Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 8 – 14 กันยายน 2568

    สถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 8 – 14 กันยายน 2568

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.64 จากสัปดาห์ก่อนหน้า จากการมีวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ การมีวันหยุด Malaysia Day ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดมาเลเซียเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67.40 และขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มตลาดที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสะสมเป็นอันดับที่ 1 และการมีวันหยุด Respect for the Aged Day ในประเทศญี่ปุ่นที่กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 565,319 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 56,978 คน หรือร้อยละ 11.21 คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 80,760 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย (143,363 คน) จีน (66,945 คน) อินเดีย (54,182 คน) ญี่ปุ่น (25,781 คน) และเกาหลีใต้ (21,981 คน) โดยนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ญี่ปุ่น และอินเดีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 67.40 ร้อยละ 29.59 และร้อยละ 11.53 ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ และจีน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 5.47 และร้อยละ 0.89 ตามลำดับ

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลงจากการสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่อง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การประกาศปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    สรุปภาพรวมการท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ โดยข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 68 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 14 ก.ย. 68 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 22,953,136 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,061,003 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย (3,278,963 คน) จีน (3,230,507 คน) อินเดีย (1,666,568 คน) รัสเซีย (1,228,651 คน) และเกาหลีใต้ (1,081,596 คน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/957351&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xi_soQx6toELKvnaSMV__

  • “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” สิทธิ์เต็มหมดแล้ว ททท. จ่อดัน “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ต่อ

    “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” สิทธิ์เต็มหมดแล้ว ททท. จ่อดัน “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ต่อ

    “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” สิทธิ์เต็มหมดแล้ว ททท. จ่อดัน “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ต่อ

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยผลการดำเนินงานโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และได้รับความสนใจจากประชาชน จนสิทธิ์ทั้ง 500,000 สิทธิ์ถูกใช้เต็มในวันที่ 16 กันยายน 2568 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดสิ้นสุดโครงการที่ 30 กันยายน 2568

    ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า “ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนครึ่ง มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการจำนวน 2,160,189 ราย และใช้สิทธิ์เต็มจำนวน 500,000 สิทธิ์ทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความต้องการของคนไทยในการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากข้อมูลการวิเคราะห์พบว่า จากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้นนั้น มีผู้ที่ใช้สิทธิโครงการเพียง 294,454 ราย โดยใช้สิทธิ์ในธุรกิจการท่องเที่ยวหลากหลายประเภท โดยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกระจายไปยัง โรงแรมและที่พัก 55% ร้านอาหาร 39% และส่วนที่เหลือกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยว สปา/สุขภาพ OTOP และรถเช่า/เรือเช่า รวมจำนวนผู้ให้บริการทั้งสิ้น 9,222 ราย

    สำหรับการกระจายตัวของการใช้สิทธิ์พบว่า กรุงเทพมหานครมีผู้ใช้สิทธิ์มากที่สุด 2,027,756 ราย รองลงมาคือ สุราษฎร์ธานี 655,527 ราย กาญจนบุรี 610,128 ราย นราธิวาส 537,041 ราย และอ่างทอง 529,575 ราย ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกระจายการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศจากข้อมูลพบว่า ในเมืองหลัก มีผู้ใช้สิทธิ์ 300,000 สิทธิ์ และในเมืองรอง มีผู้ใช้สิทธิ์ 200,000 สิทธิ์ ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดท่องเที่ยวรองและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง โดยในเมืองหลักอันดับต้นๆ ได้แก่ ชลบุรี นนทบุรี และเพชรบุรี ส่วนในเมืองรองได้แก่ จันทบุรี ตราด และราชบุรี

    น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า การตอบสนองของประชาชนในโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน และการที่สิทธิ์ทั้งหมดถูกใช้จนหมดก่อนกำหนด แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโครงการในการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โครงการนี้ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กและชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ในระดับท้องถิ่น และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    ผู้ว่าการ ททท. กล่าวสรุปว่า ความสำเร็จของโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการวางแผนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในอนาคต และอาจต้องพิจารณาการขยายงบประมาณหรือสิทธิ์ในโครงการคล้ายคลึงกัน ที่ ททท.กำลังพิจารณาคือ โครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง เพื่อรองรับความต้องการที่สูงของประชาชนไทยในการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2883122&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N6l45IyJ-fby7O8IuM-z3

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดปี 68 รายได้ท่องเที่ยวหด 6 %

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดปี 68 รายได้ท่องเที่ยวหด 6 %

    Logo

    Logo

    หน้าแรก เศรษฐกิจ-การเงิน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดปี 68 รายได้ท่องเที่ยวหด 6 %

    กรุงเทพฯ วันที่ 16 ก.ย. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบ 8 เดือนแรกปี 2568 รายได้ต่างชาติเที่ยวไทยมีมูลค่า 1.0 ล้านล้านบาท หดตัว 5% (YoY) ในช่วงที่เหลือของปี 2568 หลายปัจจัยลบกระทบการฟื้นตัวของรายได้ ทำให้ทั้งปี 2568 คาดรายได้ท่องเที่ยวชาวต่างชาติเที่ยวไทยมีมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท หดตัว 6% จากปี 2567 ครั้งแรกในรอบ 3 ปี

    Logo

    เกี่ยวกับเรา

    สำนักข่าว ไทยแทบลอยด์ สื่อออนไลน์ที่ยึดถือจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อครบถ้วน.

    ติดต่อเรา: contact@thaitabloid.com

    FOLLOW US

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/242201&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M0sqK9KcIo7oAjbRMngPa

  • เที่ยวงานรำลึกพระปิยมหาราช 172 ปี เพลินวิวทะเลเกาะสีชัง จ.ชลบุรี

    เที่ยวงานรำลึกพระปิยมหาราช 172 ปี เพลินวิวทะเลเกาะสีชัง จ.ชลบุรี

              ชวนเที่ยวงานรำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช ณ เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ร่วมรำลึกประวัติศาสตร์ พร้อมเพลิดเพลินกับบรรยากาศริมทะเลสุดคลาสสิก

              ชวนทุกคนออกเดินทางสู่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี แล้วพาไปเที่ยวงานรำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช พร้อมทั้งยังได้สัมผัสเสน่ห์ของเกาะกลางทะเลที่เงียบสงบ รายล้อมด้วยวิวสวยและอากาศบริสุทธิ์ ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสดีที่ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ศรัทธาจะได้มาเยือน พร้อมเก็บเกี่ยวทั้งความประทับใจ ความทรงจำ และความสุขไปพร้อมกัน

    งานรำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช
    เกาะสีชัง ชลบุรี

    งานรำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช จัดวันไหน

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี แจ้งกำหนดการจัดงานรำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช ในวันที่ 18-21 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 17.00-23.30 น. ณ เกาะสีชัง อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

    รำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช เกาะสีชัง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี

    งานรำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช กิจกรรม

              ใครที่มาเที่ยวงานรำลึก 172 ปี พระปิยมหาราชในครั้งนี้ จะได้พบกับแสงไฟเรืองรอง อุโมงค์ส่องสว่าง ชมงานศิลป์ ชิมอาหาร และฟังดนตรี ตื่นตากับแสงสี และยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกเพียบ ได้แก่ 

    • คอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ก้อง ห้วยไร่-เปาวลี

    • การแสดง Light & Sound สุดอลังการ

    • ไฟประดับ และอุโมงค์ไฟสุดสวย

    รำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช เกาะสีชัง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี

    • การประกวดธิดา & หนูน้อยเกาะสีชัง

    • แต่งชุดไทยแล้วไปถ่ายรูปข้ามเวลากับโซนี่

    • การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยสุดยิ่งใหญ่

    รำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช เกาะสีชัง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี

    • มวยไทยมันส์สะท้านเวที กว่า 20 คู่ 

    • อาหารทะเลสด ๆ และเมนูพื้นถิ่นสุดแซ่บ

    รำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช เกาะสีชัง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี

    รำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช เกาะสีชัง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี

    เที่ยวเกาะสีชัง

              เกาะสีชัง เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ทั้งธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนแบบเต็มวัน ที่นี่มีทั้งจุดชมวิวสวย ๆ อย่างหาดถ้ำพัง และศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมถึงสะพานอัษฎางค์แลนด์มาร์กสุดคลาสสิกที่ทอดยาวออกไปในทะเล บรรยากาศรอบเกาะเงียบสงบ สดชื่น และสามารถเดินเล่นชมวิวทะเลได้รอบเกาะ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารทะเลสด ๆ และจุดถ่ายภาพมุมสวยให้เก็บภาพความทรงจำ ทำให้เกาะสีชังเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ครบทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และความผ่อนคลายในที่เดียว

    รำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช เกาะสีชัง

              งานรำลึก 172 ปี พระปิยมหาราช ณ เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ไม่เพียงได้ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ แต่ยังได้สัมผัสเสน่ห์เกาะกลางทะเลที่ทั้งงดงามและน่าหลงใหล ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ เที่ยวเกาะสีชัง ที่เที่ยวชลบุรี เทศกาลท่องเที่ยว 2568 อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295024.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15AwOT22-v8AlNlv57h-Z4

  • ททท. จับมือยักษ์ใหญ่ Trip.com Group ดึงนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม

    ททท. จับมือยักษ์ใหญ่ Trip.com Group ดึงนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม


    ททท. และ Trip.com Group ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยไฮซีซั่น มอบส่วนลดเที่ยวบิน–ที่พักผ่าน Ctrip ถึง 31 ต.ค. 68

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ Trip.com Group ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญเมื่อวานนี้ เพื่อเร่งฟื้นฟูและผลักดันการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทย โดยเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในงาน “Nihao Month” ที่นครกว่างโจว ประเทศจีน สร้างแรงกระเพื่อมให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยช่วงไฮซีซั่นปลายปี พร้อมเชื่อมโยงบรรยากาศแห่งความสุขของเทศกาลไหว้พระจันทร์และสัปดาห์ทองวันชาติจีนเข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวไทย

    โดยงานเปิดตัวที่กว่างโจวได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมคนสำคัญ อาทิ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. นางสาวพอพจน์ ช้างเยาว์ รองกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด รวมทั้ง Mr. Ke Xiandong รองอธิบดีสำนักวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์และการท่องเที่ยวนครกว่างโจว สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างไทย-จีน

    ไฮไลต์สำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือ โปรแกรมเงินสนับสนุนเพื่อเป็นส่วนลดพิเศษ ในการเดินทาง ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2568 มอบส่วนลดสุดคุ้มให้นักท่องเที่ยวจีน ทั้งส่วนลดตั๋วเครื่องบินสูงสุด 2,950 บาท และส่วนลดโรงแรม 10% (สูงสุด 2,100 บาท) เมื่อจองผ่านแพลตฟอร์ม ‘Ctrip’ ของ Trip.com Group

    ความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งของ ททท. ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวไทยอย่างลึกซึ้ง กับความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีและฐานผู้ใช้งานมหาศาลของ Trip.com Group เพื่อนำเสนอเสน่ห์ของประเทศไทยที่หลากหลาย ตั้งแต่หาดทรายขาวของภูเก็ตและเกาะสมุย แลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ ไปจนถึงเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ ให้กับผู้ใช้งานหลายล้านคนในจีน

    กระชับความสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย-จีน

    ช่วงเวลาของความร่วมมือในครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากตรงกับการครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน และต่อยอดความสำเร็จจากนโยบายยกเว้นวีซ่าถาวรที่เริ่มใช้ในเดือนมีนาคม 2567 ซึ่งนโยบายนี้ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับการท่องเที่ยวไทย โดยมีนักท่องเที่ยวจีน 6.73 ล้านคนเลือกมาไทยในปี 2567 ตอกย้ำให้จีนยังคงเป็นตลาดต่างประเทศอันดับหนึ่งของไทย

    TAGS: #ททท #Trip.com #NihaoMonth

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35467&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vI6-aINaKgwIT_ZtRGnav

  • โบรกส่อง ครม.อนุทิน 1 ใกล้ทูลเกล้าฯ เป็นบวกต่อ SET คัดหุ้นเด่นกลุ่มอิงในประเทศ : อินโฟเควสท์

    โบรกส่อง ครม.อนุทิน 1 ใกล้ทูลเกล้าฯ เป็นบวกต่อ SET คัดหุ้นเด่นกลุ่มอิงในประเทศ : อินโฟเควสท์

    บล.กรุงศรี ระบุถึง ความคืบหน้าการทูลเกล้าฯรายชื่อ ครม.อนุทิน 1 คาดว่าจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ได้เร็วที่สุดคือ เย็นวันนี้ (16 ก.ย.) หรืออย่างช้าที่สุดวันพรุ่งนี้ 17 ก.ย. โดย โผรมว. กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจตามกระแสข่าวก่อนหน้า อาทิ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน.

