหกรรม และถึงแม้ปัจจุบันภาคเอกชนจะแก้ไขปัญหากันเองแต่เจอปัญหาต้นทุนสูงอยู่  อย่างไรก็ตามเอกชนเข้าใจในเรื่องของการรักษาอธิปไตยให้กับประเทศของรัฐ แต่อยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาให้ถูกต้อง แต่ยืนยันว่าไม่ได้กดดันการทำงานของภาครัฐ เพียงแค่อยากให้มีมาตรการที่เข้ามาเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น เพื่อให้สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ในระหว่างที่รัฐยังเจรจายุติปัญหาชายแดนอยู่ 

    นอกจากนี้ภาคเอกชน ยังเสนอให้รัฐบาล กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการเมดอินไทยแลนด์ ที่เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2566 โดยอยากให้รัฐบาลผลักดันโครงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย จากปัจจุบัน 5% เป็น 10-20%  พร้อมกับเสนอว่าอยากให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีเพิ่มเป็น 2 เท่า สำหรับการซื้อสินค้าเมดอินไทยแลนด์  รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ส่งออกใช้สินค้าของไทยเป็นวัตถุดิบในการผลิตมากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหา RVC และ Local Content ได้

    นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของเรื่องพลังงาน เอกชนอยากเรียกร้องให้รัฐบาล ลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากว่า หากมีการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจะเพิ่มต้นทุนถึง 58%  แต่มองว่า Pool Gas ก็ยังไม่เหมาะสม เพราะว่าช่วยลดต้นทุนได้แค่ 2-3% เท่านั้น ซึ่งทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถแข่งขันได้

    ขณะที่โครงการคนละครึ่ง  นายเกรียงไกร กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลทำต่อไป เพราะมองว่าเป็นมาตรการที่ดี นอกจากนี้ยังเสนอให้กรมศุลกากรมีมาตรการที่เข้มงวดดูแลในเรื่องสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานลักลอบเข้ามาในประเทศหรือสำแดงไม่ตรงปก ให้มีการตรวจตรามากขึ้น

    ส่วนสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอยู่ในขณะนี้ นายเกรียงไกร ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ค่าเงินบาทไทยแข็งขึ้นมาถึง 7% เกือบสูงสุดในภูมิภาครองจากประเทศไต้หวันเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ที่ผู้ประกอบการไทยค่อนข้างกังวล เนื่องจากกระทบการส่งออก เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม ที่ตั้งแต่ต้นปีค่าเงินเวียดนามอ่อนตัวลงไป 3% ส่งผลกระทบให้ไทยเสียเปรียบในเรื่องของการส่งออกกับประเทศคู่แข่งทางการค้า เพราะไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกถึง 60% ของ GDP นอกจากนี้ยังกระทบภาคการท่องเที่ยว โดยมองว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 34 – 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

    อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของค่าเงินบาท นายกรัฐมนตรี จะส่งคณะทำงาน เข้ามาหารือกับสภาอุตสาหกรรม ในเรื่องของรายละเอียดข้อมูล เพื่อวางแนวทางในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทล่วงหน้า ก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาทำงานเต็มตัว

    ส่วนกรณีที่ กกร. พบว่าไทยส่งออกทองคำไปยังกัมพูชามีสัดส่วนสูงผิดปกติ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก ปี 2566  ถึง 10 เท่า หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 105,000 ล้านบาท  ขณะที่ในปี 2568  7 เดือนแรก ส่งออกไปแล้ว 71,000 ล้านบาท และเฉพาะในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชายแดนไทยกัมพูชา แต่กลับพบว่าเดือนเดียวมีการส่งออกทองคำไปถึง 8,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่า การออกมาให้ข้อมูลนั้น เพื่อให้รัฐบาลมีการตรวจสอบให้ชัดเจน แต่ก็ทราบมาว่าวันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย มีการหารือร่วมกับสมาคมค้าทองคำ เพื่อพูดคุย ชี้แจงกันในเรื่องของรายละเอียด 

    อย่างไรก็ตาม แม้กรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์จะออกมายืนยันว่า การส่งออกทองคำ ไม่มีความผิดปกติ นั้น แต่ทางภาคเอกชนอยากให้มีการตรวจสอบเชิงลึก ไปถึงผู้ซื้อและผู้ขายทองคำระหว่างสองประเทศ เนื่องจากเคยเกิดกรณีศึกษา อย่าง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และดูไบ ที่มีการซื้อขายทองคำในสกุลดอลล่าร์และนำกลับมาแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินของตัวเอง ส่งผลให้ค่าเงินของทั้งสองประเทศแข็งค่า จนส่งผลต่อเศรษฐกิจในลักษณะนี้เช่นกัน  จึงอยากให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบที่มาที่ไปให้ชัดเจน ว่าทำไมประเทศไทยถึงมีการส่งออกทองคำไปยังกัมพูชาสัดส่วนสูงผิดปกติ

    ทั้งนี้ หากไม่ได้รายละเอียดที่ชัดเจน ก็จะทำให้การแก้ปัญหาค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าอยู่ณขณะนี้ ทำได้ไม่ตรงจุด และส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะยาวได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257080/amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BwYf8rVAjCCn1RO-LFVSi

  • InterGOLD ชี้ปัจจัยเศรษฐกิจโลกหนุนราคาทองคำต่อเนื่อง แนะนักลงทุนทยอยสะสมรับความผันผวน

    InterGOLD ชี้ปัจจัยเศรษฐกิจโลกหนุนราคาทองคำต่อเนื่อง แนะนักลงทุนทยอยสะสมรับความผันผวน


    InterGOLD มองจังหวะทองคำรับปัจจัยบวกทั่วโลก ดันนักลงทุนทยอยสะสมสินทรัพย์ปลอดภัย พร้อมเปิดโอกาสเริ่มลงทุนด้วยเงินเพียง 100 บาท ผ่านแอป Gold2Go

    บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด (InterGOLD) วิเคราะห์แนวโน้มตลาดทองคำ พบว่าปัจจัยเศรษฐกิจระดับโลกยังคงสนับสนุนการปรับตัวของราคาทองคำในทิศทางขาขึ้น โดยเฉพาะจากแรงหนุนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รวมถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มปรับพอร์ตมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) มากขึ้น

    นายธีรรัฐ จุฑาวรากุล กรรมการผู้จัดการ InterGOLD ระบุว่า สถานการณ์ตลาดในขณะนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการทยอยลงทุนในทองคำ เนื่องจากแนวโน้มความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเงินยังคงสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากแรงซื้อของธนาคารกลางกลุ่มประเทศ BRICS และแรงเก็งกำไรจากนักลงทุนสถาบัน

    ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในประเทศยังได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทในระยะสั้น ซึ่งกดดันราคาทองคำภายในประเทศให้ปรับตัวในกรอบจำกัด อย่างไรก็ตาม InterGOLD มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทยในการทยอยสะสมทองคำในช่วงเงินบาทแข็งค่า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการลงทุนและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

    นายมรุต วสุนธรา นักวิเคราะห์อาวุโส InterGOLD เสริมว่า “ราคาทองคำในระยะสั้นยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางบวก โดยมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 55,200 บาทต่อบาททองคำ และแนวรับที่ระดับ 54,200 บาท ซึ่งนักลงทุนสามารถใช้กรอบดังกล่าวเป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์การลงทุน โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์แบบ DCA (Dollar Cost Averaging) เพื่อเฉลี่ยต้นทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด”

    InterGOLD ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “Gold2Go” แอปพลิเคชันซื้อ-ออมทองคำที่เปิดให้ลงทุนเริ่มต้นเพียง 100 บาท พร้อมรับทองคำจริงได้ตั้งแต่ 0.5 กรัม เพื่อขยายฐานผู้ลงทุนและส่งเสริมการเข้าถึงการออมในทองคำในวงกว้าง โดยระบบสามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดส่งทองคำทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดทุนไทย อัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่ยังมีความเสี่ยง และสภาพเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทองคำยังคงได้รับความนิยมในฐานะสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยง (Diversification) และรักษาเสถียรภาพของพอร์ตลงทุนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35438&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F7DvticSMvqdU3jJxRLfJ

  • “สิริพงศ์” โต้ หน้าตารัฐบาลเต้าหู้ยี้ ตอกกลับทีมเศรษฐกิจดีกว่า 2 ปีก่อน

    “สิริพงศ์” โต้ หน้าตารัฐบาลเต้าหู้ยี้ ตอกกลับทีมเศรษฐกิจดีกว่า 2 ปีก่อน

    พรรคภูมิใจไทย 16 ก.ย.-“สิริพงศ์” โต้ หน้าตารัฐบาลเต้าหู้ยี้ ตอกกลับทีมเศรษฐกิจดีกว่า 2 ปีก่อน บอกตอนนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนตัวคนคุมกลาโหม ปมเปิดด่าน ชี้ “นายกฯ อนุทิน” หนักแน่นไม่เปิดแน่ ถ้ากัมพูชาไม่แก้สถานการณ์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตโฆษกรัฐบาล กล่าวถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระวังจะเป็นรัฐบาลเต้าหู้ยี้ว่า ยี้หรือไม่ยี้อยู่ที่สังคม ดูจากหน้าตารัฐมนตรีเศรษฐกิจ ตนคิดว่า รัฐบาลนี้ดีกว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจเท่าที่รับฟังจากประชาชน

    ส่วนหน้าตารัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองว่าจะทำงานเข้ากันได้หรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงที่เป็นเศรษฐกิจเป็นโควต้ากลางทั้งหมด ส่วนที่เป็นโควต้าของพรรคร่วมอื่น ก็จะเห็นได้ว่า ภาพที่นายกรัฐมนตรีไปพูดคุย ก็จะพาทีมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไปด้วยทั้งหมด เพื่อให้ทำงานเข้าขากันได้ ซึ่งความสำคัญก็คือการพูดคุยกัน แชร์ประสบการณ์กัน และขับเคลื่อนนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน ที่อาจจะต่างกันเนื่องจากเราเป็นรัฐบาล 4 เดือน แต่ความต้องการร่วมกัน คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ใช่การหวังคะแนนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เหมือนเช่น 2 ปีที่ผ่านมา

    เมื่อถามว่าจะไม่ทำให้รัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองถูกด้อยค่าใช่หรือไม่ นายสิริพงษ์ กล่าวว่า ไม่มี เพราะทุกคนมีหน้าที่ ทั้งรัฐมนตรีจากพรรคการเมือง หรือแม้แต่ สส. ทุกคนก็มีความตื่นเต้น และยินดีที่จะทำงานกับคนเก่งๆ

    เมื่อถามต่อว่าขณะนี้สังคมจับตาเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่าจะมีการเปลี่ยนตัวหรือไม่ จากปัญหาเรื่องการเปิดด่าน นายสิริพงษ์ ระบุว่า ณ วันนี้ยังไม่มี ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันหนักแน่นว่า ปัญหาชายแดนเป็นเรื่องเปราะบาง ต้องเอาคนที่รู้จักสถานการณ์ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่บางครั้งคนก็อาจมีคำถาม กับบทบาทหน้าที่ ของว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ต้องเข้าใจว่า นโยบายที่ประชาชนได้รับในช่วงรัฐบาลที่แล้วกับรัฐบาลนี้ มีความแตกต่างกัน โดยรัฐบาลนี้มีแนวทางชัดเจนว่า หากกัมพูชาไม่ทำให้สถานการณ์เป็นปกติ ก็จะไม่มีการเปิดด่าน ซึ่งต่างจากรัฐบาลที่แล้วที่มีความพยายามจะเปิดด่าน.-319.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    กรุงเทพฯ 15 ก.ย. – ธปท. ย้ำทุกหน่วยงานร่วมกำหนดเงื่อนไขปลดล็อกบัญชีไม่มีเอี่ยวบัญชีม้า สิ้นเดือน ก.ย.นี้ เพื่อให้ร้านค้ามั่นใจรับโอนเงินซื้อสินค้า นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบชำระเงินฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากปัญหาชาวบ้านถูกระงับธุรกรรมและระงับวงเงิน แต่ไม่ได้ระงับเงินในบัญชีในช่วงเดือนกันยายน 68 ตรวจพบบัญชีต้องสงสัยเฉลี่ย 10,000 บัญชี/สัปดาห์ ยอมรับว่าการคุมเข้มในช่วงที่ผ่านมา เพื่อต้องการกวาดเอาเส้นทางบัญชีที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ ทั้งโอนเงินผ่าน e-money และคริบโตฯ ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบในบางส่วน ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ธปท. จึงเร่งหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดเงื่อนไขร่วมกันให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ “ธปท., ธนาคาร, ตำรวจ ศปอท. พร้อมปลดล็อกให้กับผู้บริสุทธิ์ มุ่งเน้นบัญชีจำนวนไม่มาก เช่นวงเงิน 100-500 บาท หรือร้านค้า ที่มีการซื้อของมาประกอบอาหารหรือสินค้าในร้านเป็นประจำในยอดที่ไม่สูงมากนัก กลุ่มเหล่านี้จะเร่งตรวจสอบ เพื่อแจ้งข้อมูลให้ลูกค้าบัญชีรับทราบ พร้อมทำอย่างรวดเร็ว และมุ่งทำความเข้าใจกับร้านค้า ให้เกิดความเชื่อมั่น และรับเงินโอนจากลูกค้า เพราะที่ผ่านมายอดปฏิเสธรับโอนเงินไม่สูงมากนัก หากตรวจสอบเสร็จแล้วคาดว่าใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ถึง 1 […]

    กทม. 15 ก.ย.-ครอบครัวชินวัตร ถึงเรือนจำคลองเปรม เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” หลังครบ 5 วันกักโรค และกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้วันนี้เป็นวันแรก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำเรื่องขอเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม หลังครบ 5 วัน การกักตัวเฝ้าระวังโรคโควิด-19 และกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้ญาติตามรายชื่อ 10 คน และทนายความ เข้าเยี่ยมได้วันนี้เป็นวันแรก โดยก่อนหน้านี้ พันตำรวจโท เชน กาญจนาปัจจ์ โฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่าอาการของนายทักษิณ โดยรวมดีขึ้น ความดันสูงก่อนหน้านี้ลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งการเข้าเยี่ยมจะเป็นการพูดคุยผ่านกระจกใส เพื่อความปลอดภัย ล่าสุด ครอบครัวชินวัตรเดินทางมาถึงเรือนจำคลองเปรมแล้ว นำโดยคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาวคนโต และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี.-สำนักข่าวไทย

    บช.ก. 15 ก.ย. – “บิ๊กเต่า” เปิดคดีใหม่ พระวัดดังเมืองปทุมธานี เอี่ยวเงินวัดโยงสีกาเยอรมัน ฝากให้มาชี้แจงความบริสุทธิ์ หากไม่มาจะเสียหาย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยถึงกระแสข่าวพระวัดดังจังหวัดปทุมธานี ที่มีความเกี่ยวข้องกับเงินวัดจำนวน 12.2 ล้านบาท ที่โอนเข้าบัญชีสีการายหนึ่ง ว่า เรื่องนี้ทราบว่ามีคนแจ้งความและเป็นคดีความอยู่ที่กองบังคับการปราบปรามแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ และได้ข้อมูลที่น่าสนใจมากพอสมควร ซึ่งสีกาคนดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสีกาที่ทางตำรวจเพ่งเล็งอยู่หรือไม่จะต้องตรวจสอบในประเด็นนี้ด้วย แต่คดีนี้หลักๆ จะดูที่เส้นทางการเงินของบัญชีวัด หากพบใครเกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินการ ส่วนกรณีที่ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นำหลักฐานออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลนั้น ก็ถือว่ามีประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนจะเรียกเข้าสอบหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานเรื่องนี้จะชัดเจน มีรายงานว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้พบว่ามี 8 คน รวมพระด้วยเป็น 9 คน จึงอยากฝากถึงพระว่า ให้มาชี้แจงความบริสุทธิ์ หากไม่มาจะเสียหายเนื่องจากมีหลักฐานจำนวนมาก.-419-สำนักข่าวไทย

    กทม. 16 ก.ย.-บุกห้ามยายวัย 83 โอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เกือบ 5 ล้าน แต่ยายไม่ฟัง ไม่เชื่อว่าโดนหลอก ไล่ตำรวจกลับไป แถมโทรฟ้องมิจฉาชีพว่าตำรวจมากวน สุดท้ายเข้าแจ้งความแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระโขนง ตะโกนคุยกับคุณยายวัย 83 ปี ข้ามรั้วประตูบ้าน ว่า อย่าโอนเงินให้มิจฉาชีพอีก หลังธนาคารพบความผิดปกติ เนื่องจากคุณยายถอนเงินออกมาหลายล้านบาท จึงประสานงานไปที่ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 ให้แจ้งมายังตำรวจนครบาล เพื่อตรวจสอบการโอนเงินของคุณยายโดยด่วน ปรากฏว่า เมื่อตำรวจมาถึงบ้าน คุณยายไม่เชื่อ แถมยังคุยโทรศัพท์กับตำรวจปลอมในมือถือตลอดเวลา แล้วไม่เชื่อว่า ตำรวจที่มาหน้าบ้านเป็นตำรวจจริง จนตำรวจตัวจริงอ่อนใจ ทำได้เพียงแค่ประสานงานผู้นำในชุมชนให้ช่วยดูแลคุณยาย และเตือนเรื่องนี้ ล่าสุดคุณยายมาแจ้งความแล้ว เมื่อวันที่ 13 กันยายน แต่ยังไม่ได้เงินคืน ข้อมูลของตำรวจพบว่า คุณยายโอนเงินไปทั้งหมด 5 ครั้งครั้งแรกวันที่ 3 กันยายน ฝากเงินสดเข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง 3.5 ล้านบาทวันที่ 4 กันยายน โอนเงินสดไป 400,000 บาทวันที่ […]

    ข่าวแนะนำ


    สระแก้ว 16 ก.ย.-วันนี้ที่จังหวัดสระแก้ว มีการประชุมสำคัญระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อหวังแนวทางร่วมมือในการปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสแกมเมอร์.-สำนักข่าวไทย

    กรุงเทพฯ 16 ก.ย. – ราคาทองคำนิวไฮตามตลาดโลก การค้าทองคึกคัก ผู้ค้าทองคำค้านแนวคิดภาครัฐเก็บภาษีเทรดทองคำออนไลน์ เพื่อป้องกันบาทแข็งค่า ระบุถอยหลังเข้าคลอง ทำลายการค้า เสนอ ธปท. “ตั้งเคลียริ่งเฮาส์-ปรับสูตรดูแลค่าเงิน” นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด (MTS Gold) กล่าวว่า ในการประชุมระหว่างผู้ค้าทองคำและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วานนี้ ทาง ธปท.มีการสอบถามความเห็นเรื่อง การที่กระทรวงการคลังอาจออกมาตรการเก็บภาษีในการซื้อ-ขายทองคำ โดยเฉพาะธุรกรรมออนไลน์และมีการชำระเป็นเงินบาท เพื่อลดผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำต่อเงินบาท ซึ่งทางผู้ค้าทองคำ คัดค้านเพราะจะกระทบต่อการค้าทองคำในองค์รวมของทั้งในและต่างประเทศ ทำลายระบบเศรษฐกิจ โดยในขณะนี้การค้าทองคำทั้งในและต่างประเทศแต่ละปีมีมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท/ปี และความนิยมเทรดระบบออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น ตามทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัล ตอบสนองนพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ ที่นิยมเทรดออนไลน์ทั้งผ่านแอปฯ ต่างๆ และเทรดผ่าน Gold Futures ตลาด TFEX ซึ่งเป็นการเทรดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำภายในประเทศ โดยยอดเทรดเติบโตอย่างมากราว 9-20 ตัน/วัน หรือ 20,000-35,000 สัญญาต่อวัน […]