    บล.กรุงศรี มองเป็นพัฒนาการการเมืองในทางบวก โดยถัดไปตลาดจะกลับมาให้น้ำหนักการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการลดค่าใช้จ่าย ,เพิ่มกำลังซื้อ และโครงการลงทุน ฯลฯ โดยหลัก อาทิ

    การบริโภค คือ หลักๆคาดมาตรการคนละครึ่ง, เติมเงินกองทุนหมู่บ้าน 1.2 หมื่นล้านบาท (0.08% ของ GDP), การให้ Soft Loan เกษตรกร , นโยบายลดค่าครองชีพ ลดค่าไฟฟ้า ฯลฯ มองหนุนหุ้นอิงกำลังซื้อฐานราก บวกต่อกลุ่มค้าปลีก กลุ่มเครื่องดื่ม และกลุ่มการเงิน

    ท่องเที่ยว มาตรการคล้าย เราเที่ยวด้วยกัน คาดจะบวกต่อภาคการท่องเที่ยวในประเทศ ทั้งสนามบิน สายการบิน และโรงแรมในประเทศ

    โครงการลงทุนขนาดใหญ่ คาดจะผลักดันอาทิ โครกงาร Land bridge ฯลฯ มองบวกต่อ อุตสากรรมรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มนิคม

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน คงมุมมองบวกต่อ SET Index ประเมินแนวต้าน 1,316/1,330 จุด แนวรับ 1,300/1,295 เน้นหุ้นกลุ่มอิงบริโภคภายใน หลักๆคือ เน้นกลุ่มค้าปลีก CPALL, BJC, CPAXT กลุ่มการเงิน MTC, KTC กลุ่มรับเหมา CK, STECON, ITD นิคม AMATA, WHA ท่องเที่ยว ERW, CENTEL

    ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า จากการติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐ เราพบว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนเริ่มเร่งตัวขึ้น โดยเดือน ก.ย. (1-12 ก.ย.) เบิกจ่ายงบลงทุนได้ 6.7 หมื่นลบ. (เหลือให้เบิกจ่ายได้อีก 3.8 แสนลบ.) เทียบกับทั้งเดือน ส.ค. ที่เบิกจ่ายเพียง 4.8 หมื่นลบ. และเดือน ก.ค. ที่เบิกจ่ายไป 6.4 หมื่นลบ. เนื่องจากเป็นช่วงสุญญากาศทางการเมือง

    เพราะฉะนั้น หลังจากรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารอย่างเป็นทางการ เราคาดว่าจะเห็นการเบิกจ่ายงบลงทุนที่เร่งตัวขึ้นอีก ถือเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มที่เชื่อมโยงงานภาครัฐฯ เช่น STECON, CK, BEM, TASCO, SKY, DITTO, BBIK เป็นต้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529855&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VYelDmgJrsE7CnT9mjxh4

  • “เศรษฐพุฒิ” ยันลดดอกเบี้ยไม่ใช่คำตอบ ชี้เศรษฐกิจไทยป่วยเรื้อรัง เตือนกระตุ้นสั้นต้องระวัง เสี่ยงถูกดาวน์เกรด : อินโฟเควสท์

    “เศรษฐพุฒิ” ยันลดดอกเบี้ยไม่ใช่คำตอบ ชี้เศรษฐกิจไทยป่วยเรื้อรัง เตือนกระตุ้นสั้นต้องระวัง เสี่ยงถูกดาวน์เกรด : อินโฟเควสท์

    นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายเพิ่มเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ (US Tariffs) ซึ่งเป็น “พายุลูกใหญ่” ที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนทั่วโลกรวมทั้งกดดันภาคการผลิต และการส่งออกของไทย ให้ต้องเร่งปรับตัว ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

    ดังนั้น ธปท. จึงปรับทิศทางนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะที่ยังให้ความสำคัญกับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (policy space) ไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

    ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้ง (ตั้งแต่ปลายปี 67- ส.ค.68) สู่ระดับ 1.5% ในช่วงนี้ ไม่ใช่เพื่อ “กระตุ้น” เศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เป็นการ “ผ่อนคลายภาวะการเงิน” และ “บรรเทาภาระ” ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เปราะบาง เพื่อเอื้อต่อการปรับตัวรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้ นอกจากการผ่อนคลายภาวะการเงินแล้ว ธปท. ยังได้ออกมาตรการภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางที่มีศักยภาพให้สามารถรักษาทรัพย์สิน และลดภาระหนี้เพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายไหวและไปต่อได้

    ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวด้วยว่า การสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวนั้น จะต้องมีการปรับปรุงที่โครงสร้าง เพราะมองว่าการแก้ปัญหาด้วยการใช้นโยบายในเชิงกระตุ้น จะช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจได้เพียงแค่ช่วงสั้น ๆ หรือแค่ชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลทุกยุคสมัยที่ผ่านมา มักใช้นโยบายการกระตุ้นที่ช่วยเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งตราบใดที่ยังไม่แก้ไขปัญหาที่โครงสร้างเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขีดความสามารถทางการแข่งขัน ความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ประสิทธิภาพแรงงาน การกระจายรายได้ เศรษฐกิจไทยก็จะยังเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ

    “บ้านเรา ปัญหาที่เจอคือเหมือนคนไข้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ไม่ใช่โรคที่ฉับพลัน เช่น ความสามารถในการแข่งขันลดลงในหลายมิติ ความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศลดลง ซึ่งถ้าเราแก้ปัญหาโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้ เศรษฐกิจก็จะโตแผ่วๆ ถ้าจะกระตุ้น ก็ทำได้ชั่วคราว ดังนั้นการจะทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างยั่งยืน ก็ต้องมีการกระจายรายได้ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

    ทั้งนี้ ในปี 2568 ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.3% ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรก ขยายตัวได้ 3% และคาดว่าครึ่งปีหลังน่าจะอยู่ที่ราว 1% ซึ่งสอดคล้องกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ขณะที่สำนักเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นมาที่ราว 2% แล้ว จากที่ก่อนหน้านี้ต่างประเมินว่าไม่ถึง 2% จากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐ ดังนั้นจึงสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไม่ได้ชะลอตัวมากนัก