    พรรคภูมิใจไทย 16 ก.ย.-รอลุ้นโฉมหน้า ครม.อนุทิน 1 คาดช้าสุดทูลเกล้าฯ พรุ่งนี้ หลังนายกฯ ลั่นเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีอนุทิน 1 คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วสุดในเย็นวันนี้ (16 ก.ย.) หรืออย่างช้าวันพรุ่งนี้ (17 ก.ย.) ซึ่งต้องรอความชัดเจนจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขณะที่บรรยากาศพรรคภูมิใจไทยในช่วงเช้าวันนี้ยังคงเงียบเหงา มีแกนนำพรรคเดินทางเข้าที่ทำการพรรค อาทิ นายทรงศักดิ์ ทองศรี ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เบื้องต้นยังไม่มีกำหนดการเดินทางเข้าพรรคในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ไว้ว่า รายชื่อคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งจะสามารถทูลเกล้าฯ ถลายได้ภายในสัปดาห์นี้.-สำนักข่าวไทย

    กรุงเทพฯ 16 ก.ย.-สทนช. ออกประกาศเตือน เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 17-22 ก.ย.นี้ คาดระดับน้ำบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้าและพื้นที่ใกล้เคียงจะสูงกว่าจุดวิกฤติ 0.20 เมตร เสี่ยงน้ำเอ่อล้นริมเจ้าพระยา-ท่าจีน-แม่กลอง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศเตือน เรื่อง “เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง” เตือนประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ให้เฝ้าระวังระดับน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ระหว่างวันที่ 17–22 กันยายน 2568 ในช่วงเวลา 16.00–19.00 น. ของแต่ละวัน โดยเฉพาะพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำและแนวเขื่อนชั่วคราว ซึ่งยังไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร หรือที่เรียกว่า “แนวฟันหลอ” นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสทนช. กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ร่วมกับกรมอุทกศาสตร์ คาดว่าช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลหนุนสูง โดยระดับน้ำบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้าและพื้นที่ใกล้เคียงอาจสูงถึง 1.70–1.90 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำวิกฤติประมาณ 0.20 เมตร ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหนุนสูงของน้ำทะเลในช่วงนี้ได้แก่ ร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทย ประกอบกับลมตะวันออกเฉียงใต้และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังปานกลาง ซึ่งยังคงพัดปกคลุมประเทศไทยและบริเวณอ่าวไทย ส่งผลให้บางพื้นที่ยังคงมีฝนตก และเมื่อรวมกับปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุน จะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำ พื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1586215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wW85tzGXmgSWVH3r73fuU

  • อินโดนีเซียเสริมสภาพคล่องแบงก์รัฐบาล หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-การปล่อยกู้ : อินโฟเควสท์

    อินโดนีเซียเสริมสภาพคล่องแบงก์รัฐบาล หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-การปล่อยกู้ : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลอินโดนีเซียได้โอนเงินจำนวน 200 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.223 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากบัญชีเงินออมของธนาคารกลางไปยังธนาคารของรัฐ 5 แห่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสภาพคล่องของธนาคาร กระตุ้นการปล่อยสินเชื่อให้ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง และท้ายที่สุดก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

    ปูร์บายา ยูดีห์ ซาเดวา รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียประกาศว่า เงินจำนวน 200 ล้านล้านรูเปียห์จะถูกจัดสรรให้กับแบงก์ แมนดิรี (Bank Mandiri), บีอาร์ไอ (BRI), และบีเอ็นไอ (BNI) โดยแต่ละธนาคารจะได้รับเงิน 55 ล้านล้านรูเปียห์ ส่วนธนาคารบีทีเอ็น (BTN) จะได้รับ 25 ล้านล้านรูเปียห์ และบีเอสไอ (BSI) จะได้รับ 10 ล้านล้านรูเปียห์

    ซาเดวากล่าวว่า การอัดฉีดสภาพคล่องครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดที่มีอยู่ในธนาคาร ทำให้ธนาคารเหล่านี้สามารถจัดหาเงินให้ประชาชนได้มากขึ้นผ่านการกู้ยืมและสินเชื่อ ซึ่งจะทำให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และท้ายที่สุดจะเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การดำเนินการดังกล่าวของอินโดนีเซียมีขึ้นในช่วงเวลาการปล่อยสินเชื่อเติบโตในอัตราที่ชะลอลง โดยข้อมูลของหน่วยงานบริการทางการเงินของอินโดนีเซียระบุว่า การปล่อยสินเชื่อในเดือนก.ค.ปีนี้เพิ่มขึ้นเพียง 7.03% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ระดับ 8,043 ล้านล้านรูเปียห์ ซึ่งลดลงเดือนมิ.ย.ที่ปรับตัวขึ้น 7.77%

    ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และย่อม (MSME) ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจที่แท้จริงของอินโดนีเซียนั้น ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อในภาคธนาคาร โดยข้อมูลจากธนาคารกลางอินโดนีเซียแสดงให้เห็นว่าสินเชื่อที่อนุมัติให้กับธุรกิจ MSME อยู่ที่ 1,397.4 ล้านล้านรูเปียห์ในเดือนก.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 1.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี เทียบกับการเติบโต 2% ในเดือนมิ.ย. สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอลงของผู้บริโภค

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33m3d_O3BpLL5BNwEzEukW

  • “นายกฯอนุทิน” เปิดนโยบายเศรษฐกิจเล่นใหญ่ อยู่ 4 เดือนจริงหรือ?

    “นายกฯอนุทิน” เปิดนโยบายเศรษฐกิจเล่นใหญ่ อยู่ 4 เดือนจริงหรือ?

    เปิดตัวว่าที่รัฐมนตรีคนนอก เน้นด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย.2568 หลังสภาโหวตให้เป็นนายกฯ แต่ยังไม่โปรดเกล้าฯ ครั้งนั้น นายกฯอนุทิน ชิงเปิดตัวว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นคนนอก เทคโนแครต สร้างกระแสตอบรับเป็นวงกว้าง เทคโนแครตหลายคน “เบอร์ใหญ่” ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ามารับงานระยะสั้นแค่ 4 เดือน เช่น อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

    ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่ รมว.คลัง ยังเหลืออายุราชการที่กระทรวงการคลังอีกถึง 6 ปี แต่กลับตัดสินใจลาออกมาร่วม ครม.อายุสั้นแค่ 4 เดือน

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่ รมว.พาณิชย์ ก็ถูกตั้งข้อสังเกตคล้ายๆ กัน แม้มาจากภาคเอกชน แต่ตำแหน่งและภาระหน้าที่ก็มีความสำคัญมาก และน่าจะมีรายได้สูงมาก แต่กลับเลือกมารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจ อายุแค่ 4 เดือน กินเงินเดือนแค่แสนกว่าบาท…จริงหรือ

    แน่นอนว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีถือเป็นเกียรติประวัติ และประสบการณ์สำคัญที่มีค่ามาก สำหรับคนที่ดำรงตำแหน่ง แต่สถานะรัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน ไม่น่าจะจูงใจคนระดับนี้ได้

    “นายกฯอนุทิน” เปิดนโยบายเศรษฐกิจเล่นใหญ่ อยู่ 4 เดือนจริงหรือ?