    แต่ในปี 2569 ยอมรับว่ามีความเสี่ยงขาลง ทั้งเรื่องงบประมาณที่อาจจะล่าช้า หากรัฐบาล 4 เดือนยุบสภา และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเข้าใกล้ช่วงที่ต้องจัดทำงบประมาณปี 2570 ซึ่งหากในขั้นตอนนี้สะดุดก็จะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไป จึงทำให้ ธปท. มองว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ที่ 1.7% ซึ่งลดลงจากปีนี้

    ผู้ว่าฯ ธปท. มองว่าสิ่งที่ยังมีความน่ากังวล คือ ความเสี่ยงด้านการคลัง โดยหากมองไปในระยะข้างหน้า ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เพราะในปัจจุบันภาคการคลังไม่ได้แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน หลังจากช่วงโควิด-19 มีการใช้ทรัพยากรไปมากในการพยุงเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่อยากเห็นหลังจากใช้กระสุนทางการคลังไปมากแล้ว ก็ควรจะต้องเริ่มรัดเข็มขัดให้ฐานะทางการคลังกลับมาในรูปแบบที่สร้างเสถียรภาพในระยะปานกลางให้สูงขึ้น เพราะหากไม่มีการปรับในส่วนนี้ ก็มีความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือได้

    ทั้งนี้ หากดูค่าเฉลี่ยรายจ่ายรัฐบาลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เติบโต 4% ขณะที่รายได้ภาครัฐ โตเฉลี่ย 1.7% ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามเทรนด์นี้ สิ่งที่จะเกิดคือ การขาดดุลงบประมาณและภาระหนี้สูงขึ้น ตอนนี้ตามกรอบความยั่งยืนทางการคลังสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง เสี่ยงต่อการถูกลดเครดิตประเทศ หากปล่อยไปตามยถากรรม

    “ปัญหาเรื่องความยั่งยืนทางการคลัง จึงเป็นประเด็นที่น่ากังวล ของพวกนี้ไม่ได้ปรับได้ในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่ต้องเห็นภาพที่ชัดเจนว่ามีการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่าน ต้องมีแผนการเติบโตของรายได้ และการควบคุมรายจ่ายเป็นอย่างไร แต่ขอย้ำว่าไม่ใช่ว่าตอนนี้ไทยเกิดวิกฤติทางการคลัง ยืนยันว่าไม่ใช่ แต่ก็อยู่ในจุดที่ไม่ควรชะล่าใจ ควรมีแผนรองรับระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในฝั่งการคลัง” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

    พร้อมมองว่า ประเด็นนี้ถือเป็นการบ้านของรัฐบาลใหม่ ที่จะต้องเข้ามาดูแลเรื่องเสถียรภาพทางการคลัง เพราะมีแนวโน้มที่การเป็นรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในช่วงระยะเวลาไม่นาน มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหวังให้เห็นผลในระยะสั้น ซึ่งยอมรับว่ามีความจำเป็น แต่ทั้งนี้ จะต้องเป็นการใช้งบประมาณอย่างระมัดระวังและอยู่ในกรอบ และไม่ทำให้ประชาชนเสพติดการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “ไม่เถียงเรื่องการกระตุ้น แต่ต้องเป็นการใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง เพราะลูกกระสุนฝั่งการคลังมีจำกัดแล้ว หากใช้มากไปและไม่มีแผนระยะยาว ประเทศจะเสี่ยงถูกดาวน์เกรดได้…การที่ policy space เหลือไม่เยอะ และยังอาจมีช็อคของโลกเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้น เราต้องเก็บเครื่องมือเผื่อไว้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นในภาพรวมการทำนโยบายดอกเบี้ยที่ผ่านมา ถือว่าเรามาถูกทางแล้ว” นายเศรษฐพุฒิ ระบุ

    นายเศรษฐพุฒิ เห็นว่า การที่รัฐบาลใหม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาการทำงานเพียง 4 เดือนหลังแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภานั้น อาจทำให้ต้องเร่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่หนักกว่าเดิม แม้จะเข้าใจว่ายังเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่อยากมองว่าถ้าอยากให้คนเลือกรัฐบาลชุดนี้กลับมาอีก ก็จำเป็นต้องทำมาตรการระยะยาวด้วย เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่ง มีความเสี่ยงที่คนจะเสพติด ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลพิจารณามาตรการที่สอดคล้องกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลางด้วย ซึ่งหากจะใช้งบประมาณจำนวมากในการทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ก็ควรต้องมีแผนหาจัดรายได้เพิ่มขึ้นด้วย เช่น การปรับขึ้นภาษี เพราะจะได้ทำให้บรรดาบริษัทจัดอันดับเครดิตเห็นว่าประเทศไทยไม่มีปัญหาในภาคการคลังระยะยาว

    “การจะทำมาตรการ ต้องทำให้สอดคล้องกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง ซึ่งมาตรการจะขึ้นอยู่กับรูปแบบ size การใช้งบประมาณแค่ไหน ต้องมีวิธีให้สาธารณะชน และบริษัทจัดอันดับเห็นว่าภาคการคลังระยะยาวของเรายังโอเค เช่น มีแผนหารายได้อย่างไร เพราะถ้ามีมาตรการ แต่ไม่แผนจัดหารายได้ โอกาสที่จะถูกลดเครดิต ก็จะมีสูง” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

    ส่วนการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนนั้น มองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับขึ้น/ลง ในระดับ 0.25% ไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก การแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน คือการสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น เพราะหากรายได้ไม่ฟื้น ปัญหาหนี้ก็จะไม่หมดไป ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือจะต้องเดินหน้าการทำกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ การทำให้ลูกหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ในระบบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีผลโดยตรงต่อการแก้หนี้ได้มากกว่าในเรื่องการปรับหรือไม่ปรับดอกเบี้ย

    “การแก้ปัญหาหนี้ให้ยั่งยืน ต้องแก้ที่รายได้ ถ้ารายได้ไม่โต รายได้ไม่ฟื้น ปัญหาหนี้ก็จะไม่หมดไป แม้เราจะเสกหนี้ให้หายไปหมด แต่ถ้ารายจ่ายยังมากกว่ารายได้ สักวัน หนี้ก็กลับมาอีก ดังนั้นการดูแลหนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง การที่ดอกเบี้ยขึ้นหรือลง คงไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก” นายเศรษฐพุฒิ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o8lB_NMfP6yzlUCdoZrc6

  • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพบสื่อมวลชน (Meet the Press)

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพบสื่อมวลชน (Meet the Press)

    สรุปประเด็น ผู้ว่าการพบสื่อมวลชน (Meet the Press)

    rn

    วันอังคารที่ 16 กันยายน 2568

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn”}}” id=”text-d3866a7e4f”>

    สรุปประเด็น ผู้ว่าการพบสื่อมวลชน (Meet the Press)

    วันอังคารที่ 16 กันยายน 2568

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    rn

      rn

    • ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอลงต่อเนื่อง (และหลังวิกฤต เศรษฐกิจไทยใช้เวลานานขึ้นกว่าจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนวิกฤต) โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตโควิด-19 ลดลงเหลือเฉลี่ยเพียง 2.2%[1] (จากที่เคยเฉลี่ยอยู่ที่ 7.3% ในช่วงก่อนวิกฤตปี 2540) ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ
    • rn

    rn

     

    rn

      rn

    • พัฒนาการเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ที่สำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่กระจุกตัวในบางกลุ่มและบางพื้นที่ ซึ่งหากปล่อยไว้ จะกระทบศักยภาพของประเทศในระยะยาว
    • rn

    rn

    ความสามารถในการแข่งขันถดถอยลง: ไทยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ได้น้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งมีส่วนทำให้การลงทุนใหม่ของไทยอยู่ในระดับต่ำ และขาดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ

    rn

    ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงและเรื้อรัง: ความมั่งคั่งและรายได้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงและธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากยังมีหนี้อยู่ในระดับสูง ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมกระจายไปไม่ถึงครัวเรือนและ SMEs โดยเฉพาะในท้องถิ่น เท่าที่ควร

    rn”}}” id=”01″>

    ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    • ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอลงต่อเนื่อง (และหลังวิกฤต เศรษฐกิจไทยใช้เวลานานขึ้นกว่าจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนวิกฤต) โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตโควิด-19 ลดลงเหลือเฉลี่ยเพียง 2.2%[1] (จากที่เคยเฉลี่ยอยู่ที่ 7.3% ในช่วงก่อนวิกฤตปี 2540) ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ
    • พัฒนาการเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ที่สำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่กระจุกตัวในบางกลุ่มและบางพื้นที่ ซึ่งหากปล่อยไว้ จะกระทบศักยภาพของประเทศในระยะยาว

    ความสามารถในการแข่งขันถดถอยลง: ไทยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ได้น้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งมีส่วนทำให้การลงทุนใหม่ของไทยอยู่ในระดับต่ำ และขาดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ

    ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงและเรื้อรัง: ความมั่งคั่งและรายได้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงและธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากยังมีหนี้อยู่ในระดับสูง ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมกระจายไปไม่ถึงครัวเรือนและ SMEs โดยเฉพาะในท้องถิ่น เท่าที่ควร

    สิ่งที่ต้องทำเพื่อสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทย

    rn

      rn

    • ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปในแต่ละภาคส่วนเศรษฐกิจ (structural reforms) ที่สำคัญ ได้แก่
    • rn

    rn

    (1) ภาคเอกชน: ปรับตัวให้เป็นกลไกหลักในการสร้างพลวัตใหม่ เพราะภาคเอกชนสามารถช่วยระบุปัญหา แนวทางแก้ไข และสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ/ภาคการเงิน เพื่อให้ตอบโจทย์ได้ตรงจุดที่สุด โดยธุรกิจขนาดใหญ่ควรมีบทบาทสนับสนุนธุรกิจ SMEs และรายย่อยในการปรับตัวมากขึ้น
    rn 

    rn

    (2) ภาครัฐ: ควรเน้นสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนปรับตัวและเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ในระยะยาว รวมถึงช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เช่น ลดกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย (regulatory guillotine) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตลอดจนให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งหมายรวมถึงการลดการขาดดุลทางการคลัง (fiscal consolidation) ด้วย เพราะที่ผ่านมารายได้รัฐบาลโตไม่ทันรายจ่ายรัฐบาลที่เร่งขึ้นมาก (รายจ่ายรัฐบาลโตเฉลี่ยปี 2562-2567 ที่ 4% ต่อปี เทียบกับรายได้รัฐบาลที่โต 1.7% ต่อปี) หากปล่อยให้เติบโตตามแนวโน้มเดิม อาจทำให้การขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ประเทศถูกปรับลด credit rating ได้ต่อไป ภาครัฐจึงควรควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพรายจ่าย และมีแผนการเพิ่มรายได้ที่ชัดเจนขึ้น
    rn 

    rn

    (3) ภาคการเงิน: เน้นสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของรายย่อยและ SMEs ในการปรับตัว เพราะมีความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ผ่านมา ธปท. จึงสนับสนุนให้มีกลไกการค้ำประกันเครดิตที่ยืดหยุ่นขึ้น ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้ต้องใช้เวลา แม้มีมาตรการรองรับ แต่ต้องแก้ที่รายได้ผ่านการกระจายการเติบโตให้ทั่วถึง เพื่อให้การแก้หนี้ทำได้อย่างยั่งยืนขึ้น อีกทั้ง ธปท. ยังได้ริเริ่มโครงการ Your Data เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิส่งข้อมูลของตนที่มีอยู่กับผู้ให้บริการ/หน่วยงานต่าง ๆ ไปยังผู้ให้บริการ/หน่วยงานอื่น ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวก ปลอดภัย เพื่อให้ได้รับบริการที่ดีขึ้น และล่าสุด ธปท. ร่วมกับกระทรวงการคลัง ภาคเอกชน และภาคการเงินอยู่ระหว่างผลักดันกลไกกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (risk-based pricing) ให้เกิดขึ้นในไทยอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อช่วยให้ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ ขณะเดียวกันลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือมีประวัติการชำระหนี้ที่ดีจะได้รับการเสนอดอกเบี้ยที่ต่ำลง นอกจากนี้ ธปท. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีทางการเงิน โดยยกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน และสนับสนุนการใช้นวัตกรรมอย่างรับผิดชอบและปลอดภัย

    rn

     

    rn

      rn

    • ทั้งหมดนี้ การผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงเกิดได้จริงและยั่งยืน ส่วนหนึ่งต้องอาศัยกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ที่ชัดเจน มีเป้าหมาย/ความรับผิดชอบร่วมกันจากทุกภาคส่วน และมีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ จะต้องขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูลที่แม่นยำ และสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง (หลัก ‘ทำดี ได้ดี’) ซึ่งภาคเอกชนควรเป็นผู้นำในการระบุปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไข ขณะที่ภาครัฐและภาคการเงินมีบทบาทสนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ร่างพิมพ์เขียว ‘Reinvent Thailand’: www.jsccib.org/reinvent)
    • rn

    rn


    rnrn

    [1] ค่าเฉลี่ยปี 2564–2567

    rn”}}” id=”02″>

    สิ่งที่ต้องทำเพื่อสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทย

    • ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปในแต่ละภาคส่วนเศรษฐกิจ (structural reforms) ที่สำคัญ ได้แก่