    เริ่มเปิดตัวนโยบายเศรษฐกิจด้วย “เมกะโปรเจกต์” ผิดวิสัยรัฐบาลเฉพาะกาล

    -โครงการแลนด์บริดจ์ 9.9 แสนล้าน เอาแค่เปิดประมูลได้ กว่าจะเริ่มตอกเสาเข็มต้นแรก เร็วที่สุดก็ประมาณการณ์กันว่าราวๆ ปี 2573

     – โครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ที่อาจปรับเป็น 40 บาท ต้องใช้งบอุดหนุนมหาศาล เป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงถูกตรวจสอบว่าเอื้อเอกชน หรือประชาชนได้รับประโยชน์แท้จริงกันแน่

    นอกจากนี้ยังมีการเร่งเครื่องนโยบายประชานิยม ซึ่งรวมถึง “ชาตินิยม” เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง แม้จะประเมินว่า หากได้ผลตามเป้า อาจยุบสภาเร็ว แต่ผลอีกด้านคือ หากนโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จ จะมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลอยู่ทำหน้าที่ต่อไป

    แต่ขณะเดียวกัน ความคึกคักของการขับเคลื่อนงานนิติบัญญัติและกฎหมาย เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเตรียมทำประชามติ มีความคึกคักน้อยกว่านโยบายประชานิยม หรือแม้แต่เมกะโปรเจกต์ระยะยาว ทั้งๆ ที่มีเงื่อนไขของการยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย

    อีกทั้งจะสังเกตได้ว่า นายกฯอนุทิน สร้างภาพลักษณ์ใหม่ และเพิ่มความแข็งแกร่งของ “แบรนด์อนุทิน” ในเวทีการเมือง อาทิ แบรนด์ติดดิน กินสตรีทฟู้ดข้างทาง , แบรนด์ไม่ติดหรู แม้รวยมหาศาล , แบรนด์คิดเร็ว ทำเร็ว สั่งการเร็ว หากผิดพลาดก็ถอยเร็ว (กรณีสั่งงานว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจ และว่าที่ รมว.กลาโหม) , แบรนด์ผู้นำอนุรักษ์นิยมใหม่  มีความคิดทันสมัย เล่นโซเชียลมีเดียเอง แต่ก็เทิดทูนสถาบันหลักของชาติ , แบรนด์รักชาติ ประกาศไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด , แบรนด์ผู้นำอินเตอร์ มีอดีตทูตมหาอำนาจเข้าพบ ได้รับอวยพรจากทูตยุโรป และชาติมหาอำนาจ ระดับ จี20

    ประกาศคืนความเป็นธรรมให้กับการโยกย้ายข้าราชการ โดยเฉพาะในกระทรวงมหาดไทย แม้จะเป็นไปได้ยากที่จะปรับย้ายได้ครบทุกตำแหน่งในคราวเดียว หากยุบสภาเร็ว เมื่อเป็นรัฐบาลรักษาการจะแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงไม่ได้

    ขณะที่หลายฝ่ายสังเกตว่า อาจต้องการทอดเวลาเพื่อใช้จ่ายงบประมาณ และอัดงบลงพื้นที่เป้าหมายให้มากที่สุด เพราะระยะเวลาแค่ 4 เดือน ทำได้ยากมาก เนื่องจากระบบงบประมาณประเทศไทยมีปัญหาการเบิกจ่าย และพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ไม่มีใครอยากอยู่ในตำแหน่งเพียงระยะเวลาสั้นๆ

    นอกจากนี้ โอกาส “อยู่ยาว” ของภูมิใจไทย ยังมีอีกหนึ่งความเป็นไปได้ คือการฉกฉวยความได้เปรียบจากการช่วงชิงฐานเสียงทางการเมืองระหว่าง พรรคเพื่อไทย กับ พรรคประชาชน หรือระหว่าง “ค่ายสีแดง” กับ “ค่ายสีส้ม”

    “นายกฯอนุทิน” เปิดนโยบายเศรษฐกิจเล่นใหญ่ อยู่ 4 เดือนจริงหรือ?

    ยกตัวอย่าง เช่น 1.ประเด็นรัฐธรรมนูญ ขณะนี้พรรคเพื่อไทยพลิกบทบาทมาเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อยากแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาทันควัน อาจชิงจังหวะทางการเมืองกับพรรคประชาชน เพื่อสร้างกระแสว่าเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ช่วงชิงโอกาสของการมีส่วนในกระบวนการตั้ง ส.ส.ร. หรือส่งคนของตัวเองเข้าไปร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด โดยโอกาสที่สองพรรคจะขัดแย้งกันมีมาก

    และ ถ้ากระแสสังคมไม่สนับสนุน คะแนนเสียงจะเทมาฝั่งภูมิใจไทยที่ไม่ได้ออกตัวแรง แต่ไปเน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงอย่างกัมพูชา

    การชิงการนำในการตรวจสอบรัฐบาล โดยเพื่อไทยอาจชิงบทบาทการเป็น “ฝ่ายค้านพรรคหลัก” แทนพรรคประชาชน ทั้งๆที่มีจำนวน สส.น้อยกว่า และไม่ได้เป็นผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อไทยแสดงบทบาทได้ง่ายกว่า และแรงกว่า เพราะไม่ได้โหวตหนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ และไม่ได้ไฟเขียวให้ภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล

    หากเพื่อไทยชิงยื่นซักฟอกรัฐบาลภูมิใจไทย จะทำให้พรรคประชาชนกำหนดเกมการเมืองยาก จะร่วมอภิปรายด้วย ก็ดูลักลั่น เพราะสนับสนุนให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเอง หากเวลานั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือทำประชามติ ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง พรรคประชาชนจะร่วมซักฟอกพรรคภูมิใจไทยหรือไม่

    เพราะมีโอกาสที่จะขัดแย้งกับภูมิใจไทย โดยเพื่อไทยได้คะแนนนิยมด้านหนึ่งไป ส่วนภูมิใจไทยก็จะได้แต้มในแง่ที่พรรคประชาชนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

    สรุป การเมืองสามก๊ก และสามเหลี่ยมมรณะยังคงมีอยู่ และช่วงชิงความได้เปรียบ หรือพร้อมหักหลังกันได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378966886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o6Bl2X9PzEKHYWXItN8fh

  • พิธีมอบทุนการศึกษา ช่วยเหลือเด็กออทิสติก-พิการทุกประเภท | เดลินิวส์

    พิธีมอบทุนการศึกษา ช่วยเหลือเด็กออทิสติก-พิการทุกประเภท | เดลินิวส์

    พิธีมอบทุนการศึกษา ช่วยเหลือเด็กออทิสติก-พิการทุกประเภท

    ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ทรงประทานทุนสนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติก และเด็กพิการทุกประเภท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5116412/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iuq0apY4dFyWXlhhdHs6L

  • “ไม่เก่ง” แต่เฮง คือไทย

    “ไม่เก่ง” แต่เฮง คือไทย

    ก็เห็นว่า นี่มันเป็น “ยาขม” ที่ไม่มีใครอยากดื่ม

    แต่ถ้าไม่ดื่ม

    ไทยเราจะถูก “สังคมโลกใหม่” ทิ้งไว้ข้างหลังในฐานะประเทศ “ป่วยเรื้อรัง” ทางโครงสร้าง โดดเดี่ยวอยู่กับเขมร

    ดร.สุวินัยเขียนลงเฟซบุ๊กไว้แต่เดือนสิงหา. เราพักคุยการเมืองซ้ำซากกันซักวัน แล้วอ่านแบบเคี้ยวอ้อย ก็จะได้เห็นสิ่งที่เราไม่มี ทั้งที่เรามีจนชาติอื่นอิจฉา!