    (1) ภาคเอกชน: ปรับตัวให้เป็นกลไกหลักในการสร้างพลวัตใหม่ เพราะภาคเอกชนสามารถช่วยระบุปัญหา แนวทางแก้ไข และสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ/ภาคการเงิน เพื่อให้ตอบโจทย์ได้ตรงจุดที่สุด โดยธุรกิจขนาดใหญ่ควรมีบทบาทสนับสนุนธุรกิจ SMEs และรายย่อยในการปรับตัวมากขึ้น
     

    (2) ภาครัฐ: ควรเน้นสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนปรับตัวและเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ในระยะยาว รวมถึงช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เช่น ลดกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย (regulatory guillotine) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตลอดจนให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งหมายรวมถึงการลดการขาดดุลทางการคลัง (fiscal consolidation) ด้วย เพราะที่ผ่านมารายได้รัฐบาลโตไม่ทันรายจ่ายรัฐบาลที่เร่งขึ้นมาก (รายจ่ายรัฐบาลโตเฉลี่ยปี 2562-2567 ที่ 4% ต่อปี เทียบกับรายได้รัฐบาลที่โต 1.7% ต่อปี) หากปล่อยให้เติบโตตามแนวโน้มเดิม อาจทำให้การขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ประเทศถูกปรับลด credit rating ได้ต่อไป ภาครัฐจึงควรควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพรายจ่าย และมีแผนการเพิ่มรายได้ที่ชัดเจนขึ้น
     

    (3) ภาคการเงิน: เน้นสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของรายย่อยและ SMEs ในการปรับตัว เพราะมีความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ผ่านมา ธปท. จึงสนับสนุนให้มีกลไกการค้ำประกันเครดิตที่ยืดหยุ่นขึ้น ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้ต้องใช้เวลา แม้มีมาตรการรองรับ แต่ต้องแก้ที่รายได้ผ่านการกระจายการเติบโตให้ทั่วถึง เพื่อให้การแก้หนี้ทำได้อย่างยั่งยืนขึ้น อีกทั้ง ธปท. ยังได้ริเริ่มโครงการ Your Data เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิส่งข้อมูลของตนที่มีอยู่กับผู้ให้บริการ/หน่วยงานต่าง ๆ ไปยังผู้ให้บริการ/หน่วยงานอื่น ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวก ปลอดภัย เพื่อให้ได้รับบริการที่ดีขึ้น และล่าสุด ธปท. ร่วมกับกระทรวงการคลัง ภาคเอกชน และภาคการเงินอยู่ระหว่างผลักดันกลไกกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (risk-based pricing) ให้เกิดขึ้นในไทยอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อช่วยให้ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ ขณะเดียวกันลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือมีประวัติการชำระหนี้ที่ดีจะได้รับการเสนอดอกเบี้ยที่ต่ำลง นอกจากนี้ ธปท. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีทางการเงิน โดยยกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน และสนับสนุนการใช้นวัตกรรมอย่างรับผิดชอบและปลอดภัย

    • ทั้งหมดนี้ การผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงเกิดได้จริงและยั่งยืน ส่วนหนึ่งต้องอาศัยกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ที่ชัดเจน มีเป้าหมาย/ความรับผิดชอบร่วมกันจากทุกภาคส่วน และมีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ จะต้องขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูลที่แม่นยำ และสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง (หลัก ‘ทำดี ได้ดี’) ซึ่งภาคเอกชนควรเป็นผู้นำในการระบุปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไข ขณะที่ภาครัฐและภาคการเงินมีบทบาทสนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ร่างพิมพ์เขียว ‘Reinvent Thailand’: www.jsccib.org/reinvent)

    [1] ค่าเฉลี่ยปี 2564–2567

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20250916.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25qP1d1rwhVPAw3tr5bwCe

  • ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ รับเศรษฐกิจไทยโตแผ่ว ห่วงฐานะการคลังฝากรัฐบาลใหม่ดูแล

    ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ รับเศรษฐกิจไทยโตแผ่ว ห่วงฐานะการคลังฝากรัฐบาลใหม่ดูแล

    ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ รับเศรษฐกิจไทยโตแผ่วเหมือนคนไข้เรื้อรัง ห่วงฐานะการคลังไม่แข็งแรงเหมือนก่อน หลังรายได้โตไม่ทันรายจ่าย ชี้เป็นการบ้านรัฐบาล 4 เดือนต้องเข้ามาดูแลเสถียรภาพการคลัง แนะปูพรมมาตรการระยะยาว คู่ขนานมาตรการระยะสั้น รับถกเก็บภาษีซื้่อ-ขายทองแก้ปมบาทแข็งยังไม่มีข้อสรุป

    16 ก.ย. 2568 – นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ยอมรับว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเติบโตแผ่ว เหมือนคนไข้เรื้อรัง หรือคนเป็นโรคเบาหวาน สะท้อนจากความสามารถในการแข่งขันที่ชะลอตัวลง ความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่น้อยกว่าเพื่อนบ้าน การดูแลเรื่องการกระจายรายได้ และปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง ที่ยังเป็นโจทย์สำคัญต้องเร่งแก้ไข

    โดยในปี 2568 ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.3% ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะขยายตัวได้ 3% และครึ่งปีหลังน่าจะอยู่ที่ราว 1% ซึ่งสอดคล้องกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ขณะที่สำนักเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยปรับคาดการณ์ขึ้นมาที่ราว 2% แล้ว สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไม่ได้ชะลอตัวมากนัก แต่ในปี 2569 ยอมรับว่ามีความเสี่ยงขาลงกับเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องงบประมาณที่อาจจะล่าช้า หากรัฐบาล 4 เดือนยุบสภาและต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเข้าใกล้ช่วงที่ต้องจัดทำงบประมาณ ตรงนี้หากสะดุดก็จะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไป ทำให้ ธปท. มองว่าปี 2569 เศรษฐกิจจะขยายตัวลดลงที่ 1.7%

    ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวล คือ ความเสี่ยงด้านการคลัง โดยหากมองไปในระยะข้างหน้ายังเป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง เพราะภาคการคลังในปัจจุบันไม่ได้แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน หลังจากช่วงโควิด-19 มีการใช้ทรัพยากรเยอะในการพยุงเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่อยากเห็นหลังจากใช้กระสุนทางการคลังไปเยอะ ก็ควรจะต้องเริ่มรัดเข็มขัดให้ฐานะทางการคลังกลับมาในรูปแบบที่สร้างเสถียรภาพในระยะปานกลางสูงขึ้น เพราะหากไม่มีการปรับในส่วนนี้ก็มีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกลดเครดิตได้

    “หากดูค่าเฉลี่ยรายจ่ายรัฐบาลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โต 4% ขณะที่รายได้โตเฉลี่ย 1.7% ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามเทรนด์นี้ สิ่งที่จะเกิดคือ ขาดดุลและหนี้สูงขึ้น ตอนนี้ตามกรอบความยั่งยืนทางการคลังสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง เสี่ยงต่อการถูกลดเครดิตประเทศ หากปล่อยไปตามยถากรรม ดังนั้นปัญหาเรื่องความยั่งยืนทางการคลังจึงเป็นประเด็นที่น่ากังวล ของพวกนี้ไม่ได้ปรับได้ในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่ต้องเห็นภาพที่ชัดเจนว่ามีการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่าน ต้องมีแผนการเติบโตของรายได้และการควบคุมรายจ่ายเป็นอย่างไร แต่ขอย้ำว่าไม่ใช่ว่าตอนนี้ไทยเกิดวิกฤติทางการคลัง ยืนยันว่าไม่ใช่ แต่ก็อยู่ในจุดที่ไม่ควรชะล่าใจ ควรีแผนรองรับระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในฝั่งการคลัง” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

    ทั้งนี้ มองว่าตรงนี้ถือเป็นการบ้านของรัฐบาลใหม่ที่จะต้องเข้ามาดูแลเรื่องเสถียรภาพทางการคลัง เพราะแรงโน้มถ่วงจะนำไปสู่การใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เถียงว่ามีความจำเป็น แต่ต้องเป็นการใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง เพราะลูกกระสุนฝั่งการคลังมีจำกัดแล้ว หากใช้มากไปและไม่มีแผนระยะยาว ประเทศจะเสี่ยงถูกดาวน์เกรดได้

    นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางการคลัง อาจเป็นปัจจัยให้รัฐบาลที่ระบุว่าจะอยู่ 4 เดือนเร่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่หนักกว่าเดิม แม้จะเข้าใจว่ายังเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่อยากมองว่าถ้าอยากให้คนเลือกรัฐบาลชุดนี้กลับมาอีก ก็จำเป็นต้องทำมาตรการระยะยาวด้วย ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น เพราะมาตรการระยะสั้น เช่น คนละครึ่ง มีความเสี่ยงที่คนจะติด ดังนั้นจึงอยากให้พิจารณามาตรการที่สอดคล้องกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง หากทำเยอะก็ต้องมีแผนจะทำให้รายได้ปรับขึ้นมาด้วย เช่น การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่ยอมรับว่าตรงนี้เป็นเรื่องยาก

    ขณะที่ในฝั่งนโยบายการเงินนั้น มองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับขึ้นหรือลง ในระดับ 0.25% ไม่ได้ม่ีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจขนาดนั้น แต่ผลในระยะยาวคือเรื่องเชิงโครงสร้างมากกว่า ขณะเดียวกันก็ต้องเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนต่อไป ตรงนี้ยืนยันว่ามีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างนั้นคนไม่ค่อยใส่ใจ แม้ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นหากเรื่องนี้ได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดก็เชื่อว่าจะช่วยให้ขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แผ่วตัวลงไม่เกิดขึ้น หรือปรับตัวดีขึ้นได้

    สำหรับสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทนั้น นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า หลัก ๆ เป็นผลมาจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และอีกสิ่งที่ไทยเจอซ้ำเติม คือ เรื่องทองคำ ที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าเพื่อนบ้าน เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินบาทและทองคำมีอัตราที่ค่อนข้างสูงถึง 0.7% มาจากการที่คนไทยชอบซื้อขายทอง ซึ่งในส่วนนี้ ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และที่ผ่านมาได้มีการเข้าไปดูแลเพื่อลดความผันผวนของค่าเงิน

    “สิ่งที่เราเป็นห่วงและไม่อยากให้เกิดคือ ค่าเงินเคลื่อนไหวเร็วและแรงเกินไป จึงมีการดูแลเพื่อลดความผันผวนของค่าเงิน เพราะเราเป็นประเทศที่มีการส่งออกเยอะ เรื่องเหล่านี้มีเครื่องมือหลักที่ทำอยู่ ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ก็ได้หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และคนที่อยู่ในแวดวงทองคำ ว่ามีวิธีอะไรที่จะลดผลกระทบจากการซื้อขายทองต่อค่าเงิน ซึ่งยอมรับว่าหนึ่งในมาตรการที่หารือกัน คือ ภาษี ที่ย้ำว่ายังอยู่ในขั้นตอนการหารือและคงต้องใช้เวลา แต่ก็มีช่องทางอื่น ๆ ด้วย เช่น อยากสนั้บสนุนให้มีการซื้อขายทองในรูปแบบดอลลาร์มากกว่าเงินบาท เพื่อลดผลกระทบที่จะมีต่อค่าเงิน ขอย้ำว่าการจะทำอะไรต้องหารือกับหลายส่วน และต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

    ส่วนที่มีข้อห่วงใยจากภาคเอกชนต่อกรณีมีการส่งออกทองคำไปต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งมีผลให้เงินบาทแข็งค่า จะมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาหรือไม่นั้น นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ข้อมูลก็เป็นไปตามที่กรมศุลกากรชี้แจง ส่วนการส่งออกทองคำดังกล่าวจะมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาหรือไม่นั้น คงไม่สามารถตอบได้ แต่เราก็แสดงความเป็นห่วง และได้ประสานงานไปกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อให้ช่วยดูที่มาว่ามีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่ภาคเอกชนแสดงความเป็นห่วงหรือไม่