    …………………………………..

    สุวินัย ภรณวลัย

    ถึงไทยไม่เก่งแต่เฮง : โอกาสทองอีกครั้งในศตวรรษที่ 21

    1.ความจริงอันขมขื่น : ไทยไม่เคยเก่ง

    หากมองด้วยใจที่ไม่ลำเอียง ต้องยอมรับตรงกันว่า “ไทยไม่เก่ง”

    – ไม่เก่งในเชิงการบริหารรัฐ

    – ไม่เก่งในเชิงการศึกษา

    – ไม่เก่งในเชิงการสร้างนวัตกรรม

    ทุกวันนี้ เราถูกถาโถมด้วยข่าวร้ายไม่เว้นวัน : เศรษฐกิจโตต่ำ หนี้ครัวเรือนพุ่ง ผลสอบ PISA ดิ่ง นักท่องเที่ยวหาย คอร์รัปชันเฟื่องฟู

    นี่คือความจริงที่คนไทยคุ้นชินจนกลายเป็นความหดหู่ฝังลึก

    2.ความเฮงที่ฟ้าโปรด : ส้มหล่นอีกครั้ง

    โลกศตวรรษที่ 21 กำลังสั่นสะเทือนด้วยความขัดแย้งครั้งใหญ่…

    – จีนและอินเดียถูกสหรัฐกดดันด้วยสงครามการค้า

    – รัสเซียติดหล่มสงครามยูเครน

    – ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ทุนโลกต้องหาที่พักใหม่

    และบังเอิญว่าไทยยืนอยู่ตรง “ศูนย์กลางที่ปลอดภัย” (Safe Haven) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักลงทุนที่ถอนทุนจากจีน รัสเซีย อินเดีย จึงหันมามอง ASEAN และไทยก็ได้อานิสงส์เต็มๆ

    3.ไทยอยู่เฉยๆ ก็ได้โอกาสทอง

    ความจริงอันแปลกประหลาดก็คือ แม้รัฐบาลไร้ฝีมือ แต่ยอดคำขอลงทุนของ BOI กลับพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านบาท ในครึ่งปีแรกของไทย

    ดึงดูด FDI 700,000 ล้านบาท มากกว่าเวียดนามที่ 300,000 ล้านบาท

    เงินลงทุนกว่า 70% คือ อุตสาหกรรมอนาคตทั้งสิ้น เช่น Data Center, Semiconductor, EV, PCB

    WHA ปิดดีล Hyperscaler Data Center 70,000 ล้านกับทุนจีน ขณะที่ Amazon, Google, Huawei ต่างมาลงทุนพร้อมหน้า

    Data Center ต้องการน้ำและไฟฟ้า 24 ชั่วโมง → ไทยอาจหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเดินหน้า พลังงานนิวเคลียร์แบบ SMR ในอนาคต

    ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดเพราะ “ไทยเก่ง” แต่เพราะสถานการณ์โลกบังคับให้ไทยดูดีขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

    เพราะทำเลไทยอยู่กลางเส้นเลือดเศรษฐกิจครึ่งโลก-ระหว่างจีน อินเดีย และ ASEAN นี่คือ “พรหมลิขิตทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่ไม่มีใครพรากไปได้

    4.พรสวรรค์ที่ไม่ใช่ฝีมือ

    คุณภาพชีวิตที่ยังดี ค่าครองชีพต่ำ คนไทยใจดี ธรรมชาติ sea–sand–sun—all inclusive …ทั้งหมดนี้คือทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่สั่งสมมา ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลใด

    แต่เป็นความเฮงของประเทศไทย ที่คอยประคองประเทศไม่ให้ล้มละลาย เพราะการคอร์รัปชันของนักการเมืองและข้าราชการ

    5.เงื่อนไขของการไม่พลาดโอกาส

    แต่อย่าเพิ่งหลงคิดว่า ความ “เฮง” จะอยู่กับเราตลอดไป

    – เวียดนามกำลังเร่งสร้างฐานอุตสาหกรรมและการศึกษา

    – อินโดนีเซียกำลังใช้ทรัพยากรและประชากรขนาดใหญ่ดันตัวเองขึ้นเวทีโลก

    หากไทยยังปล่อยให้การเมืองเป็นของทุนเทา และราชการเต็มไปด้วยคนไร้ฝีมือ เราจะเสียโอกาสทองครั้งนี้ให้หลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย

    6.บทสรุป : เฮงครั้งสุดท้าย?

    ประวัติศาสตร์กำลังมอบโอกาสให้ไทยอีกครั้ง และอาจเป็นครั้งสุดท้ายในศตวรรษนี้

    ถึงไทยไม่เก่ง แต่ยังเฮง

    ทว่า หากคนไทยไม่รู้จักใช้ความ “เฮง” เป็นบันไดก้าวสู่การปฏิรูปจริงจัง ความเฮงครั้งนี้ก็จะสูญเปล่า

    คำถามจึงเหลือเพียงว่า:

    เราจะยอมอยู่แค่ “รอดแต่ไม่รุ่ง” หรือจะกล้าผลักตัวเองให้พ้นจากชะตากรรมของรัฐที่รอวันล้มเหลว?

    7.ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทำได้จริงและทำได้ทันที : ใช้ความ “เฮง” เป็นฐานสู่การปฏิรูป

    อย่าไปหลงเชื่อศาสดาสื่อ หรือเพจปั่นทั้งหลายที่ดีแต่ด่าอย่างเดียว โดยไม่เสนอทางแก้

    1.ปฏิรูปพลังงานทันที

    เตรียมระบบไฟฟ้า–น้ำ ให้พร้อมรองรับ Data Center และ EV

    เปิดทางศึกษา SMR นิวเคลียร์ขนาดเล็กอย่างจริงจัง

    ขยายพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการนำเข้า LNG

    2.สร้าง “เขตนวัตกรรมอิสระ” (Innovation Free Zone) ให้สิทธิพิเศษกับ AI, Semiconductor, EV, Green Tech ทำไทยเป็น sandbox ของอาเซียน

    3.ลงทุนในสมอง มากกว่างบซื้ออาวุธ

    เปลี่ยนการศึกษาจากท่องจำ → critical thinking + digital skill

    ภายใน 3 ปี ต้อง Reskill อย่างน้อย 1 ล้านแรงงาน

    โครงการ “AI Literacy for All” ให้คนไทยใช้ AI เป็น ไม่ใช่ตกงานเพราะ AI

    4.ปฏิรูประบบราชการด้วยรัฐบาลดิจิทัลจริงๆ

    ลดกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็น

    ใช้ One Stop Service ออนไลน์

    ทำให้การลงทุน–ตั้งบริษัท เสร็จในไม่กี่วัน

    5.ตั้ง “กองทุนปฏิรูป”

    นำรายได้จาก FDI และภาษีดิจิทัลมาพัฒนาคน–นวัตกรรม–สิ่งแวดล้อม

    กันเงินไม่ให้ไหลไปทุนเทา หรือเก็งกำไรอสังหาฯ

    ○ วิธีช่วยแรงงานตกงาน 2-3 ล้านคนจาก AI

    ขอให้ดูข่าวร้ายที่มาแน่ในอนาคตอันใกล้นี้ก่อน…

    1,000,000 คน คือตัวเลขที่คาดว่าจะมีคนตกงานในไทยเพราะ AI ภายใน 5 ปี หากเรายังมีรัฐบาลแบบนี้

    3,000,000 คน คือตัวเลขคนตกงานเพราะ AI ภายใน 5 ปีหากบริษัทต่างๆ รวมถึงรัฐวิสาหกิจไม่ช่วยกันยื้อ

    นี่คือ Perfect storm อีกลูกของเศรษฐกิจไทยที่ทำนายได้ว่ามาแน่

    โดยที่ AI จะสร้าง business opportunities ใหม่ๆ ให้คนอีกอย่างน้อย 300,000 คน ทดแทนได้เท่านั้น คือ ทดแทนได้แค่ 10-30% ของการจ้างงานที่หายไปเท่านั้น

    ต่อไปนี้คือข้อเสนอ :

    1.ยอมรับว่างานแบบเดิมจะไม่กลับมา

    Call Center, งานธุรการ, งานซ้ำ ๆ → หายถาวร

    ต้องสื่อสารตรงไปตรงมากับสังคม ไม่ใช่หลอกด้วยประชานิยมชั่วคราว

    2.Reskill ด่วนตามอุตสาหกรรมอนาคต

    Data Center → technician, cooling system, security

    EV → ช่างซ่อม–ช่างแบตเตอรี่

    Semiconductor → technician และ operator

    แปลงพนักงานบัญชี → data analyst, พนักงานธุรการ → AI operator

    3.เขตเศรษฐกิจชุมชน

    สนับสนุนเกษตรอินทรีย์–สหกรณ์–ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ใช้ AI + Digital Platform

    4.ส่งเสริมงานที่ AI แทนไม่ได้

    Care economy : งานดูแลผู้สูงอายุ, พยาบาล, ครู

    Creative economy : ศิลปะ ดนตรี งานคราฟต์

    Tourism experience: ประสบการณ์ท้องถิ่น–วัฒนธรรม

    5.AI เพื่อแรงงาน ไม่ใช่ AI แทนแรงงาน

    สร้างแพลตฟอร์ม AI สาธารณะ → AI tutor ส่วนตัวให้คนไทยเรียนฟรี

    AI matching platform → จับคู่แรงงานตกงานกับธุรกิจใหม่

    6.กองทุนปรับตัว

    ใช้ FDI + ภาษีดิจิทัล + งบรัฐวิสาหกิจ มารองรับการ Reskill และโครงการสร้างงาน

    ○ ปิดท้าย

    ถ้าไทยใช้ความ “เฮง” แค่ประคองตัว → เราจะเป็นเพียง รัฐที่รอดแต่ไม่รุ่ง

    แต่ถ้าใช้ความ “เฮง” เป็นฐานสู่การปฏิรูปจริงจัง → ไทยจะเปลี่ยนจากประเทศที่ “ไม่เก่ง” ไปสู่ประเทศที่ “ไม่อาจถูกมองข้าม”

    นี่คือบททดสอบของชาติ และอาจเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายในศตวรรษนี้

    ………………………………..

    ครับ…..

    ผมว่า “กุญแจไข” นำประเทศไปสู่จุดที่ “ไม่อาจถูกมองข้าม” ได้ อยู่ที่คำ ๒ คำ ตามอาจารย์สุวินัยเขียน

    คือ PISA =Programme for International Student Assessment

    “โครงการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล” เป็นการทดสอบที่จัดขึ้นโดย “องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา” (OECD)

    เพื่อวัดความสามารถของนักเรียนอายุ ๑๕ ปี ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

    โดยเน้นการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริง เพื่อประเมินคุณภาพระบบการศึกษาของประเทศต่างๆ

    ตรงนี้ เราต้องใช้โอกาสที่ประเทศเรามี ด้วยการ “สร้างคน” ทางการศึกษา เป็นรากฐานอนาคตประเทศสู่ศตวรรษที่ ๒๑ นี่ เป็นหัวใจหลัก

    อีกคำคือ FDI = Foreign Direct Investment “การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ”

    นี่ก็สำคัญควบคู่กับการศึกษา เมื่อคนรุ่นใหม่ของเราเป็นทรัพยากรบุคคลถึงมาตรฐาน นักลงทุน ก็จะไม่รีรอที่จะเข้ามาลงทุน

    มันไม่เพียงเงินทุนอย่างเดียวที่มา

    เมื่ออุตสาหกรรม AI มา วิทยาการด้านเทคโนโลยีต่างๆ ก็มาให้คนของเราได้เรียนรู้ ค้นคว้า เสริมสร้างทักษะยิ่งๆ ขึ้น

    อยากบอกว่า โลกที่กำลังหมุนไป จุดที่ไทยตั้งอยู่ แสงอาทิตย์คือความสุกสว่าง กำลังส่องถึงพอดี

    แต่จะพอดีกับ “สงครามโลก ครั้งที่ ๓” หรือไม่ น่าลุ้นนะ!.