    อย่างไรก็ดี ในส่วนกรณีที่เกิดกระแสการถอนเงินออกจากสถาบันการเงิน จากมาตรการการระงับธุรกรรมและอายัดบัญชีที่เข้าข่ายเกี่ยวโยงกับเส้นทางเงินของบัญชีม้านั้น ขอย้ำว่า ภาพรวมสภาพคล่องธนาคารยังปกติ ธนาคารเตรียมเงินสดเพียงพอตามสาขา และเป็นเรื่องเฉพาะจุดมาก ๆ ส่วนในเรื่องของความมั่นใจและความเชื่อมั่นนั้นที่เกิดจากมาตรการดังกล่าวนั้น ต้องขออภัยที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้สุจริตที่ได้รับผลกระทบ แต่ถ้าเทียบกับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ถูกมิจฉาชีพหลอกจนเงินหายหมด ตรงนี้ถือเป็นการช่วยลดโอกาสของมิจฉาชีพลงได้

    “เรื่องมิจฉาชีพเป็นอะไรที่ร้ายแรงมาก เป็นเหมือนมะเร็ง ถ้าเราปล่อยให้ลุกลาม ดังนั้นการจัดการกับมันก็เหมือนกับการฉายแสง ซึ่งหนีไม่พ้นว่าจะต้องโดนคนที่สุจริตไปด้วย แต่ถ้าปล่อยไปไม่ดีแน่ ตรงนี้ถือเป็นความจำเป็นสำหรับรักษาอาการโดยรวม และหากไม่ทำผลกระทบจะมีเป็นวงกว้างมากกว่าและระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาสามารถปิดบัญชีม้าได้ 2.8 ล้านบัญชี” นายเศรษฐพุฒิ ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/862542/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Is7qVDTI5wFYGziWnQmzf

  • คนละครึ่ง ยาแรงฟื้นเศรษฐกิจชั่วคราว ดันทีมเศรษฐกิจใหม่เร่ง 3 มาตรการใหญ่

    คนละครึ่ง ยาแรงฟื้นเศรษฐกิจชั่วคราว ดันทีมเศรษฐกิจใหม่เร่ง 3 มาตรการใหญ่

    ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสารและการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และหัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ ฐานเศรษฐกิจ ถึงภาพรวมเศรษฐกิจและนโยบายใหม่ของรัฐบาล โดยมองว่านโยบาย “คนละครึ่ง” เป็นมาตรการที่มีผลเชิงบวก แต่เป็นเพียง “ยาแรงระยะสั้น” ที่ไม่สามารถพยุงเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

    คนละครึ่ง ยาแรงฟื้นเศรษฐกิจชั่วคราว

    ดร.เอกก์ อธิบายว่า คนละครึ่งเปรียบเสมือน “การฉีดวิตามิน” เข้าสู่ร่างกายที่อ่อนแอ เมื่อฉีดแล้วประชาชนรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที แต่ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน ต้องหายาใหม่มาฉีดต่อ อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบางเช่นนี้ การใช้มาตรการลักษณะนี้ถือว่ามีความจำเป็น

    คนละครึ่ง ยาแรงฟื้นเศรษฐกิจชั่วคราว ดันทีมเศรษฐกิจใหม่เร่ง 3 มาตรการใหญ่

    นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในโลกมี 2 รูปแบบ คือการ “ฉีดบน” ผ่านการลดหย่อนภาษีให้กับผู้มีกำลังซื้อสูง และการ “ฉีดล่าง” โดยอัดฉีดกำลังซื้อให้ประชาชนทั่วไป ซึ่งคนละครึ่งอยู่ในกลุ่มหลัง และถือว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่รากหญ้าและร้านค้ารายย่อยโดยตรง ไม่ใช่เพียงธุรกิจหรูหรือโรงแรมระดับบน

    พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้แต่การซื้อหมูปิ้งหรือส้มตำ ก็ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ ซึ่งสร้างโมเมนตัมการจับจ่ายในวงกว้าง อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นแรงจูงใจให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นทางการมากขึ้น

    ทีมเศรษฐกิจใหม่ควรเร่ง 3 มาตรการใหญ่

    อย่างไรก็ตาม ดร.เอกก์ย้ำว่า การใช้จ่ายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างแข็งแรง เพราะกำลังซื้อภายในมีเพียงประชากรกว่า 60 ล้านคนและนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมที่สร้างแรงกระเพื่อมในระดับโลก เสนอว่าทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ควรเร่งดำเนินการ 3 เรื่องหลักควบคู่ไปกับคนละครึ่ง ได้แก่

     1. กระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติ – โดยเฉพาะการฟื้นโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เคยเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินลงทุน แต่ถูกชะลอไปก่อนหน้านี้

     2. เร่งการใช้จ่ายภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ – เน้นให้งบลงทุนถูกนำออกมาใช้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณเดือนตุลาคม แทนที่จะรอจนถึงกลางหรือปลายปี เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที

     3. บรรเทาผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศ – โดยเฉพาะการแก้ปัญหากำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ที่ขณะนี้ไทยเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสูงถึง 19%

    ทั้ง 3 มาตรการนี้ หากขับเคลื่อนได้จริง จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะสั้น และสร้างฐานสำหรับการเติบโตในระยะยาว

    ปัญหาบัญชีม้า ผลกระทบเพียงระยะสั้น

    นอกจากนี้ ดร.เอกก์ยังแสดงความเห็นต่อประเด็น “บัญชีม้า” ที่ทำให้ประชาชนบางส่วนกังวลจนหันไปถือเงินสดมากขึ้นว่า แม้จะสร้างความตื่นตัวในช่วงสั้น ๆ แต่ไม่ส่งผลกระทบในเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจ

    “สุดท้ายแล้วร้านค้ายังต้องเลือกสิ่งที่ลูกค้าสะดวกที่สุด หากรับเงินสดเพียงอย่างเดียว ก็เสี่ยงขายสินค้าไม่ได้ ดังนั้นผู้ค้าจึงจำเป็นต้องกลับมารับเงินโอนหรือช่องทางดิจิทัลเหมือนเดิม เพราะความสะดวกของผู้บริโภคสำคัญกว่า”

    ดร.เอกก์มองว่า คนละครึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือน แต่ไม่เพียงพอสำหรับการฟื้นฟูระยะยาว จึงจำเป็นที่รัฐบาลใหม่และทีมเศรษฐกิจจะต้องเร่งเดินหน้า 3 นโยบายหลัก ได้แก่ การดึงดูดการลงทุน การเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐ และการแก้ปัญหากีดกันทางการค้า เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน ปัญหาบัญชีม้าเป็นเพียงความกังวลชั่วคราวที่ไม่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/639019&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QYdUn_FoJdK8Jl6dlAZ9f