    -เปลว สีเงิน

    ๑๖ กันยายน ๒๕๖๘

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/862233/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mCXlKdMg02tUQPHAhdk9O

  • เช็คสถิติหวย 16 ก.ย. ย้อนหลัง 10 ปี ดูข้อมูลผลการออกรางวัล

    เช็คสถิติหวย 16 ก.ย. ย้อนหลัง 10 ปี ดูข้อมูลผลการออกรางวัล

    การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลในวันที่ 16 กันยายน 2568 กำลังใกล้เข้ามา สำหรับผู้ที่ติดตามการออกสลากในทุกๆ งวด การศึกษาข้อมูลสถิติจากผลการออกรางวัลที่ผ่านมาอาจช่วยให้มีแนวทางในการตัดสินใจเลือกเลขที่ต้องการเสี่ยงโชค การตรวจสอบผลการออกรางวัลย้อนหลังสามารถทำให้เห็นแนวโน้มบางประการที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้ว่าการออกรางวัลจะเป็นการสุ่มจับหมายเลข แต่การศึกษาผลลัพธ์ในช่วงที่ผ่านมาอาจช่วยให้ผู้ที่สนใจเข้าใจภาพรวมของการออกเลขในแต่ละปีได้ดียิ่งขึ้น

    ในบทความนี้เราจะนำเสนอผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดวันที่ 16 กันยายน ย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2558 ถึง 2567 รวมถึงข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับรางวัลที่ 1, เลขหน้า 3 ตัว, เลขท้าย 3 ตัว และเลขท้าย 2 ตัว เพื่อนำเสนอเป็นข้อมูลที่สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจของผู้ที่สนใจจะเสี่ยงโชคในงวดที่จะถึงนี้

    ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล – งวดวันที่ 16 กันยายน (2558–2567)

    สำหรับผลการออกรางวัลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2558–2567) มีดังนี้

    ปี 2567: รางวัลที่ 1 คือ 608662, เลขหน้า 3 ตัว ได้แก่ 230 และ 904, เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 008 และ 408, เลขท้าย 2 ตัว คือ 37

    ปี 2566: รางวัลที่ 1 คือ 320812, เลขหน้า 3 ตัว ได้แก่ 037 และ 699, เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 057 และ 344, เลขท้าย 2 ตัว คือ 46

    ปี 2565: รางวัลที่ 1 คือ 943703, เลขหน้า 3 ตัว ได้แก่ 540 และ 971, เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 432 และ 631, เลขท้าย 2 ตัว คือ 75

    ปี 2564: รางวัลที่ 1 คือ 070935, เลขหน้า 3 ตัว ได้แก่ 609 และ 817, เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 007 และ 379, เลขท้าย 2 ตัว คือ 90

    ปี 2563: รางวัลที่ 1 คือ 244083, เลขหน้า 3 ตัว ได้แก่ 127 และ 220, เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 623 และ 853, เลขท้าย 2 ตัว คือ 57

    ปี 2562: รางวัลที่ 1 คือ 340388, เลขหน้า 3 ตัว ได้แก่ 733 และ 947, เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 925 และ 939, เลขท้าย 2 ตัว คือ 85

    ปี 2561: รางวัลที่ 1 คือ 149760, เลขหน้า 3 ตัว ได้แก่ 297 และ 323, เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 155 และ 539, เลขท้าย 2 ตัว คือ 79

    ปี 2560: รางวัลที่ 1 คือ 170143, เลขหน้า 3 ตัว ได้แก่ 172 และ 647, เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 340 และ 388, เลขท้าย 2 ตัว คือ 71

    ปี 2559: รางวัลที่ 1 คือ 240650, เลขหน้า 3 ตัว ได้แก่ 493 และ 583, เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 043 และ 160, เลขท้าย 2 ตัว คือ 42

    ปี 2558: รางวัลที่ 1 คือ 743148, เลขหน้า 3 ตัว ได้แก่ 209 และ 435, เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 084 และ 375, เลขท้าย 2 ตัว คือ 06

    จากผลการออกรางวัลดังกล่าว นักเสี่ยงโชคสามารถสังเกตได้ว่าเลขท้าย 2 ตัว และเลขท้าย 3 ตัวมักจะมีการออกบ่อยในบางปี เช่น เลขท้าย 2 ตัวที่ออกบ่อยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาได้แก่เลข 37, 46, 75, 90, 57, 85, 79, 71, 42, และ 06 ส่วนเลขหน้า 3 ตัวและเลขท้าย 3 ตัวที่ปรากฏบ่อยๆ ก็สามารถนำไปเป็นแนวทางในการเลือกเลขในการเสี่ยงโชคได้

    การศึกษาสถิติย้อนหลังเหล่านี้ช่วยให้ผู้ที่สนใจสามารถมองหาความน่าจะเป็นจากการออกผลรางวัลในปีที่ผ่านมา และสามารถเลือกเลขที่ตนเองคิดว่าจะมีโอกาสออกในการออกรางวัลในปีนี้ แต่ถึงอย่างนั้น ควรยึดผลการประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมในการตรวจสอบผลรางวัล

    ข้อแนะนำ การเลือกเลขเพื่อเสี่ยงโชคเป็นเรื่องของโชคชะตา และถึงแม้สถิติการออกผลรางวัลจะช่วยให้เราเลือกเลขได้บ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเลขที่เลือกจะถูกรางวัลเสมอไป เพราะผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นผลการสุ่มจับหมายเลขที่มีความเป็นไปได้เท่าเทียมกันทุกหมายเลข.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/638933&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XwYulCe5_Yd_Fdu6r4LOP

  • “นฤมล” ลุยผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

    “นฤมล” ลุยผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    “นฤมล” ลุยผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

    16 ก.ย. 2568 09:25 น.

    “นฤมล” ลุยผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2883057&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HhbGFxIlqlgE-4RF_uvc5

  • เทศบาลนครเชียงราย  มอบทุนศึกษาจน ป.ตรี  เพิ่มโอกาสลดเหลื่อมล้ำ

    เทศบาลนครเชียงราย มอบทุนศึกษาจน ป.ตรี เพิ่มโอกาสลดเหลื่อมล้ำ

    เทศบาลนครเชียงราย มอบทุนศึกษาจน ป.ตรี เพิ่มโอกาสลดเหลื่อมล้ำ

    วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงรายพร้อมคณะผู้บริหาร เดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษา โดยจัดโครงการมอบทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาและช่วยเหลือนักเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาประจำปี 2568 เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมพลังให้เยาวชนก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความฝันได้อย่างมั่นใจ โดยโครงการดังกล่าวเปิดรับนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลนครเชียงราย ไม่น้อยกว่า 1 ปี มีความประพฤติดี และขาดแคลนทุนทรัพย์ เข้ารับการคัดเลือกเพื่อรับทุนการศึกษาต่อเนื่องจนจบระดับปริญญาตรี โดยปีนี้มีผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 9 คน ซึ่งกำลังเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

    การมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเทศบาลนครเชียงราย ภายใต้การนำของนายกวันชัย ที่ให้ความสำคัญกับ “การศึกษา” ในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตของเยาวชน เพื่อให้ลูกหลานได้มีอนาคตที่มั่นคงกลับมาดูแลครอบครัว และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนานครเชียงรายต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/914420&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qjUBd8AAASjmcz9S8tHZ7